วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

ธงชัย วินิจจะกูล: อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา

July 21st, 2008

อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา
ธงชัย วินิจจะกูล

ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ -ผ- ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิต และมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอดก็เห็นว่า ปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซง ปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่าภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกาเป็นคนละเรื่องคนละลักษณะกับภัยจากคอมมิวนิสต์

วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้ายเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆง่ายๆ
(คือไม่ใช่วาทกรรมแบบเหมาอิสต์) แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้พูดภาษาใกล้เคียงมากกับวาทกรรมต่อต้านเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์
ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยในปัจจุบัน นั่นคือ ต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก

การสัมภาษณ์ทั้งหมดกระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือวาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก คือ เป็นเรื่องของชาติทุนนิยมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือทำให้เป็นเรื่องของการสมคบคิดกัน (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่จอร์จ โซรอสก็บ่อย คำว่าฉันทามติวอชิงตันก็ถูกเข้าใจง่ายๆว่าหมายถึงการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆโลกาภิวัตน์กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้ายที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกจึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมแบบทุนชาตินิยมเป็นหลัก กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็นเรื่องของฝรั่งมาย่ำยีไทย “เขา” มากระทำย่ำยี “เรา”

ทั้งซ้ายเก่าและขวาเก่าใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน เพราะความคิดเก่าของทั้งสองมีเชื้อมูลให้รับความคิดทุนชาตินิยมได้ง่าย และเพราะพวกเขาในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทุนชาตินิยม

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้ายดังเรียกว่า “ทุนสามานย์” ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระ
แสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่าทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆ ไปทั่วโลกต้องการ จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ หากตั้งคำถามว่าทำไมปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาจึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น? สมศักดิ์มักอธิบายในทำนองว่าคนเหล่านั้นความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาส เปลี่ยนสี ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปจนไม่เห็นเป็นปัญหาสำคัญเท่าไรนัก ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนนักต่อสู้ทางสังคมต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากจุดยืนแบบทุนชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตก การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระสำคัญที่สุด นี่เป็นวาระการเมืองของทุนชาตินิยม

จุดยืนแบบทุนชาตินิยมทำให้พวกเขาเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น “ตัวแทน” ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก จุดยืนแบบทุนชาตินิยมเช่นกันกลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความอัปลักษณ์และภัยที่มาจากทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทยเพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์เช่นกัน พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย

ฝ่ายซ้ายเดิมจบไปนานแล้ว สิ่งที่มาในร่างฝ่ายซ้ายเดิมคือ ปีกหนึ่ง(ซ้าย?)ของทุนชาตินิยม

ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถร่วมมือกับปีกอื่นๆของทุนชาตินิยมได้ รวมทั้งทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยม ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน นักคิดฝ่ายประชาชนหลายคนเชื่อว่า สามารถ “ใช้” สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ซึ่งเขาเห็นเป็นวาระทางสังคมสำคัญที่สุด

การ “คืนดีฯ” ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาแบบทุนชาตินิยมของพวกฝ่ายซ้ายเดิม อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะทุนชาตินิยมก็อาจเป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วงแต่เอาเข้าจริงไม่เคยเป็นประเด็นมูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีหรือไม่คืนดีจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน สิ่งที่มาในร่างฝ่ายขวาเดิมคือ อีกปีกหนึ่ง(ขวา?)ของทุนชาตินิยม

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือ การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก “ฝรั่ง” ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาวอาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆเท่านั้น ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่งดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น

ถ้าหากท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์และท่าทีต่อทุนนิยมของ”ฝรั่ง” ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆในการเมืองยุคเดือนตุลาเป็นซ้ายและขวา การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิมที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว หากถือเอาท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลก้ป็นต้นมา การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่ออกฤทธิ์

อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายเดิมจำนวนมากถือตรงกันว่าการต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุด

ทางสู้ของภาคประชาชนอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง

July 1st, 2008

การกลับมาของระบอบทักษิณด้วยชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนและจัดตั้งรัฐบาลสมัครที่สำแดงตนชัดเจนว่าจะดำเนินการเพื่อปกป้องการทำลายล้างอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เคยมีมานั้น ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า จะต้องทำลายอำนาจเงินตราที่คอยหนุนค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณจึงจะทำให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา และอำนาจเป็นของประชาชนที่เปี่ยมด้วยสำนึกทางการเมือง

ระบอบทักษิณ คือ ระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ ที่พัฒนาการใช้ทุนเพื่อครอบงำและจัดตั้งคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยหวังผลการครองความเป็นใหญ่และสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างไม่รู้สิ้น

ระบอบทักษิณ ยังหมายถึง การผลักดันเศรษฐกิจด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมุ่งผูกขาดการกอบโกยกำไรสูงสุดผ่านการครอบครองสัมปทาน ธุรกรรมและกิจการของรัฐโดยกลุ่มทุนใหญ่ด้วยเงื่อนไขได้เปรียบทางภาษี ข้อมูลข่าวสาร และอำนาจการบริหารโดยตรงด้วยการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย

ดังนั้นขณะที่มือข้างหนึ่งโปรยหว่านเศษเงินให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ที่เคยขาดแคลนมาก มาบัดนี้ขาดแคลนน้อยลง ทว่ามืออีกข้างหนึ่งกอบโกยเงินตราเข้ากลุ่มอย่างผูกขาด แล้วใช้อำนาจทุนค้ำจุนอำนาจการเมืองของตนอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 นอกจากต้องอาศัยการประท้วงทั่วไปของประชาชนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่แล้ว ยังต้องอาศัยความมีส่วนร่วมแทรกแซงของอำนาจตุลาการ และอำนาจทางทหารภายใต้พระราชอำนาจนำจึงจะประสบความสำเร็จ กระนั้นการมีส่วนร่วมนั้นเป็นการกระทำแทนการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง และยุติการเคลื่อนไหวของประชาชนแล้วให้หวังพึ่งพิงอำนาจตุลาการผ่านกลไกศาล และอำนาจรัฐผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจเหล่านั้นยังไม่สามารถเอาชนะระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ดำเนินการอย่างถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทางสังคมนี้ กล่าวคือ อำนาจแห่งเงินตราของระบอบทักษิณ แม้ว่าจะมีการยึดคืนกิจการไอทีวีที่กระทำผิดสัญญาสัมปทานแต่ก็กระทบอำนาจเงินตราของระบอบทักษิณเพียงน้อยนิด แม้จะมีการอายัดทรัพย์ของอดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้า และไร้ประสิทธิภาพ จนแทบจะไม่กระทบกระเทือนทุนใหญ่ของเครือข่ายระบอบทักษิณ นอกจากนี้ การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมผ่านกลไกการสืบสวนสอบสวนของคตส.ต้องใช้ระยะเวลานาน และถูกแทรกแซงบิดเบือนหรือต่อรองได้ง่ายดาย

การพึ่งพิงระบอบอำมาตยาธิปไตยในการจัดการกับระบอบทักษิณนั้นไม่เพียงด้อยประสิทธิผล หากยังเป็นการดำเนินการที่ขาดการตรวจสอบ ในหลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยขาดการถ่วงดุล ดังกรณีการออกพรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ

ยิ่งเมื่ออำนาจเงินตราช่วยฟื้นคืนระบอบทักษิณกลับคืนมาในรูปการของรัฐบาลสมัครที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้งที่ครอบงำอำนาจการเมืองด้วยระบบเครือญาติและระบบหัวคะแนนจัดตั้ง และรับใช้ผลประโยชน์ของธุรกิจกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติมาหลายยุคหลายสมัย เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ใช่ทางออกของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะมือที่โปรยหว่านเงินตราเพื่อครอบครองคะแนนเสียงอย่างแข็งแกร่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มืออีกข้างหนึ่งย่อมต้องทำงานตามกิเลสตัณหาของกลุ่มทุนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

เราไม่อาจยอมรับว่า เศษเงินที่โปรยหว่านเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ตรงกันข้ามเศษเงินเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรกรที่ถูกขูดรีดจากการผูกขาดตลาดและกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และการครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จนแทบทุกครอบครัวต้องดิ้นรนส่งเสียให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อมารับจ้างเป็นคนงานในเมือง ภายใต้สภาพเช่นนี้เอง ที่เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงการอุปถัมภ์ของนักเลือกตั้งตลอดมา

ขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้มืออีกข้างหนึ่งที่กอบโกยกำไรยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่ประชาชนจะได้นำส่วนเกินทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง เรายังเชื่อมั่นว่าหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พวกเขาย่อมไม่ยอมตนหวังพึ่งการอุปถัมภ์จอมปลอมของนักเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เพื่อการนี้ นอกจากการเปิดโปงให้มวลชนเห็นความเลวร้ายของมือที่มองเห็นทั้งสองข้างนี้แล้ว เรายังต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่าทั้งการจัดสรรงบประมาณ ระบบภาษีที่ก้าวหน้า และการจัดการการผลิตและการบริโภคที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในด้านการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดสวัสดิการสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

มองในแง่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป วาระแห่งชาติ คือ การทำลายประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ และแทนที่ด้วยประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งมีรัฐสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการทำลายทั้งอำนาจ และเงินตรากลุ่มทุนใหญ่ลงเสียและเปิดทางให้ประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวอันกว้างขวางที่ได้เลือกตัวแทนทางตรงจัดตั้งเป็นสภาคนงาน ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ข้าราชการและทุกสาขาอาชีพ ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารของประชาชนเข้าแทนที่รัฐบาลเดิม เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ระบบภาษี ระบบการผลิตขนาดใหญ่ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆเพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอันกว้างขวางย่อมต้องสะสมชัยชนะและขยายการจัดตั้งตนเองให้เข้มแข็ง ในหลายกรณีชัยชนะที่จำเป็นและสำคัญยิ่งบางครั้งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของแนวร่วมที่แม้จะมีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าเห็นพ้องที่จะร่วมกันเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายเฉพาะหน้าในขณะนั้น

บทเรียนการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณในปี พ.ศ. 2549 สนับสนุนข้อเสนอข้างต้น เมื่อประเมินจากความอ่อนแอของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ยังไม่มีทั้งองค์กรจัดตั้งของตนเองที่รวบรวมตัวแทนมาจากการเข้าร่วมของมวลชนอย่างกว้างขวาง ตอนนั้นเรามีเพียงแกนนำการเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆที่จัดเวทีปลุกระดมมวลชนเท่านั้น และยังไม่มีข้อเสนอหรือทางออกในการแทนที่อำนาจรัฐหลังโค่นรัฐบาลทักษิณ ตอนนั้นการเคลื่อนไหวมุ่งเพียงการเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องขอมาตรา 7 หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ทหารเข้าร่วมโค่นรัฐบาลเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมายการโค่นรัฐบาลทักษิณ

ด้วยเหตุฉะนี้ ใครก็ตามที่เชื่อว่า มวลชนผู้ยังไม่พร้อมจะข้ามพ้นการพึ่งพิงพระราชอำนาจ หรือกองกำลังทหารจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีเค้าโครงการ และการจัดตั้งตนเองอย่างอิสระเสรีเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามเจตจำนงของตน เขาผู้นั้นย่อมมีมายาการ หรือความหลงไปว่า ปัญหาเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการตื่นตัวของมวลชนที่เป็นตัวของตัวเองจากแนวทางปฏิรูปสังคมภายใต้พระราชอำนาจนำนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้การพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่เป็นบทเรียนของการเคลื่อนไหวครั้งนั้นก็คือ การขาดความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ซึ่งก็คือท่าทีทางการเมืองที่ถูกต้องและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน

ท่าทีนั้นก็คือ ขณะที่ต้องพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเพื่อชัยชนะที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของการเมืองภาคประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนแสดงออกไปพร้อมกันด้วยว่า แนวร่วมที่เราพึ่งพิงนั้นจะต้องมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้แนวร่วมนั้นมารับเหมาทำแทน ถ้าเป้าหมายการต่อสู้คือการชิงอำนาจรัฐ เราต้องเรียกร้องให้แนวร่วมมาสนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไปสู่เป้าหมายนี้ ไม่ใช่รับเหมาทำแทนโดยชิงอำนาจรัฐแล้วจัดตั้งรัฐบาลเสียเองดังกรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์

นอกจากนี้ เมื่อผลของการเคลื่อนไหวจริงกลายเป็นว่า ทหารรับเหมาทำแทนภาคประชาชนไปแล้ว ภาคประชาชนก็ควรมีท่าทีที่วิจารณ์ให้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนั้นแม้จะโค่นรัฐบาลทักษิณจากอำนาจทางการเมืองลงได้ แต่ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่เครือข่ายระบอบทักษิณ เพราะทหารเพียงต้องการยุติความปั่นป่วนทางการเมือง และนำสังคมกลับสู่ภาวะปกติเท่านั้น แล้วจัดการกับการเอาทักษิณลงจากอำนาจด้วยระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งในท้ายสุดแล้วหากดำเนินการไม่ประสบผลก็จะนำไปสู่การประนีประนอมกับระบอบทักษิณอย่างแน่นอน

ถ้าหากภาคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร และต่อมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์ว่า เป็นจริงตามที่พยากรณ์ไว้ ภาคประชาชนสามารถใช้ท่าทีนี้สร้างเป็นทางออกในการต่อสู้อย่างเป็นตัวของตัวเองเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไป กระนั้นหากจะแสดงท่าทีดังกล่าวในขณะนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะการต่อสู้ระบอบทักษิณที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงการกลับมาของระบอบนี้ในรูปการของรัฐบาลสมัคร ได้ให้บทเรียนแก่ผู้คนในสังคมที่เข้าร่วมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา  ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ทหารและข้าราชการทั้งในเมือง และหัวเมืองต่างจังหวัดอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของคมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และภาคประชาชนคือหลังอิงสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ด้วยทางออกที่เป็นตัวของตัวเอง และด้วยการจัดตั้งองค์กรของตนเองที่เข้มแข็ง

 

 

พรรคต่อต้านทุนและการรวมกำลังแนวร่วมในฝรั่งเศส

July 1st, 2008

ความพ่ายแพ้ของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายต่อการชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อกลางปี ค.ศ.2007 ทำให้กลุ่มปีกซ้ายปฏิวัติอย่างพรรคสันนิบาตคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ (Ligue communiste révolutionnaire : LCR) สรุปบทเรียนสำคัญว่าจะต้องสร้างการรวมตัวของพันธมิตรที่ต่อต้านทุนนิยมอย่างกว้างขวางเพื่อนำมวลชนเข้าต่อสู้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ที่ชนะการเลือกตั้ง

ถัดมาในปลายปีเดียวกัน เกิดการนัดหยุดงานครั้งสำคัญที่เขย่ารัฐบาลซาร์โกซีจนถอยร่นไปพร้อมกับนโยบายเสรีนิยมที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน  จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2008 พรรค LCR เรียกร้องการรวมตัวจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยมขึ้นเพื่อรวบรวมกำลังผู้ต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีเข้าไว้ด้วยกัน ก้าวสำคัญนี้ทำให้ประเด็นการสร้างพรรคและนโยบายการรวมกำลังแนวร่วมเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับขบวนการภาคประชาชนของสังคมไทยที่ต้องเผชิญกับการกลับมาของพรรคไทยรักไทยในรูปการจัดตั้งใหม่เป็นพรรคพลังประชาชนที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา รัฐบาลสมัครที่เป็นนอมินีของอดีตนายกฯ ทักษิณและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอยู่ในขณะนี้

สถานการณ์สร้างพรรค

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสชี้ให้ LCR เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากต่อต้านซาร์โกซีและออกไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยม (Parti socialiste) ทำให้ซาร์โกซีชนะการเลือกตั้งรอบสุดท้ายเหนือพรรคสังคมนิยมด้วยคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 53.06 และยังแสดงให้เห็นแนวโน้มที่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากรัฐบาลนี้มาพร้อมกับหลักนโยบายของ MEDEF (Mouvement des entreprises de France) องค์การนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส

การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ LCR คาดการณ์ไว้นั้นปรากฏเป็นจริง การนัดหยุดงานเพื่อต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่โดยเฉพาะ แผนการตัดทอนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลซาร์โกซีในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 นั้น กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่พอๆ กับเมื่อคราวปี 1995 เลยทีเดียว โดยมีผู้เข้าร่วมสำแดงพลังรวมถึง 7 แสนคน ในการประท้วง 148 แห่งทั่วประเทศ เช่น  70,000 คนที่ปารีส  60,000 คนที่มาร์แซย์  35,000 คนที่ตูลูส  30,000 คนที่บอร์โดซ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การนัดหยุดงานที่เขตอุตสาหกรรม Yoplait ภายใต้การนำของสมาพันธ์แรงงานระดับชาติอย่าง CGT (Confédération générale du travail) เพื่อเรียกร้องให้เปิดการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างและปัญหาค่าครองชีพ การเดินขบวนประท้วงของนักเรียนและนิสิตนักศึกษาประมาณ 40,000 คน เพื่อสนับสนุนการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจและเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่จะทำให้สถานศึกษากลายเป็นแหล่งธุรกิจ  การเข้าร่วมประท้วงของครูในวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด  โอลิวีเย เบซองซีโนต (Olivier Besancenot) ผู้นำของ LCR ประเมินการสำแดงพลังครั้งนี้ว่า เป็นการรวมพลังต่อสู้ที่กดดันอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ารัฐบาลต้องตอบสนองตามที่ผู้ประท้วงเรียกร้อง เช่นเดียวกับการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1995 [1]

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า มวลชนคนงานฝรั่งเศสยังคงมีพลังต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ของซาร์โกซีและเป็นฐานมวลชนที่ต้องการการจัดตั้งรวมกำลังต่อสู้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ฉะนั้น เพื่อช่วงชิงมวลชนให้ตีตัวออกจากความนิยมในพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรคที่ปลิ้นปล้อนทางการเมืองและฉวยโอกาสเอียง “ซ้าย”และ “ขวา” เพียงเพื่อให้พรรคได้ร่วมรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีอิทธิพลทางการเมืองในระบบเลือกตั้งอย่างสำคัญ พร้อมๆ ไปกับการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่คอยเกื้อหนุนการเคลื่อนไหวนั้น โดยเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างและมีหลักนโยบายที่เป็นตัวของตัวเองต่างไปจากพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับบรรดาพรรคปีกซ้ายอื่นๆ นอกจากพรรคสังคมนิยมด้วยกันแล้ว พรรค LCR ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบแรก คือร้อยละ 4.08 ซึ่งสูงกว่าคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (Parti communiste français: PCF) ถึงสองเท่า  สิ่งนี้สะท้อนการพัฒนาของพรรค LCR ที่มาถึงขั้นตอนสำคัญในการขยายการจัดตั้งองค์กร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความปั่นป่วนและความแตกต่างทางความคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายและกลุ่มต่างๆ ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังการเลือกตั้ง อันเรียกร้องการแก้ไขให้กลับมาสู่การรวมกำลังแนวร่วมเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลซาร์โกซีด้วยเค้าโครงการหรือหลักนโยบายที่ต่อต้านทุนนิยม

สิ่งนี้จึงเป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17 ของ LCR เมื่อวันที่ 24-27 มกราคม 2008  ตัวแทนสมาชิกพรรคจำนวน 313 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อประเมินผลการทำงานของกลุ่มและสถานการณ์ทางการเมือง ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมหารือกันอย่างกว้างขวางก็คือ โครงการจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยม โดยแม้จะยังมีประเด็นการประเมินหลายแง่มุม เช่น คำนิยามของ “พรรคต่อต้านทุนนิยม” ขอบเขตการดำเนินงานทางการเมืองที่จำเป็น วิธีการบรรลุถึงสิ่งนี้ การแสวงหากลุ่มการเมืองอื่นที่มีศักยภาพมาเข้าร่วม ระยะเวลาที่จะปฏิบัติให้เกิดผล เป็นต้น  สุดท้ายที่ประชุมก็เห็นชอบที่จะดำเนินการจัดตั้งพรรคนี้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 81.2 ขณะที่มีเสียงค้านร้อยละ 14.8 และงดออกเสียงร้อยละ 4 ของผู้แทนทั้งหมด

สาระสำคัญของเสียงส่วนใหญ่ปรากฏในแถลงการณ์ว่าด้วยพรรคต่อต้านทุนนิยม ซึ่งมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้คือ พรรคนี้จะเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวรวมตัวของมวลชนคนงานเพื่อต่อสู้เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ โดยช่วยตระเตรียมการอภิวัฒน์สังคมอย่างถึงรากถึงโคน นั่นคือ ยุติระบบทุนนิยมกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในปัจจัยการผลิต และการทำลายโลกและธรรมชาติ แล้วแทนที่ด้วยระบบสังคมที่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ขจัดการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขได้เปรียบเชิงชนชั้น เพศ หรือเผ่าพันธุ์ สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกตั้ง หากแต่ทุกคนต้องสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคนี้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับระบบทุนนิยม โดยเป็นพรรคอิสระเป็นตัวของตัวเองที่แตกหักกับทุนนิยมและสถาบันการปกครองของระบบนี้ และสนับสนุนให้ประชาชนนำการเคลื่อนไหวของตนเองในฐานะผู้ที่จะเข้าไปบริหารสังคมและเศรษฐกิจ นั่นคือ การสร้างพรรคเพื่อช่วยก่อให้เกิดแนวทาง “สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21″

พรรคนี้จะสามัคคีผู้คนทุกคนที่ต่อต้านทุนนิยมมาเข้าร่วม โดยเชิญชวนมวลชนไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงาน โรงเรียน ชุมชน องค์กรระดับภูมิภาคและระดับชาติ มาจัดตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิบัติการเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างพรรค เช่น การร่างธรรมนูญของพรรค การร่างหลักนโยบาย การจัดประชุมระดับท้องถิ่นระดับชาติ และระดับประเทศ เพื่อเตรียมการจัดประชุมใหญ่ก่อตั้งพรรคต่อไป

ทิศทางการสร้างพรรคต่อต้านทุนนิยมดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดกว้างรับผู้คนร่วมสร้างพรรคที่หลากหลาย บนเป้าหมายเดียวกันคือการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซี และนำพามวลชนไปร่วมเรียนรู้ถึงปัญหาและทางออกท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางสังคมในสถานการณ์ต่างๆ แล้วยกระดับไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงในความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมเพื่อรักษาโลกนี้ไว้ จากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้าย มีขั้นตอนการพัฒนาของพรรคและการเคลื่อนไหวทางสังคมตรงประเด็นสำคัญที่ว่า พรรคและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจักต้องสะสมชัยชนะ และได้รับการยอมรับนับถือของมวลชนอย่างกว้างขวางในหลักนโยบายเปลี่ยนแปลงสังคม โดยอาศัยแนวร่วมกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลายที่ร่วมกันต่อต้านทุนนิยมในประเด็นต่างๆ ได้ แม้ว่าจะมีแนวคิด แนวทาง และหลักนโยบายที่แตกต่างกัน (March separately, strike together)

