วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ

January 26th, 2012

คำนำผู้เขียน  อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ

ใน รอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ชนชั้นกลางกำลังตื่นตัวและตั้งคำถมเกี่ยวกับ เรื่องอัตลักษณ์ไทย ความสนใจนี้ก่อให้เกิดงานศึกษาและข้อเขียนเชิงวิพากษ์ วิจารณ์จำนวนมาก มีหลายคนเห็นว่า  ความเป็นไทยกระแสหลัก เสื่อมลงเพระถูกรัฐถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางวัฒนธรรมกรเมือง และผูกขาดสิ่งนี้ไว้กับรัฐราชการ อีกทั้งเป็นข้ออ้างในการคัดทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมกลุ่มอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับของรัฐราชกร นอกจากนั้น ยังมีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่ชี้ว่ามันมีบทบทในการทำลายตนเอง เช่น ใช้กันอย่างเลอะเทอะ เน้นแต่รูปแบบและพิธีกรรม จำกัดเสรีภาพในการประยุกต์ใช้ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับสำนึกใหม่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งผล คือกลายเป็นกรแช่แข็งวัฒนธรรมไทย

 

ข้อเขียนชื่อ “อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ” แม้จะเกี่ยวพันกับความ เป็นไทยกระแสหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยกรสำรวจวิจัยเรื่องที่เล็กกว่านั้น นั่นคือ ดีไซน์ แบบ“ไทยๆ” หรือวัตถุทางวัฒนธรรมประเภทหนึ่งซึ่งมีบทบทเป็นตัวแทน ของความเป็นไทยแบบใหม่ และ “ทางเลือก” ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนกลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการออกแบบในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

 

กล่าว ได้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจหรือยุคฟองสบู่แตกใน พ.ศ.2540 นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจ วงการโฆษณาของไทยซึ่งมียอดมวลรวมปีละหลายพันล้านบาท ได้มาถึงจุดที่เรียกว่า “ปฏิวัติทางการสร้างสรรค์ โฆษณาและกราฟิกดีไซน์กลายเป็นสื่อใหม่และภาษาใหม่ วงการจึงตื่นตัว ในเรื่องอัตลักษณ์ไทยและทะเยอทะยานที่จะเสาะหารูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆ มาดัดแปลงและแต่งเติมให้แก่ความเป็นไทยกระแสหลัก ทางหนึ่งคือกลับไป หาวัฒนธรรมของชาวบ้าน และก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ “ไทยๆ” ขึ้นมา”

 

หลัง จากนั้นกระแสนี้ไม่ได้ตกลง แม้เมื่อก้วเข้สู่ช่วงหลังฟองสบู่แตก ไทยๆ ก็ยังเฟื่องฟูต่อมา” ซึ่งอาจจะเพราะสอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจและการเมือง ที่หันไปหาความพอเพียงและภูมิปัญญาอันเกิดในท้องถิ่นของตนเอง

 

ข้อ เขียนชิ้นนี้มีกำเนิดในรูปบทความ/การ์ตูนชื่อ “ภาษาของเขา ตัวตนของเรา: ภาษาชาวบ้านกับตัวตนของนักออกแบบ”(ตีพิมพ์ใน “อัตตะ: รวมผลงนของ10 นักออกแบบกราฟิกดีไซน์ไทย” พ.ศ.2539) ซึ่งผู้เขียน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเอาวัตถุสิ่งของที่มีลักษณะ “ไทยๆ” มาใช้เป็น ตัวแทนความเป็นไทย โดยเฉพะในหมู่นักออกแบบ และกว่าสิบปีหลังจากนั้น เมื่อปรากฏการณ์นี้คลี่คลายขยายตัวขึ้นอีก ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมตัวอย่าง เพิ่มเติมและขยายคำอธิบายให้ยาวขึ้น อีกทั้งนำไปเสนอในรูปของการบรรยาย ในที่ต่างๆ หลายครั้ง

 

