วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับ “ขวาไทย”

July 21st, 2008

บทบรรณาธิการ
ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551

ขวาไทย

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการ “ภาคประชาชน” ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วม จะขับเคลื่อนผลักดันสังคมการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พลันเมื่อพิจารณาทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองจนครบถ้วนแล้ว ก็ประจักษ์ชัดว่าพวกเขากำลังบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างถึงราก

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จะนำไปสู่การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่เรื้อรังมากว่า 3 ทศวรรษ แต่พลันเมื่อพลพรรคพันธมิตรฯ พากันปิดตาอีกข้าง บอดใบ้ต่อเครือข่ายฆาตกร 6 ตุลาฯ ที่ร่วมสังฆกรรมกันอยู่ ซ้ำยังฉวยใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์มาทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตนอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแบบขวาพิฆาตซ้ายก็พัดหวนคืนมา คลอเคลียไปกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้”

คล้ายกับว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะชี้ทิศนำทางให้การเมืองไทยข้ามพ้นข้อจำกัดของประชาธิปไตยตัวแทนแบบเสรีนิยม แต่พลันที่พวกเขาเปลือยความคิดออกมา “การเมืองขวาใหม่” ก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า

ด้านหนึ่ง การเมืองขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 ช่างทาบทับกับการเมืองของฝ่ายขวา ณ พ.ศ. 2519 ได้อย่างพอเหมาะพอดี ทั้งในแง่อุดมการณ์ชี้นำและอาวุธทางการเมือง ณ วันนี้เราจึงยังพบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกลื่อนกล่นไปทั่ว เราจึงยังได้ยินเพลงปลุกใจประเภท “หนักแผ่นดิน” อยู่เนืองๆ เราจึงยังได้เห็นกระบวนการปลุกเร้ากระแสราชาชาตินิยมอย่างรุนแรง เราจึงยังได้เป็นประจักษ์พยานแก่การป่าวร้องให้ทหารหาญก้าวออกมาแทรกแซงการเมืองเพื่อเป็นราชพลี

ทว่าอีกด้านหนึ่ง ในความเก่าย่อมมีความใหม่ มีพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซ้ำยังพลิกกลับหัวกลับหางเสียใหม่ในบางลักษณะ

พิจารณาเฉพาะปรากฏการณ์พื้นผิวที่ปรากฏต่อสาธารณชน จาก 2519 ถึง 2551 พลพรรคขวาไทยได้เคลื่อนย้ายศัตรูจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปเป็นขบวนการสาธารณรัฐ พวกเขามิได้สดุดีระบบทุนนิยมเป็นพระเจ้าแข่งกับเศรษฐกิจสังคมนิยมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาผลิตวาทกรรม ทุนนิยมสามานย์ขึ้นมาพร้อมกับเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงเด่น ลักษณะหน้าตาของผู้นำขบวนการฝ่ายขวาได้เปลี่ยนจากขุนศึกไปเป็นนักสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเสียแล้ว

พลพรรคขวาใหม่ยังคงแลเห็นประชาชนส่วนใหญ่ว่าโง่เง่า ไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองซื้อด้วยเงินบ้างหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าในรูปอื่นบ้าง แม้พวกเขาไม่วางใจในประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็กลับเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงหรือกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง บ่อยครั้งก็แอบแฝงทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยโวหารทางการเมืองที่ก้าวหน้าชวนหลงใหล

ถึงที่สุด “การเมืองใหม่” ของขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 นั้น ย่อมไม่ใช่เค้าโครงทางการเมืองที่หันกลับไปหาของเก่า หากเป็นการเมืองประดิษฐ์ใหม่ในนาม “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งยังประกอบสร้างไม่แล้วเสร็จ อิหลักอิเหลื่อ และไม่แน่ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด

คำถามชวนคิดต่อมาก็คือว่า สิ่งใดเล่าเป็นเนื้อดินที่คอยหล่อเลี้ยงให้ขวาไทยดำรงต่อเนื่องมา เติบโต และวิวัฒนาการสืบไปในสังคมไทย เหตุใดสังคมการเมืองไทยยังคงอนุญาตให้กระแสความคิดฝ่ายขวาสามารถโลดแล่นได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะพรั่งพรูออกมาจากนักวิชาการชั้นนำ จากแกนนำภาคประชาชน จากราษฎรอาวุโส จากผู้นำกองทัพ จากสื่อมวลชน จากปัญญาชนสาธารณะ จากอดีตคอมมิวนิสต์ จากสถาบันจารีตและบริวาร

