ปิยบุตร แสงกนกกุล : ‘หยุด แสงอุทัย’ กับหลัก ‘The King can do no wrong’
ปิยบุตร แสงกนกกุล
หมายเหตุ บทความนี้เป็นเพียงบทความแนะนำเบื้องต้นก่อนไปร่วมงานอภิปราย “สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ“ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์“ ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒
”องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา
หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ
โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”
หยุด แสงอุทัย
ในบทความชื่อ“อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย”
อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์
เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙
หยุด แสงอุทัย เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒
หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)
จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด ตลอดจนบทความ หรือคำอภิปรายต่างๆของเขา เรายืนยันได้ว่า หยุด แสงอุทัย มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง
ดังปรากฏให้เห็น เช่น
“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์”
“องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” (ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)
“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง”
“… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”
(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)
ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของหยุด แสงอุทัยในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ได้กลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขา เมื่อตอนที่เขาได้เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หยุดฯถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. โดยอ้างจากบทความเรื่อง “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” ที่หยุดฯอ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)
หนังสือพิมพ์สมัยนั้นพาดหัวข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กระทบต่อไปถึงจอมพล ป. เช่น หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาว่า
“ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ “หุ่น” ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง
กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น
คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย
อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่
การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”
เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”
ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่ ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่
ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด“
เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็รีบนำข้อหานี้มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของตน ดังที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ดังนี้
“หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น
จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”
นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”
เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?” นายควงกล่าวในที่สุด”
(”ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครง จอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย” หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)
หยุดฯชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า
“ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”
(หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)
แม้หยุด แสงอุทัยจะถูกภัยคุกคามเนื่องจากการแสดงความเห็นทางวิชาการของตนในเรื่องกษัตริย์ แต่หยุดฯก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด ตรงกันข้ามเขายังคงยืนยันหลักการ “The King Can Do No Wrong” ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเขา คือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕
………………..
ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายล้างศัตรูฝ่ายตรงข้าม มีความเห็นจำนวนมากที่สนับสนุนให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจมาก และมากขึ้นจนอาจจะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มีแนวคิดประเภท “ถวายคืน” พระราชอำนาจ มีหนังสือและบทความจำนวนมาก ที่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปในทางยอพระเกียรติ งานหลายชิ้นเป็นการแปรรูปหนังสืออาเศียรวาทให้อยู่ในรูปแบบของงานวิชาการ และมีการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้เป็นอาวุธทำลายศัตรูทางการเมือง
กล่าวสำหรับวงการกฎหมาย การอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์แทบไม่ปรากฏ (ที่ปรากฏก็มีเพียงแต่ยอพระเกียรติ และสนับสนุนไปในทางมี “พระราชอำนาจ” มาก) ทั้งๆที่หากพิจารณาในทางวิชาการกฎหมายแล้ว เรื่องของสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น
พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในประเทศสเปน เคยถกเถียงกันว่า พระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเกิดกรณีความขัดแย้งในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญระหว่างพระมหากษัตริย์กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยชี้ขาด?
องคมนตรี มีความเป็นมาอย่างไร? เป็นองค์กรประเภทใด? มีขอบเขตอำนาจเพียงใด? สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันหรือไม่?
สถานะทางกฎหมายและศักดิ์ของกฎมณเฑียรบาล มีสถานะเป็นกฎหมายเหมือนกฎเกณฑ์ทางกฎหมายประเภทอื่นๆหรือไม่? มีศักดิ์เทียบเท่าอะไร? สูงกว่าหรือเท่ากับรัฐธรรมนูญ? สูงกว่าหรือเท่ากับพระราชบัญญัติ? มีโอกาสขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? ใครเป็นผู้มีวินิจฉัยชี้ขาด? รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือมีอำนาจเพียงรับรองทางรูปแบบ?
