วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-ธันวาคม 2554

January 31st, 2012

“จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?”

 

กองทัพสมัยใหม่ของสยามนั้นกำเนิดขึ้นมาในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจที่แท้จริงคือการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์  ดังภารกิจของทหารประจำการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมให้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองให้บรรดาทหารได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เป็นผู้พระราชทานเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เครื่องใช้สอยให้ทหาร ดังนั้นหน้าที่ของทหารจึงต้องพร้อมที่จะพลีชีพจนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อเป็นประโยชน์และเกียรติยศแห่งสิ่งที่รักและนับถืออยู่เสมอทุกเมื่อ”

 

ขณะที่กองทัพของสยามไม่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกอย่างจริงจัง นอกจากรบกับ “ศัตรูภายใน” หน้าที่หลักของกองทัพในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงความทันสมัยอวดโลกภายนอก หรือเป็น “ทหารพระราชา” นั่นเอง

 

อย่างไรก็ดี ในเวลาไม่นานเชื้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็บ่มเพาะขึ้นในกองทัพเสียเอง นั่นคือ นายทหารคณะ ร.ศ. 130 ซึ่งเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ก้าวสู่ภาวะ “ศรีวิลัย” ซึ่ง “ราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่น”  แม้ว่าจะล้มเหลว แต่อีก 20 ปีต่อมา นายทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรกระทำการยึดอำนาจจากกษัตริย์ และประกาศกลางพระนครว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”

 

ช่วงเวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ทหารได้เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ปกป้องระบอบใหม่ของคณะราษฎรจากการโต้กลับของคณะเจ้า แต่ภารกิจดังกล่าวก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเมืองยุคคณะราษฎร เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง (เครือข่าย) สถาบันกษัตริย์กับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก

 

2 วันหลังรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ เอกราช ได้พาดหัวข่าวว่า “ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว” โดย พล.ท. กาจ กาจสงคราม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาส่งโทรเลขลับรายงานแผนการไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนรัฐประหาร

 

การรัฐประหาร 2490 นำไปสู่การฟื้นฟูอำนาจทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์  ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ผู้นำกองทัพกลายเป็น “ขุนศึก” ซึ่งสามารถขึ้นมาเป็นผู้ปกครองและตัวแสดงที่มีฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นของตนเองในเวลาต่อมา

 

ถึงยุคสงครามเย็น คอมมิวนิสต์กลายเป็นศัตรูหลักที่คุกคามความมั่นคงของชาติ ด้วยการสนับสนุนจากมหามิตรอเมริกัน อำนาจและบทบาททางการเมืองของทหารขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ในฐานะหุ้นส่วนและแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพ

 

ในระหว่างการทำสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ กองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังได้ขยายบทบาทไปทำงาน “พัฒนา” ในฐานะเป็นยุทธวิธีสู้กับภัยคุกคามในชนบท และภายหลังได้หันมาใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นยุทธวิธีในการสู้กับคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของนโยบาย 66/2523

 

หลังสงครามเย็นยุติลง ดูเหมือนภารกิจของกองทัพจะไม่มีความชัดเจน ขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของตนก็ถูกลดทอนลงตามลำดับ แม้ผู้นำทหารจะก่อการรัฐประหารอีกในปี 2534  แต่ก็ต้องล่าถอยไปอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางให้แก่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย

 

แต่แล้ว เมื่อการเมืองในระบบการเลือกตั้งเข้มแข็งขึ้นจนท้าทายเครือข่ายอำนาจเก่าที่รวมศูนย์อยู่ที่สถาบันกษัตริย์  กองทัพจึงหวนคืนสู่เวทีการเมืองเต็มตัวอีกครั้งในฐานะ “ทหารของพระราชา” กระทั่งก่อการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อรักษา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จนนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยืดเยื้อและลงลึกถึงราก

 

ปัจจุบันแม้กองทัพจะได้มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ถูกท้าทายมากขึ้น รวมถึงสถาบันกษัตริย์ที่เป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพก็ถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกัน

 

ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมใหม่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้จัดวางบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของกองทัพเสียใหม่ด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับ (รัฐบาล) พลเรือน ดูเหมือนว่ากองทัพไทยจะยังคงยึดมั่นกับบทบาทการเป็น “ทหารพระราชา” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

ขณะที่สำนึกประชาธิปไตย สำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนลงลึกถึงระดับรากหญ้าในขณะนี้ แต่กองทัพไทยที่เริ่มต้นจากการเป็น “ทหารพระราชา” จะยินดีที่จะเป็น “ทหารพระราชา” อยู่เช่นเดิม

 

สิ่งที่น่าตระหนักคือไม่เพียงแต่สำนึกทางการเมืองของกองทัพกลับย้อนไปสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอใจอยู่กับการเป็น “ทหารของพระราชา” เท่านั้น  แต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะแหล่งอ้างอิงความชอบธรรม ก็อาจจะพอใจที่จะให้กองทัพดำรงสถานะเช่นนี้ตลอดไป ราวกับว่า 80 ปีของปฏิวัติสยาม ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ

January 26th, 2012

คำนำผู้เขียน  อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ

ใน รอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ชนชั้นกลางกำลังตื่นตัวและตั้งคำถมเกี่ยวกับ เรื่องอัตลักษณ์ไทย ความสนใจนี้ก่อให้เกิดงานศึกษาและข้อเขียนเชิงวิพากษ์ วิจารณ์จำนวนมาก มีหลายคนเห็นว่า  ความเป็นไทยกระแสหลัก เสื่อมลงเพระถูกรัฐถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางวัฒนธรรมกรเมือง และผูกขาดสิ่งนี้ไว้กับรัฐราชการ อีกทั้งเป็นข้ออ้างในการคัดทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมกลุ่มอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับของรัฐราชกร นอกจากนั้น ยังมีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่ชี้ว่ามันมีบทบทในการทำลายตนเอง เช่น ใช้กันอย่างเลอะเทอะ เน้นแต่รูปแบบและพิธีกรรม จำกัดเสรีภาพในการประยุกต์ใช้ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับสำนึกใหม่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งผล คือกลายเป็นกรแช่แข็งวัฒนธรรมไทย

 

ข้อเขียนชื่อ “อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ” แม้จะเกี่ยวพันกับความ เป็นไทยกระแสหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยกรสำรวจวิจัยเรื่องที่เล็กกว่านั้น นั่นคือ ดีไซน์ แบบ“ไทยๆ” หรือวัตถุทางวัฒนธรรมประเภทหนึ่งซึ่งมีบทบทเป็นตัวแทน ของความเป็นไทยแบบใหม่ และ “ทางเลือก” ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนกลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการออกแบบในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

 

กล่าว ได้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจหรือยุคฟองสบู่แตกใน พ.ศ.2540 นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจ วงการโฆษณาของไทยซึ่งมียอดมวลรวมปีละหลายพันล้านบาท ได้มาถึงจุดที่เรียกว่า “ปฏิวัติทางการสร้างสรรค์ โฆษณาและกราฟิกดีไซน์กลายเป็นสื่อใหม่และภาษาใหม่ วงการจึงตื่นตัว ในเรื่องอัตลักษณ์ไทยและทะเยอทะยานที่จะเสาะหารูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆ มาดัดแปลงและแต่งเติมให้แก่ความเป็นไทยกระแสหลัก ทางหนึ่งคือกลับไป หาวัฒนธรรมของชาวบ้าน และก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ “ไทยๆ” ขึ้นมา”

 

หลัง จากนั้นกระแสนี้ไม่ได้ตกลง แม้เมื่อก้วเข้สู่ช่วงหลังฟองสบู่แตก ไทยๆ ก็ยังเฟื่องฟูต่อมา” ซึ่งอาจจะเพราะสอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจและการเมือง ที่หันไปหาความพอเพียงและภูมิปัญญาอันเกิดในท้องถิ่นของตนเอง

