วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม

March 7th, 2008

jumloeirak.jpg

เวบไซต์จำเลยรัก

ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ

สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย

เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”

ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย

ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง

แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?

ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ

ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย

แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ

ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!

ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)

คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”

“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”

จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ

ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!

การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)

แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ

สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!

ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