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย ที่ยังคงรักษาตำแหน่งประมุขของรัฐให้แก่กษัตริย์ กษัตริย์มีพระราชอำนาจทางการเมืองโดยแท้หรือไม่? หรือเป็นเพียงพระราชอำนาจตามแบบพิธี? อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือเป็นของพระมหากษัตริย์? พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแต่ยกให้ประชาชนใช้ชั่วคราว? การถวายคืนพระราชอำนาจเป็นไปได้ในระบอบประชาธิปไตย?
การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย โดยแท้จริงแล้ว กษัตริย์มีพระราชอำนาจในการไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆหรือไม่? หากมี พระราชอำนาจเช่นว่าควรถูกนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร? การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางรูปแบบของราชอาณาจักร หรือเป็นพระราชอำนาจโดยแท้? และในกรณีที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร?
สิทธิ ๓ ประการของพระมหากษัตริย์ในทฤษฎีของวอลเตอร์ แบร์ช็อต อันได้แก่ สิทธิในการสนับสนุนให้กำลังใจ สิทธิในการตักเตือน สิทธิในการให้คำปรึกษาหารือ มีขอบเขตและเงื่อนไขอย่างไร ทฤษฎีนี้มีการนำมาใช้ในระบบกฎหมายของไทยหรือไม่? เป็นต้น
ปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาอ้างอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังที่หยุด แสงอุทัยเคยกล่าวไว้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักพิมพ์วิญญูชนนำตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของหยุด แสงอุทัย อันได้แก่ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕ มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกที่การตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เรียบเรียงใหม่และเขียนคำนำ
ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย จึงใช้โอกาสที่ปีนี้เป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของหยุด แสงอุทัย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์” ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ (อันเป็นวันคล้ายวันที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีผลใช้บังคับ) ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒ เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป
ในงานจะมีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยสมยศ เชื้อไทย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และเป็นผู้เขียนหนังสือ “แผนชิงชาติไทย” ซึ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากเยอรมนี และเป็นผู้เรียบเรียงและแก้ไขปรับปรุงหนังสือเล่มนี้, และณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ผู้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับการตอบโต้คณะราษฎรของพวกนิยมเจ้า เช่น “การรื้อสร้าง ๒๔๗๕” ฝันจริงของนักอุดมคติ “น้ำเงินแท้” ในศิลปวัฒนธรรม และล่าสุดบทความเรื่อง “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในฟ้าเดียวกัน
ความสำคัญและน่าสนใจในงานนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวหนังสือของหยุด แสงอุทัยที่นำมาตีพิมพ์ใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานรำลึกแด่หยุด แสงอุทัยเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้อภิปรายประเด็นทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยในทางวิชาการและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความคิดของหยุด แสงอุทัยที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่มีแต่การอภิปรายในเชิงยอพระเกียรติเหมือนการอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” เมื่อ ๓ ปีก่อน
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
จะติดตามงานนี้ครับ
จะพยายามไปฟังด้วย
อ.ปิยบุตรเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ให้ฟังคร่าวๆหน่อยสิครับ
Really agree with the author. Too bad that I live abroad and cant be in Thailand at the time but i prey that libery and freedom of speech will flourish to us all.
