วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

ธงชัย วินิจจะกูล: อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา

July 21st, 2008

อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา
ธงชัย วินิจจะกูล

ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ -ผ- ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิต และมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอดก็เห็นว่า ปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซง ปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่าภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกาเป็นคนละเรื่องคนละลักษณะกับภัยจากคอมมิวนิสต์

วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้ายเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆง่ายๆ
(คือไม่ใช่วาทกรรมแบบเหมาอิสต์) แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้พูดภาษาใกล้เคียงมากกับวาทกรรมต่อต้านเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์
ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยในปัจจุบัน นั่นคือ ต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก

การสัมภาษณ์ทั้งหมดกระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือวาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก คือ เป็นเรื่องของชาติทุนนิยมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือทำให้เป็นเรื่องของการสมคบคิดกัน (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่จอร์จ โซรอสก็บ่อย คำว่าฉันทามติวอชิงตันก็ถูกเข้าใจง่ายๆว่าหมายถึงการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆโลกาภิวัตน์กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้ายที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกจึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมแบบทุนชาตินิยมเป็นหลัก กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็นเรื่องของฝรั่งมาย่ำยีไทย “เขา” มากระทำย่ำยี “เรา”

ทั้งซ้ายเก่าและขวาเก่าใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน เพราะความคิดเก่าของทั้งสองมีเชื้อมูลให้รับความคิดทุนชาตินิยมได้ง่าย และเพราะพวกเขาในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทุนชาตินิยม

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้ายดังเรียกว่า “ทุนสามานย์” ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระ
แสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่าทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆ ไปทั่วโลกต้องการ จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ หากตั้งคำถามว่าทำไมปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาจึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น? สมศักดิ์มักอธิบายในทำนองว่าคนเหล่านั้นความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาส เปลี่ยนสี ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปจนไม่เห็นเป็นปัญหาสำคัญเท่าไรนัก ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนนักต่อสู้ทางสังคมต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากจุดยืนแบบทุนชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตก การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระสำคัญที่สุด นี่เป็นวาระการเมืองของทุนชาตินิยม

จุดยืนแบบทุนชาตินิยมทำให้พวกเขาเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น “ตัวแทน” ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก จุดยืนแบบทุนชาตินิยมเช่นกันกลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความอัปลักษณ์และภัยที่มาจากทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทยเพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์เช่นกัน พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย

ฝ่ายซ้ายเดิมจบไปนานแล้ว สิ่งที่มาในร่างฝ่ายซ้ายเดิมคือ ปีกหนึ่ง(ซ้าย?)ของทุนชาตินิยม

ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถร่วมมือกับปีกอื่นๆของทุนชาตินิยมได้ รวมทั้งทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยม ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน นักคิดฝ่ายประชาชนหลายคนเชื่อว่า สามารถ “ใช้” สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ซึ่งเขาเห็นเป็นวาระทางสังคมสำคัญที่สุด

การ “คืนดีฯ” ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาแบบทุนชาตินิยมของพวกฝ่ายซ้ายเดิม อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะทุนชาตินิยมก็อาจเป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วงแต่เอาเข้าจริงไม่เคยเป็นประเด็นมูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีหรือไม่คืนดีจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน สิ่งที่มาในร่างฝ่ายขวาเดิมคือ อีกปีกหนึ่ง(ขวา?)ของทุนชาตินิยม

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือ การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก “ฝรั่ง” ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาวอาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆเท่านั้น ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่งดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น

ถ้าหากท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์และท่าทีต่อทุนนิยมของ”ฝรั่ง” ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆในการเมืองยุคเดือนตุลาเป็นซ้ายและขวา การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิมที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว หากถือเอาท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลก้ป็นต้นมา การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่ออกฤทธิ์

อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายเดิมจำนวนมากถือตรงกันว่าการต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุด

ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ: กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก

April 26th, 2008

ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ:
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก [1]

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2551
 

 

Rudolf-Jufer

นักโทษชาย รูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนล่าสุด

 

เช้าตรู่ของวันที่ 5 มกราคม 2551 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสาร ฟ้าเดียวกัน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน (http://www.sameskybooks.org) แจ้งให้ทราบว่าเว็บไซต์ถูกปิด โดยธนาพลเชื่อว่าทางการอยู่เบื้องหลัง [2] ผู้เขียนถามว่า รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงปิดเว็บ ก็ได้คำตอบว่าน่าจะมาจากการแสดงความเห็นที่มีลักษณะวิพากษ์เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 ในกระดานสนทนา

เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บไซต์ที่มีพื้นที่ให้กับการวิพากษ์สถาบันฯ ในขณะที่อีกเว็บไซต์หนึ่งซึ่งได้แก่ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท (http://www.prachatai.com) ก็ยังเลือกที่จะปิดมิให้ผู้อ่านแสดความเห็นเกี่ยวกับการจากไปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หลังจากที่มีการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์จำนวนหนึ่ง และถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เสียงนายธนาพลออกจะค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขาคงเชื่อว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเปรียบเสมือนเพียงปลาเล็กๆ ตัวหนึ่งในมหาสมุทร และการแสดงความเห็นในเว็บไซต์ก็กระทำอย่างเปิดเผย (ผู้เขียนจะกล่าวถึงประเด็นนี้ในตอนท้ายของบทความ)

 

1. คำถามที่ควรถาม

บทความนี้เสนอว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคงไว้ซึ่งสภาพการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือวัฒนธรรมความกลัวในกลุ่มและองค์กรที่มองสถาบันกษัตริย์อย่างเท่าทัน และช่วยดำรงไว้ซึ่งเปลือกขอมุมมองที่ว่า ไม่มีผู้ใดปรารถนาหรือต้องการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ และความปรารถนาเช่นนี้ของประชาชนขัดกับภาพที่สื่อกระแสหลักพยายามเสนอ เช่นการเสนอว่า พระเจ้าอยู่หัว “เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม (absolute morality)” [3]

การคงไว้ซึ่งเปลือกผิวของมุมมองนี้เป็นเรื่องยาก เพราะว่าแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์นิยมเจ้าอย่าง ผู้จัดการรายวัน ก็ได้รายงานว่า มีเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่วิพากษ์หรือกระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ [4] ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์กระแสหลักบางฉบับก็ปล่อยให้มีบทความกึ่งวิพากษ์บ้างเป็นบางครั้ง ดังนั้น เราจะทำความเข้าใจความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนเกี่ยวกับการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์ไทยได้อย่างไร

การเซ็นเซอร์ของสื่อเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีเพียงเท่านั้น หรือว่ามีปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนกว่านั้น และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ผลของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ ทำให้เกิดปรากฏการณ์และปฏิกิริยาอะไร โดยในบทความชิ้นนี้เสนอว่าทำให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพองและแรงโต้กลับ

 

2. ปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความสลับซับซ้อนของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่นับปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ เข้ามาในสมการ ปัจจัยและผู้เล่นเหล่านี้ได้แก่ เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ นักข่าว การไร้ซึ่งจุดยืนขององค์กรสื่อ ตลาดหุ้น กฎหมายหมิ่นฯ ฯลฯ


บรรณาธิการหนังสือพิมพ์
กล่าวได้ว่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คือทวารบาล (gate keeper) แห่งข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ ผู้คนเหล่านี้จะตัดสินใจว่าอะไรควรลงพิมพ์หรือไม่ ประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทำให้พวกเขาต้องใช้วิจารณญาณอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องมิเพียงแต่สถาบันฯ เท่านั้น แต่ปกป้ององค์กรตนเอง รวมถึงความมั่นคงทางอาชีพของตนด้วย

บรรณาธิการบริหารผู้หนึ่งของหนังสือพิมพ์คุณภาพภาษาไทย (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. A) กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนว่า ในบางครั้งบรรดา บ.ก. ที่เกี่ยวข้องอาจจะประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับความเหมาะสมของข่าวบางชิ้นว่าอ่อนไหวต่อสถาบันกษัตริย์หรือเสี่ยงเกินไปหรือไม่ ถ้าจำเป็นก็จะมีการขอความเห็นจากเจ้าของสื่อ แต่ที่ผ่านมาในประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษของเขา เหตุการณ์ที่ต้องขอความเห็นจากเจ้าของสื่อยังไม่เคยเกิดขึ้นเพราะบรรณาธิการสามารถตัดสินใจเองได้ว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ และยังได้ย้ำอีกว่า ถ้าบรรณาธิการเหล่านั้นมีอายุงานใกล้เคียงกัน พวกเขาก็มักจะมองอะไรไม่ต่างกันในเรื่องนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า มีการเรียนรู้ภายในองค์กรว่าอะไรทำได้ อะไรต้องห้ามบรรณาธิการอีกคนซึ่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. B) กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้แต่นักข่าวก็ทำหน้าที่เป็นทวารบาลแห่งการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารในระดับหนึ่งด้วย

ดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องตีความกันเองว่าเส้นแบ่งของการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ตรงไหนซึ่งการที่หนังสือพิมพ์บางฉบับมีพื้นที่กึ่งวิพากษ์ให้เห็นเป็นบางครั้งนั้น แสดงถึงความแตกต่างในการตีความ ตัวอย่างที่ชัดอันหนึ่งคือ กรณีการเลือกที่จะรายงานหรือไม่รายงานข่าวกรณีชาวสวิสชื่อนายรูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ที่พ่นสีสเปรย์ทับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง 5 รูปที่เชียงใหม่ หนังสือพิมพ์ไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รายงานข่าว ในขณะที่มี 2 ฉบับรายงานข่าวมากกว่าฉบับอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ Bangkok Post และ The Nation ซึ่ง The Nation ในตอนแรกที่นายยูเฟอร์ถูกจับโดยตำรวจไทย ก็เลือกที่จะไม่รายงาน โดยข่าวส่วนใหญ่ที่รายงานก็มักเป็นข่าวที่อ้างจากสื่อต่างประเทศเพื่อเป็นการ “เพลย์เซฟ” และไม่มีฉบับไหนพยายามขุดค้นหาคำตอบว่าทำไมนายยูเฟอร์ถึงได้กระทำไปเช่นนั้น เมื่อมีการ “พระราชทานอภัยโทษ” หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ก็รายงานเพียงแต่ว่านายยูเฟอร์จะเดินทางออกจาก (“leave”) ราชอาณาจักร [5] ในขณะที่ The Nation เขียนว่านายยูเฟอร์จะถูกเนรเทศ (“deported”) [6] ความต่างเรื่องการใช้คำเล็กๆ น้อยๆ ในกรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงการตีความอันต่างกันว่า อะไรพิมพ์ได้ อะไรไม่ควรพิมพ์ [7]

กรณีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนซึ่งใช้นามปากกาว่า “ท่อนจัน” และ “พระยาพิชัย” ในเดือนสิงหาคม 2550 เพราะโพสต์ข้อความวิพากษ์หมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ ก็เช่นกัน มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation ที่รายงานข่าว โดย

บ.ก. A กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ที่เธอทำงานอยู่ได้ตรวจสอบกับทางตำรวจ แต่ได้รับการขอความร่วมมือจากทางการว่า ไม่ควรเสนอข่าวเพราะว่ามีความพยายามจากหลายองค์กรของทางการเพื่อที่จะจัดการกับบุคคลสองคนนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ซึ่งถูกอาจารย์ด้วยกันแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากข้อสอบของเขามีคำถามเรื่องบทบาทสถาบันฯ กับการเมืองไทย หนังสือพิมพ์เกือบทั้งหมดก็เลือกที่จะไม่รายงานข่าว แม้ว่าจะเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทก็ตาม [8]

คุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นบรรณาธิการ “ที่ดี” ได้แก่ ความสามารถในการทำหน้าที่เซ็นเซอร์หรือเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะมีความเห็นส่วนตัวต่อสถาบันฯ อย่างไร เห็นได้จากที่ บ.ก. A และ B แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์เท่าทันต่อสถาบันฯ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ทั้งสองก็ยอมรับสภาพวัฒนธรรมเซ็นเซอร์ที่เป็นอยู่ โดย บ.ก. A กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า “เชยๆ นะ ก็ทุกอย่างจะดีจะเลว องค์กรนั้น สถาบันฯ นั้นๆ ต้องใช้ตัวเอง ทั้ง 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะดี จะเสื่อมก็เป็นโดยตัวเขาเอง กฎหมาย มันไม่ได้เป็นตัวทำให้ความมั่นคงนั้นยั่งยืนตลอดไป” ส่วน บ.ก. B กล่าวว่า “สื่อมีหน้าที่ทำให้คนฉลาดสื่อมีหน้าที่นำความจริงมาให้สังคมรับทราบ” แต่ในเรื่องสถาบันฯ นั้น เขาเห็นว่า สื่อทำให้สถาบันกษัตริย์กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ นอกจากกราบไหว้ได้อย่างเดียว”

“สื่อสร้างกรอบและหลงตัวเอง [ว่า] มีเสรีภาพแล้ว… พูดจริงๆ ว่าเป็นความขมขื่น


นักข่าว
บ.ก. A ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นของเธอแล้ว นักข่าวรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจที่จะตั้งคำถามอย่างเท่าทันเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ หรือแสดงความเห็นเชิงท้าทาย และกล่าวว่า “แทบไม่มีความเห็นเช่นนั้นเลย และผลก็คือไม่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับบทบาทสถาบันฯ”

คำให้สัมภาษณ์นี้ขัดกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ที่ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับนักข่าวรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ทำงานในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก ซึ่งพบว่า คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยมีความคิดเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม ความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแสดงออกในวงพูดคุยกันส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมิมีใครต้องการที่จะพยายามรายงานหรือเขียนอะไรเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับสถาบันฯ เพื่อให้สาธารณชนอ่าน แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องตระหนักว่ามันไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะให้นักข่าวเหล่านั้นคิด เขียนเรื่องทำนองนี้ลงในสื่อ และการกระทำเช่นนั้นคงมิเป็นผลดีต่อความก้าวหน้าในอาชีพ นักข่าวส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแสดงความเห็นเหล่านั้นต่อสาธารณะเพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน

มิหนำซ้ำคำพูดของนักข่าวบางคนอาจมีผลในการทำลายกำลังใจหรือเปลี่ยนใจนักข่าวอื่นๆ มิให้คิดที่จะกระทำเช่นนั้น ผู้เขียนจำได้ว่าในกลางปี 2550 ได้คุยกับนักข่าวรุ่นน้องซึ่งบอกว่า เขาได้อ่านบทความของผู้เขียนเกี่ยวกับสื่อและสถาบันกษัตริย์ [9] และบอกว่าถึงแม้อาจจะเห็นด้วยกับเนื้อหา แต่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการหาปัญหาใส่ตัว

นักข่าวอีกคนหนึ่ง (ต่อไปจะเรียกว่า นักข่าว C) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกว่าสิบปี ณ หนังสือพิมพ์ภาษาไทยกระแสหลักระดับแนวหน้าฉบับหนึ่ง บอกกับผู้เขียนในการให้สัมภาษณ์ว่า เขาคิดว่ามีนักข่าวรุ่นใหม่เพียง 1-2 คนในประมาณ 50 คนที่เขารู้จักที่มีความคิดเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ และนี่เป็นข้อสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ส่วนเรื่องของการเซ็นเซอร์นั้นนักข่าวผู้นี้กล่าวว่ามีระบบเซ็นเซอร์ตัวเองในองค์กร “เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ก็จะมีการเซ็นเซอร์โดยอัตโนมัติ …เริ่มแรกมาจากตัวนักข่าวทุกคนอยู่แล้ว โดยการเซ็นเซอร์ตัวเอง มีอยู่ทุกคน ทุกระดับ”

นักข่าว C เสนอว่า บรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อน่าจะเกิดจากแรงกดดันจากผู้คนรอบๆ ในหลวงมากกว่าพระองค์เอง และในหลวงก็ยังเคยตรัสว่าประชาชนน่าจะวิจารณ์กษัตริย์ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ากลับไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกหรือแก้กฎหมายนี้ แถมในช่วงกลางปี 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คมช. ยังพยายามที่จะขยายความคุ้มครองทางกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาองคมนตรี แต่ในที่สุดมติถูกถอนออกไป หลังจากมีข่าวว่าองคมนตรีบางคนไม่สบายใจกับการขยายขอบเขตของกฎหมายดังกล่าว [10]