ไทยๆ มีลักษณะส่วนตัว จำกัดวง และไม่เป็นทางการ เป็นการคลี่คลาย ของความเป็นไทยในโลกธุรกิจเอกชน ที่ไม่ยอมผูกติดกับความเป็นไทยของรัฐราชกร และอุดมการณ์ชาตินิยมและอนุรักษนิยม ทั้งในทางที่ทำให้ความเป็น ไทยกลายเป็นเรื่องทางโลกย์มากขึ้นเช่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความของอาจารย์ เกษียร เตชะพีระ (ซึ่งเขียนขึ้นในยุคเดียวกัน และผู้เขียนได้ขออนุญาตนำมา ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้) และในทางที่สร้างสรรค์นวัตกรรมหรือทางเลือกใหม่ๆ เช่นที่ถูกกล่าวถึงในผลงานของผู้เขียน

 

ไทยๆ ในข้อเขียนชิ้นนี้ แม้จะเคยมีลักษณะ “ไม่ไทย” และเป็นวัฒนธรรม ของ “คนอื่น” แต่ต่อมถูกยกย่องเป็น “ทางเลือก” และเป็นที่ยอมรับอย่างสูง ถึงขนาดที่มีสถานะเป็นตัวแทนของความเป็นชาติในหลายๆ วงกร เช่น ศิลปะ และดีไซน์ นอกจกนั้น ไทยๆ จะไม่ได้ถูกศึกษาในแง่ของเนื้อหาสาระ หรือ content ที่มีอยู่ภายในตนเอง แต่ในฐานะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และบ่งบอกตัวตนของผู้ดูหรือผู้เสพ หรือที่เรียกว่าการสร้าง subject position ของผู้ดู

 

ผู้ เขียนมีความเห็นว่าไทยๆ เป็นผลผลิตทางอ้อม (by product) ของความ เป็นไทยกระแสหลักที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดและไม่ยืดหยุ่น มีหน่ออ่อนจากความเชื่อในเรื่องเนื้อแท้ของความเป็นไทย และการแบ่งแยกฐานานุศักดิ์ หรือ จากการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างความเป็นไทยนั่นเองที่ได้สร้างไทยๆ หรือ คู่ตรงข้ามเชิงปฏิเสธขึ้นมา

 

ไทยๆ อาจจะเคยดูเหมือนกองขยะทางวัฒนธรรม  ที่หลายคนรังเกียจ แต่ จริงๆ แล้ว เป็นขุมคลังทางปัญญาที่เราสามารถลงไปขุดคุ้ยหาของมีค่า และสามารถนำกลับมาใช้ได้เสมอ ในกรณีนี้เองนักออกแบบย่อมมีบทบท อย่างมากในการดัดแปลง และเมื่อมีวาระโอกาสก็สามารถอนุโลมให้เลื่อนฐานะจากต่ำไปสูงและเปลี่ยนความ หมายจากวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นศิลปวัตถุ ฐานานุศักดิ์ของความเป็นไทยในวัตถุสิ่งของต่างๆ เกิดจากการสร้งความหมายใหม่ และทำลายบริบทเดิมของขยะวัฒนธรรมเหล่านั้น สิ่งนี้ทำได้โดยผ่านการกลั่นกรองหรือดัดแปลงของดีไซเนอร์

 

ปรากฏ การณ์ไทยๆ อาจจะเข้มผ่อนคลายความตึงเครียดหรือเคร่งครัด ของไทยประเพณี และเสริมศักดิ์ศรีของชนชั้นนำทางศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อชนชั้นนำต้องการจะประกาศตัวบนเวทีโลก ไม่ว่าจะในเชิง เศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่ถึงที่สุดแล้ว ไทยๆ หรือแรงปรารถนา ที่จะเป็นไทย แม้จะไม่ผูกติดกับแนวทางอนุรักษนิยม ก็ยังเป็นการสร้างระยะห่าง ระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นนำ

 

มองผ่านไทยๆ อันเป็นผลงานของนักออกแบบไทยทั้งหลาย ผู้อ่านอาจจะ มองทะลุไปถึงคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของความเป็นไทยกระแสหลัก ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ต้องการเสนอให้นักออกแบบทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ ที่ตนสร้างขึ้น และบทบาททางสังคมของตนเองด้วย

