องค์กรตุลาการกับประชาธิปไตย
ปิยบุตร แสงกนกกุล
รัฐใดที่ประกาศตนเป็นนิติรัฐ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะยอมรับบทบาทขององค์กรตุลาการ ในฐานะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ การควบคุมฝ่ายบริหาร ก็ได้แก่ การควบคุมการความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ได้แก่ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา
องค์กรตุลาการในนิติรัฐสมัยใหม่จึงมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่บทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ และการปกปักรักษาประชาธิปไตยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทอันกว้างขวางขององค์กรตุลาการเช่นนี้ นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเองกับคำว่าประชาธิปไตย กล่าวคือ ด้านหนึ่ง นิติรัฐ-ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ก็เรียกร้องให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และควบคุมไม่ให้เกิดการปกครองที่เสียงข้างมากใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น เมื่อองค์กรตุลาการเข้าไปควบคุมการใช้อำนาจรัฐเข้า ก็เกิดการเผชิญหน้ากันกับองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่องค์กรตุลาการปราศจากความชอบธรรมทางการเมืองเช่นว่า
ความขัดแย้งดังกล่าว จะมีวิธีการประสานกันอย่างไร?
แน่นอนที่สุด หากเราตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการออกไป นิติรัฐนั้นก็กลายเป็นนิติรัฐที่ไม่สมประกอบ เพราะปราศจากซึ่งองค์กรที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่นกัน หากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็คงไม่เหมาะสมเป็นแน่ เพราะ จะทำให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไปเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา วิธีเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง
วิธีที่จะพอแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้ คือ การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรตุลาการและการดำรงตนขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย
ในรายละเอียด ผู้เขียนขอแบ่งเป็น ๖ ประการ ดังนี้
ประการแรก ความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ
โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญในรัฐเสรีประชาธิปไตยต่างรับรองความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการเอาไว้ เช่น การจัดตั้งศาลต้องทำโดยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา การจัดตั้งศาลเฉพาะเพื่อคดีใดคดีหนึ่งไม่อาจกระทำได้ การโยกย้ายผู้พิพาษาต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษานั้นด้วย การแต่งตั้งและโยกย้ายตลอดจนการดำเนินการทางวินัยเป็นอำนาจของคณะกรรมการตุลาการ การบริหารงบประมาณของศาลเป็นไปอย่างอิสระ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษาสูงกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นต้น
อาจสงสัยกันว่าความเป็นอิสระของผู้พิพากษานี้ปราศจากความรับผิดชอบใดๆเลยหรือ? แน่นอน ในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่มีองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐใดที่ใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบขององค์กรตุลาการนั้นแตกต่างจากองค์กรนิติบัญญัติและบริหารซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองโดยแท้ กล่าวคือ องค์กรตุลาการไม่อาจถูกฝ่ายการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาไม่ได้มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน ตรงกันข้าม องค์กรตุลาการรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยผ่านเหตุผลประกอบคำพิพากษานั่นเอง ด้วยการให้สังคมได้มีโอกาสวิจารณ์คำพิพากษาอย่างเต็มที่
บางครั้งอาจมีกรณีตอบโต้การใช้อำนาจระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรตุลาการ หรือองค์กรบริหารกับองค์กรตุลาการ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายที่มีผลเป็นการ “ลบ” หลักการที่คำพิพากษาของศาลได้วางบรรทัดฐานเอาไว้ หรือในฝรั่งเศส สมัยวิกฤติแอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลเร่งผลักดันรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลทหารพิเศษในดินแดนแอลจีเรียเป็นการเฉพาะ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารพิเศษเพียงไม่นาน (โปรดดูบทความของผู้เขียน, ฝ่ายการเมืองปะทะฝ่ายตุลาการ : ประสบการณ์จากฝรั่งเศส, เผยแพร่ครั้งแรกในประชาชาติธุรกิจ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ หรือดูได้ในhttp://www.onopen.com/2006/01/822)
ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวหรือการทุจริต ก็มีคณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ดูแลและมีจริยธรรมวิชาชีพกำกับไว้ หรืออาจมีกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
ประการที่สอง ความเป็นกลางขององค์กรตุลาการและความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา
องค์กรตุลาการต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนพิจารณาคดี ต้องให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ผู้พิพากษามีส่วนได้เสียกับประเด็นแห่งคดีที่ตนจะพิจารณา ผู้พิพากษานั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี ดังสุภาษิตในภาษาละตินที่ว่า “Nemo in propria causa judex” ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นกันว่าผู้พิพากษาทั้งหลายไม่ควรเข้าไป “เล่น” การเมืองด้วยการไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ไปร่างรัฐธรรมนูญ ไปร่างกฎหมาย หากเข้าไปแล้วก็ไม่ควรกลับมาเป็นผู้พิพากษาใหม่ เพราะในวันข้างหน้าเป็นไปได้ว่า อาจมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเคยเข้าไปเกี่ยวข้อง
ความเป็นกลางของผู้พิพากษาจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา เหตุผลประกอบคำพิพากษาเกิดจากการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมาย มิใช่นำรสนิยมทางการเมืองส่วนตัว ความเชื่อทางศาสนา ความนิยมชมชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสิน คำพิพากษาต้องไม่เกิดจากการตั้งธงคำตอบไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงค่อยหาเหตุผลเพื่อนำไปสู่ธงคำตอบนั้น ความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษาย่อมทำให้บุคคลซึ่งแม้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา เหตุผลของคำพิพากษา หรือผลของคำพิพากษา แต่บุคคลนั้นก็ยังคงยอมรับนับถือคำพิพากษาอยู่ดี
คำพิพากษาต้องผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาอย่างลึกซึ้งของผู้พิพากษา โดยใช้เหตุผลทางกฎหมายประกอบ คำพิพากษาต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายและความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายไปพร้อมๆกัน ที่ว่าต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลทางกฎหมายและการเคารพกฎหมายตามแนวทางกฎหมายเป็นใหญ่ของหลักนิติรัฐ ส่วนที่ว่าต้องสนับสนุนความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความเชื่อไว้วางใจต่อระบบกฎหมาย ความสม่ำเสมอต่อเนื่องของกฎเกณฑ์ และบุคคลสามารถคาดการณ์ได้ว่าการกระทำของตนและผู้อื่นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