ฝากเอาคลิปเสียงมาให้ฟังทีนะครับ พลาดไม่ได้ไป
หนังสือเล่มนี้จะมีวางขายได้ทั่วไปมั้ยครับ
นรกจะแดกหัวพวกมึงแน่ ไอ้พวกระยำ ไอ้เหี้ย ขอให้พวกมึงตายโหง
ถ้าวันใดพวกมึงปฎิวัติสำเร็จ พวกกูนิแหละจะปฎิวัติอีกพวกมึงแน่ ไม่กูก็มึงต้องตายห่ากันไปข้างหนึ่ง ไอ้พวกระยำ
คุณ คนไทยโว้ยย วิจารณ์กษัตร์มันนรกจะแดกหัวตรงไหนเหรอครับ ไม่เข้าใจเขาก็ไม่ใช่เทวดานี่ หรือว่าเทวดามีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผฒก็ไม่ได้คิดว่าเขาวิเศษตรงไหน…แล้วถ้าปฏิวัติสำเร้จจริง ๆ ก็คงจะดีแต่คงจะไม่ยอมให้ใครมาปฏิวัติคืนหรอกนะ การปฏิวัติมันมีและแทรกซึมทุกย่อมหญ้าเพราะฉะนั้นอย่ากังวลไปเลย ยังไงสักวันนึงต้องได้เห็นแน่ ๆ
ผมเข้ามาใน samesky เป็นครั้งแรก หลังจากได้ฟังว่า มีเนื้อหาค่อยข้างเป็นขบถต่อระบบการปกครองของไทยในปัจจุบัน
ผมคิดเอาเองโดยปราศจากหลักทฤษฎีและหลักปรัชญาใดๆ อาศัยแต่ประสบการณ์ชีวีต 50 ปี กับประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ศึกษาในตำราเรียน ผมมีความเชื่อ 2 สิ่ง คือ (1)ประวัติศาสตร์คือรากเหง้า เป็นความต่อเนื่อง และเป็นตัวของตัวเอง เราควรศึกษาเรื่องของเราให้ท่องแท้โดยปราศจากการครอบงำด้วยหลักคิดทฤษฎีที่ไม่ใช่ของเราโดยแท้ แม้แต่การศึกษา(เชื่อมั่น)จากลัทธิที่ได้รับการยอมรับก็มิได้หมายความว่าเราจะเปลี่ยนรากเหง้า ความต่อเนื่องและตัวของตัวเองได้ทั้งหมด (เปลี่ยนไทยเดิมเป็นไทยใหม่อย่างไร ที่ยังรักษาประวัติศาสตร์และลักษณะที่สำคัญไว้)(2)การเปลี่ยนใดๆ จะต้องแก้ปัญหาสังคม(ความจน ความโง่ ความเห็นแก่ตัว) สร้างความเจริญ มั่งคั่ง ผาสุขได้จริง (ไม่ใช่อยากเป็นแบบเขา หรือกล้าเฉพาะหลักคิด ทฤษฎี)และที่สำคัญคือต้องคงแก่นแท้ตามข้อ (1)ไว้ให้ได้ด้วย
ไอฟาย…พวกมรึงรู้จัก คำว่า พระมหากษัตริย์ไหม…ไปหาในพจนานุกรมอ่าซะ…
ขอให้พวกมรึง ไม่ตายดี..
ข้าพเจ้าจะขอเป็นข้าพระบาทราชวงษ์จักรีทุกชาติไป…
????????? ??????????????????????????? ??????????????????? ???????????????????????????????????????????? ???????????????????????????????????????????? ????????????????? ???????????? ??????????????????????????????????????? ?????????????????? ????????????????? ????????????????????????????????????????????? ????????????????????????????????????????????????????????? 60 ?????? ???????????? ??????? ?????????????????????????????????????????????????????????????? ????????????????????????????????????? ????????????????????????????? ??????????????????????????????????? ?????????????????????????????????????????? ???????????????? ?????????? ??????????????????????????? ?????????????????????????????????????????????????????? ?????????????????????????????? ???????????????????????? ????????????????????? ??????????????????????????? ?????????????????????
