วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

ทางสู้ของภาคประชาชนอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง

July 1st, 2008

การกลับมาของระบอบทักษิณด้วยชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนและจัดตั้งรัฐบาลสมัครที่สำแดงตนชัดเจนว่าจะดำเนินการเพื่อปกป้องการทำลายล้างอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เคยมีมานั้น ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า จะต้องทำลายอำนาจเงินตราที่คอยหนุนค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณจึงจะทำให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา และอำนาจเป็นของประชาชนที่เปี่ยมด้วยสำนึกทางการเมือง

ระบอบทักษิณ คือ ระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ ที่พัฒนาการใช้ทุนเพื่อครอบงำและจัดตั้งคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยหวังผลการครองความเป็นใหญ่และสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างไม่รู้สิ้น

ระบอบทักษิณ ยังหมายถึง การผลักดันเศรษฐกิจด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมุ่งผูกขาดการกอบโกยกำไรสูงสุดผ่านการครอบครองสัมปทาน ธุรกรรมและกิจการของรัฐโดยกลุ่มทุนใหญ่ด้วยเงื่อนไขได้เปรียบทางภาษี ข้อมูลข่าวสาร และอำนาจการบริหารโดยตรงด้วยการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย

ดังนั้นขณะที่มือข้างหนึ่งโปรยหว่านเศษเงินให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ที่เคยขาดแคลนมาก มาบัดนี้ขาดแคลนน้อยลง ทว่ามืออีกข้างหนึ่งกอบโกยเงินตราเข้ากลุ่มอย่างผูกขาด แล้วใช้อำนาจทุนค้ำจุนอำนาจการเมืองของตนอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 นอกจากต้องอาศัยการประท้วงทั่วไปของประชาชนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่แล้ว ยังต้องอาศัยความมีส่วนร่วมแทรกแซงของอำนาจตุลาการ และอำนาจทางทหารภายใต้พระราชอำนาจนำจึงจะประสบความสำเร็จ กระนั้นการมีส่วนร่วมนั้นเป็นการกระทำแทนการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง และยุติการเคลื่อนไหวของประชาชนแล้วให้หวังพึ่งพิงอำนาจตุลาการผ่านกลไกศาล และอำนาจรัฐผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจเหล่านั้นยังไม่สามารถเอาชนะระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ดำเนินการอย่างถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทางสังคมนี้ กล่าวคือ อำนาจแห่งเงินตราของระบอบทักษิณ แม้ว่าจะมีการยึดคืนกิจการไอทีวีที่กระทำผิดสัญญาสัมปทานแต่ก็กระทบอำนาจเงินตราของระบอบทักษิณเพียงน้อยนิด แม้จะมีการอายัดทรัพย์ของอดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้า และไร้ประสิทธิภาพ จนแทบจะไม่กระทบกระเทือนทุนใหญ่ของเครือข่ายระบอบทักษิณ นอกจากนี้ การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมผ่านกลไกการสืบสวนสอบสวนของคตส.ต้องใช้ระยะเวลานาน และถูกแทรกแซงบิดเบือนหรือต่อรองได้ง่ายดาย

การพึ่งพิงระบอบอำมาตยาธิปไตยในการจัดการกับระบอบทักษิณนั้นไม่เพียงด้อยประสิทธิผล หากยังเป็นการดำเนินการที่ขาดการตรวจสอบ ในหลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยขาดการถ่วงดุล ดังกรณีการออกพรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ

ยิ่งเมื่ออำนาจเงินตราช่วยฟื้นคืนระบอบทักษิณกลับคืนมาในรูปการของรัฐบาลสมัครที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้งที่ครอบงำอำนาจการเมืองด้วยระบบเครือญาติและระบบหัวคะแนนจัดตั้ง และรับใช้ผลประโยชน์ของธุรกิจกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติมาหลายยุคหลายสมัย เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ใช่ทางออกของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะมือที่โปรยหว่านเงินตราเพื่อครอบครองคะแนนเสียงอย่างแข็งแกร่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มืออีกข้างหนึ่งย่อมต้องทำงานตามกิเลสตัณหาของกลุ่มทุนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

เราไม่อาจยอมรับว่า เศษเงินที่โปรยหว่านเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ตรงกันข้ามเศษเงินเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรกรที่ถูกขูดรีดจากการผูกขาดตลาดและกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และการครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จนแทบทุกครอบครัวต้องดิ้นรนส่งเสียให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อมารับจ้างเป็นคนงานในเมือง ภายใต้สภาพเช่นนี้เอง ที่เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงการอุปถัมภ์ของนักเลือกตั้งตลอดมา

ขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้มืออีกข้างหนึ่งที่กอบโกยกำไรยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่ประชาชนจะได้นำส่วนเกินทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง เรายังเชื่อมั่นว่าหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พวกเขาย่อมไม่ยอมตนหวังพึ่งการอุปถัมภ์จอมปลอมของนักเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เพื่อการนี้ นอกจากการเปิดโปงให้มวลชนเห็นความเลวร้ายของมือที่มองเห็นทั้งสองข้างนี้แล้ว เรายังต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่าทั้งการจัดสรรงบประมาณ ระบบภาษีที่ก้าวหน้า และการจัดการการผลิตและการบริโภคที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในด้านการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดสวัสดิการสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

มองในแง่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป วาระแห่งชาติ คือ การทำลายประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ และแทนที่ด้วยประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งมีรัฐสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการทำลายทั้งอำนาจ และเงินตรากลุ่มทุนใหญ่ลงเสียและเปิดทางให้ประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวอันกว้างขวางที่ได้เลือกตัวแทนทางตรงจัดตั้งเป็นสภาคนงาน ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ข้าราชการและทุกสาขาอาชีพ ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารของประชาชนเข้าแทนที่รัฐบาลเดิม เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ระบบภาษี ระบบการผลิตขนาดใหญ่ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆเพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอันกว้างขวางย่อมต้องสะสมชัยชนะและขยายการจัดตั้งตนเองให้เข้มแข็ง ในหลายกรณีชัยชนะที่จำเป็นและสำคัญยิ่งบางครั้งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของแนวร่วมที่แม้จะมีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าเห็นพ้องที่จะร่วมกันเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายเฉพาะหน้าในขณะนั้น

บทเรียนการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณในปี พ.ศ. 2549 สนับสนุนข้อเสนอข้างต้น เมื่อประเมินจากความอ่อนแอของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ยังไม่มีทั้งองค์กรจัดตั้งของตนเองที่รวบรวมตัวแทนมาจากการเข้าร่วมของมวลชนอย่างกว้างขวาง ตอนนั้นเรามีเพียงแกนนำการเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆที่จัดเวทีปลุกระดมมวลชนเท่านั้น และยังไม่มีข้อเสนอหรือทางออกในการแทนที่อำนาจรัฐหลังโค่นรัฐบาลทักษิณ ตอนนั้นการเคลื่อนไหวมุ่งเพียงการเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องขอมาตรา 7 หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ทหารเข้าร่วมโค่นรัฐบาลเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมายการโค่นรัฐบาลทักษิณ

ด้วยเหตุฉะนี้ ใครก็ตามที่เชื่อว่า มวลชนผู้ยังไม่พร้อมจะข้ามพ้นการพึ่งพิงพระราชอำนาจ หรือกองกำลังทหารจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีเค้าโครงการ และการจัดตั้งตนเองอย่างอิสระเสรีเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามเจตจำนงของตน เขาผู้นั้นย่อมมีมายาการ หรือความหลงไปว่า ปัญหาเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการตื่นตัวของมวลชนที่เป็นตัวของตัวเองจากแนวทางปฏิรูปสังคมภายใต้พระราชอำนาจนำนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้การพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่เป็นบทเรียนของการเคลื่อนไหวครั้งนั้นก็คือ การขาดความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ซึ่งก็คือท่าทีทางการเมืองที่ถูกต้องและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน

ท่าทีนั้นก็คือ ขณะที่ต้องพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเพื่อชัยชนะที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของการเมืองภาคประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนแสดงออกไปพร้อมกันด้วยว่า แนวร่วมที่เราพึ่งพิงนั้นจะต้องมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้แนวร่วมนั้นมารับเหมาทำแทน ถ้าเป้าหมายการต่อสู้คือการชิงอำนาจรัฐ เราต้องเรียกร้องให้แนวร่วมมาสนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไปสู่เป้าหมายนี้ ไม่ใช่รับเหมาทำแทนโดยชิงอำนาจรัฐแล้วจัดตั้งรัฐบาลเสียเองดังกรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์

นอกจากนี้ เมื่อผลของการเคลื่อนไหวจริงกลายเป็นว่า ทหารรับเหมาทำแทนภาคประชาชนไปแล้ว ภาคประชาชนก็ควรมีท่าทีที่วิจารณ์ให้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนั้นแม้จะโค่นรัฐบาลทักษิณจากอำนาจทางการเมืองลงได้ แต่ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่เครือข่ายระบอบทักษิณ เพราะทหารเพียงต้องการยุติความปั่นป่วนทางการเมือง และนำสังคมกลับสู่ภาวะปกติเท่านั้น แล้วจัดการกับการเอาทักษิณลงจากอำนาจด้วยระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งในท้ายสุดแล้วหากดำเนินการไม่ประสบผลก็จะนำไปสู่การประนีประนอมกับระบอบทักษิณอย่างแน่นอน

ถ้าหากภาคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร และต่อมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์ว่า เป็นจริงตามที่พยากรณ์ไว้ ภาคประชาชนสามารถใช้ท่าทีนี้สร้างเป็นทางออกในการต่อสู้อย่างเป็นตัวของตัวเองเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไป กระนั้นหากจะแสดงท่าทีดังกล่าวในขณะนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะการต่อสู้ระบอบทักษิณที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงการกลับมาของระบอบนี้ในรูปการของรัฐบาลสมัคร ได้ให้บทเรียนแก่ผู้คนในสังคมที่เข้าร่วมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา  ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ทหารและข้าราชการทั้งในเมือง และหัวเมืองต่างจังหวัดอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของคมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และภาคประชาชนคือหลังอิงสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ด้วยทางออกที่เป็นตัวของตัวเอง และด้วยการจัดตั้งองค์กรของตนเองที่เข้มแข็ง

 

 

พรรคต่อต้านทุนและการรวมกำลังแนวร่วมในฝรั่งเศส

July 1st, 2008

ความพ่ายแพ้ของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายต่อการชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อกลางปี ค.ศ.2007 ทำให้กลุ่มปีกซ้ายปฏิวัติอย่างพรรคสันนิบาตคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ (Ligue communiste révolutionnaire : LCR) สรุปบทเรียนสำคัญว่าจะต้องสร้างการรวมตัวของพันธมิตรที่ต่อต้านทุนนิยมอย่างกว้างขวางเพื่อนำมวลชนเข้าต่อสู้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ที่ชนะการเลือกตั้ง

ถัดมาในปลายปีเดียวกัน เกิดการนัดหยุดงานครั้งสำคัญที่เขย่ารัฐบาลซาร์โกซีจนถอยร่นไปพร้อมกับนโยบายเสรีนิยมที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน  จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2008 พรรค LCR เรียกร้องการรวมตัวจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยมขึ้นเพื่อรวบรวมกำลังผู้ต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีเข้าไว้ด้วยกัน ก้าวสำคัญนี้ทำให้ประเด็นการสร้างพรรคและนโยบายการรวมกำลังแนวร่วมเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับขบวนการภาคประชาชนของสังคมไทยที่ต้องเผชิญกับการกลับมาของพรรคไทยรักไทยในรูปการจัดตั้งใหม่เป็นพรรคพลังประชาชนที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา รัฐบาลสมัครที่เป็นนอมินีของอดีตนายกฯ ทักษิณและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอยู่ในขณะนี้

สถานการณ์สร้างพรรค

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสชี้ให้ LCR เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากต่อต้านซาร์โกซีและออกไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยม (Parti socialiste) ทำให้ซาร์โกซีชนะการเลือกตั้งรอบสุดท้ายเหนือพรรคสังคมนิยมด้วยคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 53.06 และยังแสดงให้เห็นแนวโน้มที่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากรัฐบาลนี้มาพร้อมกับหลักนโยบายของ MEDEF (Mouvement des entreprises de France) องค์การนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส

การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ LCR คาดการณ์ไว้นั้นปรากฏเป็นจริง การนัดหยุดงานเพื่อต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่โดยเฉพาะ แผนการตัดทอนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลซาร์โกซีในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 นั้น กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่พอๆ กับเมื่อคราวปี 1995 เลยทีเดียว โดยมีผู้เข้าร่วมสำแดงพลังรวมถึง 7 แสนคน ในการประท้วง 148 แห่งทั่วประเทศ เช่น  70,000 คนที่ปารีส  60,000 คนที่มาร์แซย์  35,000 คนที่ตูลูส  30,000 คนที่บอร์โดซ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การนัดหยุดงานที่เขตอุตสาหกรรม Yoplait ภายใต้การนำของสมาพันธ์แรงงานระดับชาติอย่าง CGT (Confédération générale du travail) เพื่อเรียกร้องให้เปิดการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างและปัญหาค่าครองชีพ การเดินขบวนประท้วงของนักเรียนและนิสิตนักศึกษาประมาณ 40,000 คน เพื่อสนับสนุนการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจและเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่จะทำให้สถานศึกษากลายเป็นแหล่งธุรกิจ  การเข้าร่วมประท้วงของครูในวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด  โอลิวีเย เบซองซีโนต (Olivier Besancenot) ผู้นำของ LCR ประเมินการสำแดงพลังครั้งนี้ว่า เป็นการรวมพลังต่อสู้ที่กดดันอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ารัฐบาลต้องตอบสนองตามที่ผู้ประท้วงเรียกร้อง เช่นเดียวกับการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1995 [1]

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า มวลชนคนงานฝรั่งเศสยังคงมีพลังต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ของซาร์โกซีและเป็นฐานมวลชนที่ต้องการการจัดตั้งรวมกำลังต่อสู้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ฉะนั้น เพื่อช่วงชิงมวลชนให้ตีตัวออกจากความนิยมในพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรคที่ปลิ้นปล้อนทางการเมืองและฉวยโอกาสเอียง “ซ้าย”และ “ขวา” เพียงเพื่อให้พรรคได้ร่วมรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีอิทธิพลทางการเมืองในระบบเลือกตั้งอย่างสำคัญ พร้อมๆ ไปกับการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่คอยเกื้อหนุนการเคลื่อนไหวนั้น โดยเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างและมีหลักนโยบายที่เป็นตัวของตัวเองต่างไปจากพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับบรรดาพรรคปีกซ้ายอื่นๆ นอกจากพรรคสังคมนิยมด้วยกันแล้ว พรรค LCR ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบแรก คือร้อยละ 4.08 ซึ่งสูงกว่าคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (Parti communiste français: PCF) ถึงสองเท่า  สิ่งนี้สะท้อนการพัฒนาของพรรค LCR ที่มาถึงขั้นตอนสำคัญในการขยายการจัดตั้งองค์กร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความปั่นป่วนและความแตกต่างทางความคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายและกลุ่มต่างๆ ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังการเลือกตั้ง อันเรียกร้องการแก้ไขให้กลับมาสู่การรวมกำลังแนวร่วมเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลซาร์โกซีด้วยเค้าโครงการหรือหลักนโยบายที่ต่อต้านทุนนิยม

สิ่งนี้จึงเป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17 ของ LCR เมื่อวันที่ 24-27 มกราคม 2008  ตัวแทนสมาชิกพรรคจำนวน 313 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อประเมินผลการทำงานของกลุ่มและสถานการณ์ทางการเมือง ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมหารือกันอย่างกว้างขวางก็คือ โครงการจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยม โดยแม้จะยังมีประเด็นการประเมินหลายแง่มุม เช่น คำนิยามของ “พรรคต่อต้านทุนนิยม” ขอบเขตการดำเนินงานทางการเมืองที่จำเป็น วิธีการบรรลุถึงสิ่งนี้ การแสวงหากลุ่มการเมืองอื่นที่มีศักยภาพมาเข้าร่วม ระยะเวลาที่จะปฏิบัติให้เกิดผล เป็นต้น  สุดท้ายที่ประชุมก็เห็นชอบที่จะดำเนินการจัดตั้งพรรคนี้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 81.2 ขณะที่มีเสียงค้านร้อยละ 14.8 และงดออกเสียงร้อยละ 4 ของผู้แทนทั้งหมด

สาระสำคัญของเสียงส่วนใหญ่ปรากฏในแถลงการณ์ว่าด้วยพรรคต่อต้านทุนนิยม ซึ่งมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้คือ พรรคนี้จะเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวรวมตัวของมวลชนคนงานเพื่อต่อสู้เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ โดยช่วยตระเตรียมการอภิวัฒน์สังคมอย่างถึงรากถึงโคน นั่นคือ ยุติระบบทุนนิยมกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในปัจจัยการผลิต และการทำลายโลกและธรรมชาติ แล้วแทนที่ด้วยระบบสังคมที่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ขจัดการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขได้เปรียบเชิงชนชั้น เพศ หรือเผ่าพันธุ์ สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกตั้ง หากแต่ทุกคนต้องสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคนี้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับระบบทุนนิยม โดยเป็นพรรคอิสระเป็นตัวของตัวเองที่แตกหักกับทุนนิยมและสถาบันการปกครองของระบบนี้ และสนับสนุนให้ประชาชนนำการเคลื่อนไหวของตนเองในฐานะผู้ที่จะเข้าไปบริหารสังคมและเศรษฐกิจ นั่นคือ การสร้างพรรคเพื่อช่วยก่อให้เกิดแนวทาง “สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21″

พรรคนี้จะสามัคคีผู้คนทุกคนที่ต่อต้านทุนนิยมมาเข้าร่วม โดยเชิญชวนมวลชนไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงาน โรงเรียน ชุมชน องค์กรระดับภูมิภาคและระดับชาติ มาจัดตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิบัติการเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างพรรค เช่น การร่างธรรมนูญของพรรค การร่างหลักนโยบาย การจัดประชุมระดับท้องถิ่นระดับชาติ และระดับประเทศ เพื่อเตรียมการจัดประชุมใหญ่ก่อตั้งพรรคต่อไป

ทิศทางการสร้างพรรคต่อต้านทุนนิยมดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดกว้างรับผู้คนร่วมสร้างพรรคที่หลากหลาย บนเป้าหมายเดียวกันคือการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซี และนำพามวลชนไปร่วมเรียนรู้ถึงปัญหาและทางออกท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางสังคมในสถานการณ์ต่างๆ แล้วยกระดับไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงในความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมเพื่อรักษาโลกนี้ไว้ จากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้าย มีขั้นตอนการพัฒนาของพรรคและการเคลื่อนไหวทางสังคมตรงประเด็นสำคัญที่ว่า พรรคและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจักต้องสะสมชัยชนะ และได้รับการยอมรับนับถือของมวลชนอย่างกว้างขวางในหลักนโยบายเปลี่ยนแปลงสังคม โดยอาศัยแนวร่วมกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลายที่ร่วมกันต่อต้านทุนนิยมในประเด็นต่างๆ ได้ แม้ว่าจะมีแนวคิด แนวทาง และหลักนโยบายที่แตกต่างกัน (March separately, strike together)

การรวมกำลังแนวร่วมกับการสร้างพรรค

ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในฝรั่งเศสยังคงตกเป็นฝ่ายตั้งรับทั้งในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจสังคมและในการเลือกตั้ง แต่ผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลฝ่ายขวาก็ก่อให้เกิดกลุ่มฝ่ายค้านมากมายและหลากหลาย จึงเป็นที่ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายซ้ายจะต้องผนึกกำลังด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนพลังของตนไปเอาชนะใจมวลชนที่ยังลังเลอยู่กับบรรดาพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสหรือพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเข้าชิงชัยการเลือกตั้งเมื่อมีโอกาสและนำเสนอทางออก เค้าโครงการ หรือหลักนโยบายของตนในการเมืองระดับชาติ  ด้วยภารกิจเหล่านี้ แนวทางรวมกำลังแนวร่วม (United front policy) เป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สำคัญยิ่ง

หากสรุปจากประสบการณ์ การต่อสู้ของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ผ่านมา แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อเคลื่อนไหวให้มวลชนคนงานยอมรับนับถือในแนวทางเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยมโดยมียุทธศาสตร์ 2 ประการ คือ

ประการแรก เอาชนะความแตกแยกและการแบ่งแยกในหมู่มวลชนและคนงานไปตามความคิดความเชื่อทางการเมืองของกลุ่มตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่พวกเขาถูกโจมตีโดยนายทุนและรัฐบาลปีกขวาเพื่ออาศัยกำลังสามัคคีของมวลชนคนงานเหล่านี้ไปดำเนินการงานที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

ประการที่สอง เอาชนะมวลชนและคนงานบางส่วนที่ยังคงเดินตามแนวทางปฏิรูป นิยมรัฐสภา นิยมการเลือกตั้ง ให้หันเหออกจากอิทธิพลเหล่านี้ และมาร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยม

แต่จะบรรลุยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ได้ ก็ต้องอาศัยยุทธวิธีสร้างแนวร่วมอย่างกว้างขวาง ซึ่งในหลายกรณีความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ นั้น ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำที่มีแนวทางปฏิรูปกลุ่มต่างๆ เช่น การนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องการปรับปรุงค่าจ้างบางครั้งต้องอาศัยนักการเมืองของพรรคฝ่ายค้านหรือข้าราชการฝ่ายปฏิรูปเข้าร่วม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การอาศัยแนวร่วมในทางยุทธวิธีนี้จะต้องไม่หันเหออกจากหรือไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ดังกล่าวไป นั่นคือ พร้อมๆ กับการสร้างแนวร่วมจำต้องให้มวลชนคนงานได้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวร่วมเหล่านี้ และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยแตกหักกับมายาคติที่หวังพึ่งพิงนักการเมือง การเลือกตั้ง การปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การร่วมมือและประนีประนอมทางชนชั้น เพื่อตัดตรงไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมในห้วงเวลาชี้ขาด โดยรูปแบบการรวมกำลังแนวร่วมที่ก้าวหน้าที่สุดก็คือ การจัดตั้งตนเองของมวลชนคนงาน (Self-organization) อย่างกว้างขวางทุกระดับ มีระบบการเลือกตั้งตัวแทนขององค์กรอย่างเป็นประชาธิปไตย และมีระบบการถอดถอนตัวแทนได้ตลอดเวลา  ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมา องค์กรแบบนี้ได้แก่ สภาคนงาน (workers’ councils) ซึ่งมองในทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้ก็คือ การสถาปนารัฐบาลของตัวแทนพรรคการเมืองและองค์กรต่างๆ ของมวลชนคนงานเพื่อแทนที่รัฐทุนนิยมนั่นเอง

ความหมายของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21

ถ้าหากยุทธศาสตร์นี้ไม่บรรลุ อย่างมากที่สุดที่เราจะได้รับก็คือ ชัยชนะบางส่วนในเชิงตั้งรับ ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เช่น กรณีรัฐสวัสดิการในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น  กระนั้นปัญหาของยุคสมัยก็ยังคงดำรงอยู่และรอคอยให้แก้ไข นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะยกระดับจิตสำนึกของมวลชนคนงานไปสู่การต่อสู้เพื่ออำนาจของพวกเขาอย่างแท้จริง?

