เศรษฐศาสตร์การเมือง-วารสารออนไลน์
March 26th, 2010เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้
เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้
สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้
พบกับ NOLOGO ฉบับแปลภาษาไทยได้เร็วๆนี้
ถ้าหากว่า “นิติรัฐ” มีความหมายเป็นเพียงแค่การปกครองโดยกฎหมาย
เราก็คงต้องยอมรับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแต่นิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่นใดที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารตั้งแต่อดีตจนถึง อนาคต
เราก็ต้องยอมรับกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กำหนด “โทษที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
เราก็ต้องยอมรับกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ไม่เพียงแต่คลอดมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เท่านั้น ทว่ายังให้อำนาจแก่ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จและไม่มีกระบวนการรับ ผิดต่อประชาชน
หากไม่พอใจกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ก็เพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและผู้ใช้กฎหมาย เสนอให้แก้ไขกฎหมาย หรือไม่ก็ร่างกฎหมายใหม่
แต่ “นิติรัฐ” ไม่ใช่แค่การปกครองโดยกฎหมายเท่านั้น
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่ สรุปแนวคิดรวบยอดว่า ไม่ใช่มีเพียงกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้เป็นเครื่องมือในการ ปกครอง แล้วรัฐนั้นจะเป็นนิติรัฐ แต่นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และในทางเนื้อหา กฎหมายนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม
คำถามที่ตามมาคือ “ความยุติธรรม” คืออะไร ความยุติธรรมนั้นย่อมมีความหมายเชิงสัมพัทธ์ ไม่สัมบูรณ์ตายตัว ความยุติธรรมของคนต่างชนชั้นย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนต่างเพศสถานะย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนที่ต่างอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองก็ย่อมต่างกันได้
ความยุติธรรมอันเป็นที่ยุติสำหรับสังคมหนึ่งๆ ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองภายใน วิถีการผลิต ดุลทางอำนาจระหว่างกลุ่มพลังที่ต่อสู้ต่อรองกันตลอดเวลา และอื่นๆ
ด้านหนึ่ง นิติรัฐจึงไม่พอเพียง
ทั้งไม่พอเพียงในทางรูปแบบ จำต้องคิดถึงนิติรัฐในทางเนื้อหา
ทั้งไม่พอเพียงในตัวมันเอง จำต้องคิดอย่างไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนิติรัฐ
กล่าวสำหรับปัญหาประชาธิปไตยไทย ณ ขั้นตอนปัจจุบัน หลายฝ่ายเสนอให้ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งเป็นสิ่งควรต้องสนับสนุนอย่างยิ่ง แน่นอนว่านิติรัฐไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะสามารถขจัดปัญหาทุกอย่างไปได้ แต่ระบอบประชาธิปไตยวันนี้ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งนิติรัฐ
อย่างไรก็ดี นอกจากนิติรัฐแล้ว โจทย์สำคัญของสังคมการเมืองไทยคืออะไรอีก
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอว่า ในระยะยาว เราต้องคิดถึงสิ่งที่เรียกว่า “สปิริต” ของระบบการเมือง-กฎหมายบางอย่างที่ยึดถือร่วมกัน หากไม่สามารถจัดการปัญหาใจกลางนี้ได้ จะเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใหม่อย่างไรก็ไร้ความหมาย
กล่าวให้ถึงที่สุด นี่ถือเป็นภารกิจที่ตกค้างมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสปิริตของระบบการเมือง-กฎหมาย เหล่านี้ไม่สามารถกำหนดได้จากอัตวิสัยของใครเพียงลำพัง มีแต่ต้องเคลื่อนไหวผลักดัน ต่อสู้ ต่อรอง เปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัต
มนุษย์ถูกกำหนดโดยประวัติศาสตร์ แต่มนุษย์ก็เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
สำหรับงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในรูปของงานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นการกระทำของนักเรียนนอกและทหารเพียงหยิบมือเดียวในนาม “คณะราษฎร” และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ตระเตรียมไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (ปฏิรูประบบราชการ) รัชกาลที่ 6 (ตั้งดุสิตธานีเพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย) จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 (เตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ) สะดุดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลจากการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลามากกว่า 7 ทศวรรษ
แนวความคิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวและการเคลื่อนไหวของฝ่ายนิยมเจ้า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ชัยชนะของคณะเจ้าต่อคณะราษฎรสามารถแลเห็นได้เด่นชัดจากการสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “กษัตริย์นักประชาธิปไตย” ผ่านการตัดตอนพระราชหัตถเลขาสละราชย์ที่พระองค์ใช้ในการต่อรองกับคณะราษฎร ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”