การรวมกำลังแนวร่วมกับการสร้างพรรค

ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในฝรั่งเศสยังคงตกเป็นฝ่ายตั้งรับทั้งในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจสังคมและในการเลือกตั้ง แต่ผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลฝ่ายขวาก็ก่อให้เกิดกลุ่มฝ่ายค้านมากมายและหลากหลาย จึงเป็นที่ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายซ้ายจะต้องผนึกกำลังด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนพลังของตนไปเอาชนะใจมวลชนที่ยังลังเลอยู่กับบรรดาพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสหรือพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเข้าชิงชัยการเลือกตั้งเมื่อมีโอกาสและนำเสนอทางออก เค้าโครงการ หรือหลักนโยบายของตนในการเมืองระดับชาติ  ด้วยภารกิจเหล่านี้ แนวทางรวมกำลังแนวร่วม (United front policy) เป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สำคัญยิ่ง

หากสรุปจากประสบการณ์ การต่อสู้ของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ผ่านมา แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อเคลื่อนไหวให้มวลชนคนงานยอมรับนับถือในแนวทางเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยมโดยมียุทธศาสตร์ 2 ประการ คือ

ประการแรก เอาชนะความแตกแยกและการแบ่งแยกในหมู่มวลชนและคนงานไปตามความคิดความเชื่อทางการเมืองของกลุ่มตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่พวกเขาถูกโจมตีโดยนายทุนและรัฐบาลปีกขวาเพื่ออาศัยกำลังสามัคคีของมวลชนคนงานเหล่านี้ไปดำเนินการงานที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

ประการที่สอง เอาชนะมวลชนและคนงานบางส่วนที่ยังคงเดินตามแนวทางปฏิรูป นิยมรัฐสภา นิยมการเลือกตั้ง ให้หันเหออกจากอิทธิพลเหล่านี้ และมาร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยม

แต่จะบรรลุยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ได้ ก็ต้องอาศัยยุทธวิธีสร้างแนวร่วมอย่างกว้างขวาง ซึ่งในหลายกรณีความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ นั้น ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำที่มีแนวทางปฏิรูปกลุ่มต่างๆ เช่น การนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องการปรับปรุงค่าจ้างบางครั้งต้องอาศัยนักการเมืองของพรรคฝ่ายค้านหรือข้าราชการฝ่ายปฏิรูปเข้าร่วม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การอาศัยแนวร่วมในทางยุทธวิธีนี้จะต้องไม่หันเหออกจากหรือไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ดังกล่าวไป นั่นคือ พร้อมๆ กับการสร้างแนวร่วมจำต้องให้มวลชนคนงานได้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวร่วมเหล่านี้ และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยแตกหักกับมายาคติที่หวังพึ่งพิงนักการเมือง การเลือกตั้ง การปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การร่วมมือและประนีประนอมทางชนชั้น เพื่อตัดตรงไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมในห้วงเวลาชี้ขาด โดยรูปแบบการรวมกำลังแนวร่วมที่ก้าวหน้าที่สุดก็คือ การจัดตั้งตนเองของมวลชนคนงาน (Self-organization) อย่างกว้างขวางทุกระดับ มีระบบการเลือกตั้งตัวแทนขององค์กรอย่างเป็นประชาธิปไตย และมีระบบการถอดถอนตัวแทนได้ตลอดเวลา  ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมา องค์กรแบบนี้ได้แก่ สภาคนงาน (workers’ councils) ซึ่งมองในทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้ก็คือ การสถาปนารัฐบาลของตัวแทนพรรคการเมืองและองค์กรต่างๆ ของมวลชนคนงานเพื่อแทนที่รัฐทุนนิยมนั่นเอง

ความหมายของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21

ถ้าหากยุทธศาสตร์นี้ไม่บรรลุ อย่างมากที่สุดที่เราจะได้รับก็คือ ชัยชนะบางส่วนในเชิงตั้งรับ ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เช่น กรณีรัฐสวัสดิการในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น  กระนั้นปัญหาของยุคสมัยก็ยังคงดำรงอยู่และรอคอยให้แก้ไข นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะยกระดับจิตสำนึกของมวลชนคนงานไปสู่การต่อสู้เพื่ออำนาจของพวกเขาอย่างแท้จริง?

ความละเอียดอ่อนอยู่ตรงช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของคนงาน การสะสมชัยชนะจำเป็นต้องรวมกำลังกับแนวร่วม และอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำปฏิรูป โดยที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ได้แก่ หลักนโยบายไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา  การคิดหวังเอาเองว่า มวลชนคนงานที่ยังไม่พร้อมจะแตกหักกับแนวทางปฏิรูป-ดอกผลของรัฐสวัสดิการในยุโรป ผู้นำพรรคสังคมนิยมและผู้นำสหภาพแรงงานปีกปฏิรูปจะสามารถลุกขึ้นมาเสนอข้อเรียกร้องเพื่อโค่นทุนนิยมนั้น ย่อมเป็นการคาดคิดที่ติดกับมายาการว่า ปัญหามวลชนคนงานที่แตกแยกทางความคิดและขาดจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างแท้จริงนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง การนำพามวลชนคนงานเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการต่อสู้ของตนเป็นภารกิจทางการเมืองที่ขาดเสียมิได้ของพรรคต่อต้านทุนนิยม  เพื่อการนี้ ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคเป็นเงื่อนไขชี้ขาดการเรียนรู้อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง การรวมศูนย์ทางการเมืองเพื่อเอกภาพของการปฏิบัติกับประชาธิปไตยภายในพรรคจึงเป็นสองด้านของความเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมแบบที่เลนินเคยให้แนวทางและประสบการณ์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม ในบริบทและเงื่อนไขของสังคมยุโรป ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยแบบนายทุนมีความมั่นคงพอสมควร ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ LCR นำไปปฏิบัติอยู่นั้น เน้นประชาธิปไตยมากกว่าการรวมศูนย์เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของสังคมที่มีการต่อสู้ทางชนชั้นที่แหลมคมและมีรัฐบาลเผด็จการซึ่งทำให้พรรคของมวลชนคนงานเน้นการรวมศูนย์มากกว่าประชาธิปไตย ดังนั้นภายใน LCR จึงเปิดโอกาสให้ความเห็นที่แตกต่างภายในหมู่สมาชิกดำรงอยู่และถูกนำเสนอออกไป เช่น ในสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม ขณะที่สมาชิกทั้งปวงยังคงสนับสนุนการปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับการยอมรับของเสียงข้างมากอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ได้คาดหวังจะให้สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเสียงส่วนน้อยต้องเข้ามานำการทำงานหรือถกเถียงอย่างหนักหน่วงกับสมาชิกเสียงข้างมากที่พวกเขาไม่เห็นด้วย กระนั้น หากปราศจากปฏิบัติการร่วมกันที่มาจากการตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีประชาธิปไตยในแบบใดๆ เอาเลย

บทเรียนจากความแตกแยกในหมู่ฝ่ายซ้ายอังกฤษในพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างนาม RESPECT เมื่อกลางปีที่ผ่านมาเตือน LCR ได้ดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ภายในพรรคระหว่างปีกปฏิวัติกับปีกปฏิรูปดังที่พรรคคนงานสังคมนิยมอังกฤษ (Socialist Workers Party [Britain]) ยึดถือ จนต้องแตกหักกับผู้นำปีกปฏิรูปและทำให้องค์กรต้องแตกแยกเป็นสองเสี่ยง หากแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้คนที่ปรารถนาจะสู้กับนโยบายทุนนิยมและนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณแผ่นดินของพรรคแรงงาน กับกลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งที่พรรคนี้ได้กระทำ  ดังนั้นการสามัคคีใคร ไปต่อสู้กับใคร เพื่ออะไร? จึงมักเป็นคำถามง่ายๆ ที่ในหลายกรณีเมื่อตอบผิดพลาดก็สร้างความเสียหายให้กับกระบวนการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมได้เสมอ

การเป็นฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่การดำรงตนเป็นกลุ่มปีกซ้ายที่ยึดมั่นอยู่กับหลักนโยบายของตน และใช้มันเป็นเครื่องชี้ถูกชี้ผิดเข้าจัดการผู้อื่น ตรงกันข้ามกลับต้องเปิดใจร่วมเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของการต่อสู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างหลักนโยบายและสร้างรูปแบบการจัดตั้งรวมกลุ่มของตนให้เหมาะสมสอดคล้อง แล้วอาศัยเป้าหมายยุทธศาสตร์คือ การเติบโตทางความคิดและจิตสำนึกของมวลชนคนงานอย่างเป็นตัวของตัวเองมาตรวจสอบผลการทำงานของตนอยู่เสมอๆ

เชิงอรรถ

[1] ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200

บรรณานุกรม

Besancenot, Olivier. 2007. “Mass Mobilizations against Sarkozy.” International Viewpoint. 394 (Nov.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1364

Duval, François. 2008. “LCR calls for new anti-capitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1425

Ligue Communiste Révolutionnaire. 2008. “Address for a new anticapitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1422

Mandel, Ernest. 1979. Trotsky: A Study in the Dynamic of his Thought (London: NLB).

Packer, David. 2008. “Revolutionary organisation and its relationship to building a broad left party.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1416

Sabado, François. “Elements of Revolutionary Strategy.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1289 [Jan. 2008].

Socialist Resistance steering committee. “Democratic Centralism and Broad Left Parties.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1413 [Jan. 2008].

วิถีระนาบ Horizontalidad

June 30th, 2008

วิถีระนาบ Horizontalidad

Horizontalidad เป็นศัพท์ภาษาสเปน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า horizontalism และแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “วิถีระนาบ” ในที่นี้ขอใช้ศัพท์ภาษาสเปนเป็นหลัก เพื่อให้เกียรติแก่ขบวนการประชาชนชาวละตินอเมริกาที่พูดภาษาสเปน ซึ่งเป็นผู้ให้ความหมายใหม่และทำให้คำคำนี้กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ

คำว่า Horizontalidad มีทั้งความหมายแคบและความหมายกว้าง ในความหมายแคบนั้นหมายถึง “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามจากการจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิดคือการมีผู้นำเดี่ยวหรือผู้นำที่เป็นคนกลุ่มน้อย มวลชนที่เหลือมีลำดับชั้นลดหลั่นกันลงไป และมีสายการบังคับบัญชาแนวดิ่ง ส่วน “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” คือการกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียม เน้นการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนระหว่างปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกองค์กร มีการตัดสินใจด้วยกระบวนการแสวงหาฉันทามติ ใช้ระบบประชาธิปไตยทางตรงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล กลุ่ม และองค์กรต่างๆ มีลักษณะแบบเครือข่ายใยแมงมุมในระนาบเดียวกัน โดยไม่มีปัจเจกบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรใดมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด

การจัดตั้งแนวระนาบมีความเชื่อมโยงและได้รับอิทธิพลมาจากแนวทางอนาธิปไตย(anarchism)กลุ่มเครือสหาย (Affinity Group) [1] และหลายกลุ่มองค์กรในขบวนการสังคมใหม่ใช้วิธีการจัดตั้งแบบนี้ แต่ก็มีหลายองค์กรที่ยังใช้การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด อย่างไรก็ดีการผนึกกำลังเป็นเครือข่ายของขบวนการสังคมใหม่จะใช้วิธีการจัดตั้งแนวระนาบเป็นหลัก

ในความหมายกว้างนั้น Horizontalidad หมายถึง “วิถีระนาบ” ซึ่งเป็นแนวทางของขบวนการประชาชนหลายขบวนการที่ผุดขึ้นมาในอาร์เจนตินาช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 2001 “วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาไม่ได้เกิดมาจากลัทธิความคิดใดๆ ไม่ได้มาจากแนวทางอนาธิปไตยหรือแม้กระทั่งขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโกแต่เกิดจากปฏิกิริยาโดยธรรมชาติที่ต้องการตอบโต้ต่อความล้มเหลวของระบบในประเทศรวมทั้งแสวงหาหนทางแก้ไขและข้ามพ้นระบบดังกล่าว

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมอาร์เจนตินา

ไม่มีใครรู้ว่าแนวคิด “วิถีระนาบ” เริ่มต้นที่ไหนหรือโดยใครในอาร์เจนตินาก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ คำคำนี้ไม่เคยมีอยู่ในศัพทานุกรมการเมืองที่ใช้ในวงกว้าง กระทั่งวันที่ 19 และ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2001 เมื่อประชาชนอาร์เจนตินาหลายแสนคนออกมาชุมนุมตามท้องถนน เคาะหม้อกระทะและตะโกนว่า “Que se vayan todos” (ไล่พวกมันไปให้หมด) รวมทั้งขับไล่ประธานาธิบดีออกไปถึง 4 คน ภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ จู่ๆ คำว่า Horizon-talidad ก็กลายเป็นคำสามัญที่ประชาชนใช้กันทั่วไป

กลุ่มประชาชนชาวอาร์เจนตินาที่นำแนวคิด “วิถีระนาบ” มาใช้ในทางปฏิบัติ ทั้งในด้านการจัดตั้งองค์กรและ การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่เป็นขบวนการที่มักเรียกรวมๆ ว่าขบวนการอัตตาณัติ (autono-mous movements) ซึ่งเป็นขบวนการประชาชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขบวนการเหล่านี้ต้องการเป็นอิสระจากรัฐให้มาก

ที่สุดระดับความยุ่งเกี่ยวกับรัฐของแต่ละขบวนการมีความแตกต่างกันไป ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วยขบวนการแรงงานไร้งานปีเกเตโรส์ (piqueteros) [2] เช่น กลุ่ม MTD Solano, MTD la Matanza ฯลฯ ซึ่งมีความคิดก้าวหน้าทางการเมืองชนชั้นกลางในสมัชชาละแวกบ้าน (neighbourhood assem-blies) [3]  สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ (recuperated workplaces) [4] โรงงานเซรามิกซานอง โรงพิมพ์ชีลา-เวิร์ต โรงแรมบาวเอน ฯลฯ กลุ่มสื่อนอกกระแส กลุ่มศิลปิน และชุมชนอัตตาณัติ (autonomous communities) ซึ่งเป็นชุมชนพึ่งตนเองที่ไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซง เช่น กลุ่มคนที่ยึดตึกร้าง (โดยเฉพาะธนาคารร้าง) มาทำเป็นศูนย์สังคม หรือกลุ่มคนที่ออกไปสร้างนิคมอิสระของตัวเอง เป็นต้น

Horizontalidad หรือ “วิถีระนาบ” คือขั้วตรงกันข้ามกับ caudillismo หรือลัทธิผู้นำ/วีรบุรุษที่แพร่หลายในละติน อเมริกา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำเผด็จการทหาร ชาวอาร์เจนตินารู้สึกว่าคนเหล่านี้ล้วนแต่ทรยศต่ออุดมการณ์และโวหารของตัวเอง “วิถีระนาบ” จึงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณเป็นการแสดงความผิดหวังต่อระบบผู้นำเดี่ยวรวมทั้งระบบเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยด้วย

แนวคิดเกี่ยวกับ “วิถีระนาบ” ในอาร์เจนตินาจึงเกิดมาจากการปฏิบัติจริงมากกว่าจากทฤษฎี เป็นการตอบโต้ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (representative democracy) ด้วยประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) และเปลี่ยนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจทางการเมือง

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมใหม่ของอาร์เจนตินา พอประมวลได้ดังนี้

ประการแรก “วิถีระนาบ” คือรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมมากกว่าแค่วิธีการจัดตั้งองค์กร “วิถีระนาบ” คือการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเท่าเทียม โดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กรอบของเงื่อนไขเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ สถานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ฯลฯ มันเป็นวิธีการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันแบบประชาธิปไตยทางตรง และเชื่อมโยงขบวนการต่างๆ เป็นเครือข่าย

ประการที่ 2 “วิถีระนาบ” คือการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจเสียใหม่ โดยปฏิเสธแนวคิดของ “อำนาจเหนือ” (power-over) กล่าวคือการมีอำนาจเหนือผู้อื่นหรือการจัดตั้งที่ผู้นำมีอำนาจเหนือสมาชิก “วิถีระนาบ” หันมาเน้นการมี “อำนาจร่วมกัน” (power-with) ของสมาชิกองค์กร มีเป้าหมายในการสร้างอำนาจให้สมาชิกและหมู่คณะ โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจ “วิถีระนาบ” ไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐแต่มุ่งสร้าง “อำนาจอีกแบบหนึ่ง” ขึ้นมาด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม

ประการที่3 “วิถีระนาบ” เป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวมันเอง “วิถีระนาบ” ให้ความสำคัญแก่กระบวนการมากเท่าๆ กับเป้าหมายคำถามเท่าๆ กับคำตอบเน้นการเรียนรู้และการทดลองใหม่ๆ

ประการที่ 4 “วิถีระนาบ” เน้นความหลากหลายเท่าๆ กับความเป็นหมู่คณะ “วิถีระนาบ” ยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน แต่ “วิถีระนาบ” ปฏิเสธลัทธิปัจเจกบุคคลนิยม “วิถีระนาบ” มุ่งสร้างความเป็นหมู่คณะของสมาชิก ความเป็นหมู่คณะเท่านั้นที่สามารถรองรับความเป็นอัตตาณัติ (autonomy) ของกลุ่ม

ประการสุดท้าย “วิถีระนาบ” ไม่ใช่อุดมการณ์ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ไม่มีวิถีทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่น ไม่มีแนวคิดสำเร็จรูปว่าอะไรคือ การประชุม “ที่ถูกต้อง” “วิถีระนาบ” ต่อต้านการถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และตัวมันเองไม่ต้องการเป็นอุดมการณ์ด้วย

“วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาได้รับความสนใจจากผู้คนในขบวนการสังคมใหม่ในโลกที่หนึ่ง มีนักกิจกรรมสังคมจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเข้าไปศึกษา “วิถีระนาบ” และมีบทความจำนวนไม่น้อยเขียนถึงขบวนการอัตตาณัติ โดยเฉพาะสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ รวมทั้งมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับขบวนการต่างๆ ในอาร์เจนตินา อาทิเช่น Argen-tina: Hope in Hard Times (2004) และที่โด่งดังก็คือภาพ-ยนตร์สารคดีเรื่อง The Take (2004) ของนาโอมี ไคลน์ และ อาวี ลูอิส

อ้างอิง

[1] ดูความหมายของ “กลุ่มเครือสหาย” ได้ที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์, “Affinity Group-กลุ่มเครือสหาย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2549), หน้า 38-41 -ฟ้าเดียวกัน

[2] ปีเกเตโรส์เป็นขบวนการของคนงานที่ว่างงานหรือกึ่งว่างงาน ใช้ยุทธวิธีปิดถนนหรือสะพานสกัดเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาของคนว่างงาน ดูเพิ่มเติมใน ภัควดี วีระภาสพงษ์, “อรุณรุ่งในอาร์เจนตินา,” A Day Weekly, ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (11-17 มิถุนายน 2547)-ฟ้าเดียวกัน

[3] สมัชชาละแวกบ้าน คือ สภาชุมชนที่ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันจัดตั้งกันขึ้นเอง เพื่อแสวงหาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันรวมทั้งให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง-ฟ้าเดียวกัน

[4] สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ คือ สถานประกอบการที่ล้มละลายแล้วถูกคนงานเข้าไปยึดมาดำเนินกิจการโดยคนงานเอง; ดูเพิ่มเติมใน Benjamin Dangl, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปล), “ยึด ยืนหยัด ผลิต: สหกรณ์คนงานในบูเอโนสไอเรส,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 616 (19 ก.ค. 2548), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document9603.html; Esteban Magnani, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปลและเรียบเรียง), “จุดเปลี่ยนของความคิด การกอบกู้โรงงานในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 881 (4 เม.ย. 2549), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document95101.html และ Marie Trigona, ภัควดี วีระ- ภาสพงษ์ (แปล), “การสวนกระแสตรรกะทุนนิยม: กิจการที่คนงานกอบกู้ในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1443 (23 ธ.ค. 2550), http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999484.html-ฟ้าเดียวกัน

ข้อมูลประกอบการเขียน

Sitrin, Marina. 2005. “Horizontalidad in Argentina,” Interactivist Info Exchange (26 July).

http://info.interactivist.net/article.pl?sid=05/07/26/1417232.———. 2006. Horizontalism: Voices of Popular Power in Argentina. Oakland: AK Press.

Wikipedia. “Horizontalidad.” http://en.wikipedia.org/wiki/Horizontalidad.