ความละเอียดอ่อนอยู่ตรงช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของคนงาน การสะสมชัยชนะจำเป็นต้องรวมกำลังกับแนวร่วม และอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำปฏิรูป โดยที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ได้แก่ หลักนโยบายไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา  การคิดหวังเอาเองว่า มวลชนคนงานที่ยังไม่พร้อมจะแตกหักกับแนวทางปฏิรูป-ดอกผลของรัฐสวัสดิการในยุโรป ผู้นำพรรคสังคมนิยมและผู้นำสหภาพแรงงานปีกปฏิรูปจะสามารถลุกขึ้นมาเสนอข้อเรียกร้องเพื่อโค่นทุนนิยมนั้น ย่อมเป็นการคาดคิดที่ติดกับมายาการว่า ปัญหามวลชนคนงานที่แตกแยกทางความคิดและขาดจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างแท้จริงนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง การนำพามวลชนคนงานเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการต่อสู้ของตนเป็นภารกิจทางการเมืองที่ขาดเสียมิได้ของพรรคต่อต้านทุนนิยม  เพื่อการนี้ ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคเป็นเงื่อนไขชี้ขาดการเรียนรู้อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง การรวมศูนย์ทางการเมืองเพื่อเอกภาพของการปฏิบัติกับประชาธิปไตยภายในพรรคจึงเป็นสองด้านของความเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมแบบที่เลนินเคยให้แนวทางและประสบการณ์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม ในบริบทและเงื่อนไขของสังคมยุโรป ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยแบบนายทุนมีความมั่นคงพอสมควร ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ LCR นำไปปฏิบัติอยู่นั้น เน้นประชาธิปไตยมากกว่าการรวมศูนย์เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของสังคมที่มีการต่อสู้ทางชนชั้นที่แหลมคมและมีรัฐบาลเผด็จการซึ่งทำให้พรรคของมวลชนคนงานเน้นการรวมศูนย์มากกว่าประชาธิปไตย ดังนั้นภายใน LCR จึงเปิดโอกาสให้ความเห็นที่แตกต่างภายในหมู่สมาชิกดำรงอยู่และถูกนำเสนอออกไป เช่น ในสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม ขณะที่สมาชิกทั้งปวงยังคงสนับสนุนการปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับการยอมรับของเสียงข้างมากอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ได้คาดหวังจะให้สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเสียงส่วนน้อยต้องเข้ามานำการทำงานหรือถกเถียงอย่างหนักหน่วงกับสมาชิกเสียงข้างมากที่พวกเขาไม่เห็นด้วย กระนั้น หากปราศจากปฏิบัติการร่วมกันที่มาจากการตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีประชาธิปไตยในแบบใดๆ เอาเลย

บทเรียนจากความแตกแยกในหมู่ฝ่ายซ้ายอังกฤษในพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างนาม RESPECT เมื่อกลางปีที่ผ่านมาเตือน LCR ได้ดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ภายในพรรคระหว่างปีกปฏิวัติกับปีกปฏิรูปดังที่พรรคคนงานสังคมนิยมอังกฤษ (Socialist Workers Party [Britain]) ยึดถือ จนต้องแตกหักกับผู้นำปีกปฏิรูปและทำให้องค์กรต้องแตกแยกเป็นสองเสี่ยง หากแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้คนที่ปรารถนาจะสู้กับนโยบายทุนนิยมและนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณแผ่นดินของพรรคแรงงาน กับกลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งที่พรรคนี้ได้กระทำ  ดังนั้นการสามัคคีใคร ไปต่อสู้กับใคร เพื่ออะไร? จึงมักเป็นคำถามง่ายๆ ที่ในหลายกรณีเมื่อตอบผิดพลาดก็สร้างความเสียหายให้กับกระบวนการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมได้เสมอ

การเป็นฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่การดำรงตนเป็นกลุ่มปีกซ้ายที่ยึดมั่นอยู่กับหลักนโยบายของตน และใช้มันเป็นเครื่องชี้ถูกชี้ผิดเข้าจัดการผู้อื่น ตรงกันข้ามกลับต้องเปิดใจร่วมเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของการต่อสู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างหลักนโยบายและสร้างรูปแบบการจัดตั้งรวมกลุ่มของตนให้เหมาะสมสอดคล้อง แล้วอาศัยเป้าหมายยุทธศาสตร์คือ การเติบโตทางความคิดและจิตสำนึกของมวลชนคนงานอย่างเป็นตัวของตัวเองมาตรวจสอบผลการทำงานของตนอยู่เสมอๆ

เชิงอรรถ

[1] ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200

บรรณานุกรม

Besancenot, Olivier. 2007. “Mass Mobilizations against Sarkozy.” International Viewpoint. 394 (Nov.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1364

Duval, François. 2008. “LCR calls for new anti-capitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1425

Ligue Communiste Révolutionnaire. 2008. “Address for a new anticapitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1422

Mandel, Ernest. 1979. Trotsky: A Study in the Dynamic of his Thought (London: NLB).

Packer, David. 2008. “Revolutionary organisation and its relationship to building a broad left party.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1416

Sabado, François. “Elements of Revolutionary Strategy.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1289 [Jan. 2008].

Socialist Resistance steering committee. “Democratic Centralism and Broad Left Parties.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1413 [Jan. 2008].

วิถีระนาบ Horizontalidad

June 30th, 2008

วิถีระนาบ Horizontalidad

Horizontalidad เป็นศัพท์ภาษาสเปน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า horizontalism และแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “วิถีระนาบ” ในที่นี้ขอใช้ศัพท์ภาษาสเปนเป็นหลัก เพื่อให้เกียรติแก่ขบวนการประชาชนชาวละตินอเมริกาที่พูดภาษาสเปน ซึ่งเป็นผู้ให้ความหมายใหม่และทำให้คำคำนี้กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ

คำว่า Horizontalidad มีทั้งความหมายแคบและความหมายกว้าง ในความหมายแคบนั้นหมายถึง “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามจากการจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิดคือการมีผู้นำเดี่ยวหรือผู้นำที่เป็นคนกลุ่มน้อย มวลชนที่เหลือมีลำดับชั้นลดหลั่นกันลงไป และมีสายการบังคับบัญชาแนวดิ่ง ส่วน “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” คือการกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียม เน้นการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนระหว่างปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกองค์กร มีการตัดสินใจด้วยกระบวนการแสวงหาฉันทามติ ใช้ระบบประชาธิปไตยทางตรงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล กลุ่ม และองค์กรต่างๆ มีลักษณะแบบเครือข่ายใยแมงมุมในระนาบเดียวกัน โดยไม่มีปัจเจกบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรใดมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด

การจัดตั้งแนวระนาบมีความเชื่อมโยงและได้รับอิทธิพลมาจากแนวทางอนาธิปไตย(anarchism)กลุ่มเครือสหาย (Affinity Group) [1] และหลายกลุ่มองค์กรในขบวนการสังคมใหม่ใช้วิธีการจัดตั้งแบบนี้ แต่ก็มีหลายองค์กรที่ยังใช้การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด อย่างไรก็ดีการผนึกกำลังเป็นเครือข่ายของขบวนการสังคมใหม่จะใช้วิธีการจัดตั้งแนวระนาบเป็นหลัก

ในความหมายกว้างนั้น Horizontalidad หมายถึง “วิถีระนาบ” ซึ่งเป็นแนวทางของขบวนการประชาชนหลายขบวนการที่ผุดขึ้นมาในอาร์เจนตินาช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 2001 “วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาไม่ได้เกิดมาจากลัทธิความคิดใดๆ ไม่ได้มาจากแนวทางอนาธิปไตยหรือแม้กระทั่งขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโกแต่เกิดจากปฏิกิริยาโดยธรรมชาติที่ต้องการตอบโต้ต่อความล้มเหลวของระบบในประเทศรวมทั้งแสวงหาหนทางแก้ไขและข้ามพ้นระบบดังกล่าว

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมอาร์เจนตินา

ไม่มีใครรู้ว่าแนวคิด “วิถีระนาบ” เริ่มต้นที่ไหนหรือโดยใครในอาร์เจนตินาก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ คำคำนี้ไม่เคยมีอยู่ในศัพทานุกรมการเมืองที่ใช้ในวงกว้าง กระทั่งวันที่ 19 และ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2001 เมื่อประชาชนอาร์เจนตินาหลายแสนคนออกมาชุมนุมตามท้องถนน เคาะหม้อกระทะและตะโกนว่า “Que se vayan todos” (ไล่พวกมันไปให้หมด) รวมทั้งขับไล่ประธานาธิบดีออกไปถึง 4 คน ภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ จู่ๆ คำว่า Horizon-talidad ก็กลายเป็นคำสามัญที่ประชาชนใช้กันทั่วไป

กลุ่มประชาชนชาวอาร์เจนตินาที่นำแนวคิด “วิถีระนาบ” มาใช้ในทางปฏิบัติ ทั้งในด้านการจัดตั้งองค์กรและ การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่เป็นขบวนการที่มักเรียกรวมๆ ว่าขบวนการอัตตาณัติ (autono-mous movements) ซึ่งเป็นขบวนการประชาชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขบวนการเหล่านี้ต้องการเป็นอิสระจากรัฐให้มาก

ที่สุดระดับความยุ่งเกี่ยวกับรัฐของแต่ละขบวนการมีความแตกต่างกันไป ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วยขบวนการแรงงานไร้งานปีเกเตโรส์ (piqueteros) [2] เช่น กลุ่ม MTD Solano, MTD la Matanza ฯลฯ ซึ่งมีความคิดก้าวหน้าทางการเมืองชนชั้นกลางในสมัชชาละแวกบ้าน (neighbourhood assem-blies) [3]  สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ (recuperated workplaces) [4] โรงงานเซรามิกซานอง โรงพิมพ์ชีลา-เวิร์ต โรงแรมบาวเอน ฯลฯ กลุ่มสื่อนอกกระแส กลุ่มศิลปิน และชุมชนอัตตาณัติ (autonomous communities) ซึ่งเป็นชุมชนพึ่งตนเองที่ไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซง เช่น กลุ่มคนที่ยึดตึกร้าง (โดยเฉพาะธนาคารร้าง) มาทำเป็นศูนย์สังคม หรือกลุ่มคนที่ออกไปสร้างนิคมอิสระของตัวเอง เป็นต้น

Horizontalidad หรือ “วิถีระนาบ” คือขั้วตรงกันข้ามกับ caudillismo หรือลัทธิผู้นำ/วีรบุรุษที่แพร่หลายในละติน อเมริกา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำเผด็จการทหาร ชาวอาร์เจนตินารู้สึกว่าคนเหล่านี้ล้วนแต่ทรยศต่ออุดมการณ์และโวหารของตัวเอง “วิถีระนาบ” จึงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณเป็นการแสดงความผิดหวังต่อระบบผู้นำเดี่ยวรวมทั้งระบบเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยด้วย

แนวคิดเกี่ยวกับ “วิถีระนาบ” ในอาร์เจนตินาจึงเกิดมาจากการปฏิบัติจริงมากกว่าจากทฤษฎี เป็นการตอบโต้ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (representative democracy) ด้วยประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) และเปลี่ยนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจทางการเมือง

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมใหม่ของอาร์เจนตินา พอประมวลได้ดังนี้

ประการแรก “วิถีระนาบ” คือรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมมากกว่าแค่วิธีการจัดตั้งองค์กร “วิถีระนาบ” คือการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเท่าเทียม โดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กรอบของเงื่อนไขเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ สถานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ฯลฯ มันเป็นวิธีการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันแบบประชาธิปไตยทางตรง และเชื่อมโยงขบวนการต่างๆ เป็นเครือข่าย

ประการที่ 2 “วิถีระนาบ” คือการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจเสียใหม่ โดยปฏิเสธแนวคิดของ “อำนาจเหนือ” (power-over) กล่าวคือการมีอำนาจเหนือผู้อื่นหรือการจัดตั้งที่ผู้นำมีอำนาจเหนือสมาชิก “วิถีระนาบ” หันมาเน้นการมี “อำนาจร่วมกัน” (power-with) ของสมาชิกองค์กร มีเป้าหมายในการสร้างอำนาจให้สมาชิกและหมู่คณะ โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจ “วิถีระนาบ” ไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐแต่มุ่งสร้าง “อำนาจอีกแบบหนึ่ง” ขึ้นมาด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม

ประการที่3 “วิถีระนาบ” เป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวมันเอง “วิถีระนาบ” ให้ความสำคัญแก่กระบวนการมากเท่าๆ กับเป้าหมายคำถามเท่าๆ กับคำตอบเน้นการเรียนรู้และการทดลองใหม่ๆ

ประการที่ 4 “วิถีระนาบ” เน้นความหลากหลายเท่าๆ กับความเป็นหมู่คณะ “วิถีระนาบ” ยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน แต่ “วิถีระนาบ” ปฏิเสธลัทธิปัจเจกบุคคลนิยม “วิถีระนาบ” มุ่งสร้างความเป็นหมู่คณะของสมาชิก ความเป็นหมู่คณะเท่านั้นที่สามารถรองรับความเป็นอัตตาณัติ (autonomy) ของกลุ่ม

ประการสุดท้าย “วิถีระนาบ” ไม่ใช่อุดมการณ์ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ไม่มีวิถีทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่น ไม่มีแนวคิดสำเร็จรูปว่าอะไรคือ การประชุม “ที่ถูกต้อง” “วิถีระนาบ” ต่อต้านการถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และตัวมันเองไม่ต้องการเป็นอุดมการณ์ด้วย

“วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาได้รับความสนใจจากผู้คนในขบวนการสังคมใหม่ในโลกที่หนึ่ง มีนักกิจกรรมสังคมจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเข้าไปศึกษา “วิถีระนาบ” และมีบทความจำนวนไม่น้อยเขียนถึงขบวนการอัตตาณัติ โดยเฉพาะสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ รวมทั้งมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับขบวนการต่างๆ ในอาร์เจนตินา อาทิเช่น Argen-tina: Hope in Hard Times (2004) และที่โด่งดังก็คือภาพ-ยนตร์สารคดีเรื่อง The Take (2004) ของนาโอมี ไคลน์ และ อาวี ลูอิส

อ้างอิง

[1] ดูความหมายของ “กลุ่มเครือสหาย” ได้ที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์, “Affinity Group-กลุ่มเครือสหาย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2549), หน้า 38-41 -ฟ้าเดียวกัน

[2] ปีเกเตโรส์เป็นขบวนการของคนงานที่ว่างงานหรือกึ่งว่างงาน ใช้ยุทธวิธีปิดถนนหรือสะพานสกัดเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาของคนว่างงาน ดูเพิ่มเติมใน ภัควดี วีระภาสพงษ์, “อรุณรุ่งในอาร์เจนตินา,” A Day Weekly, ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (11-17 มิถุนายน 2547)-ฟ้าเดียวกัน

[3] สมัชชาละแวกบ้าน คือ สภาชุมชนที่ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันจัดตั้งกันขึ้นเอง เพื่อแสวงหาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันรวมทั้งให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง-ฟ้าเดียวกัน

[4] สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ คือ สถานประกอบการที่ล้มละลายแล้วถูกคนงานเข้าไปยึดมาดำเนินกิจการโดยคนงานเอง; ดูเพิ่มเติมใน Benjamin Dangl, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปล), “ยึด ยืนหยัด ผลิต: สหกรณ์คนงานในบูเอโนสไอเรส,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 616 (19 ก.ค. 2548), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document9603.html; Esteban Magnani, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปลและเรียบเรียง), “จุดเปลี่ยนของความคิด การกอบกู้โรงงานในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 881 (4 เม.ย. 2549), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document95101.html และ Marie Trigona, ภัควดี วีระ- ภาสพงษ์ (แปล), “การสวนกระแสตรรกะทุนนิยม: กิจการที่คนงานกอบกู้ในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1443 (23 ธ.ค. 2550), http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999484.html-ฟ้าเดียวกัน

ข้อมูลประกอบการเขียน

Sitrin, Marina. 2005. “Horizontalidad in Argentina,” Interactivist Info Exchange (26 July).

http://info.interactivist.net/article.pl?sid=05/07/26/1417232.———. 2006. Horizontalism: Voices of Popular Power in Argentina. Oakland: AK Press.

Wikipedia. “Horizontalidad.” http://en.wikipedia.org/wiki/Horizontalidad.

 

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย

June 30th, 2008

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย [1]

ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเป็นกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจาก ประการแรก การเคลื่อนไหวของนักปฏิวัติยุคก่อนนั้นต้องประสานงานกันในระดับนานาชาติ ประการที่สอง ระบบทุนนิยมมีลักษณะข้ามชาติมานานแล้ว และจนยุคสมัยปัจจุบันเราหาความเป็นชาติของมันไม่เจอ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับด้วยว่า ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในสายมาร์กซิสต์ล้าหลังและด้อยพัฒนาเอามากๆ [2]

ในยุคสงครามเย็น ทฤษฎีหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ทฤษฎีดุลยภาพแห่งอำนาจ (the balance of powertheory) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้ามาอยู่ในบริบทนี้ได้ทั้งหมด โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางขนาดเล็กทั่วทุกมุมโลกก็ตกอยู่ในบริบทของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเมื่อก่อนก็ถูกวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีนี้ได้ เพราะไทยกับเพื่อนบ้านอยู่ต่างค่ายกัน

แต่หลังสงครามเย็นก็ไม่มีทฤษฎีใหญ่ที่อธิบายอะไรได้ทั้งโลกแบบนี้อีกแล้ว มีความพยายามที่จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาแทนโดยเฉพาะได้พยายามเอามุมมองทางเศรษฐกิจมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามทำให้เราเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ในโลกนี้สัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที

นักทฤษฎีในสายเสรีนิยมบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถแยกกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกในบรรยากาศการเมืองเสรี พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี่เองเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพ เพราะทุกประเทศมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจไขว้กันไปมาเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์

แต่พวกมาร์กซิสต์โต้แย้งว่า การเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออก เศรษฐกิจทุนนิยมถูกกำหนดโดยความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างพวกนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน การครอบงำของชนชั้นในรัฐต่างๆ ที่แตกต่างกันนั่นเองที่ทำให้แต่ละชาติต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือทฤษฎีใหญ่ของพวกมาร์กซิสต์หยุดอยู่แค่นี้เอง นักทฤษฎีรุ่นหลังๆ พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีต่อ และได้ขยายกรอบออกไปไกลกว่ามุมมองทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยมีบางกลุ่มนำความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรืออำนาจนำ

(hegemony) ของอันโตนีโอกรัมชี่ มาร์กซิสต์อิตาลีมาพัฒนา แต่ทว่าการใช้กรัมชี่แบบทื่อๆก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้มากนักดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากการถูกโจมตีว่าคร่ำครึ พวกที่ดัดแปลงทฤษฎีนี้มาใช้จึงเรียกตัวเองว่าเป็น นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscian) เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย โดย Adrian Budd ได้ทบทวนงานของนักคิดสายนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโต้แย้งกับพวกสายเสรีนิยม แต่แย้งกับสำนักสัจนิยม (Realist) โดยมองว่าสังคมมีส่วนกำหนดอำนาจรัฐ และสังคมเช่นนั้นเองที่แสดงออกถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และแก่นสารของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ “รัฐ” ล้วนๆคือไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ของพลังทางสังคมรูปการณ์ของรัฐ และระเบียบโลกด้วย

เมื่อกล่าวถึงการครองความเป็นใหญ่ ในความหมายที่กรัมชี่เองใช้นั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างกำลังบังคับ (force) และการยินยอม (consent) ในงานเขียนอันลือลั่น Prison Notebooks [3] ของกรัมชี่ ได้พูดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ในบริบทของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ซึ่งเขาแบ่งเป็นประชาสังคมและสังคมการเมือง (civil society& political society) ซึ่งถ้าจะให้อภิปรายสองอย่างนี้ก็ยืดยาวสรุปเอาอย่างหยาบที่สุด ประชาสังคมคือภาคเอกชน ส่วนสังคมการเมืองนี่คือภาครัฐ ซึ่งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยที่ด้านหนึ่งนั้น การครองความเป็นใหญ่คือการที่ชนชั้นที่ครอบงำได้แสดงผ่านสังคม และอีกด้านหนึ่งไปใช้โดยตรงต่อรัฐและรัฐบาล

แนวความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรือ hegemony ในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายบริบทด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วในสถานการณ์หลังสงครามเย็นมักจะใช้ในทำนองที่ว่าสหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่อยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย ความจริงแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินไปชนตึก

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นว่า ภาวะการครองความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังลดต่ำลง เพราะว่าโลกเริ่มแตกเป็นหลายขั้ว เมื่อมีจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นอิสระต่อกัน และในหลายกรณีขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ

ในบทความนี้จะทดลองกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ลาวเป็นกรณีศึกษา โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่ใส่ลงในบริบทของสังคมการเมืองภายในประเทศ เพื่ออธิบายว่าชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างไร พวกเขาใช้พลังทางเศรษฐกิจใส่ลงไปในนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในขณะที่ลาว ซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่า และตกอยู่ในฐานะของฝ่ายตั้งรับ พยายามหาทางต้านทานอย่างไร

 

ชนชั้นที่ครองความเป็นใหญ่และนโยบายเพื่อครอบงำ

หลังสงครามเย็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน กล่าวคือในห้วงกลางทศวรรษ 1980 นั้น สหภาพโซเวียตได้หันไปใช้นโยบายเปิดกว้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะล่มสลายไปในที่สุดโดยผลของมันคือ ผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เคยอยู่ในค่ายสังคมนิยมสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยในลาวนั้นเริ่มหันมาใช้แนวทางที่เรียกกันว่า จินตนาการใหม่ [ตามคำของลาว] (New EconomicMechanism-NEM) มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแนวทางการวางแผนส่วนกลางมาใช้เศรษฐกิจแบบตลาดแทน และเปิดต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ

สภาพการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มราชการที่เคยครองความเป็นใหญ่ในรัฐสูญเสียฐานะลงไป และได้ตีกลับมาในช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม คือในอีก 3 ปีต่อมา โดยอาศัยภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวหนุนส่ง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ใน สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 [4] ได้เสนอว่าราชการได้สูญเสียการครอบงำ

รัฐและการกำหนดนโยบายไประหว่างสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่จะยึดคืนมาได้อีกในช่วงหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี 2534 และนำนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตผู้มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนรัฐมนตรีในรัฐบาลชาติชายและรัฐบาลอานันท์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร พบว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์มีนักธุรกิจเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่รัฐบาลชาติชายและแม้แต่รัฐบาลสุจินดา ซึ่งแม้จะเคยเป็นทหาร แต่ได้อาศัยฐานของพรรคการเมืองสนับสนุน มีนักธุรกิจมากกว่าครึ่งของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามงานของรังสรรค์ในปี 2536 [5] ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์จะมีพวกเทคโนแครตมาก แต่บุคลิกของรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลของรัฐราชการสมัยเก่ามากเพราะพวกเทคโนแครตในรัฐบาลอานันท์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งรัฐบาลหลังจากอานันท์คือ รัฐบาลชวน หลีกภัย,บรรหาร ศิลปอาชา และชวลิต ยงใจยุทธ มีบุคลิกเหมือนรัฐบาลชาติชาย คือเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจที่ใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดการเมืองไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐและกำหนดทิศทางของประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมาก พร้อมๆ กับทำลายกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการเงินการธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มบรรหาร ชวน และชวลิต หดหายไปมาก และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจหมื่นล้านในกลุ่มโทรคมนาคมแทรกตัวโดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มที่เสียหายจากวิกฤตน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่เสียหายเลย โดยเกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทักษิณสามารถรวมเอาเทคโนโลยี โนว์ฮาว และความโนว์ฮู (know how & know who) คือการมีสายสัมพันธ์มากของเขา เป็นบันไดแห่งความเติบโต [6] ในขณะที่ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และดันแคน
แมกคาร์โก [7] เห็นว่าทักษิณประสบความสำเร็จในการรวบรวมกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนได้ จนเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ของพวงต่างๆ และอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่าทักษิณไม่ใช่นักการเมืองของพันธมิตรเจ้าพ่อท้องถิ่นอีกต่อไปแล้วแต่เขาสร้างแฟรนไชส์ทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จ [8] สามารถควบรวมคนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายพรรคไทยรักไทย (ในเวลานั้น) ได้สำเร็จและค่อนข้างราบรื่น