เห็นพวกคุณมีความมุ่งมั่นจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ให้ได้ พวกคุณเห็นต่างไม่ผิดหรอกครับ แต่อยากให้มองธรรมชาติของสังคมไทยในแง่ดีบ้าง อย่างน้อยที่สุดในหลวงก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้เรารู้จักทำความดี มีความเพียร ซื่อสัตย์ สุจริต ซี่งก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย ถ้าทุกคนทำอย่างที่ว่าแล้วประเทศจะล่มจมไหมครับ คนบางคนก็ชมในหลวงจนเว่อร์และอาศัยหาประโยชน์ นั่นคือคนเหล่านั้นไม่ได้รักชาติจริง ต่อให้คุณล้มล้างไปได้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มันเป็นเรื่องของตัวบุคคลมากกว่าเรื่องของระบบอะไร ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ความสุขความเจริญอะไร เพราะเรามัวแต่ทะเลาะกัน แล้วเรามามองปัญหาว่าเกิดจากอะไร ก็โทษกันไปโทษกันมา ถามว่าถ้าไม่มีกษัตริย์ แต่บรรดานักการเมืองยังโกง ประเทศจะเจริญไหม พวกเค้าโกงกันจริงๆคุณ ทุกคนโกง ทุกคนมองไม่เห็นหัวในหลวง ทุกคนไม่มองว่าในหลวงคือเครื่องหมายของการทำความดี ทุกคนเห็นแก่ตัว ต่อให้ในหลวงดีหรือไม่ดีจริง ผมไม่สน แต่อย่างน้อยในหลวงคือสิ่งเดียวที่ทำให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่าเรามีเหตุผลที่จะเป็นคนดี มันง่าย มันพื้นๆมาก ไม่ต้องมาสาธยายตามหลักเหตุผล ที่พยายามทำกันหรอกครับ แค่ยึดมั่นในการทำความดีก็พอแล้ว คุณคิดต่างไม่ผิด แต่มันสร้างความแตกแยก อยากให้มองสังคมเราอย่างเข้าใจ ใช้หัวใจเพียวๆ นะครับ อย่าเรียงร้อยความคิดด้วยหลักเหตุผลอย่างเดียว
เห็นด้วยกับคุณมองแง่ดี และ คนไทยโว้ยยย ^_^
คนกลุ่มหนึ่งที่พยายามล้มล้างระบอบกษัตริย์..
มันช่างต่างกันเสียจริงกับ
คนคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อประชาชนคนไทยของท่านทั้งประเทศ
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ..
ลองนึกดู..ถ้าคุณต้องเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองโรงเรียนแห่งหนึ่ง
นักเรียนเรียกร้องไม่เอาอาจารย์มาสอน หรือ ปกครอง
เนื่องจากมีสารวัตรนักเรียนแล้ว..เรียนทางอินเตอร์เน็ตก็ได้
สอนกันเอง..เรียนกันเอง..ทำตามความคิดตัวเอง
อย่าให้บอกเลยว่า..อนาคตของชาติจะเป็นยังไง..
คุณอาจจะเรียกร้องสิทธิ “ประชาธิปไตยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของประมุข”
ถามหน่อยเพื่ออะไร..เพื่ออิสระเสรีเหรอ ? หรือเพื่อประชาธิปไตยที่คิดเองว่าควรเป็นแบบนั้นแบบนี้
แล้วสิทธิของกษัตริย์ล่ะ? สิทธิส่วนบุคคลล่ะ? เวลากับครอบครัว?
เวลาที่จะพักผ่อน? เวลาที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน?
ท่านเสียสิทธิส่วนบุคคลไปตั้งแต่ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์แล้ว
ถ้าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยจริง..งั้นคงต้องเสียใจกับคุณแล้วล่ะ
เพราะคนไทยทั้งประเทศรักในหลวง..รักกษัตริย์..พอใจที่จะอยู่ภายใต้
การปกครองของกษัตริย์..ใครไม่พอใจก็อย่าอยู่ประเทศไทยดีกว่ามั้ย ?
คุณโชคดีขนาดไหนที่มีกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งประเทศ
แล้วก็เห็นด้วยกับคุณสัมพันธ์ ทองเฝือ ด้วย..