บางกรณีทั้งสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนทำให้การหาจุดสมดุลของสองเรื่องนี้เป็นไปโดยยากและอาจต้องเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องใช้เหตุผลมาอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความชอบด้วยกฎหมายมากกว่า และมีวิธีการเยียวยาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายอย่างไร หรือเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายมากกว่า และมีวิธีเยียวยาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำพิพากษาที่ให้ใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายแก่บุคคลโดยไม่ได้มีการอธิบายเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไร้มาตรฐานและไม่สมเหตุสมผล
ประการที่สาม ความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อองค์กรตุลาการ
ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาต่อศาล ทั้งในแง่ตัวองค์กรและตัวบุคคล หาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการ “หมิ่น“ ศาลหรือละเมิดอำนาจศาล หรือการอ้างว่าผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธย” ไม่ ตรงกันข้าม เกิดจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภาววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษา
คำพิพากษาจะมีคุณค่า นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ยังต้องอาศัยความเชื่อถือของประชาชนประกอบด้วย จริงอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนทุกคนเห็นด้วยกับเนื้อหาของคำพิพากษาทั้งหมด แต่อย่างน้อยวิญญูชนพิจารณาดูแล้ว ก็ต้องยอมรับในเหตุผลที่ประกอบคำพิพากษานั้น และเห็นว่าคำพิพากษานั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน
การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อผู้พิพากษา ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องทำตนเป็นที่นิยมของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องยอมกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและสามัญสำนึกของตนเพียงเพื่อความพอใจของสาธารณชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องตัดสินโดยฟังกระแสสังคม นี่เรียกว่า ความนิยม (Popularité) ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความเชื่อถือไว้วางใจ (Confiance) ความเชื่อถือไว้วางใจนั้น เป็นความเชื่อถือที่มีต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ความเป็นกลางของผู้พิพากษา ความยุติธรรมของผู้พิพากษา และความเคารพในจริยธรรมวิชาชีพของผู้พิพากษา
นอกจากนี้ ความเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้พิพากษา ยังอาจเกิดจากวัตรปฏิบัติของผู้พิพากษาเอง เช่น การรู้ถึงขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด การยอมรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งทระนงว่าตนยิ่งใหญ่ ไม่อหังการ-มมังการ เพราะ “หัวโขน” ผู้พิพากษา หรือเพราะคำอ้างที่ว่าตนกระทำการในนามกษัตริย์
ประการที่สี่ การตระหนักถึงขอบเขตอำนาจของตนเอง
นิติรัฐ-ประชาธิปไตยเรียกร้องเรื่องการแบ่งแยกอำนาจให้เกิดดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐในแขนงต่างๆ องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองมีอำนาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง
การพิพากษาของศาลมิใช่กระทำได้อย่างพร่ำเพรื่อหรือปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคำพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทำตามรูปแบบหรือไม่ ฟ้องภายในอายุความหรือไม่ ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาหรือไม่ จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมอีก ในท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน ก็ยังต้องพิจารณาอีกว่าคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลเป็นการทั่วไปหรือมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ มีผลย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคต
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการเป็นผู้เล่นหลักคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ (Acteur politique) อย่างไรเสียองค์กรตุลาการก็ต้องมีบทบาทางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้น ต้องกระทำผ่านคำพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น อนึ่ง แม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคำพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอำนาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาล หรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการก็จำต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อำนาจของตนเองลง เช่น การยุบสภา การประกาศสงคราม การเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี
ในบางกรณี รัฐบาลอาจดำเนินนโยบายตามที่รณรงค์หาเสียงกับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับอาณัติจากประชาชนในการดำเนินนโยบายดังกล่าว ประเด็นปัญหานี้ องค์กรตุลาการอาจเข้าไปควบคุมได้แต่เพียงเฉพาะ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการตามนโยบายเท่านั้น องค์กรตุลาการไม่อาจเข้าไปก้าวล่วงถึง “ความเหมาะสม” ของนโยบาย อีกนัยหนึ่ง คือ องค์กรตุลาการต้องใช้ “กฎหมาย” เป็นมาตรวัดนั่นเอง
แม้องค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอำนาจในการพิพากษาคดีความให้มีผลเป็นที่สุด (res judicata) แต่องค์กรตุลาการก็ไม่ได้มีอำนาจอย่างปราศจากขอบเขต ด้วยธรรมชาติและลักษณะพิเศษขององค์กรตุลาการที่ต้องการความเป็นอิสระทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนและสังคม แต่องค์กรตุลาการกลับมีอำนาจควบคุมการใช้อำนาจรัฐ กฎหมายจึงต้องออกแบบระบบไม่ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตด้วยการวางกลไกวิธีพิจารณาคดี ในขณะเดียวกันองค์กรตุลาการก็ต้องจำกัดการใช้อำนาจของตนเอง ไม่เข้าไปรุกล้ำในเรื่องที่เป็นนโยบายหรือการเมืองโดยแท้
นี่เป็นหลักการพื้นฐานขององค์กรตุลาการในรัฐเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งแอบอ้างเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเข้าไป “เพ่นพ่าน” ในสนามการเมือง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ การดำรงตำแหน่งในองค์กรเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามศัตรู การดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลอดจนการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งสำคัญ
ประการที่ห้า คำพิพากษา “สาธารณะ”
จริงอยู่ ในทางกฎหมาย คำพิพากษาอาจมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความหรืออาจมีผลผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพิพากษามีผลกระทบออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้และตีความกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพหรือวางเงื่อนไขการใช้อำนาจรัฐมักเขียนด้วยถ้อยคำกว้างๆ เปิดโอกาสให้ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี การใช้และตีความกฎหมายเหล่านี้โดยศาลผ่านทางคำพิพากษาในแต่ละคดีต่างหากที่ “แปล-ขยาย” ความเหล่านั้นให้มีผลชัดเจนและจับต้องได้ เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันซ้ำเข้ามากๆในคดีก่อนๆ ก็กลายเป็นบรรทัดฐานที่ศาลต้องเดินตามในคดีหลัง นอกเสียจากศาลจะมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอและรับฟังได้ หรือบริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ศาลก็อาจเปลี่ยนแนวจากคำพิพากษาบรรทัดฐานนั้น ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ทำให้สำนักคิดกฎหมายสัจนิยม โดยเฉพาะเซอร์ โอลิเวอร์ เวนเดล โฮล์มส์ ถึงกับประกาศว่า “กฎหมายในความเห็นของข้าพเจ้า คือการพยากรณ์ต่อการกระทำของศาลในความเป็นจริง ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากนี้”