นักข่าว C คิดว่า มีเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ที่ควรรายงานและถกเถียงกันอย่างเปิดเผยในทางสาธารณะ “ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาที่คนสงสัยควรมีการนำเสนอพูดจา… ไม่มีอคติ โกรธเกลียด ให้สังคมได้คิด …ในยุคนี้มันจำเป็นมาก จะทำอะไรที่ปกปิดและเคลือบแคลงมันก็ยิ่งทำให้คนขุดคุ้ยซุบซิบส่งผลลบ…” แต่ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายและวัฒนธรรมในองค์กร นักข่าว C ได้ข้อสรุปว่า เขาคงไม่พร้อมที่จะเริ่มรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในความเป็นจริงแล้ว เขาเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าบทความชิ้นนี้อาจทำให้ผู้อ่านบางคนเดาออกได้ว่า เขาคือใคร ทำงานที่ไหน โดยได้โทรมาย้ำเรื่องนี้หลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นไปแล้ว และขอให้ลบข้อความบางอย่างที่อาจจะทำให้ผู้อ่านสามารถเดาออกว่าเขาทำงานอยู่ ณ หนังสือพิมพ์ฉบับใด


การไร้ซึ่งจุดยืนและเป้าหมาย
นอกจากกฎหมายหมิ่นฯ แล้วปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มิเกิดการรายงานอย่างเท่าทัน หรือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ หรือแม้กระทั่งการรายงานอย่างเป็นกลางและสมดุล ได้แก่ ความเป็นจริงที่ว่าองค์กรสื่อกระแสหลักไม่เคยมีจุดยืนหรือเป้าหมายที่จะทำหน้าที่นี้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีบรรณาธิการและนักข่าวจำนวนหนึ่งที่มีมุมมองเท่าทันเชิงวิพากษ์ แต่หนังสือพิมพ์ทั้งหมดกลับเลือกที่จะทำหน้าที่ผลิตแต่ข่าวด้านบวก ยกฐานะกษัตริย์เป็นเสมือนสมมติเทพอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่นตัวอย่างของหนังสือพิมพ์ The Nation ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้ว นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังมักถือว่าการแสดงออกเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ เท่ากับเป็นการต่อต้านสถาบันฯ [11]

แหล่งข่าวที่ขอมิเอ่ยนามซึ่งทำงานที่หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับหนึ่งกล่าวว่า ในที่ทำงานของเขามีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรติดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานทราบว่ามีอะไรบ้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามเขียน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งจากปากผู้บริหารและบรรดาบรรณาธิการให้ “ระมัดระวัง” เมื่อนักข่าวสัมภาษณ์แหล่งข่าว บางคนที่มีประวัติชอบแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ


แรงกดดันและโน้มน้าวจากตลาด
บ.ก. A ได้กล่าวว่า หากหนังสือพิมพ์รายงานข่าวเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจของหนังสือพิมพ์อย่างมหาศาล

“องค์กรสื่อนี่ไม่ได้อยู่ได้โดยอิสระจริงๆ และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ [เป็น] องค์กรธุรกิจ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันก็ต้องรับผิดชอบ”

ส่วน บ.ก. B เห็นคล้ายกันและบอกว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีความอ่อนไหวต่อความเห็นสาธารณะซึ่งอาจมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัท “ทุกคนพยายามปกป้องตัวเองให้ถึงที่สุด อาจจะเป็นยอดขายตก หรือคนบุกมาหนังสือพิมพ์ตัวเองจึงจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง” “สื่อทั้งหมดพยายาม ignore เขากลัวอันตรายที่จะมาถึงตัวมากกว่า …กลายเป็นสิ่งละเอียดอ่อนในสังคมไทยโดยใช่เหตุ”

นอกจากแรงกดดันแล้ว ดูเหมือนว่าสื่อยังมีแรงจูงใจที่จะเทิดทูนสถาบันฯ อย่างพร่ำเพรื่อ จนกระทั่งผู้ที่มองสถาบันฯ เชิงวิพากษ์รู้สึกว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แรงจูงใจที่ว่านี้ได้แก่การรับโฆษณาให้บริษัทและองค์กรต่างๆ ลงข้อความเทิดทูนเฉลิมฉลองสถาบันฯ และสมาชิกในราชวงศ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้อย่างสม่ำเสมอที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในวันสำคัญๆ ของราชวงศ์ หนังสือพิมพ์จะเต็มไปด้วยข้อความประเภทนี้หลายหน้า มากกว่านั้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับยังออกสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจ เต็มไปด้วยรูปเฉลิมฉลองของในหลวง พระราชินี และราชวงศ์ เพื่อขายด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ออกสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ 12 สี ไซส์บรอดชีท เพื่อร่วม “ฉลอง” วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งขายในราคา 20 บาท ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2550 ในเวลาเพียง 1 อาทิตย์หลังจากงานวันเฉลิมฯ มีสิ่งพิมพ์พิเศษลักษณะนี้อยู่อย่างน้อย 5 ฉบับ และในช่วงเดียวกันนี้ ยังมีสิ่งพิมพ์พิเศษบางชิ้นที่ขายตกค้างข้ามปี อย่างเช่นในช่วงเดือนธันวาคม 2550 ผู้เขียนยังพบสิ่งพิมพ์พิเศษเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปีของในหลวง ในปี 2549 หนา 67 หน้า ซึ่งพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ โพสต์ทูเดย์ วางขายอยู่ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ย่านรามคำแหง อย่างไรก็ตาม ราคาของสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ได้ลดลงจาก 99 บาทเหลือ 20 บาท


กฎหมายหมิ่นฯ และปรากฏการณ์ปั่นพอง
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมิเพียงแต่ควบคุมไม่ให้ข้อความเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ ถูกผลิตโดยสื่อกระแสหลักเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพอง ปรากฏการณ์ปั่นพองนี้หมายถึง สภาพที่ความเชื่อและความเป็นจริงถูกปั่นผสมปนเปขยายไปสู่วงกว้างในขณะที่ความคิดเห็นที่แตกต่างถูกกด มิให้มีที่ทางในสื่อกระแสหลัก จนเกิดความเชื่อที่ว่า คนทั้งสังคมมีทัศนคติต่อสถาบันฯ เหมือนกันหมด ยิ่งปั่นมากขึ้นเท่าไหร่ความเป็นจริงก็พองมากขึ้นเท่านั้น คล้ายๆ กับการปั่นหุ้น และอาการโป่งพองของถุงลม หรือเปรียบเทียบอีกอย่างคล้ายกับการปั่นจนเกิดโมเมนตัมในตัวของมันเอง ที่ก่อให้เกิดการนำเสนอเกี่ยวกับสถาบันฯ เกินความเป็นจริงและพอเพียง และดูเหมือนว่าสื่อจะตกอยู่ในสภาพที่แข่งกันเทิดทูนสถาบันฯ อย่างเกินงาม กลายเป็นควงสว่านที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกล่าวได้ว่าทุกวันนี้การเสนอข่าวของสื่อเกี่ยวกับสถาบันฯ น่าจะเรียกได้ว่ามี “ส่วนผสมระหว่างคำสรรเสริญเทิดทูนอย่างจริงใจและภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ผสมกับคำประจบที่มิได้จริงใจอย่างเกินงามและไม่รู้จักพอ แถมเคลือบด้วยโฆษณาชวนเชื่อขนานแรง” (“genuine praise mixed with disgenuine and excessive flattery laced with a heavy dose of propaganda”)

ในความเป็นจริงมีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ที่ควรจะได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเปิดเผยผ่านสื่อ เช่น เรื่องอนาคตของราชวงศ์, บทบาทของสถาบันฯ กับการเมืองอย่างเช่นท่าทีของสถาบันฯ ต่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, การสั่งห้ามขายหนังสือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ ทั้งที่เขียนโดยคนไทยและต่างชาติในประเทศ หรือในมหาวิทยาลัยบางแห่ง, บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ปั่นพองหลักๆ มี 3 ประการ ได้แก่