 

ข้อ เขียนชิ้นนี้มีกำเนิดในรูปบทความ/การ์ตูนชื่อ “ภาษาของเขา ตัวตนของเรา: ภาษาชาวบ้านกับตัวตนของนักออกแบบ”(ตีพิมพ์ใน “อัตตะ: รวมผลงนของ10 นักออกแบบกราฟิกดีไซน์ไทย” พ.ศ.2539) ซึ่งผู้เขียน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเอาวัตถุสิ่งของที่มีลักษณะ “ไทยๆ” มาใช้เป็น ตัวแทนความเป็นไทย โดยเฉพะในหมู่นักออกแบบ และกว่าสิบปีหลังจากนั้น เมื่อปรากฏการณ์นี้คลี่คลายขยายตัวขึ้นอีก ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมตัวอย่าง เพิ่มเติมและขยายคำอธิบายให้ยาวขึ้น อีกทั้งนำไปเสนอในรูปของการบรรยาย ในที่ต่างๆ หลายครั้ง

 

ไทยๆ มีลักษณะส่วนตัว จำกัดวง และไม่เป็นทางการ เป็นการคลี่คลาย ของความเป็นไทยในโลกธุรกิจเอกชน ที่ไม่ยอมผูกติดกับความเป็นไทยของรัฐราชกร และอุดมการณ์ชาตินิยมและอนุรักษนิยม ทั้งในทางที่ทำให้ความเป็น ไทยกลายเป็นเรื่องทางโลกย์มากขึ้นเช่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความของอาจารย์ เกษียร เตชะพีระ (ซึ่งเขียนขึ้นในยุคเดียวกัน และผู้เขียนได้ขออนุญาตนำมา ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้) และในทางที่สร้างสรรค์นวัตกรรมหรือทางเลือกใหม่ๆ เช่นที่ถูกกล่าวถึงในผลงานของผู้เขียน

 

ไทยๆ ในข้อเขียนชิ้นนี้ แม้จะเคยมีลักษณะ “ไม่ไทย” และเป็นวัฒนธรรม ของ “คนอื่น” แต่ต่อมถูกยกย่องเป็น “ทางเลือก” และเป็นที่ยอมรับอย่างสูง ถึงขนาดที่มีสถานะเป็นตัวแทนของความเป็นชาติในหลายๆ วงกร เช่น ศิลปะ และดีไซน์ นอกจกนั้น ไทยๆ จะไม่ได้ถูกศึกษาในแง่ของเนื้อหาสาระ หรือ content ที่มีอยู่ภายในตนเอง แต่ในฐานะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และบ่งบอกตัวตนของผู้ดูหรือผู้เสพ หรือที่เรียกว่าการสร้าง subject position ของผู้ดู

 

ผู้ เขียนมีความเห็นว่าไทยๆ เป็นผลผลิตทางอ้อม (by product) ของความ เป็นไทยกระแสหลักที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดและไม่ยืดหยุ่น มีหน่ออ่อนจากความเชื่อในเรื่องเนื้อแท้ของความเป็นไทย และการแบ่งแยกฐานานุศักดิ์ หรือ จากการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างความเป็นไทยนั่นเองที่ได้สร้างไทยๆ หรือ คู่ตรงข้ามเชิงปฏิเสธขึ้นมา

 

ไทยๆ อาจจะเคยดูเหมือนกองขยะทางวัฒนธรรม  ที่หลายคนรังเกียจ แต่ จริงๆ แล้ว เป็นขุมคลังทางปัญญาที่เราสามารถลงไปขุดคุ้ยหาของมีค่า และสามารถนำกลับมาใช้ได้เสมอ ในกรณีนี้เองนักออกแบบย่อมมีบทบท อย่างมากในการดัดแปลง และเมื่อมีวาระโอกาสก็สามารถอนุโลมให้เลื่อนฐานะจากต่ำไปสูงและเปลี่ยนความ หมายจากวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นศิลปวัตถุ ฐานานุศักดิ์ของความเป็นไทยในวัตถุสิ่งของต่างๆ เกิดจากการสร้งความหมายใหม่ และทำลายบริบทเดิมของขยะวัฒนธรรมเหล่านั้น สิ่งนี้ทำได้โดยผ่านการกลั่นกรองหรือดัดแปลงของดีไซเนอร์

 

ปรากฏ การณ์ไทยๆ อาจจะเข้มผ่อนคลายความตึงเครียดหรือเคร่งครัด ของไทยประเพณี และเสริมศักดิ์ศรีของชนชั้นนำทางศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อชนชั้นนำต้องการจะประกาศตัวบนเวทีโลก ไม่ว่าจะในเชิง เศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่ถึงที่สุดแล้ว ไทยๆ หรือแรงปรารถนา ที่จะเป็นไทย แม้จะไม่ผูกติดกับแนวทางอนุรักษนิยม ก็ยังเป็นการสร้างระยะห่าง ระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นนำ

 

มองผ่านไทยๆ อันเป็นผลงานของนักออกแบบไทยทั้งหลาย ผู้อ่านอาจจะ มองทะลุไปถึงคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของความเป็นไทยกระแสหลัก ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ต้องการเสนอให้นักออกแบบทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ ที่ตนสร้างขึ้น และบทบาททางสังคมของตนเองด้วย

ประชา สุวีรานนท์
กันยายน 2554

 

อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ โดยประชา สุวีรานนท์
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ราคา 200 บาท

คำนำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน : โนโลโก้

January 26th, 2012

‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’

 

นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้

 

นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)

 

ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)

 

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ โนโลโก้ ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง โนโลโก้ มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011

 

นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ โนโลโก้ ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม

 

ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง โนโลโก้ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

เนื้อหาใน โนโลโก้ คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ โนโลโก้ ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก

 

ในระดับปัจเจก โนโลโก้ ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่

 

คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร

 

ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

 

โนโลโก้
นาโอมิ ไคลน์  เขียน
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล
หนา 560 หน้า
ราคา 450 บาท

มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2554

August 29th, 2011

มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใดๆ ที่ตัดขาดจากรากฐานสังคมเดิมอย่างสิ้นเชิง แม้หลายครั้งพลังที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะมาจากภายนอก แต่ผลของมันจะออกมาในรูปใดล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็น “เนื้อดิน” เดิมของสังคมนั้นๆ แม้แต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่เกิดพร้อมกับ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” เมื่อเกือบ 80 ปีก่อนก็เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้

แต่สิ่งที่ทำให้สยาม/ไทยแตกต่างจากสังคมอื่น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่เคยแตกหักกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ผ่านการปฏิวัติ ประชาชาติอย่างในประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง

“มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน” นี่คือข้อเสนอของธงชัย วินิจจะกูล ในปาฐกถา “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2554

ธงชัยเสนอว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม “ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ หมายถึงระบอบอำนาจ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวาทกรรมสำคัญๆ ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7”

ในมุมมองของธงชัย มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามทิ้งไว้ ได้แก่

ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนากับความเป็นไทย และสังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด โดยมี (สถาบัน) พระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วมที่ยึดโยงรากฐานเหล่านี้ของรัฐไทยสมัยใหม่เข้า ด้วยกัน

ณ ปัจจุบัน มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตามสื่อต่างๆ เช่น

“‘ป๋าเปรม’ รับไม่ได้ 3 จว.ใต้ ขอใช้ภาษามลายูในราชการ” (มติชนรายวัน, 25 มิถุนายน 2549)

“ศรีสะเกษลุกฮือชุมนุมใหญ่ทวงคืน ‘เขาวิหาร’ 14 ก.ย. ลั่นไม่ยอมเสียแผ่นดินไทยแม้นิ้วเดียว” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12 กันยายน 2552)

“‘เสรี’ นำทีมประชาสันติปฏิญาณ ร.5 ดันพุทธศาสนาประจำชาติ” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 10 มิถุนายน 2554 )

“‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ นำปฏิญาณ ถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานผู้นำปฏิรูปการเมือง” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12 พฤศจิกายน 2548)

แต่มรดกที่เป็นรากฐานของปัญหาเรื้อรังในสังคมการเมืองไทยปัจจุบันเหล่านี้ เกิดจากสมบูรณาญา-สิทธิราชย์สยามเพียงฝ่ายเดียวหรือ?