ด้วยอานุภาพของการใช้และตีความกฎหมายของศาลดังกล่าว ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคดีนั้นเท่านั้น คำพิพากษาจึงไม่ควรมีขึ้นเพียงเพื่อให้ผู้พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอ่าน ตรงกันข้ามคำพิพากษาต้องพยายามสร้าง “การสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม”
ผู้พิพากษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยต้องตระหนักเสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้น ไม่ได้เขียนอธิบายความและเหตุผลให้แก่คู่ความเท่านั้น แต่เป็นการให้เหตุผลแก่บุคคลทั่วไปด้วย คำพิพากษาที่ดีจึงต้องสามารถให้การศึกษาแก่สังคม นำมาซึ่งการศึกษาค้นคว้า วิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ทั้งในหมู่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไป ในกรณีที่เป็นข้อบกพร่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เนื้อหาของคำพิพากษาต้องกระตุ้นเตือนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย
คำพิพากษา “สาธารณะ” จึงต้องประกอบไปด้วย ๒ ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรก การเข้าถึงคำพิพากษาต้องเป็นไปโดยง่าย ภายหลังอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว คำพิพากษาต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสวิจารณ์ ปัจจัยที่สอง ผู้พิพากษาต้องคิดอยู่เสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้นเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม ไม่ใช่เขียนเพียงเพื่อตัดสินคดีให้แล้วเสร็จไป
ประการที่หก การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์
โดยธรรมชาติขององค์กรตุลาการนั้นเป็นองค์กร “ปิด” และมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยกว่าองค์กรของรัฐอื่นทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ ลักษณะดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรตุลาการกลายเป็น “แดนสนธยา” ได้ง่ายขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องสร้างระบบการวิจารณ์การทำงานของศาล นั่นก็คือ การวิจารณ์คำพิพากษานั่นเอง
การลำพองตนของผู้พิพากษาว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในนามของกษัตริย์ ตนมีพระราชดำรัสของกษัตริย์ที่สนับสนุนและให้กำลังใจ เป็นอุปสรรคและไม่ส่งเสริมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา และอาจทำให้ผู้พิพากษา “หลง” อำนาจจนละเลยสังคมและไม่ใส่ใจความเห็นขององคาพยพอื่นๆในสังคม เช่นกัน การสงวน “คำพิพากษา” ไว้ให้เฉพาะผู้พิพากษา ทนายความ หรือคู่ความก็ดี การพยายามสร้างความเชื่อที่ว่า คำพิพากษาเป็นเรื่องกฎหมาย มีแต่นักกฎหมายด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างทัศนคติที่คับแคบในหมู่นักกฎหมายว่าในโลกนี้มีแต่นักกฎหมายที่เป็นใหญ่ และผูกขาด “ความจริง” ในนามของกฎหมาย
ในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการกฎหมาย สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปได้วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ต่อคำพิพากษานั้น ย่อมทำให้คำพิพากษาและศาลได้การยอมรับนับถือ และสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับคำพิพากษาและผู้พิพากษานั้นด้วย การวิจารณ์คำพิพากษาโดยสาธารณชนยังช่วยสร้างกระบวนการประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้นตามแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและขยายต่อจาก “ประชาธิปไตยทางตรง” “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” และ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”
ด้วยเหตุนี้ การ “ใช้” หรือการ “ข่มขู่ว่าจะใช้” กฎหมายที่มีบทลงโทษเกี่ยวกับข้อหา “หมิ่นศาล” หรือ “ละเมิดอำนาจศาล” จึงล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ
……………………..
ในรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ องค์กรตุลาการมีพันธกิจ ๔ เรื่องหลักๆ ได้แก่ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย การสร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมายผ่านทางการใช้และตีความกฎหมายในคำพิพากษา และการเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุพันธกิจทั้งสี่นี้ ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยอันเป็นคุณค่าพื้นฐานที่รัฐเสรีประชาธิปไตยยึดถือ
แนวทางทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นการสนับสนุนองค์กรตุลาการให้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธบทบาทขององค์กรตุลาการในการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้า แต่การตัดสินอย่างก้าวหน้าควรประกอบด้วยเหตุผลที่มีความเป็นภาววิสัย มีหลักกฎหมายรองรับ และอธิบายให้สังคมยอมรับนับถือได้ เป็นความกล้าปฏิเสธอำนาจนอกระบบและรัฐประหาร เป็นความกล้าตัดสินเพื่อแก้ “วิกฤติ” ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบจากจิตสำนึกของผู้พิพากษาและยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการตัดสินที่ “คิดว่า” ก้าวหน้าเพื่อแก้ “วิกฤต” เพราะมีใครคนใดคนหนึ่งออกมากระตุ้นให้องค์กรตุลาการต้องตัดสิน หรือ เพราะต้องการปราบปรามศัตรูทางอุดมการณ์ทางการเมือง
จริงอยู่ ในนิติรัฐ หลักการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ และหลักความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ เป็นหลักการสำคัญอันขาดเสียมิได้ แต่หลักการดังกล่าวไม่ได้มีคุณค่าหรือสถานะสูงสุดเหนือกว่าหลักการอื่น จนทำให้องค์กรตุลาการมีอำนาจล้นฟ้าและปราศจาการตรวจสอบถ่วงดุล ตรงกันข้าม หลักการเหล่านี้เป็นหลักการในทางกลไกเพื่อพิทักษ์รักษาหลักการที่มีคุณค่าสูงสุด คือ หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุด อำนาจและความอิสระที่นิติรัฐหยิบยื่นให้องค์กรตุลาการนั้น ก็เพื่อให้นำมาใช้ปกป้องนิติรัฐและประชาธิปไตยนั่นเอง หาใช่ให้เพื่อนำมาใช้ทำลายนิติรัฐและประชาธิปไตยไม่
ต้องไม่ลืมว่า องค์กรตุลาการไม่ได้อยู่เหนือประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และการสำนึกอยู่เสมอว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในประชาธิปไตยและมีหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรตุลาการสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมสมัยใหม่ และสร้างความชอบธรรมให้องค์กรตุลาการในการเข้าไปตรวจสอบอำนาจรัฐ
ในทางกลับกัน หากองค์กรตุลาการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอคติ ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือยอมพลีตนรับใช้อุดมการณ์บางอย่างด้วยการเป็นกลไกปราบปรามศัตรูแล้ว ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการย่อมลดน้อยถอยลง จนในท้ายที่สุด อาจไม่เหลือซึ่งการยอมรับคำพิพากษาของศาล
หากเป็นเช่นนั้น นอกจากองค์กรตุลาการจะไม่บรรลุพันธกิจปกป้องนิติรัฐ-ประชาธิปไตยแล้ว กลับกลายเป็นว่าองค์กรตุลาการนั่นแหละที่เป็นผู้ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตยเสียเอง
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
รูปประกอบไม่ดี เราไม่ชอบ
ความเห็นจาก เราเอง — April 17, 2008 @ 8:39 am
เบื่อหน้าโทนี่หวะ ชอบทำเด่นที่ม. พวกแอตทิวิสแบบแอนตี้เจ้า ในจุฬามันมีน้อย เลยอยากดัง เหอๆ
ความเห็นจาก คุณมังกร — April 17, 2008 @ 3:31 pm
thank u for exellence knowledge.i will follow your work.