1. การสร้างกระแส
ปรากฏการณ์ปั่นพองนำไปสู่การขยายตัวของโมเมนตัมในการผลิตข่าวด้านบวกและเทิดทูนอย่างเดียว และช่วยผลักดัน สร้างกระแส เช่น กระแสใส่เสื้อเหลืองและเสื้อดำ เพื่อให้ประชาชนพลเมืองปฏิบัติตามความคิดหมู่ (herd mentality) เวลาที่สื่อเสนอข่าวเรื่องประชาชนใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำเป็นกระแส สื่อไม่เคยพยายามวิเคราะห์ว่ามีกี่กลุ่มและแต่ละกลุ่มใส่เสื้อด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันอย่างไร อาทิเช่น ใส่เพราะที่ทำงานขอให้ใส่ ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี ใส่เพราะจงรักภักดี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากเพื่อนฝูงหรือสังคมรอบข้าง ดูเหมือนสื่อจะบอกว่าทุกคนใส่เพราะจงรักภักดี เรื่องนี้ไม่เพียงบิดเบือนภาพความเป็นจริง แต่ยังช่วยสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาเหมือนกับการทำโพลที่ผลโพลนั้นไม่เพียงแต่พยายามอธิบายความเป็นจริง (ส่วนอธิบายได้จริงหรือเปล่าและคลาดเคลื่อนแค่ไหนก็อีกเรื่อง) แต่มันมีส่วนตอกย้ำความเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างคือความเป็นจริง หมายความว่า ผลโพลนั้นอาจคลาดเคลื่อน แต่ผลของโพลมีอิทธิพลในการผลักดันให้คนเชื่อไปในทางใดทางหนึ่ง

ในแง่นี้แล้วการที่สื่อเสนอว่าทุกคนจงรักภักดี ปลาบปลื้มกับสถาบันฯ ย่อมมิเพียงแต่เป็นการเหมารวมโดยการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ว่ามีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์ แต่ยังทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สิ่งที่สื่อเสนอน่าจะเป็นความเป็นจริง และเกิดการโน้มน้าวความคิดของคนจำนวนหนึ่งไปในทางนั้น

สี่วันหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในช่วงข่าวกลางวันยังคงเรียกร้องให้ประชาชนหันมาใส่ชุดดำส่วนเสื้อเหลืองนั้น เมื่อไม่ถึงสิบปีที่แล้วแทบจะไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปและสื่อก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้  ณ ปัจจุบันสถานการณ์ได้ไปถึงจุดที่เหมือนเครื่องบินที่บินติดลมบนแล้ว และใครก็ตามที่ใส่เสื้อเหลืองทุกวันนี้ก็ถูกตีความว่าเป็นพวกรักสถาบันฯ ไปโดยปริยาย

2. การคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก
ปรากฏการณ์ปั่นพองได้ช่วยคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก เช่น กษัตริย์เปรียบเหมือนบิดาของคนทั้งชาติ เป็น “พ่อหลวง” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน ในขณะที่คนไทย “ทุกคน” เทิดทูนบูชาพระเจ้าอยู่หัว

วาทกรรมเหล่านี้คงอยู่ไม่ได้หากวาทกรรมรองหรือความเห็นต่างถูกนำเสนอควบคู่กันไปผ่านสื่อกระแสหลัก เพราะจะก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับวาทกรรมหลักในคนหมู่กว้างและเกิดการแข่งขันกันระหว่างวาทกรรมหลักและวาทกรรมรองหรือวาทกรรมใต้ดิน

การทำให้สื่อกระแสหลักแทบจะไร้ซึ่งเนื้อหาเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญยิ่งยวด เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักสถาบันฯ ผ่านสื่อ หาใช่ผ่านประสบการณ์ตรงไม่

ผู้เขียนได้ลองสุ่มถามประชาชน 3 คนที่ไปถวายความเคารพพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชในเช้าวันแรกหลังสิ้นพระชนม์ พบว่าทั้งสามมิเคยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาก่อนในชีวิต แต่รู้สึกว่าพระองค์เป็นคนดีเพราะได้เห็น ได้ยิน ได้อ่านเรื่องราวของพระองค์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์

ในทางกลับกัน ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า การเสนอข่าวที่มีแต่ด้านบวกด้านเดียวของสื่อทำให้เธอสงสัยว่า ความเป็นจริงเป็นอย่างไร เธอยังได้กล่าวต่อไปว่า สื่อมิได้เอื้อให้เธอคิดเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันฯ และเวลาสื่อเสนอข่าวการเมืองก็มักพูดถึงบทบาทนักการเมืองที่ฉ้อฉล อย่างไรก็ตามหลังจากที่นักข่าวผู้นี้ได้มีโอกาสมาทำข่าวเกี่ยวกับแรงงาน เธอก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชนชั้นและบทบาทของสถาบันกษัตริย์

“ทำเรื่องแรงงานด้วย ทำให้เห็นความแตกต่างของชนชั้น และเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การเมือง พอดีช่วงสนธิ ลิ้มทองกุล ไล่ทักษิณ เมื่อก่อนอาจจะสนใจแต่ไม่เคยตั้งคำถามกับข้างบน [สื่อกระแสหลักมีบทบาท] มันก็เสนอเกี่ยวกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง นักการเมือง คือมันไม่มีคำถามไปถึง [สถาบันกษัตริย์] รู้สึกสนใจบ้าง แต่ไม่สามารถโยงได้ ทุกอย่างมันก็คลุมเครือ ก็เพราะเป็นอย่างนี้” เขากล่าวพร้อมทั้งบอกว่าไม่ขอเอ่ยชื่อ เนื่องจากเกรงกลัวว่าครอบครัวจะตำหนิว่ากล่าว เพราะพ่อแม่เคยสั่งไม่ให้พูดอะไรเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันกษัตริย์

3. การปิดบัง ทำให้เลือน และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงอันสลับซับซ้อน
มันเป็นการยากที่จะเข้าถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชนแต่ละคนแต่ละกลุ่มในประเทศนี้ต่อสถาบันกษัตริย์ เพราะสื่อนั้นเสนอเรื่องราวไปด้านเดียว มิติเดียว

ความเป็นจริงที่พอจะสรุปได้ก็คือ ไม่มีใครทราบว่าประชาชนไทยกี่เปอร์เซ็นต์เป็นประเภทที่นับถือบูชาเจ้าอย่างสุดโต่ง กี่เปอร์เซ็นต์ที่เคารพพอประมาณอย่างพอดีๆ ไม่ทราบว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกเฉยๆ กี่เปอร์เซ็นต์ที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ เท่าทัน และกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต่อต้านสถาบันฯ และต้องการเห็นสาธารณรัฐ แต่ที่แน่ๆ คนหลากหลายประเภทนี้มีจริง จากการพบเห็นพูดคุยเป็นการส่วนตัว

ในสังคมที่ชอบทำโพลเป็นประจำทุกอาทิตย์ (โดยเอแบคโพล สวนดุสิตโพล ฯลฯ) กลับไม่มีโพลสำนักไหนกล้าทำโพลในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันคงถูกทำให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หมิ่นต่อสถาบันกษัตริย์ ประชาชนคงอยู่กับภาพดีด้านเดียวมิติเดียวที่ถูกนำเสนอโดยสื่อซึ่งตอกย้ำวาทกรรมหลักว่า “ทุกคน” นับถือเทิดทูน และรักในหลวง

แม้แต่หนังสือเชิงพาณิชย์แจกฟรีอย่างนิตยสาร VIVA BANGKOK (กุมภาพันธ์ 2551) ซึ่งผลิตเพื่อโปรโมตสินค้าของห้างเอ็มโพเรียมกับสยามพารากอน ในหน้า 39 ของนิตยสารฉบับนี้ มีข้อความตอนหนึ่งของปุณยวีย์ สุขสกุลวรเศรษฐ์ (หรืออรปรียา หุ่นศาสตร์) ผู้ประกาศข่าวชื่อดังรายการ “สามสิบยังแจ๋ว” เขียนว่า: “ความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยคือทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีใครบังคับให้รักจนทำให้ต่างประเทศอดทึ่งไม่ได้”

การแสดงความเห็นเช่นนี้ทำได้ง่ายๆ เพราะสื่อกระแสหลักไม่มีที่สำหรับความเห็นต่างหรือความเห็นแย้ง และทำให้วาทกรรมหลักดูน่าเชื่อถือเพราะไม่มีที่ให้คู่แข่ง [12]

การสวมเสื้อเหลืองหรือเสื้อดำไว้ทุกข์ก็เช่นกัน เรามิอาจทราบได้ว่าผู้คนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สวมใส่เพราะมันได้กลายเป็นชุดที่ “เหมาะสม” สำหรับใส่ไปทำงาน โดยได้รับการขอความร่วมมือจากนายจ้าง หรือกระทรวง กรมกอง หรืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากกระแสสังคม คนรอบข้าง และเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะนับถือบูชาหรือโศกเศร้าจริงการใส่เสื้อเหลืองในฐานะกลยุทธ์เพื่อทำให้ดูเป็น “คนดี” ถูกนำมาใช้ โดยมีผู้ประกอบอาชญากรรมบางคนที่ถูกจับได้คาเสื้อเหลืองและแรงกดดันจากสังคมรอบข้างเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม ผู้เขียนบทความทราบมาว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2551 นักข่าวผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อสีชมพูขึ้นรถเมล์ ได้ยินกระเป๋ารถเมล์พูดกับคนขับรถเชิงถากถางว่า “เป็นคนไทยหรือฝรั่ง”