^_^ รักประเทศไทย..รักในหลวง
เราคิดว่าดร.หยุด แสงอุทัย เค้าก็ไม่ผิดนะ
และเราก็เห็นด้วยกะผู้เขียนว่า ปัจจุบัน พวกแสวงหาอำนาจ พยายามเอา
เบื้องสูงมาเพื่อเรียกพรรคเรียกพวก
เพราะรู้ไงว่า…มีคนที่จงรักภักดีเยอะ ^^555++
เพราะงั้นอย่าให้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือของพวกนั้น
นอกจากนั้น เราก็คิดว่ดร.หยุด พูดถูก แต่ขึ้นอยู่กะการตีความของแต่ละคนมากกว่า
เพราะสุดท้ายแล้ว
คนที่มีอำนาจในมือมากที่สุดบางครั้งก็เหมือนว่าไม่มีอำนาจอะไรเลย
ทิ้งท้าย
เวลาคุนได้ยิน ได้ฟัง หรือได้อ่านไรไป
พยายามตีความ และ พยายามทำความเข้าใจหน่อย
เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร
สุดท้ายนี้
ข้าพจ้ามีคำถามทิ้งท้ายว่า
เมื่อบ้านเมืองของเรา..กำลังวิกฤตินั่น วัยรุ่นและทุกๆคน มัวทำอะไรอยู่?
และเราจะทำอย่างไรกับสภาพบ้านเมืองเช่นนี้??
อุดมการณ์ของคนเรา หายไปไหนหันหมด
^^
ดิฉันเห็นคนไทยแตกแยกแล้วเศร้าใจ..ดิฉันเป็นคนดีบ้าง เลวบ้าง และรู้สึกว่าทุกคนในโลกก็คงเป็นมั้งคะ…ดิฉันไม่ชอบเหมือนกันมั้งที่ใครๆมายุ่งเรื่องดิฉันมากเกินสิทธิอันพึงจะควรทำด้วย ทุกคนก็เช่นกัน ในหลวงก็คน เขาก็คงเป็นแบบนั้นมั้งคะ ดิฉันเข้าใจนะคะทำไมพวกคุณถึงเกลียดในหลวงนัก แต่ถามตัวหน่อยว่าตัวเองได้ทำอะไรเพื่อประเทศไทยมั่งไหม..นอกจากด่า..ดิฉันเคยได้ยินว่า..อีแก่…สี่เสา…ไอ้เ..ก ดิฉันเป็นคนถึงจะเลว ดิแนคงฟ้องกลับบานหมิ่นประมาทเช่นกันค่ะ ใจเขาใจเรา….
บ้านเมืองเรามีแต่ปัญหา น่าอับอาย ทำไมพวกคุณไม่เห้นมาด่าพวกโจรใต้ฆ่าคน เด็กๆ คนไทยร่วมชาติ พวกนักการเมืองโกง พวกอิทธิพลเถื่อน พวกข่มขืนล่ะ นั่นเลวร้ายน่ากลัวกว่าในหลวงอีก ไม่เห็นบอร์ดนี้ด่ามั้งเลย วันๆด่าแต่ราชวงศ์ พวกคุณทำอะไรเพื่อชาติบ้างตอบมา นอกจากพยุงสิทธิมนุษยชนด้วยการไม่ยืนเคารพเพบงอะไรนั่นให้เป็นประเด็นน่าสนใจน่ะ…ดิฉันเป็นเด็กค่ะ อายุ 20 ต้นๆ แต่ไม่รุ้ค่ะ อาจโง่มากก็ได้ ตอนนี้มองว่าพวกคุณไร้จิตสำนึกและไม่เข้าใจอะไรหลายด้าน มองด้านเดียวค่ะ ใครที่คิดว่าตัวเองทำดีแล้วและจะทำต่อไปก็เชิญ ดิฉันไม่ใช่คลั่งเจ้า และไม่ได้โง่ แต่คิดต่างเหมือนกัน เราต่างกัน และคงอยู่ร่วมกับคุณไม่ได้ หลายคำพูดในบอร์ดนี้บอกว่าสักวัน วันนั้น ดิฉันคงตาย หรือไม่ก็คงเป็นคุณ..สงครามกลางเมืองจะเกิดแน่
ขอถาม นะครับ เจ้าของweb ทีบ้าน ครอบครัวคุณ ไม่ทราบว่ามีลูกหรือไม่
หรือ ถ้าคุณยังไม่มีครอบครัว คุณคงมีัพ่อแม่ นะครับ แต่ถ้าคุณไม่มีครอบครัว
พื้นเพของคุณ คงแปลกจากคนทั่วไปนะครับ
คนในไทย ส่วนใหญ่ เวลาลูกไปโรงเรียน ไม่ว่าครอบครัว หรือคุณครูเค้าจะสอนเด็ก ให้ใหว้ เคารพคุณพ่อ คุณแม่ ครูอาจารย์ ผมว่าครอบครัวคุณคงไม่สอนหรือสอนคุณคงไม่ได้ใส่ใจ หรือคุณโง่เกินกว่าเข้าใจ
ผมว่าคุณ ปิด web ไปเถอะ เพราะสิ่งที่คุณทำมันทำให้ บรรพบุรุษของคุณ
ครอบครัวคุณ ถูกสาบแช่งด่า มันไม่คุ้มกับที่คุณทำหรอกไม่ช้า
ความคิดของคุณ มันคงทำให้คุณได้ไปที่ ที่คุณไม่ชอบแน่ สาธุ
คำแปล..
เปิดบทบรรณาธิการ “เฮรัลด์ ทริบูน” จวก “ทักษิณ” - ฉีดวัคซีนให้เมืองไทย กันโรค “คนเดียวครองอำนาจ”
