วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

เศรษฐศาสตร์การเมือง-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

สังคมศาสตร์ปริทัศน์-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

NOLOGO

March 26th, 2010

พบกับ NOLOGO ฉบับแปลภาษาไทยได้เร็วๆนี้

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

March 11th, 2010

สำหรับงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในรูปของงานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นการกระทำของนักเรียนนอกและทหารเพียงหยิบมือเดียวในนาม “คณะราษฎร” และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ตระเตรียมไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (ปฏิรูประบบราชการ) รัชกาลที่ 6 (ตั้งดุสิตธานีเพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย) จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 (เตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ) สะดุดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลจากการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลามากกว่า 7 ทศวรรษ

แนวความคิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวและการเคลื่อนไหวของฝ่ายนิยมเจ้า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ชัยชนะของคณะเจ้าต่อคณะราษฎรสามารถแลเห็นได้เด่นชัดจากการสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “กษัตริย์นักประชาธิปไตย” ผ่านการตัดตอนพระราชหัตถเลขาสละราชย์ที่พระองค์ใช้ในการต่อรองกับคณะราษฎร ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

เราอาจจัดประเภทงานวิชาการที่อยู่บนฐานคิดดังกล่าวโดยรวมได้ว่า งาน “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังคงดำรงฐานะครอบงำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนทุกวันนี้

ใช่เพียงลำพังงานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงขวาเท่านั้นที่ลดทอนสถานะของ 24 มิถุนายน 2475 ลง ในอีกขั้วตรงข้าม งานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงซ้ายภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นแค่การ “รัฐประหาร” มิใช่การ “ปฏิวัติ”

กว่าที่งานวิชาการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และแนวการวิเคราะห์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยจะถูกท้าทายก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เริ่มจากผลงานของทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” (2524)

หนึ่งปีถัดมา บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 : พรมแดนแห่งความรู้” ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรากฏสู่โลกวิชาการ ในบทความชิ้นดังกล่าว นครินทร์ได้สำรวจเข้าไปในพรมแดนความรู้ (และความไม่รู้) ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะเป็นเพียงงานปริทัศน์ แต่นครินทร์ได้ตระหนักว่า ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์จำต้องคิดให้หนักว่าจะทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพื่อตอกย้ำความรู้เก่าๆ หรือประมวลความรู้ความเข้าใจที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง”

หลังจากนั้น นครินทร์ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2527 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2470-2480” ซึ่งได้รับเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก เขาผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติสยามต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก และรวมตีพิมพ์ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533)

หนังสือเรื่อง การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง งานชิ้นนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดทางความคิดเกี่ยวกับ “การปฏิวัติสยาม” ของนครินทร์ก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามความคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” เท่านั้น งานชิ้นนี้ยังอธิบายให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมในมิติต่างๆ

นับจากปี 2535 การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตีพิมพ์มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมาถึง ณ วันนี้งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังคงถือเป็นงานวิชาการมาตรฐานที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สำหรับการจัดพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีความภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในโครงการหนังสือชุด “สยามพากษ์” ซึ่งเราได้คัดเลือกหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นๆ ขณะเดียวกันจุดร่วมของหนังสือชุดนี้คือการท้าทาย/หักล้างงานศึกษาก่อนหน้านั้นด้วยข้อมูลและ/หรือกรอบทฤษฎี แน่นอนว่าไม่มีงานวิชาการชิ้นไหนที่ปราศจากจุดอ่อนให้วิพากษ์หักล้าง ไม่เว้นแม้แต่งานที่เราได้คัดสรรมาจัดพิมพ์ แต่เราเชื่อว่าหนังสือชุด “สยามพากษ์” นี้เป็นงานที่ “ต้องอ่าน” ไม่ว่าจะเห็นพ้องต้องกันด้วยหรือไม่ก็ตาม

คำนำสำนักพิมพ์

ดีไซน์ คัลเจอร์

March 26th, 2008

ad-front-design_culture.gif

ในสังคมไทย “ดีไซน์” หรือการออกแบบ มักจะถูกจัดวางไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการมัณฑนากร สถาปนิก หรือกราฟิกดีไซน์ ผลของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ ทำให้ “ดีไซน์” อยู่นอกเหนือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ต่างจากชุดความรู้ของวิชาชีพเฉพาะทางหรือ “ช่าง” ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือแม้แต่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เมื่อคอลัมน์ดีไซน์ คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ เริ่มปรากฏในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 มองเผินๆ คอลัมน์นี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวของคนในวิชาชีพออกแบบโฆษณา เพราะผู้เขียนก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และเรื่องราวที่เขียนถึงก็คือความเป็นไปในวงการโฆษณา