เราอาจจัดประเภทงานวิชาการที่อยู่บนฐานคิดดังกล่าวโดยรวมได้ว่า งาน “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังคงดำรงฐานะครอบงำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนทุกวันนี้
ใช่เพียงลำพังงานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงขวาเท่านั้นที่ลดทอนสถานะของ 24 มิถุนายน 2475 ลง ในอีกขั้วตรงข้าม งานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงซ้ายภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นแค่การ “รัฐประหาร” มิใช่การ “ปฏิวัติ”
กว่าที่งานวิชาการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และแนวการวิเคราะห์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยจะถูกท้าทายก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เริ่มจากผลงานของทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” (2524)
หนึ่งปีถัดมา บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 : พรมแดนแห่งความรู้” ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรากฏสู่โลกวิชาการ ในบทความชิ้นดังกล่าว นครินทร์ได้สำรวจเข้าไปในพรมแดนความรู้ (และความไม่รู้) ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะเป็นเพียงงานปริทัศน์ แต่นครินทร์ได้ตระหนักว่า ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์จำต้องคิดให้หนักว่าจะทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพื่อตอกย้ำความรู้เก่าๆ หรือประมวลความรู้ความเข้าใจที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง”
หลังจากนั้น นครินทร์ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2527 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2470-2480” ซึ่งได้รับเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก เขาผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติสยามต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก และรวมตีพิมพ์ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533)
หนังสือเรื่อง การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง งานชิ้นนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดทางความคิดเกี่ยวกับ “การปฏิวัติสยาม” ของนครินทร์ก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามความคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” เท่านั้น งานชิ้นนี้ยังอธิบายให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมในมิติต่างๆ
นับจากปี 2535 การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตีพิมพ์มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมาถึง ณ วันนี้งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังคงถือเป็นงานวิชาการมาตรฐานที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สำหรับการจัดพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีความภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในโครงการหนังสือชุด “สยามพากษ์” ซึ่งเราได้คัดเลือกหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นๆ ขณะเดียวกันจุดร่วมของหนังสือชุดนี้คือการท้าทาย/หักล้างงานศึกษาก่อนหน้านั้นด้วยข้อมูลและ/หรือกรอบทฤษฎี แน่นอนว่าไม่มีงานวิชาการชิ้นไหนที่ปราศจากจุดอ่อนให้วิพากษ์หักล้าง ไม่เว้นแม้แต่งานที่เราได้คัดสรรมาจัดพิมพ์ แต่เราเชื่อว่าหนังสือชุด “สยามพากษ์” นี้เป็นงานที่ “ต้องอ่าน” ไม่ว่าจะเห็นพ้องต้องกันด้วยหรือไม่ก็ตาม
คำนำสำนักพิมพ์
บทบรรณาธิการ
ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551
ขวาไทย
คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการ “ภาคประชาชน” ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วม จะขับเคลื่อนผลักดันสังคมการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พลันเมื่อพิจารณาทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองจนครบถ้วนแล้ว ก็ประจักษ์ชัดว่าพวกเขากำลังบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างถึงราก
คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จะนำไปสู่การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่เรื้อรังมากว่า 3 ทศวรรษ แต่พลันเมื่อพลพรรคพันธมิตรฯ พากันปิดตาอีกข้าง บอดใบ้ต่อเครือข่ายฆาตกร 6 ตุลาฯ ที่ร่วมสังฆกรรมกันอยู่ ซ้ำยังฉวยใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์มาทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตนอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแบบขวาพิฆาตซ้ายก็พัดหวนคืนมา คลอเคลียไปกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้”
คล้ายกับว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะชี้ทิศนำทางให้การเมืองไทยข้ามพ้นข้อจำกัดของประชาธิปไตยตัวแทนแบบเสรีนิยม แต่พลันที่พวกเขาเปลือยความคิดออกมา “การเมืองขวาใหม่” ก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า
ด้านหนึ่ง การเมืองขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 ช่างทาบทับกับการเมืองของฝ่ายขวา ณ พ.ศ. 2519 ได้อย่างพอเหมาะพอดี ทั้งในแง่อุดมการณ์ชี้นำและอาวุธทางการเมือง ณ วันนี้เราจึงยังพบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกลื่อนกล่นไปทั่ว เราจึงยังได้ยินเพลงปลุกใจประเภท “หนักแผ่นดิน” อยู่เนืองๆ เราจึงยังได้เห็นกระบวนการปลุกเร้ากระแสราชาชาตินิยมอย่างรุนแรง เราจึงยังได้เป็นประจักษ์พยานแก่การป่าวร้องให้ทหารหาญก้าวออกมาแทรกแซงการเมืองเพื่อเป็นราชพลี