หมายเหตุ : คำแปลบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทริบูน (ไอเอชที) ฉบับประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา และปรากฏอยู่ในสิ่งพิมพ์ในเครือเดียวกันนี้อีกบางฉบับในวันเดียวกัน อาทิ บอสตัน โกลบ เป็นต้น
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย บินมาลอนดอนเมื่อคืนวันอาทิตย์ (10 สิงหาคม 2551) เพื่อหลบหนีจากการไต่สวนและการรายงานตัวต่อศาลที่กรุงเทพฯ ที่เดิมกำหนดไว้วันจันทร์นั้น เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์คำกล่าวที่ว่า
พวกคนรวยล้นฟ้านั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ อิทธิพลและอำนาจเงินของทักษิณทำให้เขาสามารถหลบหลีกข้อกล่าวหาคดีคอร์รัปชั่นที่บ้านเกิด มาลี้ภัยอย่างสำราญใจในฐานะเจ้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ยังสามารถเตรียมการปูทางเพื่ออ้างสิทธิขอลี้ภัยการเมืองในอังกฤษได้อีก
เราควรจะจับตามองดูพฤติกรรมของทักษิณในการหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมให้ดี ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลว่าเขามีชื่อเสียงว่าเป็นคนรวยที่สุดของเมืองไทย หรือเพียงเพราะความเป็นที่รู้จักกระฉ่อนระหว่างประเทศของเขาเท่านั้น มหาเศรษฐีแห่งวงการสื่อมวลชนคนนี้ยังเคยเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกทำให้เสื่อมศักดิ์ศรีลงระบอบหนึ่ง ระบอบที่คงรูปแบบเปลือกนอกของประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไว้ แต่เหลือเนื้อหาสาระแท้จริงของประชาธิปไตยน้อยเต็มที จนกระทั่งถูกเตะออกจากอำนาจในการปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้วมานี่เอง
ทักษิณซื้อความนิยมและเสียงสนับสนุนเขาจากคนจนในชนบทไทย เขาไล่ซื้อกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ก็ข่มขู่สื่อ (ที่ซื้อไม่ได้) เขาสนับสนุนการใช้วิสามัญฆาตกรรมเป็นเครื่องมือในสงครามเอาชนะยาเสพติดที่ได้รับการโฆษณาอย่างครึกโครม แต่กลับปล่อยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับต้นเหตุแท้จริงของปัญหา คือบรรดาราชายาเสพติดทั้งหลายในพม่า เขายั่วยุให้เกิดการเดินขบวนประท้วงขนานใหญ่เมื่อขายทรัพย์สินของตระกูลคือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชินคอร์ปเป็นเงิน 1.9 พันล้านดอลลาร์ให้สิงคโปร์ แต่แอบอ้างใช้สิทธิไม่ยอมเสียภาษีใดๆ จากการนี้ และตอนนี้ เขาก็กำลังหนีข้อกล่าวหาที่ว่าเขาใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อให้ได้ข้อมูลภายในมา และเอาไปใช้ประโยชน์ให้คนในครอบครัวเขาไปซื้อที่ดินได้ต่อไป
ในแถลงการณ์ที่คร่ำครวญสงสารตัวเองของเขาที่ส่งจากลอนดอนเมื่อวันจันทร์ (11 สิงหาคม 2551) ทักษิณเสแสร้งเสมือนหนึ่งว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรมและความเที่ยงตรงเป็นกลาง จากศาลไทย
แต่พฤติกรรมก่อนๆ ที่ผ่านมาของเขาเองได้แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของเขาเป็นเท็จ ย้อนกลับไปเมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาได้ตั้งทีมทนายเพื่อต่อสู้คดีคอร์รัปชั่นและก็ยังได้ยื่นฟ้องร้องคนที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาเองในศาลเดียวกันดังกล่าวนั่นเองด้วยเช่นกัน