แต่ไม่ว่าจะมองทักษิณในรายละเอียดต่างกันแค่ไหนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมองเห็นจุดร่วมกันประการหนึ่งคือ เขามีเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นธงนำในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจโค่นล้มทักษิณมีความแตกต่างกันในแง่บุคลิกลักษณะ แต่ถ้าใส่ลงในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้ว จะเห็นได้ว่าดำเนินนโยบายเหมือนกันหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเดียวกัน (ดังจะกล่าวต่อไป)

ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวกลุ่มธุรกิจ (ในคณะรัฐมนตรี) ได้เข้ามากำหนดทิศทางของนโยบาย นับแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดกว่านั้น นับแต่สมัยรัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา และรัฐบาลหลังนับแต่นั้นก็นำเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในนโยบายต่างประเทศและได้สร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวยการดำเนินนโยบายและการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายนั้นด้วย ดังเช่นที่คำผุยแก้ว บัวละพา อดีตรอง-นายกรัฐมนตรีของลาวได้กล่าวเอาไว้ในสมัยนั้นว่า ธุรกิจเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว [9] ประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อดูดซับเอาทรัพยากรของลาวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

ในยุคแรกๆ เมื่อรัฐบาลชาติชายเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ไม่สู้เป็นระบบมากนักส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสินค้าขั้นปฐมเช่น ไม้ท่อน ไม้ซุง และแร่ธาตุเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางธุรกิจกัน ก็ไม่มีกลไกจัดการแก้ไขปัญหา ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์จึงได้มีการลงนามในสัญญาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในเดือนพฤษภาคม 2534 ซึ่งในสมัยนี้เองมีการลงนามในสัญญาต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งคณะกรรมการชายแดนเพื่อจัดระเบียบให้กับความสัมพันธ์และเป็นกลไกเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่น

ประเทศไทยได้ปรับทิศทางความสัมพันธ์กับลาวอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลชวน โดยนำบริบทของภูมิภาคนิยม (regionalism) ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงท้ายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 เข้ามาเป็นแกน นั่นคือการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC), North America Free Trade Agreement (NAFTA) และกลุ่มอาเซียนก็มีเขตเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นของตนเองแล้ว

รัฐบาลชวนได้ริเริ่มโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งมีไทย ลาว พม่า และจีน (ตอนใต้) เป็นสมาชิกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย ลาว พม่า และภาคใต้ของจีนด้านมณฑลยูนนาน บริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มดำเนินโครงการลงทุนสร้างถนนหนทางในพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายโครงการเช่นการพัฒนาถนนเชื่อมจีน-ลาว-ไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลานั้น หากแต่ล่วงเลยมากระทั่งปี 2551 จึงสามารถพัฒนาได้สำเร็จและเปิดใช้งานได้

การสร้างถนนหนทางนั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็ทำให้ไทยมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นเพื่อการค้าขายเชื่อมโยงกับจีน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากลาวมากกว่านั้นคือแหล่งพลังงานรัฐบาลชวนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2536 เพื่อซื้อกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จากลาว (รัฐบาลต่อมาๆ เช่นรัฐบาลบรรหารได้เพิ่มเป็น 3,000
เมกะวัตต์ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2539) และพร้อมกันนั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาว และรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มการเมืองแบบใดก็ล้วนแล้วแต่พยายามผลักดันโครงการการสร้างเขื่อนในลาวให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ทางด้านพลังงานทั้งสิ้น

ตัวอย่างโครงการที่มีการดำเนินการผ่านมาหลายรัฐบาลคือ โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โครงการนี้เริ่มมีการศึกษากันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังจากพบศักยภาพด้านพลังงานในลำน้ำเทินซึ่งเป็นสาขาของ 42 แม่น้ำโขง ในปี 2537 รัฐบาลลาวร่วมกับธนาคารโลกและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดอีกครั้ง และหลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งกลุ่มบริษัทเพื่อพัฒนาเขื่อนน้ำเทิน เริ่มทำการออกแบบโครงการ และในปี 2547 ได้มีการก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (NTPC) ซึ่งมีบริษัทจากไทยคือ บริษัทเอ็กโกถือหุ้น 25% และอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนต์ถือหุ้น 15% โดยเขื่อนนี้มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ และกว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นจะส่งขายให้ไทย

โครงการประสบปัญหาล่าช้าอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และในปี 2546 เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อหุ้นส่วนรายใหญ่คือ Electricite de France International ซึ่งถือหุ้น 35% ประกาศถอนตัวก่อนที่จะมีการลงนามขายไฟฟ้าให้กับไทยเพียงวันเดียว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทักษิณ รวมทั้ง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศได้เคลื่อนไหวล็อบบี้จนกระทั่งบริษัทฝรั่งเศสกลับเข้ามาดำเนิน

โครงการต่ออีกครั้งโครงการนี้ถูกต่อต้านคัดค้านจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากอาจจะสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมบนที่ราบสูงนากาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วม และลุ่มน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากเครื่องปั่นไฟแต่เสียงคัดค้านของนักอนุรักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด บรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเช่นกัน ได้พากันประท้วงหลายครั้งในกรุงเทพฯ เพื่อให้ธนาคารโลกยุติโครงการนี้ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนลาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับพวกเขา แต่ทว่าเสียงเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจที่กำลังพัฒนาโครงการนี้อยู่เลย

รัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัยไม่มีทางยอมให้โครงการนี้ล้มลงไปได้ง่ายๆ เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และโครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญอีกด้วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณการว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปีและในระหว่างปี 2546-2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.2% ต่อปี [10]

รัฐบาลทักษิณได้เจรจาเพื่อนำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าหลายโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบของไทย ซึ่งก็รวมถึงโครงการหงสาลิกไนต์ เขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งโครงการเหล่านี้บริษัทลงทุนของไทยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมทั้งสิ้น

รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 549 อาจจะได้รับการพิจารณาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าเป็นรัฐบาลของอำมาตยาธิปไตย แต่หากพิจารณาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้วรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทุนนิยมของทักษิณเลย เพราะดำเนินนโยบายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานแบบเดียวกัน โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และหลังจากนั้นก็สัญญาจะซื้ออีกเพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ มากกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลนายทุนเสียอีก นอกจากนี้ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และอนุญาตให้การไฟฟ้าลาวมาออกพันธบัตรเงินบาทเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทในตลาดตราสารของไทย

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะทำให้กลุ่มทางการเมืองและธุรกิจของทักษิณได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่รัฐประหารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาจริง ๆไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ทำลายกลุ่มธุรกิจใดๆ เลย แม้ว่าองค์ประกอบในคณะรัฐมนตรีจำนวนมากจะมาจากข้าราชการเกษียณ แต่พวกเขาไม่ได้ออกนโยบายใดที่เป็นการปิดกั้นการทำธุรกิจกับลาว ไม่ได้ทำลายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการอิระวดี เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ACMECS) ที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้น โครงการยังคงดำเนินต่อ มิหนำซ้ำยังได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินสืบต่อไปได้ การให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมเชื่อมกับแขวงคำม่วนของลาว ซึ่งรัฐบาลทักษิณสัญญาว่าจะออกเงินค่าก่อสร้างเองทั้งหมดนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ดำเนินการต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลของสุรยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังแต่ธุรกิจเอกชนยังสามารถเรียกร้องให้ทางการให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเดิม อย่างกรณีของนายนิยม ไวยรัชพานิชประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์เอาใจใส่โครงการคอนแทร็ก-ฟาร์มมิ่งซึ่งริเริ่มภายใต้กรอบความตกลง ACMECS ที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้ เพราะว่ามีระเบียบบางประการเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรค [11] ว่าจะไม่ได้ตอบสนองอย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นก็เนื่องด้วยปัญหาเรื่องความสามารถและทักษะในการบริหารประเทศมากกว่าจะมาจากความพยายามที่จะขัดขืนบทบาทของธุรกิจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

การครอบงำและการต่อต้าน

แม้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความพยายามครอบงำทางเศรษฐกิจจากไทย แต่ลาวกลับไม่ได้ใช้ความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากแต่ใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยอาศัยความอ่อนไหวทางด้านวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครื่องมือในทางการทูต เพื่อลดผ่อนความพยายามของไทยที่จะมีอิทธิพลเหนือลาวเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ทางโภคทรัพย์

เขียน ธีระวิทย์ และคณะได้หยิบการกระทบกระทั่งกันทางวัฒนธรรมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ไทย-ลาวในสายตาคนลาว [12] โดยได้ศึกษากรณีข้อกล่าวหาว่านักร้อง นิโคล เทริโอ ดูถูกแม่หญิงลาว จากการศึกษาดังกล่าวนั้นพบว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านักร้องของไทยไม่ได้กล่าววาจาใดเป็นการดูถูกคนลาว แต่เรื่องนี้สหพันธ์แม่หญิงลาวก็หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและเรียกร้องให้มีการขอโทษ ซึ่งในที่สุดชวน หลีกภัย ขณะเดินทางเยือนลาวได้กล่าวขออภัยอย่างไม่เป็นทางการต่อรัฐบาลลาวในกรณีดังกล่าว เพื่อยุติข้อบาดหมางที่ไม่จำเป็น ในการวิจัยนั้น เขียนและคณะได้สรุปว่า เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปของคนลาวว่า คนไทยเป็นชาติที่ชอบดูถูกคนลาวมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้

เหียม พมมะจัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งเคยเป็นทูตในประเทศไทยถึง 8 ปีได้สรุปเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเขา [13] ว่าคนไทยชอบแสดงตัวว่าเหนือกว่า และพยายามดูถูกคนลาวซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าไทย

ไทยและลาวมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ลาวก็มีความหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทย ซึ่งลาวเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลจากความใกล้ชิดตะวันตก จะข้ามแม่น้ำโขงโดยผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ ไปสร้างความเสียหายให้กับวัฒนธรรมของลาว ในปี 2547 กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวสั่งห้ามเปิดโทรทัศน์ของไทยในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม และสถานีขนส่ง

วันทอง โพนจันเฮืองอธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวในเวลานั้นบอกว่า รัฐบาลลาวออกคำสั่งดังกล่าวเพราะไม่ต้องการเห็นอิทธิพลสื่อมวลชนไทยในลาวมากจนเกินไป เพราะว่าโทรทัศน์ไทยปรากฏในที่สาธารณะในลาวราวกับว่าเป็นแผ่นดินไทย [14] การสั่งห้ามสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ในลาวนั้นมีปรากฏอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นข่าวสารหรือการบันเทิง หากลาวพิจารณาเห็นว่ามีสารที่แสดงออกถึงการดูถูกดูแคลนลาว จะมีการสั่งห้ามทันที เช่นกรณีของภาพยนตร์แนวขบขันเรื่อง หมากเตะ ซึ่งล้อเลียนนักฟุตบอลทีมชาติของลาว ที่ต้องอาศัยผู้ฝึกหัดคนไทย และต้องไปย้อมสีผม ขนรักแร้ เพื่อให้เหมือนฝรั่งและไปฝึกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อเตรียมตัวไปชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องเลื่อนการฉายออกไปเพื่อปรับปรุงใหม่เพราะลาวเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูถูกเหยียดหยามลาว [15] สถานทูตลาวในกรุงเทพฯ บอกว่า มีความจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพราะอาจจะเกิดความไม่พอใจในหมู่คนลาว และอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเหมือนกรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนมกราคม 2546

ความพยายามต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ง่ายในการนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ลาวหยิบประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ แต่เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง จากกรณีภาพยนตร์ หมากเตะ คือการที่นักลงทุนไทยสามารถทำเงินจากวัฒนธรรมลาวได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลาวยังไม่ต้องการเห็นวัฒนธรรมของตนถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์มากจนเกินไป กรณีละครเรื่อง เพลงรัก สองฝั่งโขง ทางช่อง 7 เป็นกรณีน่าสนใจที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความพยายามจะเชื่อมธุรกิจละครโทรทัศน์ด้วยการนำ อเลกซานดราธิดาวรรณ บุญช่วยนางเอกยอดนิยมลูกครึ่งลาว-บัลแกเรีย มาเล่นคู่กับพระเอกเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ของไทย ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออันดีของวงการบันเทิงและงานวัฒนธรรมเชิงพาณิยช์ของสองประเทศ แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวไม่ชอบใจบทบางตอน เป็นต้นว่า นางเอกคือจำปานั้นเป็นลูกนอกสมรสและพบรักกับหนุ่มไทยเร็วเกินไปเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของหญิงลาวเสียหายได้ ทางเวียงจันทน์เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว  [16] สุดท้ายผู้ผลิตและผู้กำกับคือ ธงชัย ประสงค์สันติ ยอมแก้ไขบทและพลอยเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก เพลงรักสองฝั่งโขง เป็น เพลงรักริมฝั่งโขง ใช้พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นพระธาตุหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์

เบื้องหลังความขัดแย้งในคราวนี้ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวัฒนธรรมจริงๆ แต่เป็นเรื่องความไม่ลงตัวทางด้านธุรกิจและความไม่พร้อมของฝ่ายลาวที่จะทำให้งานทางด้านวัฒนธรรมกลายเป็นธุรกิจ เพราะอเลกซานดราเป็นดาราที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในลาว ด้วยความสามารถทั้งทางด้านดนตรีและการแสดงทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจในลาวไม่ต้องการเห็นเธอเข้ามาประสบความสำเร็จในประเทศไทยซึ่งธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

เมื่อไม่อาจต้านทานได้โดยตรง ลาวจึงนิยมใช้ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการครอบงำจากไทยด้วยการอธิบายว่าไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมบันเทิงรุกเข้าไปลาวเร็วจนเกินไปนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อิทธิพลและคุณค่าแบบไทยสามารถเดินทางผ่านงานศิลปบันเทิงและสื่อสารมวลชนไปอยู่ในสังคมลาวได้โดยไม่ยากนัก

สรุป

ความเปลี่ยนแปลงที่ค้นพบในความสัมพันธ์ไทย-ลาวยุคหลังสงครามเย็น คือกลุ่มธุรกิจได้เข้าไปครอบงำกระบวนการในการผลิตนโยบายของการเมืองระหว่างประเทศได้โดยเบ็ดเสร็จ และการรัฐประหารในไทยสองครั้งหลังสงครามเย็น คือในปี 2534 และ 2549 กลับไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางอำนาจการเมืองของกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเลยเพราะพวกเขายังสามารถครองความเป็นใหญ่อยู่ในโครงสร้างการเมืองและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวความขัดแย้งเรื่องดินแดนและปัญหาความมั่นคงที่ถึงขนาดเคยเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างสองชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เช่นกรณีสามหมู่บ้านและบ้านร่มเกล้าในเขตจังหวัดพิษณุโลกต่อกับแขวงไซยะบุรีกลับกลายเป็นปัญหาแค่เรื่องทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาศัยระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกันปักปันเขตแดนได้ แม้ว่าจะดำเนินไปด้วยความล่าช้าแต่ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีก

ดังนั้น ลำพังรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้นั่งอยู่ในใจกลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวอีกต่อไป หากแต่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เป็นผู้ครอบงำรัฐ คือภาคธุรกิจได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับลาวทั้งในแง่การค้าและการลงทุนได้อย่างราบรื่น

กลุ่มพลังอื่นๆ (หากแม้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนชนชั้น) ไม่สู้จะมีบทบาทอะไรมากมายนักในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตัวอย่างที่เคยยกเอาไว้ข้างต้นคือ กรณีของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประสบความล้มเหลวในการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน2 ในลาว แน่นอนทีเดียว พวกเขามีโอกาสจะได้พูดในที่สาธารณะถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาคือไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดหยิบความคิดความเห็นขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวที่ขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ไทยแสดงการครอบงำหรือแสดงการครองความเป็นใหญ่ ซึ่งลาวไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนหรือต่อต้านอะไรได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามกันไป โดยลาวได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแสดงการต่อต้านไทย ในบางกรณีดูเหมือนเทคนิคนี้จะได้ผล เพราะอาจจะทำให้ไทยหยุดฟังบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด

 อ้างอิง

[1] ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “Laos: A Reserve for Thai Growth” เสนอในการสัมมนาเรื่อง”Thai stakeholders’ perception toward countries in the Greater Mekong Sub-region” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พฤศจิกายน 2007 ณ GM Hall, SASA International House จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] Michael P. Sullivan, Theories of International Relations: Transition vs. Persistence (New York: Palgrave Macmillian, 2002), p. 172.

[3] Antonio Gramsci, Selection from Prison Notebooks, 11th Edition (New York: International Publisher, 1992).

[4] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550: ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2538)

[5] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2536)

[6] Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review (May-June, 2006), pp. 5-37.

[7] Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand, The Thaksinization of Thailand (Copenhegen: NIAS Press, 2005), p. 20.

[8] การอภิปรายในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พลวัตทุนไทยและแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, 4: 3 (กรกฎาคม-กันยายน, 2549), หน้า 86-87

[9] สุทธิดา มะลิแก้ว, “วิถีทางของลาวหลังไกสอน,” ใน Indochina Review (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2537), หน้า 76

[10] รายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องพลังงาน, มกราคม 2544 รายงานฉบับนี้เสนอให้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้างเขื่อนสาละวินในพม่า

[11] นิยม ไวยรัชพานิช พูดในการสัมมนาเรื่องคอนแทร็กฟาร์มมิ่งในกรอบ ACMECS ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ รอยัล จังหวัดอุดรธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2550

[12] เขียน ธีระวิทย์ และคณะ, ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544)

[13] Hiem Phommachanh, “Thai Policy and Attitudes towards Laos since 1975,” (Master of International Studies thesis: Department of Government and Public Administration, University of Sydney, 1991.)

[14] สัมภาษณ์ วันทอง โพนจันเฮือง อธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมลาว,
27 พฤษภาคม 2547

[15] สัมภาษณ์ สุวันนา พูยะวง อัครทูตที่ปรึกษา สถานทูตลาวประจำประเทศไทย, 14 พฤษภาคม 2549

[16] The Nation, February 14, 2007.

ปิยบุตร แสงกนกกุล : ‘หยุด แสงอุทัย’ กับหลัก ‘The King can do no wrong’

June 19th, 2008

หมายเหตุ บทความนี้เป็นเพียงบทความแนะนำเบื้องต้นก่อนไปร่วมงานอภิปราย สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒

 

                                              

                                                           

 ”องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา

                                หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ

                                  โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

                                                                                                        หยุด แสงอุทัย

                                            ในบทความชื่ออำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

                                                       อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์

                                                                                      เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

 

 

 

หยุด แสงอุทัย เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด ตลอดจนบทความ หรือคำอภิปรายต่างๆของเขา เรายืนยันได้ว่า หยุด แสงอุทัย มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์”

องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”  (ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง”

“… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของหยุด แสงอุทัยในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ได้กลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขา เมื่อตอนที่เขาได้เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หยุดฯถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. โดยอ้างจากบทความเรื่อง “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” ที่หยุดฯอ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

หนังสือพิมพ์สมัยนั้นพาดหัวข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กระทบต่อไปถึงจอมพล ป. เช่น หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาว่า

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา    กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม   เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด    ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ    การเมือง   หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล   เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”   และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ   “หุ่น”   ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร   ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ   และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ   จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด    และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า  “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล  ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า   ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่    ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็รีบนำข้อหานี้มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของตน ดังที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ดังนี้

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ  ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ    เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?” นายควงกล่าวในที่สุด

(“ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครง จอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย” หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

หยุดฯชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า

ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

(หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

แม้หยุด แสงอุทัยจะถูกภัยคุกคามเนื่องจากการแสดงความเห็นทางวิชาการของตนในเรื่องกษัตริย์ แต่หยุดฯก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด ตรงกันข้ามเขายังคงยืนยันหลักการ “The King Can Do No Wrong” ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเขา คือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕

………………..

ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายล้างศัตรูฝ่ายตรงข้าม มีความเห็นจำนวนมากที่สนับสนุนให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจมาก และมากขึ้นจนอาจจะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มีแนวคิดประเภท “ถวายคืน” พระราชอำนาจ มีหนังสือและบทความจำนวนมาก ที่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปในทางยอพระเกียรติ งานหลายชิ้นเป็นการแปรรูปหนังสืออาเศียรวาทให้อยู่ในรูปแบบของงานวิชาการ และมีการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้เป็นอาวุธทำลายศัตรูทางการเมือง

กล่าวสำหรับวงการกฎหมาย การอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์แทบไม่ปรากฏ (ที่ปรากฏก็มีเพียงแต่ยอพระเกียรติ และสนับสนุนไปในทางมี “พระราชอำนาจ” มาก) ทั้งๆที่หากพิจารณาในทางวิชาการกฎหมายแล้ว เรื่องของสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในประเทศสเปน เคยถกเถียงกันว่า พระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเกิดกรณีความขัดแย้งในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญระหว่างพระมหากษัตริย์กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยชี้ขาด?

องคมนตรี มีความเป็นมาอย่างไร? เป็นองค์กรประเภทใด? มีขอบเขตอำนาจเพียงใด? สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันหรือไม่?

สถานะทางกฎหมายและศักดิ์ของกฎมณเฑียรบาล มีสถานะเป็นกฎหมายเหมือนกฎเกณฑ์ทางกฎหมายประเภทอื่นๆหรือไม่? มีศักดิ์เทียบเท่าอะไร? สูงกว่าหรือเท่ากับรัฐธรรมนูญ? สูงกว่าหรือเท่ากับพระราชบัญญัติ? มีโอกาสขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? ใครเป็นผู้มีวินิจฉัยชี้ขาด? รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือมีอำนาจเพียงรับรองทางรูปแบบ?

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย ที่ยังคงรักษาตำแหน่งประมุขของรัฐให้แก่กษัตริย์ กษัตริย์มีพระราชอำนาจทางการเมืองโดยแท้หรือไม่? หรือเป็นเพียงพระราชอำนาจตามแบบพิธี? อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือเป็นของพระมหากษัตริย์? พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแต่ยกให้ประชาชนใช้ชั่วคราว? การถวายคืนพระราชอำนาจเป็นไปได้ในระบอบประชาธิปไตย?

การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย โดยแท้จริงแล้ว กษัตริย์มีพระราชอำนาจในการไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆหรือไม่? หากมี พระราชอำนาจเช่นว่าควรถูกนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร?  การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางรูปแบบของราชอาณาจักร หรือเป็นพระราชอำนาจโดยแท้? และในกรณีที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร?

สิทธิ ๓ ประการของพระมหากษัตริย์ในทฤษฎีของวอลเตอร์ แบร์ช็อต อันได้แก่ สิทธิในการสนับสนุนให้กำลังใจ สิทธิในการตักเตือน สิทธิในการให้คำปรึกษาหารือ มีขอบเขตและเงื่อนไขอย่างไร ทฤษฎีนี้มีการนำมาใช้ในระบบกฎหมายของไทยหรือไม่? เป็นต้น

ปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาอ้างอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังที่หยุด แสงอุทัยเคยกล่าวไว้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักพิมพ์วิญญูชนนำตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของหยุด แสงอุทัย อันได้แก่ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕ มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกที่การตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เรียบเรียงใหม่และเขียนคำนำ

ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย จึงใช้โอกาสที่ปีนี้เป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของหยุด แสงอุทัย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์” ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ (อันเป็นวันคล้ายวันที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีผลใช้บังคับ) ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒ เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป

ในงานจะมีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยสมยศ เชื้อไทย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และเป็นผู้เขียนหนังสือ “แผนชิงชาติไทย” ซึ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากเยอรมนี และเป็นผู้เรียบเรียงและแก้ไขปรับปรุงหนังสือเล่มนี้, และณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ผู้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับการตอบโต้คณะราษฎรของพวกนิยมเจ้า เช่น “การรื้อสร้าง ๒๔๗๕” ฝันจริงของนักอุดมคติ “น้ำเงินแท้” ในศิลปวัฒนธรรม และล่าสุดบทความเรื่อง “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในฟ้าเดียวกัน

ความสำคัญและน่าสนใจในงานนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวหนังสือของหยุด แสงอุทัยที่นำมาตีพิมพ์ใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานรำลึกแด่หยุด แสงอุทัยเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้อภิปรายประเด็นทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยในทางวิชาการและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความคิดของหยุด แสงอุทัยที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่มีแต่การอภิปรายในเชิงยอพระเกียรติเหมือนการอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” เมื่อ ๓ ปีก่อน

ความรักสองแบบที่แตกต่าง: The Road Home Vs A Mongolian Tale

May 7th, 2008

คราวก่อนเปิดตัวบล็อกด้วยเรื่องกามารมณ์ คราวนี้เลยตามมาด้วยเรื่องความรัก วิจารณ์หนังชิ้นนี้เขียนไว้หลายปีแล้ว ลงในนิตยสาร Hi-Fi Today ที่ปิดตัวไปแล้ว ถ้าใครสงสัยว่า ผู้เขียนไปเขียนที่นิตยสารเล่มนี้ได้ยังไง บอกได้เลยว่า เจ้าของนิตยสารคือพี่ชายข้าพเจ้าเอง 5555 เจ๊งหมดตัวไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คิดว่าเป็นงานที่หลายๆ คนคงไม่เคยอ่าน ก็เลยเอามา “ขาย” ใหม่ คงไม่ว่ากันนะคะ (บล็อกนี้ทำไปทำมา ลงท้ายอาจมีแต่เรื่องหนังกับฟุตบอล แหะ แหะ)

The Road Home A Mongolian Tale

ความรักสองแบบที่แตกต่าง

The Road Home (1999)
ภาพยนตร์สี/ขาว-ดำ ภาษาจีน

A Mongolian Tale (1995)
ภาพยนตร์สี ภาษามองโกเลียน

กำกับการแสดง: Zhang Yimou

กำกับการแสดง: Xie Fei

บทภาพยนตร์: Bao Shi
(ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง Remembrance)

บทภาพยนตร์: Zhang Cheng-zhi
(ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง The Black Steed)

ถ่ายภาพ: Hou Yong

ถ่ายภาพ: Fu Jing-sheng

ดนตรีประกอบ: San Bao

ดนตรีประกอบ: Tengger

นำแสดง: Zhang Ziyi, Sun Honglei, Zheng Hao, Zhao Yuelin

นำแสดง: Tengger, Narenhuar, Dalarsurong

Rate G 90 นาที

รางวัล: Silver Berlin Bear ที่ Berlin internation Film Festival (2000), Audience Award ที่ Sundance Film Festival (2001)

Unrated 105 นาที

รางวัล: ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Montreal World Film Festival (1995)

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ดิฉันได้ดูภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวจีนสองคนสองเรื่อง หนังสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย นั่นคือ ความรัก ท้องถิ่นอันห่างไกลความเจริญ วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โรงเรียน การกลับบ้าน ความเจริญแบบสมัยใหม่ (และอาจมีนัยแฝงถึงตะวันตก) ที่เข้ามามีผลกระทบต่อวิถีดั้งเดิม และความรู้สึกโหยหาอดีต

แต่แม้จะคล้ายคลึงกัน หนังสองเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

The Road Home

หนังเรื่องแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก่อนคือเรื่อง The Road Home ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดัง จางอี้โหมว ที่เราชาวไทยและรวมถึงชาวตะวันตกรู้จักกันดีจาก Ju Dou, Raise the Red Lantern และนำแสดงโดยนักแสดงสาวชาวจีนที่ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ก่อนที่จะไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด นั่นคือ จางซิยี่ (Crouching Tiger, Hidden Dragon; Rush Hour ll)

The Road Home ไม่เหมือนกับหนังของจางอี้โหมวก่อนหน้านี้ คุณไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาที่ซับซ้อน นัยแฝงทางการเมือง หรือความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ของตัวละคร แม้แต่บริบททางการเมืองของช่วงเวลาในเรื่องที่อยู่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ที่มองข้ามไปเลยก็ได้ ดูไปแล้ว The Road Home คล้ายกับเป็นการทำงานแบบพักร้อนของจางอี้โหมว

เนื้อเรื่องใน The Road Home ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หนังเริ่มต้นเป็นหนังขาว-ดำ ลูกชาย (Zheng Hao) ที่มีการศึกษาและทำงานในเมืองเดินทางกลับมาหาแม่ในชนบท เพื่อช่วยจัดการงานศพของพ่อ พ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนมาตลอดชีวิตและทุ่มเทให้กับโรงเรียนมาก ส่วนแม่ที่ชื่อ “ได๋” เป็นสาวชาวจีนท้องถิ่น แม่ผู้ชรา (Zhao Yuelin) ยืนยันว่า นางต้องการให้จัดงานศพตามประเพณีโบราณ คือใช้คนแบกโลงศพเดินจากโรงพยาบาลในเมืองมาตามเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน อันเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ตายจำเส้นทางกลับบ้านได้

ลูกชายต้องการทำทุกอย่างตามความปรารถนาของมารดา ทั้งคนเก่าคนแก่และผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ขัดข้อง ปัญหาติดอยู่ตรงที่คนหนุ่มในหมู่บ้านเดินทางไปทำงานในเมืองกันหมด คนแก่ที่เหลืออยู่ไม่มีทางแบกโลงศพมาตามเส้นทางยาวไกลท่ามกลางความหนาวเย็นของหิมะ ลูกชายพยายามโน้มน้าวแม่ให้ผ่อนปรนประเพณีบางอย่างลงบ้าง เช่น ใช้รถบรรทุกโลง แต่นางไม่ยอม มิหนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าห่อศพด้วยตนเอง

ลูกชายจึงย้อนรำลึกอดีตที่เขาเคยได้ยินมาเกี่ยวกับตำนานความรักของพ่อแม่ ทันทีที่ภาพอดีตหวนกลับมา หนังเปลี่ยนไปเป็นหนังสีทันที ทิวทัศน์อันสวยงามของชนบทจีนที่ห่างไกล สีสันของท้องทุ่ง ทิวเขา ได๋ในวัยสาว (จางซิยี่) อยู่กับแม่ตาบอดเพียงสองคน นิยายรักของเธอเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเพียงเห็นหน้าครูหนุ่ม (Sun Honglei) ที่เพิ่งมาจากในเมือง

อุปสรรคทางประเพณีขวางกั้นมิให้ได๋มีโอกาสได้ใกล้ชิดครู แต่เธอก็พยายามสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น เช่น แทนที่จะตักน้ำจากบ่อใกล้บ้าน ก็ยอมเดินไกลขึ้นเพื่อไปตักน้ำจากบ่อใกล้โรงเรียน พยายามดักรอตามเส้นทางที่ครูจะเดินผ่าน ฯลฯ จนครูหนุ่มเองก็มองเห็นสะพานรักที่ทอดให้และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเดินข้ามไป ทว่าเขาถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองกะทันหัน ได๋ไปยืนตากหิมะรอครูจนล้มป่วย แม้จะพานพบอุปสรรคขัดขวาง แต่ในท้ายที่สุด รักแรกพบของทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในบั้นปลายและกลายเป็นตำนานรักที่คนในท้องถิ่นทราบกันดี

เรื่องตัดกลับมาสู่ภาพขาว-ดำอันแห้งแล้งของปัจจุบัน ลูกชายได๋ตัดสินใจนำเงิน 5,000 หยวนไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยว่าจ้างคนหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแบกโลงศพ ประเพณีพาศพกลับบ้านอันเก่าแก่ของจีนได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้งท่ามกลางพายุที่ตกหนัก ผู้ใหญ่บ้านนำเงินมาคืนแก่ลูกชายและบอกว่าไม่มีใครยอมรับค่าจ้างครั้งนี้

สามีของได๋เสียชีวิตเพราะติดพายุหิมะ ระหว่างที่เขาออกเดินทางเพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่แทนโรงเรียนหลังเดิมที่ทรุดโทรมเต็มที ได๋นำเงินที่เก็บชั่วชีวิต รวมทั้งสั่งให้ลูกชายนำเงิน 5,000 หยวนนั้นออกมาสมทบทุนเพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ ได๋ยังมีข้อขอร้องอีกข้อหนึ่งต่อลูกชายที่จะให้เขานำชีวิตในอดีตหวนคืนสู่โรงเรียนอีกครั้ง ก่อนที่มันจะถูกรื้อลง

เนื้อเรื่องง่ายๆ ก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ

จุดประสงค์ของหนังก็ชัดเจนเรียบง่ายเหมือนเนื้อเรื่อง มันเป็นหนังที่เชิดชูความรู้สึก ความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะความรักที่ได๋มีต่อสามี แต่เป็นธรรมดาที่พอเราเชิดชูหรือขยายความอะไรสักอย่างมากเกินไป มันก็มักจะไปบดบังอะไรอย่างอื่นๆ เสียหมด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากเรามีความรักยิ่งใหญ่ลึกล้ำต่อคนๆ หนึ่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะกลายเป็นคนแล้งน้ำใจต่อคนอื่นๆ รอบตัว เพราะเรามัวแต่มองเห็นความรักและคนรักของตัวเอง จนมองไม่เห็นคนอื่นไปเสียนี่

ดิฉันคงเกิดมาเป็นคนไร้ความโรแมนติก หรือไม่ก็เป็นพวกคิดมากเกินกว่าเหตุ เพราะตอนดูหนังเรื่องนี้ แทนที่จะซาบซึ้งกับความรักบริสุทธิ์ของได๋ ดิฉันดันไพล่ไปห่วงนั่นห่วงนี่ ตอนที่ได๋วิ่งเอาอาหารไปให้คุณครู หรือไปยืนรอครูกลางหิมะ ดิฉันก็มัวห่วงแม่ตาบอดของเธอว่ากินข้าวหรือยัง พร้อมกับนึกสงสัยว่า เธอเอาเวลาตอนไหนไปทำมาหากินปลูกผักปลูกข้าว ตอนแบกโลงศพกลับมา ก็ดันมัวไปห่วงผู้ใหญ่บ้านกับคนเฒ่าคนแก่ว่าจะจับไข้ตายกลางหิมะ ตอนที่ลูกชายเอาเงิน 5,000 หยวนไปจ้างคนมาแบกโลง ก็มัวนึกว่าเขาจะหมดตัวหรือเปล่า พอเขาได้เงินคืน ดิฉันแสนจะโล่งใจแทน แต่แค่ฉากต่อมา เขาก็ต้องควักเงินก้อนนี้ออกมาสมทบทุนให้โรงเรียน มิหนำซ้ำ พอได๋ขนเงินที่เก็บไว้ออกมามอบให้ผู้ใหญ่บ้าน ดิฉันก็บ่นอยู่ในใจว่า แล้วทำไมไม่เอาออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า!

แต่ถ้าคุณเป็นคนโรแมนติกและไม่เที่ยวจุกจิกหยุมหยิมกับรายละเอียด หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังรักที่ตรึงใจพอดูทีเดียว อย่ากระนั้นเลย แค่ดูจางซิยี่กับหางเปียแกว่งไกวตอนวิ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าก็คุ้มแล้ว! ความโดดเด่นของจางซิยี่นั้นปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังเรื่องต่อๆ มาที่เธอเล่น จะเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากทีเดียว

The Mongolian Tale

สำหรับคนปัญหามากซึ่งคอยเที่ยวสงสัยว่าได๋กับแม่ตาบอดเลี้ยงชีพอย่างไร ได้เงินมาจากไหน ทำไมเธอถึงมีเวลาไปคอยดักพบคุณครู ทั้งที่ชีวิตในชนบทของสองแม่ลูกน่าจะเป็นชีวิตที่ต้องทำงานหนักไม่น้อย คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากคุณดูหนังเรื่อง A Mongolian Tale ในหนังเรื่องนี้ เสื้อที่ตัวละครใส่ อาหารที่กิน ผ้าที่ห่ม ชาที่ดื่ม แทบจะบอกได้หมดว่ามาจากไหน ในแง่ของความสมจริง A Mongolian Tale สามารถให้ภาพชีวิตของชาวมองโกเลียนร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ท่ามกลางท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทุรกันดารของแผ่นดินมองโกเลีย

ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ A Mongolian Tale นำเสนอภาพชีวิตสมจริงด้วยลีลาแบบกวีนิพนธ์

หนังเริ่มต้นด้วยเพลงกวีที่พูดถึงความผูกพันระหว่างเด็กชายกับม้าดำ “ไบอินบูลัก” (Tengger) ขี่ม้ากลับมาตามหาย่าบุญธรรมกับหญิงสาวที่เขาทิ้งไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พร้อมกับประโยคตอนต้นเรื่องที่บอกว่า “เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวมากมาย ฉันร้อนรนที่จะทอดทิ้งอดีตและจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จวบจนเมื่ออดีตสูญสิ้นไปแล้วตลอดกาล ฉันจึงเพิ่งตระหนักว่า ฉันได้สูญเสียอะไรไป”

หนังย้อนรำลึกอดีตเมื่อพ่อม่ายที่เป็นชาวเมืองพาลูกชายยังเล็กมาหาแม่บุญธรรมที่เป็นชาวมองโกเลียน เขาฝากลูกชายให้หญิงชรา (Dalarsurong) เลี้ยง และนางตั้งชื่อให้เด็กชายคนนั้นว่า “ไบอินบูลัก” หญิงชรายังเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงกำพร้าคนหนึ่งชื่อ “โซมิยา” หนังยังบอกให้เรารู้ว่า หญิงชราเคยเลี้ยงเด็กมาแล้วหลายคน และอย่างที่นางพูดว่า ในอาณาบริเวณที่นางอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกม้า ลูกแพะหรือลูกคน นางสามารถเลี้ยงดูได้หมดและไม่เคยปล่อยให้ตาย

ช่วงแรกของหนังดำเนินไปอย่างแช่มช้า ตามจังหวะชีวิตแบบโบราณที่ดำเนินมาไม่รู้กี่พันปีของชาวมองโกเลียน หนังดึงให้คนดูซึมซับกับชีวิตที่ทำงานหนัก เรียบง่าย อบอุ่นและมีความสุขของย่าหลาน ชีวิตที่ผูกพันกับท้องทุ่ง ฤดูกาล และในคืนพายุหิมะคืนหนึ่ง ลูกม้าดำก็พลัดแม่มาติดอยู่ที่กระโจมของทั้งสาม ย่าดูแลจนลูกม้ารอดชีวิตและโซมิยาตั้งชื่อให้มันว่า “กันกังฮารา” ตามชื่อม้าในเพลงกวีตอนต้นเรื่อง

แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ผ่านเข้ามา ขณะที่ไบอินบูลักในวัยรุ่นกำลังนอนมองเครื่องบินไอพ่นแหวกผ่านท้องฟ้า โซมิยาก็วิ่งมาบอกว่ามีจดหมายจากพ่อของเขา พ่อเรียกตัวไบอินบูลักไปเรียนสัตวแพทย์ในเมือง ก่อนจากไป ย่าหมั้นหมายให้ไบอินบูลักกับโซมิยา ทั้งสองสัญญาว่าจะแต่งงานกันหลังจากไบอินบูลักกลับมา ซึ่งกำหนดว่าจะเป็นเวลาแปดเดือนให้หลัง

ทว่าเวลาแปดเดือนกลับกลายเป็นสามปี ไบอินบูลักในวัยหนุ่มแน่นเต็มที่จึงกลับมา แทนที่จะเป็นสัตวแพทย์ เขากลับหันเหไปเรียนดนตรี แต่ความตั้งใจเดิมที่จะแต่งงานกับโซมิยายังไม่เปลี่ยนแปลง

ไบอินบูลักต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อรู้ว่าโซมิยาถูกชายเสเพลในหมู่บ้านล่อลวงจนตั้งท้อง แม้ว่าย่าจะพยายามเหนี่ยวรั้งไบอินบูลักเอาไว้ แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาทอดทิ้งย่ากับโซมิยาให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

จวบจนกว่าสิบปีผ่านไป ไบอินบูลักกลายเป็นนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียง เขากลับมาตามหาย่าและโซมิยา บ้านเก่าของทั้งสามกลายเป็นบ้านร้าง เขาตามไปจนพบโซมิยา (Narenhuar) ที่แต่งงานกับคนขับรถบรรทุก มีลูกห้าคน เธอยังคงทำงานหนัก นอกจากดูแลบ้าน ยังทำงานให้โรงเรียน เพื่อให้ลูกสาวคนโตที่เป็นลูกติดได้เรียนหนังสือ ส่วนย่าและกันกังฮาราตายไปหลายปีแล้ว

การกลับมาพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ความอาวรณ์ ความรู้สึกผิด ไบอินบูลักค้นพบความรับผิดชอบใหม่ทดแทนสิ่งที่เขาเคยทอดทิ้ง ประโยคสุดท้ายที่โซมิยาตะโกนบอกไบอินบูลักในทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย บอกให้รู้ว่าหัวใจรักอันยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของย่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับหญิงชรา หัวใจนั้นยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ในตัวโซมิยา

ได๋ยึดมั่นในความรักอันยิ่งใหญ่ที่เธอมีต่อครูหนุ่มอย่างไม่มีวันคลอนแคลน เธอรักษาเนื้อสงวนตัวไว้ให้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก แต่ความรักของได๋เรียกร้องบีบคั้นเพื่อความรักของตัวเองจนดูเหมือนไม่คำนึงถึงคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นแม่ ลูก เพื่อนบ้าน

ความรักที่โซมิยามีต่อไบอินบูลักอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าได๋ เธอปล่อยตัวปล่อยใจให้ชายอื่น แต่เธอดูแลย่าจนสิ้นลมหายใจ ทุ่มเทให้ลูกทุกคน เผื่อแผ่ความรักให้แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จนแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็ไม่มีเว้น

ไบอินบูลักเป็นศิลปินที่ละเอียดอ่อน ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้เขาทอดทิ้งโซมิยากับย่าก็อาจพอเข้าใจได้ ส่วนชายขับรถบรรทุกที่กลายมาเป็นสามีของโซมิยา ยามใดที่ไม่ขับรถ เขาจะเมาหยำเปตั้งแต่ตื่นจนหลับ มิหนำซ้ำยังเกลียดลูกติดของโซมิยา แต่เขาเป็นคนที่มาเจอโซมิยาในยามที่เธอลำบากที่สุด ช่วยฝังศพย่าและรับเธอกับลูกมาอยู่ด้วย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโซมิยาต้องทำงานหนักให้โรงเรียน แต่ก็ไม่เคยห้ามปราม

คงยากที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร ใครน่าชื่นชมกว่ากัน?

Xie Fei เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนรุ่นอาวุโสกว่าจางอี้โหมวและมีชื่อเสียงน้อยกว่า หนังที่สร้างชื่อให้เขาได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ Girl from Hunan ซึ่งมี Narenhuar นำแสดง Narenhuar เป็นนักแสดงชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ส่วน Tengger ที่แสดงเป็นไบอินบูลัก เป็นนักร้องนักดนตรีชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในไต้หวัน มีชื่อเสียงและมีแฟนเพลงอยู่มากพอสมควรทั้งในไต้หวันและประเทศจีน Tengger เป็นคนแต่งและร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เพลงไพเราะ บาดลึกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ส่วนดนตรีประกอบสอดคล้องกลมกลืนกับหนัง ฝีมือของเขายอดเยี่ยมขนาดไหน มีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่มอนทรีออลเป็นประกัน

ที่ต้องชมเชยอีกอย่างหนึ่งคือการคัดเลือกตัวแสดง บทของโซมิยากับไบอินบูลักนั้น เปลี่ยนนักแสดงถึงสี่คนตามช่วงอายุ แต่หน้าตาของแต่ละคนช่างมีเค้าละม้ายกันมากและแสดงได้ดีทุกคนด้วย กระทั่งเด็กผู้หญิงที่แสดงเป็นลูกสาวคนโตของโซมิยา แค่เห็นสีหน้าของหนูน้อยในบางฉากก็ทำให้หัวใจสลายได้ แต่นักแสดงที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยคือ Dalarsurong นางเป็นนักแสดงอาวุโสชาวมองโกเลียน การแสดงของนางเป็นพลังหลักของหนัง

องค์ประกอบอีกประการที่โดดเด่นมากคือการถ่ายภาพ ท้องทุ่งของมองโกเลียใน A Mongolian Tale มีทั้งความงดงาม บางครั้งเต็มไปด้วยสีสัน บางครั้งอ้างว้างหดหู่ หนังเรื่องนี้ถ่ายฉากกลางคืนได้สวยเป็นพิเศษ

ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของหนัง น่าจะเป็นจังหวะระหว่างที่ไบอินบูลักเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองกับตอนที่เขากลับมาเมื่อสามปีให้หลัง หนังตัดภาพเรียงต่อกันอย่างรวดเร็ว จนคนดูไม่ทันตั้งตัวหรือซึมซับกับเวลาที่ผ่านไป จุดนี้อาจทำให้การที่โซมิยาพลาดพลั้งไปได้เสียกับชายคนอื่นขาดน้ำหนักและความน่าเห็นใจไปบ้าง

หากเปรียบไปแล้ว The Road Home เป็นนิยายรักหวานซึ้งบนภาพโปสการ์ดชนบทสีสวย ส่วน A Mongolian Tale เป็นกวีนิพนธ์เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน หน้าที่และความสำนึกผิดบนภาพจิตรกรรมแห่งท้องทุ่ง หนังมีเสน่ห์ต่างกันและน่าดูในห้วงอารมณ์ที่ต่างกัน

สำหรับการเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา ดิฉันมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจหลังจากดู A Mongolian Tale จบ นั่นคือ จะหาหนังเรื่องอื่นของ Xie Fei กับเทปเพลงของ Tengger ได้ที่ไหน?