ทว่าอีกด้านหนึ่ง ในความเก่าย่อมมีความใหม่ มีพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซ้ำยังพลิกกลับหัวกลับหางเสียใหม่ในบางลักษณะ
พิจารณาเฉพาะปรากฏการณ์พื้นผิวที่ปรากฏต่อสาธารณชน จาก 2519 ถึง 2551 พลพรรคขวาไทยได้เคลื่อนย้ายศัตรูจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปเป็นขบวนการสาธารณรัฐ พวกเขามิได้สดุดีระบบทุนนิยมเป็นพระเจ้าแข่งกับเศรษฐกิจสังคมนิยมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาผลิตวาทกรรม ทุนนิยมสามานย์ขึ้นมาพร้อมกับเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงเด่น ลักษณะหน้าตาของผู้นำขบวนการฝ่ายขวาได้เปลี่ยนจากขุนศึกไปเป็นนักสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเสียแล้ว
พลพรรคขวาใหม่ยังคงแลเห็นประชาชนส่วนใหญ่ว่าโง่เง่า ไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองซื้อด้วยเงินบ้างหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าในรูปอื่นบ้าง แม้พวกเขาไม่วางใจในประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็กลับเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงหรือกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง บ่อยครั้งก็แอบแฝงทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยโวหารทางการเมืองที่ก้าวหน้าชวนหลงใหล
ถึงที่สุด “การเมืองใหม่” ของขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 นั้น ย่อมไม่ใช่เค้าโครงทางการเมืองที่หันกลับไปหาของเก่า หากเป็นการเมืองประดิษฐ์ใหม่ในนาม “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งยังประกอบสร้างไม่แล้วเสร็จ อิหลักอิเหลื่อ และไม่แน่ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด
คำถามชวนคิดต่อมาก็คือว่า สิ่งใดเล่าเป็นเนื้อดินที่คอยหล่อเลี้ยงให้ขวาไทยดำรงต่อเนื่องมา เติบโต และวิวัฒนาการสืบไปในสังคมไทย เหตุใดสังคมการเมืองไทยยังคงอนุญาตให้กระแสความคิดฝ่ายขวาสามารถโลดแล่นได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะพรั่งพรูออกมาจากนักวิชาการชั้นนำ จากแกนนำภาคประชาชน จากราษฎรอาวุโส จากผู้นำกองทัพ จากสื่อมวลชน จากปัญญาชนสาธารณะ จากอดีตคอมมิวนิสต์ จากสถาบันจารีตและบริวาร
แน่นอนว่า หนทางการสัประยุทธ์กับกระแสขวาใหม่ย่อมมิใช่การหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหาของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่พันธมิตรฯ และแนวร่วมหยิบยกขึ้นมาจุดชนวนการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของระบบประชาธิปไตยตัวแทนแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉลไม่เป็นธรรม
หากต้องเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้ถึงรากอย่างแท้จริง ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ตามพละกำลังที่เป็นจริง
ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวนั้นๆ กลับช่วยทำนุบำรุงเนื้อดินของ “การเมืองของสัตว์พิเศษ” ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่ประสบความล้มเหลว เมื่อพิมพ์ครั้งแรกในต้นปี ๒๕๒๙ นั้นจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องพิมพ์เพิ่มอีกในเวลาอันสั้น แต่ความสำเร็จของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหนังสือทางวิชาการเช่นหนังสือเล่มนี้ ยังควรต้องมีผลกระทบต่องานศึกษาเรื่องเดียวกันที่ติดตามมาบ้าง ไม่ในทางลบก็ทางบวก
หากทว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีผลกระทบอะไรแก่ใครเลย มีผู้เขียนบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องในสมัยพระเจ้าตากสินอีกมากหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ไม่มีงานของผู้ใดอ้างถึงหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเพื่อปฏิเสธหรือเพื่อยืนยันข้อมูล หรือการตีความของหนังสือเล่มนี้เลย
อะไรที่เคยพูดกันมาในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาอย่างไร ทุกคนก็ยังพูดเหมือนเก่าทุกอย่าง ประหนึ่งว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นในโลกนี้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันเข้าพรรษา ๒๕๓๕
คำนำ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง
อ่านความในใจของปราชญ์คนสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน แล้วต้องสะท้านใจและหดหู่ใจในเวลาเดียวกัน
เป็นไปได้อย่างไรว่า หนังสือที่ถือว่าเป็นงานชิ้นเอก (magnum opus) ด้านประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้รับการพูดถึงทั้งทางบวกหรือทางลบเลยในวงวิชาการประวัติศาสตร์ เป็นไปได้อย่างไรว่าหนังสือที่เสนอคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งใกล้ตัวเราขนาดนี้ และมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ได้รับการถกเถียง เพื่อยืนยัน คัดค้าน สานต่อ หรือล้มล้าง เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าความไม่ยินดียินร้าย ความไม่แยแส และความเฉยเมยทางปัญญา คือบรรทัดฐานใหม่ของวงวิชาการไทย เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ ได้ตายไปจากวงวิชาการไทย