ความเห็นจาก manit — April 22, 2008 @ 2:15 pm
วันนี้ว่า ตุลาการ ทำลายประชาธิปไตย
แล้ว เมื่อวานนี้ บริหาร(หัวหน้าพรรคฯ) ทำลาย นิติบัญญัติ
คุณว่าไง?
ผมว่า ประชาชน คือ ผู้ถือหุ้นประเทศ
(ไม่ใช่ ลูกค้า ไม่ใช่ ผู้บริโภค)
เขาถึงให้ ประชาชน เป็นคนเลือก ตัวแทน
ความเห็นจาก คนผ่านมาไม่บ่อย — April 23, 2008 @ 11:28 pm
ขอโทษครับ เมื่อกี๊ ไม่ครบ
แต่ ไม่มีใครสอน เรื่องประชาธิปไตย ที่ถูกต้องให้กับประชาชน
สอนแต่เรื่องที่ตัวเองได้ประโยชน์ (เช่น ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง ประชาชนเลือกผม เลือกผมพรรคผม ผมมีสิทธิ์
ทำอะไรก็ได้ ตามความพอใจของผม พรรคผม )
ความเห็นจาก คนผ่านมาไม่บ่อย — April 23, 2008 @ 11:36 pm
ผมไม่ให้กำลังใจคุณหรอก พวกคุณมันก็แค่ คนที่ไม่มีที่ยืนในสังคม เป็นตัวน่ารังเกียจของสังคมไทยนี้
ความคิดคุณมันใช้ไม่ได้ในประเทศไทยนี้ และ ณ เวลานี้ เพราะประเทศไทยเรามี พ่อหลวง ที่ประพฤติพระองค์ดี เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศ และ ชาวโลก
พวกคุณลองย้อนมองดูตัวเองซิ ว่า ทำได้ถึง 0.00000005 ส่วน 1,000,000 ของพระองค์ท่านหรือเปล่า
ผมขอนิยามพวกคุณว่า เป็นพวก “ลิง ปิดหู ปิดตา ปิดจมูก ตัวเอง” จนไม่ยอมรับ ว่า พ่อหลวงเรานั้น ทำเพื่อประชาชนมาเท่าไหร่(แต่ต่างชาติ กลับ รับรู้)
พวกคุณนั้นเป็นอะไรไม่ได้เลยในแผ่นดินไทย แม้แต่ ขี้ฝุ่นที่เล็กที่สุด คุณก็ยังไม่ใช่
พวกคุณไม่ยืน แต่พวกผมยืน – พวกคุณไม่เคารพ แต่ พวกผมเคารพ รัก ครับ
ผมขอยอมเป็นทาส ในใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท ยังดีกว่าเป็นพวกเจ้าความ(สิ้น)คิด แบบ พวกคุณ
นี่แหละ ความคิดของผม ที่คิดต่างจากคุณ
ความเห็นจาก I_Love_My_King — May 9, 2008 @ 5:01 pm
พวกมึงมันอกตัญญูต่อบรรพบุรษ บรรพกษัตริย โทรมาคุยกับกูดีกว่า0894525225
ความเห็นจาก ชายชาญลูกพระเจ้าตาก — May 11, 2008 @ 10:04 pm
ไร้สาระ สิ้น ดี เคยดูบอล พรีเมียร์ ลีก ไม๊ คำตัดสินของกรรมการ
ถือเป็นข้อ สิ้นสุด ใคร ไป วิจารณ์ โดนใบ เหลือง หรือ แดง
เมื่อ กำหนด ให้ มีคนตัดสิน จะ วิพากษ์ วิจารณ์ คำตัดสิน อีกเหรอ
และ จุดสูงสุด ของการชี้ ขาด อยู่ที่ไหน จะ เรียก สิทธิ อะไร มากมาย ไร้ สาระ
เอาเวลาไปใช้สิทธิ ที่มี มากมาย ตอนนี้ ให้ หมด ก่อนเถอะ เฮ่ออออ ทำไมคิดอะไร กัน เรื่อยเปื่อย
ความเห็นจาก เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย — May 13, 2008 @ 10:35 am
โปรดดูลัทธิบูชายันต์สมัยใหม่ครับท่าน ใครมีความคิดไม่ตามสังคมจะถูกฆ่า เพื่ออไรบางอย่าง
ความเห็นจาก ฅนนอกเมือง — May 14, 2008 @ 6:15 pm
ถึงคนชนชั้นกลาง
ผมเป็นคนบ้านนอก ทางรถที่ผมใช้ติดต่อกับนอกรั้วบ้านผมนั่นนะ ขนาดบ้านผมอยู่ตอนในสุด มีที่ว่าการอำเภออยู่ใกล้ๆ ถนนยังไม่ได้ราดยางหรือลงกรวดลงหิน มีทรายหนาเป็นคืบ ตอนที่ผมจบปริญญาเอก รถไฟจอดที่สถานีใกล้บ้านแค่เช้าเย็นวันละสองขบวนไฟฟ้า ตอนที่ผมแต่งงาน ยังเข้าไม่ถึงประปาไม่เคยเห็นจนบัดนี้ ต้องใช้นำจากบ่อขุดรถเมล์ไม่มีเดินทางจักรยานเป็นตัวช่วย ถ้าขี้เกียจขึ้นเกวียน มีแท็กซีรับจ้างแต่ต้องนั่งเบียดกัน แปดถึงสิบคน รถจึงจะยอมออกเพิ่งไม่นานที่มีรถอีแต่น มีระบบเงินผ่อน ก็มีคนมีมอร์เตอร์ไซด์ บางคนโสสู้ ผ่อนรถกระบะ บางคนเอามารับส่งคนการศึกษา ผมจบโรงเรียนวัดข้างบ้าน จบโรงเรียนประจำอำเภอ สมัยนั้นใครได้เรียนวิทยาลัยครู หรือเทคโนก็วิเศษ รุ่นผม ผมได้เรียนระดับมหาวิทยาลัยคนเดียว เพราะแม่ผมยอมทะเลาะกับพ่อให้ผมได้เรียน ม ๔ อาศัยผมเรียนดี เลยสอบชิงทุนมาเรื่อยๆจะถอนฟัน ต้องขึ้นรถไปโรงพยาบาลจังหวัด อยู่ห่างไป ร้อยกิโลเมตร