แน่นอนว่า หนทางการสัประยุทธ์กับกระแสขวาใหม่ย่อมมิใช่การหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหาของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่พันธมิตรฯ และแนวร่วมหยิบยกขึ้นมาจุดชนวนการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของระบบประชาธิปไตยตัวแทนแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉลไม่เป็นธรรม

หากต้องเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้ถึงรากอย่างแท้จริง ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ตามพละกำลังที่เป็นจริง

ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวนั้นๆ กลับช่วยทำนุบำรุงเนื้อดินของ “การเมืองของสัตว์พิเศษ” ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ฟ้าเดียวกัน ฉบับ “ขวาไทย”

July 16th, 2008

วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 6 ฉบับที่ 2  เมษายน-มิถุนายน 2551

 

หาเรื่องมาเล่า

ถอดรหัสความเงียบแห่งประวัติศาสตร์บาดแผล    

   

คำขบวน

Culture Jamming  การป่วนทางวัฒนธรรม

ภัควดี วีระภาสพงษ์

 

ปีกซ้ายไร้ปีก 

ขวาไทย

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

 

เงินเดินดิน 

Moral Hazard, Adverse Selection และความเป็นธรรมของเจ้าหนี้

สฤณี อาชวานันทกุล

 

ใต้ฟ้าเดียวกัน 

เมืองไทย

ปุ๋ย สมัชชาคนจน และประชาธิปไตยที่กินได้

ปาฐกถาในงานฌาปนกิจศพ “ปุ๋ย-ลำน้ำ”

สุลักษณ์ ศิวรักษ์

 

สัมภาษณ์พิเศษ 

 เศรษฐกิจพอเพียง ประชาธิปไตยพอเพียง และรัฐธรรมนูญชาวบ้าน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์

ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการฝรั่งที่คลุกคลีกับสังคมชนบทไทย นำเสนองานวิจัยชิ้นล่าสุดของเขาเรื่อง “Royal Sufficiency and Misrepresentation of Rural Livelihoods”  ในโอกาสนี้กองบรรณาธิการได้รับเกียรติพูดคุยกับวอล์กเกอร์ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ประชาธิปไตยพอเพียง และรัฐธรรมนูญชาวบ้าน เพื่อเสนอมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจการเมืองวัฒนธรรมในชนบทไทย

 

ทัศนะวิพากษ์

ปริศนากรณีสวรรคต 

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ขบวนการต่อต้านในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาฯ

ประจักษ์ ก้องกีรติ  เขียน

ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์ ศิริภาส ยมจินดา และวริศา กิตติคุณเสรี   แปล

หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 อาจเรียกว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟู แต่ก็ถึงกาลอวสานลงในอีกไม่ถึง 3 ปีต่อมาในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 จากการระดมพลของฝ่ายขวาในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองไทย  งานชิ้นนี้ศึกษาการเกิดขึ้นและความสำเร็จของขบวนการฝ่ายขวาไทยในรูปของขบวนการต่อต้านขบวนการทางสังคมฝ่ายซ้ายในช่วงปี 2516-2519 เพื่อชี้ให้เห็นข้อถกเถียงสำคัญว่าความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยไทยไม่ได้เป็นผลจากการเคลื่อนไหวอย่างถึงรากของขบวนการฝ่ายก้าวหน้าเพียงลำพัง หากเป็นผลสืบเนื่องจากปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างขบวนการฝ่ายก้าวหน้า ขบวนการฝ่ายขวา และรัฐ เป็นสำคัญ

 

ปฏิบัติการพอเพียงในหมู่บ้าน: การควบคุมชนบทของชนชั้นนำ  

พฤกษ์ เถาถวิล

ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “เศรษฐกิจพอเพียง” กลายเป็นวาระแห่งชาติที่มีการผลักดันเน้นย้ำกันขนานใหญ่ งานชิ้นนี้พาเราไปสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.อุบลฯ เมื่อนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงถูกแปรมาสู่การปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ  เศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นหรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อควบคุมชนบท

 

เผ่นเพื่อชาติ  

 อาดาดล อิงคะวณิช

เมื่อเร็วๆ นี้ข่าวคราวกรณีนายโชติศักดิ์และเพื่อนไม่ยืนในโรงภาพยนตร์ขณะเพลงสรรเสริญพระบารมีกำลังบรรเลงจนนำไปสู่การถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นข่าวครึกโครมจากการปลุกระดมของดาวสยามยุคใหม่  จะมีใครสักกี่คนรู้ว่าเคยเกิดปฏิกิริยาสั่นคลอนประเพณี “อันดีงาม” นี้ขึ้นแล้วในเมืองผู้ดี-แม่แบบของประเพณีดังกล่าวที่ชนชั้นนำสยามรับมาใช้ในบ้านเรา  ”ปรากฏการณ์เผ่นเหอะ” ในโรงภาพยนตร์อังกฤษยุคทศวรรษ 1950 ถือเป็นเศษย่อยในถังขยะประวัติศาสตร์ที่อาดาดลหยิบมาพลิกให้เห็นว่าความประพฤติ “ไม่เรียบร้อย” ของผู้คนในโรงหนังอังกฤษช่วงนั้นมีนัยยะสำคัญอย่างไร

 

สองทศวรรษหลังเหตุการณ์ 8/8/88

พวงทอง ภวัครพันธุ์

 

มนุษยภาพ

พรรคการเมือง ระบบอุปถัมภ์ และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม: บทเรียนจากอาร์เจนตินา

สลิสา ยุกตะนันต์

 

หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์

“ระลึกวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครบรอบ 35 ปีของสหายมิตร สมานันท์”

ธิกานต์ ศรีนารา 

“ประชาชนทั่วประเทศจงสามัคคีกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โค่นรัฐบาลปฏิกิริยาขายชาติอย่างเด็ดเดี่ยว”

 

 

บทสนทนาอันไม่รู้จบ

March 21st, 2008

cover-fah-v21.gif

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชหัตถเลขาช่วยจำเกี่ยวกับปัญหาบางประการของสยามแก่ ฟรานซิส บี. แซยร์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือในปัญหาที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญอยู่หลังพระองค์ทรงครองราชย์มาได้ไม่กี่เดือน

ในพระราชหัตถเลขาดังกล่าว พระปกเกล้าฯ ทรงตั้งคำถามไว้ทั้งหมด 9 ข้อ

สองข้อแรกเกี่ยวพันกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์

ส่วนสองข้อต่อมานั้น เป็นปัญหาสืบเนื่องจากพระราชฐานะอันตกต่ำของกษัตริย์ในรัชสมัยที่เพิ่งสิ้นสุดไป ดังนั้นเพื่อหาทางป้องกันพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ทรงพระปรีชาและให้ราชวงศ์จักรีดำรงอยู่ต่อไปได้ พระองค์จึงทรงหารือแซยร์ว่า

“ประเทศนี้ควรจะมีการปกครองระบบรัฐสภาในวันหนึ่งหรือไม่ และการปกครองระบบรัฐสภาของพวกแองโกลแซกซอนเหมาะสมกับคนตะวันออกหรือไม่” และ “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”

แต่สำหรับประเด็นนี้ พระองค์ทรงมีคำตอบชัดเจนในพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ดังที่ทรงเขียนต่อท้ายคำถามไว้ด้วยว่า “ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”

ความเห็นประการนี้ของพระองค์สอดคล้องกับโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามโดยทั่วไปที่เห็นว่า ระดับความคิดอ่านของราษฎรนั้นยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองระบอบใหม่ และถึงที่สุดแล้ว ระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเองก็ไม่เหมาะกับสังคมตะวันออกอย่างเช่นสยาม

อย่างไรก็ดี อีกเพียง 6 ปีต่อมา ชนชั้นนำสยามก็มิอาจต้านทานกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคณะราษฎรก่อการปฏิวัติ เพื่อนำพาสยามไปสู่ระบอบใหม่ที่ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ทว่า การสถาปนาระบอบใหม่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แรงต้านสำคัญมาจากกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมนั่นเอง ขบวนการ “คว่ำปฏิวัติ—โค่นคณะราษฎร” จะเข้มข้นและซ่อนเร้นเช่นไรนั้น ขอเชิญผลิกไปอ่านผลงานของณัฐพล ใจจริง

ผลจากต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายปฏิวัติ 2475 กับขบวนการต่อต้านการปฏิวัติย่อมส่งมอบมรดกมายังปัจจุบันอย่างมิต้องสงสัย

ฉะนั้น พึงตระหนักไว้ด้วยเถิดว่า ปัญหาความเน่าเฟะพิกลพิการของการเมืองไทยนั้น มิได้เป็นผลมาจาก “นักการเมืองเลวๆ” เพียงลำพัง หากแต่มีรากปัญหาทางประวัติศาสตร์แฝงฝังอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาคือว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม ณ ขั้นตอนปัจจุบัน—ซึ่งดูเหมือนจะผลักให้เพื่อนมิตรผู้รักเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพหลายฝ่ายดำรงอยู่ในสภาวะระหว่างเขาควาย เขาหนึ่งคือระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เขาหนึ่งคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”—เราจะฝ่าข้ามไปเช่นไร

จะฝ่าข้ามไปเช่นไรนั้น ขอให้ช่วยกันสังเคราะห์บทเรียนของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญมิใช่การทำให้การเมืองเป็นเรื่องสกปรกด้วยการผลิตซ้ำอุดมการณ์แบบชนชั้นนำ—ที่ยกตนเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมจรรยา อยู่เหนือการเมืองกเฬวรากของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากไพร่ฟ้าผู้มีปัญญาไม่พอเพียง—หากแต่เป็นการสร้างให้การเมืองเป็นเรื่องของสามัญชน ผู้ถูกผิดดีเลวไปตามสภาพเงื่อนไขแวดล้อมของตน เป็นการเมืองที่อนุญาตให้เราทุกคนมีพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เพศ เชื้อชาติ หรือมีอุดมการณ์ใด

“ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”… คำตอบของคุณคืออะไร?

สารบัญฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551)

 

ปฏิกิริยา 
บทตอบปฏิกิริยา อ่านผิดหรือมายาคติบังตา ? 
บุญเลิศ วิเศษปรีชา

คำขบวน
Horizontalidad วิถีระนาบ
ภัควดี วีระภาสพงษ์

ปีกซ้ายไร้ปีก
ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความจำเริญของไทย
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

เงินเดินดิน
หนี้ – วงจรอุบาทว์หรือปีศาจจำเป็น?
สฤณี อาชวานันทกุล

รายงานพิเศษ
ความรุนแรง: “ซ่อน-หา”  สังคมไทย

ถาม-ตอบกับ ธงชัย วินิจจะกูล
“การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้”
ท่ามกลางบรรยากาศเฉลิมฉลองในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ต่อเนื่องมาถึงกระแสเสื้อเหลือง สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยมหาศาล แต่เหตุใดการคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ในทางสาธารณะจึงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม พบกับ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการ “คนนอก” จะมาไขปริศนาดังกล่าวพร้อมตอบคำถามว่าด้วยสถานภาพไทยศึกษาในปัจจุบัน การศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย และข้อวิจารณ์ต่อหนังสือเล่มร้อนแรงที่สุดแห่งปี

ทัศนะวิพากษ์
“คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”  
ณัฐพล ใจจริง
หลังการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร การสถาปนาระบอบใหม่มิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ณัฐพลได้ปะติดปะต่อให้เราเห็นภาพของ “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” ของกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยม ในด้านการเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง ทั้งในและนอกกฎหมาย เพื่อกลับคืนสู่อำนาจ และในด้านปฏิบัติการทางการเมืองวัฒนธรรมผ่านการช่วงชิงความหมายและสร้างเรื่องเล่า เพื่อบ่อนทำลายความชอบธรรมของการปฏิวัติ 2475 กระทั่งนำไปสู่การสถาปนา “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ซ้อนเร้นอยู่ในรูปของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก 
ประวิตร โรจนพฤกษ์
แม้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะถือกำเนิดจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยนกฎหมายหมิ่นฯ กลับหาได้ลดความสำคัญลงไม่ ยิ่งในสมัยเผด็จการทหารจะพบว่ามีการเพิ่มโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้รุนแรงขึ้น จวบจนวันนี้กฎหมายหมิ่นฯ ได้กลายมาเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองและอุปสรรคสำคัญต่อแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนย่อมต้องเผชิญการต่อต้าน สมชาย ปรีชาศิลปกุล และประวิตร โรจนพฤกษ์ จะแสดงให้เห็นกำเนิด ปฏิบัติการ และการต่อต้านกฎหมายดังกล่าว 

“บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา: โจทย์หลักและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง”
วิโรจน์ ณ ระนอง
ทำไมเราต้องสร้าง “รัฐสวัสดิการ” ในสังคมไทย?
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

วิพากษ์หลักหมายไทยศึกษา
การอ่านและการวิจารณ์ ตั้งคำถามกับ ปากไก่และใบเรือ
วีรศักดิ์ กีรติวรนันท์

ในกระแส
พรรคต่อต้านทุนและการรวมกำลังแนวร่วมในฝรั่งเศส
ปิยะมิตร ลีลาธรรม

หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์ 
ปฏิวัติ 2475 ในสายตา “คณะคอมมูนิสต์สยาม”
ธนาพล อิ๋วสกุล  ชัยธวัช ตุลาฑล
ในบรรดางานเขียนเกี่ยวกับ 2475 ถ้าไม่เป็นงานเขียนที่มุ่งยกย่องคณะราษฎรในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสยามให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยก็มักจะเป็นงานเขียนที่ประณามคณะราษฎรที่ “ชิงสุกก่อนห่าม” “หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์” ขอแนะนำใบปลิวของคณะคอมมิวนิสต์สยาม 2 ชิ้นที่แสดงจุดยืน “2 ไม่เอา”-ไม่เอาทั้งคณะราษฎรและฝ่ายนิยมเจ้า