วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

การอบรมวิชาการ “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา”

January 21st, 2011

กำหนดการอบรมวิชาการ Training on Our Boundaries-Our Asean Neighbors, Jan 21
“เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา” (200 ท่านแรกไม่มีค่าลงทะเบียน พร้อมรับหนังสือ/ซีดี)
วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 ณ  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน ธนบุรี กทม. (ย้ายจาก รร. รอแยล)
———————————

08.00 – 08.30      ลงทะเบียน
08.30 – 08.45      กล่าวรายงาน
08.45 – 09.00      เปิดงาน โดย ศ. คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ*
ศ.เพ็ชรี  สุมิตร  ประธานมูลนิธิโครงการตำราฯ มอบหนังสือที่ระลึก
09.00 – 09.30      ปาฐกถาพิเศษ “เขตแดนของรัฐ กับโลกาภิวัตน์”
โดย ศ. ดร.ธเนศ   อาภรณ์สุวรรณ
09.30 – 10.00      พักรับอาหารว่าง
10.00 – 12.30      (ห้องประชุมใหญ่) บทบาทของกลไกระหว่างประเทศ – International Court of Justice (ICJ) – Permanent Court of Arbitration (PCA) และกรณีศึกษาเขตแดน – กลุ่มประเทศยุโรป-เอเชีย อ.พนัส ทัศนียานนท์, รศ.ประสิทธิ์  ปิวาวัฒนวนิช, อ.วิพล กิติทัศนาสรชัย,  ดร. มรกต  เจวจินดา ไมยเออร์, อ.พิเชฐ สายพันธ์, อ.สุริยา คำหว่าน, คุณอดิศักดิ์ ศรีสม  ดำเนินการ
12.30 – 13.30      พักรับอาหารกลางวัน
13.30 – 16.30      แบ่งห้องสัมมนาหัวข้อเฉพาะ

(ห้องประชุมใหญ่) “กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ – ไทยกับเพื่อนบ้าน และการแก้ปัญหาของมรดกโลก” ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, อ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ, อ.ดุลยภาค ปรีชารัชช, อ.อรอนงค์ ทิพย์พิมล, ดร.พิภพ อุดร, คุณจอม เพชรประดับ   ดำเนินการ
ห้องย่อยหนึ่ง  “เขตแดน – เพื่อนบ้าน – เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น” ผศ.ดร.ประดิษฐ์ ศิลาบุตร, ผศ.บุณย์เสนอ ตรีวิเศษ, อ.ดำเกิง โถทอง, อ.บุญเรือง คัชมาย์, คุณประเวส หอมชื่น, ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ดำเนินการ
ห้องย่อยสอง  อภิปราย และ ชมภาพยนตร์ เรื่อง “เนรคุณ” ภาพยนตร์ชิงรางวัล    ออสการ์/ตุ๊กตาทอง ปี 2009 ร่วมสร้างโดย ผู้กำกับชาวลาวและอเมริกัน นำเสนอโดย ทีมงาน FILM KAWAN (SeasTU)

พิธีกรตลอดงาน   อ.สมฤทธิ์   ลือชัย
ติดต่อสอบถามที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

โทร. 02-424-5768, โทร. /โทรสาร 02-433-8713 , 02-882-3850

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2553

January 21st, 2011

โดยไม่ต้องรอให้ผลสอบของคณะกรรมการ “ค้นหา” ความจริงชุดใดๆ ออกมา มวลชนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ในโอกาสครบรอบ 4 เดือนการสังหารหมู่พฤษภาคม 2553 ก็ได้เขียนรายชื่อ “ผู้ต้องสงสัย” ที่พวกเขาคิดว่าเป็นผู้สั่งการให้ล้อมปราบมวลชนเสื้อแดงในเหตุการณ์นองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553  แต่ไม่ทันรุ่งสาง ข้อความดังกล่าวก็ถูกลบออกไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่เป็นอีกหนึ่งในข้อจำกัดของการแสวงหาข้อเท็จจริงในสังคมไทยเกี่ยวกับการฆาตกรรมทางการเมืองในระยะเวลาอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลา 19  หรือพฤษภา 35