หรือที่จริงแล้วเป็นมรดกที่อีกหลายฝ่ายร่วมกันสร้าง?

เป็นมรดกของใครกันแน่?

ฟ้าเดียวกัน จึงได้เชื้อเชิญผู้รู้อีก 5 ท่านมาร่วม “วิวาทะ” กับธงชัย ประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์  พระไพศาล วิสาโล  อนุสรณ์ ลิ่มมณี  ธเนศวร์ เจริญเมือง  และกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด

ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ปัญหาของการเมืองไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในปัจจุบันนั้น เป็น “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” หรือเป็น “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” ในยุคหลัง และไม่มีความต่อเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์?

บทความ “พระบารมีปกเกล้าฯ ใต้เงาอินทรี : แผนสงครามจิตวิทยาอเมริกัน กับการสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็น ‘สัญลักษณ์’ แห่งชาติ” ของณัฐพล ใจจริง ได้เปิดประเด็นให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น ถูก “สร้าง” ขึ้นโดยสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น และมีลักษณะเป็น “ราชา (ไม่) ชาตินิยม” เพราะยินยอมพร้อมใจทำตามความต้องการของมหาอำนาจ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่คำนึงถึงปัญหาเรื่องเอกราชและอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด

ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ทำให้การเมืองไทยแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

ชนบทไทยอันห่างไกลที่เคยเป็นฐานสำคัญของอุดมการณ์กษัตริย์นิยม (ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินชนบท ซึ่งเชื่อมโยงกับอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น) ก็ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากโฆษณาชวนเชื่อฉบับของทางการ ส่งผลให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” กันเป็นจำนวนมาก สวนทางกับอุดมการณ์ “รักในหลวง” ของชนชั้นกลางในเมือง ดังที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเครือข่ายทางสังคมออนไลน์

คำถามก็คือ มรดกที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ทิ้งไว้นั้น จะมีพลังหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่ สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นปัจจัยยึดโยงมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะ “ตาสว่าง” พอที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้า และยอมเปิดช่องทางให้กับการประนีประนอมหรือไม่ หรือยังจะใช้ไม้แข็งเร่งให้สถานการณ์ “สุก” เร็วโดยไม่จำเป็น?

เราเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ฝ่ายสถาบันกษัตริย์และผู้นิยมเจ้านั้นเล่า…

ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554

May 5th, 2011

ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง

…พื้นเพการงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน เหมือนหนึ่งจะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีเมืองยุโรป มาปลูกข้าวเจ้าข้าวเหนียวในเมืองไทยก็จะไม่ได้ผลอันใด…

“พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2446)

ในบรรดาคำอธิบายอันทรงพลังของชนชั้นนำสยามเมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายจากความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ของราษฎร ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมหรือระบบระเบียบทางการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อชนส่วนใหญ่ อาทิเช่น ข้อเรียกร้องเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยของปัญญาชนนอกระบบอย่างเทียนวรรณ พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้างต้น ถือเป็นแม่แบบคำอธิบายที่เหล่าชนชั้นนำนำมาใช้โดยตลอด ซึ่งบริบทขณะนั้น

ในทรรศนะของพระองค์ สถาบันทางการเมืองอย่างเช่น “โปลิติกัลปาตี” ก็ดี “ปาลิเมนต์” ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสังคมสยาม อันมี “ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก”

นี่เป็นกระบวนท่าของชนชั้นนำสยามในการทำให้ความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ “เป็นอื่น” หรือ “เป็นฝรั่ง” ไม่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตเจริญงอกงามได้บนเนื้อนาดินแห่งสยาม

อย่างไรก็ดี ชนชั้นนำสยามก็ไม่สามารถทัดทานความเปลี่ยนแปลงได้ “การปฏิวัติสยาม” จึงเกิดขึ้นในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2475 ท่ามกลางความเสื่อมทรุดและความขัดแย้งภายในของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ซึ่งพระบาท-สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คัดสรร “นำเข้า” ระบบการเมืองนี้มาจาก “อาณานิคมฝรั่ง” เพื่อกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันกษัตริย์) ดังความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “พระราชวงศ์ตกต่ำ ราษฎรหมดความเชื่อถือ สมบัติเกือบหมดท้องพระคลัง รัฐบาลฉ้อฉล การบริหารราชการยุ่งเหยิง”

หลังจากนั้น แม้ระบบระเบียบการเมืองไทยจะมิได้หวนคืนกลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว ทว่าการต่อสู้ต่อรองระหว่างฝ่ายนิยมระบอบเก่ากับฝ่ายนิยมระบอบใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งในระบบ/นอกระบบ ตามกฎหมาย/นอกกฎหมาย ใต้ดิน/บนดิน เปิดเผย/แอบแฝง ผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล กฎหมาย การก่อกบฏ รัฐประหาร การสืบราชสมบัติ การลอบสังหาร งานวิชาการ สารคดีการเมือง วรรณกรรม อนุสาวรีย์ หรือแม้กระทั่งพจนานุกรม เป็นต้น

หลังการต่อสู้อันยาวนาน ฝ่ายกษัตริย์นิยมก็ได้บรรลุถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ คือ การสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในทศวรรษ 2490 กระทั่งเติบโตงอกงามกลายเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา-กษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เมื่อสภาพการณ์และเงื่อนไขทางสังคมได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ดูจะเกิดแรงตึงเครียดขัดแย้งภายในขั้นวิกฤต จนปรากฏออกมาในรูปของการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

น่าเสียดายที่ชนชั้นนำและปัญญาชนจำนวนมาก ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาที่ระบอบนี้กำลังกัดกินตัวเอง แต่กลับหันเหต้นตอแห่งวิกฤตไปยัง “ผีทักษิณ” และ/หรือแนวคิดประชาธิปไตยที่พวกเขาแปะป้ายว่ายึดติด “ฝรั่ง” ไม่ต่างจากพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อกว่าศตวรรษก่อน

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็สมาทานความคิดทำนองเดียวกันมาผลิตซ้ำ เพื่อตอบโต้กับฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยา ว่า “…เวลาคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ควรเทียบกับที่อยู่ในกระดาษ แต่ต้องดูประชาธิปไตยที่ ‘งอกจากดิน’ ของเราเองให้มาก… ปัญหาของเราเวลานี้คือโครงสร้างทางสังคมที่เป็นจริง

ไม่ได้มีแต่ประชาชน แต่มีอภิชนและสถาบันดังเดิม เพราะฉะนั้นการสร้างประชาธิปไตยต้องสร้างบนพื้นฐานที่เป็นจริงของเรา” (“ต้องดูประชาธิปไตยที่งอกจากดินของเราเองให้มาก,” กรุงเทพธุรกิจ, 9 ธันวาคม 2549)

อันที่จริง ในแง่หนึ่ง พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและแนวคิดของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ดังกล่าว ก็มีส่วนถูกต้อง กล่าวคือ สังคมทุกสังคมหรือประเทศทุกประเทศนั้น ล้วนแต่มี “ลักษณะเฉพาะ” ของตน และ “ไม่เหมือนใครในโลก” ทั้งสิ้น ระบบระเบียบทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางสังคมของแต่ละแห่ง ก็ย่อม “งอกจากดิน” ของตนทั้งสิ้น แม้ว่าบางครั้งเราจะได้รับเมล็ดพันธุ์แปลกใหม่มาจากภายนอกบ้างก็ตาม แต่มันมักจะถูกเลือกสรร คัดทิ้ง ดัดแปลง (ตามแต่ผลประโยชน์และอุดมการณ์ของผู้นำเข้า) ผ่านกระบวนการทำให้เป็นแบบฉบับของเราเสียก่อนที่จะเจริญงอกงาม