แม่คลอดน้องคนสุดท้อง ยังต้องเป็นหมอตำแย ที่มาช่วยทำคลอดถ้าท่านมีกิน มีใช้ มีความสะดวกสะบาย แล้วท่านหวงไว้แต่ชนชั้นท่านผมรู้สึกว่าท่านเห็นแก่ตัวโคตรๆๆๆรอบบ้านผม ก็กู้หนี้ยืมสินกันทั้งนั้น มีเจ๊กก้วยเป็นนายทุนใหญ่ ดอกเบี้ยซิบๆไม่มีใครเคยเข้าไปให้คำแนะนำในการประกอบอาชีพ หรือวิธีการอื่นๆที่จะทำให้อยู่ดีกินดีมีการปฏิวัตินับครั้งไม่ถ้วน เมื่อคนพวกนี้ตายไป ก็มีแต่ข่าวจำนวนบ้านเล็ก หรือข่าวแย่งมรดกเป็นพันล้านขึ้น แต่ไม่เคยมีใครไปมองว่าเราชาวบ้านจะอยู่อย่างไรจนกระทั่งเรามีนายกที่ชื่อทักษิณ มีนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มรู้ว่า นี่คือแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ การชี้นำเรื่องโอท๊อป ทำใหัชาวบ้านหันมาดูความสามารถของตัวเอง ล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง การนำโครงการในหลวงเรื่องการเกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม ทำให้มีกินมีเก็บเพิ่มขึ้น มีโครงการเอสเอ็มแอล ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าตัวมีสิทธิในการที่จะอยากได้อะไร จากงบประมาณของรัฐ ในการประชุม ทำให้รู้ว่าตัวเองมีหนึ่งเสียงเท่ากับทุกคนในหมู่บ้าน โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค โครงการหวยบนดิน ทำให้มีโอกาสได้เรียนต่อและมีความหวังในชีวิตอย่างนี้จะให้เรานิยมยินดีกับการบังคับให้ทำโน่นทำนี่โง่ๆโดยเฉพาะมาบังคับให้เหลือพรรคที่ไม่เคยมีผลงาน คงยาก
ก็อยากจะบอกว่า เรารู้อะไรมากขึ้นแล้ว และเรารู้วิธีที่จะอยู่รอดมากขึ้นพวกที่มีปัญหา คือพวกที่ขึ้นกับนายทุน กับลูกค้าที่เป็นคนอื่น ตกงานเพราะถูกเลิกจ้าง ไม่มีเงินเพราะลูกค้าไม่มีพวกที่กินเงินเดือนหลวง หรือรวยแล้ว ก้มหน้ามองดูชาวดินบ้าง………….เน้อ
ความเห็นจาก ((จัดระเบียบ)) — May 15, 2008 @ 6:35 am
ถุย !!!!! ไอ้เด็กเห่อหมอย อ่านหนังสือยังไม่แตก กระแดะพูดเรื่องการเมือง… เหี้ยจริงๆ
ความเห็นจาก ไม่เห่อ — May 15, 2008 @ 8:21 am
รวมหัวกันกินชาติ อีกตามเคย
ความเห็นจาก แผนไทย — May 15, 2008 @ 11:56 am
พวกอ้างประชาชน ลงท้ายตัวเองรวยทุกที
ความเห็นจาก แผนไทย — May 15, 2008 @ 11:59 am
พวกสัตว์เดรัจฉาร ชิงหมาเกิด พวกนรก ชิงหมาเกิด พวงมึงน่าจะเกิดที่ประเทศเขมร หรือแม้แต่พม่า ไอ้โชคสัตว์ และอีเพ็ญ เหี้ย มึงลงไปในนรกและหนีอออกจากประเทศของพวกกู กูคนอีสาน มึงอย่ามาร้อยเอ็ด กูจะฆ่ามึง มึงมันเดรัจฉาร มึงไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในแผ่นดินของพ่อกู ได้พวกลูกน้องควายทักษิณ
ความเห็นจาก adisak Theerak — May 15, 2008 @ 10:57 pm
ไอ้พวกควายฟ้าเดียวกัน พวกมึงเป็นควาย เห็นพ่อทักษิณมึงเป็นควายแท้ ๆ มึงยังบอกว่าเป็นหมา พวกมึงหมิ่นเบื้องสูง พวกมึงจะไม่ตายดี กูขอสาปแช่พวกมึง ให้ตกนรก หมกไหม้อยากได้ผุดได้เกิด ชาติหน้าให้พวกมึง เกิดเป็นควาย ยยยยยและให้ควายพวกนี้ไปรับใช้ได้ควายหน้าเหลี่ยมอยู่ในนรก ไอ้พวกควาย กูไม่ให้กำลังใจพวกมึงแน่นอนนนนนน มึงน่าจะตายได้แล้ว ไอ้พวกควายยยยย ไอ้โคตรพ่อโคตรแม่มึง ไอ้ควายทักษิณ ไอ้ควายโชติรัตน์ ไอ้ควายสุริยะจึงไม่มีแผ่นดินอยู่ ไอ้พวกควาย พวกมึงเกิดไปเป็นคนเขมรไป พ่อมึงเป็นเขมรไม่ใช่เหรอ ย้ายไปอยู่เขมรไป ไอ้พวกควาย
โดยเฉพาะ บก ฟ้าเดียวกัน พวกมึง แม่มึง ญาติมึงเป็นควาย ไอ้พวกควาย
ความเห็นจาก หกเกดเ — May 16, 2008 @ 10:48 pm
อ้ายพวกสิ้นคิดมึงเกิดมาจากท้องหมาหรือท้องคนถึงมันสมองต่ำช้านัก หรือพ่อแม่มึงก็มีหางเหมือนพวกมึงจึงเห็นแก่เศษเนื้อที่อ้ายหน้าสี่เหลียมมันโยนให้มึงจะทำให้มันเป้นเจ้าเหนือหัวหรือไง คราวนี้ได้เศษเนื้อกันไปคนละเท่าไรกันอ้ายพวกหนักแผ่นดิน สักวัน