————————————–

กลับไปอ่านงานเขียนชิ้นนี้ รู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาได้เลี่ยนพอใช้ หนังเรื่อง A Mongolian Tale นั้น เกรงว่าคงหาดูยากเสียแล้ว เพราะผู้เขียนซื้อหนังเรื่องนี้เป็นวิดีโอ ซึ่งเน่าไปแล้ว กลับไปที่ร้านเดิมที่เปลี่ยนมาขายดีวีดี เห็นเขาบอกว่าไม่มีมาสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่จะมาผลิตเป็นดีวีดี (ผู้กำกับหนัง Xie Fei น่าจะออกเสียงว่า ฉีเฟย…มั้ง ความจริงผู้เขียนมีหนังสือเทียบเสียงภาษาอังกฤษ-จีน แต่ไม่รู้ไปวางไว้ไหน หาไม่เจอค่ะ เขาเป็นผู้กำกับหนังรุ่นที่ 4 หรือรุ่นที่ 3 อะไรนี่แหละ)

Xie Fei เคยให้สัมภาษณ์ที่ประเทศฝรั่งที่ไหนสักประเทศ มีผู้สื่อข่าวฝรั่งถามว่า ทำไมไบอินบูลักถึงต้องรู้สึกผิด ในเมื่อโซมิยาเป็นคนทรยศเขาก่อน Xie Fei ตอบว่า ตามประเพณีของชาวมองโกเลียน การทิ้งครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงไปอย่างนั้น ยังไงๆ ก็ถือว่าผิด ตอนที่เขียนวิจารณ์ข้างต้น ผู้เขียนรู้สึกว่าคนไทยดูแล้วก็เข้าใจทันที ไม่เห็นต้องอธิบายซ้ำอีก แต่ตอนหลังมีเพื่อนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ นักข่าวฝรั่ง ก็เลยขอหมายเหตุไว้ให้ผู้อ่านเสียหน่อย ผู้เขียนอาจเข้าใจความรู้สึกของคนไทยผิดไปก็ได้!

หนังเรื่อง Girl from Hunan มีขายที่ amazon แต่แผ่นราคาแพงไม่น้อย ผู้เขียนเองก็ผลัดมาหลายปี ไม่ได้สั่งซื้อเสียที (สำหรับคนที่แม้แต่แผ่นผียังขอก๊อป คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี) ส่วนเพลงของ Tengger นั้น ผู้เขียนไปหาซื้อได้ตอนไปเที่ยวเมืองจีน แต่มันออกไปทาง C-Pop + โฟล์กซอง (ท่านลองจินตนาการเอง) ไม่เพราะเหมือนในหนัง

จริงๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ค่อยชอบจางอี้โหมว โดยเฉพาะหนังเรื่อง Hero นั้น ลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “He-โง่” ผู้เขียนไม่ชอบรสนิยมทางศิลปะของจางอี้โหมวด้วย บทพี่เกิดอยากจะย้อมฉากสีแดง ก็แด๊งแดงอะไรปานนั้น (ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงไม่อาจดูละครเกาหลีเรื่อง “ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์” เพราะมันแดงเหลือเกิน) และที่ไม่ชอบที่สุดคือ การที่จางอี้โหมวเอาเหลียงเฉาเหว่ย หนึ่งในนักแสดงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด มาใช้เสียของใน Hero ดูเหมือนจางอี้โหมวจะสั่งให้นักแสดงทุกคนในเรื่องทำกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกตลอดเวลา ไม่เชื่อคุณลองไปหามาดูได้เลย

องค์กรตุลาการกับประชาธิปไตย

April 17th, 2008

รัฐใดที่ประกาศตนเป็นนิติรัฐ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะยอมรับบทบาทขององค์กรตุลาการ ในฐานะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ การควบคุมฝ่ายบริหาร ก็ได้แก่ การควบคุมการความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ได้แก่ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา

องค์กรตุลาการในนิติรัฐสมัยใหม่จึงมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่บทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ และการปกปักรักษาประชาธิปไตยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทอันกว้างขวางขององค์กรตุลาการเช่นนี้ นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเองกับคำว่าประชาธิปไตย กล่าวคือ ด้านหนึ่ง นิติรัฐ-ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ก็เรียกร้องให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และควบคุมไม่ให้เกิดการปกครองที่เสียงข้างมากใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น เมื่อองค์กรตุลาการเข้าไปควบคุมการใช้อำนาจรัฐเข้า ก็เกิดการเผชิญหน้ากันกับองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่องค์กรตุลาการปราศจากความชอบธรรมทางการเมืองเช่นว่า

ความขัดแย้งดังกล่าว จะมีวิธีการประสานกันอย่างไร?

แน่นอนที่สุด หากเราตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการออกไป นิติรัฐนั้นก็กลายเป็นนิติรัฐที่ไม่สมประกอบ เพราะปราศจากซึ่งองค์กรที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่นกัน หากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็คงไม่เหมาะสมเป็นแน่ เพราะ จะทำให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไปเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา วิธีเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง

วิธีที่จะพอแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้ คือ การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรตุลาการและการดำรงตนขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ในรายละเอียด ผู้เขียนขอแบ่งเป็น ๖ ประการ ดังนี้

ประการแรก ความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ

โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญในรัฐเสรีประชาธิปไตยต่างรับรองความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการเอาไว้ เช่น การจัดตั้งศาลต้องทำโดยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา การจัดตั้งศาลเฉพาะเพื่อคดีใดคดีหนึ่งไม่อาจกระทำได้ การโยกย้ายผู้พิพาษาต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษานั้นด้วย การแต่งตั้งและโยกย้ายตลอดจนการดำเนินการทางวินัยเป็นอำนาจของคณะกรรมการตุลาการ การบริหารงบประมาณของศาลเป็นไปอย่างอิสระ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษาสูงกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นต้น

อาจสงสัยกันว่าความเป็นอิสระของผู้พิพากษานี้ปราศจากความรับผิดชอบใดๆเลยหรือ? แน่นอน ในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่มีองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐใดที่ใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบขององค์กรตุลาการนั้นแตกต่างจากองค์กรนิติบัญญัติและบริหารซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองโดยแท้ กล่าวคือ องค์กรตุลาการไม่อาจถูกฝ่ายการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาไม่ได้มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน ตรงกันข้าม องค์กรตุลาการรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยผ่านเหตุผลประกอบคำพิพากษานั่นเอง ด้วยการให้สังคมได้มีโอกาสวิจารณ์คำพิพากษาอย่างเต็มที่

บางครั้งอาจมีกรณีตอบโต้การใช้อำนาจระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรตุลาการ หรือองค์กรบริหารกับองค์กรตุลาการ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายที่มีผลเป็นการ “ลบ” หลักการที่คำพิพากษาของศาลได้วางบรรทัดฐานเอาไว้ หรือในฝรั่งเศส สมัยวิกฤติแอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลเร่งผลักดันรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลทหารพิเศษในดินแดนแอลจีเรียเป็นการเฉพาะ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารพิเศษเพียงไม่นาน (โปรดดูบทความของผู้เขียน, ฝ่ายการเมืองปะทะฝ่ายตุลาการ : ประสบการณ์จากฝรั่งเศส, เผยแพร่ครั้งแรกในประชาชาติธุรกิจ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ หรือดูได้ในhttp://www.onopen.com/2006/01/822)

ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวหรือการทุจริต ก็มีคณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ดูแลและมีจริยธรรมวิชาชีพกำกับไว้ หรืออาจมีกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่สอง ความเป็นกลางขององค์กรตุลาการและความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา

องค์กรตุลาการต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนพิจารณาคดี ต้องให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ผู้พิพากษามีส่วนได้เสียกับประเด็นแห่งคดีที่ตนจะพิจารณา ผู้พิพากษานั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี ดังสุภาษิตในภาษาละตินที่ว่า “Nemo in propria causa judex” ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นกันว่าผู้พิพากษาทั้งหลายไม่ควรเข้าไป “เล่น” การเมืองด้วยการไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ไปร่างรัฐธรรมนูญ ไปร่างกฎหมาย หากเข้าไปแล้วก็ไม่ควรกลับมาเป็นผู้พิพากษาใหม่ เพราะในวันข้างหน้าเป็นไปได้ว่า อาจมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเคยเข้าไปเกี่ยวข้อง

ความเป็นกลางของผู้พิพากษาจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา เหตุผลประกอบคำพิพากษาเกิดจากการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมาย มิใช่นำรสนิยมทางการเมืองส่วนตัว ความเชื่อทางศาสนา ความนิยมชมชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสิน คำพิพากษาต้องไม่เกิดจากการตั้งธงคำตอบไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงค่อยหาเหตุผลเพื่อนำไปสู่ธงคำตอบนั้น ความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษาย่อมทำให้บุคคลซึ่งแม้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา เหตุผลของคำพิพากษา หรือผลของคำพิพากษา แต่บุคคลนั้นก็ยังคงยอมรับนับถือคำพิพากษาอยู่ดี

คำพิพากษาต้องผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาอย่างลึกซึ้งของผู้พิพากษา โดยใช้เหตุผลทางกฎหมายประกอบ คำพิพากษาต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายและความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายไปพร้อมๆกัน ที่ว่าต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลทางกฎหมายและการเคารพกฎหมายตามแนวทางกฎหมายเป็นใหญ่ของหลักนิติรัฐ ส่วนที่ว่าต้องสนับสนุนความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความเชื่อไว้วางใจต่อระบบกฎหมาย ความสม่ำเสมอต่อเนื่องของกฎเกณฑ์ และบุคคลสามารถคาดการณ์ได้ว่าการกระทำของตนและผู้อื่นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

บางกรณีทั้งสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนทำให้การหาจุดสมดุลของสองเรื่องนี้เป็นไปโดยยากและอาจต้องเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องใช้เหตุผลมาอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความชอบด้วยกฎหมายมากกว่า และมีวิธีการเยียวยาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายอย่างไร หรือเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายมากกว่า และมีวิธีเยียวยาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำพิพากษาที่ให้ใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายแก่บุคคลโดยไม่ได้มีการอธิบายเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไร้มาตรฐานและไม่สมเหตุสมผล

 

ประการที่สาม ความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อองค์กรตุลาการ

ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาต่อศาล ทั้งในแง่ตัวองค์กรและตัวบุคคล หาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการ หมิ่น ศาลหรือละเมิดอำนาจศาล หรือการอ้างว่าผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธย” ไม่ ตรงกันข้าม เกิดจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภาววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษา

คำพิพากษาจะมีคุณค่า นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ยังต้องอาศัยความเชื่อถือของประชาชนประกอบด้วย จริงอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนทุกคนเห็นด้วยกับเนื้อหาของคำพิพากษาทั้งหมด แต่อย่างน้อยวิญญูชนพิจารณาดูแล้ว ก็ต้องยอมรับในเหตุผลที่ประกอบคำพิพากษานั้น และเห็นว่าคำพิพากษานั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน

การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อผู้พิพากษา ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องทำตนเป็นที่นิยมของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องยอมกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและสามัญสำนึกของตนเพียงเพื่อความพอใจของสาธารณชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องตัดสินโดยฟังกระแสสังคม นี่เรียกว่า ความนิยม (Popularité) ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความเชื่อถือไว้วางใจ (Confiance) ความเชื่อถือไว้วางใจนั้น เป็นความเชื่อถือที่มีต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ความเป็นกลางของผู้พิพากษา ความยุติธรรมของผู้พิพากษา และความเคารพในจริยธรรมวิชาชีพของผู้พิพากษา

นอกจากนี้ ความเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้พิพากษา ยังอาจเกิดจากวัตรปฏิบัติของผู้พิพากษาเอง เช่น การรู้ถึงขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด การยอมรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งทระนงว่าตนยิ่งใหญ่ ไม่อหังการ-มมังการ เพราะ “หัวโขน” ผู้พิพากษา หรือเพราะคำอ้างที่ว่าตนกระทำการในนามกษัตริย์

 

ประการที่สี่ การตระหนักถึงขอบเขตอำนาจของตนเอง

นิติรัฐ-ประชาธิปไตยเรียกร้องเรื่องการแบ่งแยกอำนาจให้เกิดดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐในแขนงต่างๆ องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองมีอำนาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง

การพิพากษาของศาลมิใช่กระทำได้อย่างพร่ำเพรื่อหรือปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคำพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทำตามรูปแบบหรือไม่ ฟ้องภายในอายุความหรือไม่ ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาหรือไม่ จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมอีก ในท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน ก็ยังต้องพิจารณาอีกว่าคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลเป็นการทั่วไปหรือมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ มีผลย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคต

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการเป็นผู้เล่นหลักคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ (Acteur politique) อย่างไรเสียองค์กรตุลาการก็ต้องมีบทบาทางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้น ต้องกระทำผ่านคำพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น อนึ่ง แม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคำพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอำนาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาล หรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการก็จำต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อำนาจของตนเองลง เช่น การยุบสภา การประกาศสงคราม การเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี

ในบางกรณี รัฐบาลอาจดำเนินนโยบายตามที่รณรงค์หาเสียงกับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับอาณัติจากประชาชนในการดำเนินนโยบายดังกล่าว ประเด็นปัญหานี้ องค์กรตุลาการอาจเข้าไปควบคุมได้แต่เพียงเฉพาะ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการตามนโยบายเท่านั้น องค์กรตุลาการไม่อาจเข้าไปก้าวล่วงถึง “ความเหมาะสม” ของนโยบาย อีกนัยหนึ่ง คือ องค์กรตุลาการต้องใช้ “กฎหมาย” เป็นมาตรวัดนั่นเอง

แม้องค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอำนาจในการพิพากษาคดีความให้มีผลเป็นที่สุด (res judicata) แต่องค์กรตุลาการก็ไม่ได้มีอำนาจอย่างปราศจากขอบเขต ด้วยธรรมชาติและลักษณะพิเศษขององค์กรตุลาการที่ต้องการความเป็นอิสระทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนและสังคม แต่องค์กรตุลาการกลับมีอำนาจควบคุมการใช้อำนาจรัฐ กฎหมายจึงต้องออกแบบระบบไม่ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตด้วยการวางกลไกวิธีพิจารณาคดี ในขณะเดียวกันองค์กรตุลาการก็ต้องจำกัดการใช้อำนาจของตนเอง ไม่เข้าไปรุกล้ำในเรื่องที่เป็นนโยบายหรือการเมืองโดยแท้

นี่เป็นหลักการพื้นฐานขององค์กรตุลาการในรัฐเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งแอบอ้างเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเข้าไป “เพ่นพ่าน” ในสนามการเมือง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ การดำรงตำแหน่งในองค์กรเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามศัตรู การดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลอดจนการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งสำคัญ

 

ประการที่ห้า คำพิพากษา “สาธารณะ”

จริงอยู่ ในทางกฎหมาย คำพิพากษาอาจมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความหรืออาจมีผลผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพิพากษามีผลกระทบออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้และตีความกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพหรือวางเงื่อนไขการใช้อำนาจรัฐมักเขียนด้วยถ้อยคำกว้างๆ เปิดโอกาสให้ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี การใช้และตีความกฎหมายเหล่านี้โดยศาลผ่านทางคำพิพากษาในแต่ละคดีต่างหากที่ “แปล-ขยาย” ความเหล่านั้นให้มีผลชัดเจนและจับต้องได้ เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันซ้ำเข้ามากๆในคดีก่อนๆ ก็กลายเป็นบรรทัดฐานที่ศาลต้องเดินตามในคดีหลัง นอกเสียจากศาลจะมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอและรับฟังได้ หรือบริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ศาลก็อาจเปลี่ยนแนวจากคำพิพากษาบรรทัดฐานนั้น ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ทำให้สำนักคิดกฎหมายสัจนิยม โดยเฉพาะเซอร์ โอลิเวอร์ เวนเดล โฮล์มส์ ถึงกับประกาศว่า “กฎหมายในความเห็นของข้าพเจ้า คือการพยากรณ์ต่อการกระทำของศาลในความเป็นจริง ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากนี้”

ด้วยอานุภาพของการใช้และตีความกฎหมายของศาลดังกล่าว ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคดีนั้นเท่านั้น คำพิพากษาจึงไม่ควรมีขึ้นเพียงเพื่อให้ผู้พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอ่าน ตรงกันข้ามคำพิพากษาต้องพยายามสร้าง “การสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม”

ผู้พิพากษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยต้องตระหนักเสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้น ไม่ได้เขียนอธิบายความและเหตุผลให้แก่คู่ความเท่านั้น แต่เป็นการให้เหตุผลแก่บุคคลทั่วไปด้วย คำพิพากษาที่ดีจึงต้องสามารถให้การศึกษาแก่สังคม นำมาซึ่งการศึกษาค้นคว้า วิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ทั้งในหมู่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไป ในกรณีที่เป็นข้อบกพร่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เนื้อหาของคำพิพากษาต้องกระตุ้นเตือนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย

คำพิพากษา “สาธารณะ” จึงต้องประกอบไปด้วย ๒ ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรก การเข้าถึงคำพิพากษาต้องเป็นไปโดยง่าย ภายหลังอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว คำพิพากษาต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสวิจารณ์ ปัจจัยที่สอง ผู้พิพากษาต้องคิดอยู่เสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้นเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม ไม่ใช่เขียนเพียงเพื่อตัดสินคดีให้แล้วเสร็จไป

 

ประการที่หก การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์

โดยธรรมชาติขององค์กรตุลาการนั้นเป็นองค์กร “ปิด” และมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยกว่าองค์กรของรัฐอื่นทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ ลักษณะดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรตุลาการกลายเป็น “แดนสนธยา” ได้ง่ายขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องสร้างระบบการวิจารณ์การทำงานของศาล นั่นก็คือ การวิจารณ์คำพิพากษานั่นเอง

การลำพองตนของผู้พิพากษาว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในนามของกษัตริย์ ตนมีพระราชดำรัสของกษัตริย์ที่สนับสนุนและให้กำลังใจ เป็นอุปสรรคและไม่ส่งเสริมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา และอาจทำให้ผู้พิพากษา “หลง” อำนาจจนละเลยสังคมและไม่ใส่ใจความเห็นขององคาพยพอื่นๆในสังคม เช่นกัน การสงวน “คำพิพากษา” ไว้ให้เฉพาะผู้พิพากษา ทนายความ หรือคู่ความก็ดี การพยายามสร้างความเชื่อที่ว่า คำพิพากษาเป็นเรื่องกฎหมาย มีแต่นักกฎหมายด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างทัศนคติที่คับแคบในหมู่นักกฎหมายว่าในโลกนี้มีแต่นักกฎหมายที่เป็นใหญ่ และผูกขาด “ความจริง” ในนามของกฎหมาย

ในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการกฎหมาย สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปได้วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ต่อคำพิพากษานั้น ย่อมทำให้คำพิพากษาและศาลได้การยอมรับนับถือ และสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับคำพิพากษาและผู้พิพากษานั้นด้วย การวิจารณ์คำพิพากษาโดยสาธารณชนยังช่วยสร้างกระบวนการประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้นตามแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและขยายต่อจาก “ประชาธิปไตยทางตรง” “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” และ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

ด้วยเหตุนี้ การ “ใช้” หรือการ “ข่มขู่ว่าจะใช้” กฎหมายที่มีบทลงโทษเกี่ยวกับข้อหา “หมิ่นศาล” หรือ “ละเมิดอำนาจศาล” จึงล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ

 

……………………..

 

ในรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ องค์กรตุลาการมีพันธกิจ ๔ เรื่องหลักๆ ได้แก่ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย การสร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมายผ่านทางการใช้และตีความกฎหมายในคำพิพากษา และการเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุพันธกิจทั้งสี่นี้ ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยอันเป็นคุณค่าพื้นฐานที่รัฐเสรีประชาธิปไตยยึดถือ

แนวทางทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นการสนับสนุนองค์กรตุลาการให้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธบทบาทขององค์กรตุลาการในการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้า แต่การตัดสินอย่างก้าวหน้าควรประกอบด้วยเหตุผลที่มีความเป็นภาววิสัย มีหลักกฎหมายรองรับ และอธิบายให้สังคมยอมรับนับถือได้ เป็นความกล้าปฏิเสธอำนาจนอกระบบและรัฐประหาร เป็นความกล้าตัดสินเพื่อแก้ “วิกฤติ” ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบจากจิตสำนึกของผู้พิพากษาและยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการตัดสินที่ “คิดว่า” ก้าวหน้าเพื่อแก้ “วิกฤต” เพราะมีใครคนใดคนหนึ่งออกมากระตุ้นให้องค์กรตุลาการต้องตัดสิน หรือ เพราะต้องการปราบปรามศัตรูทางอุดมการณ์ทางการเมือง

จริงอยู่ ในนิติรัฐ หลักการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ และหลักความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ เป็นหลักการสำคัญอันขาดเสียมิได้ แต่หลักการดังกล่าวไม่ได้มีคุณค่าหรือสถานะสูงสุดเหนือกว่าหลักการอื่น จนทำให้องค์กรตุลาการมีอำนาจล้นฟ้าและปราศจาการตรวจสอบถ่วงดุล ตรงกันข้าม หลักการเหล่านี้เป็นหลักการในทางกลไกเพื่อพิทักษ์รักษาหลักการที่มีคุณค่าสูงสุด คือ หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุด อำนาจและความอิสระที่นิติรัฐหยิบยื่นให้องค์กรตุลาการนั้น ก็เพื่อให้นำมาใช้ปกป้องนิติรัฐและประชาธิปไตยนั่นเอง หาใช่ให้เพื่อนำมาใช้ทำลายนิติรัฐและประชาธิปไตยไม่

ต้องไม่ลืมว่า องค์กรตุลาการไม่ได้อยู่เหนือประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และการสำนึกอยู่เสมอว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในประชาธิปไตยและมีหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรตุลาการสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมสมัยใหม่ และสร้างความชอบธรรมให้องค์กรตุลาการในการเข้าไปตรวจสอบอำนาจรัฐ

ในทางกลับกัน หากองค์กรตุลาการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอคติ ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือยอมพลีตนรับใช้อุดมการณ์บางอย่างด้วยการเป็นกลไกปราบปรามศัตรูแล้ว ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการย่อมลดน้อยถอยลง จนในท้ายที่สุด อาจไม่เหลือซึ่งการยอมรับคำพิพากษาของศาล

หากเป็นเช่นนั้น นอกจากองค์กรตุลาการจะไม่บรรลุพันธกิจปกป้องนิติรัฐ-ประชาธิปไตยแล้ว กลับกลายเป็นว่าองค์กรตุลาการนั่นแหละที่เป็นผู้ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตยเสียเอง

แด่หยุด แสงอุทัย

April 4th, 2008

หยุด แสงอุทัย

หยุด แสงอุทัย

 วันที่ ๘ เมษายน ปีนี้ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ผู้มีคุณูปการต่อวงการกฎหมายไทย

หยุด เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html และ http://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด บทความ หรือคำอภิปรายต่างๆ เรายืนยันได้ว่า หยุด มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์” และ “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”(ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง” และ “… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

ผู้เขียนได้รับความรู้ทางกฎหมายจากตำราของหยุด และได้รับอิทธิพลทางความคิดของหยุดในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมาพอสมควร และเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของหยุด แสงอุทัย ผู้เขียนจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ของฟ้าเดียวกันในการเผยแพร่บทความบางส่วนของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการอุทิศแด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้แก่