สื่ออาจจะเหมารวมว่าคนที่ใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ซึ่งมิได้ให้ความจริงลึกซึ้งไปกว่านั้น และการรายงานข่าวด้านเดียวของสื่อก็เช่นกัน มันมิได้สะท้อนถึงความหลากหลายของคนในสื่อว่าคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถาบันฯ

 

3. ปฏิกิริยาโต้กลับ

ปรากฏการณ์หรือสภาวะปั่นพองนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับ เพราะคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกเหมารวมโดยสื่อกระแสหลักอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

การที่สื่อเสนอข่าวด้านบวกเพียงด้านเดียวยกเว้นบททัศนะนานๆ ครั้งของนักวิชาการและคอลัมนิสต์ไม่กี่คน [13] ที่หลุดลอดออกสู่สื่อกระแสหลักอย่างเช่นธงชัย วินิจจะกูล ทำให้คนจำนวนหนึ่งมิพอใจและพิสูจน์ว่าผู้รับสารมิได้เห็นคล้อยไปกับการเสนอข่าวด้านเดียวมิติเดียวเสมอไป

เว็บไซต์ เว็บบล็อกบางแห่งได้กลายเป็นโลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งเกลียดชังสถาบันฯ และผู้คนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะรู้สึกแปลกแยกจากการนำเสนอภาพบวกด้านเดียว มิติเดียว แบบเหมารวมของสื่อกระแสหลักที่มักจะชอบคุยโอ้อวดถึงยุคโลกข้อมูลข่าวสารที่ความเห็นหลากหลายกระจายไปได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

โลกคู่ขนานในอินเทอร์เน็ตน่าจะกลายเป็นเป้าการเซ็นเซอร์ หรือปราบปรามของรัฐซึ่งมีลักษณะวิตกจริต และรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ (ความกลัวของผู้เขียนว่าเว็บไซต์เหล่านั้นจะถูกปราบก็เป็นจริงเมื่อเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันถูกปิดหลังจากเขียนบทความนี้ไม่นาน) และอย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นมีการปราบปรามจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนในนามปากกา “ท่อนจัน” กับ “พระยาพิชัย” และไม่เป็นข่าว

แต่เรื่องนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยในมหาสมุทร และอาจมีกรณีอื่นอีกที่สื่อไม่เสนอและสาธารณชนไม่รู้ อย่างไรก็ตาม ความเห็นเชิงปฏิกิริยาโต้กลับนั้นมีจำนวนไม่น้อย เช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 มีการตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์” [14]

คำตอบลำดับที่ 5 ซึ่งใช้นามปากกาว่า “sympatique MD” กล่าวว่า “ผมเองไม่ได้ต่อต้านการมีอยู่ของสถาบันนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสถานภาพที่สถาบันนี้เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยเผด็จการปี พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการยกย่องเชิดชูเทิดทูนกันแบบสุดๆ และห้ามแตะ… การวิพากษ์วิจารณ์ได้ และตรวจสอบได้น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากกว่าครับ เกี่ยวกับรายได้และการเสียภาษี เกี่ยวกับงบประมาณของโครงการหลวงต่างๆ นับพันโครงการ”

ผู้ตอบลำดับที่ 16 ใช้ชื่อว่า “ดาวในฟ้า” ตอบว่า “ไม่ได้ต่อต้านแบบคิดล้มล้าง หรืออะไรนะคะ แต่ว่าไม่ชอบการ propaganda แล้วก็อาการของคนบางกลุ่มในสังคมที่ treat สถาบันในแบบที่ค่อนข้างจะโน้มเอียงไปทางงมงายค่ะ

“สถาบัน (ในแง่สถาบัน…คือเรามองว่าควรมองที่ตัวระบบมากกว่าบุคคลนะ) ควรแตะต้องจับต้อง วิพากษ์ วิจารณ์ได้อะค่ะ

“แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ออกมาวิพากษ์ หรือ treat บุคคลในราชวงศ์เหมือนไม่ใช่มนุษย์ (ทั้ง treat สูงกว่า และต่ำกว่ามนุษย์)”

หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในวันที่ 2 มกราคม 2551 ก็มีการถกเถียงแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ในเว็บบอร์ดเดียวกันนี้ อย่างที่สื่อกระแสหลัก (ทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ) มิยอมให้พื้นที่

ในกระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว” [15] มีการแสดงความเห็นเรื่องข่าวสิ้นพระชนม์ และการจัดงาน รวมถึงการรายงานของสื่อ โดยความเห็นที่ 8 ผู้ใช้นามปากกาว่า “มาช้าแต่มาแล้ว” เขียนว่า

“ปล. ผมเฉยๆ ครับ บอกกันตรงๆ ไม่ได้สนิท ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มีความสัมพันธ์ ถ้าจะไม่ไว้อาลัยด้วย ไม่ทราบผิดไหม? ไม่เศร้าครับ”

ความเห็นที่ 5 เขียนว่า

“ใครเป็นญาติสนิทมิตรสหายก็เศร้าโศกเสียใจกันไป ผมไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่มิตร ไม่สนิท เลยรู้สึกเฉยๆ หน้าไหนอย่าเที่ยวมายัดเยียดความเศร้าให้ก็แล้วกัน วันนี้ยังใส่เสื้อสีสดใสอยู่เลย ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกัน”

แต่นั่นมิใช่สิ่งที่สื่อกระแสหลักปฏิบัติ ในทางตรงกันข้าม บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 3 มกราคม 2551 เขียนว่า “ความรื่นเริงที่ทุกคนได้รับมาในช่วงฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พลันสลายสิ้น แทนที่ด้วยความเสียใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แม้คนไทยจะติดตามรับทราบพระอาการประชวรของพระองค์มาเป็นระยะ และได้เตรียมตัวเตรียมใจกับความสูญเสียมาบ้างแล้วก็ตาม หากแต่เมื่อวันนั้นมาถึง

ทุกคนกลับไม่อาจห้ามความเศร้าโศก…” [เน้นโดยผู้เขียน]


ความแปลกแยก
คนไทยอย่างนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง อายุ 26 ปี ซึ่งถือว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายซ้ายและยึดถืออุดมการณ์สาธารณรัฐนิยม มองว่าการเสนอข่าวเรื่องสถาบันกษัตริย์ของสื่อกระแสหลักนั้นเต็มไปด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ”

เมื่อถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับการถูกเหมารวมโดยสื่อว่าเป็นหนึ่งในคนไทยทุกคน “ที่เทิดทูนบูชาสถาบันฯ” โชติศักดิ์กล่าวว่า “ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอย่างไร คุณเหมารวมเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้สอบถาม ที่บอกว่าคนไทยทุกคนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เคยอ่านว่า มีการเขียนว่าคนทั้งโลกยกย่องด้วยซ้ำไป

“เคยตั้งคำถามว่าที่ว่ามี 63 ล้านคนที่ยกย่อง จริงหรือเปล่า? คนต่างประเทศหลายคนไม่รู้จักเลยว่าไทยคืออะไร แถมยังสงสัยระหว่างไทยกับไต้หวัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักไทย แล้วจะรู้รักในหลวง จะรักยกย่องในหลวงได้อย่างไร?