ความเห็นจาก nong — May 19, 2008 @ 10:32 pm
ขอให้พวกเยี้ยๆอย่างพวกมึงไอ้เปรตฟ้าเดียวกันตายห่า กันหมดทั้งครอบฉิบหาย ขอให้พ่อแม่พวกมึงตายโหง น้องสาว เมียพวกมึงถูกข่มข์น สัตว์เปรตฟ้าเดียวกัน
ความเห็นจาก พวกเยี้ย — May 23, 2008 @ 7:25 pm
ถึงคุณจัดระเบียบ
ผมเป็นคนหนึ่งแหละที่เป็นชนชั้นกลาง เพื่อนผมเกือบทุกคนก็ชนชั้นนี้ที่คณเรียกแบ่งแยกเอาไว้ให้ แต่ผมไม่เคยมีความคิดดูแคลนชาวบ้านห่างไกลอย่างที่คุณว่าเลยเม้แต่น้อย เพื่อนผมรุ่นน้องผมบางคนที่บ้านก็ทำนา
ผมมีความชื่นชมและยกย่องชาวนาและชาวบ้านตามชนบทด้วยซ้ำ ที่ทำการเกษตรเลี้ยงผมมา ส่วนเรื่องความห่วงใย ผมขอพูดด้วยความสัตย์จริง ว่าผมห่วงและนึกถึงเสมอ เคยพูดกับเพื่อน ๆ หลายคนเสมอว่าอยากเห็นวันที่ชาวนารวย ผมเคยพยายามหางานให้ชาวบ้านตามหมู่บ้านบางแห่ง ด้วยการสั่งสินค้าหัตถกรรมมาขาย แต่ชาวบ้านเขาไม่สามารถดัดแปลงแบบทีทันสมัยตามที่ผมพยายามให้ได้ อาจด้วยความสามารถผมไม่เพียงพอก็ได้ ผมจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป แต่ผมก็ยังคงพยายามที่จะเผยแพร่สินค้าไทยของชาวบ้านออกสู่สายตาชาวต่างชาติ
ผมเห็นด้วยที่ว่านโยบายของทักษิณบางอันก็ดี แต่อย่าลืมนะครับว่าเงินที่ที่เขาไปให้ชาวบ้านชนบท มันก็คือเงินภาษีของชนชั้นกลางที่คุณว่าด้วย ซึ่งผมก็ยินดีให้เขานำไปใช้ แต่อยากให้คุณรู้ว่านั่นมันไม่ใช่เงินของทักษิณสักบาทเดียว คุณก็คงไม่ได้ไปเป็นหนี้บุญคุณอะไรเขาหนักหนา
แต่ที่ผมต่อต้านทักษิณอย่างมากเป็นเพราะ สิ่งเล็กน้อยที่เขาให้คุณ กับสิ่งที่เขาจะก่อความเสียหายย่อยยับให้แก่แผ่นดินในอนาคต มันเทียบกันไม่ได้เลย ถ้าคุณศึกษามากพอคุณจะรู้ว่า หากคุณปล่อยให้คนใจละโมบสุดประมาณอย่างทักษิณมามีอำนาจในแผ่นดินของคุณมากเข้า วันหนึ่งแผ่นดินของคุณจะเกิดยุคเข็ญขึ้นมาแน่นอน เพราะทักษิณจะหาประโยชน์เข้าตนกับพวกพ้องจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
มันฉลาดที่เอาปลาเล็กมาล่อพวกคุณให้เป็นพวก ทั้ง ๆ ที่ปลาเล็กนั้นก็ไม่ได้มาจากเงินของมันด้วยซ้ำ หยุดมองคนอื่นผิด ๆ ว่าเขาอิจฉาริษยาพวกคุณสักทีเถอะครับ ไม่มีใครเขาอิจฉาพวกคุณหรอกครับ มีแต่ดีใจด้วยซ้ำถ้าพวกคุณมีความสุขรุ่งเรือง ที่เขาต่อต้านกันอยู่นี่เพราะเขามองการณ์ไกลถึงความย่อยยับที่จะเกิดจากทักษิณนั่นครับ…
ความเห็นจาก โฮะ โฮะ โฮะ — May 28, 2008 @ 9:45 pm
ลืมบอกคุณจัดระเบียบไปอีกข้อว่า น้าสาวผมได้ส่งเสียเด็กเรียนดีจากชนบทตั้งแต่เรียนประถมจนจบได้ทำงานธนาคารแล้วหนึ่งคน และกำลังจะต่อปริญญาโททางเภสัชอีกหนึ่งคน และคนที่สามกำลังศึกษาขั้นมัธยมอยู่ครับ ทุกคนได้รับทุนการศึกษาจากน้าสาวผมตั้งแต่ชั้นประถมทั้งสิ้น ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ผมขอย้ำนะครับว่าทุกอย่างจริง ๆ ถึงขั้นให้เงินไว้ซื้อสบู่ยาสีฟันนั่นเลย
คุณเห็นหรือยังครับว่า พวกผมไม่เคยเห็นพวกคุณเป็นคนอื่นเลย เพราะผมคิดเสมอว่าคุณคือ พี่น้องร่วมแผ่นดินของผมทั้งนั้น
ความเห็นจาก โฮะ โฮะ โฮะ — May 28, 2008 @ 9:54 pm
Fuck Off!!! ปิยบุตร แสงกนกกุล any time any where man! where is ya home wa wanna burn down wa stupid article how crapz it is wa…. กูเป็นคนนึงที่โชคร้ายเหี้ยๆๆที่ผ่านมาใน เวปสถุนนี้ ไอ้สัตว์เอ้ย
ความเห็นจาก กูเอง — June 1, 2008 @ 1:40 am
กลับไปหาอ่านเรื่อง เกี่ยวกับ
1. แนวทางการตัดสินคดีความน่ะ คุณไม่รู้เรื่องการตัดสินคดีความในชั้นศาลเลย
2. การจัดตำแหน่งตุลาการ ให้ตามตำแหน่งแห่งที่ 6 ประการของคุณ เพื่อ ปิดโอกาสให้ นักการเมืองมีอำนาจในการโยกย้าย ศาลได้ ต่อไป ความยุติธรรมก็จะขึ้นอยู่กับนักการเมือง