๑. พระราชอำนาจ การลงพระปรมาภิไธย และการสนองพระบรมราชโองการ
๒. พระราชดำรัสของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
๓. อะไรคือ ตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”
๔. การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์
๕. กฎมณเฑียรบาลกับรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง บทความเหล่านี้ เคยเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะในหลายๆที่มาก่อน หากผู้ใดเคยอ่านมาแล้ว ผู้เขียนต้องขออภัยที่นำ “ของเก่า” มา “ขายใหม่” และหากจะก่อให้เกิดประโยชน์โภชผล ผู้เขียนขออุทิศให้แด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย

  

รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์กรณีหยุด แสงอุทัยถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หมายเหตุ
ผู้เขียนตัดตอนข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยที่มุ่งโจมตีหยุด แสงอุทัยกรณีถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อกระทบต่อไปยังจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเราจะได้ทบทวนสถานการณ์การนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นอาวุธทางการเมืองทิ่มแทงต่อกันในสมัยนั้น ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่าอาวุธเช่นว่า ก็ยังคงปรากฏให้เห็นในสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

ข่าวหนังสือพิมพ์เหล่านี้อยู่ในบทความขนาดยาวมากซึ่งผู้เขียนค้นหาเจอในเว็บไซต์ บทความนี้ไม่ปรากฏชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่งหรือผู้เป็นเจ้าของบทความแต่อย่างใด คาดเดาว่าอาจอยู่ในหนังสือเล่าประวัติการเมืองไทยสักเล่มหนึ่ง แล้วมีผู้นำบางส่วนมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนจึงต้องขออภัยผู้แต่งและผู้ค้นคว้าข้อมูลตัวจริงที่ไม่ได้แจ้งที่มาของข้อมูล เพราะผู้เขียนไม่ทราบแหล่งที่มาจริงๆ

เมื่ออ่านข่าวเหล่านี้จบแล้ว อาจฉุกคิดขึ้นได้ว่า แม้เหตุการณ์ผ่านไป ๕๐ ปีเศษ สื่อมวลชนที่นำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้ทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย

………………………………………

  

๑. ประชาธิปไตย วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ละเมิดพระมหากษัตริย์

 

เรื่องที่มีราษฎรร้องต่อตำรวจว่ามีผู้หมิ่นในหลวงเข้าแล้ว โดยบังอาจกล่าวคำวิพากษ์วิจารณ์พระราชดำรัสเรื่องจะเข้าในกฎหมายอาญาเป็นผิดหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะผู้กล่าววิพากษ์วิจารณ์เป็นข้าราชการประจำ เมื่อกระทำผิดรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยในมาตราหนึ่ง “พระมหากษัตริย์ย่อมเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และเมื่อมีผู้ละเมิดขึ้นเช่นนี้ ผู้ละเมิดเป็นข้าราชการก็น่าจะได้มีการพิจารณาลงโทษ ปลดไล่ออกหรือด้วยประการใดๆตามวินัยไปก่อนโดยไม่ชักช้า ส่วนทางคดีอาญานั้น ทางตำรวจก็พิจารณาและดำเนินต่อไปทางโรงศาล

ข้อที่ว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่นั้น เราจำได้ว่าสมัยหนึ่ง จะเป็น พ.ศ. ๒๔๘๐ หรือ ๒๔๘๑ ไม่แน่ใจ ขณะนั้นพระยามานวราชเสวี ประธานสภา พระยาพหลฯเป็นนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลครั้งนั้น ในหลวงได้มากระทำพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีดำรัสต่อสภา กล่าวถึงกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติในระหว่างเปิดสมัยประชุมในทางดีงามต่างๆ เมื่อสภาได้เปิดประชุมปรึกษาเป็นครั้งแรกในสมัยนั้น นายอรุณ แสงสว่างวัฒนะ ส.ส. นครสวรรค์ ได้เสนอญัตติให้เปิดอภิปรายกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติไปในสมัยเปิดประชุมนั้นว่าได้เป็นไปในทางดีงามต่างๆเหมือนกับที่รัฐบาลได้ไปกราบทูลในหลวง และในหลวงได้นำมาดำรัสเล่าให้สภาทราบนั้นหรือไม่ มีอภิปรายกันมาก ผู้สนใจคงจะค้นดูกันได้จากรายงานการประชุมสภา และจำได้ว่ารัฐบาลสมัยนั้นได้ค้าน ไม่ยอมให้มีการอภิปรายโดยให้เห็นว่าถ้ามีการอภิปรายก็จะต้องพาดพิงไปถึงกระแสพระราชดำรัสนั้น เมื่อมีการกล่าวพาดพิงถึงก็จะเป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ผิดรัฐธรรมนูญ

ตามหลักฐานที่กล่าวมาแล้วนี้ แม้ในสภาซึ่งได้รับเอกสิทธิคุ้มครอง รัฐบาลอันประกอบด้วยจอมพล ป.พิบูลสงครามในครั้งนั้นยังเห็นว่าเป็นการละเมิด ก็สำมะหาอะไร ข้าราชการผู้ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าววิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้จะไม่เป็นการละเมิด

ส่วนที่มีข่าวว่าได้มีการสับเปลี่ยนฉบับอันเป็นหลักฐานการพูดที่กรมประชาสัมพันธ์เสียนั้นก็ไม่ประหลาดอะไร ถ้ามีอำนาจในรัฐบาลนี้จะดำเนินการตรงไปตรงมา รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบ ก็จะสอบสวนได้โดยไม่ลำบาก การกล่าวคำหมิ่นประมาทด้วยวาจาต่อคนที่ได้ยินเพียง ๓ – ๔ คน ก็ยังเข้าคุกเข้าตารางมาแล้วตั้งมากมาย ที่พูดทางวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาล คนได้ยินนับหมื่นนับแสน จะเอาแน่ว่าพูดอย่างไรไม่ได้เชียวหรือ ถ้ามีการสับเปลี่ยนต้นฉบับจริง ก็น่าจะมีการสอบสวนทางอาญาถึงผู้เกี่ยวข้องต่างๆที่พยายามทำลายหลักฐานได้อีกตั้งหลายกระทง

ถ้าจอมพล ป.ผู้ซึ่งกล่าวเสมอถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้คนใกล้ชิดของท่านทำผิดรัฐธรรมนูญได้ก็น่าจะเป็นที่อเน็จอนาถใจไม่น้อยเลย

๒. ประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ฉบับพิเศษ

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ “หุ่น” ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่ ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

  

๓. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ดร. หยุด แสงอุทัย ไปอาบน้ำมนต์ล้างซวยครางอ๋อยว่าหมอดูแล้วว่าจะซวย เตรียมไปพูดวันอื่นแต่ต้องการพูดแทน

 

ดร.หยุด แสงอุทัยต้องการให้พระรดน้ำมนต์ล้างซวยให้ ในกรณีที่เขียนบทความไปพูดทางวิทยุ จนกระทั่งถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงกับส.ส.ฝ่ายสนับสนุนต้องเสนอเรื่องให้ตำรวจจัดการในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดร.เยอรมันครวญว่า “……มันเป็นคราวซวยของผมเอง ก่อนเกิดเรื่องหมอดูได้ทำนายไว้แล้วทีเดียวว่า ผมกำลังเคราะห์ร้ายมากจะต้องรดน้ำมนต์ถึง ๗ วัดจึงจะหายซวย”

หลังจากที่นายสงวน ศิริสว่าง ส.ส.เชียงใหม่ได้ทำบันทึกยืนยันไปยังอธิบดีกรมตำรวจให้ดำเนินคดีกับดร.หยุด แสงอุทัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับที่ไปบรรยายบทความทางวิทยุกระจายเสียงเรื่องอำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย ตอน ๒ เมื่อคืนวันที่ ๗ เดือนนี้นั้น ซึ่งมีข้อความบางตอนเป็นการหมิ่นในหลวง และอธิบดีตำรวจก็ได้ส่งเรื่องให้แก่กองคดีวินิจฉัยเพื่อความแจ่มแจ้งต่อไปนั้น ดร.หยุด แสงอุทัยกล่าวว่า ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน

ดร.หยุด แสงอุทัย กล่าวต่อไป “ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี”

เกี่ยวกับที่มีข่าวว่าต้นฉบับที่แจกให้ครั้งหลังนี้อาจจะไม่ตรงกันกับวันที่อ่านทางวิทยุกระจายเสียงคืนนั้น ดร.หยุด บอกว่า “ผมไม่บ้าอย่างนั้นหรอก” ว่าแล้วก็จัดการล้วงต้นฉบับที่เขียนซึ่งมีการขีดฆ่าต่อเติมให้ดู “คุณตรวจดูซิว่าตรงกับที่แจกให้ไหม”

“ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

การที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีออกรับแทนในเพรสคอนเฟอร์เรนซ์เมื่อวันเสาร์นั้น ดร.หยุด ไม่ตอบโดยตรง แต่ซักตัวอย่างให้ฟังว่า “สมมุติว่าคุณเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง มีคนเข้ามาเตะหมาของคุณ คุณเป็นเจ้าของคุณจะไม่ป้องกันหมาของคุณหรือ”

ดร.หยุด กล่าวในที่สุดว่า “เมื่อเช้านี้ ผมได้ให้ท่านมหาประจวบที่วัดมหาธาตุรดน้ำมนต์ให้แล้ว เพื่อจะได้หายซวยเสียที หรือจะเป็นเพราะความขลังของน้ำมนต์ก็ไม่รู้ที่ส่งคุณให้มาพบกับผม” กล่าวจบก็หัวเราะ

  

๔. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครงจอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย

 

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?“ นายควงกล่าวในที่สุด

ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม

March 7th, 2008

jumloeirak.jpg

เวบไซต์จำเลยรัก

ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ

สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย

เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”

ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย

ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง

แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?

ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ

ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย

แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ

ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!

ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)

คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”

“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”

จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ

ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!

การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)

แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ

สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!

ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

“สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ”

February 20th, 2008

ดาวน์โหลด PDF

ผู้ดำเนินการอภิปราย ผู้อภิปราย ผู้รับฟังการอภิปราย และสื่อมวลชนทุกท่าน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากผู้จัดงานและนิตยสารประชาทรรศน์ให้ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ ด้วยเหตุที่ว่านิตยสารประชาทรรศน์เป็นสื่อเพียงไม่กี่สื่อที่กล้าหาญลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยามาตั้งแต่แรกๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผู้ประกาศตนว่าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อน้ำดีทั้งหลาย ต่างก้มหัวให้กับรัฐประหาร ๑๙ กันยาและระบอบขุนศึก-ขุนนาง และอำมาตยาธิปไตย

จากหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ “สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ” ผมขออนุญาตแบ่งการอภิปรายของผมเป็น ๔ ประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก การแทรกแซงของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญโดยกลไกทางกฎหมาย ประเด็นนี้ ผมต้องการฉายภาพให้เห็นว่าทำไมหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารและพวกจึงต้องผลิตกลไกทางกฎหมายเป็นจำนวนมาก ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้อง “วางยา” กลไกทางกฎหมายมากมายซึ่งส่งผลกระทบทางการเมืองในปัจจุบันนี้ ทำไมถึงมีกฎหมายซึ่งเป็น “ซาก” ของคณะรัฐประหารหลงเหลือจำนวนมาก กล่าวให้ถึงที่สุด ผมต้องการตอบคำถามว่าเหตุใดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องแทรกแซงการเมืองในระบบโดยยืมมือ “กฎหมาย”

ประเด็นที่สอง ความชอบธรรมของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย” ประเด็นนี้ ผมจะอธิบายถึงประกาศ คำสั่ง ของคณะรัฐประหาร ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นว่ามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ควรถือเป็นกฎหมายหรือไม่ มีความชอบธรรมหรือไม่ อย่างไร โดยพิจารณาทั้งทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานของศาลไทย

ประเด็นที่สาม กฎหมายที่เป็น “ซาก” ตกค้างจากคณะรัฐประหารและพวก ประเด็นนี้ ผมจะลองสำรวจอย่างคร่าวๆว่ามีกฎหมายใดบ้างที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกรับใช้อุดมการณ์บางอย่างและปราบปรามศัตรู

ประเด็นที่สี่ What is to be done? เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องสร้างกลไกทางกฎหมาย ต้องใช้บริการเนติบริกร และพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และกฎหมายที่ สนช ตราขึ้น ตลอดจนไล่รายชื่อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคซึ่งคณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ก็ต้องมาพิจารณาต่อไปว่า “แล้วเราจะทำอะไรกันต่อไป?”

ทั้งหมดเป็น ๔ ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ซึ่งคิดว่าน่าจะครอบคลุมหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ เริ่มตั้งแต่ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้องสร้างกฎหมายมากมาย กฎหมายเหล่านั้นมีสถานะอย่างไร ชอบธรรมหรือไม่ กฎหมายเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และในท้ายที่สุด เราควรจะยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นหรือไม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตย

ผมขอเริ่มที่ประเด็นแรก

๑. อำนาจนอกรัฐธรรมนูญกับการแทรกแซงการเมืองในนามของกฎหมาย

แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน กล่าวไว้ว่า ความชอบธรรมของการปกครองและการครอบงำเกิดจาก ๓ ช่องทาง ในยุคโบราณ ความชอบธรรมเกิดจากจารีตประเพณี เช่น ความเชื่อในประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานาน หรือความศรัทธาในศาสนาหรือวัด ต่อมาความชอบธรรมย้ายมาตั้งอยู่ที่บารมี เช่น การเคารพเชื่อฟังผู้นำที่เข้มแข็งและมีบารมี จนมาถึงสมัยใหม่ ความชอบธรรมต้องเกิดจากกฎหมาย ในรัฐสมัยใหม่ ความชอบธรรมของการปกครองล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายและความเป็นเหตุเป็นผลทางกฎหมาย

ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ นักกฎหมายเยอรมันได้พัฒนาหลักนิติรัฐขึ้นเพื่อใช้จำกัดอำนาจของรัฐ และเป็นหลักประกันให้กับประชาชนว่าจะไม่ถูกรัฐใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เริ่มแรกหลักนิติรัฐ มีสาระสำคัญอยู่ที่รูปแบบ กล่าวคือ เรียกร้องว่ายามใดที่รัฐต้องการใช้อำนาจ อำนาจนั้นต้องมีที่มาจากกฎหมาย และการใช้อำนาจนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย โดยมีองค์กรตุลาการที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ควบคุมว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ภายหลังประสบกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่อ้างว่าการใช้อำนาจของรัฐมีที่มาตามกฎหมายและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ หลักนิติรัฐจึงขยายพรมแดนไปในทางเนื้อหามากขึ้น กล่าวคือ กฎหมายที่เป็นทั้งที่มาและข้อจำกัดของอำนาจรัฐนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ดี ได้สัดส่วน ไม่มีผลย้อนหลัง มีความแน่นอนชัดเจน มีความเสมอภาค

ในทศวรรษที่ ๘๐ หลักนิติรัฐถูกแปรสภาพกลายเป็นวาทกรรมทางการเมือง วาทกรรม “นิติรัฐ” ถูกนำไปใช้กล่าวอ้างเพื่อเป็น “อำนาจ” ในการปกครอง เรียกได้ว่า หากมีรัฐใดประกาศตนว่าเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตย และต้องการสร้างความชอบธรรมในการปกครอง ตลอดจนต้องการให้นานาอารายประเทศยอมรับนับถือแล้ว ก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องประกาศตนเป็น “นิติรัฐ”

กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐ นอกจากจะเป็นหลักที่เกิดขึ้นมาเพื่อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐที่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนแล้ว อีกมุมหนึ่ง หลักนิติรัฐยังกลายเป็นฐานของความชอบธรรมในการปกครองประเทศอีกด้วย “กฎหมาย” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการปกครองในรัฐสมัยใหม่ ในฐานะตัวแทนของความชอบธรรม และในฐานะเครื่องมือของการปกครอง

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” เบ่งบานเช่นนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจเข้าแทรกแซงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยวิธีล้าสมัยแบบเดิมๆ เช่น การใช้อาวุธ การลอบฆ่า การลักพาตัว การยึดทรัพย์โดยคณะรัฐประหาร ตรงกันข้าม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายจำเป็นต้องควานหา “กฎหมาย” มาใช้เป็นฐานของความชอบธรรม ดังปรากฏให้เห็นจากกรณีรัฐประหาร

รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีโทษทางอาญาอีกด้วย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดในโลกที่อนุญาตให้คณะบุคคลใดมีสิทธิก่อการรัฐประหารได้ตามใจชอบ เมื่อรัฐประหารเป็นสิ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไซร้ หากคณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร

เมื่ออำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่เข้ามาโดยรัฐประหารปราศจากความชอบธรรมทางการเมือง อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องเร่งสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายขึ้นมาแทน ด้วยการ “ล้ม” รัฐธรรมนูญเก่าเพื่อลบล้างความผิด และ “เสก” รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อใช้แปรสภาพอำนาจนอกรัฐธรรมนูญให้กลายเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เมื่อผสมกับจารีตประเพณีของนักกฎหมายที่ยอมรับกันว่า หากคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คณะรัฐประหารก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตรารัฐธรรมนูญใหม่ ตรากฎหมายต่างๆ และแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งได้ จึงเป็นอันว่าอำนาจนอกรัฐธรรมนูญถูกทำให้สมบูรณ์ในทางกฎหมาย

เมื่อรัฐประหารเป็นไปเพื่อกำจัดรัฐบาลเดิม จึงหลีกหนีไม่พ้นต้องสร้างกลไกปราบปราม หากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญใช้กำลังหรืออำนาจดิบเถื่อน เข้าปรามปรามฝ่ายตรงข้ามโดยตรง สังคมย่อมไม่อาจยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพยายามสร้างกลไกปราบปรามให้มีความเป็นเหตุเป็นผล (rationality) มากขึ้น ด้วยการซ่อนกลไกนั้นให้อยู่ในรูปของกฎหมาย อาจกล่าวได้ว่า อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพยายามแปรสภาพอำนาจที่ “แข็งกระด้าง” ให้เป็นอำนาจที่ “อ่อนนุ่มลง”

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอาจเขียนกฎหมายกำหนดโทษแรงขึ้นและให้มีผลย้อนหลัง เขียนกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆเพื่อทำหน้าที่จัดการรัฐบาลเดิม ตลอดจนเขียนกฎหมายทั้งหลายที่จำเป็นต่อการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และเมื่อมีเสถียรภาพและแรงต่อต้านเริ่มหายไป อำนาจนอกรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่องถ่ายอำนาจการตรากฎหมาย ด้วยการสร้างสภานิติบัญญัติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ “ผลิต” กฎหมายที่ใช้ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามแทนตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตัวบทกฎหมายที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญบรรจงสร้างขึ้น เป็นเพียงตัวอักษรลอยๆ เพื่อให้ตัวบทกฎหมายเหล่านั้นมีผลเป็นรูปธรรม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพึ่งพาองค์กรตุลาการเพื่อให้นำตัวบทกฎหมายนั้นไปใช้บังคับและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทให้มีผลเป็นที่สุด

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญพยายามผลิตซ้ำ “ตุลาการภิวัตน์” เพื่อสร้างความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก แต่องค์กรตุลาการเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความเป็นกลาง ปราศจากผลประโยชน์ จึงต้องให้อำนาจองค์กรตุลาการควบคุมนักการเมือง และขยายบทบาทขององค์กรตุลาการไปแทรกแซงการเมือง

การยืมมือองค์กรตุลาการในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม นับเป็นอุบายที่แยบคาย เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญสามารถอ้างได้เสมอว่าหลักนิติรัฐเรียกร้องให้มีองค์กรตุลาการทำหน้าที่ควบคุมการใช้อำนาจ และคำวินิจฉัยขององค์กรตุลาการก็ทำให้ข้อพิพาทเป็นที่สุดในตัวเอง อีกทั้งการกระทำขององค์กรตุลาการยังมีเกราะคุ้มกันอย่างข้อหา “หมิ่นศาล” อีกด้วย

การสถาปานาให้กฎหมายเป็นใหญ่ของพวกอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจทำให้ “กฎหมาย” ที่เป็นธรรมเป็นใหญ่ได้ ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นการทำให้ “นักกฎหมาย” เป็นใหญ่มากกว่า เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพานักกฎหมายเข้าไปเป็น “ช่างเทคนิค” หรือ “เนติบริกร” ช่วย “เสก” กฎหมายเพื่อเป็นฐานความชอบธรรมของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการแทรกแซงการเมืองในระบบ

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” “การปกครองโดยกฎหมาย” และ “กฎหมายเป็นใหญ่” ครอบงำสังคม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้อง “ยืมมือ” กฎหมาย ทั้งเพื่อใช้สนับสนุนและผลิตซ้ำอุดมการณ์บางอย่าง ทั้งเพื่อใช้ปราบปรามอุดมการณ์และศัตรูฝ่ายตรงข้าม และทั้งเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจของตน

ในสายตาของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลาย กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อ “ความยุติธรรม” กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อใช้อ้างความชอบธรรมของการใช้อำนาจ และเพื่อใช้สะกดผู้อยู่ใต้อำนาจให้เชื่อฟัง

เมื่อตัวกฎหมายถูกลดสถานะเหลือเพียงเครื่องมือเพื่อค้ำจุน “ระบอบบางระบอบ” กลไกทางกฎหมายจึงบิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น

นี่เป็นผลเสียระยะยาวจากการที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญยุคใหม่ปรารถนาเข้าแทรกแซงการเมืองโดยผ่านกฎหมาย

มาถึงประเด็นที่สอง

๒. ความชอบธรรมและสถานะของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย”

แวดวงของวิชานิติปรัชญา มีคำถามหลักคำถามหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของวิชานี้ คือ กฎหมายคืออะไร? หรืออะไรบ้างที่เราถือว่าเป็นกฎหมาย? ในส่วนของผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารนั้น เราจะถือว่ามีสถานะเป็นกฎหมายหรือไม่ ในทางทฤษฎีมีอยู่ ๒ ความเห็น

ความเห็นแรก คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย มีความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ความเห็นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีแรงต่อต้าน คณะรัฐประหารนั้นก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจอธิปไตยรวมศูนย์อยู่ที่คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารย่อมสามารถตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ ดังนั้น คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารทั้งหลายจึงมีสถานะเป็นกฎหมาย

ตามความเห็นนี้ หากคณะรัฐประหารอ้างว่าตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เพราะไม่มีแรงต่อต้านอีกต่อไป ก็สมควรพิจารณาต่อไปด้วยว่า ที่ว่าไม่มีแรงต่อต้านและประชาชนให้การยอมรับนั้น เป็นการยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างแท้จริงหรือจำเป็นต้องยอมรับเพราะคณะรัฐประหารเป็นผู้ถืออาวุธกันแน่

ความเห็นที่สอง รัฐประหารเป็นการทำลายระบบกฎหมายเดิม ในระหว่างที่ยังไม่มีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นใหม่ คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารจึงเป็นเพียงคำสั่งหรือประกาศในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย จนกว่าจะมีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งปรากฏให้เห็นจากการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่าย และคณะรัฐประหารได้ตรากฎหมายขึ้นเพื่อรับรองความสมบูรณ์ทางกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้น