“อาจจะเรียกว่าโกรธหรือโมโห แต่ในด้านหนึ่งก็รู้สึกขำว่าทำไมเชลียร์ได้ขนาดนี้ ถ้าเอาคนที่รู้สึกเฉยๆ รวมกับคนที่แอนตี้สถาบันฯ [เทียบ] กับคนที่รักมากๆ คนสองกลุ่มนี้อาจจะมีจำนวนพอๆ กันก็ได้”

โชติศักดิ์ยังได้ให้ความเห็นต่อไปว่าเขาเชื่อว่าสื่อกระแสหลักได้ปูพรมสาธารณะด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” จนทำให้คนเชื่อว่าทุกบ้านมีรูปในหลวง ในขณะที่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขานั้นพิสูจน์ว่ามีบ้านเรือน อพาร์ตเมนต์จำนวนหนึ่งที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์

“ในความจริงก็คือ ไม่ได้มีทุกบ้าน อาจจะเกือบทุกบ้านแต่ไม่ใช่ 99% แน่ๆ อาจจะ 80 หรือ 90 หรืออาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป [แต่การที่สื่อบอกว่ามีทุกบ้าน] มันทำให้เกิดกระแสที่สำคัญคือ คนก็เชื่อทั้งๆ ที่บ้านตัวเองก็ไม่มี

“เรื่องเสื้อเหลืองก็ไม่ใช่ทุกคน และในบรรดาคนที่ใส่ อาจมีครึ่งเดียวที่ใส่เพราะมีอารมณ์ร่วม ส่วนอีกครึ่งอาจจะติดต่อราชการ …หลายๆ คนเพื่อนผม ญาติผม ถูกที่ทำงานบังคับให้ซื้อ มันกดดันบังคับในเชิงกลายๆ สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญมากในการสร้างกระแสนี้

“มันเหมือนโฆษณาทุกวัน เปิดทุกวันเหมือนเวลาค่ายเพลงทำการตลาด เปิดให้ฟังทุกวัน ฟังๆ ไปก็จะรู้สึกว่ามันเพราะ เพียงแต่กรณีนี้อาจจะมาในรูปสารคดี หรือรูปแบบข่าว ขณะที่สื่อมีพื้นที่มากๆ ให้กับการโปรโมต การ propaganda เรื่องเจ้า สื่อก็ปิดการเสนอข่าวอีกฝ่ายหนึ่ง …แม้แต่ฝ่ายที่ไม่นิยมเจ้าเป็นคดีก็ไม่นำเสนอ

“แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบนินทา [แต่] ถ้าดูสื่อ เหมือนคนทั้งหมด 63 ล้านคน ไปในทางเดียวกันเป๊ะๆ เลย”

และเรื่องที่โชติศักดิ์เผชิญเองเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ก็ไม่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมด (ยกเว้น The Nation) วันนั้นโชติศักดิ์ปฏิเสธที่จะยืนตรงทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี จนเกิดมีปากเสียงกระทบกระทั่งกับผู้เข้าชมภาพยนตร์บางคนที่โรงภาพยนตร์เซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า จนโชติศักดิ์ต้องโทรเรียก 191 และถูกข่มขู่โดยผู้ชมภาพยนตร์คนหนึ่งว่าจะฟ้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากคนนั้นถูกโชติศักดิ์แจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย

เรื่องนี้ถึงแม้หนังสือพิมพ์ออนไลน์เช่นประชาไทจะทราบ แต่ก็ตัดสินใจไม่เล่นข่าวดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความหวังดีต่อนายโชติศักดิ์

เรื่องเดียวกันนี้มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเมื่อมีผู้นำไปโพสต์ลงในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน แต่โชติศักดิ์เชื่อว่าเว็บบอร์ดและเว็บไซต์เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่ที่จำกัดมาก

“มันเป็นแค่ที่ระบาย ถ้ายังอยู่ในแบบนี้ มันไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะคนส่วนมากก็รับสื่อกระแสหลัก อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก เว็บไซต์มีเป็นร้อยเป็นพัน เป็นที่ให้คนที่มีจุดยืนเดียวกันทั้งหมดมาพูดกัน ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ พื้นที่สื่อมันควรจะเป็นพื้นที่ให้ทั้ง 2 ฝ่าย 2 จุดยืนทางการเมือง หรือหลายจุดยืนการเมืองมาถกเถียง ไม่ใช่เหมือนสื่อปัจจุบัน ที่เลือกข้างหรือถูกทำให้เลือกข้างไปแล้ว” [16]
ไม่มีปลาไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด บางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) บล็อกเกอร์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเมืองไทยที่มีผู้อ่านมากที่สุดคนหนึ่งก็เขียนเกี่ยวกับการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันว่า “จำนวนคนออนไลน์เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันขณะถูกปิดมี 150 คน ซึ่งอาจจะรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้จับตาดูการถกเถียง”

กลับมาพูดถึงกรณีนายธนาพล ผู้ก่อตั้งวารสารและเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนรู้สึกว่าน้ำเสียงนายธนาพลรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาพลคงนึกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนปลาตัวเล็กๆ แถมการถกเถียงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับทางการ แต่เขาอาจจะคิดผิด คงไม่มีปลาตัวไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด หรือมิฉะนั้นปลาตัวนี้ก็ได้เติบโตจนเกินไป และเริ่มสร้างความลำบากใจแก่ผู้มีอำนาจ

ความสำคัญของการจัดการความเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันทางอินเทอร์เน็ตอยู่ตรงที่ว่า ถึงมีจำนวนผู้เข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้นจำกัดก็จริง แต่การปิดเว็บไซต์อย่างนี้อาจช่วยป้องกันมิให้ผู้คนซึ่งไม่รู้จักกันในโลกความเป็นจริงค้นพบความเป็นจริง (ผ่านโลกเสมือนจริงของไซเบอร์สเปซ) ว่าแท้จริงแล้วคนที่คิดอย่างเขา คิดอย่างวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์นั้นมีอยู่จริง มีจำนวนมิน้อย และตรงกันข้ามกับที่สื่อกระแสหลักพยายามนำเสนอแบบปูพรมว่า “คนไทยทุกคน” เทิดทูนบูชาสถาบันกษัตริย์

การแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนของคนเหล่านี้ จะเป็นสิ่งตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้บ้า หรือมีอยู่เพียงคนเดียว หรือสองคน หรือในหมู่คนที่รู้จักและมันก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่สื่อกระแสหลักเสนอนั้นเป็นเพียงด้านเดียวของเหรียญ หรือหนึ่งในหลายมิติของความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและหลากหลายของคนไทยต่อสถาบันกษัตริย์

มันคงช่วยให้คนบางคนตาสว่างและตระหนักว่า ภาพบางอย่างที่สื่อกระแสหลักนำเสนออาจมิได้สะท้อนความเป็นจริงหรือความเชื่อของคนบางกลุ่ม และนี่คงเป็นสิ่งที่ทางการและผู้มีอำนาจเป็นห่วงเป็นที่สุด

เพราะฉะนั้นปลาตัวเล็กก็ต้องถูกจัดการนำไปทอด จัดระเบียบ หรือเล่นซ่อนหาเปิดปิดเว็บไซต์แห่งใหม่หนีทางการ

 

บทส่งท้าย

หลังจากผู้เขียนได้รายงานข่าวการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ลงหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 6 มกราคม 2551 ได้ไม่กี่วัน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้มีอำนาจในกอง บ.ก. ว่า หนังสือพิมพ์ The Nation “ไม่ต้องการ” ข่าวเช่นนี้อีกต่อไป

“ข่าวแบบนี้ไม่เอาอีกแล้วนะ” เสียงสุภาพทางโทรศัพท์บอกย้ำผู้เขียน

มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation และ Bangkok Post เท่านั้นที่รายงานข่าวอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ไทยรัฐออนไลน์ [17] ก็ได้ติดตามประเด็นนี้ต่อ โดยอ้างว่าทางการไม่ได้มีส่วนในการปิดเว็บไซต์แต่อย่างใด เว็บไซต์ที่เสี่ยงต่อการจัดระเบียบยังมีอยู่ รวมถึงเว็บไซต์อย่างประชาไท ส่วนผู้เขียนก็คงต้องถูกจัดการ นำไปทอดหรืออบรมเปลี่ยนทัศนคติเช่นเดียวกัน

 

 

เชิงอรรถ 

[1] ถอดความโดยปรับปรุงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Lese Majeste Law and Mainstream Newspapers’ Self-Censorship: The Upward Spiral Effect and its Reaction” เสนอในงานประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 (10th International Conference on Thai Studies) จัดโดย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 9 มกราคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] “เชื่อปิด ‘ฟ้าเดียวกัน’ ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกชน,” ประชาไท, 8 มกราคม 2551, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10799&Key=HilightNews

[3] Thanong Khantong and Wannapa Phetdee, “Crowds hail their King,” The Nation, 5 December 2007, p. A.15.

[4] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550, http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000144471

[5] “Jailed Swiss man receives pardon from His Majesty,” Bangkok Post, 13 April 2007.

[6] “H.M. pardons Swiss man who defaced his portraits,” The Nation, 13 April 2007, p.A1.