3. ขาดพื้นฐาน เลิกวิจารณ์แบบงูงูปลาปลา เถอะ
ความเห็นจาก paro — June 1, 2008 @ 2:12 am
มึงไปเกิดประเทศอื่นดีกว่า…….มึงไปวิจารณ์ศาล…ให้ดี…มึงควรไปแก้กฎหมายก่อน….ก่อนมึงจะแก้กฏหมาย…มึงต้องถามประชาชนก่อน..ก่อนมึงจะถามประชาชน…มึงควรถามตัวเองก่อนมึงเป็นใคร…และควรไปถามแม่มึงก่อน…ว่าแม่มึงให้แก้กฎหมายหรือปล่าว…ถ้ามึงแก้กฎหมายได้แล้ว….มึงก็ไปสร้างประเทศใหม่ได้ กูอนุญาต
ความเห็นจาก ควายรักชาติ — August 5, 2008 @ 12:25 am
taxotere + xeloda + head and neck cancer…
pancreatic cancer oxaliplatin xeloda avastin…
Trackback จาก xeloda — August 5, 2008 @ 5:35 am
ถึง..ไอ้จัดระเบียบ
กูก็อยู่ใกล้ๆกับบ้านพ่อบ้านแม่มึงนั่นแหละ ชีวิตกูตอนเด็กๆก็ต่อสู้ดิ้นรนเหมือนกับมึงนั่นแหละ อิ..อิ..แต่มึงก็ดิ้นรนมากกว่ากูมึงถึงได้เรียนในเมืองและมึงสอบชิงทุนต่างๆได้..แต่กูก็ให้รู้สึกเสียดายเงินและสงสารผู้ให้ทุนมึงจังเลย ง่ะ..ที่เสียเงินเสียเวลาและตัดโอกาสคนอื่นที่ให้เงินมึงไปเรียนถึงปริญญาเอก เพราะถ้ารู้ว่ามึงไปเรียนมาแล้วมันไม่ได้พัฒนาสมองของมึงให้ได้คิด หรือวิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งปัญหาหรือสาเหตุแห่งทุกข์ของประเทศไทยได้เลยว่ะ..อิ.อิ.เอาหยั่งงิ..มึงไม่ต้องคิดอะไรมากและไม่ต้องใช้สมองคิดก็ได้เอาอวัยวะที่ใช้เดินคิดแทนก็ได้นะแค่มึงตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”แค่เนียะ ก็พอแล้ว ขอถามมึงดังนี้ ” การที่ประเทศชาติ มันเกิดความวุ่นวายอยู่ในขณะนี่ที่ ประชาชนแบ่งแยก แตกแยกทางความคิดเป็นฝักเป็นฝ่าย บ้านเมืองเสียหายย่อยับ ฉิบหายวายวอด ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การแทรกแซงองค์กรอิสระ การใช้เงินซื้อความยุติธรรม การหลอกลวงประชาชนด้วย นโยบายประชานิยม การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การทุจริตคอรับชั่นอย่างบูรณาการ ด้วยการออกฏหมายเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและครอบครัว การที่ถูกศาลดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ ง่ะและยังมีอีกมากมายจนสาธยายไม่หมด ง่ะ..” กูขอถามมึงว่า มันเกิดจากความโลภโมโทสัน ความไม่รู้จักคำว่าพอหรือพอเพียงของไอ้หน้าเหลี่ยมเพียงเดียวใช่หรือไม่…ให้มึงตอบว่าใช่หรือไม่ใช่….เหอ..เหอ..เหอ ที่มึงบอกว่ามึงเรียนจบปริญญาเอกนั้นและมึงมีสมองคิดได้แค่นี้ กูก็เซ็งอ้ะเด้..มึงน่าจะรู้มั่งน้า-ว่าเศษเงินที่มันโยนมาให้มึงในโครงการต่างๆนั้นมันเป็นเงินภาษีของพวกกูทั้งนั้น มันเอาเงินของมันมาบริจาคให้มึงซักบาท มั้ย..เปล่าเลย..แล้วเทียบได้ มะกับที่มันโกงกินจนชาติล่มจมย่อยยับเสียหาย เป้น ล้าน ล้านบาท ทำให้คนไทยเสียโอกาสในการพํฒนาไปมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายที่ไทยจะต้องเสียดินแดนให้ไอ้เขมรลูกพญาระแวกอีก 4.6 ตารางกิโลเมตร เสียสิทธิอธิปไตยเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ไอ้หน้าเหลี่ยมมันจะได้จากการลงทุนในเกาะกง ลงทุนในธุรกิจพลังงานในทะเลในเขตเศรษฐกิจทับซ้อน ..ด็อกเตอร์อย่างมึงคิดไม่ได้เชียวเลยเหรอ แค่เด็กรับจ้างถอนมัน เด็กรับจ้างตัดอ้อย เด็กรับจ้างดำนาอย่างเพื่อนกูมัน ยังรู้กันเลย ว่ะโห..กูไม่รู้ว่าจะพูดยังงัยแล้วว่ะ วัยรุ่นเซ็ง…อิอิอิ..เอาละกูไปก่อน..ควายกูมันจะไปกินข้าวคนอื่น ต้องไปไล่มันก่อน..ว่างๆจะมาให้กำลังใจมึงอีก..อิอิอิ..เหอ.เหอ.เหอ.อ้อ.ฝากให้ไอ้สัตว์นรก ปิยบุตร แสงกนกกุล ด้วยมันไม่สมควรเกิดมาเป็นคนว่ะ มันน่าจะเป็นหมาขี้เรือนข้างถนนมากกว่า ง่ะ.อิอิอิ…ไปละ.