ประชา สุวีรานนท์
กันยายน 2554

 

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ โดยประชา สุวีรานนท์
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ราคา 200 บาท

คำนำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน : โนโลโก้

January 26th, 2012

‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’

 

นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้

 

นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)

 

ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)

 

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ โนโลโก้ ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง โนโลโก้ มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011

 

นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ โนโลโก้ ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม

 

ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง โนโลโก้ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

เนื้อหาใน โนโลโก้ คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ โนโลโก้ ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก

 

ในระดับปัจเจก โนโลโก้ ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่

 

คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร

 

ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

 

โนโลโก้
นาโอมิ ไคลน์  เขียน
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล
หนา 560 หน้า
ราคา 450 บาท

เศรษฐศาสตร์การเมือง-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

สังคมศาสตร์ปริทัศน์-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

NOLOGO

March 26th, 2010

‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’

 

นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้

 

นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)

 

ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)

 

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ โนโลโก้ ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง โนโลโก้ มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011

 

นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ โนโลโก้ ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม

 

ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง โนโลโก้ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

เนื้อหาใน โนโลโก้ คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ โนโลโก้ ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก

 

ในระดับปัจเจก โนโลโก้ ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่

 

คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร

 

ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

 

โนโลโก้
นาโอมิ ไคลน์  เขียน
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล
หนา 560 หน้า
ราคา 450 บาท

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

March 11th, 2010

สำหรับงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในรูปของงานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นการกระทำของนักเรียนนอกและทหารเพียงหยิบมือเดียวในนาม “คณะราษฎร” และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ตระเตรียมไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (ปฏิรูประบบราชการ) รัชกาลที่ 6 (ตั้งดุสิตธานีเพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย) จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 (เตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ) สะดุดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลจากการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลามากกว่า 7 ทศวรรษ

แนวความคิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวและการเคลื่อนไหวของฝ่ายนิยมเจ้า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ชัยชนะของคณะเจ้าต่อคณะราษฎรสามารถแลเห็นได้เด่นชัดจากการสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “กษัตริย์นักประชาธิปไตย” ผ่านการตัดตอนพระราชหัตถเลขาสละราชย์ที่พระองค์ใช้ในการต่อรองกับคณะราษฎร ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

เราอาจจัดประเภทงานวิชาการที่อยู่บนฐานคิดดังกล่าวโดยรวมได้ว่า งาน “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังคงดำรงฐานะครอบงำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนทุกวันนี้

ใช่เพียงลำพังงานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงขวาเท่านั้นที่ลดทอนสถานะของ 24 มิถุนายน 2475 ลง ในอีกขั้วตรงข้าม งานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงซ้ายภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นแค่การ “รัฐประหาร” มิใช่การ “ปฏิวัติ”

กว่าที่งานวิชาการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และแนวการวิเคราะห์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยจะถูกท้าทายก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เริ่มจากผลงานของทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” (2524)

หนึ่งปีถัดมา บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 : พรมแดนแห่งความรู้” ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรากฏสู่โลกวิชาการ ในบทความชิ้นดังกล่าว นครินทร์ได้สำรวจเข้าไปในพรมแดนความรู้ (และความไม่รู้) ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะเป็นเพียงงานปริทัศน์ แต่นครินทร์ได้ตระหนักว่า ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์จำต้องคิดให้หนักว่าจะทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพื่อตอกย้ำความรู้เก่าๆ หรือประมวลความรู้ความเข้าใจที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง”

หลังจากนั้น นครินทร์ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2527 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2470-2480” ซึ่งได้รับเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก เขาผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติสยามต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก และรวมตีพิมพ์ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533)

หนังสือเรื่อง การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง งานชิ้นนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดทางความคิดเกี่ยวกับ “การปฏิวัติสยาม” ของนครินทร์ก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามความคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” เท่านั้น งานชิ้นนี้ยังอธิบายให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมในมิติต่างๆ