[7] ดูเพิ่มเติม บทความของผู้เขียน “การเซ็นเซอร์ข่าวหมิ่นพระมหากษัตริย์ในสื่อไทย (ข้อสังเกตกรณีคดีฝรั่งสวิส),” ประชาไท, 23 เมษายน 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=7821&Key=HilightNews

[8] ดูเพิ่มเติมที่ “อาจารย์ ม.ศิลปากรออกข้อสอบวิชาอารยธรรมไทย ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ,” ประชาไท, 19 กรกฎาคม 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8899&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

[9] ประวิตร โรจนพฤกษ์, “คำให้การเรื่องสถาบันกษัตริย์กับวัฒนธรรมเซ็นเซอร์,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 2 (เมษายน – มิถุนายน, 2550), หน้า 141-146

[10] “ไม่สบายใจแก้ กม. ปกป้อง ‘องคมนตรี’ แจ้ง ‘วิปสนช.’ ลงมติ ‘ถอนเรื่อง’,” มติชนรายวัน, 10 ตุลาคม 2550

[11] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550 กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานประชุมไทยศึกษานานาชาติ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ว่า :

ประการที่สี่ การจัดสัมมนานานาชาติที่มีไอ้โม่งหนุนหลัง ซึ่งจะจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ซึ่งจะมีรายการแอบแฝงเพื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเชิญอดีตนักวิชาการคอมมิวนิสต์บางคนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศเข้ามาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ด้วย

ประการที่ห้า การเตรียมการที่จะให้ฝรั่งคอลัมนิสต์รับจ้างบางคนซึ่งเคยมีบทบาทในการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มาแล้ว จัดทำเอกสารเพื่อโจมตีทำลายคณะองคมนตรีในการสัมมนาที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-11 มกราคม 2551

[12] ในเดือนสิงหาคม 2550 นิตยสาร Forbes ซึ่งมีชื่อเสียงในการจัดลำดับอันดับทรัพย์สิน รายได้ และความมั่งคั่งของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ทั่วโลก ได้เผยแพร่บทความ “The Word’s Richest Royals” ซึ่งทำการจัดอันดับกษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครรัฐที่รวยที่สุดในโลก โดยในหลวงของไทยติดอันดับที่ 5 แต่สื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมดก็ไม่รายงานข่าวดังกล่าว (ยกเว้น กรุงเทพธุรกิจ, 18 กันยายน 2550 และ เดลินิวส์, 27 กันยายน 2550)

นิตยสาร แมรี แคลร์ ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 หน้า 102-103 รายงานถึงกษัตริย์ 4 อันดับแรก รวมถึงการเม้าท์ถึงความร่ำรวยและคดีอื้อฉาว แต่ตกลำดับที่ 5 ไปอย่างน่าแปลกใจ ทั้งๆ ที่นามปากกาผู้เขียน คือ “คอหนอนใหญ่” น่าจะเป็นคนไทย และหน้าถัดไปของนิตยสารก็มี books review หนังสือชื่อ 365 วัน ฉันรักในหลวง นี่ไม่ใช่แห่งเดียวที่เป็นแบบนี้ ใน มติชนสุดสัปดาห์, 7-13 กันยายน 2550 บทความ “กษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกคือใคร?!” ก็กล่าวข้ามกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกเป็นลำดับที่ 5 ไปเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีการเซ็นเซอร์หรือขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน กานต์ ยืนยง, “รายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งของราชวงศ์ทั่วโลก,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2550), หน้า 203-213

[13] หลังจากการประชุมไทยศึกษานานาชาติเดือนมกราคมสิ้นสุดลงไม่นาน คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ชื่อ สนิทสุดา เอกชัย ก็ได้เขียนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sanitsuda Ekacha, “‘Porpiang’ is all about handling one’s greed,” Bangkok Post, 17 January 2008, p. 9) หลังจากนั้นมีผู้อ่านเขียนมาชมสนิทสุดาว่า ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และก้าวหน้าที่เธอเขียนข้อความเชิงวิพากษ์ต่อความคิดบางอย่างของกษัตริย์ (จดหมายของ Dom Dunn จากเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ชื่อหัวจดหมาย “Exciting journalism,” Bangkok Post, 19 January 2008, p.9)

ผู้เขียนคิดว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามใช้พื้นที่เสนอข่าวอย่างเท่าทัน แต่ในขณะเดียวกัน ควรกล่าวไว้ด้วยว่า สนิทสุดาเองก็ได้เคยเขียนชื่นชม สนับสนุนส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปีก่อนหน้านี้

หันมาดูคอลัมนิสต์อีกคนของหนังสือพิมพ์ The Nation คือ นายกวี จงกิจถาวร ก็ได้เขียนบทความหลังการประชุมไทยศึกษานานาชาติ และเอ่ยว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด แต่ก็มิได้ (หรือไม่กล้า?) อธิบายแก่ผู้อ่านว่าอะไรน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์นี้ถูกปิด (Kavi Chongkittavorn, “A dramatic royal transformation happening in Asia,” The Nation, 14 January 2008, p. A8) กรณีนี้สะท้อนถึงความเป็นจริงที่ถูกตัดตอนเหมือนกับตอนที่สื่อไทยนำเสนอข่าวเรื่องเว็บไซต์ยูทูบ www.youtube.com ถูกปิด เพราะมีคลิปวิดีโอหมิ่นสถาบันฯ โดยที่ไม่มีสื่อไหนรายงานว่า คลิปวิดีโอบางชิ้นนั้นเอ่ยถึงความไม่พอใจที่นายยูเฟอร์ถูกจับและอาจต้องโทษอย่างรุนแรงจึงได้ทำวิดีโอคลิปขึ้นมาประณามสภาพกฎหมายบ้านเมืองไทย

[14] กระทู้ “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์,” 30 พฤศจิกายน 2550, http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=4303&hl=

[15] กระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว,” 2 มกราคม 2551, http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=4825

[16] โฮวาร์ด ซินน์ (Howard Zinn) นักประวัติศาสตร์อเมริกันนามอุโฆษเคยถูกตั้งคำถามว่า “ในฐานะครู ควรจะส่งเสริมให้นักศึกษากระตือรือร้นตั้งคำถามและมองเชิงวิพากษ์โดยไม่ตกหลุมพรางของการมองโลกในแง่ร้ายได้อย่างไร” ซินน์ตอบว่า “การไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เป็นคุณสมบัติสำคัญอันหนึ่งที่นักศึกษาพึงเรียนรู้ ผมคิดว่ามันเกิดจากการที่นักศึกษาตระหนักว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์มิได้ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เขาเคยเทิดทูนอาจมิได้น่าที่จะเทิดทูน วีรกรรมอย่างโรแมนติกและอุดมคติที่ถูกเสนอโดยรัฐสมควรที่จะถูกตรวจสอบและพิจารณาวิพากษ์อย่างเท่าทัน การกระทำของรัฐในสังคมที่คุณอาศัยอยู่ ความคิดที่คุณเชื่อว่าเป็นของบุคคลนักคิดสำคัญมีข้อบกพร่องและจำเป็นต้องมองให้เห็นจุดบกพร่องเหล่านั้น” ดู Howard Zinn, Original Zinn: Conversations on History and Politics (New York : Harper Collins, 2006).

[17] ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์, “ทุกฝ่ายแบข้อมูลเบื้องหลังปิดเว็บไซต์ วารสาร ‘ฟ้าเดียวกัน’,” 11 มกราคม 2551, http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03a&content=74818

 

ตามข่าว “โชติศักดิ์” ในหน้าสื่อ

April 23rd, 2008

หลังจากที่โชติศักดิ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจประเด็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่นำมาใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม/ คู่แข่งทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อมวลชนมาทำข่าวกรณีโชติศักดิ์ แต่ก็ใช่ว่าข่าวนี้จะได้ลงหนังสือพิมพ์หรือปรากฏในหน้าสื่อ เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้กันทั่วไป  ทางฟ้าเดียวกันจึงติดตามข่าวที่เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่ออินเตอร์เน็ต  เพราะกลัวว่า คนต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลเหตุการณ์กลับได้รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ แต่คนในประเทศไทยอาจจะตกข่าว เพราะสื่อไทยนั้นเลือกที่จะ ”เงียบ” ท่ามกลางวัฒนธรรมแบบ “ไทยๆ” ในการเซนเซอร์ตัวเอง 

ข่าวกรณี “โชติศักดิ์” ที่ปรากฏในสื่อ (วันที่ 23 เมษายน 2551)

ประชาไท
 
bangkokpost (หน้า 1)
 
ประชาทรรศน์ (หน้า 1)
 
reuters

ผู้จัดการออนไลน์ (ไม่ปรากฏข่าวนี้ในผู้จัดการรายวัน)

the Nation <แปลไทย> (ข่าวโดยประวิตร โรจนพฤกษ์ แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์) –โดยเวบประชาไท

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน” กรณีถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

April 21st, 2008

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน”
กรณีถูกตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

สืบเนื่องจากกรณีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน ได้ถูกนายนวมินทร์ วิทยากุล ทำร้ายร่างกายและแจ้งความว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”) เนื่องจากทั้งคู่ไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550

จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าทั้งสองมีความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันอังคารที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 13.30 ณ สน.ปทุมวัน

พวกเราที่มีรายนามข้างล่างมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. เราขอให้กำลังใจนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อนในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
2. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาปิดกั้นการแสดงออกของปัจเจกบุคคล ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นเป็น อาชญากร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มีความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมือง ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเราเชื่อว่า ความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรักษาไว้

ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม

…………………………….