หากแม้แต่การสงสัยยังเกิดขึ้นไม่ได้ ก็คงยากที่ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านอันจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจะเกิดขึ้น

เมื่อการหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านไม่เกิดขึ้น ก็อย่าหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นตามมา

เมื่อความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่การสมานฉันท์/ปรองดองที่หลายคนเรียกร้องจะเกิดขึ้น

ธงชัย วินิจจะกูล  ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความยุติธรรมยากจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย ก็คือ “ไม่มี ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ (regime change)’ เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาความยุติธรรมหรือการปรองดองใดๆ”

อะไรคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ”  ธงชัยให้คำนิยามสั้นๆ ว่า คือการที่ “ผู้ที่อาจมีบทบาทโดยตรงหรือโดยอ้อมในการปราบปรามเข่นฆ่า หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียกับผลของการสืบสวน จะต้องออกจากอำนาจและพ้นไปจากกลไกการแสวงหาความยุติธรรมและการปรองดอง” (ดู ธงชัย วินิจจะกูล “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกับกรณีของไทย” หน้า 132-137)

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ถ้าในปัจจุบันไม่มี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” เกิดขึ้น หรืออาจจะต้องใช้เวลานานนับทศวรรษดังเช่นหลายกรณีในอเมริกาใต้   แล้วเราไม่ควรทำอะไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมหรือ ?

เราไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่าที่มีช่องทางเอื้ออำนวยหรือ?

เราไม่ต้องเยียวยาผู้บาดเจ็บ พิการ ตลอดจนญาติวีรชนที่ต้องสูญเสียคนที่เขารักหรือ?

เราไม่ต้องเก็บรวบรวม/ถ่ายทอดความทรงจำ  เพื่อสร้างเป็นความทรงจำร่วมของสังคมต่อเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 หรือ?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” เกิดขึ้นจริง  แต่เราไม่มีพยานหลักฐานที่จะเอาผิดฆาตกรผู้สั่งฆ่าประชาชน?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” แล้ว เอาคนสั่งการมาลงโทษได้  แต่ผู้บาดเจ็บ พิการ ตลอดจนญาติวีรชน ถูกทอดทิ้งให้เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์?

จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้ามี “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” แล้ว  แต่กลับไม่มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ให้กับเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 หรือความรุนแรงทางการเมืองอื่นๆ ที่ถูกปิดทับมานานนับทศวรรษ?

ภายใต้สภาพการณ์ที่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบ” ยังไม่เกิดขึ้น หรือที่เราเรียกว่าในระยะ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน” การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมนั้นแยกไม่ออกจากความพยายามที่จะ “เปลี่ยนแปลงระบอบ” ที่ขัดขวางการแสวงหาความยุติธรรม

สุดท้าย ภายใต้สภาพการณ์ที่ “ความยุติธรรมเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน”  บทกวี “บวงสรวงวีรชน” ของไพบูลย์ วงษ์เทศ ที่เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สามารถสะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี  เราจึงขอยกมากล่าวซ้ำ ณ ที่นี้

แม้ดับเทียนสีทองส่องสว่าง               มิอาจดับรอยด่างให้เลือนได้
วันนี้ไม่มีเสียงสำเนียงใด                   พรุ่งนี้เสียงจะใสถึงดวงดาว
ดาวจักเรืองแจ่มหล้าเมื่อฟ้าหม่น      เดือนจะโรจน์อำพนเมื่อมืดหาว
เรียงถ้อยร้อยกวีวะวับวาว                 บันทึกคราวคับแค้นในแดนไตร
แม้ไม่มียุติธรรม์ในวันนี้                     แต่ขอบฟ้ายังมีอรุณใหม่
ใครก่อเวรสร้างกรรมกระทำไว้          จักต้องรับชดใช้ชำระคืน