 

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย

June 30th, 2008

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย [1]

ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเป็นกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจาก ประการแรก การเคลื่อนไหวของนักปฏิวัติยุคก่อนนั้นต้องประสานงานกันในระดับนานาชาติ ประการที่สอง ระบบทุนนิยมมีลักษณะข้ามชาติมานานแล้ว และจนยุคสมัยปัจจุบันเราหาความเป็นชาติของมันไม่เจอ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับด้วยว่า ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในสายมาร์กซิสต์ล้าหลังและด้อยพัฒนาเอามากๆ [2]

ในยุคสงครามเย็น ทฤษฎีหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ทฤษฎีดุลยภาพแห่งอำนาจ (the balance of powertheory) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้ามาอยู่ในบริบทนี้ได้ทั้งหมด โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางขนาดเล็กทั่วทุกมุมโลกก็ตกอยู่ในบริบทของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเมื่อก่อนก็ถูกวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีนี้ได้ เพราะไทยกับเพื่อนบ้านอยู่ต่างค่ายกัน

แต่หลังสงครามเย็นก็ไม่มีทฤษฎีใหญ่ที่อธิบายอะไรได้ทั้งโลกแบบนี้อีกแล้ว มีความพยายามที่จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาแทนโดยเฉพาะได้พยายามเอามุมมองทางเศรษฐกิจมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามทำให้เราเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ในโลกนี้สัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที

นักทฤษฎีในสายเสรีนิยมบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถแยกกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกในบรรยากาศการเมืองเสรี พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี่เองเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพ เพราะทุกประเทศมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจไขว้กันไปมาเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์

แต่พวกมาร์กซิสต์โต้แย้งว่า การเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออก เศรษฐกิจทุนนิยมถูกกำหนดโดยความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างพวกนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน การครอบงำของชนชั้นในรัฐต่างๆ ที่แตกต่างกันนั่นเองที่ทำให้แต่ละชาติต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือทฤษฎีใหญ่ของพวกมาร์กซิสต์หยุดอยู่แค่นี้เอง นักทฤษฎีรุ่นหลังๆ พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีต่อ และได้ขยายกรอบออกไปไกลกว่ามุมมองทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยมีบางกลุ่มนำความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรืออำนาจนำ

(hegemony) ของอันโตนีโอกรัมชี่ มาร์กซิสต์อิตาลีมาพัฒนา แต่ทว่าการใช้กรัมชี่แบบทื่อๆก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้มากนักดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากการถูกโจมตีว่าคร่ำครึ พวกที่ดัดแปลงทฤษฎีนี้มาใช้จึงเรียกตัวเองว่าเป็น นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscian) เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย โดย Adrian Budd ได้ทบทวนงานของนักคิดสายนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโต้แย้งกับพวกสายเสรีนิยม แต่แย้งกับสำนักสัจนิยม (Realist) โดยมองว่าสังคมมีส่วนกำหนดอำนาจรัฐ และสังคมเช่นนั้นเองที่แสดงออกถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และแก่นสารของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ “รัฐ” ล้วนๆคือไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ของพลังทางสังคมรูปการณ์ของรัฐ และระเบียบโลกด้วย

เมื่อกล่าวถึงการครองความเป็นใหญ่ ในความหมายที่กรัมชี่เองใช้นั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างกำลังบังคับ (force) และการยินยอม (consent) ในงานเขียนอันลือลั่น Prison Notebooks [3] ของกรัมชี่ ได้พูดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ในบริบทของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ซึ่งเขาแบ่งเป็นประชาสังคมและสังคมการเมือง (civil society& political society) ซึ่งถ้าจะให้อภิปรายสองอย่างนี้ก็ยืดยาวสรุปเอาอย่างหยาบที่สุด ประชาสังคมคือภาคเอกชน ส่วนสังคมการเมืองนี่คือภาครัฐ ซึ่งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยที่ด้านหนึ่งนั้น การครองความเป็นใหญ่คือการที่ชนชั้นที่ครอบงำได้แสดงผ่านสังคม และอีกด้านหนึ่งไปใช้โดยตรงต่อรัฐและรัฐบาล

แนวความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรือ hegemony ในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายบริบทด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วในสถานการณ์หลังสงครามเย็นมักจะใช้ในทำนองที่ว่าสหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่อยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย ความจริงแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินไปชนตึก

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นว่า ภาวะการครองความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังลดต่ำลง เพราะว่าโลกเริ่มแตกเป็นหลายขั้ว เมื่อมีจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นอิสระต่อกัน และในหลายกรณีขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ

ในบทความนี้จะทดลองกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ลาวเป็นกรณีศึกษา โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่ใส่ลงในบริบทของสังคมการเมืองภายในประเทศ เพื่ออธิบายว่าชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างไร พวกเขาใช้พลังทางเศรษฐกิจใส่ลงไปในนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในขณะที่ลาว ซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่า และตกอยู่ในฐานะของฝ่ายตั้งรับ พยายามหาทางต้านทานอย่างไร

 

ชนชั้นที่ครองความเป็นใหญ่และนโยบายเพื่อครอบงำ

หลังสงครามเย็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน กล่าวคือในห้วงกลางทศวรรษ 1980 นั้น สหภาพโซเวียตได้หันไปใช้นโยบายเปิดกว้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะล่มสลายไปในที่สุดโดยผลของมันคือ ผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เคยอยู่ในค่ายสังคมนิยมสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยในลาวนั้นเริ่มหันมาใช้แนวทางที่เรียกกันว่า จินตนาการใหม่ [ตามคำของลาว] (New EconomicMechanism-NEM) มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแนวทางการวางแผนส่วนกลางมาใช้เศรษฐกิจแบบตลาดแทน และเปิดต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ

สภาพการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มราชการที่เคยครองความเป็นใหญ่ในรัฐสูญเสียฐานะลงไป และได้ตีกลับมาในช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม คือในอีก 3 ปีต่อมา โดยอาศัยภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวหนุนส่ง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ใน สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 [4] ได้เสนอว่าราชการได้สูญเสียการครอบงำ

รัฐและการกำหนดนโยบายไประหว่างสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่จะยึดคืนมาได้อีกในช่วงหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี 2534 และนำนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตผู้มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนรัฐมนตรีในรัฐบาลชาติชายและรัฐบาลอานันท์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร พบว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์มีนักธุรกิจเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่รัฐบาลชาติชายและแม้แต่รัฐบาลสุจินดา ซึ่งแม้จะเคยเป็นทหาร แต่ได้อาศัยฐานของพรรคการเมืองสนับสนุน มีนักธุรกิจมากกว่าครึ่งของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามงานของรังสรรค์ในปี 2536 [5] ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์จะมีพวกเทคโนแครตมาก แต่บุคลิกของรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลของรัฐราชการสมัยเก่ามากเพราะพวกเทคโนแครตในรัฐบาลอานันท์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งรัฐบาลหลังจากอานันท์คือ รัฐบาลชวน หลีกภัย,บรรหาร ศิลปอาชา และชวลิต ยงใจยุทธ มีบุคลิกเหมือนรัฐบาลชาติชาย คือเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจที่ใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดการเมืองไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐและกำหนดทิศทางของประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมาก พร้อมๆ กับทำลายกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการเงินการธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มบรรหาร ชวน และชวลิต หดหายไปมาก และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจหมื่นล้านในกลุ่มโทรคมนาคมแทรกตัวโดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มที่เสียหายจากวิกฤตน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่เสียหายเลย โดยเกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทักษิณสามารถรวมเอาเทคโนโลยี โนว์ฮาว และความโนว์ฮู (know how & know who) คือการมีสายสัมพันธ์มากของเขา เป็นบันไดแห่งความเติบโต [6] ในขณะที่ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และดันแคน
แมกคาร์โก [7] เห็นว่าทักษิณประสบความสำเร็จในการรวบรวมกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนได้ จนเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ของพวงต่างๆ และอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่าทักษิณไม่ใช่นักการเมืองของพันธมิตรเจ้าพ่อท้องถิ่นอีกต่อไปแล้วแต่เขาสร้างแฟรนไชส์ทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จ [8] สามารถควบรวมคนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายพรรคไทยรักไทย (ในเวลานั้น) ได้สำเร็จและค่อนข้างราบรื่น

แต่ไม่ว่าจะมองทักษิณในรายละเอียดต่างกันแค่ไหนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมองเห็นจุดร่วมกันประการหนึ่งคือ เขามีเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นธงนำในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจโค่นล้มทักษิณมีความแตกต่างกันในแง่บุคลิกลักษณะ แต่ถ้าใส่ลงในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้ว จะเห็นได้ว่าดำเนินนโยบายเหมือนกันหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเดียวกัน (ดังจะกล่าวต่อไป)

ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวกลุ่มธุรกิจ (ในคณะรัฐมนตรี) ได้เข้ามากำหนดทิศทางของนโยบาย นับแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดกว่านั้น นับแต่สมัยรัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา และรัฐบาลหลังนับแต่นั้นก็นำเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในนโยบายต่างประเทศและได้สร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวยการดำเนินนโยบายและการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายนั้นด้วย ดังเช่นที่คำผุยแก้ว บัวละพา อดีตรอง-นายกรัฐมนตรีของลาวได้กล่าวเอาไว้ในสมัยนั้นว่า ธุรกิจเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว [9] ประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อดูดซับเอาทรัพยากรของลาวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

ในยุคแรกๆ เมื่อรัฐบาลชาติชายเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ไม่สู้เป็นระบบมากนักส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสินค้าขั้นปฐมเช่น ไม้ท่อน ไม้ซุง และแร่ธาตุเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางธุรกิจกัน ก็ไม่มีกลไกจัดการแก้ไขปัญหา ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์จึงได้มีการลงนามในสัญญาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในเดือนพฤษภาคม 2534 ซึ่งในสมัยนี้เองมีการลงนามในสัญญาต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งคณะกรรมการชายแดนเพื่อจัดระเบียบให้กับความสัมพันธ์และเป็นกลไกเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่น

ประเทศไทยได้ปรับทิศทางความสัมพันธ์กับลาวอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลชวน โดยนำบริบทของภูมิภาคนิยม (regionalism) ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงท้ายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 เข้ามาเป็นแกน นั่นคือการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC), North America Free Trade Agreement (NAFTA) และกลุ่มอาเซียนก็มีเขตเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นของตนเองแล้ว

รัฐบาลชวนได้ริเริ่มโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งมีไทย ลาว พม่า และจีน (ตอนใต้) เป็นสมาชิกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย ลาว พม่า และภาคใต้ของจีนด้านมณฑลยูนนาน บริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มดำเนินโครงการลงทุนสร้างถนนหนทางในพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายโครงการเช่นการพัฒนาถนนเชื่อมจีน-ลาว-ไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลานั้น หากแต่ล่วงเลยมากระทั่งปี 2551 จึงสามารถพัฒนาได้สำเร็จและเปิดใช้งานได้

การสร้างถนนหนทางนั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็ทำให้ไทยมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นเพื่อการค้าขายเชื่อมโยงกับจีน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากลาวมากกว่านั้นคือแหล่งพลังงานรัฐบาลชวนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2536 เพื่อซื้อกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จากลาว (รัฐบาลต่อมาๆ เช่นรัฐบาลบรรหารได้เพิ่มเป็น 3,000
เมกะวัตต์ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2539) และพร้อมกันนั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาว และรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มการเมืองแบบใดก็ล้วนแล้วแต่พยายามผลักดันโครงการการสร้างเขื่อนในลาวให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ทางด้านพลังงานทั้งสิ้น

ตัวอย่างโครงการที่มีการดำเนินการผ่านมาหลายรัฐบาลคือ โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โครงการนี้เริ่มมีการศึกษากันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังจากพบศักยภาพด้านพลังงานในลำน้ำเทินซึ่งเป็นสาขาของ 42 แม่น้ำโขง ในปี 2537 รัฐบาลลาวร่วมกับธนาคารโลกและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดอีกครั้ง และหลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งกลุ่มบริษัทเพื่อพัฒนาเขื่อนน้ำเทิน เริ่มทำการออกแบบโครงการ และในปี 2547 ได้มีการก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (NTPC) ซึ่งมีบริษัทจากไทยคือ บริษัทเอ็กโกถือหุ้น 25% และอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนต์ถือหุ้น 15% โดยเขื่อนนี้มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ และกว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นจะส่งขายให้ไทย

โครงการประสบปัญหาล่าช้าอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และในปี 2546 เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อหุ้นส่วนรายใหญ่คือ Electricite de France International ซึ่งถือหุ้น 35% ประกาศถอนตัวก่อนที่จะมีการลงนามขายไฟฟ้าให้กับไทยเพียงวันเดียว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทักษิณ รวมทั้ง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศได้เคลื่อนไหวล็อบบี้จนกระทั่งบริษัทฝรั่งเศสกลับเข้ามาดำเนิน

โครงการต่ออีกครั้งโครงการนี้ถูกต่อต้านคัดค้านจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากอาจจะสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมบนที่ราบสูงนากาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วม และลุ่มน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากเครื่องปั่นไฟแต่เสียงคัดค้านของนักอนุรักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด บรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเช่นกัน ได้พากันประท้วงหลายครั้งในกรุงเทพฯ เพื่อให้ธนาคารโลกยุติโครงการนี้ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนลาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับพวกเขา แต่ทว่าเสียงเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจที่กำลังพัฒนาโครงการนี้อยู่เลย

รัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัยไม่มีทางยอมให้โครงการนี้ล้มลงไปได้ง่ายๆ เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และโครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญอีกด้วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณการว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปีและในระหว่างปี 2546-2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.2% ต่อปี [10]

รัฐบาลทักษิณได้เจรจาเพื่อนำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าหลายโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบของไทย ซึ่งก็รวมถึงโครงการหงสาลิกไนต์ เขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งโครงการเหล่านี้บริษัทลงทุนของไทยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมทั้งสิ้น

รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 549 อาจจะได้รับการพิจารณาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าเป็นรัฐบาลของอำมาตยาธิปไตย แต่หากพิจารณาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้วรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทุนนิยมของทักษิณเลย เพราะดำเนินนโยบายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานแบบเดียวกัน โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และหลังจากนั้นก็สัญญาจะซื้ออีกเพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ มากกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลนายทุนเสียอีก นอกจากนี้ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และอนุญาตให้การไฟฟ้าลาวมาออกพันธบัตรเงินบาทเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทในตลาดตราสารของไทย

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะทำให้กลุ่มทางการเมืองและธุรกิจของทักษิณได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่รัฐประหารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาจริง ๆไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ทำลายกลุ่มธุรกิจใดๆ เลย แม้ว่าองค์ประกอบในคณะรัฐมนตรีจำนวนมากจะมาจากข้าราชการเกษียณ แต่พวกเขาไม่ได้ออกนโยบายใดที่เป็นการปิดกั้นการทำธุรกิจกับลาว ไม่ได้ทำลายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการอิระวดี เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ACMECS) ที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้น โครงการยังคงดำเนินต่อ มิหนำซ้ำยังได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินสืบต่อไปได้ การให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมเชื่อมกับแขวงคำม่วนของลาว ซึ่งรัฐบาลทักษิณสัญญาว่าจะออกเงินค่าก่อสร้างเองทั้งหมดนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ดำเนินการต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลของสุรยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังแต่ธุรกิจเอกชนยังสามารถเรียกร้องให้ทางการให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเดิม อย่างกรณีของนายนิยม ไวยรัชพานิชประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์เอาใจใส่โครงการคอนแทร็ก-ฟาร์มมิ่งซึ่งริเริ่มภายใต้กรอบความตกลง ACMECS ที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้ เพราะว่ามีระเบียบบางประการเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรค [11] ว่าจะไม่ได้ตอบสนองอย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นก็เนื่องด้วยปัญหาเรื่องความสามารถและทักษะในการบริหารประเทศมากกว่าจะมาจากความพยายามที่จะขัดขืนบทบาทของธุรกิจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

การครอบงำและการต่อต้าน

แม้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความพยายามครอบงำทางเศรษฐกิจจากไทย แต่ลาวกลับไม่ได้ใช้ความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากแต่ใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยอาศัยความอ่อนไหวทางด้านวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครื่องมือในทางการทูต เพื่อลดผ่อนความพยายามของไทยที่จะมีอิทธิพลเหนือลาวเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ทางโภคทรัพย์

เขียน ธีระวิทย์ และคณะได้หยิบการกระทบกระทั่งกันทางวัฒนธรรมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ไทย-ลาวในสายตาคนลาว [12] โดยได้ศึกษากรณีข้อกล่าวหาว่านักร้อง นิโคล เทริโอ ดูถูกแม่หญิงลาว จากการศึกษาดังกล่าวนั้นพบว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านักร้องของไทยไม่ได้กล่าววาจาใดเป็นการดูถูกคนลาว แต่เรื่องนี้สหพันธ์แม่หญิงลาวก็หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและเรียกร้องให้มีการขอโทษ ซึ่งในที่สุดชวน หลีกภัย ขณะเดินทางเยือนลาวได้กล่าวขออภัยอย่างไม่เป็นทางการต่อรัฐบาลลาวในกรณีดังกล่าว เพื่อยุติข้อบาดหมางที่ไม่จำเป็น ในการวิจัยนั้น เขียนและคณะได้สรุปว่า เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปของคนลาวว่า คนไทยเป็นชาติที่ชอบดูถูกคนลาวมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้

เหียม พมมะจัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งเคยเป็นทูตในประเทศไทยถึง 8 ปีได้สรุปเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเขา [13] ว่าคนไทยชอบแสดงตัวว่าเหนือกว่า และพยายามดูถูกคนลาวซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าไทย

ไทยและลาวมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ลาวก็มีความหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทย ซึ่งลาวเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลจากความใกล้ชิดตะวันตก จะข้ามแม่น้ำโขงโดยผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ ไปสร้างความเสียหายให้กับวัฒนธรรมของลาว ในปี 2547 กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวสั่งห้ามเปิดโทรทัศน์ของไทยในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม และสถานีขนส่ง

วันทอง โพนจันเฮืองอธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวในเวลานั้นบอกว่า รัฐบาลลาวออกคำสั่งดังกล่าวเพราะไม่ต้องการเห็นอิทธิพลสื่อมวลชนไทยในลาวมากจนเกินไป เพราะว่าโทรทัศน์ไทยปรากฏในที่สาธารณะในลาวราวกับว่าเป็นแผ่นดินไทย [14] การสั่งห้ามสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ในลาวนั้นมีปรากฏอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นข่าวสารหรือการบันเทิง หากลาวพิจารณาเห็นว่ามีสารที่แสดงออกถึงการดูถูกดูแคลนลาว จะมีการสั่งห้ามทันที เช่นกรณีของภาพยนตร์แนวขบขันเรื่อง หมากเตะ ซึ่งล้อเลียนนักฟุตบอลทีมชาติของลาว ที่ต้องอาศัยผู้ฝึกหัดคนไทย และต้องไปย้อมสีผม ขนรักแร้ เพื่อให้เหมือนฝรั่งและไปฝึกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อเตรียมตัวไปชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องเลื่อนการฉายออกไปเพื่อปรับปรุงใหม่เพราะลาวเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูถูกเหยียดหยามลาว [15] สถานทูตลาวในกรุงเทพฯ บอกว่า มีความจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพราะอาจจะเกิดความไม่พอใจในหมู่คนลาว และอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเหมือนกรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนมกราคม 2546

ความพยายามต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ง่ายในการนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ลาวหยิบประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ แต่เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง จากกรณีภาพยนตร์ หมากเตะ คือการที่นักลงทุนไทยสามารถทำเงินจากวัฒนธรรมลาวได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลาวยังไม่ต้องการเห็นวัฒนธรรมของตนถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์มากจนเกินไป กรณีละครเรื่อง เพลงรัก สองฝั่งโขง ทางช่อง 7 เป็นกรณีน่าสนใจที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความพยายามจะเชื่อมธุรกิจละครโทรทัศน์ด้วยการนำ อเลกซานดราธิดาวรรณ บุญช่วยนางเอกยอดนิยมลูกครึ่งลาว-บัลแกเรีย มาเล่นคู่กับพระเอกเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ของไทย ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออันดีของวงการบันเทิงและงานวัฒนธรรมเชิงพาณิยช์ของสองประเทศ แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวไม่ชอบใจบทบางตอน เป็นต้นว่า นางเอกคือจำปานั้นเป็นลูกนอกสมรสและพบรักกับหนุ่มไทยเร็วเกินไปเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของหญิงลาวเสียหายได้ ทางเวียงจันทน์เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว  [16] สุดท้ายผู้ผลิตและผู้กำกับคือ ธงชัย ประสงค์สันติ ยอมแก้ไขบทและพลอยเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก เพลงรักสองฝั่งโขง เป็น เพลงรักริมฝั่งโขง ใช้พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นพระธาตุหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์

เบื้องหลังความขัดแย้งในคราวนี้ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวัฒนธรรมจริงๆ แต่เป็นเรื่องความไม่ลงตัวทางด้านธุรกิจและความไม่พร้อมของฝ่ายลาวที่จะทำให้งานทางด้านวัฒนธรรมกลายเป็นธุรกิจ เพราะอเลกซานดราเป็นดาราที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในลาว ด้วยความสามารถทั้งทางด้านดนตรีและการแสดงทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจในลาวไม่ต้องการเห็นเธอเข้ามาประสบความสำเร็จในประเทศไทยซึ่งธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

เมื่อไม่อาจต้านทานได้โดยตรง ลาวจึงนิยมใช้ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการครอบงำจากไทยด้วยการอธิบายว่าไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมบันเทิงรุกเข้าไปลาวเร็วจนเกินไปนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อิทธิพลและคุณค่าแบบไทยสามารถเดินทางผ่านงานศิลปบันเทิงและสื่อสารมวลชนไปอยู่ในสังคมลาวได้โดยไม่ยากนัก

สรุป

ความเปลี่ยนแปลงที่ค้นพบในความสัมพันธ์ไทย-ลาวยุคหลังสงครามเย็น คือกลุ่มธุรกิจได้เข้าไปครอบงำกระบวนการในการผลิตนโยบายของการเมืองระหว่างประเทศได้โดยเบ็ดเสร็จ และการรัฐประหารในไทยสองครั้งหลังสงครามเย็น คือในปี 2534 และ 2549 กลับไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางอำนาจการเมืองของกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเลยเพราะพวกเขายังสามารถครองความเป็นใหญ่อยู่ในโครงสร้างการเมืองและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวความขัดแย้งเรื่องดินแดนและปัญหาความมั่นคงที่ถึงขนาดเคยเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างสองชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เช่นกรณีสามหมู่บ้านและบ้านร่มเกล้าในเขตจังหวัดพิษณุโลกต่อกับแขวงไซยะบุรีกลับกลายเป็นปัญหาแค่เรื่องทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาศัยระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกันปักปันเขตแดนได้ แม้ว่าจะดำเนินไปด้วยความล่าช้าแต่ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีก

ดังนั้น ลำพังรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้นั่งอยู่ในใจกลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวอีกต่อไป หากแต่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เป็นผู้ครอบงำรัฐ คือภาคธุรกิจได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับลาวทั้งในแง่การค้าและการลงทุนได้อย่างราบรื่น

กลุ่มพลังอื่นๆ (หากแม้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนชนชั้น) ไม่สู้จะมีบทบาทอะไรมากมายนักในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตัวอย่างที่เคยยกเอาไว้ข้างต้นคือ กรณีของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประสบความล้มเหลวในการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน2 ในลาว แน่นอนทีเดียว พวกเขามีโอกาสจะได้พูดในที่สาธารณะถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาคือไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดหยิบความคิดความเห็นขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวที่ขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ไทยแสดงการครอบงำหรือแสดงการครองความเป็นใหญ่ ซึ่งลาวไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนหรือต่อต้านอะไรได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามกันไป โดยลาวได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแสดงการต่อต้านไทย ในบางกรณีดูเหมือนเทคนิคนี้จะได้ผล เพราะอาจจะทำให้ไทยหยุดฟังบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด

 อ้างอิง

[1] ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “Laos: A Reserve for Thai Growth” เสนอในการสัมมนาเรื่อง”Thai stakeholders’ perception toward countries in the Greater Mekong Sub-region” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พฤศจิกายน 2007 ณ GM Hall, SASA International House จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] Michael P. Sullivan, Theories of International Relations: Transition vs. Persistence (New York: Palgrave Macmillian, 2002), p. 172.

