วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

เศรษฐศาสตร์การเมือง-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

เศรษฐศาสตร์การเมือง วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

สังคมศาสตร์ปริทัศน์-วารสารออนไลน์

March 26th, 2010

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารฉบับออนไลน์ เร็วๆนี้

NOLOGO

March 26th, 2010

‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’

 

นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้

 

นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)

 

ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)

 

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ โนโลโก้ ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง โนโลโก้ มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011

 

นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ โนโลโก้ ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม

 

ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง โนโลโก้ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

เนื้อหาใน โนโลโก้ คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ โนโลโก้ ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก

 

ในระดับปัจเจก โนโลโก้ ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่

 

คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร

 

ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

 

โนโลโก้
นาโอมิ ไคลน์  เขียน
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล
หนา 560 หน้า
ราคา 450 บาท

ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ–บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 4

March 26th, 2010

ถ้าหากว่า “นิติรัฐ” มีความหมายเป็นเพียงแค่การปกครองโดยกฎหมาย

เราก็คงต้องยอมรับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแต่นิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่นใดที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารตั้งแต่อดีตจนถึง อนาคต

เราก็ต้องยอมรับกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กำหนด “โทษที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

เราก็ต้องยอมรับกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ไม่เพียงแต่คลอดมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เท่านั้น ทว่ายังให้อำนาจแก่ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จและไม่มีกระบวนการรับ ผิดต่อประชาชน

หากไม่พอใจกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ก็เพียงแต่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและผู้ใช้กฎหมาย เสนอให้แก้ไขกฎหมาย หรือไม่ก็ร่างกฎหมายใหม่

แต่ “นิติรัฐ” ไม่ใช่แค่การปกครองโดยกฎหมายเท่านั้น

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่ สรุปแนวคิดรวบยอดว่า ไม่ใช่มีเพียงกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้เป็นเครื่องมือในการ ปกครอง แล้วรัฐนั้นจะเป็นนิติรัฐ แต่นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และในทางเนื้อหา กฎหมายนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม

คำถามที่ตามมาคือ “ความยุติธรรม” คืออะไร ความยุติธรรมนั้นย่อมมีความหมายเชิงสัมพัทธ์ ไม่สัมบูรณ์ตายตัว ความยุติธรรมของคนต่างชนชั้นย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนต่างเพศสถานะย่อมต่างกันได้ ความยุติธรรมของคนที่ต่างอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองก็ย่อมต่างกันได้

ความยุติธรรมอันเป็นที่ยุติสำหรับสังคมหนึ่งๆ ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองภายใน วิถีการผลิต ดุลทางอำนาจระหว่างกลุ่มพลังที่ต่อสู้ต่อรองกันตลอดเวลา และอื่นๆ

ด้านหนึ่ง นิติรัฐจึงไม่พอเพียง

ทั้งไม่พอเพียงในทางรูปแบบ จำต้องคิดถึงนิติรัฐในทางเนื้อหา

ทั้งไม่พอเพียงในตัวมันเอง จำต้องคิดอย่างไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนิติรัฐ

กล่าวสำหรับปัญหาประชาธิปไตยไทย ณ ขั้นตอนปัจจุบัน หลายฝ่ายเสนอให้ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งเป็นสิ่งควรต้องสนับสนุนอย่างยิ่ง แน่นอนว่านิติรัฐไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะสามารถขจัดปัญหาทุกอย่างไปได้ แต่ระบอบประชาธิปไตยวันนี้ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งนิติรัฐ

อย่างไรก็ดี นอกจากนิติรัฐแล้ว โจทย์สำคัญของสังคมการเมืองไทยคืออะไรอีก

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอว่า ในระยะยาว เราต้องคิดถึงสิ่งที่เรียกว่า “สปิริต” ของระบบการเมือง-กฎหมายบางอย่างที่ยึดถือร่วมกัน หากไม่สามารถจัดการปัญหาใจกลางนี้ได้ จะเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใหม่อย่างไรก็ไร้ความหมาย

กล่าวให้ถึงที่สุด นี่ถือเป็นภารกิจที่ตกค้างมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร

แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสปิริตของระบบการเมือง-กฎหมาย เหล่านี้ไม่สามารถกำหนดได้จากอัตวิสัยของใครเพียงลำพัง มีแต่ต้องเคลื่อนไหวผลักดัน ต่อสู้ ต่อรอง เปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัต

มนุษย์ถูกกำหนดโดยประวัติศาสตร์ แต่มนุษย์ก็เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [7/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [6/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [5/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [4/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [3/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [2/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

เปิดโลกการอ่าน — จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข: ‘อ่าน’ การต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย [1/7]

March 25th, 2010

[1 2 3 4 5 6 7]

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

March 11th, 2010

สำหรับงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในรูปของงานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นการกระทำของนักเรียนนอกและทหารเพียงหยิบมือเดียวในนาม “คณะราษฎร” และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ตระเตรียมไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไปมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 (ปฏิรูประบบราชการ) รัชกาลที่ 6 (ตั้งดุสิตธานีเพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย) จนกระทั่งรัชกาลที่ 7 (เตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ) สะดุดลง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผลจากการ “ชิงสุกก่อนห่าม” ยังก่อให้เกิด “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลามากกว่า 7 ทศวรรษ

แนวความคิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวและการเคลื่อนไหวของฝ่ายนิยมเจ้า โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ชัยชนะของคณะเจ้าต่อคณะราษฎรสามารถแลเห็นได้เด่นชัดจากการสถาปนาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลายเป็น “กษัตริย์นักประชาธิปไตย” ผ่านการตัดตอนพระราชหัตถเลขาสละราชย์ที่พระองค์ใช้ในการต่อรองกับคณะราษฎร ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

เราอาจจัดประเภทงานวิชาการที่อยู่บนฐานคิดดังกล่าวโดยรวมได้ว่า งาน “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังคงดำรงฐานะครอบงำงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยและความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนทุกวันนี้

ใช่เพียงลำพังงานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงขวาเท่านั้นที่ลดทอนสถานะของ 24 มิถุนายน 2475 ลง ในอีกขั้วตรงข้าม งานประวัติศาสตร์นิพนธ์เอียงซ้ายภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า เป็นแค่การ “รัฐประหาร” มิใช่การ “ปฏิวัติ”

กว่าที่งานวิชาการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และแนวการวิเคราะห์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยจะถูกท้าทายก็ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เริ่มจากผลงานของทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” (2524)

หนึ่งปีถัดมา บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475 : พรมแดนแห่งความรู้” ของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาด้านประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโทที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปรากฏสู่โลกวิชาการ ในบทความชิ้นดังกล่าว นครินทร์ได้สำรวจเข้าไปในพรมแดนความรู้ (และความไม่รู้) ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะเป็นเพียงงานปริทัศน์ แต่นครินทร์ได้ตระหนักว่า ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์จำต้องคิดให้หนักว่าจะทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพื่อตอกย้ำความรู้เก่าๆ หรือประมวลความรู้ความเข้าใจที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง”

หลังจากนั้น นครินทร์ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2527 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของการเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม ระหว่าง พ.ศ. 2470-2480” ซึ่งได้รับเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ระดับดีมาก เขาผลิตงานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิวัติสยามต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก และรวมตีพิมพ์ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533)

หนังสือเรื่อง การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง งานชิ้นนี้ถือเป็นการสรุปรวบยอดทางความคิดเกี่ยวกับ “การปฏิวัติสยาม” ของนครินทร์ก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ก้าวข้ามความคิด “ชิงสุกก่อนห่าม” เท่านั้น งานชิ้นนี้ยังอธิบายให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมในมิติต่างๆ

นับจากปี 2535 การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ตีพิมพ์มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมาถึง ณ วันนี้งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ยังคงถือเป็นงานวิชาการมาตรฐานที่โดดเด่นสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สำหรับการจัดพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนและสำนักพิมพ์ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีความภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญเล่มนี้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในโครงการหนังสือชุด “สยามพากษ์” ซึ่งเราได้คัดเลือกหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นๆ ขณะเดียวกันจุดร่วมของหนังสือชุดนี้คือการท้าทาย/หักล้างงานศึกษาก่อนหน้านั้นด้วยข้อมูลและ/หรือกรอบทฤษฎี แน่นอนว่าไม่มีงานวิชาการชิ้นไหนที่ปราศจากจุดอ่อนให้วิพากษ์หักล้าง ไม่เว้นแม้แต่งานที่เราได้คัดสรรมาจัดพิมพ์ แต่เราเชื่อว่าหนังสือชุด “สยามพากษ์” นี้เป็นงานที่ “ต้องอ่าน” ไม่ว่าจะเห็นพ้องต้องกันด้วยหรือไม่ก็ตาม

คำนำสำนักพิมพ์