ปัญหาคือ เหล่าชนชั้นนำจำนวนมากลืมตระหนักไปว่า สิ่งที่ “งอกจากดิน” ของเรานั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงและกระทั่งดับสูญได้ไปตามปัจจัยภายในของ “เนื้อดิน” ของตน ซึ่งมีพลวัตตลอดเวลา เช่นกัน

ดังนั้น ปมประเด็นปัญหาการเมืองประการสำคัญ ณ ขณะนี้ จึงไม่ใช่อยู่ที่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกอันไม่เหมาะที่จะเจริญงอกงามในเนื้อนาดินของเรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่า “ประชาธิปไตย” หรือหลักการสากล อาทิ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่เป็นการที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กำลังกัดกินตนเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งฝ่ายกษัตริย์นิยมกำลังสูญเสียฐานะครอบงำทางอุดมการณ์ต่างจากที่เคยเป็นมาในหลายทศวรรษ

เหล่าอภิชนและสถาบันดั้งเดิมใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่างหาก ที่ต้องเป็นฝ่ายคิดให้หนักและตอบให้ได้ว่า จะยังคงผลักให้ความขัดแย้งลงรากลึกในเนื้อดินจนไม่เหลือ “ที่ว่าง” ให้แก่ตนหรือไม่

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2553

January 21st, 2011

โดยไม่ต้องรอให้ผลสอบของคณะกรรมการ “ค้นหา” ความจริงชุดใดๆ ออกมา มวลชนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ในโอกาสครบรอบ 4 เดือนการสังหารหมู่พฤษภาคม 2553 ก็ได้เขียนรายชื่อ “ผู้ต้องสงสัย” ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้สั่งการให้ล้อมปราบมวลชนเสื้อแดงในเหตุการณ์นองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553  แต่ไม่ทันรุ่งสาง ข้อความดังกล่าวก็ถูกลบออกไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่เป็นอีกหนึ่งในข้อจำกัดของการแสวงหาข้อเท็จจริงในสังคมไทยเกี่ยวกับการฆาตกรรมทางการเมืองในระยะเวลาอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลา 19  หรือพฤษภา 35

หากแม้แต่การสงสัยยังเกิดขึ้นไม่ได้ ก็คงยากที่ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านอันจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจะเกิดขึ้น

เมื่อการหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านไม่เกิดขึ้น ก็อย่าหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นตามมา

เมื่อความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่การสมานฉันท์/ปรองดองที่หลายคนเรียกร้องจะเกิดขึ้น

ธงชัย วินิจจะกูล  ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความยุติธรรมยากจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย ก็คือ “ไม่มี ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ (regime change)’ เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาความยุติธรรมหรือการปรองดองใดๆ”

อะไรคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ”  ธงชัยให้คำนิยามสั้นๆ ว่า คือการที่ “ผู้ที่อาจมีบทบาทโดยตรงหรือโดยอ้อมในการปราบปรามเข่นฆ่า หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียกับผลของการสืบสวน จะต้องออกจากอำนาจและพ้นไปจากกลไกการแสวงหาความยุติธรรมและการปรองดอง” (ดู ธงชัย วินิจจะกูล “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกับกรณีของไทย” หน้า 132-137)

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ถ้าในปัจจุบันไม่มี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” เกิดขึ้น หรืออาจจะต้องใช้เวลานานนับทศวรรษดังเช่นหลายกรณีในอเมริกาใต้   แล้วเราไม่ควรทำอะไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมหรือ ?

เราไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่าที่มีช่องทางเอื้ออำนวยหรือ?

เราไม่ต้องเยียวยาผู้บาดเจ็บ พิการ ตลอดจนญาติวีรชนที่ต้องสูญเสียคนที่เขารักหรือ?

เราไม่ต้องเก็บรวบรวม/ถ่ายทอดความทรงจำ  เพื่อสร้างเป็นความทรงจำร่วมของสังคมต่อเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 หรือ?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” เกิดขึ้นจริง  แต่เราไม่มีพยานหลักฐานที่จะเอาผิดฆาตกรผู้สั่งฆ่าประชาชน?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” แล้ว เอาคนสั่งการมาลงโทษได้  แต่ผู้บาดเจ็บ พิการ ตลอดจนญาติวีรชน ถูกทอดทิ้งให้เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” แล้ว  แต่กลับไม่มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ให้กับเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 หรือความรุนแรงทางการเมืองอื่นๆ ที่ถูกปิดทับมานานนับทศวรรษ?

ภายใต้สภาพการณ์ที่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” ยังไม่เกิดขึ้น หรือที่เราเรียกว่าในระยะ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน” การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมนั้นแยกไม่ออกจากความพยายามที่จะ “เปลี่ยนแปลงระบอบ” ที่ขัดขวางการแสวงหาความยุติธรรม

สุดท้าย ภายใต้สภาพการณ์ที่ “ความยุติธรรมเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน”  บทกวี “บวงสรวงวีรชน” ของไพบูลย์ วงษ์เทศ ที่เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สามารถสะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี  เราจึงขอยกมากล่าวซ้ำ ณ ที่นี้

แม้ดับเทียนสีทองส่องสว่าง               มิอาจดับรอยด่างให้เลือนได้
วันนี้ไม่มีเสียงสำเนียงใด                   พรุ่งนี้เสียงจะใสถึงดวงดาว
ดาวจักเรืองแจ่มหล้าเมื่อฟ้าหม่น      เดือนจะโรจน์อำพนเมื่อมืดหาว
เรียงถ้อยร้อยกวีวะวับวาว                 บันทึกคราวคับแค้นในแดนไตร
แม้ไม่มียุติธรรม์ในวันนี้                     แต่ขอบฟ้ายังมีอรุณใหม่
ใครก่อเวรสร้างกรรมกระทำไว้          จักต้องรับชดใช้ชำระคืน

“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-กันยายน 2553

September 22nd, 2010

นับแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา เมื่อกลุ่มนิยมเจ้าสามารถหวนคืนสู่อำนาจทางการเมืองหลังสิ้นยุคคณะราษฎร ประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยก็ตกอยู่ภายใต้กรอบโครงเรื่องว่าด้วยพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์ แม้จะถูกรบกวนบ้างจากสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความคิดความอ่านหรือวัฒนธรรมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอริราชศัตรูหรือมหาอำนาจต่างชาติ แต่ชาติไทยและความเป็นไทยของเราก็ดำเนินสืบเนื่องมาได้อย่างราบรื่น สงบสุข ภายใต้ร่มพระบารมี ผ่านยุคอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กระทั่งถึงรัตนโกสินทร์

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ชาติไทยและความเป็นไทยก็สามารถปรับตัวได้อย่างสอดคล้อง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งผู้นำที่พาชาติไปสู่ความทันสมัย เป็นบิดาของประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ กีฬา การลงทุน แม้กระทั่งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในยุคโลกาภิวัตน์-เสรีนิยมใหม่ ขณะเดียวกัน พ่อของชาติก็เป็นศูนย์รวมจิตใจของมวลชน เป็นผู้นำทางศีลธรรมและการพัฒนาในยามที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสังคม และยังสามารถใช้พระราชอำนาจในการยุติความเลวร้ายทางการเมืองได้อย่างเหมาะสมตามหลักเอนกนิกรสโมสรสมมติ