จะเห็นได้ว่า ทั้งสองความเห็นแตกต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ความเห็นแรก ยืนยันว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีผลเป็นกฎหมายทันที แต่ความเห็นที่สอง เห็นว่าต้องมีการรับรองคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารเสียก่อนจึงจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ทั้งสองความเห็นก็ไม่ได้ปฏิเสธสถานะความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหาร

สมควรกล่าวด้วยว่า ความเห็นทั้งสองความเห็นนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยม ที่พิจารณาแต่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ และไม่นำคุณค่าทางศีลธรรมมาปะปนกับกฎหมายเท่าที่ควร อนึ่ง ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมมีแต่ความเลวร้ายอย่างที่สังคมไทยเข้าใจกัน ซึ่งหากจะอภิปรายทำความเข้าใจสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมเสียใหม่แล้ว คงไม่เหมาะสมกับเวทีวันนี้และเวลาอาจไม่เพียงพอ

ในส่วนของคำพิพากษาของศาลไทย ศาลไทยได้มีคำพิพากษาจำนวนมาก จนอาจถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานไปแล้วว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่กำเนิดโดยคณะรัฐประหารนั้น มีสถานะเป็นกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น…

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕

“เมื่อใน พ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร”

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓

“แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกหรือประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”

มีข้อสังเกตว่า เคยมีคำพิพากษาของศาลไนจีเรียและปากีสถานที่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ศาลไนจีเรียตัดสินว่า “รัฐประหารโดยกองกำลังทหารที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลในปี ๑๙๖๘ เป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจจากรัฐบาลมาสู่คณะรัฐประหารเท่านั้น ไม่ได้เป็นการล้มระบบกฎหมายเดิม อำนาจนิติบัญญัติขององค์กรผู้มีอำนาจนิติบัญญัติใหม่ จึงต้องขึ้นกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญเดิม ประกาศของคณะรัฐประหารไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องถูกยกเลิก” ส่วนศาลปากีสถานตัดสินว่า “ประกาศของคณะรัฐประหารที่ให้อำนาจทหารในการควบคุมตัวบุคคลได้โดยไม่มีกำหนดเวลาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศดังกล่าวจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผ่านการยอมรับขององค์กรตุลาการและองค์กรนิติบัญญัติ”

นอกจากความเห็นทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานแล้ว มีความเห็นที่น่าสนใจของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ผมพูดไม่ผิดนะครับ ศ.เสน่ห์ คนคนเดียวกันกับที่สนับสนุน ๑๙ กันยา แต่ความเห็นของ ศ.เสน่ห์นี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยผมค้นมาจากหนังสือที่ถือเป็นอนุสารวรีย์ของท่านในชื่อ “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ”) ท่านเห็นว่า คำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารมีสถานะเทียบเท่ากฎหมายเพียงชั่วคราวเฉพาะในช่วงรัฐประหารนั้นเท่านั้น หากมีการตรารัฐธรรมนูญถาวรขึ้นใหม่ มีกระบวนการนิติบัญญัติและตุลาการตามระบบปกติดังเดิมแล้ว คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารต้องสิ้นสภาพความเป็นกฎหมายทันที

แม้มิติทางกฎหมาย จะมีแนวโน้มไปในทางที่ยอมรับว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารอาจมีสถานะเป็นกฎหมายได้ แต่หากพิจารณามิติทางการเมืองประกอบแล้ว ก็มีปัญหาตามมาว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นมีความชอบธรรมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในรัฐสมัยใหม่ที่ถือหลักประชาธิปไตยและไม่ยอมรับการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาล

๓. กฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหารและพวก

หลังการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหารและพวกประสบความพ่ายแพ้ เพราะผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม ทั้งๆที่กลไกอำนาจรัฐทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้นก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงออกซึ่งการปฏิเสธรัฐประหาร ๑๙ กันยาในรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถ่องแท้ เราจะพบว่าคณะรัฐประหารและพวกไม่ได้พ่ายแพ้ไปอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราตั้งสมมติฐานว่า “ธง” ของคณะรัฐประหารและพวก คือ การกำจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไปจากการเมืองไทย ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งสามารถอ้างว่าตนเองมาจากเสียงข้างมากอย่างแท้จริง ไม่ต้องการผู้นำทางการเมืองในระบบที่ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับผู้มีบารมีนอกระบบ ก็นับได้ว่าคณะรัฐประหารและพวกยังประสบความสำเร็จอยู่ เพราะ กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นได้ส่งผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และยังคง “ออกดอกผล”ต่อไปในอนาคต

ด้วยเวลาการภิปรายที่มีอย่างจำกัด จะขอยกตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนที่เห็นได้ชัดเจน

๓.๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้บรรดาข้าราชการระดับสูงมีบทบาทและอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังลดทอนอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในสาระสำคัญอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังทำลายความสำคัญของพรรคการเมือง กีดกันโอกาสในการเข้าไปดำเนินนโยบายของพรรคการเมือง ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ตลอดจนมุ่งหมายให้การกำหนดทิศทางประเทศขึ้นอยู่กับกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จะขอยกตัวอย่างบางส่วน

ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.

ในส่วนของ ส.ส.ระบบแบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ตามจำนวน ส.ส.ที่พึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น นั่นย่อมหมายความว่าผู้มีสิทธิแต่ละคนมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกตั้งอาจเลือกได้ ๑ คนหรือ ๒ คนหรือ ๓ คนแล้วแต่กรณี ซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมกันในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต และอาจจะส่งผลกระทบต่อไปถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ระบบการเมืองไทยประสบมายาวนานและพยายามหลีกเลี่ยง

สำหรับ ส.ส.ระบบสัดส่วนจำนวน ๘๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกบัญชีรายชื่อโดยแบ่งเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด กลุ่มละ ๑๐ คนนั้น ก็ไม่สามารถอธิบายฐานคิดในการกำหนดกลุ่มจังหวัดได้ว่าต้องการให้ผู้แทนตามบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นผู้แทนของกลุ่มประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด และจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งกลุ่มจังหวัด การจัดแบ่งบัญชีรายชื่อเป็น ๘ บัญชีและลดจำนวน ส.ส.ระบบสัดส่วนให้เหลือเพียง ๘๐ คน ได้ทำลายข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงโดยไม่มีเหตุผลใดในทางวิชาการรองรับ นอกจากเหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมืองใหญ่ในอดีตที่เคยเข้ายึดครองที่นั่งของ ส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นจำนวนมาก และมีการอ้างตัวเลขคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนเท่านั้น

ที่มาของส.ว.

รัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจแก่วุฒิสภามาก ทั้งการกลั่นกรองร่างกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง แต่กลับกำหนดให้ ส.ว. มีจำนวน ๑๕๐ คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนและจำนวนที่เหลือให้มาจากการสรรหา การผสมสัดส่วนของส.ว.ที่มาจากการสรรหา ไม่อาจตอบปัญหาความเป็นตัวแทนของประชาชนได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอำนาจอันมีอยู่มากของวุฒิสภา ยิ่งกว่านั้น การกำหนดให้จังหวัดแต่ละจังหวัดไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรเท่าใดมี ส.ว.ได้จังหวัดละ ๑ คน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ในทางวิชาการ สำหรับ ส.ว.ซึ่งมีที่มาจากการสรรหานั้น ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งมาจากฝ่ายตุลาการและข้าราชการระดับสูงซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ โดยหาความเชื่อมโยงกับประชาชนมิได้ อันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้คุณค่าแก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออำนาจการตัดสินใจของประชาชน

การรับรองให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้เต็มวาระ

ภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารได้ออกประกาศและคำสั่งตามมาจำนวนมากที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่ง เป็นการรับรองการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามเดิมต่อไป อีกส่วนหนึ่ง เป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งไปทั้งคณะ และกำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เป็นทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งคณะ อีกนัยหนึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทั้งสืบสวน สอบสวน ชี้มูลความผิด และลงมติตัดสิน ซึ่งขัดกับลักษณะขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะเห็นได้ว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ ได้ทำลายระบบการตรวจเงินแผ่นดินให้เสียสมดุลไปหมดสิ้น แต่แทนที่รัฐธรรมนูญจะเร่งขจัดข้อเสียที่ว่านี้ ตรงกันข้าม กลับรับรองอำนาจของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปอีกตามมาตรา ๓๐๑ วรรคสองที่กำหนดว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน”

นั่นก็หมายความว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คนเดิมและคนเดียว) ซึ่งรับเหมาทำแทนทั้งตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด และทั้งตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีก จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินชุดใหม่

ในส่วนขององค์กรอื่นๆที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่ง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ ๑๙ แต่งตั้งบุคคล ๙ คนให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป.ป.ช. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ควรกำหนดให้เริ่มกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อขจัดข้อครหาว่าเป็นบุคคลที่คณะรัฐประหารเลือกมา แต่บทบัญญัติในมาตรา ๒๙๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญนี้ กลับรับรองให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าว ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเต็ม ๙ ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

กระบวนการยุบพรรค

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะถูกยุบได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่เป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่น มีอุดมการณ์หรือนโยบายไปในทางเผด็จการหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยุบพพรคการเมืองไม่ใช่เกิดจากสาเหตุเล็กน้อย แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายกลับมีบทบัญญัติที่เอื้อให้การยุบพรรคเป็นไปโดยง่าย เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองอาจถูกยุบได้หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่า หากมีกรรมการบริหารพรรคใดได้รับใบแดงจาก กกต. พรรคการเมืองนั้นก็อาจถูกยุบได้ ความข้อนี้ นับเป็นการทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยแท้

อำนาจของ กกต.ในการแจกใบเหลือง-ใบแดง

การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยได้อย่างชัดเจนที่สุดในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้งแล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยนั้นต้องมีผลทันที โดยไม่มีองค์กรใดมากีดขวาง แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้กกต.เพียง ๕ คน เป็นผู้คั่นกลางในการเลือกตั้ง มีอำนาจประกาศผลการเลือกตั้งหรือให้ใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร อำนาจเช่นว่านี้ยังมีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่อาจมีองค์กรอื่นใดทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ได้

ใบเหลือง-ใบแดง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดการเมือง “ขาวสะอาด” (ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน) ยังกลับกลายเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้การเมืองได้เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น และไม่แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยจะส่งผลทันที เพราะ กกต.มีอำนาจในการไม่รับรองเสียงที่ประชาชนลงให้ผู้สมัคร

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างละเอียด ครอบคลุมนโยบายเกือบทุกเรื่องและบางเรื่องก็ไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตามที่กำหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ทำให้รัฐบาลไม่มีอิสระในการกำหนนโยบายของตนเองเท่าที่ควร นอกจากนี้ ในมาตรา ๗๗ ยังกำหนดให้รัฐบาลต้องมีนโยบายซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้พอเพียงและทันสมัยอีกด้วย

มาตรา ๓๐๙

มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” กล่าวโดยสรุปด้วยภาษาง่ายๆ มาตรา ๓๐๙ ได้เสกให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ และ ๔.) การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับ ๑-๓ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้วจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทุกประการ

๓.๒. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๐

กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจผู้อำนวยการ กอ.รมน.มาก ให้อำนาจรัฐในการออกมาตราการกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้มากมาย อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการแปลงรูปรัฐประหารซึ่งอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบในรูปของกฎหมาย ซึ่งในรายละเอียด เข้าใจว่าคุณหมอเหวงและอาจารย์จรัลจะกล่าวถึงต่อไป

๓.๓. พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม

กฎหมายฉบับนี้ได้ลดทอนอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารระดับสูง รัฐบาลไม่อาจมีอัตวินิจฉัยในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการทหารได้ดังเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลผู้ได้รับมอบอาณัติจากประชาชนกลับไม่สามารถมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายได้ หากเราใช้ภาษาของอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ก็คือ กฎหมายนี้เป็นการสถาปนา “รัฐซ้อนรัฐ” นั่นเอง

นี่เป็นตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนเท่านั้นที่คณะรัฐประหารและพวกได้ทิ้งเอาไว้ ยังมีกฎหมายอีกหลายๆฉบับ ซึ่งผู้ร่วมอภิปรายท่านอื่นๆจะได้อภิปรายต่อไป

จากนี้ไป เราจะเห็นเกมทางการเมืองที่แปรสภาพให้เป็นเกมทางกฎหมายจำนวนมาก เพราะเมื่อมาในนามของกฎหมาย ย่อมมีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลเป็นที่สุด ให้ทุกคนต้องยอมรับ เราอาจมีโอกาสเห็นเกมทางกฎหมายเช่น การยุบพรรค การแจกใบเหลือง-ใบแดง การเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนรัฐมนตรี ตลอดจนการฟ้องคดีความต่างๆ เพราะ กลไกต่างๆในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆเปิดช่องเอาไว้

๔. ควรทำอะไรต่อไป?

แม้พวกเราจะไม่ยอมรับรัฐประหารและผลิตผลของรัฐประหารทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงกลไกของคณะรัฐประหารและพวกก็มีผลและยังคงดำเนินต่อไปอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาในทางปฏิบัติว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

รัฐบาลควรเร่งเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อาจเริ่มต้นจากตั้งคณะกรรมการเพื่อรวบรวมความเห็นกำหนดกรอบและประเด็นที่ควรแก้ไข โดยอาจมีทางเลือกระหว่างรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วกำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ หรือใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้งและแก้ไขข้อบกพร่องในบางจุด อนึ่ง ดีๆชั่วๆรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็มีที่มาจากประชามติ ซึ่งทำให้ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญนี้สามารถอ้างฐานความชอบธรรมได้มากพอควร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นวาระที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เสมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการเพื่อนำประกาศ คำสั่งคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราขึ้นทั้งหมด มาพิจารณาดูเนื้อหาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินไปหรือไม่ ตลอดจนเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยคณะกรรมการดังกล่าว ต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายจากทุกๆฝ่าย ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดเป็นกฎหมายที่ดี ก็ควรเสนอให้รัฐสภาลงมติรับรองกฎหมายนั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยในฐานะที่รัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชน ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็ควรเสนอให้รัฐสภาแก้ไขหรือยกเลิกเสีย

ในส่วนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ควรรวมตัวกันใช้กลไกทางกฎหมายเท่าที่มีอยู่ (แม้เราไม่เคยยอมรับกลไกตามรัฐธรรมนูญนี้ หรืออาจคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าคงไม่สำเร็จก็ตาม) เพื่อทดสอบว่าผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารและพวก หรือกฎหมายที่ตราขึ้นโดย สนช. นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือทดสอบมาตรา ๓๐๙ ว่าคุ้มกันคณะรัฐประหารและพวกมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายอาจรณรงค์เข้าชื่อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดจากคณะรัฐประหารและพวก

อนึ่ง นอกจากกฎหมายทั้งหลายแล้ว เราควรตรวจสอบการดำเนินงานของคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยาและองค์กรที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของคณะรัฐประหารและองค์กรลูกหลานของคณะรัฐประหาร เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ดำรงตำแหน่งในหลายๆองค์กร เรื่องการคำนวณงบประมาณที่เสียไปนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประจำที่ใช้ไปกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของคณะรัฐประหารและองค์กรต่างๆที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ค่อยได้ถูกเปิดเผยชัดเจนเท่าไรนัก ตลอดจนควรประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

บทสรุป

ประชาธิปไตย คืออะไร อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสำคัญพื้นฐานของมันอยู่ ก็คือ การปกครองโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องเคารพและไม่ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย ในขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยต้องอดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มาจากมติของเสียงข้างมาก และอดทน รณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไปเป็นเสียงข้างมาก

แน่ละ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยยังต้องมีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี การมีส่วนร่วมของประชาชน การชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งก็เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการปกครองประชาธิปไตย เราจะมีเครื่องมือใดที่ใช้วัดความนิยมทางการเมืองได้ดีเท่านี้ หรือต้องให้ผู้มีบารมี-คุณธรรมเท่านั้นหรือที่มีสิทธิออกมาบอกได้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นใคร รัฐบาลต้องเป็นใคร?

ตลอด ๖๐ ปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ผมเอาปี ๒๔๙๐ หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ไป ๑ ปีเป็นเกณฑ์ เพราะเป็นปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีรัฐประหาร-วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย และเป็นปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เริ่มถูกกำจัดจนหายไปจากการเมืองไทย) มีความพยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง ให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก มีแต่การซื้อเสียง ประชาชนผู้ลงคะแนนเป็นคนโง่ นักการเมืองเป็นปีศาจ การเมืองแบบผู้แทนเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่เอาชนะคะคานและมุ่งหาผลประโยชน์ ความพยายามเช่นนี้มีเพื่ออะไร? ก็เพราะว่าหากการเลือกตั้งและการเมืองในระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำเตี้ยติดดินแล้ว ย่อมทำให้อำนาจของผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรม มีการศึกษา และผู้ที่อ้างว่าตนไม่อยากไปแปดเปื้อนกับการเมืองสกปรกนั้น สูงเด่นขึ้นมาแทน เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อกับการเมืองในระบบรัฐสภา ก็จะไปเรียกหาผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเข้ามาแทนที่นั่นเอง

โลกสมัยใหม่ ทรัพยากรมีอย่างจำกัดแต่ประชากรมีมากขึ้น ความคิดเห็นแตกต่างกันมากขึ้น คงมีแต่ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะประสานคนทุกกลุ่ม ทุกความเชื่อ ทุกอุดมการณ์ ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การแลกเปลี่ยน แสดงความเห็น ปรึกษาหารือร่วมกันจนได้มติออกมา ย่อมทำให้มตินั้นมีความชอบธรรมในตัวมันเอง การเผด็จอำนาจของเหล่าผู้อวดอ้างบารมี-คุณธรรมเพื่อสงวนสิทธิขาดชี้เป็นชี้ตายและกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง โดยมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงของคนโง่ซึ่งไม่ควรให้ราคานั้น ย่อมเป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

ณ วันนี้…

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง ประชาธิปไตย หรือ อำมาตยา-อภิชนาธิปไตย

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง อำนาจของประชาชน หรือ อำนาจของอภิชน

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง เสียงของทุกคนมีน้ำหนักเท่าเทียมกัน หรือ เสียงของอภิชนมีค่ามากกว่าคนทั่วไป

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง พลเรือนเป็นใหญ่ หรือ ทหารเป็นใหญ่

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การส่งเสริมคุณค่าของการเลือกตั้งในฐานะเป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดของประชาชน หรือ การลดทอนคุณค่าของการเลือกตั้งให้เป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การเมืองที่ดำเนินไปด้วยมือของประชาชนเอง หรือ การเมืองที่ต้องมีผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเป็นผู้อนุบาล

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง สมานฉันท์ที่หมายถึง ทุกคน ทุกความเห็น มีน้ำหนักเท่าๆกัน สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนและอยู่ด้วยกันได้ หรือ สมานฉันท์ที่หมายถึง พวกเอ็งจงอยู่ในความสงบ ปล่อยให้พวกข้าที่มีคุณธรรมสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิชี้ชะตาบ้านเมือง

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน หรือ การใช้กฎหมายแบบดูหน้าคน ทีเอ็ง ข้าใช้กฎหมาย ทีข้า เอ็งห้ามใช้กฎหมายเพราะข้ามีคุณธรรม

หากเราเลือกทางแรก คงไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่ยังมีกลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ภารกิจสำคัญของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จึงหนีไม่พ้นต้องเร่งกำจัดกลไกทางกฎหมายที่อคติ และฟื้นฟูระบบกฎหมายที่เป็นธรรมและเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยกลับคืนมา

ขอบคุณครับ

การกลับมาของสังคมนิยมในศตวรรษที่ 21

February 16th, 2008

open

สังคมนิยมเป็นทั้งแนวคิดและปรากฏการณ์ที่แสดงถึงเจตจำนงที่ดีงาม การต่อสู้ทางความคิด ความกล้าหาญสละชีวิตเข้าต่อสู้ของมนุษยชาติท่ามกลางความยอกย้อนคดเคี้ยว ความผันแปรหันเห และความสุดโต่งอย่างน่าตระหนกตกใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สังคมนิยมเพ้อฝันในกลางศตวรรษที่ 19 สังคมนิยมของมาร์กซ์ ปารีสคอมมูน การปฏิวัติรัสเซียในศตวรรษที่ 20 ตามมาด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมที่ล้มเหลวในยุโรป สังคมนิยมแบบสตาลิน การปฏิวัติสังคมนิยมจีน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน การปฏิวัติสังคมนิยมในอินโดจีน กรณีทุ่งสังหารของเขมรแดง จนถึงการล่มสลายของ “กลุ่มประเทศสังคมนิยม” และฟื้นคืนสู่ทุนนิยมในปลายศตวรรษที่ 20 สังคมนิยมจึงจบลงด้วยการสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

กระนั้นสังคมนิยมยังคงเป็นทางออกที่ได้รับการขานรับจากผู้คนในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางรัฐสวัสดิการที่ถูกบั่นทอนทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ สงครามรุกรานโดยจักรวรรดินิยมในตะวันออกกลาง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียและละตินอเมริกา และวิกฤตการณ์โลกร้อนและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เราได้เห็นการเคลื่อนไหวต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่ของขบวนการแรงงานยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี การเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมของโลกและสมัชชาสังคมโลก การต่อต้านจักรวรรดินิยมและทุนนิยมในละตินอเมริกาโดยเฉพาะที่เวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวยึดที่ดินทำกิน ยึดโรงงาน และยึดสาธารณูปโภคเพื่อจัดการกันเองโดยมวลชนในละตินอเมริกาและแอฟริกา พร้อมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Participatory economy) สังคมนิยมนิเวศวิทยา (Ecosocialism) และสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 (Socialism for 21st Century) ได้กลายเป็นประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างกว้างขวาง

เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดทั้งสามข้างต้น สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวทางที่ทรงพลังมากที่สุดด้วยการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิวัติโบลิวาร์ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลอูโก ชาเวซ และการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะเป็นการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ (nationalization) การจัดตั้งโครงการสวัสดิการสังคม (social welfare) เพื่อมวลชน การเข้าควบคุมกิจการของคนงาน (workers’ control) และการประกาศให้สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของชาติ [1] ปรากฏการณ์เหล่านี้กลายเป็นการแสวงหา รื้อฟื้น และต่อยอดเพิ่มเติมให้กับสังคมนิยมโดยนักคิด นักทฤษฎี และนักเคลื่อนไหวทางสังคมในขณะนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความหมายของการพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยม ปัญหาการพัฒนากับการใช้เทคโนโลยี และบทบาทของคนงานกับการจัดการตนเอง

มนุษย์แบบสังคมนิยม

การพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยมเป็นประเด็นสำคัญของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ผู้ที่ชี้ถึงจุดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์นิยมมาร์กซ์แห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา นาม มิเชเอล เลอโบวิทซ์ (Michael A. Lebowitz) ซึ่งเขียนผลงานชื่อ Build it now: Socialism for the twenty-first century (2006) — สร้างสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เถิด [2]

Lebowitzว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21
เลอโบวิทซ์และผลงานของเขาว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21

ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาได้แรงบันดาลใจจากรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 ของเวเนซุเอลาที่ระบุถึงการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ เช่น ในมาตรา 299 ระบุให้มุ่งที่การพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน มาตรา 20 ประกาศว่า มนุษย์ทุกคนพึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพของพวกเขาอย่างเสรี และในมาตรา 102 ชี้ถึงการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ทุกคนและการสำแดงออกซึ่งบุคลิกภาพของพวกเขาในสังคมประชาธิปไตย