ความเห็นจาก เอนก อินทร์ตา — August 7, 2008 @ 3:25 pm
ผมเห็นมีอาจารย์โง่โง่ที่ธรรมศาสตร์หลายคนชอบอ้างว่าวิจารณ์คำพิพากษาไม่ได้ เดี๋ยวโดนหมิ่นอำนาจศาล
อาจารย์พวกนี้ชอบโกหกไปเรื่อยว่าห้ามวิจารณ์ (แต่วิจารณ์)
ลองลืมตาดูความจริง (อย่าโกหก) ว่าในประเทศไทย เคยมีกรณีที่ศาลถูกวิจารณ์ทางวิชาการแล้วศาลลงโทษละเมิดอำนาจศาลหรือไม่
ถ้าอาจารย์พวกนี้หยุดโกหก คำตอบคือ ไม่มี
แล้วคนมีสถานะเป็นคนสอนคน ทำไมยังโกหกซ้ำไปซ้ำมา โดยที่ไม่เคยมีเรื่องจริงล่ะครับ
ตลกคนไทย
ความเห็นจาก คนไทยตาสว่าง — October 21, 2008 @ 1:25 pm
รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่เคยคิดตอบ ทุกอย่างมีเหตุผลอยู่อย่างชัดเจนและเป็นธรรมแล้วในคำพิพากษาของผม/
ความเห็นจาก ท่านผู้พิพากษา — November 8, 2008 @ 11:57 am
แด่รัฐบาล… ก็ไอ้ประชาธิปไตยที่คุณได้มามันไม่ใช่ของจริงไง พวกที่เป็น สส ก็เรียนจบไอระกันมาก็ไม่รู้ เรียนแค่ให้ได้วุฒิเพื่อมาสมัคร สส แล้วยังจะมีหน้ามาควบคุมคนนู้นคนนี้ โดยอ้างว่าตัวเองมาจากการเลือกตั้ง แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลครับ ข้าราชการเค้าไต่เต้าทำงานมากันกี่ปี เรียนรู้กันมากี่ปี กว่าจะมีความรู้ความสามารถ คุณแค่มีใบปริญาบัตรแล้วถูกเลือกตั้งเค้ามา นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้ อย่าสำคัญตัวเองผิด จงคิดใหม่ซะ น่าที่ของพวกคุณคือบริหาร ไม่ใช่สั่งการ อย่าเหลิง…
แด่พวกที่อยากวิจารณ์ศาล…. ถ้าคุณไม่เชื่อและเคารพในอำนาจศาล คุณจะไปฟ้องศาลหาพระแสงทำไมครับ เมื่อศาลตัดสินแล้ว คุณก็ต้องเชื่อและยอมรับ นั่นคือข้อปฏิบัติ คุณต้องทำตาม ถ้ายังมีคนอย่างพวกคุณมากๆ ศาลตัดสินแล้วก็ยังไม่ยอมรับ ออกมาโวยวาย แล้วเมื่อไหร่มันจะจบครับ ก็ต้องย้อนกลับมาว่า แล้วคุณจะมาฟ้องศาลหาพระแสงอะไร คุณเข้าใจคำว่า “ชี้ขาด” มั้ยครับ นี่คือภาษไทยนะ ที่สุดของทุกระบบแล้วก็ต้องมีคำว่า “ชี้ขาด” เอาไว้สำหรับพวกที่หัวแข็ง พวกขี้แพ้ชวนตี… เก็ตมั้ย?
ความเห็นจาก Jecksanova — November 19, 2008 @ 11:29 pm
แด่ “คนไทยตาสว่าง”
ก็ต้องดูว่าคนวิจารณ์เป็นใครครับ
ผมเป็นวิศวกร ผมก็ยอมรับได้หรือไม่ติดใจเอาความ ถ้าวิศกรหรือคนในแวดวงเดียวกันวิจารณ์ผม แต่ผมจะไม่ยอมรับคนที่ไม่มี่ความรู้และไม่อยู่ในแวดวงเดียวกันกับผมมาวิจารณ์ผม ผมถึอว่าหมิ่น “ไม่รู้จริงอย่ามาสอน หรือถ้ารู้จริง สิ่งนั้นรู้ลึกแค่ไหน อย่าแค่อ่านตรงหัวข้อนั้นแล้วสรุปเอาเอง แล้วมาวิจารณ์ผม” …
อันดับหนึ่งของรัฐศาสตร์ อาจจะเป็น โง่สุดๆของวิศวะก็ได้ เช่นกันกับ อันดับหนึ่งของวิศวะ อาจจะเป็นโง่ที่สุดของรัฐศาสตร์ก็ได้ ฉนั้นเอาคนที่สถาณะเดียวกันมาวิจารณ์ดีกว่า
… การที่ศาลสังลงโทษกับพวก สส แม่ค้า ที่มาวิจารณ์นั้นก็ถูกต้องแล้ว ไม่มีความรู้ แล้วยังมีหน้ามาวิจารณ์อีก….. สมควรแล้ว
ความเห็นจาก Jecksanova — November 19, 2008 @ 11:48 pm
เมื่อไรนะสนุกแน่จะกระทืบให้จมดินเลย..ว่างๆกูจะไปหามึงที่ ม.(พ่อแม่ปู่ย่าตายายมึงรู้ป่าวคิดอย่างเนี่ย..มึงน่าเกิดเป็นเขมรจิง…เดินดีๆนะระวังตัวไว้นะมึง)มึงไม่พอใจระบบกษัติย์ ก็พากันอพยพขนย้ายโคตรเง่าพวกมึงออกไปจากประเทศไทยซะ แล้วสถาปนาพ่อ”ทักษ์”ของพวกมึงขึ้นเป็นเฮี่ยอะไรก็ได้ แล้วก้มกราบตีนมันช้าวเย็นและก็ก่อนนอน กูว่าทำแบบนี้พวกมึงน่าจะมีความสุขกันนะ ประเทศใหม่ของพวกมึงจะได้เจริญยิ่งยวดไง ไอ้พวกหนักแผ่นดิน กรูไม่รู้ว่าพวกมึงโตกันมายังไง ตอนเด็กๆพวกมึงทำห่าอะไรกันวะในวันพ่อวันแม่หนะ โตมาพวกมึงถึงได้เป็น”ตัวเฮี่ยอะไรก็ไม่รู้ กูระบุสายพันธุ์พวกมึงไม่ได้หวะ” ไอ้พวกหนักแผ่นดิน
ความเห็นจาก dwh gangster of nsg — November 29, 2008 @ 1:54 pm
ขอหนับหนุนครับ เข้ามาเว็บนี้ได้รับรู้ความคิดอะไรดีๆเสมอ อย่าหยาบอย่าด่ากันเลยคับ ถ้ามีความรู้ความคิดที่ดีกว่า ก็นำมาเสนอซิครับไม่ใช่มาดาคนอื่นเขา อย่าเอาแต่ความเชื้อกับความจำมาระบายครับ อายวันเดือนปีมัน
ความเห็นจาก ิboy — December 31, 2008 @ 8:47 pm
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยื่นนานอยู่เป็นมิ่งขวัญพสกนิกรชาวไทยตลอดไป
ความเห็นจาก ไทยเหนือ — February 17, 2009 @ 9:20 am