[3] Antonio Gramsci, Selection from Prison Notebooks, 11th Edition (New York: International Publisher, 1992).

[4] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550: ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2538)

[5] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2536)

[6] Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review (May-June, 2006), pp. 5-37.

[7] Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand, The Thaksinization of Thailand (Copenhegen: NIAS Press, 2005), p. 20.

[8] การอภิปรายในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พลวัตทุนไทยและแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, 4: 3 (กรกฎาคม-กันยายน, 2549), หน้า 86-87

[9] สุทธิดา มะลิแก้ว, “วิถีทางของลาวหลังไกสอน,” ใน Indochina Review (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2537), หน้า 76

[10] รายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องพลังงาน, มกราคม 2544 รายงานฉบับนี้เสนอให้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้างเขื่อนสาละวินในพม่า

[11] นิยม ไวยรัชพานิช พูดในการสัมมนาเรื่องคอนแทร็กฟาร์มมิ่งในกรอบ ACMECS ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ รอยัล จังหวัดอุดรธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2550

[12] เขียน ธีระวิทย์ และคณะ, ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544)

[13] Hiem Phommachanh, “Thai Policy and Attitudes towards Laos since 1975,” (Master of International Studies thesis: Department of Government and Public Administration, University of Sydney, 1991.)

[14] สัมภาษณ์ วันทอง โพนจันเฮือง อธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมลาว,
27 พฤษภาคม 2547

[15] สัมภาษณ์ สุวันนา พูยะวง อัครทูตที่ปรึกษา สถานทูตลาวประจำประเทศไทย, 14 พฤษภาคม 2549

[16] The Nation, February 14, 2007.

ปราสาทเขาพระวิหาร : กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม

June 25th, 2008

สืบเนื่องจากการที่ประเด็นเรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และ “ระบอบทักษิณ” เป็นปัญหาของการเมืองภายในของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไปของเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางประวัติศาสตร์ และทางรัฐศาสตร์การเมือง ดังนั้น จึงขอบรรยายตามลำดับ ดังต่อไปนี้

 

(1)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” ระหว่าง “ชาติไทย” กับ “ชาติกัมพูชา” ระหว่าง “ลัทธิชาตินิยมไทย” และ “ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา” แม้จะเกิดมานานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นบาดแผลที่ไม่หายสนิท จะปะทุพุพองขึ้นมาอีก และถูกนำมาใช้ทางการเมื่อไรก็ได้ ในด้านของสยามประเทศ(ไทย) “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมือง” และ “ลัทธิชาตินิยม” ในสกุลของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ที่ถูกปลุกระดมและเคยเฟื่องฟูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถูกตอกย้ำสมัย “สงครามเย็น” ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (และก็ถูกสืบทอดโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และบรรดานายพลและอำมาตยาธิปไตยรุ่นต่อๆมา)

 

(2)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรม “บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ” ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง “ปราสาท” ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง “ปราสาท” ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ “ศรียโสธรปุระ-นครวัด-นครธม”

ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ “ยโสวรมันที่ 1″ ถึง “สุริยวรมันที่ 1″ เรื่อยมาจน “ชัยวรมันที่ 5-6″ จนกระทั่งท้ายสุด “สุริยวรมันที่ 2″ และ “ชัยวรมันที่ 7″ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ “ศรีศิขเรศร” เป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก (“พนมดงแร็ก” ในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยู่ใน (เขต) จังหวัด “เปรียะวิเฮียร” (Preah Vihear) ของกัมพูชา

 

(3)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” น่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ “หนีเสือไปปะจระเข้” คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง

แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ (ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ “เสียกรุงศรีอยุธยา” แก่พม่า (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ “เสียกรุงศรียโสธรปุระ” (พ.ศ. 1974) ของกัมพูชา

ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ (ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง “ปราสาทเขาพระวิหาร” ไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น “อาณานิคม” ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ “สยาม” สมัย ร.ศ. 112 ถึงขนาดใช้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี

 

(4)

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง “ไกลบ้าน”) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก “จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)” กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)

เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย “รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม” ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา “เอกราชและอธิปไตย” ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้

และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อภิรัฐมนตรี” ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505)

 

(5)

กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ “ราชาธิปไตย” ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ “โค่นรัฐบาลสมัคร” ในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)

ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเมื่อ “คณะราษฎร” ยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด “กบฏบวรเดช” พ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น “สงครามกลางเมือง” และส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์

ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ปลุกระดมวาทกรรม “การเสียดินแดน 13 ครั้ง” ให้เกิดความ “รักชาติ” ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น

-24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
-Siam เป็น Thailand
-(แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น “ไทยๆ” ซึ่งรวมทั้ง
-พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)

รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน “มณฑลบูรพา” และ “ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง”

จนในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง “กองกำลังบูรพา” ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น “มหามิตรใหม่” เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ “ไทย” สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)

และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า “ลาน” ในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)

และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)

ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า “ได้ปราสาทเขาพระวิหาร” มา ดังหลักฐานในหนังสือ “ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน” ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ

 

(6)

สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย “มหามิตรญี่ปุ่น” ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า “ไทย” จะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ “ปรับ” และเอาคืน

โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ “เจ๊า” กับ “เสมอตัว” ไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี

แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า “สัฐมาลัย” คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)

แต่ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยุ่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 (1954)

กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป

 

(7)

ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง “กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช” และ “นักราชาชาตินิยม” ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน “รักชาติ” บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)

ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี

ส่วนอีก 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น

ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและแผนที่ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทางภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ หรือทางขึ้นไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ “กฎหมายปิดปาก” ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf

 

(8)

กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน”

ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” ถูกสร้างและ “ถูกผลิตซ้ำ” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าเขาและปราสาทพระวิหารเป็น “ของไทย” หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” ดังนั้น เมื่อ “ขอม” มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศนั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น “ของไทย” แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงโฆษณาชวนเชื่อ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” เช่น “นายหนหวย” เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆ ไปอีกด้วย

 

(9)

สรุป

เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็น “ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน” จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที “5 พันธมิตรฯ” ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” มาคลุกผสมกับ “ราชาชาตินิยม” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลสมัคร (ที่เป็นนอมินีทั้งของทักษิณ และเป็นนอมินีของอีกหลายๆฝ่ายหลายๆสถาบัน ที่เรามักจะคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป) ก็ดูจะขาดความสุขุมรอบคอบและความละเอียดอ่อนทางการทูตในการบริหารจัดการกับปัญหากรณีเกี่ยวกับเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร

ดังนั้น ในเมื่อเขาพระวิหารได้ถูกทำให้กลายเป็นการเมืองร้อนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล คำถามของเราในที่นี้ คือ

ในแง่ของการเมืองภายใน
-รัฐบาลสมัครจะล้มหรือไม่
-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่
-พันธมิตรจะรุกต่อหรือต้องถอย
-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่
-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่
หรือจะ “เกี้ยเซี้ย” รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงแค่สีเหลือง กับสีแดง

คนไทยได้ผ่านเหตุการณ์ทั้งที่วิปโยคและปลื้มปิติกันมาแล้วเป็นเวลากว่า 70 ปี
ทั้งการปฏิวัติ 2475
ทั้งกบฏบวรเดช 2476
ทั้งรัฐประหาร 2490
ทั้งปฏิวัติ 2500-2501
ทั้งการลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516
ทั้งการรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519
ทั้งพฤษภาเลือด (ไม่ใช่ทมิฬ) 2535
และท้ายสุดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ประสบการณ์และเหตุการณ์ดังกล่าวพอจะเป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนได้หรือไม่
หรือจะต้องรอให้สึนามิทางการเมืองถล่มทับสยามประเทศ (ไทย) ของเราให้ย่อยยับลงไป

ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ
เรื่องของเขาและปราสาทพระวิหาร
จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่
รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูตหรือไม่
จะมีการปิดการค้าชายแดนหรือไม่
จะกลายเป็นประเด็นสาดโคลนการเมืองภายในของกัมพูชา
(ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) หรือไม่
หรือว่า
ทั้งไทยกับกัมพูชา จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กิโลเมตร เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
จะตกลงเสนอทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกร่วมกัน
บริหารจัดการและ (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อคนไทย คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์อีสานใต้ คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนไหหลำ คนฮกเกี้ยน คนกวางตุ้ง คนปาทาน ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นประชากรอันหลากหลายของรัฐชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์นี้

คำตอบไม่น่าจะอยู่ในสายลม มิใช่หรือ

ปิยบุตร แสงกนกกุล : ‘หยุด แสงอุทัย’ กับหลัก ‘The King can do no wrong’

June 19th, 2008

หมายเหตุ บทความนี้เป็นเพียงบทความแนะนำเบื้องต้นก่อนไปร่วมงานอภิปราย สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒

 

                                              

                                                           

 ”องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา

                                หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ

                                  โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

                                                                                                        หยุด แสงอุทัย

                                            ในบทความชื่ออำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

                                                       อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์

                                                                                      เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

 

 

 

หยุด แสงอุทัย เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด ตลอดจนบทความ หรือคำอภิปรายต่างๆของเขา เรายืนยันได้ว่า หยุด แสงอุทัย มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์”

องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”  (ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง”

“… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของหยุด แสงอุทัยในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ได้กลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขา เมื่อตอนที่เขาได้เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หยุดฯถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. โดยอ้างจากบทความเรื่อง “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” ที่หยุดฯอ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

หนังสือพิมพ์สมัยนั้นพาดหัวข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กระทบต่อไปถึงจอมพล ป. เช่น หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาว่า

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา    กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม   เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด    ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ    การเมือง   หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล   เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”   และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ   “หุ่น”   ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร   ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ   และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ   จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด    และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า  “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล  ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า   ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่    ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็รีบนำข้อหานี้มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของตน ดังที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ดังนี้

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ  ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ    เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?” นายควงกล่าวในที่สุด

(“ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครง จอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย” หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

หยุดฯชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า

ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

(หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

แม้หยุด แสงอุทัยจะถูกภัยคุกคามเนื่องจากการแสดงความเห็นทางวิชาการของตนในเรื่องกษัตริย์ แต่หยุดฯก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด ตรงกันข้ามเขายังคงยืนยันหลักการ “The King Can Do No Wrong” ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเขา คือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕

………………..

ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายล้างศัตรูฝ่ายตรงข้าม มีความเห็นจำนวนมากที่สนับสนุนให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจมาก และมากขึ้นจนอาจจะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มีแนวคิดประเภท “ถวายคืน” พระราชอำนาจ มีหนังสือและบทความจำนวนมาก ที่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปในทางยอพระเกียรติ งานหลายชิ้นเป็นการแปรรูปหนังสืออาเศียรวาทให้อยู่ในรูปแบบของงานวิชาการ และมีการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้เป็นอาวุธทำลายศัตรูทางการเมือง

กล่าวสำหรับวงการกฎหมาย การอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์แทบไม่ปรากฏ (ที่ปรากฏก็มีเพียงแต่ยอพระเกียรติ และสนับสนุนไปในทางมี “พระราชอำนาจ” มาก) ทั้งๆที่หากพิจารณาในทางวิชาการกฎหมายแล้ว เรื่องของสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในประเทศสเปน เคยถกเถียงกันว่า พระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเกิดกรณีความขัดแย้งในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญระหว่างพระมหากษัตริย์กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยชี้ขาด?

องคมนตรี มีความเป็นมาอย่างไร? เป็นองค์กรประเภทใด? มีขอบเขตอำนาจเพียงใด? สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันหรือไม่?

สถานะทางกฎหมายและศักดิ์ของกฎมณเฑียรบาล มีสถานะเป็นกฎหมายเหมือนกฎเกณฑ์ทางกฎหมายประเภทอื่นๆหรือไม่? มีศักดิ์เทียบเท่าอะไร? สูงกว่าหรือเท่ากับรัฐธรรมนูญ? สูงกว่าหรือเท่ากับพระราชบัญญัติ? มีโอกาสขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? ใครเป็นผู้มีวินิจฉัยชี้ขาด? รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือมีอำนาจเพียงรับรองทางรูปแบบ?

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย ที่ยังคงรักษาตำแหน่งประมุขของรัฐให้แก่กษัตริย์ กษัตริย์มีพระราชอำนาจทางการเมืองโดยแท้หรือไม่? หรือเป็นเพียงพระราชอำนาจตามแบบพิธี? อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือเป็นของพระมหากษัตริย์? พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแต่ยกให้ประชาชนใช้ชั่วคราว? การถวายคืนพระราชอำนาจเป็นไปได้ในระบอบประชาธิปไตย?

การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย โดยแท้จริงแล้ว กษัตริย์มีพระราชอำนาจในการไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆหรือไม่? หากมี พระราชอำนาจเช่นว่าควรถูกนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร?  การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางรูปแบบของราชอาณาจักร หรือเป็นพระราชอำนาจโดยแท้? และในกรณีที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร?

สิทธิ ๓ ประการของพระมหากษัตริย์ในทฤษฎีของวอลเตอร์ แบร์ช็อต อันได้แก่ สิทธิในการสนับสนุนให้กำลังใจ สิทธิในการตักเตือน สิทธิในการให้คำปรึกษาหารือ มีขอบเขตและเงื่อนไขอย่างไร ทฤษฎีนี้มีการนำมาใช้ในระบบกฎหมายของไทยหรือไม่? เป็นต้น

ปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาอ้างอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังที่หยุด แสงอุทัยเคยกล่าวไว้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักพิมพ์วิญญูชนนำตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของหยุด แสงอุทัย อันได้แก่ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕ มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกที่การตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เรียบเรียงใหม่และเขียนคำนำ

ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย จึงใช้โอกาสที่ปีนี้เป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของหยุด แสงอุทัย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์” ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ (อันเป็นวันคล้ายวันที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีผลใช้บังคับ) ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒ เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป

ในงานจะมีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยสมยศ เชื้อไทย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และเป็นผู้เขียนหนังสือ “แผนชิงชาติไทย” ซึ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากเยอรมนี และเป็นผู้เรียบเรียงและแก้ไขปรับปรุงหนังสือเล่มนี้, และณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ผู้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับการตอบโต้คณะราษฎรของพวกนิยมเจ้า เช่น “การรื้อสร้าง ๒๔๗๕” ฝันจริงของนักอุดมคติ “น้ำเงินแท้” ในศิลปวัฒนธรรม และล่าสุดบทความเรื่อง “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในฟ้าเดียวกัน

ความสำคัญและน่าสนใจในงานนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวหนังสือของหยุด แสงอุทัยที่นำมาตีพิมพ์ใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานรำลึกแด่หยุด แสงอุทัยเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้อภิปรายประเด็นทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยในทางวิชาการและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความคิดของหยุด แสงอุทัยที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่มีแต่การอภิปรายในเชิงยอพระเกียรติเหมือนการอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” เมื่อ ๓ ปีก่อน

พรรคแนวร่วมภาคประชาชนชวนปลีกตัวจากพันธมิตรฯ ประกาศ “2 ไม่เอา”

May 28th, 2008

ถึงเวลาที่ คนดีๆ ของภาคประชาชน ต้องปลีกตัวออกจากพันธมิตร เพื่อประกาศจุดยืน 2ไม่เอา

เพราะ

  1. สมศักดิ์ โกศัยสุข  พิภพ ธงไชย และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  ไม่ยอมร่วมประณามสื่อ ผู้จัดการ ที่ยุยงความรุนแรง    ตามคำขอของนักวิชาการและผู้นำภาคประชาชน 130 คน
  2. พันธมิตรแปลงร่างเป็นศัตรูของภาคประชาชน โดยชูลัทธิ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
  3. พันธมิตรฯ ไม่รณรงค์เพื่อ สิทธิสตรี สิทธิทำแท้ง สิทธิคนติดเชื้อ HIV สิทธิของกลุ่มชาติพันธ์ สิทธิของคนมุสลิม สิทธิของแรงงานข้ามชาติ สิทธิของคนรักเพศเดียวกัน สิทธิของผู้บริการเพศ สิทธิของคนพิการ สิทธิของสหภาพแรงงาน. ไม่ยอมเรียกร้องรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า ไม่ยอมเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงมากกว่าเงินเฟ้อ ไม่สนใจปัญหาเกษตรกรและชาวประมงรายย่อย หรือการสร้างสันติภาพในภาคใต้

นอกจากนี้เราต้องร่วมกันประณามพฤติกรรมของอันตพาล กลุ่มคนวันเสาร์ กลุ่มสนามหลวง/กลุ่มพรรคพลังประชาชนต้านพันธมิตร ที่ใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้าม พวกสนับสนุนพลังประชาชนและพวกพันธมิตร สะท้อนถึงจุดเสื่อมของสังคมไทย ที่มาจากการปะทะกันระหว่างชนชั้นปกครองล้าหลังสองกลุ่ม   ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นจากการปฏิรูปสังคมและการสร้างประชาธิปไตย

หลังจากการประชุมพันธ์มิตรฯ ที่สำนักงานของ ผู้จัดการ ในวันที่ 22 พฤษภาคม แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งรวมถึงสมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประกาศว่าจะจัด “ชุมนุมใหญ่” เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 (ของเผด็จการทหาร) และ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2550 โดยอ้างว่า “มีกระบวนการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง ที่มาในหลายรูปแบบ เช่น เว็บไซต์จำนวนมาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซีดี แผ่นปลิว”

และก่อนหน้านั้น เทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (พรรคของ ส.ส. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์) ได้ออกมา “เผย” โฉม 29 เว็บไซต์ “สุ่มเสี่ยง” และอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ “อันตราย” ที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งจี้ให้ รัฐบาล และ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ จัดการ …ใน 29 เว็บไซต์นั้นมี ประชาไท มหาวิทยาลัยที่ยงคืน และฟ้าเดียวกัน ซึ่งเป็นเว็บไซท์ภาคประชาชนที่มีความอิสระแท้จากอิทธิพล ทักษิณ พรรคพลังประชาชน หรือพันธมิตร

เราต้องสรุปว่า สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เห็นด้วยกับพฤติกรรมการส่งเสริมความรุนแรงกับคนคิดต่างของสื่อ ผู้จัดการ และยังเห็นชอบกับการนำแนวขวาตกขอบของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เชิดชู “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เพื่อข่มขู่ ทำร้าย ปิดปาก เซ็นเซอร์ความคิดอิสระของคนในภาคประชาชน ตามแนวทางที่สมัคร สุนทรเวช น.ส.พ.ดาวสยาม วิทยุยานเกราะ ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และกระทิงแดง เคยใช้ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ตุลา ๒๕๑๙ เรามีทางเลือกที่มากกว่า และดีกว่า แค่พันธมิตร/สมัคร/ทักษิณ/สนธิ/พลังประชาชน/ทหาร!!

ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกธรรมดา ขององค์กรภาคประชาชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน และองค์กรอื่นๆ ที่รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม จะต้องตั้งคำถามกับการนำของ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อพิจารณาปลีกตัวออกจากอิทธิพลพันธมิตรฯ และสร้างกระแสอิสระของภาคประชาชน ที่ไม่สนับสนุน ทักษิณ พลังประชาชน ทหารเผด็จการ หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล

เราต้องเดินหน้ารณรงค์ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องรณรงค์เพื่อรัฐสวัสดิการ ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจากคนรวยอย่างสนธิกับทักษิณ ต้องถอนทหารตำรวจจากภาคใต้เพื่อสร้างสันติภาพ ต้องขึ้นค่าจ้างให้ทันกับอัตราเงินเฟ้อ ต้องปกป้องอาชีพของเกษตรกรและชาวประมงรายย่อย ต้องให้สิทธิกับแรงงานข้ามชาติ ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ ไม่ใช่มาหลงทาง ตกเป็นเหยื่อในข้อขัดแย้งระหว่างนายทุนชนชั้นปกครองสองซีก

เลี้ยวซ้าย - พรรคแนวร่วมภาคประชาชน    www.pcpthai.org 

26 พ.ค. 51

จดหมายจากสนนท. ถึงรุ่นพี่ “สุริยะใส”

May 19th, 2008

ถึง พี่สุริยะใส  อดีตเลขาธิการ สนนท. และ รุ่นพี่ สนนท.