เมื่ออ่านความในใจของนิธิข้างต้นแล้ว วิญญูชนทุกท่านย่อมเข้าใจตรงกันว่านิธิมิได้กำลังคร่ำครวญหรือน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมไม่มีคนอ้างงานของท่าน หรือทำไมไม่มีคนพูดถึงหรือชมเชยงานของท่าน แต่ท่านกำลังร้องหาวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์
ผมเชื่อว่าท่านคงจะปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งหากจะมีนักวิชาการแม้เพียงหนึ่งคนลุกขึ้นมา ตอบโต้และวิจารณ์ว่าหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของท่านตีความประวัติศาสตร์ผิดหมด พร้อมนำเสนอข้อมูล หลักฐานเพื่อหักล้างทุกข้อเสนอของท่าน เพราะหากมีคนที่เดือดร้อนถึงขั้นต้องลุกขึ้นมาวิจารณ์ นั่นย่อมหมายความงานของท่านมีความสำคัญ และได้สร้างผลสะเทือนในระดับใดระดับหนึ่ง นั่นย่อมหมายความวัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ยังเข้มแข็งดีอยู่ในวงวิชาการไทย
ศัตรูอันร้ายกาจที่สุดของวงวิชาการและกิจกรรมทางปัญญานั้น มิใช่ศัตรูหรือคู่ปรับของท่าน แต่คือ ความเฉยเมยทางปัญญา อุเบกขาทางปัญญา (intellectual indifference)
หากหันมาดูวงการวรรณกรรมในห้วงเวลาเดียวกับที่นิธิเขียน การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ นั่นคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้จะไม่คึกคักแต่มิได้เงียบเหงาเท่ากับวงวิชาการประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนและถกเถียงประเด็นทางวรรณกรรมมีปรากฏอยู่เป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเสนอ อย่างน้อยที่สุดในแต่ละปี บรรดานักวิจารณ์ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นมาวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่หนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ออกเผยแพร่ ในวงวรรณกรรมก็มีงานชิ้นสำคัญออกมาชิ้นหนึ่ง นั่นคือบทความ “ศัตรูที่ลื่นไหล แง่มุมหนึ่งของวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ของเจตนา นาควัชระ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2530 หลายท่านย่อมจำกันได้ดีว่า วงการวรรณกรรมต้อนรับบทความชิ้นดังกล่าวอย่างกว้างขวาง คึกคัก และ จริงจังอย่างยิ่ง มีการถกเถียง โต้แย้ง สนับสนุน หักล้าง และขยายความข้อเสนอของบทความชิ้นนี้ด้วยมุมมองและทัศนะอันหลากหลาย บทความชิ้นนี้ได้สร้างผลสะเทือนค่อนข้างมากต่อวงการวรรณกรรมร่วมสมัย จนแม้เวลาจะล่วงมาถึงปี 2536 ไล่เลี่ยกับที่นิธิเขียนคำนำตัดพ้อคนในวงการประวัติศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิด ในงานรำลึก 20 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม บทความชิ้นนี้ยังได้รับการพูดถึงและเป็นประเด็นให้คนในวงการวรรณกรรมได้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น
ในปัจจุบันอันเป็นยุคสมัยแห่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากเผยแพร่ข้อเขียนที่เปิดเผยจุดยืนและอุดมการณ์ของตนอย่างโจ่งแจ้ง แต่น่าประหลาดใจว่าการถกเถียงและโต้แย้งทางวิชาการกลับมีน้อยมาก ราวกับว่านักวิชาการพากันพอใจที่จะอยู่ในมุมแคบๆของตน หรือทำสวนเล็กๆ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ชื่นชมแต่โดยลำพัง หรือไม่พวกเขาก็เริ่มหันไปรับเชื้อความคิดของฝ่ายการเมืองที่ถือว่า “ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร” ในวงวิชาการ แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ว่ามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ก็พร้อมจะหันมาจูบปากกันได้โดยไม่ระคายลิ้น
ปรากฏการณ์วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นี้เริ่มแผ่วๆ ไป ดูเหมือนว่าวงการวรรณกรรมไทยกำลังเดินไปถึงจุดที่วงวิชาการประวัติศาสตร์กำลังเผชิญอยู่มานานนับ 20 ปี ปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์” “วิจารณ์แห่งวิจารณ์” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้กับวงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นวงวิชาการวรรณกรรม หรือวงวิชาการศาสตร์อื่นๆ สำหรับผมแล้ว เมื่อพูดถึง วรรณกรรมวิจารณ์ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะจำกัดตัวอยู่เพียงการวิจารณ์ตัวงานวรรณกรรม แต่ต้องรวมไปถึงการวิจารณ์งานวิจารณ์วรรณกรรมด้วยเช่นกัน
อาจจะฟังดูขัดหู แต่ผมอยากเสนอว่า หากไม่มีวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ วัฒนธรรมวิจารณ์ก็ไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ บางท่านอาจจะติงว่า ก็ในเมื่องานวรรณกรรมวิจารณ์ในบ้านเรายังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก ที่เขียนๆ กันก็มีเพียงหยิบมือเดียว จะให้มาทำงานวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์อีก จะมิเป็นการข้ามขั้นตอนใจเร็วด่วนได้เกินไปหรือ ผมยอมรับว่าผมเคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ชะตากรรมอันน่าสลดใจของ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับเรา
วรรณกรรมวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำควบคู่กันไป มิอาจแยกจากกันได้ วรรณกรรมวิจารณ์จะเป็นพลังทางปัญญา มิใช่เพราะบทวิจารณ์ชิ้นนั้นๆให้คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบเดียวที่ไม่อาจโต้เถียงได้ นั่นมิใช่วัฒนธรรมการวิจารณ์ แต่คือเผด็จการทางความคิด บทวิจารณ์ก็เหมือนวรรณกรรมสามารถก่อให้เกิดพลังทางปัญญา เพราะมันเปิดโอกาสให้เราคิดต่าง คิดแย้ง เรียนรู้ที่จะย่อมรับความหลากหลายและความเป็นอื่น วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เตือนให้เราตระหนักว่า วรรณกรรมไม่มีคำตอบเดียว และบทวิจารณ์หนึ่งๆ ไม่ควรจะเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยเหตุดังกล่าว วัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญอันจะขาดมิได้ในการพัฒนาวัฒนธรรมการวิจารณ์ให้เข้มแข็ง
การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นอกจากจะหมายถึง การวิจารณ์เพื่อโต้แย้ง หรือสนับสนุน สานต่อหรือคัดง้างความเห็นในงานวิจารณ์ชิ้นอื่นๆ ที่มีต่องานวรรณกรรมชิ้นหนึ่งๆ ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังน่าจะกินความรวมไปถึง การมุ่งวิเคราะห์งานวิจารณ์เพื่อเข้าใจกรอบคิด ระเบียบวิธี ตลอดจนระบบคุณค่าที่กำกับงานวิจารณ์เหล่านั้น โดยมุ่งทำความเข้าใจว่าทำไมในสังคมหนึ่งๆ หรือยุคสมัยหนึ่ง การวิจารณ์จึงต้องให้ความสำคัญกับผู้แต่งมากเป็นพิเศษ และทำไมในอีกยุคสมัยหนึ่งกลับมุ่งพิจารณาเฉพาผลกระทบที่วรรณกรรมมีต่อสังคม และบางยุคกลับมุ่งดูแต่องค์ประกอบทางวรรณศิลป์เป็นสำคัญ
การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ในความหมายนี้ ถือเอางานวิจารณ์เป็นเสมือนตัวบทที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจปัจจัยทางสังคมและอุดมการณ์ที่เป็นเงื่อนไขรองรับงานวิจารณ์เหล่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเราเชื่อว่า เราสามารถ “ดูวรรณกรรมจากสังคม และดูสังคมจากวรรณกรรม” ดังเช่นบรรจง บรรเจอดศิลป์ เคยเสนอไว้ เราสามารถ “ดูงานวิจารณ์จากสังคม และดูสังคมจากงานวิจารณ์” ได้เช่นกัน และนี้คืออีกมิติหนึ่งของการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์
เรียบเรียงจากบางส่วนของคำอภิปรายในงานสัมมนา “25 ปี การวิจารณ์ ‘คำพิพากษา’” จัดโดยโครงการวิจัย “การวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ร่วมสมัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์” 5 สิงหาคม 2549

ในสังคมไทย “ดีไซน์” หรือการออกแบบ มักจะถูกจัดวางไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการมัณฑนากร สถาปนิก หรือกราฟิกดีไซน์ ผลของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ ทำให้ “ดีไซน์” อยู่นอกเหนือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ต่างจากชุดความรู้ของวิชาชีพเฉพาะทางหรือ “ช่าง” ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือแม้แต่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เมื่อคอลัมน์ดีไซน์ คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ เริ่มปรากฏในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 มองเผินๆ คอลัมน์นี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวของคนในวิชาชีพออกแบบโฆษณา เพราะผู้เขียนก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และเรื่องราวที่เขียนถึงก็คือความเป็นไปในวงการโฆษณา
แต่เมื่ออ่านให้ลึกลงไป เราจะพบว่าดีไซน์ คัลเจอร์ มิได้เป็นเพียงข้อเขียนเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการในการทำงานด้านการออกแบบของผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หากดีไซน์ คัลเจอร์ พยายามจะบอกเราว่าในการทำงานสร้างสรรค์นั้น วิธีคิด วิธีมองโลกที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าการรู้เทคนิควิธีการที่ดี หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพใดๆ โดยเฉพาะหากคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีหรือ “จับใจ” ผู้คน นอกจากนี้ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังพาดพิงไปถึงข้อคำนึงเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของศิลปะอันเป็นประเด็นสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าศิลปะควรจะดำรงอยู่เพื่อศิลปะเอง หรือควรจะเป็นไปเพื่อสิ่งอื่นๆ นอกเหนือตัวศิลปะด้วย (เป็นต้นว่า สังคม) กล่าวคือในเรื่องปัญหาความสมดุลระหว่างความงามกับจุดหมายหรือรูปแบบกับเนื้อหานั่นเอง เช่นเราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” กับ “พาณิชย์” ของงานกราฟิกดีไซน์
ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังชี้ชวนให้เราเห็นถึงสิ่งที่กว้างไกลไปกว่าเรื่องของการออกแบบ โดยมองผ่านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนึกเกี่ยวกับตัวตน การสร้างความรับรู้และรูปการณ์จิตสำนึก มิติของอุดมการณ์ การเมืองและวัฒนธรรม ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์สังคมอย่างลุ่มลึกโดยมองผ่านงานดีไซน์ และเมื่ออ่านข้อเขียนเหล่านี้จบลง เราก็อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า ดีไซน์มีผลต่อความคิดของเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?
ตัวอย่างการวิเคราะห์เชื่อมโยงที่ทั้งน่าทึ่งและโต้ตอบโดยตรงต่อสังคมไทยในปัจจุบันสมัย คือคำอธิบายเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่หันกลับมา “คืนดี” กับกองทัพ โดยเฉพาะพฤติกรรม “มอบดอกไม้ ถ่ายรูปกับรถถัง” บทความ “รถถัง : ปลดปล่อยหรือปราบปราม” ได้ให้บริบททางประวัติศาสตร์ของภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่ถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นยุคสงครามเย็น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อมาอยู่ในบริบทของการรัฐประหาร 19 กันยา รถถังก็ได้กลายเป็น “สัญญะ” ให้ผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหารได้หยิบฉวยใช้อย่างไร
ในฐานะสำนักพิมพ์ หากความหมายของดีไซน์จะสามารถอ่านได้แต่เพียงในทางเทคนิค ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องพิมพ์เป็นหนังสือออกมาให้คนทั่วไปพยายามปีนบันไดเข้าใจศัพท์แสงของวงการนี้แต่อย่างใด
แต่ด้วยธรรมชาติของการสร้างงานดีไซน์ ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องมีความเฉพาะตัวในความหมายของการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา และต้องอาศัยสัมผัสที่ไวต่อการจับอารมณ์ความรู้สึกหรือวิธีคิดของสังคมในช่วงนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป็นชิ้นงานที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของความงามที่สัมพัทธ์ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย และในแง่ของสารที่หวังผลในการชักจูงใจ
การสามารถย้อนกลับมาอ่านให้แตกว่า งานดีไซน์หนึ่งๆ มีรากที่มาอย่าไร ถูกหยิบใช้และส่งผลสะเทือนอย่างไร จึงไม่ใช่อะไรนอกจากการอ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้อย่างลุ่มลึก แยบคาย ทว่าอาจตรงไปตรงมา และปราศจากการครอบงำเสียยิ่งกว่าการอ่านตำราประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฉบับทางการก็เป็นได้
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชหัตถเลขาช่วยจำเกี่ยวกับปัญหาบางประการของสยามแก่ ฟรานซิส บี. แซยร์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือในปัญหาที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญอยู่หลังพระองค์ทรงครองราชย์มาได้ไม่กี่เดือน
ในพระราชหัตถเลขาดังกล่าว พระปกเกล้าฯ ทรงตั้งคำถามไว้ทั้งหมด 9 ข้อ
สองข้อแรกเกี่ยวพันกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์
ส่วนสองข้อต่อมานั้น เป็นปัญหาสืบเนื่องจากพระราชฐานะอันตกต่ำของกษัตริย์ในรัชสมัยที่เพิ่งสิ้นสุดไป ดังนั้นเพื่อหาทางป้องกันพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ทรงพระปรีชาและให้ราชวงศ์จักรีดำรงอยู่ต่อไปได้ พระองค์จึงทรงหารือแซยร์ว่า
“ประเทศนี้ควรจะมีการปกครองระบบรัฐสภาในวันหนึ่งหรือไม่ และการปกครองระบบรัฐสภาของพวกแองโกลแซกซอนเหมาะสมกับคนตะวันออกหรือไม่” และ “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”
แต่สำหรับประเด็นนี้ พระองค์ทรงมีคำตอบชัดเจนในพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ดังที่ทรงเขียนต่อท้ายคำถามไว้ด้วยว่า “ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”
ความเห็นประการนี้ของพระองค์สอดคล้องกับโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามโดยทั่วไปที่เห็นว่า ระดับความคิดอ่านของราษฎรนั้นยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองระบอบใหม่ และถึงที่สุดแล้ว ระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเองก็ไม่เหมาะกับสังคมตะวันออกอย่างเช่นสยาม
อย่างไรก็ดี อีกเพียง 6 ปีต่อมา ชนชั้นนำสยามก็มิอาจต้านทานกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคณะราษฎรก่อการปฏิวัติ เพื่อนำพาสยามไปสู่ระบอบใหม่ที่ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทว่า การสถาปนาระบอบใหม่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แรงต้านสำคัญมาจากกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมนั่นเอง ขบวนการ “คว่ำปฏิวัติ—โค่นคณะราษฎร” จะเข้มข้นและซ่อนเร้นเช่นไรนั้น ขอเชิญผลิกไปอ่านผลงานของณัฐพล ใจจริง
ผลจากต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายปฏิวัติ 2475 กับขบวนการต่อต้านการปฏิวัติย่อมส่งมอบมรดกมายังปัจจุบันอย่างมิต้องสงสัย
ฉะนั้น พึงตระหนักไว้ด้วยเถิดว่า ปัญหาความเน่าเฟะพิกลพิการของการเมืองไทยนั้น มิได้เป็นผลมาจาก “นักการเมืองเลวๆ” เพียงลำพัง หากแต่มีรากปัญหาทางประวัติศาสตร์แฝงฝังอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาคือว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม ณ ขั้นตอนปัจจุบัน—ซึ่งดูเหมือนจะผลักให้เพื่อนมิตรผู้รักเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพหลายฝ่ายดำรงอยู่ในสภาวะระหว่างเขาควาย เขาหนึ่งคือระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เขาหนึ่งคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”—เราจะฝ่าข้ามไปเช่นไร
จะฝ่าข้ามไปเช่นไรนั้น ขอให้ช่วยกันสังเคราะห์บทเรียนของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญมิใช่การทำให้การเมืองเป็นเรื่องสกปรกด้วยการผลิตซ้ำอุดมการณ์แบบชนชั้นนำ—ที่ยกตนเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมจรรยา อยู่เหนือการเมืองกเฬวรากของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากไพร่ฟ้าผู้มีปัญญาไม่พอเพียง—หากแต่เป็นการสร้างให้การเมืองเป็นเรื่องของสามัญชน ผู้ถูกผิดดีเลวไปตามสภาพเงื่อนไขแวดล้อมของตน เป็นการเมืองที่อนุญาตให้เราทุกคนมีพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เพศ เชื้อชาติ หรือมีอุดมการณ์ใด
“ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”… คำตอบของคุณคืออะไร?
สารบัญฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551)
ปฏิกิริยา คำขบวน ปีกซ้ายไร้ปีก เงินเดินดิน รายงานพิเศษ ถาม-ตอบกับ ธงชัย วินิจจะกูล ทัศนะวิพากษ์ “บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา: โจทย์หลักและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง” วิพากษ์หลักหมายไทยศึกษา หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์
|

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง” (พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๐) เป็นผลงานเล่มที่ ๒ ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในชุดกวีนิพนธ์ งานกวีนิพนธ์ในช่วงนี้เป็นงานในช่วงรอยต่อทางความคิดของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยุคที่จิตรตั้งข้อสงสัย เป็นยุคผ่าน (ส่วนมากเป็นงานที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘) และเมื่อคิดว่าได้ข้อสรุป (คืองานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) เนื้องานของกวีนิพนธ์จึงเข้มข้นเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่จะมีเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย พัฒนากลายเป็นการเปิดโปง และชี้ให้ตระหนักเห็นพลังของตัวเอง และการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นหากใครต้องการเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกว่านี้มากๆ ก็ควรต้องหา “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” ที่เป็นเล่ม ๑ ของชุดนี้มาอ่านปูพื้นฐานด้วย
จิตร ภูมิศักดิ์ ใน พ.ศ. นี้ เริ่มถีบตัวออกห่างจากความต้องการเป็น “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” และไม่ดำเนินรอยตามบุรพกวีเดิมๆ แล้ว
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “โยนบก” คือการจับ จิตร ภูมิศักดิ์ โยนลงมาจากเวทีหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้เกิดจากงานนิพนธ์ของจิตร ๒ ชิ้น คือ บทกวีที่จิตรเขียนตำหนิหญิงที่ท้องไม่มีพ่อและไปทำแท้งว่า “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” และบทความขนาดยาวที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุนอกรีตในพุทธศาสนาว่าประพฤติตัวประดุจ “ผีตองเหลือง” อันที่จริงจากการศึกษา เรายังพบต้นฉบับบทกวีที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์นอกรีตอีกบทหนึ่งอย่างค่อนข้างรุนแรง คือบทที่ชื่อว่า “แม่จ๋าแม่ แม่จ๋า แม่จ๋าแม่” บทกวีชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ งานเหล่านี้คือข้อยืนยันถึงการตั้งข้อสงสัย การเปิดโปง ต่อความเป็นไปของวงการสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้น
เหตุการณ์ที่จิตรถูกโยนบก ถูกพักการเรียน ประกอบกับเห็นคุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์ ต้องเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินส่งให้จิตรและพี่สาวได้เรียน และจากบทสรุปที่ว่าการทำบุญเข้าวัดเข้าวาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้จิตรทุ่มเทค้นคว้าศึกษาทั้งปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์และปัญหาสังคมมากขึ้น จากการค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จิตรได้รับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ไทยในอีกด้านหนึ่ง มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นศักดินาที่มีต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ การศึกษาความเป็นไปของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งการได้รับรู้ถึงการปลดแอก มีการก่อตั้งประเทศสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดทำให้จิตรมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไป
การศึกษา ค้นคว้า ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมด้วยตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลักษณะการเข้ากลุ่ม สังกัดกลุ่ม มีการศึกษารวมกลุ่ม มีหน่วยนำ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ จิตรประพันธ์เพลงมารฺชขึ้นหลายเพลง อย่างมารฺชเยาวชนไทย มารฺชกรรมกร มารฺชธรรมศาสตร์ – จุฬา สามัคคี และ มารฺชแอนตี้จักรวรรดินิยม ล้วนแต่เป็นลักษณะการประพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และน่าจะอยู่ในการแนะนำของหน่วยนำ
เป็นที่น่าสังเกตว่า จิตรเพิ่งเริ่มมาใช้ความสามารถของตัวเองในฐานะนักแปล โดยแปล บทกวีต่างประเทศเป็นพากย์ไทยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นี้เอง บทกวีแปลบทแรกก็คือ “ความสว่างและความมืด” หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ก็มีบทกวีแปลออกมาอีกหลายบท ทั้งแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สันสกฤต และภาษาจีน สำหรับภาษาจีนในช่วงระยะเวลานั้น จิตรคงใช้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาจีนอีกทอดหนึ่งก่อน แต่ต่อมาจิตรก็เขียนภาษาจีน เรามีลายมือภาษาจีนของจิตรประกอบบทกวีแปลให้ดูด้วย
พูดถึงบทกวีแปลของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายๆ บทในหนังสือเล่มนี้ ได้นำมาจากบทความหลายๆ บทของเขาที่เขาแปลใช้ประกอบบทความ จิตรเป็นคอลัมนิสต์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือที่จุฬาฯ เชื่อว่าบทกวีแปลหลายๆ บทคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในห้องเรียนโดยอาจจะมองความหมายกันคนละมุม และบางบทคงเป็นบทเด่นที่ประทับใจนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ จึงปรากฏว่าหลายบทที่จิตรแปลก็มีนิสิตอื่นแปลด้วย โดยใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างออกไป บทกวีที่จิตรเขียนเองที่ชื่อ “มองจุ่งพ้นฉากเข้ม” (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้มาจากการศึกษาวรรณคดีอังกฤษ เป็นเรื่องมุมมองที่อาจารย์ได้ให้นิสิตในชั้นเรียนได้ถกกัน หรือบทกวี “ดนตรีแห่งฤดูใบไม้ร่วง” (พ.ศ. ๒๕๐๐) ของ ปอล แวร์แลน กวีฝรั่งเศสยุคทศวรรษที่ ๑๙ ม.ร.ว. นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ ในนามปากกา “นิตยเกษม” เพื่อนของจิตรก็ได้แปลงานเขียนชุดดังกล่าวลงใน อักษรานุสรณ์ ปี พ.ศ.๒๔๙๖ บทกวี “เมื่อพรรษพรำฉ่ำหวานสู่ดานดิน” (พ.ศ. ๒๕๐๐) บทกวีฝรั่งเศสของ ปอล แวร์แลน เช่นกัน ก็ปรากฏมีผู้แปลเป็นโคลงลงใน อักษรานุสรณ์ รับน้องใหม่อักษร – ครุศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในนามปากกาว่า “ปากกา ณ เมืองแกลง” จึงเชื่อได้ว่าคงเป็นบทกวีบทเด่นที่อาจารย์ให้นิสิตได้ถกเถียงหรือประลองฝีมือถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในชั่วโมงเรียนวรรณคดีภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งโศลกภาษาสันสกฤตในคัมภีร์ฤคเวทที่ใช้สวดสรรเสริญ อ้อนวอน “อุษะ” เทพีแห่งรุ่งอรุณ ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนศึกษากันในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง
ส่วนหนึ่งของคำนำบรรณาธิการ
วิชัย นภารัศมี