 

Support Petition to “Chotisak and his friend”
On the case of being charged with Lese Majeste for expressing
freedom of expression by sitting down during “Royal Anthem”

This is relating to the incident which Mr. Chotisak Oonsoong and his friend was harassed and charge under the article 112 of the criminal code regarding lese majeste. The article says “anyone insults or expresses vengeance to the King, the Queen, the crown prince and princesses will be persecuted with three to fifteen years imprisonment”. This is after the express their freedom of expression by sitting during the “Royal Anthem”, which happened on 20 September 2007.
On 5 April 2008, the related police department informed them of being charged of the lese majeste law and appoints them to listen to the charge on Tuesday 22 April 2008 at 1.30 pm at Pathumwan Precinct.

We, the undersigned, would like to express regarding this case:

1. We fully support Mr. Chotisak and his friend to fight this case until the end.
2. We disagree with the use of lese majeste law to prohibit the individual’s freedom of expression, as if they are criminals as is happening now.
3. We disagree with the use of violence and harassment on those with different thoughts/ political ideologies, not matter what they think. The beauty of democracy is that people can have the rights to think differently, which should be respected and preserved.

Those do not stand are not criminals. Thinking differently is not a crime.

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

อ่านประกอบ : สัมภาษณ์ “โชติศักดิ์” ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง (ประชาไท)

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน

April 10th, 2008

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน
รีบดูนะขอบอก ก่อนที่ยูทิวบ์จะโดนกระซวงไอซีทีแฮกตามที่ท่านได้โนติสไว้

ในไทย เวลาพูดถึงนักดนตรีโฟล์คฝรั่ง เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้ซักเท่าไรนัก เพราะรู้จักกันบ้างก็แต่ บ็อบ ดีแลน, นีล ยัง, ครอสบี, สติลส์, แนช & ยัง ซึ่งเป็นขวัญใจ คาราวาน หรือวงเพื่อชีวิตใครหว่าของเมืองไทย และยังเป็นขวัญใจพวกนักร้องเพลงโฟล์คแนวสายลมแสงแดดคนอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งคุณสามารถหาฟังได้จากเว็บไซต์ต่างๆ [ดูได้ที่เว็บนี้]

แต่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นล้นพ้นที่เสด็จแม่ยูทิวบ์ (ที่เรียก’เด็จแม่เพราะเว็บไซท์น่าจะเป็นผู้หญิง อันนี้ว่ากันตามกระแสลัทธิบูชาเสด็จพ่อในเว็บฟ้าเดียวกัน) ได้เมตตาเก็บคลิปของสองคนนี้ ซึ่งเค้า, อย่าถามว่าเค้าคือใคร, ว่ากันว่าเป็นแม่แบบของดนตรีโปรเทสต์ของอเมริกา

(อะ๑ คำว่า “โปรเทสต์” นี้ ดูคลับคล้ายคลับคลาว่ามีรากศัพท์เดียวกับคำว่า “โปรแตสแตนท์” ทำให้ดูเหมือนว่าคำนี้ในความรู้สึกฝรั่งมีความหมายไปในทางดี อย่างนี้ฝรั่งคงเรียกว่าดี เรียกว่าถูกต้องกระมัง?, ต่างจากคำว่า “ประท้วง” ในภาษาไทย ซึ่งทำเกิดความรู้สึกไปในทางไม่ใครจะดี อย่างนี้เราคนไทยเรียกว่า “ไม่ดี ไม่ถูก”)

กลับมาที่เรื่องเดิม สองคนที่ว่านี้คือ พีท ซีเกอร์ และ วูดดี้ กัทธรี ซึ่งในนี้คงไม่มีประวัติอะไร เพราะ

1. ขี้เกียจค้นและแปล
2. ไม่เน้นไอเดียบูชาฮีโร่ สนใจเนื้อหาที่เค้านำเสนอมากกว่า
3. ถ้าคุณอยากรู้ก็ย่อมค้นเองได้

ฉะนั้น เราฟังเพลงกันดีกว่า

เริ่มจากเพลงที่คนไทยรู้จักก่อน


Where Have All The Flowers Gone – Pete Seeger 1968 Stockholm


pete seeger which side are you on


Pete Seeger – What Did You Learn In School?


Solidarity Forever (Pete Seeger)

เพลงนี้คุณจะต้องคุ้นมาก ^^

อันนี้ คือ Marlene Dietrich : Where Have All the Flowers Gone? 1963
เพลงเดียวกัน

และ นี่ เด็ดจริงๆ


Pete Seeger This Land Is Your Land The Sidewalk Sessions

พีท ซีเกอร์ตอนแก่แล้ว ไปจัดกิ๊กคอนเสิร์ทร้องเพลงประท้วงอยู่ริมถนน
อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตของไทย อิอิ
(มีความเห็นนึงในยูทิวบ์บอกว่า แหม ถ้า only the world could see this part of America more… )

เพลง This Land Is Your Land นี้เป็นเพลงที่แต่งโดย วูดดี้ กัทธรี

เรามาดูอีกเพลงของ วู้ดดี้ กัน


Woody Guthrie – So long it’s been good to know you


และ Bruce Springsteen: THIS LAND IS YOUR LAND

ยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคับ

ฟ้าเดียวกันขอเชิญท่านร่วมเป็น 1 ใน 10,000 รายชื่อที่เสนอร่างพ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ

April 9th, 2008

คุณรู้ไหมว่า… มีคนงานเจ็บป่วยพิการล้มตายเพราะโรคจากสารเคมีและสิ่งแวดล้อมปีละเกือบ 2 แสนราย

คุณยังจำได้ไหม… เมื่อ 15 ปีที่แล้วในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเคเดอร์ ขณะที่คนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวกำลังผลิตตุ๊กตาเพื่อส่งไปขายทั่วโลก เพลิงได้ลุกไหม้จนทำให้ตึกถล่ม พรากชีวิตคนงานไป 188 คนและบาดเจ็บกว่า 469 คน

คุณเคยไหม… ที่หายใจเอาควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์เข้าไป นั่นยังน้อยกว่ามากถ้าเทียบกับคนงานในโรงงานทอผ้าที่สูดหายใจเอาฝุ่นฝ้ายเข้าปอดจนเป็นโรคปอดอักเสบ แต่พวกเขากลับเข้าไม่ถึงสิทธิ์ในการรักษา

15 ปี กว่าจะเป็นวันนี้

หลังจากกรณีโศกนาฏกรรมเคเดอร์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ผู้ใช้แรงงานได้รวมตัวกันเพื่อร่างและผลักดันกฎหมายด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีส่วนร่วม แต่กระทรวงแรงงานเองกลับเสนอร่างพ.ร.บ. ตีคู่ออกมา เพื่อต้องการตัดสาระสำคัญที่ผู้ใช้แรงงานมีเจตจำนงร่วมกันให้ก่อตั้ง “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับการดูแลของกระทรวงแรงงานและให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการด้วย สถาบันนี้จะมีหน้าที่พัฒนาการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย จัดการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาวินิจฉัยโรค พิจารณาการจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

ฟ้าเดียวกันขอเชิญท่านร่วมเป็น 1 ใน 10,000 รายชื่อที่เสนอร่าง พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …
[ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายและร่างพ.ร.บ.]

กรอกแบบฟอร์มและแนบสำเนาบัตรประชาชน ส่งมาที่
สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
32 ม.2 ซ.ทรายทอง 22 ถ.ติวานนท์ 45 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ / โทรสาร 02-9513037, 02-9512710
http://www.wept.org, E-mail: wept_somboon@hotmail.com