ต่อคำกล่าวหาของทักษิณว่าระบบตุลาการไทยไม่ยุติธรรม รวมทั้งการที่เขายืนยันว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อเขาเป็นเรื่องการแกล้งกันทางการเมืองด้วยนั้น เราควรพิจารณาเห็นได้โต้งๆ ว่าเป็นแค่ความพยายามของเขาที่จะเตรียมยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองต่อศาลอังกฤษแค่นั้นเอง เพื่อที่ใช้น้ำตาลไอซิ่งโรยแต่งหน้าเค้กก้อนนี้เสียหน่อย เขาก็ได้เพิ่มอีกประเด็นในคำแถลงที่เขียนด้วยลายมือตัวเองด้วยว่า เขากลัวจะถูกลอบสังหารหากเขากลับไปเมืองไทย
ทักษิณควรจะต้องไปรับการไต่สวนข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย กระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นหลักประกันความยุติธรรมได้โดยเฉพาะในกรณีคดีคอร์รัปชั่น และยังจะเป็นการฉีดวัคซีนให้เมืองไทย และอาจจะรวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วยก็ได้ เพื่อป้องกัน “โรคคนเดียวครองอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจโดยมหาเศรษฐีกิจการสื่อมวลชน หรือมหาเศรษฐีกิจการพลังงานของโลกก็ตาม
Inoculating Thailand against one-man rule
When the former prime minister of Thailand, Thaksin Shinawatra, flew into London on Sunday night, fleeing indictment and a Monday court date in Bangkok, he illustrated the old saw that the very rich are very different from you and me. Thaksin’s wealth and influence allowed him to elude corruption charges back home, enjoy an easeful exile as the owner of the Manchester City soccer club, and prepare the way for a claim of political asylum in Britain.
Thaksin’s actions as a fugitive from justice merit attention not merely because he is reputed to be the richest man in Thailand or because of his international notoriety. Until he was removed from power in a bloodless coup two years ago, the media magnate presided over a debased version of democracy, a system that preserved the external forms of popular sovereignty but little of its substance.
Thaksin bought his popularity and the support of the rural poor in Thailand. He purchased or intimidated media outlets. He countenanced extra-judicial assassinations as a tool for waging a highly publicized war on drugs while leaving alone the drug lords in neighboring Burma, who are the source of that trade. He provoked popular protest when he sold his family’s 49 percent share in the Shin telecommunications company for $1.9 billion to a Singaporean company and claimed exemption from any capital gains tax. And he is currently fleeing charges that he used his power to secure insider deals on real-estate purchases for family members.
In a self-pitying statement issued from London Monday, Thaksin pretended he could not receive impartial justice from the courts in Thailand.
But his own previous actions belie that claim. Back in Bangkok he had appointed defense lawyers to fight the corruption charges against him, and he recently filed his own lawsuits against critics in those same courts.
Thaksin’s allegations about a tainted Thai judiciary and his assertion that the cases against him are political should be seen as transparent attempts to lay the foundation for a claim of political asylum in British courts. To daub a little icing on that cake, he included in his handwritten statement a fear that he could face assassination if he were forced to return to Thailand.
Thaksin ought to be made to answer the charges against him in the Thai courts. A fair and transparent legal process could assure justice in particular corruption cases. It could also inoculate Thailand - and perhaps other countries as well - against the malady of one-man rule by the world’s richest media moguls or energy barons.
ที่มา.http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1218725891&catid=01
วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 21:20:19 น มติชนออนไลน์
มีคนเค้าบอกว่าเว็ปนี้เป็นเงินทุนของ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจจ้า
เป็นพี่น้องทางการเงินของ ชินวัตรครับผม บรรณาธิการอาจจะเป็น จักรภพ เพ็ญแข ก็ได้นะ พอพูดถึงตระกูลเพ็ญแข นี่ก็รับใช้ประเทศและราชวงศ์มาช้านานนะ แต่ทำไมคุณจักรภพนี่ ถึงได้คิดอ่านเป็นกบฏเยี่ยงนี้นะ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลได้ด่างพร้อยหมด อโหสิให้นะ..
แต่จะลบล้างกรรมได้หรือปล่าวไม่รู้ครับ
จริงๆอยากบอกว่า …
พวกเราทุกคนก็แทบไม่รู้อะไรทั้งสิน
เราเลือกที่จะรู้ และเลือกที่จะเชื่อ
เพียงแต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าไอที่เรารู้อะไรมันจริง
และจาเอาค.เชื่อ ค.คิดไปเอง ว่าน่าจาเป้นอย่างนั้น อย่างนี้
มาเถียงกันเพื่อออออ
มันช่วยทำให้อารัยเจริญมั้ย
จริงๆคนไทยควรเลิกทะเลาะเบาะแว้ง
น่าอับอาย
โง่เง่า
ไม่รู้หรือไงว่าสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การมานั่งเลือกฝ่าย
เพราะเราขอบอกเลยว่า
เรานี่หละเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นว่าแม่งจามีฝ่ายไหนดี
ทั้งม๊อบหัวค.ย กับรัฐบาลห่าเหว หรือแม่แต่ ทักษินเองก็ตาม
แล้วไง?
คราวนี้จาไปอยู่ฝ่ายไหนดีหละ
หรือต้องเปิดอีกหนึ่งเวที!
หรือต้องตั้งอีกพรรคการเมือง
คนเรามันควรที่จามีอุดมการเป้นของตัวเองกํนบ้าง
ไม่ใช่ใครมาชัก มาจูงทางไหนก็เชื่อและคล้อยตาม
แล้วเป้นไง
อะไรเจริญ มีอะไรมันดีขึ้นมั้ย
สู้คิดดีกว่าว่าเราทำไรให้ประเทศมันดีขึ้นได้บ้าง
และเราก็หวังว่าจะมีคนเห้นด้วยกะเรา
และถ้ามันมากพอ…ถึงขั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศอันห่วยแตกตอนนี้ได้
เราก็จาขอเป้นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงมัน
ไอ้คอลัมน์นิสต์คนนี้ไม่รู้ไปเรียนปริญญาเอกเอาส้นตีนส้นมืออะไร ไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อชาติหรอก วันๆ เอาแต่หาเรื่องล้มล้างระบอบกษัตริย์ หน้าหม้อก็เท่านั้น วันนึงมันก็จะดับไปเอง