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของรัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนามนุษย์เช่นนี้ก็คือ เศรษฐกิจเชิงสังคม (Social economy) ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2003 ว่า แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะของมนุษย์กับงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนทำงานกับครอบครัวของพวกเขา หรือก็คือมวลมนุษย์นั่นเอง ผู้ซึ่งเมื่อลงแรงกายทำการผลิตสรรพสิ่งร่วมกันแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะนำผลผลิตทั้งมวลนั้นมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และยกระดับความรู้สึกนึกคิดให้สูงขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้มนุษย์ต้องสามารถเป็นเจ้าของดอกผลในทุกด้านของโลกร่วมกัน เป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต และเป็นผู้กระจายดอกผลที่สมบูรณ์พูนผลนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง โดยอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่เป็นประชาธิปไตย

ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหม่นี้ย่อมแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้ ทุนนิยมทำให้มนุษย์คนทำงานส่วนข้างมากของสังคมไม่สามารถเข้าถึงผลผลิตซึ่งเป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของสังคมได้ เพราะตัวของพวกเขาเองถูกผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้นให้พลังแรงงานส่วนบุคคลของตนกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ส่วนผลผลิตที่เป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของพวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้สอยตอบสนองความต้องการของตนได้ ก็ต้องมีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ในกระบวนการที่มนุษย์ต้องขายกำลังแรงงานของตนให้ผู้อื่นนี้เองที่พวกเขาลงแรงทำงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนหรือเงินตราค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนที่เกินมานี้ปนอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาและทำกำไรเป็นเงินตราให้กับนายทุน

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจเชิงสังคมจึงมุ่งเน้นไม่ใช่ที่การได้กำไรทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) หากเป็นมูลค่าใช้สอย (use-value) เป็นสำคัญ เป้าหมายของสิ่งนี้คือ การก่อร่างสร้างตัวขึ้นของมนุษย์และสังคมใหม่ด้วยการเข้าถึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่งที่ถูกผลิตได้โดยตรง โดยไม่จำต้องมีตัวกลางการแลกเปลี่ยนใดๆ มาขวางกั้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป

แนวคิดเศรษฐกิจเชิงสังคมจึงปฏิเสธตรรกะของทุนที่ใช้กำไรเป็นตัวชี้วัด และต่อต้านการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วแทนที่ด้วยการแลกเปลี่ยนกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนความต้องการและเป้าประสงค์ของชุมชนโดยตรง ดังเช่นที่ประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 2005 ว่า เราต้องสร้างระบบชุมชนทั้งด้านการผลิตและการบริโภคจากพื้นฐานของมวลชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนผ่านองค์กรชุมชน สหกรณ์ การจัดการตนเอง หรือรูปแบบใดๆ

ดังนั้น ในกระบวนการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน และประสานสัมพันธ์กันทั้งการผลิตและการบริโภค โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก กรรมสิทธิ์ของสังคม (social property) หรือการที่สังคมเป็นเจ้าของในปัจจัยการผลิต เป้าหมายของปัจจัยนี้อยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการผลิตของชุมชนและสังคมได้อย่างเสรี สิ่งนี้แตกต่างจากการตั้งเป้าการพัฒนาเพื่อสนองตอบความต้องการส่วนบุคคลของนายทุนเป็นสำคัญ หรือของกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะในรูปของรัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งสถานประกอบการที่คนงานเฉพาะกลุ่มยึดครองเพื่อเก็บรับผลประโยชน์มาเป็นของกลุ่มตน ฉะนั้นการที่สังคมเป็นเจ้าของจึงมีความหมายถึงประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง โดยประชาชนมีหน้าที่ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตเท่านั้น หากยังเป็นสมาชิกของสังคมด้วย

ประการที่สอง การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน (social production organized by workers) ที่ความสมานฉันท์และร่วมมือกันในการผลิตนั้นมุ่งไปสู่การไม่แบ่งแยกการทำงานระหว่างคนใช้แรงกายกับคนใช้สมองดังที่ปรากฏในสังคมทุนนิยม การไม่แบ่งแยกนี้จะนำให้มนุษย์หลุดพ้นจากชีวิตที่แปลกแยกและถูกหั่นแตกเป็นเสี้ยวส่วน โดยแรงงานถูกครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของนายทุนเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ

ประการที่สาม การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน (production for the needs of communities) ความพึงพอใจที่เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้รับการตอบสนองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจและสื่อสารต่อกัน ดังนั้นเงื่อนไขนี้จึงต้องอาศัยการพัฒนาสถาบันประชาธิปไตยในทุกระดับชุมชนเพื่อสามารถสะท้อนความต้องการของสังคมได้ เช่น การผลิตจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลและการตัดสินใจที่ไหลขึ้นมาจากข้างล่าง

สำหรับความสัมพันธ์ทางสังคมแบบสังคมนิยมแล้ว ความต้องการเบื้องต้นของมนุษย์ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกชนที่จะบริโภคโดยปราศจากข้อจำกัด แต่เป็นความต้องการพัฒนาตนเองของคนงาน โดยที่การพัฒนาตนนี้จะเป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่นทั้งหมดได้พัฒนาด้วยเช่นกัน หมายความว่า เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมและจัดการการผลิตและการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยและมีระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น ย่อมเป็นโอกาสที่ตัวมนุษย์แต่ละคนจะได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน มนุษย์ที่พัฒนาแล้วแต่ละคนย่อมมีผลไปพัฒนาการผลิต การบริโภค การใช้ชีวิต และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์คนอื่นๆ ด้วย สิ่งนี้กลายเป็นผลสะเทือนที่มีต่อกันและกัน นำพาชุมชนให้ก้าวหน้าและผาสุก เพราะการกระทำการใด ๆ ได้รับการไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล เป็นประชาธิปไตย และมีศีลธรรมของผู้คนในชุมชน

ฉะนั้น การผลิตเพื่อความต้องการของสังคมจึงต้องอาศัยกรรมสิทธิ์ของสังคม และการตัดสินใจของคนทำงานต่อความต้องการของสังคมเป็นพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ พื้นฐานนี้จะก้าวหน้าหรือล้าหลังก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของประชาชนและความต้องการของพวกเขา

เพื่อที่จะสร้างสังคมนิยมให้เป็นจริง ต้องสร้างในสิ่งที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญคือ แนวคิดเรื่องปฏิบัติการที่ปฏิวัติ (revolutionary practice) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน โดยในการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งปวง มนุษย์เป็นทั้งผู้กระทำการและผลิตผลของสิ่งที่ตนกระทำลงไปด้วย สิ่งนี้เองที่รัฐธรรมนูญโบลิวาร์ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการและการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะเป็นหนทางที่บรรลุถึงการพัฒนาทั้งปัจเจกชนและกลุ่ม

ในทางกลับกัน การทำความเข้าใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีส่วนทำให้มนุษย์เป็นคนแบบใดนั้นชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มนุษย์กระทำการในสังคมเก่านั้นล้วนเป็นกระบวนการผลิตซ้ำซึ่งทัศนคติและความคิดเก่าในชีวิตประจำวันด้วย เช่น การยอมรับการกำหนดเป็นลำดับชั้นจากเบื้องบน การขาดความสามารถในการตัดสินใจทั้งในที่ทำงานและในสังคม การเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการสมานฉันท์ของสังคม

ดังนั้น ด้วยการตระหนักถึงการพัฒนามนุษย์ จึงเกิดคำถามสำคัญสองประการคือ หนึ่ง การพัฒนามนุษย์จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สังคมเก่าสร้างตกทอดมาได้อย่างไร? และ สอง การพัฒนามนุษย์จะช่วยก่อให้เกิดผู้กระทำการที่ปฏิวัติ ผู้ซึ่งได้พัฒนาความสามารถของตนขึ้นได้อย่างไร?

การจัดการตนเองของคนงาน

เลอโบวิทซ์ชี้ว่า ประสบการณ์ของการสร้างสังคมใหม่ในเวเนซุเอลาให้คำตอบแก่คำถามข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการเคลื่อนไหวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปการณ์ของการจัดการตนเอง

เรื่องนี้เลอโบวิทซ์เห็นว่า การจัดการตนเองของคนงาน (workers’ self management) เป็นปัจจัยที่ขาดเสียมิได้ในการสร้างสรรค์สังคมนิยม ในรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 62 ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยที่จำเป็นเพื่อบรรลุซึ่งการพัฒนาทั้งตนเองและส่วนรวม เช่น การวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย การจัดทำงบประมาณอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น

ในมาตรา 70 ยิ่งเน้นถึงการจัดการตนเอง การบริหารงานร่วมกัน และระบบสหกรณ์ในรูปแบบต่างๆ ว่าเป็นตัวอย่างของการมาสมาคมกันที่นำโดยคุณค่าแห่งความร่วมมือและความสมานฉันท์ ส่วนข้อกำหนดในมาตราที่ 135 ถึงกับระบุว่า คุณธรรมแห่งการสมานฉันท์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพึ่งพาอาศัยกันฉันเพื่อนมนุษย์ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่พึงปฏิบัติตามความสามารถของตน

เลอโบวิทซ์ยังชี้อีกว่า สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องต่อสู้ให้ปรากฏเป็นจริง ข้อเรียกร้องในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในขบวนการแรงงานเวเนซุเอลาแล้ว ดังในการเดินขบวนเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลเดือนพฤษภาคมปี 2005 สหภาพแรงงานแห่งชาติ UNT (Unión Nacional de Trabajadores—National Union of Workers) ชูคำขวัญว่า “การบริหารร่วมกัน (co-management) คือการปฏิวัติ และคนงานเวเนซุเอลากำลังสร้างสรรค์สังคมนิยมโบลิวาร์ขึ้นแล้ว” ทว่าใน UNT ก็มีความแตกแยกในหมู่ผู้นำแรงงาน ทำให้เรื่องการจัดการตนเองของคนงานไม่ได้รับการเรียนรู้ต่อมากนัก

UNT

ขบวนแถวของ UNT ในวันกรรมกรสากล กลางกรุงคารากัส

การจัดการตนเองของคนงานต้องการความชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์ของสังคม การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน และการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยม (the elementary triangle of socialism) อันแตกต่างไปจากสามเหลี่ยมพื้นฐานของทุนนิยม คือ กรรมสิทธิ์เอกชน การขูดรีดแรงงาน และการผลิตเพื่อกำไร

เลอโบวิทซ์กล่าวถึงบทเรียนของการจัดการตนเองของคนงานยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ว่า ถึงแม้ว่ากิจการต่างๆ จะถูกยึดเป็นของรัฐ และถูกมองว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสังคมแล้ว ทว่ากิจการเหล่านี้กลับดำเนินไปตามความต้องการของตลาดและรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคนงานในแต่ละโรงงานเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล่านี้ยกระดับรายได้ของกลุ่มคนงานของโรงงานตนด้วยการลงทุนในระบบหุ่นยนต์ (automation) เพื่อช่วยเพิ่มการผลิต แทนที่จะขยายรับคนงานใหม่เพิ่ม ขณะที่ในปี ค.ศ. 1971 อัตราการว่างงานในยูโกสลาเวียมีสูงถึงร้อยละ 7 ของกำลังแรงงาน และมีคนงานอีกร้อยละ 20 ของกำลังแรงงานที่อพยพไปหางานทำในแถบยุโรปตะวันตก ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยการผลิตคือโรงงานที่ดูเหมือนว่ากลายเป็นของสังคมแล้ว แต่คนในสังคมไม่มีโอกาสได้ใช้สอยและเกิดประโยชน์โภชผลกับชีวิตของตนเลย

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนในกระบวนการผลิตของโรงงานเหล่านี้ก็เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม กลุ่มผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคผูกขาดความรับรู้ด้านการผลิต การตลาด การลงทุน การธนาคาร และการสร้างเครือข่าย ขณะที่คนงานไม่ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถให้เข้ามาบริหารจัดการโรงงานของตน ผลก็คือ การแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกายยังคงดำรงอยู่ คนงานยังคงต้องพึ่งพาผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค แม้ว่าจะมีองค์กรบริหารที่ดูเป็นประชาธิปไตยคือ สภาคนงานที่มีอำนาจตัดสินใจในทางกฎหมายด้วย ทว่ามันเป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น และในหลายกรณีสะท้อนผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนงานของโรงงานตนมากกว่าของคนงานทั้งประเทศ

เลอโบวิทซ์จึงย้ำถึงสามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยมว่า ในกระบวนการสร้างสรรค์สังคมนิยม ทุกแง่มุมต้องได้รับการต่อสู้และสร้างขึ้นมาให้มีผลต่อกัน ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นผลด้านลบกระทบกระเทือนต่อกัน นั่นคือ สังคมนิยมต้องมีการจัดการตนเองของคนงาน การพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง และประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประเด็นนี้มีตัวอย่างการจัดการตนเองในละตินอเมริกาที่น่าสนใจดังนี้

ที่อาร์เจนตินา สหพันธ์สหกรณ์คนงานจัดการตนเอง FACTA (Federación Argentina de Cooperativas de Trabajadores Autogestionados—Federation of Self-Managed Worker Cooperatives) ที่ก่อตั้งขึ้นจากคนงานและสหภาพแรงงานเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2002 โดยคนงานเข้าไปยึดกิจการที่ล้มละลายจนบัดนี้มีโรงงานที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วจำนวน 220 แห่ง สามารถสร้างงานได้ 2,000 คน และสร้างรายได้ในปีนี้ได้ 300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ผู้นำเครือข่ายสรุปว่า คนงานไม่เพียงสามารถบริหารจัดการโรงงานได้เท่านั้น หากยังจัดการเศรษฐกิจในทิศทางที่ยุติธรรมกว่าที่ทุนนิยมกระทำเสียอีก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้มาจากการที่สหกรณ์คนงานเป็นอิสระ สามารถต้านทานการแทรกแซงของพรรคการเมืองและอำนาจรัฐได้

Autogestión

Autogestión หมายถึง การจัดการตนเอง ยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการแรงงานอาร์เจนตินาหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้แรงสนับสนุนทางสากลยังมีส่วนช่วยให้การจัดการตนเองของคนงานเป็นไปได้ เช่น รัฐบาลเวเนซุเอลาสนับสนุนกิจการของเครือข่ายสหกรณ์คนงานเสรีด้วยการสั่งซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 2,000 คัน และสนับสนุนกิจการผลิตพลาสติกในเซาเปาโลของบราซิลที่คนงานบริหารจัดการอยู่ คือโรงงาน Flasco โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เวเนซุเอลาแลกวัตถุดิบกับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับการสร้างบ้านจากกิจการของบราซิล

ในเรื่องค่าจ้าง ที่โรงงานพลาสติกในบราซิล คนงานใช้ระบบจ่ายค่าจ้างตามทักษะแรงงานที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้แรงงานมีฝีมืออยู่ทำงานให้ สิ่งนี้แตกต่างจากของสหกรณ์คนงานเสรีที่อาร์เจนตินา ซึ่งจ่ายค่าแรงคนงานในอัตราเท่ากันหมด

ส่วนที่โรงงาน Industria Venezolana Endógena de Válvulas (Inveval) ในเวเนซุเอลา การจัดการตนเองของคนงานอยู่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของสภาคนงานกับกรรมาธิการด้านต่างๆ เช่น การเงิน สังคม การเมือง เทคนิค เป็นต้นซึ่งได้รับเลือกให้อยู่ในสภาคนงานด้วย และพร้อมจะถูกถอดถอนได้ทุกเมื่อจากสภาคนงานเช่นกัน

ในการจัดการกับปัญหาการแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกาย ที่นี่ใช้ระบบหมุนเวียนตำแหน่งงาน (rotation) ร่วมกับการแลกเปลี่ยนภายในสภาคนงาน การให้การศึกษา และการฝึกฝนทางเทคนิคไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สภาคนงานของโรงงานนี้ยังเชื่อมโยงกับสภาชุมชนท้องถิ่น (communal council) อีกด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษา รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดำเนินการของชุมชนผ่านสภา โดยการแลกเปลี่ยนตัวแทนสภาคนงานกับสภาชุมชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาของกันและกัน โครงการเช่นนี้จะมีส่วนสร้างอำนาจประชาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โรงงาน ไปจนถึงระดับชาติได้อีกด้วย

inveval.jpg

freteco.jpg

คนงาน Inveval ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแนวร่วมของคนงานปฏิวัติ Freteco

ขณะที่ผู้นำแรงงานใน UNT ของเวเนซุเอลายังคงแตกแยก และไม่ได้สนับสนุนการจัดการตนเองเท่าที่ควร แต่ที่โรงงาน Inveval สภาคนงานได้พัฒนาการรวมตัวข้ามพ้นจิตสำนึกแบบสหภาพแรงงานแล้วด้วยการจัดตั้ง “แนวร่วมคนงานปฏิวัติของโรงงานที่ถูกยึดและบริหารร่วมกัน” หรือ Freteco (El Frente Revolucionario de Empresas en Cogestión y Tomadas—Revolutionary Front of Workers in Occupied and Co-managed Factories) เพื่อสนับสนุนการเข้ายึดกิจการโรงงานของคนงาน แนวร่วม Freteco ได้จัดการประชุมใหญ่ไปครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 โดยมีผู้แทนคนงานจากโรงงานที่ถูกยึดกิจการจำนวน 15 แห่ง และกลุ่มคนงานที่กำลังต่อสู้เพื่อยึดกิจการอีก 20 แห่ง

ประสบการณ์ของรัฐวิสาหกิจถลุงอะลูมิเนียม Aluminio del Caroní, S.A. (ALCASA) ที่ถูกคนงานยึดกิจการเป็นครั้งแรกในเวเนซุเอลาอันนำไปสู่การบริหารร่วมกันด้วยการเลือกตั้งตัวแทนจากคนงาน ปรากฏว่าคนงานร้อยละ 95 ของคนงานทั้งหมด 2,700 คนเข้าร่วมเลือกตั้ง และเมื่อได้สภาคนงานขึ้นมาแล้ว ก็เกิดการต่อสู้ภายในหมู่ผู้แทนว่าจะเลือกหนทางให้สมดุลอย่างไรระหว่างการหารายได้ทำเงินกับการสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิมของคนงาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการกับแรงกดดันที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ต้องสัมพันธ์กันในเชิงการผลิตกับรัฐวิสาหกิจอื่นที่ยังไม่ถูกคนงานเข้าร่วมบริหาร และยังคงตกอยู่ในมือข้าราชการ

Poster
โปสเตอร์สนับสนุนการควบคุมจัดการ ALCASA โดยคนงานเอง

เลอโบวิทซ์ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์เหล่านี้คือกระบวนการต่อสู้ที่ย่อมต้องมีขั้นตอนการพัฒนาของมัน สหกรณ์ก็ดี การจัดการตนเองในกิจการของรัฐหรือเอกชนก็ดี เป็นโรงเรียนฝึกฝนอันสำคัญยิ่งของการสร้างสังคมนิยม การเปลี่ยนย้ายจากการยึดติดผลประโยชน์ของคนงานเฉพาะกลุ่มไปสู่ผลประโยชน์ของมวลชนคนงานทั้งปวง คือ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ การขาดสิ่งนี้ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงดังกรณี UNT สหภาพแรงงานระดับชาติในเวเนซุเอลาที่ยังคงยึดอยู่กับแนวคิดเศรษฐกิจนิยมและผลประโยชน์เฉพาะของคนงาน จนขาดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมไป สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เพื่อสังคมนิยม ไม่เพียงแต่ต้องมีอำนาจรัฐที่ปฏิวัติเท่านั้น ยังต้องการสหภาพแรงงานที่ปฏิวัติด้วย

การกลับมาของสังคมนิยม

สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่ขับเคลื่อนจากประสบการณ์ของเวเนซุเอลา และกลายเป็นแนวคิดนำเสนอของเลอโบวิทซ์สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้เพื่อสังคมนิยมยังเป็นกระบวนการอันยาวนาน กว่าที่อุดมคติที่มุ่งเห็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้มีโอกาสพัฒนาตนอย่างรอบด้านจากผลิตผลที่ตนได้ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นจะปรากฏเป็นจริง ยังมีขั้นตอนรอคอยอยู่มากมาย สิ่งที่เลอโบวิทซ์นำเสนอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการกลับมาของสังคมนิยมเท่านั้น

เราต้องไม่ลืมว่า สังคมนิยมที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว อันเป็นผลมาจากแนวทางของพวกนิยมสตาลินและพวกที่นับถือตามกันมานั้น บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การต้องขจัดไปให้สิ้นซึ่งแนวทางนิยมการกระทำแทน (substitutionism) ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่เข้าทำการยึดอำนาจแทนที่คนงาน และใช้อำนาจผูกขาดนั้นดำเนินการต่อสังคมอย่างไร้ซึ่งประชาธิปไตยด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง ในทางตรงกันข้าม ต้องเชิดชูในสิ่งที่มาร์กซ์เองได้วางรากฐานไว้ดีและตรงแล้วคือ การปลดปล่อยคนงานจะต้องเป็นภารกิจของมวลคนงานด้วยการต่อสู้และการจัดตั้งตนเองของคนงานเอง กระทั่งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง รัฐบาล และกลไกรัฐ แม้จะเป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้ที่คนงานจะต้องใช้ในกระบวนการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม ก็จักต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของการเคลื่อนไหวและการจัดตั้งตนเองของคนงาน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนงานอย่างแท้จริง ที่ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในทุกกรณี เช่นนี้เองที่เราจะพลอยชื่นชมในความพยายามต่อสู้เพื่อการจัดการตนเองของคนงานในละตินอเมริกา และช่วยกันกระทำการใดๆ เพื่อให้ขบวนการแรงงานในทวีปอื่นๆ ได้เดินรอยตาม

เรายังคงต้องเตือนกันและกันว่า สังคมนิยมที่ดีและตรงนั้นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระดับสากล คือ เกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากประเทศเหล่านี้มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เจริญมาอย่างยาวนานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผลแห่งการพัฒนานั้นพอจะเป็นหลักประกันในการแสดงถึงความเหนือกว่าของสังคมนิยมต่อทุนนิยมได้ ทั้งในการผลิต การบริโภค การปกครอง การมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และการมีศีลธรรมจรรยา ดังนั้นเราจึงไม่เพียงพึงหวังกับเวเนซุเอลา หรือกระทั่งแค่ทวีปละตินอเมริกา ตรงกันข้าม พึงหวังปฏิสัมพันธ์ของการปฏิวัติสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นติดต่อกันในวงจรการต่อสู้ทางชนชั้นในทุกแห่งหนที่เป็นไปได้ และสามารถวางใจเป็นอุเบกขาได้ในผลเท่าที่ได้ของการปฏิวัตินั้นตามเหตุปัจจัย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความล้มเหลวของแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระทำโดยพรรคการเมืองปีกขวา พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม หรือกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา อาทิ รัฐสวัสดิการและดอกผลที่คนงานได้รับกำลังถูกลิดรอนไปในแทบทุกประเทศ การกดขี่ขูดรีดยังคงดำเนินไปในทุกพื้นที่ และสงครามกำลังขยายตัวออกไปอย่างตึงเครียด สิ่งเหล่านี้นับวันจะพิสูจน์เบื้องหน้าคนงานว่า แม้สังคมนิยมในอดีตไม่น่าเชื่อถือแล้ว ทุนนิยมนั้นเล่าก็ไม่ใช่ทางออก