แน่นอนว่า กรอบโครงเรื่องประวัติศาสตร์ฉบับทางการดังที่ว่ามาก็มิได้ดำรงอยู่อย่างหยุดนิ่ง  มิได้ดำรงสถานะครอบงำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าต้องต่อสู้-ต่อรองเพื่อรักษาอำนาจนำอย่างไม่ขาดสาย ทั้งในรูปพิธีกรรม แบบเรียน นิทรรศการ อาคารสถานที่ อนุสาวรีย์ ดนตรี บทเพลง รูปภาพ นวนิยาย วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ สื่อโฆษณา รายการบันเทิง เครือข่ายสังคมทางอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ในอดีต การตรวจสอบ ตั้งคำถาม และท้าทายประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักก็มักจำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงแคบๆ ของปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัย อาจจะมียกเว้นบ้างในช่วงกระแสสูงของการปฏิวัติสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ฝ่ายต่อต้านก็ปราชัยไปในท้ายที่สุด เหลือทิ้งไว้แต่เศษซากผลผลิตที่เข้าใจได้ยากและขำไม่ออกในขบวนการมวลชนเหลือง-แดง

ทว่าความขัดแย้งทางการเมืองหลังการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนับจากเดือนกันยายน 2549 ได้ส่งผลให้สภาพการณ์บางอย่างเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูเหมือนว่า กระบวนการเปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์กำลังเคลื่อนย้ายฐานที่มั่น จากปัญญาชนกลุ่มเล็กๆ ไปสู่มวลชนเรือนแสนเรือนล้าน ผ่านปฏิบัติการทางการเมืองบนท้องถนน ผ่านวิทยุชุมชน ผ่านจานดาวเทียม ผ่านเวทีพูดคุยเสวนา ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านแผ่นซีดี ผ่านสภากาแฟ ผ่านคำบอกเล่าของญาติมิตร รวมทั้งผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารความเร็วสูงสมัยใหม่

ปรากฏการณ์ที่ภาครัฐขะมักเขม้นกับการตรวจสอบ ตรวจจับ เซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ประกอบกับการจัดตั้งขบวนการมวลชนเลี้ยวขวาเพื่อทำหน้าที่ตำรวจทางความคิด ย่อมสะท้อนสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจน

แต่ความพยายามที่จะแช่แข็งสังคมไทย โดยไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย ดูจะเป็นเพียงแค่ความฝันเสียแล้ว โดยเฉพาะหลังการล้อมปราบครั้งใหญ่ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์จะแปรเป็นไฟการเมืองที่เผาไหม้ทำลายโครงสร้างการเมืองเก่า ความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายปีที่ผ่านมา ได้บ่มเพาะปีศาจสำหรับชนชั้นนำไทยที่มาพร้อมกับความเข้าใจทางสังคม ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความหมายทางการเมืองแบบใหม่ขึ้นมาแล้ว

เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ 2475 กรณีสวรรคต และ 6 ตุลา ซึ่งไม่มีที่ทางหรืออยู่อย่างอิหลักอิเหลื่อในกรอบโครงประวัติศาสตร์แห่งชาติ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ประวัติศาสตร์ “ราชประสงค์” จะท้าทายประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยอย่างถึงรากคู่ขนานไปกับการต่อสู้ระหว่างปีศาจเสื้อแดงกับข้อจำกัดทางการเมืองเหนือการเขียนประวัติศาสตร์ไทย

เศรษฐศาสตร์การเมือง-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

สังคมศาสตร์ปริทัศน์-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

NOLOGO

March 26th, 2010

‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’

 

นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้

 

นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)

 

ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)

 

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ โนโลโก้ ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง โนโลโก้ มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011

 

นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ โนโลโก้ ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม

 

ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง โนโลโก้ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

เนื้อหาใน โนโลโก้ คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ โนโลโก้ ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก

 

ในระดับปัจเจก โนโลโก้ ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่

 

คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร

 

ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

 

โนโลโก้
นาโอมิ ไคลน์  เขียน
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล
หนา 560 หน้า
ราคา 450 บาท

ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 4

March 26th, 2010

ถ้าหากว่า “นิติรัฐ” มีความหมายเป็นเพียงแค่การปกครองโดยกฎหมาย

เราก็คงต้องยอมรับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแต่นิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่นใดที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารตั้งแต่อดีตจนถึง อนาคต

เราก็ต้องยอมรับกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กำหนด “โทษที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

เราก็ต้องยอมรับกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ไม่เพียงแต่คลอดมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เท่านั้น ทว่ายังให้อำนาจแก่ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จและไม่มีกระบวนการรับ ผิดต่อประชาชน

หากไม่พอใจกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ก็เพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและผู้ใช้กฎหมาย เสนอให้แก้ไขกฎหมาย หรือไม่ก็ร่างกฎหมายใหม่

แต่ “นิติรัฐ” ไม่ใช่แค่การปกครองโดยกฎหมายเท่านั้น

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่ สรุปแนวคิดรวบยอดว่า ไม่ใช่มีเพียงกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้เป็นเครื่องมือในการ ปกครอง แล้วรัฐนั้นจะเป็นนิติรัฐ แต่นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และในทางเนื้อหา กฎหมายนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

คำถามที่ตามมาคือ “ความยุติธรรม” คืออะไร ความยุติธรรมนั้นย่อมมีความหมายเชิงสัมพัทธ์ ไม่สัมบูรณ์ตายตัว ความยุติธรรมของคนต่างชนชั้นย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนต่างเพศสถานะย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนที่ต่างอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองก็ย่อมต่างกันได้

ความยุติธรรมอันเป็นที่ยุติสำหรับสังคมหนึ่งๆ ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองภายใน วิถีการผลิต ดุลทางอำนาจระหว่างกลุ่มพลังที่ต่อสู้ต่อรองกันตลอดเวลา และอื่นๆ

ด้านหนึ่ง นิติรัฐจึงไม่พอเพียง

ทั้งไม่พอเพียงในทางรูปแบบ จำต้องคิดถึงนิติรัฐในทางเนื้อหา

ทั้งไม่พอเพียงในตัวมันเอง จำต้องคิดอย่างไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนิติรัฐ

กล่าวสำหรับปัญหาประชาธิปไตยไทย ณ ขั้นตอนปัจจุบัน หลายฝ่ายเสนอให้ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งเป็นสิ่งควรต้องสนับสนุนอย่างยิ่ง แน่นอนว่านิติรัฐไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะสามารถขจัดปัญหาทุกอย่างไปได้ แต่ระบอบประชาธิปไตยวันนี้ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งนิติรัฐ

อย่างไรก็ดี นอกจากนิติรัฐแล้ว โจทย์สำคัญของสังคมการเมืองไทยคืออะไรอีก

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอว่า ในระยะยาว เราต้องคิดถึงสิ่งที่เรียกว่า “สปิริต” ของระบบการเมือง-กฎหมายบางอย่างที่ยึดถือร่วมกัน หากไม่สามารถจัดการปัญหาใจกลางนี้ได้ จะเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใหม่อย่างไรก็ไร้ความหมาย

กล่าวให้ถึงที่สุด นี่ถือเป็นภารกิจที่ตกค้างมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร

แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสปิริตของระบบการเมือง-กฎหมาย เหล่านี้ไม่สามารถกำหนดได้จากอัตวิสัยของใครเพียงลำพัง มีแต่ต้องเคลื่อนไหวผลักดัน ต่อสู้ ต่อรอง เปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัต

มนุษย์ถูกกำหนดโดยประวัติศาสตร์ แต่มนุษย์ก็เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

March 11th, 2010

สำหรับงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในรูปของงานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นการกระทำของนักเรียนนอกและทหารเพียงหยิบมือเดียวในนาม “คณะราษฎร” และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ตระเตรียมไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (ปฏิรูประบบราชการ) รัชกาลที่ 6 (ตั้งดุสิตธานีเพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย) จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 (เตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ) สะดุดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลจากการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลามากกว่า 7 ทศวรรษ

แนวความคิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวและการเคลื่อนไหวของฝ่ายนิยมเจ้า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ชัยชนะของคณะเจ้าต่อคณะราษฎรสามารถแลเห็นได้เด่นชัดจากการสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “กษัตริย์นักประชาธิปไตย” ผ่านการตัดตอนพระราชหัตถเลขาสละราชย์ที่พระองค์ใช้ในการต่อรองกับคณะราษฎร ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

เราอาจจัดประเภทงานวิชาการที่อยู่บนฐานคิดดังกล่าวโดยรวมได้ว่า งาน “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังคงดำรงฐานะครอบงำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนทุกวันนี้

ใช่เพียงลำพังงานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงขวาเท่านั้นที่ลดทอนสถานะของ 24 มิถุนายน 2475 ลง ในอีกขั้วตรงข้าม งานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงซ้ายภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นแค่การ “รัฐประหาร” มิใช่การ “ปฏิวัติ”

กว่าที่งานวิชาการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และแนวการวิเคราะห์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยจะถูกท้าทายก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เริ่มจากผลงานของทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” (2524)

หนึ่งปีถัดมา บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 : พรมแดนแห่งความรู้” ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรากฏสู่โลกวิชาการ ในบทความชิ้นดังกล่าว นครินทร์ได้สำรวจเข้าไปในพรมแดนความรู้ (และความไม่รู้) ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะเป็นเพียงงานปริทัศน์ แต่นครินทร์ได้ตระหนักว่า ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์จำต้องคิดให้หนักว่าจะทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพื่อตอกย้ำความรู้เก่าๆ หรือประมวลความรู้ความเข้าใจที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง”

หลังจากนั้น นครินทร์ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2527 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2470-2480” ซึ่งได้รับเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก เขาผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติสยามต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก และรวมตีพิมพ์ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533)

หนังสือเรื่อง การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง งานชิ้นนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดทางความคิดเกี่ยวกับ “การปฏิวัติสยาม” ของนครินทร์ก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามความคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” เท่านั้น งานชิ้นนี้ยังอธิบายให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมในมิติต่างๆ

นับจากปี 2535 การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตีพิมพ์มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมาถึง ณ วันนี้งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังคงถือเป็นงานวิชาการมาตรฐานที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สำหรับการจัดพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีความภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในโครงการหนังสือชุด “สยามพากษ์” ซึ่งเราได้คัดเลือกหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นๆ ขณะเดียวกันจุดร่วมของหนังสือชุดนี้คือการท้าทาย/หักล้างงานศึกษาก่อนหน้านั้นด้วยข้อมูลและ/หรือกรอบทฤษฎี แน่นอนว่าไม่มีงานวิชาการชิ้นไหนที่ปราศจากจุดอ่อนให้วิพากษ์หักล้าง ไม่เว้นแม้แต่งานที่เราได้คัดสรรมาจัดพิมพ์ แต่เราเชื่อว่าหนังสือชุด “สยามพากษ์” นี้เป็นงานที่ “ต้องอ่าน” ไม่ว่าจะเห็นพ้องต้องกันด้วยหรือไม่ก็ตาม

คำนำสำนักพิมพ์

บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับ “ขวาไทย”

July 21st, 2008

บทบรรณาธิการ
ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551

ขวาไทย

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการ “ภาคประชาชน” ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วม จะขับเคลื่อนผลักดันสังคมการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พลันเมื่อพิจารณาทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองจนครบถ้วนแล้ว ก็ประจักษ์ชัดว่าพวกเขากำลังบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างถึงราก

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จะนำไปสู่การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่เรื้อรังมากว่า 3 ทศวรรษ แต่พลันเมื่อพลพรรคพันธมิตรฯ พากันปิดตาอีกข้าง บอดใบ้ต่อเครือข่ายฆาตกร 6 ตุลาฯ ที่ร่วมสังฆกรรมกันอยู่ ซ้ำยังฉวยใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์มาทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตนอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแบบขวาพิฆาตซ้ายก็พัดหวนคืนมา คลอเคลียไปกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้”

คล้ายกับว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะชี้ทิศนำทางให้การเมืองไทยข้ามพ้นข้อจำกัดของประชาธิปไตยตัวแทนแบบเสรีนิยม แต่พลันที่พวกเขาเปลือยความคิดออกมา “การเมืองขวาใหม่” ก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า

ด้านหนึ่ง การเมืองขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 ช่างทาบทับกับการเมืองของฝ่ายขวา ณ พ.ศ. 2519 ได้อย่างพอเหมาะพอดี ทั้งในแง่อุดมการณ์ชี้นำและอาวุธทางการเมือง ณ วันนี้เราจึงยังพบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกลื่อนกล่นไปทั่ว เราจึงยังได้ยินเพลงปลุกใจประเภท “หนักแผ่นดิน” อยู่เนืองๆ เราจึงยังได้เห็นกระบวนการปลุกเร้ากระแสราชาชาตินิยมอย่างรุนแรง เราจึงยังได้เป็นประจักษ์พยานแก่การป่าวร้องให้ทหารหาญก้าวออกมาแทรกแซงการเมืองเพื่อเป็นราชพลี

ทว่าอีกด้านหนึ่ง ในความเก่าย่อมมีความใหม่ มีพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซ้ำยังพลิกกลับหัวกลับหางเสียใหม่ในบางลักษณะ

พิจารณาเฉพาะปรากฏการณ์พื้นผิวที่ปรากฏต่อสาธารณชน จาก 2519 ถึง 2551 พลพรรคขวาไทยได้เคลื่อนย้ายศัตรูจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปเป็นขบวนการสาธารณรัฐ พวกเขามิได้สดุดีระบบทุนนิยมเป็นพระเจ้าแข่งกับเศรษฐกิจสังคมนิยมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาผลิตวาทกรรม ทุนนิยมสามานย์ขึ้นมาพร้อมกับเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงเด่น ลักษณะหน้าตาของผู้นำขบวนการฝ่ายขวาได้เปลี่ยนจากขุนศึกไปเป็นนักสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเสียแล้ว

พลพรรคขวาใหม่ยังคงแลเห็นประชาชนส่วนใหญ่ว่าโง่เง่า ไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองซื้อด้วยเงินบ้างหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าในรูปอื่นบ้าง แม้พวกเขาไม่วางใจในประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็กลับเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงหรือกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง บ่อยครั้งก็แอบแฝงทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยโวหารทางการเมืองที่ก้าวหน้าชวนหลงใหล

ถึงที่สุด “การเมืองใหม่” ของขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 นั้น ย่อมไม่ใช่เค้าโครงทางการเมืองที่หันกลับไปหาของเก่า หากเป็นการเมืองประดิษฐ์ใหม่ในนาม “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งยังประกอบสร้างไม่แล้วเสร็จ อิหลักอิเหลื่อ และไม่แน่ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด

คำถามชวนคิดต่อมาก็คือว่า สิ่งใดเล่าเป็นเนื้อดินที่คอยหล่อเลี้ยงให้ขวาไทยดำรงต่อเนื่องมา เติบโต และวิวัฒนาการสืบไปในสังคมไทย เหตุใดสังคมการเมืองไทยยังคงอนุญาตให้กระแสความคิดฝ่ายขวาสามารถโลดแล่นได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะพรั่งพรูออกมาจากนักวิชาการชั้นนำ จากแกนนำภาคประชาชน จากราษฎรอาวุโส จากผู้นำกองทัพ จากสื่อมวลชน จากปัญญาชนสาธารณะ จากอดีตคอมมิวนิสต์ จากสถาบันจารีตและบริวาร