แต่เมื่ออ่านให้ลึกลงไป เราจะพบว่าดีไซน์ คัลเจอร์ มิได้เป็นเพียงข้อเขียนเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการในการทำงานด้านการออกแบบของผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หากดีไซน์ คัลเจอร์ พยายามจะบอกเราว่าในการทำงานสร้างสรรค์นั้น วิธีคิด วิธีมองโลกที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าการรู้เทคนิควิธีการที่ดี หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพใดๆ โดยเฉพาะหากคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีหรือ “จับใจ” ผู้คน นอกจากนี้ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังพาดพิงไปถึงข้อคำนึงเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของศิลปะอันเป็นประเด็นสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าศิลปะควรจะดำรงอยู่เพื่อศิลปะเอง หรือควรจะเป็นไปเพื่อสิ่งอื่นๆ นอกเหนือตัวศิลปะด้วย (เป็นต้นว่า สังคม) กล่าวคือในเรื่องปัญหาความสมดุลระหว่างความงามกับจุดหมายหรือรูปแบบกับเนื้อหานั่นเอง เช่นเราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” กับ “พาณิชย์” ของงานกราฟิกดีไซน์

ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังชี้ชวนให้เราเห็นถึงสิ่งที่กว้างไกลไปกว่าเรื่องของการออกแบบ โดยมองผ่านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนึกเกี่ยวกับตัวตน การสร้างความรับรู้และรูปการณ์จิตสำนึก มิติของอุดมการณ์ การเมืองและวัฒนธรรม ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์สังคมอย่างลุ่มลึกโดยมองผ่านงานดีไซน์ และเมื่ออ่านข้อเขียนเหล่านี้จบลง เราก็อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า ดีไซน์มีผลต่อความคิดของเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ตัวอย่างการวิเคราะห์เชื่อมโยงที่ทั้งน่าทึ่งและโต้ตอบโดยตรงต่อสังคมไทยในปัจจุบันสมัย คือคำอธิบายเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่หันกลับมา “คืนดี” กับกองทัพ โดยเฉพาะพฤติกรรม “มอบดอกไม้ ถ่ายรูปกับรถถัง” บทความ “รถถัง : ปลดปล่อยหรือปราบปราม” ได้ให้บริบททางประวัติศาสตร์ของภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่ถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นยุคสงครามเย็น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อมาอยู่ในบริบทของการรัฐประหาร 19 กันยา รถถังก็ได้กลายเป็น “สัญญะ” ให้ผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหารได้หยิบฉวยใช้อย่างไร

ในฐานะสำนักพิมพ์ หากความหมายของดีไซน์จะสามารถอ่านได้แต่เพียงในทางเทคนิค ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องพิมพ์เป็นหนังสือออกมาให้คนทั่วไปพยายามปีนบันไดเข้าใจศัพท์แสงของวงการนี้แต่อย่างใด

แต่ด้วยธรรมชาติของการสร้างงานดีไซน์ ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องมีความเฉพาะตัวในความหมายของการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา และต้องอาศัยสัมผัสที่ไวต่อการจับอารมณ์ความรู้สึกหรือวิธีคิดของสังคมในช่วงนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป็นชิ้นงานที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของความงามที่สัมพัทธ์ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย และในแง่ของสารที่หวังผลในการชักจูงใจ

การสามารถย้อนกลับมาอ่านให้แตกว่า งานดีไซน์หนึ่งๆ มีรากที่มาอย่าไร ถูกหยิบใช้และส่งผลสะเทือนอย่างไร จึงไม่ใช่อะไรนอกจากการอ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้อย่างลุ่มลึก แยบคาย ทว่าอาจตรงไปตรงมา และปราศจากการครอบงำเสียยิ่งกว่าการอ่านตำราประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฉบับทางการก็เป็นได้

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

รวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง”

March 13th, 2008

ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง” (พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๐) เป็นผลงานเล่มที่ ๒ ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในชุดกวีนิพนธ์ งานกวีนิพนธ์ในช่วงนี้เป็นงานในช่วงรอยต่อทางความคิดของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยุคที่จิตรตั้งข้อสงสัย เป็นยุคผ่าน (ส่วนมากเป็นงานที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘) และเมื่อคิดว่าได้ข้อสรุป (คืองานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) เนื้องานของกวีนิพนธ์จึงเข้มข้นเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่จะมีเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย พัฒนากลายเป็นการเปิดโปง และชี้ให้ตระหนักเห็นพลังของตัวเอง และการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นหากใครต้องการเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกว่านี้มากๆ ก็ควรต้องหา “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” ที่เป็นเล่ม ๑ ของชุดนี้มาอ่านปูพื้นฐานด้วย

จิตร ภูมิศักดิ์ ใน พ.ศ. นี้ เริ่มถีบตัวออกห่างจากความต้องการเป็น “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” และไม่ดำเนินรอยตามบุรพกวีเดิมๆ แล้ว

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “โยนบก” คือการจับ จิตร ภูมิศักดิ์ โยนลงมาจากเวทีหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้เกิดจากงานนิพนธ์ของจิตร ๒ ชิ้น คือ บทกวีที่จิตรเขียนตำหนิหญิงที่ท้องไม่มีพ่อและไปทำแท้งว่า “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” และบทความขนาดยาวที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุนอกรีตในพุทธศาสนาว่าประพฤติตัวประดุจ “ผีตองเหลือง” อันที่จริงจากการศึกษา เรายังพบต้นฉบับบทกวีที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์นอกรีตอีกบทหนึ่งอย่างค่อนข้างรุนแรง คือบทที่ชื่อว่า “แม่จ๋าแม่ แม่จ๋า แม่จ๋าแม่” บทกวีชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ งานเหล่านี้คือข้อยืนยันถึงการตั้งข้อสงสัย การเปิดโปง ต่อความเป็นไปของวงการสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้น

เหตุการณ์ที่จิตรถูกโยนบก ถูกพักการเรียน ประกอบกับเห็นคุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์ ต้องเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินส่งให้จิตรและพี่สาวได้เรียน และจากบทสรุปที่ว่าการทำบุญเข้าวัดเข้าวาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้จิตรทุ่มเทค้นคว้าศึกษาทั้งปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์และปัญหาสังคมมากขึ้น จากการค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จิตรได้รับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ไทยในอีกด้านหนึ่ง มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นศักดินาที่มีต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ การศึกษาความเป็นไปของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งการได้รับรู้ถึงการปลดแอก มีการก่อตั้งประเทศสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดทำให้จิตรมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไป

การศึกษา ค้นคว้า ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมด้วยตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลักษณะการเข้ากลุ่ม สังกัดกลุ่ม มีการศึกษารวมกลุ่ม มีหน่วยนำ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ จิตรประพันธ์เพลงมารฺชขึ้นหลายเพลง อย่างมารฺชเยาวชนไทย มารฺชกรรมกร มารฺชธรรมศาสตร์ – จุฬา สามัคคี และ มารฺชแอนตี้จักรวรรดินิยม ล้วนแต่เป็นลักษณะการประพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และน่าจะอยู่ในการแนะนำของหน่วยนำ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จิตรเพิ่งเริ่มมาใช้ความสามารถของตัวเองในฐานะนักแปล โดยแปล บทกวีต่างประเทศเป็นพากย์ไทยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นี้เอง บทกวีแปลบทแรกก็คือ “ความสว่างและความมืด” หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ก็มีบทกวีแปลออกมาอีกหลายบท ทั้งแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สันสกฤต และภาษาจีน สำหรับภาษาจีนในช่วงระยะเวลานั้น จิตรคงใช้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาจีนอีกทอดหนึ่งก่อน แต่ต่อมาจิตรก็เขียนภาษาจีน เรามีลายมือภาษาจีนของจิตรประกอบบทกวีแปลให้ดูด้วย

พูดถึงบทกวีแปลของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายๆ บทในหนังสือเล่มนี้ ได้นำมาจากบทความหลายๆ บทของเขาที่เขาแปลใช้ประกอบบทความ จิตรเป็นคอลัมนิสต์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือที่จุฬาฯ เชื่อว่าบทกวีแปลหลายๆ บทคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในห้องเรียนโดยอาจจะมองความหมายกันคนละมุม และบางบทคงเป็นบทเด่นที่ประทับใจนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ จึงปรากฏว่าหลายบทที่จิตรแปลก็มีนิสิตอื่นแปลด้วย โดยใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างออกไป บทกวีที่จิตรเขียนเองที่ชื่อ “มองจุ่งพ้นฉากเข้ม” (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้มาจากการศึกษาวรรณคดีอังกฤษ เป็นเรื่องมุมมองที่อาจารย์ได้ให้นิสิตในชั้นเรียนได้ถกกัน หรือบทกวี “ดนตรีแห่งฤดูใบไม้ร่วง” (พ.ศ. ๒๕๐๐) ของ ปอล แวร์แลน กวีฝรั่งเศสยุคทศวรรษที่ ๑๙ ม.ร.ว. นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ ในนามปากกา “นิตยเกษม” เพื่อนของจิตรก็ได้แปลงานเขียนชุดดังกล่าวลงใน อักษรานุสรณ์ ปี พ.ศ.๒๔๙๖ บทกวี “เมื่อพรรษพรำฉ่ำหวานสู่ดานดิน” (พ.ศ. ๒๕๐๐) บทกวีฝรั่งเศสของ ปอล แวร์แลน เช่นกัน ก็ปรากฏมีผู้แปลเป็นโคลงลงใน อักษรานุสรณ์ รับน้องใหม่อักษร – ครุศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในนามปากกาว่า “ปากกา ณ เมืองแกลง” จึงเชื่อได้ว่าคงเป็นบทกวีบทเด่นที่อาจารย์ให้นิสิตได้ถกเถียงหรือประลองฝีมือถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในชั่วโมงเรียนวรรณคดีภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งโศลกภาษาสันสกฤตในคัมภีร์ฤคเวทที่ใช้สวดสรรเสริญ อ้อนวอน “อุษะ” เทพีแห่งรุ่งอรุณ ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนศึกษากันในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง

ส่วนหนึ่งของคำนำบรรณาธิการ
วิชัย นภารัศมี