นับจากปี 2535 การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตีพิมพ์มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมาถึง ณ วันนี้งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังคงถือเป็นงานวิชาการมาตรฐานที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สำหรับการจัดพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีความภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในโครงการหนังสือชุด “สยามพากษ์” ซึ่งเราได้คัดเลือกหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นๆ ขณะเดียวกันจุดร่วมของหนังสือชุดนี้คือการท้าทาย/หักล้างงานศึกษาก่อนหน้านั้นด้วยข้อมูลและ/หรือกรอบทฤษฎี แน่นอนว่าไม่มีงานวิชาการชิ้นไหนที่ปราศจากจุดอ่อนให้วิพากษ์หักล้าง ไม่เว้นแม้แต่งานที่เราได้คัดสรรมาจัดพิมพ์ แต่เราเชื่อว่าหนังสือชุด “สยามพากษ์” นี้เป็นงานที่ “ต้องอ่าน” ไม่ว่าจะเห็นพ้องต้องกันด้วยหรือไม่ก็ตาม

คำนำสำนักพิมพ์

ดีไซน์ คัลเจอร์

March 26th, 2008

ad-front-design_culture.gif

ในสังคมไทย “ดีไซน์” หรือการออกแบบ มักจะถูกจัดวางไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการมัณฑนากร สถาปนิก หรือกราฟิกดีไซน์ ผลของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ ทำให้ “ดีไซน์” อยู่นอกเหนือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ต่างจากชุดความรู้ของวิชาชีพเฉพาะทางหรือ “ช่าง” ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือแม้แต่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เมื่อคอลัมน์ดีไซน์ คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ เริ่มปรากฏในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 มองเผินๆ คอลัมน์นี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวของคนในวิชาชีพออกแบบโฆษณา เพราะผู้เขียนก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และเรื่องราวที่เขียนถึงก็คือความเป็นไปในวงการโฆษณา

แต่เมื่ออ่านให้ลึกลงไป เราจะพบว่าดีไซน์ คัลเจอร์ มิได้เป็นเพียงข้อเขียนเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการในการทำงานด้านการออกแบบของผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หากดีไซน์ คัลเจอร์ พยายามจะบอกเราว่าในการทำงานสร้างสรรค์นั้น วิธีคิด วิธีมองโลกที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าการรู้เทคนิควิธีการที่ดี หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพใดๆ โดยเฉพาะหากคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีหรือ “จับใจ” ผู้คน นอกจากนี้ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังพาดพิงไปถึงข้อคำนึงเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของศิลปะอันเป็นประเด็นสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าศิลปะควรจะดำรงอยู่เพื่อศิลปะเอง หรือควรจะเป็นไปเพื่อสิ่งอื่นๆ นอกเหนือตัวศิลปะด้วย (เป็นต้นว่า สังคม) กล่าวคือในเรื่องปัญหาความสมดุลระหว่างความงามกับจุดหมายหรือรูปแบบกับเนื้อหานั่นเอง เช่นเราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” กับ “พาณิชย์” ของงานกราฟิกดีไซน์

ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังชี้ชวนให้เราเห็นถึงสิ่งที่กว้างไกลไปกว่าเรื่องของการออกแบบ โดยมองผ่านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนึกเกี่ยวกับตัวตน การสร้างความรับรู้และรูปการณ์จิตสำนึก มิติของอุดมการณ์ การเมืองและวัฒนธรรม ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์สังคมอย่างลุ่มลึกโดยมองผ่านงานดีไซน์ และเมื่ออ่านข้อเขียนเหล่านี้จบลง เราก็อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า ดีไซน์มีผลต่อความคิดของเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ตัวอย่างการวิเคราะห์เชื่อมโยงที่ทั้งน่าทึ่งและโต้ตอบโดยตรงต่อสังคมไทยในปัจจุบันสมัย คือคำอธิบายเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่หันกลับมา “คืนดี” กับกองทัพ โดยเฉพาะพฤติกรรม “มอบดอกไม้ ถ่ายรูปกับรถถัง” บทความ “รถถัง : ปลดปล่อยหรือปราบปราม” ได้ให้บริบททางประวัติศาสตร์ของภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่ถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นยุคสงครามเย็น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อมาอยู่ในบริบทของการรัฐประหาร 19 กันยา รถถังก็ได้กลายเป็น “สัญญะ” ให้ผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหารได้หยิบฉวยใช้อย่างไร

ในฐานะสำนักพิมพ์ หากความหมายของดีไซน์จะสามารถอ่านได้แต่เพียงในทางเทคนิค ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องพิมพ์เป็นหนังสือออกมาให้คนทั่วไปพยายามปีนบันไดเข้าใจศัพท์แสงของวงการนี้แต่อย่างใด

แต่ด้วยธรรมชาติของการสร้างงานดีไซน์ ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องมีความเฉพาะตัวในความหมายของการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา และต้องอาศัยสัมผัสที่ไวต่อการจับอารมณ์ความรู้สึกหรือวิธีคิดของสังคมในช่วงนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป็นชิ้นงานที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของความงามที่สัมพัทธ์ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย และในแง่ของสารที่หวังผลในการชักจูงใจ

การสามารถย้อนกลับมาอ่านให้แตกว่า งานดีไซน์หนึ่งๆ มีรากที่มาอย่าไร ถูกหยิบใช้และส่งผลสะเทือนอย่างไร จึงไม่ใช่อะไรนอกจากการอ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้อย่างลุ่มลึก แยบคาย ทว่าอาจตรงไปตรงมา และปราศจากการครอบงำเสียยิ่งกว่าการอ่านตำราประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฉบับทางการก็เป็นได้

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

รวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง”

March 13th, 2008

ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง” (พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๐) เป็นผลงานเล่มที่ ๒ ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในชุดกวีนิพนธ์ งานกวีนิพนธ์ในช่วงนี้เป็นงานในช่วงรอยต่อทางความคิดของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยุคที่จิตรตั้งข้อสงสัย เป็นยุคผ่าน (ส่วนมากเป็นงานที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘) และเมื่อคิดว่าได้ข้อสรุป (คืองานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) เนื้องานของกวีนิพนธ์จึงเข้มข้นเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่จะมีเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย พัฒนากลายเป็นการเปิดโปง และชี้ให้ตระหนักเห็นพลังของตัวเอง และการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นหากใครต้องการเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกว่านี้มากๆ ก็ควรต้องหา “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” ที่เป็นเล่ม ๑ ของชุดนี้มาอ่านปูพื้นฐานด้วย

จิตร ภูมิศักดิ์ ใน พ.ศ. นี้ เริ่มถีบตัวออกห่างจากความต้องการเป็น “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” และไม่ดำเนินรอยตามบุรพกวีเดิมๆ แล้ว

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “โยนบก” คือการจับ จิตร ภูมิศักดิ์ โยนลงมาจากเวทีหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้เกิดจากงานนิพนธ์ของจิตร ๒ ชิ้น คือ บทกวีที่จิตรเขียนตำหนิหญิงที่ท้องไม่มีพ่อและไปทำแท้งว่า “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” และบทความขนาดยาวที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุนอกรีตในพุทธศาสนาว่าประพฤติตัวประดุจ “ผีตองเหลือง” อันที่จริงจากการศึกษา เรายังพบต้นฉบับบทกวีที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์นอกรีตอีกบทหนึ่งอย่างค่อนข้างรุนแรง คือบทที่ชื่อว่า “แม่จ๋าแม่ แม่จ๋า แม่จ๋าแม่” บทกวีชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ งานเหล่านี้คือข้อยืนยันถึงการตั้งข้อสงสัย การเปิดโปง ต่อความเป็นไปของวงการสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้น

เหตุการณ์ที่จิตรถูกโยนบก ถูกพักการเรียน ประกอบกับเห็นคุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์ ต้องเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินส่งให้จิตรและพี่สาวได้เรียน และจากบทสรุปที่ว่าการทำบุญเข้าวัดเข้าวาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้จิตรทุ่มเทค้นคว้าศึกษาทั้งปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์และปัญหาสังคมมากขึ้น จากการค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จิตรได้รับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ไทยในอีกด้านหนึ่ง มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นศักดินาที่มีต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ การศึกษาความเป็นไปของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งการได้รับรู้ถึงการปลดแอก มีการก่อตั้งประเทศสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดทำให้จิตรมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไป

การศึกษา ค้นคว้า ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมด้วยตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลักษณะการเข้ากลุ่ม สังกัดกลุ่ม มีการศึกษารวมกลุ่ม มีหน่วยนำ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ จิตรประพันธ์เพลงมารฺชขึ้นหลายเพลง อย่างมารฺชเยาวชนไทย มารฺชกรรมกร มารฺชธรรมศาสตร์ – จุฬา สามัคคี และ มารฺชแอนตี้จักรวรรดินิยม ล้วนแต่เป็นลักษณะการประพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และน่าจะอยู่ในการแนะนำของหน่วยนำ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จิตรเพิ่งเริ่มมาใช้ความสามารถของตัวเองในฐานะนักแปล โดยแปล บทกวีต่างประเทศเป็นพากย์ไทยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นี้เอง บทกวีแปลบทแรกก็คือ “ความสว่างและความมืด” หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ก็มีบทกวีแปลออกมาอีกหลายบท ทั้งแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สันสกฤต และภาษาจีน สำหรับภาษาจีนในช่วงระยะเวลานั้น จิตรคงใช้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาจีนอีกทอดหนึ่งก่อน แต่ต่อมาจิตรก็เขียนภาษาจีน เรามีลายมือภาษาจีนของจิตรประกอบบทกวีแปลให้ดูด้วย

พูดถึงบทกวีแปลของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายๆ บทในหนังสือเล่มนี้ ได้นำมาจากบทความหลายๆ บทของเขาที่เขาแปลใช้ประกอบบทความ จิตรเป็นคอลัมนิสต์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือที่จุฬาฯ เชื่อว่าบทกวีแปลหลายๆ บทคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในห้องเรียนโดยอาจจะมองความหมายกันคนละมุม และบางบทคงเป็นบทเด่นที่ประทับใจนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ จึงปรากฏว่าหลายบทที่จิตรแปลก็มีนิสิตอื่นแปลด้วย โดยใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างออกไป บทกวีที่จิตรเขียนเองที่ชื่อ “มองจุ่งพ้นฉากเข้ม” (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้มาจากการศึกษาวรรณคดีอังกฤษ เป็นเรื่องมุมมองที่อาจารย์ได้ให้นิสิตในชั้นเรียนได้ถกกัน หรือบทกวี “ดนตรีแห่งฤดูใบไม้ร่วง” (พ.ศ. ๒๕๐๐) ของ ปอล แวร์แลน กวีฝรั่งเศสยุคทศวรรษที่ ๑๙ ม.ร.ว. นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ ในนามปากกา “นิตยเกษม” เพื่อนของจิตรก็ได้แปลงานเขียนชุดดังกล่าวลงใน อักษรานุสรณ์ ปี พ.ศ.๒๔๙๖ บทกวี “เมื่อพรรษพรำฉ่ำหวานสู่ดานดิน” (พ.ศ. ๒๕๐๐) บทกวีฝรั่งเศสของ ปอล แวร์แลน เช่นกัน ก็ปรากฏมีผู้แปลเป็นโคลงลงใน อักษรานุสรณ์ รับน้องใหม่อักษร – ครุศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในนามปากกาว่า “ปากกา ณ เมืองแกลง” จึงเชื่อได้ว่าคงเป็นบทกวีบทเด่นที่อาจารย์ให้นิสิตได้ถกเถียงหรือประลองฝีมือถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในชั่วโมงเรียนวรรณคดีภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งโศลกภาษาสันสกฤตในคัมภีร์ฤคเวทที่ใช้สวดสรรเสริญ อ้อนวอน “อุษะ” เทพีแห่งรุ่งอรุณ ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนศึกษากันในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง

ส่วนหนึ่งของคำนำบรรณาธิการ
วิชัย นภารัศมี