พี่ครับ นับตั้งแต่พี่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ โดยออกมาในนาม ครป. ซึ่งองค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นโดยมีเจตนารมณ์พิทักษ์ประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร คัดค้านรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะทหารและไม่เป็นประชาธิปไตย เรียกร้องนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง จนเกิดการนองเลือด ในเดือนพฤษภาคม 2535 แต่ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวที่พี่ร่วมกับพันธมิตรฯ เป็นการถอยหลัง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์จิตวิญญาณการต่อสู้เมื่อเดือนพฤษภาคมดังจะกล่าวต่อไป เช่น การขอนายกฯ มาจากการแต่งตั้ง การสนับสนุน และเปิดทางให้คณะเผด็จการทหารเข้ามารัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 40 ที่เกิดจาการต่อสู้ และได้มาจากการสูญเสีย เลือดเนื้อ และชีวิตของคนเป็นจำนวนมากมาย

การที่ทหารใช้อำนาจเผด็จการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยใช้กฎอัยการศึกคุกคามฝ่ายที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร การออกกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ออกโดย สนช. ซึ่งบทบาทของ ครป. และพี่รวมทั้งพันธมิตรฯ ไม่เคยออกมาปกป้อง และคัดค้านการกระทำดังกล่าวเลย หรือออกมาแสดงจุดยืนในฐานะนักประชาธิปไตยเลย กลับทำตัวเสมือนเป็นโฆษกให้กับคณะทหาร แล้วกล่าวหาพวกผมที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร เป็นพวกคลื่นใต้น้ำ เป็นพวกทักษิณบ้าง อย่างกรณีลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พี่ก็ออกมาพูดเองว่ารัฐธรรมมีข้อบกพร่องทั้งที่มา และเนื้อหาแต่ต้องรับไปก่อนเพื่อจะได้มีการเลือกตั้งทำให้บรรยากาศเป็นประชาธิปไตยแล้วค่อยแก้ไข แต่ตอนนี้พี่กลับประณามพวกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นพวกทักษิณแก้เพื่อที่จะให้ทักษิณพ้นผิด

พี่ครับ พี่ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างตัวบุคคลกับกฎ ระเบียบ อย่างรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ

การเคลื่อนไหวของพี่ในนามพันธมิตรฯ ซึ่งพี่นิยามว่าเป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนแต่ที่ผ่านมายิ่งทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอ ซึ่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่ได้พัฒนากระบวนการประชาธิปไตย และขบวนการภาคประชาชนเลย ดูจากข้อเสนอของการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ด้วยการอิงกับพระราชอำนาจ หรือ สู้เพื่อในหลวง และใช้วิธีการอะไรก็ได้เพื่อไล่ทักษิณ ไม่ได้พัฒนาจิตสำนึกของมวลชนเพื่อนำไปสู่คุณภาพได้เลย ยิ่งทำให้พลังฝ่ายขวาที่ใกล้จะสูญพันธ์กลับมามีอำนาจมากขึ้น

อย่างกรณีสื่อในเครือผู้จัดการกระพือข่าว สร้างข่าวเท็จเพื่อที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามเหมือนสมัย 6 ตุลา 2519 พี่ก็รู้ว่าโศกนาฏกรรมดังกล่าว สื่อฯ ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการฆ่าหมู่นักศึกษา แต่พี่ก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ครป. กับพี่ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อฯ ด้วยซ้ำ และต้องออกมาปกป้องคนที่ถูกละเมิดจากสื่อฯ ด้วย 

ผมอดเป็นห่วงพี่ไม่ได้ในการเคลื่อนไหวของพี่ ทั้ง สนนท. เองก็มีส่วนในการก่อตั้ง ครป. พวกผมเป็นคนรุ่นหลังต้องพิทักษ์เจตนารมณ์ของการตั้ง ครป. ไม่ให้มันบิดเบือนจากประวัติศาสตร์การต่อสู้จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่พี่กลับใช้ ครป.เข้าไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่มีการพูดถึงคนชั้นล่างในการเข้าถึงระบอบประชาธิปไตย เช่น ให้รัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯรวมทั้งระบบสวัสดิการที่มากกว่านโยบายประชานิยม การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า หรือถ้านำเสนอย่างนี้กลัวว่าชนชั้นกลางในเมืองที่มาไล่ทักษิณจะไม่เข้าร่วมหรือเปล่าพี่? 

เพื่อที่จะไม่ให้ ครป.มัวหมองไปมากกว่านี้ พี่ต้องทบทวนบทบาทตัวเองแล้วนะครับ ด้วยการลาออกจาก ครป. หรือไม่พี่ต้องกลับตัวแล้วออกจากพันธมิตรฯ ผมว่าดวงวิญญาณของวีรชนเดือนพฤษภา และพี่น้องนักต่อสู่เพื่อประชาธิปไตย คงจะให้อภัยกับคนที่ทำผิดแล้วยอมรับกับสิ่งที่ตนทำ กลับมาเถอะพี่ พวกน้องๆ ใน สนนท.ก็หวังว่าพี่จะกลับมา 

 

รักและคิดถึงพี่เสมอ                                    

พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา                                 
เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2550 (ปัจจุบัน)          

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงรายการ Metro Life “วิทยุยานเกราะยุคดิจิตอล”

May 7th, 2008

รายการ Metro Life

โดย ต่อพงษ์ เศวตามร์ และ อำนาจ เกิดเทพ

**หมายเหตุ ไฟล์เสียง 2 วันนี้ ไม่สามารถดาวน์โหลดใน managerradio.com ได้ (แต่ไฟล์เสียงวันอื่นๆ ดาวน์โหลดได้)
วันที่ 29/4/51 (11.1 MB)
วันที่ 30/4/51 (16.2 MB)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่
  • ชัยวัฒน์-อุบลรัตน์ ส่ง จม.เปิดผนึกถึงสื่อ-องค์กรสื่อ หยุดคุกคามความคิดที่แตกต่าง
  • ชัยวัฒน์-อุบลรัตน์ ส่ง จม.เปิดผนึกถึงสื่อ-องค์กรสื่อ หยุดคุกคามความคิดที่แตกต่าง

    May 7th, 2008

    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. และอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและองค์กรสื่อ เรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกปั่น โฆษณาชวนเชื่อ เรียกร้องรักษามาตรฐานจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดต่อหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

     

    ———————————-

    4 พฤษภาคม 2551

    เรียน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เคารพ

    วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (3 พฤษภาคม) เป็นวันที่ทุกฝ่ายควรทบทวนถึงสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น ตลอดจนฐานะการเป็นเวทีสาธารณะที่เอื้อต่อการสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆเพื่อช่วยให้สังคมไทยเผชิญกับปัญหาด้วยสันติวิธี  แต่ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สื่อมวลชน

    ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้  แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

    หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

    คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทางดังนี้

    • 1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง
    • 2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด
    • 3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

    สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

    เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

    สื่อมวลชนเช่นนี้นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

    ขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง    

    ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

     

    ขอแสดงความนับถือ

                                                               

    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์                                              อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

    คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์                    คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     

    ที่มา : ประชาไท

    สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่

    May 7th, 2008

    เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มขวาจัดที่เรียกตัวเองว่า ชมรมแม่บ้านได้จัดชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น อันเกี่ยวเนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม การชุมนุมดำเนินไปจนเกือบบ่าย ก็มีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละคอนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันก่อนหน้านั้น (4 ตุลาคม) เพื่อสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน ซึ่งตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันนั้น (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ “แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ “แขวนคอ” ใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น)

    ฝ่ายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละคอนประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด

    ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน

    สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

    …………………….

    ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก

    แต่ในระยะ 2 ปีเศษที่ผ่านมา นสพ.-วิทยุ-โทรทัศน์ ของกลุ่มผู้จัดการ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รื้อฟื้นการใช้ข้ออ้างทางการเมืองนี้ มาเล่นงานผู้ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยอีก

    ตั้งแต่ต้น พวกเขากุเรื่องว่า มีคนจะล่วงละเมิด “พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประกาศว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”

    การรณรงค์นี้ยกระดับความเข้มข้นและความหลอกลวงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พฤษภาคม 2549) ได้มีการสร้างนิทานหลอกเด็กเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ในตอนนั้น พวกเขายังไม่กล้าถึงขั้นกล่าวหาคู่ต่อสู้ทางการเมืองตรงๆว่า ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เพียงแต่ใช้คำที่ฟังดูขึงขังน่ากลัวนี้ มาขู่โดยนัยยะ

    สิ่งที่พวกเขาเสนอในขณะนั้น คือ มีผู้กำลังทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น”เพียงสัญลักษณ์” อันทีจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ทีตลกคือ ในโลกยุคปัจจุบัน การเป็น“สัญลักษณ์” ของประชาชาติหนี่งที่มีคน 60 กว่าล้าน ยังถือเป็นเรื่อง “หมิ่น” หรือ? การเป็น “สัญลักษณ์” ของคน 60 กว่าล้าน จะเป็นเรื่องเลวร้ายได้อย่างไร?

    ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังพูดราวกับว่า เรากำลังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช การพูดเรื่องการเป็น “เพียงสัญลักษณ์” ของพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่อง “หมิ่น” ขึ้นมาทันที

    เรื่องยกเมฆที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการนี้ ที่ยังต้องรักษา “ความน่าเชื่อ” บางอย่างภายนอกไว้ ได้รับการประสานกับเรื่องยกเมฆทีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะโกหกแบบสุดๆ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตรวจสอบใดๆ ทีหวังว่า ด้วยการเผยแพร่ซ้ำๆๆๆทางอีเมล์ จะทำให้คนเริ่มเชื่อขึ้นบ้าง อย่างกรณีปล่อยข่าวว่ามีศูนย์บัญชาการคอมพิวเตอร์ในทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางอินเตอร์เน็ตผ่านระบบดาวเทียม เป็นต้น

    …………………….

    แต่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรในปี 2549 เมื่อเทียบกับปีนี้แล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าในระดับความโกหก และความเป็นไปได้ทีจะนำมาซึ่งผลเสียหายร้ายแรง

    ปีนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เขียนในผู้จัดการว่า มี “ผู้ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ” (ขณะที่ในช่วงก่อกระแส “ปฏิญญาฟินแลนด์” เขายังไม่กล้า “ฟันธง” ลงไปเช่นนี้)

    การเคลื่อนไหวปลุกกระแส “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า absurd (ไร้เหตุผลถึงขั้นน่าหัวร่อ) และ paranoid (โรคหวาดระแวง) ที่การเขียนถ้อยคำบนผ้าสีธงชาติ ที่มีกำเนิดจากวงการเชียร์กีฬาร่วมสมัย และได้กลายเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ แม้แต่ในประเทศไทยเอง (ดังที่มีคนเอาภาพการชุมนุมของพันธมิตรเองมาแสดงให้เห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนก็ทำกัน) นี่เป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว

    แต่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ที่ถึงขั้นต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีข้ามประเทศ!

    คนเหล่านี้ ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

    ระดับความบ้าคลั่งในการก่อกระส “ละคอนแขวนคอ”ยุคใหม่ ของคนกลุ่มนี้ ได้ถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่ง

    เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (“มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!

    นอกจากนั้น พวกเขายังพูดเป็นนัยยะว่า เหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา อาจจะจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นปกติสุขแบบในปัจจุบัน อาจจะเต็มไปด้วยคนที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”!!

    “ถ้าวันนั้นเราไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไม่มีเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือเปล่า ถ้าเรามีคนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม…”

    นั่นคือ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำการฆ่าหมู่เมื่อ 6 ตุลา ก็จะมี “คนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม” ทุกวันนี้

    นี่คืออะไรถ้าไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าหมู่อย่างกระหายเลือด?

    ในรายการวิทยุเดียวกัน ในคืนวันที่ 30 เมษายน โฆษกของรายการถึงขั้นชี้แนะว่า ถ้าใครลงมือใช้ความรุนแรงทำร้ายโชติศักดิ์ ถ้าทำให้หัวแตก ตามกฎหมาย คนลงมือทำร้ายนั้นก็จะถูกลงโทษปรับแค่ 500 บาทเท่านั้น! และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังบางคนโทรศัพท์เข้ามาเสนอวิธีทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งสนองรับด้วยการโทรศัพท์มาเสนอว่า ให้ใช้วิธี “ชกหน้า โดยกำถ่ายไฟฉายก้อนไว้ในมือ”!!

     

    ผมขอเรียกร้องให้ร่วมกันประณามการเป็น “ดาวสยาม-ยานเกราะ” ยุคใหม่ ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร 

    กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี

    ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ต้องจัดการด้วยการอภิปราย โต้แย้ง อย่างใช้เหตุผล ไม่ใช่ปลุกปั่น โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้มีความเห็นแตกต่างกับตนอย่างที่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังทำอยู่

    ที่มา : ประชาไท

    ความรักสองแบบที่แตกต่าง: The Road Home Vs A Mongolian Tale

    May 7th, 2008

    คราวก่อนเปิดตัวบล็อกด้วยเรื่องกามารมณ์ คราวนี้เลยตามมาด้วยเรื่องความรัก วิจารณ์หนังชิ้นนี้เขียนไว้หลายปีแล้ว ลงในนิตยสาร Hi-Fi Today ที่ปิดตัวไปแล้ว ถ้าใครสงสัยว่า ผู้เขียนไปเขียนที่นิตยสารเล่มนี้ได้ยังไง บอกได้เลยว่า เจ้าของนิตยสารคือพี่ชายข้าพเจ้าเอง 5555 เจ๊งหมดตัวไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คิดว่าเป็นงานที่หลายๆ คนคงไม่เคยอ่าน ก็เลยเอามา “ขาย” ใหม่ คงไม่ว่ากันนะคะ (บล็อกนี้ทำไปทำมา ลงท้ายอาจมีแต่เรื่องหนังกับฟุตบอล แหะ แหะ)

    The Road Home A Mongolian Tale

    ความรักสองแบบที่แตกต่าง

    The Road Home (1999)
    ภาพยนตร์สี/ขาว-ดำ ภาษาจีน

    A Mongolian Tale (1995)
    ภาพยนตร์สี ภาษามองโกเลียน

    กำกับการแสดง: Zhang Yimou

    กำกับการแสดง: Xie Fei

    บทภาพยนตร์: Bao Shi
    (ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง Remembrance)

    บทภาพยนตร์: Zhang Cheng-zhi
    (ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง The Black Steed)

    ถ่ายภาพ: Hou Yong

    ถ่ายภาพ: Fu Jing-sheng

    ดนตรีประกอบ: San Bao

    ดนตรีประกอบ: Tengger

    นำแสดง: Zhang Ziyi, Sun Honglei, Zheng Hao, Zhao Yuelin

    นำแสดง: Tengger, Narenhuar, Dalarsurong

    Rate G 90 นาที

    รางวัล: Silver Berlin Bear ที่ Berlin internation Film Festival (2000), Audience Award ที่ Sundance Film Festival (2001)

    Unrated 105 นาที

    รางวัล: ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Montreal World Film Festival (1995)

    ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ดิฉันได้ดูภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวจีนสองคนสองเรื่อง หนังสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย นั่นคือ ความรัก ท้องถิ่นอันห่างไกลความเจริญ วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โรงเรียน การกลับบ้าน ความเจริญแบบสมัยใหม่ (และอาจมีนัยแฝงถึงตะวันตก) ที่เข้ามามีผลกระทบต่อวิถีดั้งเดิม และความรู้สึกโหยหาอดีต

    แต่แม้จะคล้ายคลึงกัน หนังสองเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    The Road Home

    หนังเรื่องแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก่อนคือเรื่อง The Road Home ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดัง จางอี้โหมว ที่เราชาวไทยและรวมถึงชาวตะวันตกรู้จักกันดีจาก Ju Dou, Raise the Red Lantern และนำแสดงโดยนักแสดงสาวชาวจีนที่ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ก่อนที่จะไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด นั่นคือ จางซิยี่ (Crouching Tiger, Hidden Dragon; Rush Hour ll)

    The Road Home ไม่เหมือนกับหนังของจางอี้โหมวก่อนหน้านี้ คุณไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาที่ซับซ้อน นัยแฝงทางการเมือง หรือความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ของตัวละคร แม้แต่บริบททางการเมืองของช่วงเวลาในเรื่องที่อยู่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ที่มองข้ามไปเลยก็ได้ ดูไปแล้ว The Road Home คล้ายกับเป็นการทำงานแบบพักร้อนของจางอี้โหมว

    เนื้อเรื่องใน The Road Home ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หนังเริ่มต้นเป็นหนังขาว-ดำ ลูกชาย (Zheng Hao) ที่มีการศึกษาและทำงานในเมืองเดินทางกลับมาหาแม่ในชนบท เพื่อช่วยจัดการงานศพของพ่อ พ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนมาตลอดชีวิตและทุ่มเทให้กับโรงเรียนมาก ส่วนแม่ที่ชื่อ “ได๋” เป็นสาวชาวจีนท้องถิ่น แม่ผู้ชรา (Zhao Yuelin) ยืนยันว่า นางต้องการให้จัดงานศพตามประเพณีโบราณ คือใช้คนแบกโลงศพเดินจากโรงพยาบาลในเมืองมาตามเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน อันเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ตายจำเส้นทางกลับบ้านได้

    ลูกชายต้องการทำทุกอย่างตามความปรารถนาของมารดา ทั้งคนเก่าคนแก่และผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ขัดข้อง ปัญหาติดอยู่ตรงที่คนหนุ่มในหมู่บ้านเดินทางไปทำงานในเมืองกันหมด คนแก่ที่เหลืออยู่ไม่มีทางแบกโลงศพมาตามเส้นทางยาวไกลท่ามกลางความหนาวเย็นของหิมะ ลูกชายพยายามโน้มน้าวแม่ให้ผ่อนปรนประเพณีบางอย่างลงบ้าง เช่น ใช้รถบรรทุกโลง แต่นางไม่ยอม มิหนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าห่อศพด้วยตนเอง

    ลูกชายจึงย้อนรำลึกอดีตที่เขาเคยได้ยินมาเกี่ยวกับตำนานความรักของพ่อแม่ ทันทีที่ภาพอดีตหวนกลับมา หนังเปลี่ยนไปเป็นหนังสีทันที ทิวทัศน์อันสวยงามของชนบทจีนที่ห่างไกล สีสันของท้องทุ่ง ทิวเขา ได๋ในวัยสาว (จางซิยี่) อยู่กับแม่ตาบอดเพียงสองคน นิยายรักของเธอเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเพียงเห็นหน้าครูหนุ่ม (Sun Honglei) ที่เพิ่งมาจากในเมือง

    อุปสรรคทางประเพณีขวางกั้นมิให้ได๋มีโอกาสได้ใกล้ชิดครู แต่เธอก็พยายามสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น เช่น แทนที่จะตักน้ำจากบ่อใกล้บ้าน ก็ยอมเดินไกลขึ้นเพื่อไปตักน้ำจากบ่อใกล้โรงเรียน พยายามดักรอตามเส้นทางที่ครูจะเดินผ่าน ฯลฯ จนครูหนุ่มเองก็มองเห็นสะพานรักที่ทอดให้และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเดินข้ามไป ทว่าเขาถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองกะทันหัน ได๋ไปยืนตากหิมะรอครูจนล้มป่วย แม้จะพานพบอุปสรรคขัดขวาง แต่ในท้ายที่สุด รักแรกพบของทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในบั้นปลายและกลายเป็นตำนานรักที่คนในท้องถิ่นทราบกันดี

    เรื่องตัดกลับมาสู่ภาพขาว-ดำอันแห้งแล้งของปัจจุบัน ลูกชายได๋ตัดสินใจนำเงิน 5,000 หยวนไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยว่าจ้างคนหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแบกโลงศพ ประเพณีพาศพกลับบ้านอันเก่าแก่ของจีนได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้งท่ามกลางพายุที่ตกหนัก ผู้ใหญ่บ้านนำเงินมาคืนแก่ลูกชายและบอกว่าไม่มีใครยอมรับค่าจ้างครั้งนี้

    สามีของได๋เสียชีวิตเพราะติดพายุหิมะ ระหว่างที่เขาออกเดินทางเพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่แทนโรงเรียนหลังเดิมที่ทรุดโทรมเต็มที ได๋นำเงินที่เก็บชั่วชีวิต รวมทั้งสั่งให้ลูกชายนำเงิน 5,000 หยวนนั้นออกมาสมทบทุนเพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ ได๋ยังมีข้อขอร้องอีกข้อหนึ่งต่อลูกชายที่จะให้เขานำชีวิตในอดีตหวนคืนสู่โรงเรียนอีกครั้ง ก่อนที่มันจะถูกรื้อลง

    เนื้อเรื่องง่ายๆ ก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ

    จุดประสงค์ของหนังก็ชัดเจนเรียบง่ายเหมือนเนื้อเรื่อง มันเป็นหนังที่เชิดชูความรู้สึก ความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะความรักที่ได๋มีต่อสามี แต่เป็นธรรมดาที่พอเราเชิดชูหรือขยายความอะไรสักอย่างมากเกินไป มันก็มักจะไปบดบังอะไรอย่างอื่นๆ เสียหมด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากเรามีความรักยิ่งใหญ่ลึกล้ำต่อคนๆ หนึ่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะกลายเป็นคนแล้งน้ำใจต่อคนอื่นๆ รอบตัว เพราะเรามัวแต่มองเห็นความรักและคนรักของตัวเอง จนมองไม่เห็นคนอื่นไปเสียนี่

    ดิฉันคงเกิดมาเป็นคนไร้ความโรแมนติก หรือไม่ก็เป็นพวกคิดมากเกินกว่าเหตุ เพราะตอนดูหนังเรื่องนี้ แทนที่จะซาบซึ้งกับความรักบริสุทธิ์ของได๋ ดิฉันดันไพล่ไปห่วงนั่นห่วงนี่ ตอนที่ได๋วิ่งเอาอาหารไปให้คุณครู หรือไปยืนรอครูกลางหิมะ ดิฉันก็มัวห่วงแม่ตาบอดของเธอว่ากินข้าวหรือยัง พร้อมกับนึกสงสัยว่า เธอเอาเวลาตอนไหนไปทำมาหากินปลูกผักปลูกข้าว ตอนแบกโลงศพกลับมา ก็ดันมัวไปห่วงผู้ใหญ่บ้านกับคนเฒ่าคนแก่ว่าจะจับไข้ตายกลางหิมะ ตอนที่ลูกชายเอาเงิน 5,000 หยวนไปจ้างคนมาแบกโลง ก็มัวนึกว่าเขาจะหมดตัวหรือเปล่า พอเขาได้เงินคืน ดิฉันแสนจะโล่งใจแทน แต่แค่ฉากต่อมา เขาก็ต้องควักเงินก้อนนี้ออกมาสมทบทุนให้โรงเรียน มิหนำซ้ำ พอได๋ขนเงินที่เก็บไว้ออกมามอบให้ผู้ใหญ่บ้าน ดิฉันก็บ่นอยู่ในใจว่า แล้วทำไมไม่เอาออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า!

    แต่ถ้าคุณเป็นคนโรแมนติกและไม่เที่ยวจุกจิกหยุมหยิมกับรายละเอียด หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังรักที่ตรึงใจพอดูทีเดียว อย่ากระนั้นเลย แค่ดูจางซิยี่กับหางเปียแกว่งไกวตอนวิ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าก็คุ้มแล้ว! ความโดดเด่นของจางซิยี่นั้นปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังเรื่องต่อๆ มาที่เธอเล่น จะเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากทีเดียว

    The Mongolian Tale

    สำหรับคนปัญหามากซึ่งคอยเที่ยวสงสัยว่าได๋กับแม่ตาบอดเลี้ยงชีพอย่างไร ได้เงินมาจากไหน ทำไมเธอถึงมีเวลาไปคอยดักพบคุณครู ทั้งที่ชีวิตในชนบทของสองแม่ลูกน่าจะเป็นชีวิตที่ต้องทำงานหนักไม่น้อย คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากคุณดูหนังเรื่อง A Mongolian Tale ในหนังเรื่องนี้ เสื้อที่ตัวละครใส่ อาหารที่กิน ผ้าที่ห่ม ชาที่ดื่ม แทบจะบอกได้หมดว่ามาจากไหน ในแง่ของความสมจริง A Mongolian Tale สามารถให้ภาพชีวิตของชาวมองโกเลียนร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ท่ามกลางท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทุรกันดารของแผ่นดินมองโกเลีย

    ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ A Mongolian Tale นำเสนอภาพชีวิตสมจริงด้วยลีลาแบบกวีนิพนธ์

    หนังเริ่มต้นด้วยเพลงกวีที่พูดถึงความผูกพันระหว่างเด็กชายกับม้าดำ “ไบอินบูลัก” (Tengger) ขี่ม้ากลับมาตามหาย่าบุญธรรมกับหญิงสาวที่เขาทิ้งไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พร้อมกับประโยคตอนต้นเรื่องที่บอกว่า “เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวมากมาย ฉันร้อนรนที่จะทอดทิ้งอดีตและจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จวบจนเมื่ออดีตสูญสิ้นไปแล้วตลอดกาล ฉันจึงเพิ่งตระหนักว่า ฉันได้สูญเสียอะไรไป”

    หนังย้อนรำลึกอดีตเมื่อพ่อม่ายที่เป็นชาวเมืองพาลูกชายยังเล็กมาหาแม่บุญธรรมที่เป็นชาวมองโกเลียน เขาฝากลูกชายให้หญิงชรา (Dalarsurong) เลี้ยง และนางตั้งชื่อให้เด็กชายคนนั้นว่า “ไบอินบูลัก” หญิงชรายังเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงกำพร้าคนหนึ่งชื่อ “โซมิยา” หนังยังบอกให้เรารู้ว่า หญิงชราเคยเลี้ยงเด็กมาแล้วหลายคน และอย่างที่นางพูดว่า ในอาณาบริเวณที่นางอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกม้า ลูกแพะหรือลูกคน นางสามารถเลี้ยงดูได้หมดและไม่เคยปล่อยให้ตาย

    ช่วงแรกของหนังดำเนินไปอย่างแช่มช้า ตามจังหวะชีวิตแบบโบราณที่ดำเนินมาไม่รู้กี่พันปีของชาวมองโกเลียน หนังดึงให้คนดูซึมซับกับชีวิตที่ทำงานหนัก เรียบง่าย อบอุ่นและมีความสุขของย่าหลาน ชีวิตที่ผูกพันกับท้องทุ่ง ฤดูกาล และในคืนพายุหิมะคืนหนึ่ง ลูกม้าดำก็พลัดแม่มาติดอยู่ที่กระโจมของทั้งสาม ย่าดูแลจนลูกม้ารอดชีวิตและโซมิยาตั้งชื่อให้มันว่า “กันกังฮารา” ตามชื่อม้าในเพลงกวีตอนต้นเรื่อง

    แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ผ่านเข้ามา ขณะที่ไบอินบูลักในวัยรุ่นกำลังนอนมองเครื่องบินไอพ่นแหวกผ่านท้องฟ้า โซมิยาก็วิ่งมาบอกว่ามีจดหมายจากพ่อของเขา พ่อเรียกตัวไบอินบูลักไปเรียนสัตวแพทย์ในเมือง ก่อนจากไป ย่าหมั้นหมายให้ไบอินบูลักกับโซมิยา ทั้งสองสัญญาว่าจะแต่งงานกันหลังจากไบอินบูลักกลับมา ซึ่งกำหนดว่าจะเป็นเวลาแปดเดือนให้หลัง

    ทว่าเวลาแปดเดือนกลับกลายเป็นสามปี ไบอินบูลักในวัยหนุ่มแน่นเต็มที่จึงกลับมา แทนที่จะเป็นสัตวแพทย์ เขากลับหันเหไปเรียนดนตรี แต่ความตั้งใจเดิมที่จะแต่งงานกับโซมิยายังไม่เปลี่ยนแปลง

    ไบอินบูลักต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อรู้ว่าโซมิยาถูกชายเสเพลในหมู่บ้านล่อลวงจนตั้งท้อง แม้ว่าย่าจะพยายามเหนี่ยวรั้งไบอินบูลักเอาไว้ แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาทอดทิ้งย่ากับโซมิยาให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

    จวบจนกว่าสิบปีผ่านไป ไบอินบูลักกลายเป็นนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียง เขากลับมาตามหาย่าและโซมิยา บ้านเก่าของทั้งสามกลายเป็นบ้านร้าง เขาตามไปจนพบโซมิยา (Narenhuar) ที่แต่งงานกับคนขับรถบรรทุก มีลูกห้าคน เธอยังคงทำงานหนัก นอกจากดูแลบ้าน ยังทำงานให้โรงเรียน เพื่อให้ลูกสาวคนโตที่เป็นลูกติดได้เรียนหนังสือ ส่วนย่าและกันกังฮาราตายไปหลายปีแล้ว

    การกลับมาพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ความอาวรณ์ ความรู้สึกผิด ไบอินบูลักค้นพบความรับผิดชอบใหม่ทดแทนสิ่งที่เขาเคยทอดทิ้ง ประโยคสุดท้ายที่โซมิยาตะโกนบอกไบอินบูลักในทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย บอกให้รู้ว่าหัวใจรักอันยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของย่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับหญิงชรา หัวใจนั้นยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ในตัวโซมิยา

    ได๋ยึดมั่นในความรักอันยิ่งใหญ่ที่เธอมีต่อครูหนุ่มอย่างไม่มีวันคลอนแคลน เธอรักษาเนื้อสงวนตัวไว้ให้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก แต่ความรักของได๋เรียกร้องบีบคั้นเพื่อความรักของตัวเองจนดูเหมือนไม่คำนึงถึงคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นแม่ ลูก เพื่อนบ้าน

    ความรักที่โซมิยามีต่อไบอินบูลักอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าได๋ เธอปล่อยตัวปล่อยใจให้ชายอื่น แต่เธอดูแลย่าจนสิ้นลมหายใจ ทุ่มเทให้ลูกทุกคน เผื่อแผ่ความรักให้แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จนแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็ไม่มีเว้น

    ไบอินบูลักเป็นศิลปินที่ละเอียดอ่อน ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้เขาทอดทิ้งโซมิยากับย่าก็อาจพอเข้าใจได้ ส่วนชายขับรถบรรทุกที่กลายมาเป็นสามีของโซมิยา ยามใดที่ไม่ขับรถ เขาจะเมาหยำเปตั้งแต่ตื่นจนหลับ มิหนำซ้ำยังเกลียดลูกติดของโซมิยา แต่เขาเป็นคนที่มาเจอโซมิยาในยามที่เธอลำบากที่สุด ช่วยฝังศพย่าและรับเธอกับลูกมาอยู่ด้วย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโซมิยาต้องทำงานหนักให้โรงเรียน แต่ก็ไม่เคยห้ามปราม

    คงยากที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร ใครน่าชื่นชมกว่ากัน?

    Xie Fei เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนรุ่นอาวุโสกว่าจางอี้โหมวและมีชื่อเสียงน้อยกว่า หนังที่สร้างชื่อให้เขาได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ Girl from Hunan ซึ่งมี Narenhuar นำแสดง Narenhuar เป็นนักแสดงชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ส่วน Tengger ที่แสดงเป็นไบอินบูลัก เป็นนักร้องนักดนตรีชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในไต้หวัน มีชื่อเสียงและมีแฟนเพลงอยู่มากพอสมควรทั้งในไต้หวันและประเทศจีน Tengger เป็นคนแต่งและร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เพลงไพเราะ บาดลึกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ส่วนดนตรีประกอบสอดคล้องกลมกลืนกับหนัง ฝีมือของเขายอดเยี่ยมขนาดไหน มีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่มอนทรีออลเป็นประกัน

    ที่ต้องชมเชยอีกอย่างหนึ่งคือการคัดเลือกตัวแสดง บทของโซมิยากับไบอินบูลักนั้น เปลี่ยนนักแสดงถึงสี่คนตามช่วงอายุ แต่หน้าตาของแต่ละคนช่างมีเค้าละม้ายกันมากและแสดงได้ดีทุกคนด้วย กระทั่งเด็กผู้หญิงที่แสดงเป็นลูกสาวคนโตของโซมิยา แค่เห็นสีหน้าของหนูน้อยในบางฉากก็ทำให้หัวใจสลายได้ แต่นักแสดงที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยคือ Dalarsurong นางเป็นนักแสดงอาวุโสชาวมองโกเลียน การแสดงของนางเป็นพลังหลักของหนัง

    องค์ประกอบอีกประการที่โดดเด่นมากคือการถ่ายภาพ ท้องทุ่งของมองโกเลียใน A Mongolian Tale มีทั้งความงดงาม บางครั้งเต็มไปด้วยสีสัน บางครั้งอ้างว้างหดหู่ หนังเรื่องนี้ถ่ายฉากกลางคืนได้สวยเป็นพิเศษ

    ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของหนัง น่าจะเป็นจังหวะระหว่างที่ไบอินบูลักเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองกับตอนที่เขากลับมาเมื่อสามปีให้หลัง หนังตัดภาพเรียงต่อกันอย่างรวดเร็ว จนคนดูไม่ทันตั้งตัวหรือซึมซับกับเวลาที่ผ่านไป จุดนี้อาจทำให้การที่โซมิยาพลาดพลั้งไปได้เสียกับชายคนอื่นขาดน้ำหนักและความน่าเห็นใจไปบ้าง

    หากเปรียบไปแล้ว The Road Home เป็นนิยายรักหวานซึ้งบนภาพโปสการ์ดชนบทสีสวย ส่วน A Mongolian Tale เป็นกวีนิพนธ์เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน หน้าที่และความสำนึกผิดบนภาพจิตรกรรมแห่งท้องทุ่ง หนังมีเสน่ห์ต่างกันและน่าดูในห้วงอารมณ์ที่ต่างกัน

    สำหรับการเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา ดิฉันมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจหลังจากดู A Mongolian Tale จบ นั่นคือ จะหาหนังเรื่องอื่นของ Xie Fei กับเทปเพลงของ Tengger ได้ที่ไหน?

    ————————————–

    กลับไปอ่านงานเขียนชิ้นนี้ รู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาได้เลี่ยนพอใช้ หนังเรื่อง A Mongolian Tale นั้น เกรงว่าคงหาดูยากเสียแล้ว เพราะผู้เขียนซื้อหนังเรื่องนี้เป็นวิดีโอ ซึ่งเน่าไปแล้ว กลับไปที่ร้านเดิมที่เปลี่ยนมาขายดีวีดี เห็นเขาบอกว่าไม่มีมาสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่จะมาผลิตเป็นดีวีดี (ผู้กำกับหนัง Xie Fei น่าจะออกเสียงว่า ฉีเฟย…มั้ง ความจริงผู้เขียนมีหนังสือเทียบเสียงภาษาอังกฤษ-จีน แต่ไม่รู้ไปวางไว้ไหน หาไม่เจอค่ะ เขาเป็นผู้กำกับหนังรุ่นที่ 4 หรือรุ่นที่ 3 อะไรนี่แหละ)

    Xie Fei เคยให้สัมภาษณ์ที่ประเทศฝรั่งที่ไหนสักประเทศ มีผู้สื่อข่าวฝรั่งถามว่า ทำไมไบอินบูลักถึงต้องรู้สึกผิด ในเมื่อโซมิยาเป็นคนทรยศเขาก่อน Xie Fei ตอบว่า ตามประเพณีของชาวมองโกเลียน การทิ้งครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงไปอย่างนั้น ยังไงๆ ก็ถือว่าผิด ตอนที่เขียนวิจารณ์ข้างต้น ผู้เขียนรู้สึกว่าคนไทยดูแล้วก็เข้าใจทันที ไม่เห็นต้องอธิบายซ้ำอีก แต่ตอนหลังมีเพื่อนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ นักข่าวฝรั่ง ก็เลยขอหมายเหตุไว้ให้ผู้อ่านเสียหน่อย ผู้เขียนอาจเข้าใจความรู้สึกของคนไทยผิดไปก็ได้!

    หนังเรื่อง Girl from Hunan มีขายที่ amazon แต่แผ่นราคาแพงไม่น้อย ผู้เขียนเองก็ผลัดมาหลายปี ไม่ได้สั่งซื้อเสียที (สำหรับคนที่แม้แต่แผ่นผียังขอก๊อป คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี) ส่วนเพลงของ Tengger นั้น ผู้เขียนไปหาซื้อได้ตอนไปเที่ยวเมืองจีน แต่มันออกไปทาง C-Pop + โฟล์กซอง (ท่านลองจินตนาการเอง) ไม่เพราะเหมือนในหนัง

    จริงๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ค่อยชอบจางอี้โหมว โดยเฉพาะหนังเรื่อง Hero นั้น ลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “He-โง่” ผู้เขียนไม่ชอบรสนิยมทางศิลปะของจางอี้โหมวด้วย บทพี่เกิดอยากจะย้อมฉากสีแดง ก็แด๊งแดงอะไรปานนั้น (ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงไม่อาจดูละครเกาหลีเรื่อง “ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์” เพราะมันแดงเหลือเกิน) และที่ไม่ชอบที่สุดคือ การที่จางอี้โหมวเอาเหลียงเฉาเหว่ย หนึ่งในนักแสดงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด มาใช้เสียของใน Hero ดูเหมือนจางอี้โหมวจะสั่งให้นักแสดงทุกคนในเรื่องทำกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกตลอดเวลา ไม่เชื่อคุณลองไปหามาดูได้เลย

    ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ: กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก

    April 26th, 2008

    ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ:
    กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
    และการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก [1]

     

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน
    ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2551
     

     

    Rudolf-Jufer

    นักโทษชาย รูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนล่าสุด

     

    เช้าตรู่ของวันที่ 5 มกราคม 2551 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสาร ฟ้าเดียวกัน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน (http://www.sameskybooks.net) แจ้งให้ทราบว่าเว็บไซต์ถูกปิด โดยธนาพลเชื่อว่าทางการอยู่เบื้องหลัง [2] ผู้เขียนถามว่า รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงปิดเว็บ ก็ได้คำตอบว่าน่าจะมาจากการแสดงความเห็นที่มีลักษณะวิพากษ์เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 ในกระดานสนทนา

    เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บไซต์ที่มีพื้นที่ให้กับการวิพากษ์สถาบันฯ ในขณะที่อีกเว็บไซต์หนึ่งซึ่งได้แก่ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท (http://www.prachatai.com) ก็ยังเลือกที่จะปิดมิให้ผู้อ่านแสดความเห็นเกี่ยวกับการจากไปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หลังจากที่มีการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์จำนวนหนึ่ง และถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    เสียงนายธนาพลออกจะค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขาคงเชื่อว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเปรียบเสมือนเพียงปลาเล็กๆ ตัวหนึ่งในมหาสมุทร และการแสดงความเห็นในเว็บไซต์ก็กระทำอย่างเปิดเผย (ผู้เขียนจะกล่าวถึงประเด็นนี้ในตอนท้ายของบทความ)

     

    1. คำถามที่ควรถาม

    บทความนี้เสนอว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคงไว้ซึ่งสภาพการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือวัฒนธรรมความกลัวในกลุ่มและองค์กรที่มองสถาบันกษัตริย์อย่างเท่าทัน และช่วยดำรงไว้ซึ่งเปลือกขอมุมมองที่ว่า ไม่มีผู้ใดปรารถนาหรือต้องการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ และความปรารถนาเช่นนี้ของประชาชนขัดกับภาพที่สื่อกระแสหลักพยายามเสนอ เช่นการเสนอว่า พระเจ้าอยู่หัว “เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม (absolute morality)” [3]

    การคงไว้ซึ่งเปลือกผิวของมุมมองนี้เป็นเรื่องยาก เพราะว่าแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์นิยมเจ้าอย่าง ผู้จัดการรายวัน ก็ได้รายงานว่า มีเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่วิพากษ์หรือกระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ [4] ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์กระแสหลักบางฉบับก็ปล่อยให้มีบทความกึ่งวิพากษ์บ้างเป็นบางครั้ง ดังนั้น เราจะทำความเข้าใจความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนเกี่ยวกับการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์ไทยได้อย่างไร

    การเซ็นเซอร์ของสื่อเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีเพียงเท่านั้น หรือว่ามีปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนกว่านั้น และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ผลของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ ทำให้เกิดปรากฏการณ์และปฏิกิริยาอะไร โดยในบทความชิ้นนี้เสนอว่าทำให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพองและแรงโต้กลับ

     

    2. ปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ

    มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความสลับซับซ้อนของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่นับปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ เข้ามาในสมการ ปัจจัยและผู้เล่นเหล่านี้ได้แก่ เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ นักข่าว การไร้ซึ่งจุดยืนขององค์กรสื่อ ตลาดหุ้น กฎหมายหมิ่นฯ ฯลฯ


    บรรณาธิการหนังสือพิมพ์
    กล่าวได้ว่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คือทวารบาล (gate keeper) แห่งข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ ผู้คนเหล่านี้จะตัดสินใจว่าอะไรควรลงพิมพ์หรือไม่ ประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทำให้พวกเขาต้องใช้วิจารณญาณอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องมิเพียงแต่สถาบันฯ เท่านั้น แต่ปกป้ององค์กรตนเอง รวมถึงความมั่นคงทางอาชีพของตนด้วย

    บรรณาธิการบริหารผู้หนึ่งของหนังสือพิมพ์คุณภาพภาษาไทย (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. A) กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนว่า ในบางครั้งบรรดา บ.ก. ที่เกี่ยวข้องอาจจะประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับความเหมาะสมของข่าวบางชิ้นว่าอ่อนไหวต่อสถาบันกษัตริย์หรือเสี่ยงเกินไปหรือไม่ ถ้าจำเป็นก็จะมีการขอความเห็นจากเจ้าของสื่อ แต่ที่ผ่านมาในประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษของเขา เหตุการณ์ที่ต้องขอความเห็นจากเจ้าของสื่อยังไม่เคยเกิดขึ้นเพราะบรรณาธิการสามารถตัดสินใจเองได้ว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ และยังได้ย้ำอีกว่า ถ้าบรรณาธิการเหล่านั้นมีอายุงานใกล้เคียงกัน พวกเขาก็มักจะมองอะไรไม่ต่างกันในเรื่องนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า มีการเรียนรู้ภายในองค์กรว่าอะไรทำได้ อะไรต้องห้ามบรรณาธิการอีกคนซึ่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. B) กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้แต่นักข่าวก็ทำหน้าที่เป็นทวารบาลแห่งการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารในระดับหนึ่งด้วย

    ดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องตีความกันเองว่าเส้นแบ่งของการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ตรงไหนซึ่งการที่หนังสือพิมพ์บางฉบับมีพื้นที่กึ่งวิพากษ์ให้เห็นเป็นบางครั้งนั้น แสดงถึงความแตกต่างในการตีความ ตัวอย่างที่ชัดอันหนึ่งคือ กรณีการเลือกที่จะรายงานหรือไม่รายงานข่าวกรณีชาวสวิสชื่อนายรูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ที่พ่นสีสเปรย์ทับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง 5 รูปที่เชียงใหม่ หนังสือพิมพ์ไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รายงานข่าว ในขณะที่มี 2 ฉบับรายงานข่าวมากกว่าฉบับอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ Bangkok Post และ The Nation ซึ่ง The Nation ในตอนแรกที่นายยูเฟอร์ถูกจับโดยตำรวจไทย ก็เลือกที่จะไม่รายงาน โดยข่าวส่วนใหญ่ที่รายงานก็มักเป็นข่าวที่อ้างจากสื่อต่างประเทศเพื่อเป็นการ “เพลย์เซฟ” และไม่มีฉบับไหนพยายามขุดค้นหาคำตอบว่าทำไมนายยูเฟอร์ถึงได้กระทำไปเช่นนั้น เมื่อมีการ “พระราชทานอภัยโทษ” หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ก็รายงานเพียงแต่ว่านายยูเฟอร์จะเดินทางออกจาก (“leave”) ราชอาณาจักร [5] ในขณะที่ The Nation เขียนว่านายยูเฟอร์จะถูกเนรเทศ (“deported”) [6] ความต่างเรื่องการใช้คำเล็กๆ น้อยๆ ในกรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงการตีความอันต่างกันว่า อะไรพิมพ์ได้ อะไรไม่ควรพิมพ์ [7]

    กรณีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนซึ่งใช้นามปากกาว่า “ท่อนจัน” และ “พระยาพิชัย” ในเดือนสิงหาคม 2550 เพราะโพสต์ข้อความวิพากษ์หมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ ก็เช่นกัน มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation ที่รายงานข่าว โดย

    บ.ก. A กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ที่เธอทำงานอยู่ได้ตรวจสอบกับทางตำรวจ แต่ได้รับการขอความร่วมมือจากทางการว่า ไม่ควรเสนอข่าวเพราะว่ามีความพยายามจากหลายองค์กรของทางการเพื่อที่จะจัดการกับบุคคลสองคนนี้

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ซึ่งถูกอาจารย์ด้วยกันแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากข้อสอบของเขามีคำถามเรื่องบทบาทสถาบันฯ กับการเมืองไทย หนังสือพิมพ์เกือบทั้งหมดก็เลือกที่จะไม่รายงานข่าว แม้ว่าจะเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทก็ตาม [8]

    คุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นบรรณาธิการ “ที่ดี” ได้แก่ ความสามารถในการทำหน้าที่เซ็นเซอร์หรือเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะมีความเห็นส่วนตัวต่อสถาบันฯ อย่างไร เห็นได้จากที่ บ.ก. A และ B แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์เท่าทันต่อสถาบันฯ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ทั้งสองก็ยอมรับสภาพวัฒนธรรมเซ็นเซอร์ที่เป็นอยู่ โดย บ.ก. A กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า “เชยๆ นะ ก็ทุกอย่างจะดีจะเลว องค์กรนั้น สถาบันฯ นั้นๆ ต้องใช้ตัวเอง ทั้ง 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะดี จะเสื่อมก็เป็นโดยตัวเขาเอง กฎหมาย มันไม่ได้เป็นตัวทำให้ความมั่นคงนั้นยั่งยืนตลอดไป” ส่วน บ.ก. B กล่าวว่า “สื่อมีหน้าที่ทำให้คนฉลาดสื่อมีหน้าที่นำความจริงมาให้สังคมรับทราบ” แต่ในเรื่องสถาบันฯ นั้น เขาเห็นว่า สื่อทำให้สถาบันกษัตริย์กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ นอกจากกราบไหว้ได้อย่างเดียว”

    “สื่อสร้างกรอบและหลงตัวเอง [ว่า] มีเสรีภาพแล้ว… พูดจริงๆ ว่าเป็นความขมขื่น


    นักข่าว
    บ.ก. A ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นของเธอแล้ว นักข่าวรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจที่จะตั้งคำถามอย่างเท่าทันเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ หรือแสดงความเห็นเชิงท้าทาย และกล่าวว่า “แทบไม่มีความเห็นเช่นนั้นเลย และผลก็คือไม่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับบทบาทสถาบันฯ”

    คำให้สัมภาษณ์นี้ขัดกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ที่ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับนักข่าวรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ทำงานในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก ซึ่งพบว่า คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยมีความคิดเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม ความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแสดงออกในวงพูดคุยกันส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมิมีใครต้องการที่จะพยายามรายงานหรือเขียนอะไรเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับสถาบันฯ เพื่อให้สาธารณชนอ่าน แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องตระหนักว่ามันไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะให้นักข่าวเหล่านั้นคิด เขียนเรื่องทำนองนี้ลงในสื่อ และการกระทำเช่นนั้นคงมิเป็นผลดีต่อความก้าวหน้าในอาชีพ นักข่าวส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแสดงความเห็นเหล่านั้นต่อสาธารณะเพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน

    มิหนำซ้ำคำพูดของนักข่าวบางคนอาจมีผลในการทำลายกำลังใจหรือเปลี่ยนใจนักข่าวอื่นๆ มิให้คิดที่จะกระทำเช่นนั้น ผู้เขียนจำได้ว่าในกลางปี 2550 ได้คุยกับนักข่าวรุ่นน้องซึ่งบอกว่า เขาได้อ่านบทความของผู้เขียนเกี่ยวกับสื่อและสถาบันกษัตริย์ [9] และบอกว่าถึงแม้อาจจะเห็นด้วยกับเนื้อหา แต่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการหาปัญหาใส่ตัว

    นักข่าวอีกคนหนึ่ง (ต่อไปจะเรียกว่า นักข่าว C) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกว่าสิบปี ณ หนังสือพิมพ์ภาษาไทยกระแสหลักระดับแนวหน้าฉบับหนึ่ง บอกกับผู้เขียนในการให้สัมภาษณ์ว่า เขาคิดว่ามีนักข่าวรุ่นใหม่เพียง 1-2 คนในประมาณ 50 คนที่เขารู้จักที่มีความคิดเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ และนี่เป็นข้อสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ส่วนเรื่องของการเซ็นเซอร์นั้นนักข่าวผู้นี้กล่าวว่ามีระบบเซ็นเซอร์ตัวเองในองค์กร “เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ก็จะมีการเซ็นเซอร์โดยอัตโนมัติ …เริ่มแรกมาจากตัวนักข่าวทุกคนอยู่แล้ว โดยการเซ็นเซอร์ตัวเอง มีอยู่ทุกคน ทุกระดับ”

    นักข่าว C เสนอว่า บรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อน่าจะเกิดจากแรงกดดันจากผู้คนรอบๆ ในหลวงมากกว่าพระองค์เอง และในหลวงก็ยังเคยตรัสว่าประชาชนน่าจะวิจารณ์กษัตริย์ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ากลับไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกหรือแก้กฎหมายนี้ แถมในช่วงกลางปี 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คมช. ยังพยายามที่จะขยายความคุ้มครองทางกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาองคมนตรี แต่ในที่สุดมติถูกถอนออกไป หลังจากมีข่าวว่าองคมนตรีบางคนไม่สบายใจกับการขยายขอบเขตของกฎหมายดังกล่าว [10]

    นักข่าว C คิดว่า มีเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ที่ควรรายงานและถกเถียงกันอย่างเปิดเผยในทางสาธารณะ “ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาที่คนสงสัยควรมีการนำเสนอพูดจา… ไม่มีอคติ โกรธเกลียด ให้สังคมได้คิด …ในยุคนี้มันจำเป็นมาก จะทำอะไรที่ปกปิดและเคลือบแคลงมันก็ยิ่งทำให้คนขุดคุ้ยซุบซิบส่งผลลบ…” แต่ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายและวัฒนธรรมในองค์กร นักข่าว C ได้ข้อสรุปว่า เขาคงไม่พร้อมที่จะเริ่มรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในความเป็นจริงแล้ว เขาเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าบทความชิ้นนี้อาจทำให้ผู้อ่านบางคนเดาออกได้ว่า เขาคือใคร ทำงานที่ไหน โดยได้โทรมาย้ำเรื่องนี้หลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นไปแล้ว และขอให้ลบข้อความบางอย่างที่อาจจะทำให้ผู้อ่านสามารถเดาออกว่าเขาทำงานอยู่ ณ หนังสือพิมพ์ฉบับใด


    การไร้ซึ่งจุดยืนและเป้าหมาย
    นอกจากกฎหมายหมิ่นฯ แล้วปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มิเกิดการรายงานอย่างเท่าทัน หรือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ หรือแม้กระทั่งการรายงานอย่างเป็นกลางและสมดุล ได้แก่ ความเป็นจริงที่ว่าองค์กรสื่อกระแสหลักไม่เคยมีจุดยืนหรือเป้าหมายที่จะทำหน้าที่นี้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีบรรณาธิการและนักข่าวจำนวนหนึ่งที่มีมุมมองเท่าทันเชิงวิพากษ์ แต่หนังสือพิมพ์ทั้งหมดกลับเลือกที่จะทำหน้าที่ผลิตแต่ข่าวด้านบวก ยกฐานะกษัตริย์เป็นเสมือนสมมติเทพอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่นตัวอย่างของหนังสือพิมพ์ The Nation ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้ว นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังมักถือว่าการแสดงออกเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ เท่ากับเป็นการต่อต้านสถาบันฯ [11]

    แหล่งข่าวที่ขอมิเอ่ยนามซึ่งทำงานที่หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับหนึ่งกล่าวว่า ในที่ทำงานของเขามีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรติดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานทราบว่ามีอะไรบ้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามเขียน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งจากปากผู้บริหารและบรรดาบรรณาธิการให้ “ระมัดระวัง” เมื่อนักข่าวสัมภาษณ์แหล่งข่าว บางคนที่มีประวัติชอบแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ


    แรงกดดันและโน้มน้าวจากตลาด
    บ.ก. A ได้กล่าวว่า หากหนังสือพิมพ์รายงานข่าวเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจของหนังสือพิมพ์อย่างมหาศาล

    “องค์กรสื่อนี่ไม่ได้อยู่ได้โดยอิสระจริงๆ และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ [เป็น] องค์กรธุรกิจ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันก็ต้องรับผิดชอบ”

    ส่วน บ.ก. B เห็นคล้ายกันและบอกว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีความอ่อนไหวต่อความเห็นสาธารณะซึ่งอาจมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัท “ทุกคนพยายามปกป้องตัวเองให้ถึงที่สุด อาจจะเป็นยอดขายตก หรือคนบุกมาหนังสือพิมพ์ตัวเองจึงจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง” “สื่อทั้งหมดพยายาม ignore เขากลัวอันตรายที่จะมาถึงตัวมากกว่า …กลายเป็นสิ่งละเอียดอ่อนในสังคมไทยโดยใช่เหตุ”

    นอกจากแรงกดดันแล้ว ดูเหมือนว่าสื่อยังมีแรงจูงใจที่จะเทิดทูนสถาบันฯ อย่างพร่ำเพรื่อ จนกระทั่งผู้ที่มองสถาบันฯ เชิงวิพากษ์รู้สึกว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แรงจูงใจที่ว่านี้ได้แก่การรับโฆษณาให้บริษัทและองค์กรต่างๆ ลงข้อความเทิดทูนเฉลิมฉลองสถาบันฯ และสมาชิกในราชวงศ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้อย่างสม่ำเสมอที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในวันสำคัญๆ ของราชวงศ์ หนังสือพิมพ์จะเต็มไปด้วยข้อความประเภทนี้หลายหน้า มากกว่านั้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับยังออกสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจ เต็มไปด้วยรูปเฉลิมฉลองของในหลวง พระราชินี และราชวงศ์ เพื่อขายด้วย

    ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ออกสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ 12 สี ไซส์บรอดชีท เพื่อร่วม “ฉลอง” วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งขายในราคา 20 บาท ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2550 ในเวลาเพียง 1 อาทิตย์หลังจากงานวันเฉลิมฯ มีสิ่งพิมพ์พิเศษลักษณะนี้อยู่อย่างน้อย 5 ฉบับ และในช่วงเดียวกันนี้ ยังมีสิ่งพิมพ์พิเศษบางชิ้นที่ขายตกค้างข้ามปี อย่างเช่นในช่วงเดือนธันวาคม 2550 ผู้เขียนยังพบสิ่งพิมพ์พิเศษเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปีของในหลวง ในปี 2549 หนา 67 หน้า ซึ่งพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ โพสต์ทูเดย์ วางขายอยู่ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ย่านรามคำแหง อย่างไรก็ตาม ราคาของสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ได้ลดลงจาก 99 บาทเหลือ 20 บาท


    กฎหมายหมิ่นฯ และปรากฏการณ์ปั่นพอง
    กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมิเพียงแต่ควบคุมไม่ให้ข้อความเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ ถูกผลิตโดยสื่อกระแสหลักเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพอง ปรากฏการณ์ปั่นพองนี้หมายถึง สภาพที่ความเชื่อและความเป็นจริงถูกปั่นผสมปนเปขยายไปสู่วงกว้างในขณะที่ความคิดเห็นที่แตกต่างถูกกด มิให้มีที่ทางในสื่อกระแสหลัก จนเกิดความเชื่อที่ว่า คนทั้งสังคมมีทัศนคติต่อสถาบันฯ เหมือนกันหมด ยิ่งปั่นมากขึ้นเท่าไหร่ความเป็นจริงก็พองมากขึ้นเท่านั้น คล้ายๆ กับการปั่นหุ้น และอาการโป่งพองของถุงลม หรือเปรียบเทียบอีกอย่างคล้ายกับการปั่นจนเกิดโมเมนตัมในตัวของมันเอง ที่ก่อให้เกิดการนำเสนอเกี่ยวกับสถาบันฯ เกินความเป็นจริงและพอเพียง และดูเหมือนว่าสื่อจะตกอยู่ในสภาพที่แข่งกันเทิดทูนสถาบันฯ อย่างเกินงาม กลายเป็นควงสว่านที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกล่าวได้ว่าทุกวันนี้การเสนอข่าวของสื่อเกี่ยวกับสถาบันฯ น่าจะเรียกได้ว่ามี “ส่วนผสมระหว่างคำสรรเสริญเทิดทูนอย่างจริงใจและภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ผสมกับคำประจบที่มิได้จริงใจอย่างเกินงามและไม่รู้จักพอ แถมเคลือบด้วยโฆษณาชวนเชื่อขนานแรง” (“genuine praise mixed with disgenuine and excessive flattery laced with a heavy dose of propaganda”)

    ในความเป็นจริงมีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ที่ควรจะได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเปิดเผยผ่านสื่อ เช่น เรื่องอนาคตของราชวงศ์, บทบาทของสถาบันฯ กับการเมืองอย่างเช่นท่าทีของสถาบันฯ ต่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, การสั่งห้ามขายหนังสือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ ทั้งที่เขียนโดยคนไทยและต่างชาติในประเทศ หรือในมหาวิทยาลัยบางแห่ง, บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ปั่นพองหลักๆ มี 3 ประการ ได้แก่

    1. การสร้างกระแส
    ปรากฏการณ์ปั่นพองนำไปสู่การขยายตัวของโมเมนตัมในการผลิตข่าวด้านบวกและเทิดทูนอย่างเดียว และช่วยผลักดัน สร้างกระแส เช่น กระแสใส่เสื้อเหลืองและเสื้อดำ เพื่อให้ประชาชนพลเมืองปฏิบัติตามความคิดหมู่ (herd mentality) เวลาที่สื่อเสนอข่าวเรื่องประชาชนใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำเป็นกระแส สื่อไม่เคยพยายามวิเคราะห์ว่ามีกี่กลุ่มและแต่ละกลุ่มใส่เสื้อด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันอย่างไร อาทิเช่น ใส่เพราะที่ทำงานขอให้ใส่ ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี ใส่เพราะจงรักภักดี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากเพื่อนฝูงหรือสังคมรอบข้าง ดูเหมือนสื่อจะบอกว่าทุกคนใส่เพราะจงรักภักดี เรื่องนี้ไม่เพียงบิดเบือนภาพความเป็นจริง แต่ยังช่วยสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาเหมือนกับการทำโพลที่ผลโพลนั้นไม่เพียงแต่พยายามอธิบายความเป็นจริง (ส่วนอธิบายได้จริงหรือเปล่าและคลาดเคลื่อนแค่ไหนก็อีกเรื่อง) แต่มันมีส่วนตอกย้ำความเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างคือความเป็นจริง หมายความว่า ผลโพลนั้นอาจคลาดเคลื่อน แต่ผลของโพลมีอิทธิพลในการผลักดันให้คนเชื่อไปในทางใดทางหนึ่ง

    ในแง่นี้แล้วการที่สื่อเสนอว่าทุกคนจงรักภักดี ปลาบปลื้มกับสถาบันฯ ย่อมมิเพียงแต่เป็นการเหมารวมโดยการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ว่ามีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์ แต่ยังทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สิ่งที่สื่อเสนอน่าจะเป็นความเป็นจริง และเกิดการโน้มน้าวความคิดของคนจำนวนหนึ่งไปในทางนั้น

    สี่วันหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในช่วงข่าวกลางวันยังคงเรียกร้องให้ประชาชนหันมาใส่ชุดดำส่วนเสื้อเหลืองนั้น เมื่อไม่ถึงสิบปีที่แล้วแทบจะไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปและสื่อก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้  ณ ปัจจุบันสถานการณ์ได้ไปถึงจุดที่เหมือนเครื่องบินที่บินติดลมบนแล้ว และใครก็ตามที่ใส่เสื้อเหลืองทุกวันนี้ก็ถูกตีความว่าเป็นพวกรักสถาบันฯ ไปโดยปริยาย

    2. การคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก
    ปรากฏการณ์ปั่นพองได้ช่วยคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก เช่น กษัตริย์เปรียบเหมือนบิดาของคนทั้งชาติ เป็น “พ่อหลวง” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน ในขณะที่คนไทย “ทุกคน” เทิดทูนบูชาพระเจ้าอยู่หัว

    วาทกรรมเหล่านี้คงอยู่ไม่ได้หากวาทกรรมรองหรือความเห็นต่างถูกนำเสนอควบคู่กันไปผ่านสื่อกระแสหลัก เพราะจะก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับวาทกรรมหลักในคนหมู่กว้างและเกิดการแข่งขันกันระหว่างวาทกรรมหลักและวาทกรรมรองหรือวาทกรรมใต้ดิน

    การทำให้สื่อกระแสหลักแทบจะไร้ซึ่งเนื้อหาเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญยิ่งยวด เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักสถาบันฯ ผ่านสื่อ หาใช่ผ่านประสบการณ์ตรงไม่

    ผู้เขียนได้ลองสุ่มถามประชาชน 3 คนที่ไปถวายความเคารพพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชในเช้าวันแรกหลังสิ้นพระชนม์ พบว่าทั้งสามมิเคยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาก่อนในชีวิต แต่รู้สึกว่าพระองค์เป็นคนดีเพราะได้เห็น ได้ยิน ได้อ่านเรื่องราวของพระองค์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์

    ในทางกลับกัน ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า การเสนอข่าวที่มีแต่ด้านบวกด้านเดียวของสื่อทำให้เธอสงสัยว่า ความเป็นจริงเป็นอย่างไร เธอยังได้กล่าวต่อไปว่า สื่อมิได้เอื้อให้เธอคิดเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันฯ และเวลาสื่อเสนอข่าวการเมืองก็มักพูดถึงบทบาทนักการเมืองที่ฉ้อฉล อย่างไรก็ตามหลังจากที่นักข่าวผู้นี้ได้มีโอกาสมาทำข่าวเกี่ยวกับแรงงาน เธอก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชนชั้นและบทบาทของสถาบันกษัตริย์

    “ทำเรื่องแรงงานด้วย ทำให้เห็นความแตกต่างของชนชั้น และเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การเมือง พอดีช่วงสนธิ ลิ้มทองกุล ไล่ทักษิณ เมื่อก่อนอาจจะสนใจแต่ไม่เคยตั้งคำถามกับข้างบน [สื่อกระแสหลักมีบทบาท] มันก็เสนอเกี่ยวกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง นักการเมือง คือมันไม่มีคำถามไปถึง [สถาบันกษัตริย์] รู้สึกสนใจบ้าง แต่ไม่สามารถโยงได้ ทุกอย่างมันก็คลุมเครือ ก็เพราะเป็นอย่างนี้” เขากล่าวพร้อมทั้งบอกว่าไม่ขอเอ่ยชื่อ เนื่องจากเกรงกลัวว่าครอบครัวจะตำหนิว่ากล่าว เพราะพ่อแม่เคยสั่งไม่ให้พูดอะไรเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันกษัตริย์

    3. การปิดบัง ทำให้เลือน และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงอันสลับซับซ้อน
    มันเป็นการยากที่จะเข้าถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชนแต่ละคนแต่ละกลุ่มในประเทศนี้ต่อสถาบันกษัตริย์ เพราะสื่อนั้นเสนอเรื่องราวไปด้านเดียว มิติเดียว

    ความเป็นจริงที่พอจะสรุปได้ก็คือ ไม่มีใครทราบว่าประชาชนไทยกี่เปอร์เซ็นต์เป็นประเภทที่นับถือบูชาเจ้าอย่างสุดโต่ง กี่เปอร์เซ็นต์ที่เคารพพอประมาณอย่างพอดีๆ ไม่ทราบว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกเฉยๆ กี่เปอร์เซ็นต์ที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ เท่าทัน และกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต่อต้านสถาบันฯ และต้องการเห็นสาธารณรัฐ แต่ที่แน่ๆ คนหลากหลายประเภทนี้มีจริง จากการพบเห็นพูดคุยเป็นการส่วนตัว

    ในสังคมที่ชอบทำโพลเป็นประจำทุกอาทิตย์ (โดยเอแบคโพล สวนดุสิตโพล ฯลฯ) กลับไม่มีโพลสำนักไหนกล้าทำโพลในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันคงถูกทำให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หมิ่นต่อสถาบันกษัตริย์ ประชาชนคงอยู่กับภาพดีด้านเดียวมิติเดียวที่ถูกนำเสนอโดยสื่อซึ่งตอกย้ำวาทกรรมหลักว่า “ทุกคน” นับถือเทิดทูน และรักในหลวง

    แม้แต่หนังสือเชิงพาณิชย์แจกฟรีอย่างนิตยสาร VIVA BANGKOK (กุมภาพันธ์ 2551) ซึ่งผลิตเพื่อโปรโมตสินค้าของห้างเอ็มโพเรียมกับสยามพารากอน ในหน้า 39 ของนิตยสารฉบับนี้ มีข้อความตอนหนึ่งของปุณยวีย์ สุขสกุลวรเศรษฐ์ (หรืออรปรียา หุ่นศาสตร์) ผู้ประกาศข่าวชื่อดังรายการ “สามสิบยังแจ๋ว” เขียนว่า: “ความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยคือทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีใครบังคับให้รักจนทำให้ต่างประเทศอดทึ่งไม่ได้”

    การแสดงความเห็นเช่นนี้ทำได้ง่ายๆ เพราะสื่อกระแสหลักไม่มีที่สำหรับความเห็นต่างหรือความเห็นแย้ง และทำให้วาทกรรมหลักดูน่าเชื่อถือเพราะไม่มีที่ให้คู่แข่ง [12]

    การสวมเสื้อเหลืองหรือเสื้อดำไว้ทุกข์ก็เช่นกัน เรามิอาจทราบได้ว่าผู้คนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สวมใส่เพราะมันได้กลายเป็นชุดที่ “เหมาะสม” สำหรับใส่ไปทำงาน โดยได้รับการขอความร่วมมือจากนายจ้าง หรือกระทรวง กรมกอง หรืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากกระแสสังคม คนรอบข้าง และเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะนับถือบูชาหรือโศกเศร้าจริงการใส่เสื้อเหลืองในฐานะกลยุทธ์เพื่อทำให้ดูเป็น “คนดี” ถูกนำมาใช้ โดยมีผู้ประกอบอาชญากรรมบางคนที่ถูกจับได้คาเสื้อเหลืองและแรงกดดันจากสังคมรอบข้างเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม ผู้เขียนบทความทราบมาว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2551 นักข่าวผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อสีชมพูขึ้นรถเมล์ ได้ยินกระเป๋ารถเมล์พูดกับคนขับรถเชิงถากถางว่า “เป็นคนไทยหรือฝรั่ง”

    สื่ออาจจะเหมารวมว่าคนที่ใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ซึ่งมิได้ให้ความจริงลึกซึ้งไปกว่านั้น และการรายงานข่าวด้านเดียวของสื่อก็เช่นกัน มันมิได้สะท้อนถึงความหลากหลายของคนในสื่อว่าคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถาบันฯ

     

    3. ปฏิกิริยาโต้กลับ

    ปรากฏการณ์หรือสภาวะปั่นพองนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับ เพราะคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกเหมารวมโดยสื่อกระแสหลักอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

    การที่สื่อเสนอข่าวด้านบวกเพียงด้านเดียวยกเว้นบททัศนะนานๆ ครั้งของนักวิชาการและคอลัมนิสต์ไม่กี่คน [13] ที่หลุดลอดออกสู่สื่อกระแสหลักอย่างเช่นธงชัย วินิจจะกูล ทำให้คนจำนวนหนึ่งมิพอใจและพิสูจน์ว่าผู้รับสารมิได้เห็นคล้อยไปกับการเสนอข่าวด้านเดียวมิติเดียวเสมอไป

    เว็บไซต์ เว็บบล็อกบางแห่งได้กลายเป็นโลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งเกลียดชังสถาบันฯ และผู้คนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะรู้สึกแปลกแยกจากการนำเสนอภาพบวกด้านเดียว มิติเดียว แบบเหมารวมของสื่อกระแสหลักที่มักจะชอบคุยโอ้อวดถึงยุคโลกข้อมูลข่าวสารที่ความเห็นหลากหลายกระจายไปได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    โลกคู่ขนานในอินเทอร์เน็ตน่าจะกลายเป็นเป้าการเซ็นเซอร์ หรือปราบปรามของรัฐซึ่งมีลักษณะวิตกจริต และรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ (ความกลัวของผู้เขียนว่าเว็บไซต์เหล่านั้นจะถูกปราบก็เป็นจริงเมื่อเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันถูกปิดหลังจากเขียนบทความนี้ไม่นาน) และอย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นมีการปราบปรามจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนในนามปากกา “ท่อนจัน” กับ “พระยาพิชัย” และไม่เป็นข่าว

    แต่เรื่องนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยในมหาสมุทร และอาจมีกรณีอื่นอีกที่สื่อไม่เสนอและสาธารณชนไม่รู้ อย่างไรก็ตาม ความเห็นเชิงปฏิกิริยาโต้กลับนั้นมีจำนวนไม่น้อย เช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 มีการตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์” [14]

    คำตอบลำดับที่ 5 ซึ่งใช้นามปากกาว่า “sympatique MD” กล่าวว่า “ผมเองไม่ได้ต่อต้านการมีอยู่ของสถาบันนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสถานภาพที่สถาบันนี้เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยเผด็จการปี พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการยกย่องเชิดชูเทิดทูนกันแบบสุดๆ และห้ามแตะ… การวิพากษ์วิจารณ์ได้ และตรวจสอบได้น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากกว่าครับ เกี่ยวกับรายได้และการเสียภาษี เกี่ยวกับงบประมาณของโครงการหลวงต่างๆ นับพันโครงการ”

    ผู้ตอบลำดับที่ 16 ใช้ชื่อว่า “ดาวในฟ้า” ตอบว่า “ไม่ได้ต่อต้านแบบคิดล้มล้าง หรืออะไรนะคะ แต่ว่าไม่ชอบการ propaganda แล้วก็อาการของคนบางกลุ่มในสังคมที่ treat สถาบันในแบบที่ค่อนข้างจะโน้มเอียงไปทางงมงายค่ะ

    “สถาบัน (ในแง่สถาบัน…คือเรามองว่าควรมองที่ตัวระบบมากกว่าบุคคลนะ) ควรแตะต้องจับต้อง วิพากษ์ วิจารณ์ได้อะค่ะ

    “แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ออกมาวิพากษ์ หรือ treat บุคคลในราชวงศ์เหมือนไม่ใช่มนุษย์ (ทั้ง treat สูงกว่า และต่ำกว่ามนุษย์)”

    หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในวันที่ 2 มกราคม 2551 ก็มีการถกเถียงแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ในเว็บบอร์ดเดียวกันนี้ อย่างที่สื่อกระแสหลัก (ทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ) มิยอมให้พื้นที่

    ในกระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว” [15] มีการแสดงความเห็นเรื่องข่าวสิ้นพระชนม์ และการจัดงาน รวมถึงการรายงานของสื่อ โดยความเห็นที่ 8 ผู้ใช้นามปากกาว่า “มาช้าแต่มาแล้ว” เขียนว่า

    “ปล. ผมเฉยๆ ครับ บอกกันตรงๆ ไม่ได้สนิท ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มีความสัมพันธ์ ถ้าจะไม่ไว้อาลัยด้วย ไม่ทราบผิดไหม? ไม่เศร้าครับ”

    ความเห็นที่ 5 เขียนว่า

    “ใครเป็นญาติสนิทมิตรสหายก็เศร้าโศกเสียใจกันไป ผมไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่มิตร ไม่สนิท เลยรู้สึกเฉยๆ หน้าไหนอย่าเที่ยวมายัดเยียดความเศร้าให้ก็แล้วกัน วันนี้ยังใส่เสื้อสีสดใสอยู่เลย ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกัน”

    แต่นั่นมิใช่สิ่งที่สื่อกระแสหลักปฏิบัติ ในทางตรงกันข้าม บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 3 มกราคม 2551 เขียนว่า “ความรื่นเริงที่ทุกคนได้รับมาในช่วงฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พลันสลายสิ้น แทนที่ด้วยความเสียใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แม้คนไทยจะติดตามรับทราบพระอาการประชวรของพระองค์มาเป็นระยะ และได้เตรียมตัวเตรียมใจกับความสูญเสียมาบ้างแล้วก็ตาม หากแต่เมื่อวันนั้นมาถึง

    ทุกคนกลับไม่อาจห้ามความเศร้าโศก…” [เน้นโดยผู้เขียน]


    ความแปลกแยก
    คนไทยอย่างนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง อายุ 26 ปี ซึ่งถือว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายซ้ายและยึดถืออุดมการณ์สาธารณรัฐนิยม มองว่าการเสนอข่าวเรื่องสถาบันกษัตริย์ของสื่อกระแสหลักนั้นเต็มไปด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ”

    เมื่อถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับการถูกเหมารวมโดยสื่อว่าเป็นหนึ่งในคนไทยทุกคน “ที่เทิดทูนบูชาสถาบันฯ” โชติศักดิ์กล่าวว่า “ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอย่างไร คุณเหมารวมเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้สอบถาม ที่บอกว่าคนไทยทุกคนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เคยอ่านว่า มีการเขียนว่าคนทั้งโลกยกย่องด้วยซ้ำไป

    “เคยตั้งคำถามว่าที่ว่ามี 63 ล้านคนที่ยกย่อง จริงหรือเปล่า? คนต่างประเทศหลายคนไม่รู้จักเลยว่าไทยคืออะไร แถมยังสงสัยระหว่างไทยกับไต้หวัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักไทย แล้วจะรู้รักในหลวง จะรักยกย่องในหลวงได้อย่างไร?

    “อาจจะเรียกว่าโกรธหรือโมโห แต่ในด้านหนึ่งก็รู้สึกขำว่าทำไมเชลียร์ได้ขนาดนี้ ถ้าเอาคนที่รู้สึกเฉยๆ รวมกับคนที่แอนตี้สถาบันฯ [เทียบ] กับคนที่รักมากๆ คนสองกลุ่มนี้อาจจะมีจำนวนพอๆ กันก็ได้”

    โชติศักดิ์ยังได้ให้ความเห็นต่อไปว่าเขาเชื่อว่าสื่อกระแสหลักได้ปูพรมสาธารณะด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” จนทำให้คนเชื่อว่าทุกบ้านมีรูปในหลวง ในขณะที่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขานั้นพิสูจน์ว่ามีบ้านเรือน อพาร์ตเมนต์จำนวนหนึ่งที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์

    “ในความจริงก็คือ ไม่ได้มีทุกบ้าน อาจจะเกือบทุกบ้านแต่ไม่ใช่ 99% แน่ๆ อาจจะ 80 หรือ 90 หรืออาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป [แต่การที่สื่อบอกว่ามีทุกบ้าน] มันทำให้เกิดกระแสที่สำคัญคือ คนก็เชื่อทั้งๆ ที่บ้านตัวเองก็ไม่มี

    “เรื่องเสื้อเหลืองก็ไม่ใช่ทุกคน และในบรรดาคนที่ใส่ อาจมีครึ่งเดียวที่ใส่เพราะมีอารมณ์ร่วม ส่วนอีกครึ่งอาจจะติดต่อราชการ …หลายๆ คนเพื่อนผม ญาติผม ถูกที่ทำงานบังคับให้ซื้อ มันกดดันบังคับในเชิงกลายๆ สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญมากในการสร้างกระแสนี้

    “มันเหมือนโฆษณาทุกวัน เปิดทุกวันเหมือนเวลาค่ายเพลงทำการตลาด เปิดให้ฟังทุกวัน ฟังๆ ไปก็จะรู้สึกว่ามันเพราะ เพียงแต่กรณีนี้อาจจะมาในรูปสารคดี หรือรูปแบบข่าว ขณะที่สื่อมีพื้นที่มากๆ ให้กับการโปรโมต การ propaganda เรื่องเจ้า สื่อก็ปิดการเสนอข่าวอีกฝ่ายหนึ่ง …แม้แต่ฝ่ายที่ไม่นิยมเจ้าเป็นคดีก็ไม่นำเสนอ

    “แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบนินทา [แต่] ถ้าดูสื่อ เหมือนคนทั้งหมด 63 ล้านคน ไปในทางเดียวกันเป๊ะๆ เลย”

    และเรื่องที่โชติศักดิ์เผชิญเองเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ก็ไม่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมด (ยกเว้น The Nation) วันนั้นโชติศักดิ์ปฏิเสธที่จะยืนตรงทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี จนเกิดมีปากเสียงกระทบกระทั่งกับผู้เข้าชมภาพยนตร์บางคนที่โรงภาพยนตร์เซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า จนโชติศักดิ์ต้องโทรเรียก 191 และถูกข่มขู่โดยผู้ชมภาพยนตร์คนหนึ่งว่าจะฟ้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากคนนั้นถูกโชติศักดิ์แจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย

    เรื่องนี้ถึงแม้หนังสือพิมพ์ออนไลน์เช่นประชาไทจะทราบ แต่ก็ตัดสินใจไม่เล่นข่าวดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความหวังดีต่อนายโชติศักดิ์

    เรื่องเดียวกันนี้มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเมื่อมีผู้นำไปโพสต์ลงในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน แต่โชติศักดิ์เชื่อว่าเว็บบอร์ดและเว็บไซต์เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่ที่จำกัดมาก

    “มันเป็นแค่ที่ระบาย ถ้ายังอยู่ในแบบนี้ มันไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะคนส่วนมากก็รับสื่อกระแสหลัก อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก เว็บไซต์มีเป็นร้อยเป็นพัน เป็นที่ให้คนที่มีจุดยืนเดียวกันทั้งหมดมาพูดกัน ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ พื้นที่สื่อมันควรจะเป็นพื้นที่ให้ทั้ง 2 ฝ่าย 2 จุดยืนทางการเมือง หรือหลายจุดยืนการเมืองมาถกเถียง ไม่ใช่เหมือนสื่อปัจจุบัน ที่เลือกข้างหรือถูกทำให้เลือกข้างไปแล้ว” [16]
    ไม่มีปลาไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด
    ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด บางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) บล็อกเกอร์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเมืองไทยที่มีผู้อ่านมากที่สุดคนหนึ่งก็เขียนเกี่ยวกับการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันว่า “จำนวนคนออนไลน์เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันขณะถูกปิดมี 150 คน ซึ่งอาจจะรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้จับตาดูการถกเถียง”

    กลับมาพูดถึงกรณีนายธนาพล ผู้ก่อตั้งวารสารและเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนรู้สึกว่าน้ำเสียงนายธนาพลรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาพลคงนึกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนปลาตัวเล็กๆ แถมการถกเถียงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับทางการ แต่เขาอาจจะคิดผิด คงไม่มีปลาตัวไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด หรือมิฉะนั้นปลาตัวนี้ก็ได้เติบโตจนเกินไป และเริ่มสร้างความลำบากใจแก่ผู้มีอำนาจ

    ความสำคัญของการจัดการความเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันทางอินเทอร์เน็ตอยู่ตรงที่ว่า ถึงมีจำนวนผู้เข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้นจำกัดก็จริง แต่การปิดเว็บไซต์อย่างนี้อาจช่วยป้องกันมิให้ผู้คนซึ่งไม่รู้จักกันในโลกความเป็นจริงค้นพบความเป็นจริง (ผ่านโลกเสมือนจริงของไซเบอร์สเปซ) ว่าแท้จริงแล้วคนที่คิดอย่างเขา คิดอย่างวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์นั้นมีอยู่จริง มีจำนวนมิน้อย และตรงกันข้ามกับที่สื่อกระแสหลักพยายามนำเสนอแบบปูพรมว่า “คนไทยทุกคน” เทิดทูนบูชาสถาบันกษัตริย์

    การแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนของคนเหล่านี้ จะเป็นสิ่งตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้บ้า หรือมีอยู่เพียงคนเดียว หรือสองคน หรือในหมู่คนที่รู้จักและมันก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่สื่อกระแสหลักเสนอนั้นเป็นเพียงด้านเดียวของเหรียญ หรือหนึ่งในหลายมิติของความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและหลากหลายของคนไทยต่อสถาบันกษัตริย์

    มันคงช่วยให้คนบางคนตาสว่างและตระหนักว่า ภาพบางอย่างที่สื่อกระแสหลักนำเสนออาจมิได้สะท้อนความเป็นจริงหรือความเชื่อของคนบางกลุ่ม และนี่คงเป็นสิ่งที่ทางการและผู้มีอำนาจเป็นห่วงเป็นที่สุด

    เพราะฉะนั้นปลาตัวเล็กก็ต้องถูกจัดการนำไปทอด จัดระเบียบ หรือเล่นซ่อนหาเปิดปิดเว็บไซต์แห่งใหม่หนีทางการ

     

    บทส่งท้าย

    หลังจากผู้เขียนได้รายงานข่าวการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ลงหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 6 มกราคม 2551 ได้ไม่กี่วัน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้มีอำนาจในกอง บ.ก. ว่า หนังสือพิมพ์ The Nation “ไม่ต้องการ” ข่าวเช่นนี้อีกต่อไป

    “ข่าวแบบนี้ไม่เอาอีกแล้วนะ” เสียงสุภาพทางโทรศัพท์บอกย้ำผู้เขียน

    มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation และ Bangkok Post เท่านั้นที่รายงานข่าวอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ไทยรัฐออนไลน์ [17] ก็ได้ติดตามประเด็นนี้ต่อ โดยอ้างว่าทางการไม่ได้มีส่วนในการปิดเว็บไซต์แต่อย่างใด เว็บไซต์ที่เสี่ยงต่อการจัดระเบียบยังมีอยู่ รวมถึงเว็บไซต์อย่างประชาไท ส่วนผู้เขียนก็คงต้องถูกจัดการ นำไปทอดหรืออบรมเปลี่ยนทัศนคติเช่นเดียวกัน

     

     

    เชิงอรรถ 

    [1] ถอดความโดยปรับปรุงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Lese Majeste Law and Mainstream Newspapers’ Self-Censorship: The Upward Spiral Effect and its Reaction” เสนอในงานประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 (10th International Conference on Thai Studies) จัดโดย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 9 มกราคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    [2] “เชื่อปิด ‘ฟ้าเดียวกัน’ ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกชน,” ประชาไท, 8 มกราคม 2551, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10799&Key=HilightNews

    [3] Thanong Khantong and Wannapa Phetdee, “Crowds hail their King,” The Nation, 5 December 2007, p. A.15.

    [4] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550, http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000144471

    [5] “Jailed Swiss man receives pardon from His Majesty,” Bangkok Post, 13 April 2007.

    [6] “H.M. pardons Swiss man who defaced his portraits,” The Nation, 13 April 2007, p.A1.

    [7] ดูเพิ่มเติม บทความของผู้เขียน “การเซ็นเซอร์ข่าวหมิ่นพระมหากษัตริย์ในสื่อไทย (ข้อสังเกตกรณีคดีฝรั่งสวิส),” ประชาไท, 23 เมษายน 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=7821&Key=HilightNews

    [8] ดูเพิ่มเติมที่ “อาจารย์ ม.ศิลปากรออกข้อสอบวิชาอารยธรรมไทย ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ,” ประชาไท, 19 กรกฎาคม 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8899&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

    [9] ประวิตร โรจนพฤกษ์, “คำให้การเรื่องสถาบันกษัตริย์กับวัฒนธรรมเซ็นเซอร์,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 2 (เมษายน – มิถุนายน, 2550), หน้า 141-146

    [10] “ไม่สบายใจแก้ กม. ปกป้อง ‘องคมนตรี’ แจ้ง ‘วิปสนช.’ ลงมติ ‘ถอนเรื่อง’,” มติชนรายวัน, 10 ตุลาคม 2550

    [11] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550 กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานประชุมไทยศึกษานานาชาติ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ว่า :

    ประการที่สี่ การจัดสัมมนานานาชาติที่มีไอ้โม่งหนุนหลัง ซึ่งจะจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ซึ่งจะมีรายการแอบแฝงเพื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเชิญอดีตนักวิชาการคอมมิวนิสต์บางคนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศเข้ามาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ด้วย

    ประการที่ห้า การเตรียมการที่จะให้ฝรั่งคอลัมนิสต์รับจ้างบางคนซึ่งเคยมีบทบาทในการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มาแล้ว จัดทำเอกสารเพื่อโจมตีทำลายคณะองคมนตรีในการสัมมนาที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-11 มกราคม 2551

    [12] ในเดือนสิงหาคม 2550 นิตยสาร Forbes ซึ่งมีชื่อเสียงในการจัดลำดับอันดับทรัพย์สิน รายได้ และความมั่งคั่งของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ทั่วโลก ได้เผยแพร่บทความ “The Word’s Richest Royals” ซึ่งทำการจัดอันดับกษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครรัฐที่รวยที่สุดในโลก โดยในหลวงของไทยติดอันดับที่ 5 แต่สื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมดก็ไม่รายงานข่าวดังกล่าว (ยกเว้น กรุงเทพธุรกิจ, 18 กันยายน 2550 และ เดลินิวส์, 27 กันยายน 2550)

    นิตยสาร แมรี แคลร์ ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 หน้า 102-103 รายงานถึงกษัตริย์ 4 อันดับแรก รวมถึงการเม้าท์ถึงความร่ำรวยและคดีอื้อฉาว แต่ตกลำดับที่ 5 ไปอย่างน่าแปลกใจ ทั้งๆ ที่นามปากกาผู้เขียน คือ “คอหนอนใหญ่” น่าจะเป็นคนไทย และหน้าถัดไปของนิตยสารก็มี books review หนังสือชื่อ 365 วัน ฉันรักในหลวง นี่ไม่ใช่แห่งเดียวที่เป็นแบบนี้ ใน มติชนสุดสัปดาห์, 7-13 กันยายน 2550 บทความ “กษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกคือใคร?!” ก็กล่าวข้ามกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกเป็นลำดับที่ 5 ไปเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีการเซ็นเซอร์หรือขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

    ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน กานต์ ยืนยง, “รายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งของราชวงศ์ทั่วโลก,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2550), หน้า 203-213

    [13] หลังจากการประชุมไทยศึกษานานาชาติเดือนมกราคมสิ้นสุดลงไม่นาน คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ชื่อ สนิทสุดา เอกชัย ก็ได้เขียนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sanitsuda Ekacha, “‘Porpiang’ is all about handling one’s greed,” Bangkok Post, 17 January 2008, p. 9) หลังจากนั้นมีผู้อ่านเขียนมาชมสนิทสุดาว่า ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และก้าวหน้าที่เธอเขียนข้อความเชิงวิพากษ์ต่อความคิดบางอย่างของกษัตริย์ (จดหมายของ Dom Dunn จากเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ชื่อหัวจดหมาย “Exciting journalism,” Bangkok Post, 19 January 2008, p.9)

    ผู้เขียนคิดว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามใช้พื้นที่เสนอข่าวอย่างเท่าทัน แต่ในขณะเดียวกัน ควรกล่าวไว้ด้วยว่า สนิทสุดาเองก็ได้เคยเขียนชื่นชม สนับสนุนส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปีก่อนหน้านี้

    หันมาดูคอลัมนิสต์อีกคนของหนังสือพิมพ์ The Nation คือ นายกวี จงกิจถาวร ก็ได้เขียนบทความหลังการประชุมไทยศึกษานานาชาติ และเอ่ยว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด แต่ก็มิได้ (หรือไม่กล้า?) อธิบายแก่ผู้อ่านว่าอะไรน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์นี้ถูกปิด (Kavi Chongkittavorn, “A dramatic royal transformation happening in Asia,” The Nation, 14 January 2008, p. A8) กรณีนี้สะท้อนถึงความเป็นจริงที่ถูกตัดตอนเหมือนกับตอนที่สื่อไทยนำเสนอข่าวเรื่องเว็บไซต์ยูทูบ www.youtube.com ถูกปิด เพราะมีคลิปวิดีโอหมิ่นสถาบันฯ โดยที่ไม่มีสื่อไหนรายงานว่า คลิปวิดีโอบางชิ้นนั้นเอ่ยถึงความไม่พอใจที่นายยูเฟอร์ถูกจับและอาจต้องโทษอย่างรุนแรงจึงได้ทำวิดีโอคลิปขึ้นมาประณามสภาพกฎหมายบ้านเมืองไทย

    [14] กระทู้ “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์,” 30 พฤศจิกายน 2550, http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=4303&hl=

    [15] กระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว,” 2 มกราคม 2551, http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=4825

    [16] โฮวาร์ด ซินน์ (Howard Zinn) นักประวัติศาสตร์อเมริกันนามอุโฆษเคยถูกตั้งคำถามว่า “ในฐานะครู ควรจะส่งเสริมให้นักศึกษากระตือรือร้นตั้งคำถามและมองเชิงวิพากษ์โดยไม่ตกหลุมพรางของการมองโลกในแง่ร้ายได้อย่างไร” ซินน์ตอบว่า “การไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เป็นคุณสมบัติสำคัญอันหนึ่งที่นักศึกษาพึงเรียนรู้ ผมคิดว่ามันเกิดจากการที่นักศึกษาตระหนักว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์มิได้ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เขาเคยเทิดทูนอาจมิได้น่าที่จะเทิดทูน วีรกรรมอย่างโรแมนติกและอุดมคติที่ถูกเสนอโดยรัฐสมควรที่จะถูกตรวจสอบและพิจารณาวิพากษ์อย่างเท่าทัน การกระทำของรัฐในสังคมที่คุณอาศัยอยู่ ความคิดที่คุณเชื่อว่าเป็นของบุคคลนักคิดสำคัญมีข้อบกพร่องและจำเป็นต้องมองให้เห็นจุดบกพร่องเหล่านั้น” ดู Howard Zinn, Original Zinn: Conversations on History and Politics (New York : Harper Collins, 2006).

    [17] ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์, “ทุกฝ่ายแบข้อมูลเบื้องหลังปิดเว็บไซต์ วารสาร ‘ฟ้าเดียวกัน’,” 11 มกราคม 2551, http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03a&content=74818

     

    ตามข่าว “โชติศักดิ์” ในหน้าสื่อ

    April 23rd, 2008

    หลังจากที่โชติศักดิ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจประเด็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่นำมาใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม/ คู่แข่งทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อมวลชนมาทำข่าวกรณีโชติศักดิ์ แต่ก็ใช่ว่าข่าวนี้จะได้ลงหนังสือพิมพ์หรือปรากฏในหน้าสื่อ เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้กันทั่วไป  ทางฟ้าเดียวกันจึงติดตามข่าวที่เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่ออินเตอร์เน็ต  เพราะกลัวว่า คนต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลเหตุการณ์กลับได้รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ แต่คนในประเทศไทยอาจจะตกข่าว เพราะสื่อไทยนั้นเลือกที่จะ ”เงียบ” ท่ามกลางวัฒนธรรมแบบ “ไทยๆ” ในการเซนเซอร์ตัวเอง 

    ข่าวกรณี “โชติศักดิ์” ที่ปรากฏในสื่อ (วันที่ 23 เมษายน 2551)

    ประชาไท
     
    bangkokpost (หน้า 1)
     
    ประชาทรรศน์ (หน้า 1)
     
    reuters

    ผู้จัดการออนไลน์ (ไม่ปรากฏข่าวนี้ในผู้จัดการรายวัน)

    the Nation <แปลไทย> (ข่าวโดยประวิตร โรจนพฤกษ์ แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์) –โดยเวบประชาไท