แน่นอนว่า หนทางการสัประยุทธ์กับกระแสขวาใหม่ย่อมมิใช่การหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหาของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่พันธมิตรฯ และแนวร่วมหยิบยกขึ้นมาจุดชนวนการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของระบบประชาธิปไตยตัวแทนแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉลไม่เป็นธรรม

หากต้องเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้ถึงรากอย่างแท้จริง ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ตามพละกำลังที่เป็นจริง

ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวนั้นๆ กลับช่วยทำนุบำรุงเนื้อดินของ “การเมืองของสัตว์พิเศษ” ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์: วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ และความเข้มแข็งทางปัญญา

July 14th, 2008

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่ประสบความล้มเหลว เมื่อพิมพ์ครั้งแรกในต้นปี ๒๕๒๙ นั้นจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องพิมพ์เพิ่มอีกในเวลาอันสั้น แต่ความสำเร็จของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหนังสือทางวิชาการเช่นหนังสือเล่มนี้ ยังควรต้องมีผลกระทบต่องานศึกษาเรื่องเดียวกันที่ติดตามมาบ้าง ไม่ในทางลบก็ทางบวก

หากทว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีผลกระทบอะไรแก่ใครเลย มีผู้เขียนบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องในสมัยพระเจ้าตากสินอีกมากหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ไม่มีงานของผู้ใดอ้างถึงหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเพื่อปฏิเสธหรือเพื่อยืนยันข้อมูล หรือการตีความของหนังสือเล่มนี้เลย

อะไรที่เคยพูดกันมาในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาอย่างไร ทุกคนก็ยังพูดเหมือนเก่าทุกอย่าง ประหนึ่งว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นในโลกนี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันเข้าพรรษา ๒๕๓๕
คำนำ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

 

อ่านความในใจของปราชญ์คนสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน แล้วต้องสะท้านใจและหดหู่ใจในเวลาเดียวกัน

เป็นไปได้อย่างไรว่า หนังสือที่ถือว่าเป็นงานชิ้นเอก (magnum opus) ด้านประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้รับการพูดถึงทั้งทางบวกหรือทางลบเลยในวงวิชาการประวัติศาสตร์ เป็นไปได้อย่างไรว่าหนังสือที่เสนอคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งใกล้ตัวเราขนาดนี้ และมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ได้รับการถกเถียง เพื่อยืนยัน คัดค้าน สานต่อ หรือล้มล้าง เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าความไม่ยินดียินร้าย ความไม่แยแส และความเฉยเมยทางปัญญา คือบรรทัดฐานใหม่ของวงวิชาการไทย เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ ได้ตายไปจากวงวิชาการไทย

เมื่ออ่านความในใจของนิธิข้างต้นแล้ว วิญญูชนทุกท่านย่อมเข้าใจตรงกันว่านิธิมิได้กำลังคร่ำครวญหรือน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมไม่มีคนอ้างงานของท่าน หรือทำไมไม่มีคนพูดถึงหรือชมเชยงานของท่าน แต่ท่านกำลังร้องหาวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์

ผมเชื่อว่าท่านคงจะปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งหากจะมีนักวิชาการแม้เพียงหนึ่งคนลุกขึ้นมา ตอบโต้และวิจารณ์ว่าหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของท่านตีความประวัติศาสตร์ผิดหมด พร้อมนำเสนอข้อมูล หลักฐานเพื่อหักล้างทุกข้อเสนอของท่าน เพราะหากมีคนที่เดือดร้อนถึงขั้นต้องลุกขึ้นมาวิจารณ์ นั่นย่อมหมายความงานของท่านมีความสำคัญ และได้สร้างผลสะเทือนในระดับใดระดับหนึ่ง นั่นย่อมหมายความวัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ยังเข้มแข็งดีอยู่ในวงวิชาการไทย

ศัตรูอันร้ายกาจที่สุดของวงวิชาการและกิจกรรมทางปัญญานั้น มิใช่ศัตรูหรือคู่ปรับของท่าน แต่คือ ความเฉยเมยทางปัญญา อุเบกขาทางปัญญา (intellectual indifference)

หากหันมาดูวงการวรรณกรรมในห้วงเวลาเดียวกับที่นิธิเขียน การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ นั่นคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้จะไม่คึกคักแต่มิได้เงียบเหงาเท่ากับวงวิชาการประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนและถกเถียงประเด็นทางวรรณกรรมมีปรากฏอยู่เป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเสนอ อย่างน้อยที่สุดในแต่ละปี บรรดานักวิจารณ์ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นมาวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่หนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ออกเผยแพร่ ในวงวรรณกรรมก็มีงานชิ้นสำคัญออกมาชิ้นหนึ่ง นั่นคือบทความ “ศัตรูที่ลื่นไหล แง่มุมหนึ่งของวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ของเจตนา นาควัชระ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2530 หลายท่านย่อมจำกันได้ดีว่า วงการวรรณกรรมต้อนรับบทความชิ้นดังกล่าวอย่างกว้างขวาง คึกคัก และ จริงจังอย่างยิ่ง มีการถกเถียง โต้แย้ง สนับสนุน หักล้าง และขยายความข้อเสนอของบทความชิ้นนี้ด้วยมุมมองและทัศนะอันหลากหลาย บทความชิ้นนี้ได้สร้างผลสะเทือนค่อนข้างมากต่อวงการวรรณกรรมร่วมสมัย จนแม้เวลาจะล่วงมาถึงปี 2536 ไล่เลี่ยกับที่นิธิเขียนคำนำตัดพ้อคนในวงการประวัติศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิด ในงานรำลึก 20 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม บทความชิ้นนี้ยังได้รับการพูดถึงและเป็นประเด็นให้คนในวงการวรรณกรรมได้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น

ในปัจจุบันอันเป็นยุคสมัยแห่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากเผยแพร่ข้อเขียนที่เปิดเผยจุดยืนและอุดมการณ์ของตนอย่างโจ่งแจ้ง แต่น่าประหลาดใจว่าการถกเถียงและโต้แย้งทางวิชาการกลับมีน้อยมาก ราวกับว่านักวิชาการพากันพอใจที่จะอยู่ในมุมแคบๆของตน หรือทำสวนเล็กๆ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ชื่นชมแต่โดยลำพัง หรือไม่พวกเขาก็เริ่มหันไปรับเชื้อความคิดของฝ่ายการเมืองที่ถือว่า “ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร” ในวงวิชาการ แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ว่ามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ก็พร้อมจะหันมาจูบปากกันได้โดยไม่ระคายลิ้น

ปรากฏการณ์วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นี้เริ่มแผ่วๆ ไป ดูเหมือนว่าวงการวรรณกรรมไทยกำลังเดินไปถึงจุดที่วงวิชาการประวัติศาสตร์กำลังเผชิญอยู่มานานนับ 20 ปี ปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์” “วิจารณ์แห่งวิจารณ์” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้กับวงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นวงวิชาการวรรณกรรม หรือวงวิชาการศาสตร์อื่นๆ สำหรับผมแล้ว เมื่อพูดถึง วรรณกรรมวิจารณ์ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะจำกัดตัวอยู่เพียงการวิจารณ์ตัวงานวรรณกรรม แต่ต้องรวมไปถึงการวิจารณ์งานวิจารณ์วรรณกรรมด้วยเช่นกัน
อาจจะฟังดูขัดหู แต่ผมอยากเสนอว่า หากไม่มีวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ วัฒนธรรมวิจารณ์ก็ไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ บางท่านอาจจะติงว่า ก็ในเมื่องานวรรณกรรมวิจารณ์ในบ้านเรายังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก ที่เขียนๆ กันก็มีเพียงหยิบมือเดียว จะให้มาทำงานวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์อีก จะมิเป็นการข้ามขั้นตอนใจเร็วด่วนได้เกินไปหรือ ผมยอมรับว่าผมเคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ชะตากรรมอันน่าสลดใจของ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับเรา

วรรณกรรมวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำควบคู่กันไป มิอาจแยกจากกันได้ วรรณกรรมวิจารณ์จะเป็นพลังทางปัญญา มิใช่เพราะบทวิจารณ์ชิ้นนั้นๆให้คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบเดียวที่ไม่อาจโต้เถียงได้ นั่นมิใช่วัฒนธรรมการวิจารณ์ แต่คือเผด็จการทางความคิด บทวิจารณ์ก็เหมือนวรรณกรรมสามารถก่อให้เกิดพลังทางปัญญา เพราะมันเปิดโอกาสให้เราคิดต่าง คิดแย้ง เรียนรู้ที่จะย่อมรับความหลากหลายและความเป็นอื่น วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เตือนให้เราตระหนักว่า วรรณกรรมไม่มีคำตอบเดียว และบทวิจารณ์หนึ่งๆ ไม่ควรจะเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยเหตุดังกล่าว วัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญอันจะขาดมิได้ในการพัฒนาวัฒนธรรมการวิจารณ์ให้เข้มแข็ง

การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นอกจากจะหมายถึง การวิจารณ์เพื่อโต้แย้ง หรือสนับสนุน สานต่อหรือคัดง้างความเห็นในงานวิจารณ์ชิ้นอื่นๆ ที่มีต่องานวรรณกรรมชิ้นหนึ่งๆ ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังน่าจะกินความรวมไปถึง การมุ่งวิเคราะห์งานวิจารณ์เพื่อเข้าใจกรอบคิด ระเบียบวิธี ตลอดจนระบบคุณค่าที่กำกับงานวิจารณ์เหล่านั้น โดยมุ่งทำความเข้าใจว่าทำไมในสังคมหนึ่งๆ หรือยุคสมัยหนึ่ง การวิจารณ์จึงต้องให้ความสำคัญกับผู้แต่งมากเป็นพิเศษ และทำไมในอีกยุคสมัยหนึ่งกลับมุ่งพิจารณาเฉพาผลกระทบที่วรรณกรรมมีต่อสังคม และบางยุคกลับมุ่งดูแต่องค์ประกอบทางวรรณศิลป์เป็นสำคัญ

การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ในความหมายนี้ ถือเอางานวิจารณ์เป็นเสมือนตัวบทที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจปัจจัยทางสังคมและอุดมการณ์ที่เป็นเงื่อนไขรองรับงานวิจารณ์เหล่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเราเชื่อว่า เราสามารถ “ดูวรรณกรรมจากสังคม และดูสังคมจากวรรณกรรม” ดังเช่นบรรจง บรรเจอดศิลป์ เคยเสนอไว้ เราสามารถ “ดูงานวิจารณ์จากสังคม และดูสังคมจากงานวิจารณ์” ได้เช่นกัน และนี้คืออีกมิติหนึ่งของการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์

เรียบเรียงจากบางส่วนของคำอภิปรายในงานสัมมนา “25 ปี การวิจารณ์ ‘คำพิพากษา’” จัดโดยโครงการวิจัย “การวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ร่วมสมัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์” 5 สิงหาคม 2549

ดีไซน์ คัลเจอร์

March 26th, 2008

ad-front-design_culture.gif

ในสังคมไทย “ดีไซน์” หรือการออกแบบ มักจะถูกจัดวางไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการมัณฑนากร สถาปนิก หรือกราฟิกดีไซน์ ผลของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ ทำให้ “ดีไซน์” อยู่นอกเหนือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ต่างจากชุดความรู้ของวิชาชีพเฉพาะทางหรือ “ช่าง” ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือแม้แต่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เมื่อคอลัมน์ดีไซน์ คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ เริ่มปรากฏในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 มองเผินๆ คอลัมน์นี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวของคนในวิชาชีพออกแบบโฆษณา เพราะผู้เขียนก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และเรื่องราวที่เขียนถึงก็คือความเป็นไปในวงการโฆษณา

แต่เมื่ออ่านให้ลึกลงไป เราจะพบว่าดีไซน์ คัลเจอร์ มิได้เป็นเพียงข้อเขียนเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการในการทำงานด้านการออกแบบของผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หากดีไซน์ คัลเจอร์ พยายามจะบอกเราว่าในการทำงานสร้างสรรค์นั้น วิธีคิด วิธีมองโลกที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าการรู้เทคนิควิธีการที่ดี หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพใดๆ โดยเฉพาะหากคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีหรือ “จับใจ” ผู้คน นอกจากนี้ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังพาดพิงไปถึงข้อคำนึงเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของศิลปะอันเป็นประเด็นสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าศิลปะควรจะดำรงอยู่เพื่อศิลปะเอง หรือควรจะเป็นไปเพื่อสิ่งอื่นๆ นอกเหนือตัวศิลปะด้วย (เป็นต้นว่า สังคม) กล่าวคือในเรื่องปัญหาความสมดุลระหว่างความงามกับจุดหมายหรือรูปแบบกับเนื้อหานั่นเอง เช่นเราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” กับ “พาณิชย์” ของงานกราฟิกดีไซน์

ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังชี้ชวนให้เราเห็นถึงสิ่งที่กว้างไกลไปกว่าเรื่องของการออกแบบ โดยมองผ่านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนึกเกี่ยวกับตัวตน การสร้างความรับรู้และรูปการณ์จิตสำนึก มิติของอุดมการณ์ การเมืองและวัฒนธรรม ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์สังคมอย่างลุ่มลึกโดยมองผ่านงานดีไซน์ และเมื่ออ่านข้อเขียนเหล่านี้จบลง เราก็อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า ดีไซน์มีผลต่อความคิดของเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ตัวอย่างการวิเคราะห์เชื่อมโยงที่ทั้งน่าทึ่งและโต้ตอบโดยตรงต่อสังคมไทยในปัจจุบันสมัย คือคำอธิบายเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่หันกลับมา “คืนดี” กับกองทัพ โดยเฉพาะพฤติกรรม “มอบดอกไม้ ถ่ายรูปกับรถถัง” บทความ “รถถัง : ปลดปล่อยหรือปราบปราม” ได้ให้บริบททางประวัติศาสตร์ของภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่ถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นยุคสงครามเย็น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อมาอยู่ในบริบทของการรัฐประหาร 19 กันยา รถถังก็ได้กลายเป็น “สัญญะ” ให้ผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหารได้หยิบฉวยใช้อย่างไร

ในฐานะสำนักพิมพ์ หากความหมายของดีไซน์จะสามารถอ่านได้แต่เพียงในทางเทคนิค ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องพิมพ์เป็นหนังสือออกมาให้คนทั่วไปพยายามปีนบันไดเข้าใจศัพท์แสงของวงการนี้แต่อย่างใด

แต่ด้วยธรรมชาติของการสร้างงานดีไซน์ ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องมีความเฉพาะตัวในความหมายของการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา และต้องอาศัยสัมผัสที่ไวต่อการจับอารมณ์ความรู้สึกหรือวิธีคิดของสังคมในช่วงนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป็นชิ้นงานที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของความงามที่สัมพัทธ์ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย และในแง่ของสารที่หวังผลในการชักจูงใจ

การสามารถย้อนกลับมาอ่านให้แตกว่า งานดีไซน์หนึ่งๆ มีรากที่มาอย่าไร ถูกหยิบใช้และส่งผลสะเทือนอย่างไร จึงไม่ใช่อะไรนอกจากการอ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้อย่างลุ่มลึก แยบคาย ทว่าอาจตรงไปตรงมา และปราศจากการครอบงำเสียยิ่งกว่าการอ่านตำราประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฉบับทางการก็เป็นได้

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน