ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ
สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย
เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”
ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย
ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง
แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?
ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ
ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย
แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ
ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!
ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)
คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”
“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”
จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ
ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!
การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)
แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ
สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!
ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
May 3rd, 2008 at 11:24 am
ในที่สุด ฟ้าเดียวกันออนไลน์ก็กลับมาแล้ว ตอนแรกต๊กใจหมด นึกว่าไอซีทีแผลงฤทธิ์เสียอีก
ได้ข่าวว่าเกาหลีซื้อละครเรื่อง “โนดาเมะ” ของญี่ปุ่นไปรีเมก เราได้แต่อิจฉาจนควันออกหู
สำหรับคนที่ไม่ทราบ “โนดาเมะ” เป็นละครญี่ปุ่นเกี่ยวกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยดนตรี นางเอกน่ารักมากแบบต๊อง ๆ พระเอกเรียนเป็นคอนดักเตอร์ เรื่องนี้มีโมสาร์ท เบโธเฟน ฯลฯ ให้ฟังแบบจุใจ อิทธิพลของละครเรื่องนี้ทำให้เด็กญี่ปุ่นหันมาเรียนดนตรีคลาสสิกกันเป็นประวัติการณ์
เกาหลีเลยซื้อบทมารีเมกเสียเลย (อย่าลืมว่า ตามปรกติ สองชาตินี้ไม่ถูกกัน แต่ถ้าเป็นวงการบันเทิง ดูจะเข้ากันได้ดี นักร้องญี่ปุ่นบางคนก็ไปอยู่เกาหลี นักร้องเกาหลีก็ไปดังที่ญี่ปุ่น) คงอยากโปรโมทดนตรีคลาสสิกในเกาหลีมั้ง
ของไทยเราก็มีนะ เช่น เรื่อง Season Change ความจริงเอามาทำละครก็ได้ มีตอนหนึ่งที่นางเอกในเรื่องเต้นตามจังหวะดนตรีคลาสสิก น่ารักมาก ๆ ทำให้รู้สึกว่า้ดนตรีคลาสสิกไม่ใช่ของสูงอะไรเลย
กลัวอย่างเดียวว่า ถ้าขืนเอามาสร้างจริง อาจมีฉากตบกลาง ม.มหิดล แบบ “สงครามนางฟ้า” ประมาณนั้น
April 28th, 2008 at 8:22 pm
มุข จ้า มุข
แหม … คุณภัคฯ ไม่ช่วยรับมุขเลย … หล่นกระจายยยยยย
5 5 5
โอ้ย ละครเขาจะโดนหั่นไม่โดนหั่น ผมไม่รู้หรอก
รู้แต่ว่ามัน S&M เหลือเกิน
มันยิ่งกว่า melodrama เท่าที่ทราบ คนอ่านละครเขาก็ไม่ happy เพราะสคริปต์รอบนี้ เปลี่ยนไปจากเดิมมาก
แต่เท่าที่ฟังนะ (ไม่ค่อยได้ตั้งใจดู ได้ยินแต่เสียง)
ถึงแม้ว่าสคริปต์จะ adapted ไปเยอะ แต่ก็เป็นละครที่สนุก
เป็นละครเรื่องหนึ่งในหลายๆเรื่องที่ผู้กำกับฯมีฝีมือ
(เฮ้ย … หรือว่าเราจะติดเป็นพวก S&M ไปแล้ว(วะ)เนี่ย ? 5 5 5)
ถ้าให้ comment เชิงลึก
ผมมองว่า เป็นเพราะคนไทยไม่ค่อยพอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่
ไม่ว่าจะเป็นพล็อต ตบ/จูบ หรือ พระเอกโง่/สาวๆรุมแย่ง
ทั้งหลายทั้งปวง เรื่องราวส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นในคฤหาสน์หรูหราที่คนธรรมดาแบบเราๆไม่มีปัญญาเข้าถึง
ไม่พระเอก ก็นางเอก ต้องรวยในระดับ amazing
เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความมันส์ แต่ฉาก/props ล้วนมีกลิ่นอายของ ความหรูหรา ฟู่ฟ่า …สร้างบรรยากาศ escapist หลีกเร้นจากโลกธรรมดาๆ
บางทีก็งงๆเหมือนกัน ว่า เออนะ - คนเราจะหาความสุขเอาจากความธรรมดาๆ ไม่โลดไม่โผน ฯลฯ บ้างไม่ได้หรือไร ?
อย่างไรก็ตาม
ดีไซน์+คัลเจอร์ เล่มต่อไป คงมีเรื่อง”ไทยๆ”แบบยาวเหยียดแหงๆเลยครับ
สำหรับท่านผู้อ่านที่จับพลัดจับผลู อ่านมาถึงบรรทัดนี้
ขอโปรโมทให้เลยนะครับ ดีไซน์+คัลเจอร์ เล่มนี้ เยี่ยมมากๆ
April 28th, 2008 at 9:41 am
อ้าว พี่อ้วนลมโชย เรื่องสวรรค์เบี่ยงนี่ถูกเซ็นเซอร์เหรอ?
เรื่องนี้ภัคไม่ได้ดูหรอก แต่เห็นในพันทิพ มีกระทู้สวรรค์เบี่ยงประมาณร้อยกระทู้ ว่าด้วยฉากข่้มขืนล้วน ๆ เห็นว่ายาวนานมาก หรือที่จริงยังมีมากกว่านั้น แล้วถูกตัดออก?
คงเป็นเพราะจำเลยรักดังมาก สวรรค์เบี่ยงเลยต้องแรงกว่าเพื่อให้ดังกว่า ตอนนี้ก็เลยกำลังรอดูว่า เรื่องต่อไปจะให้แรงขนาดไหนเพื่ีอความดังของละคร
ว่าแต่ S&M นี่คืออะไรอ่ะ?????
ดีไซน์+คัลเจอร์ดีมากค่ะ ช่วยโฆษณาให้ อ่านแล้วเราคงมีคัลเจอร์กันขึ้นมาบ้าง หลังจากถูกละครบั่นทอนไปเยอะ 555
April 28th, 2008 at 7:33 am
ตามหาหนังสือ ดีไซน์+คัลเจอร์ แต่มาเจอบล็อกคุณภัควดี เขียนเรื่องจำเลยรัก 5 5 5
จบไปสักพักแล้วนะครับ จำเลยรัก ไม่ค่อยได้ดูหรอก… แต่ได้ยิน
เคยนึกเล่นๆเหมือนกัน ว่าพล็อตละครดราม่า มันมี 2-3 อย่าง คือ
1.ตบ/จูบ
2.พระเอกโง่ แต่จะมีผู้หญิงมารุมแย่ง
มีอยู่ช่วงนึง ละครช่อง 3 ทั้ง 3 เรื่อง เป็นเรื่องผู้หญิงแย่งพระเอกโดยพร้อมเพรียงกัน
ตอน จำเลยรัก เวอร์ชั่น 2008 ก็ว่าเข้าใกล้ S&M ไปทุกขณะ
มาช่วงนี้เจอ สวรรค์เบี่ยง โห -เป็น Perfect S&M ไปเลย
มีฉากพระเอกตบนางเอกดังเพียะ นำไปสู่ฉากขืนใจที่เขาอาจจะถ่ายทำกันไว้นะ แต่เจ๊เบียบคงเก็บไว้ดูคนเดียว เลยไม่ได้ออกอากาศ(ฮา)
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนดูคงนึกภาพตามได้ไม่ยาก
อีกประเด็นที่น่าพูดถึง คือ ฉากคาวีถูกต่อยนี่จะกระตุ้นให้คนดูอยากตามเข้าไปกระทืบซํ้าในทีวี
ตรงนี้ผมว่าเป็นการจุดประกายความรุนแรงในสังคมนะ
เกรงว่าหากการประท้วงอะไรช่วงนี้เกิดบานปลาย หากต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็น”คาวี” สถานการณ์จะน่าเป็นห่วง อิ อิ อิ
นอกเหนือจากพล็อต ตบ/จูบ พระเอกโง่
ผมว่า …อีกไม่นาน อาจจะมีซับพล็อต เป็นประเภทพระเอก หรือ นางเอก โกงแล้วได้ดี กฎหมายเอาผิดไม่ได้ เนื้อเรื่องหลักว่าด้วยการต่อสู้คดีโกงๆ
ตอนจบได้กับนางเอก สังคมให้อภัย เพราะหลักฐานอ่อน/อัยการสั่งไม่ฟ้อง
หรือไม่ก็ประมาณ พระเอกฆ่าคนตายแล้วพ่อแม่ช่วยวิ่งเต้นคดีให้ เนื้อเรื่องว่าด้วยความลำบากตอนอยู่ในคุก สุดท้ายสังคมให้อภัย กลับมาครองรักกับนางเอกจนกาลปาวสาน
5 5 5
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งนอกเหนือเนื้อหาซํ้าซาก คือ production + การทำงาน ที่สุกเอาเผากินมากขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆว่า -ไม่เนี้ยบเลย- น่ะครับ
ไม่เฉพาะแต่แวดวงละคร แต่มันลามไปในทุกประเภทรายการ
…. เป็นความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง
แล้วจะมาแจมใหม่ ครับ : )
April 21st, 2008 at 9:06 pm
อย่านะ อย่านะ มาชวนคุยเรื่องละครเกาหลี เดี๋ยวได้คุยกันอีกยาว
เพราะตอนหลังดูละครเกาหลีเหมือนกัน (โดยเฉพาะจูมง) ดูไปก็ถอนใจไปเมื่อนึกเปรียบเทียบกับละครไทย
ละครเกาหลีมีเหตุผลอย่างที่คุณว่า
และเน้นค่้านิยมของการแสวงหาความรู้ การทำงานเป็นทีม
การใส่ใจประชาชน การยึดมั่นอุดมการณ์ การถ่อมตัว โดยเฉพาะไม่มีละครเรื่องไหนที่ผู้หญิงไม่เก่ง 5555
แต่ละครเกาหลีเป็นแบบนี้ คนเกาหลีเป็นหรือเปล่า ดิฉันไม่แน่ใจ
ดิฉันเดาเอาเองว่า เกาหลีกำลังทำแบบญี่ปุ่น ว่ากันว่าญี่ปุ่นสร้างชาติด้วยมังงะ เกาหลีน่าจะกำลังสร้างชาติด้วยละครประวัติศาสตร์
เขาคงพยายามสร้างตัวอย่างให้ดูว่า คนเกาหลีในอุดมคติควรเป็นอย่างไร
ส่วนละครไทย เราก็สร้างภาพในอุดมคติเช่นกัน คนในอุดมคติของเราควรรวยเหลือล้น บริโภคไร้ขีดจำกัด อ่อนไหวฟูมฟาย ตบกันไม่เลือกที่ ความดีไม่ต้องมี มีวาสนาอย่างเดียวเป็นพอ!
ละครไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในสังคมหรอกมั้งคะ มันสะท้อนค่านิยมมากกว่า