สัมภาษณ์ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ “ผู้มีอำนาจตีความกฎหมายคือผู้ทรงอำนาจโดยแท้จริง”
ฟ้าเดียวกันสำเนาจาก : นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 282 ปีที่ 24
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ
ในบรรดานักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนที่โดดเด่นที่สุดในเวลานี้ ชื่อของ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะอาจารย์หนุ่มผู้ยึดมั่นหลักการทางนิติศาสตร์ และยังแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้กฎหมายของรัฐบาลและฝ่ายตุลาการ นับแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ยุค คมช. เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
หลายครั้งที่เสียงทักท้วงหรือข้อวิจารณ์ของอาจารย์หนุ่มมักทวนกระแสเสียงส่วนใหญ่ของสังคมหรือบรรดาผู้รู้ด้านกฎหมายมหาชน ไม่ว่าการคัดค้านรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ การแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และล่าสุดได้ออกมาวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชากรณีเขาพระวิหาร แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าข้อถกเถียงของเขาในทุกๆ เรื่องหนักแน่นด้วยเหตุผลและยึดมั่นในหลักการทางนิติศาสตร์จนได้รับการยอมรับอย่างสูงจากสาธารณชน
ชายหนุ่มรูปร่างเล็กคนนี้ดูจะเกิดมาเพื่อเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายโดยแท้ เวลานั้นนักเรียน เตรียมอุดมศึกษาคนนี้ตัดสินใจเลือกสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพียงอันดับเดียวด้วยความศรัทธาในตัวผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยคือ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หลังจากเข้าสู่รั้วธรรมศาสตร์ในปี ๒๕๓๐ เขาสำเร็จการศึกษาโดยได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล เป็นเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อวิชานิติศาสตร์ ณ ประเทศเยอรมนี สำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Gottingen ในปี ๒๕๔๒ และกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือโดยตลอด ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทุกวันนี้มีนักวิชาการไม่กี่คนที่ยังเคารพต่อหลักวิชาโดยเคร่งครัด เป็นหลักคิดให้แก่สังคม ไม่ก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ ไม่วิ่งสู่ศูนย์อำนาจเมื่อมีโอกาส ไม่ใส่ใจต่อสิ่งยั่วยวนจากลาภ ยศ สรรเสริญ และหนักแน่นต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในยามออกมาเตือนสติผู้คนในสังคมที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรง รศ. ดร.วรเจตน์คือนักวิชาการหนึ่งในไม่กี่คนนั้น
บ่ายวันหนึ่งเดือนกรกฎาคม ในห้องพักอาจารย์ บทสนทนาว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายและทางออกของสังคมไทยได้เริ่มขึ้น
ความสนใจการเมืองของอาจารย์เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไรครับ
ผมเองสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองมาตั้งแต่เล็ก ผมเป็นคนอยุธยาด้วย ศรัทธาท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มานาน ตอนนั้นเข้าใจว่าคนอยุธยาคงไม่ค่อยรู้จักอาจารย์ปรีดีเท่าใดนัก สมัยเรียนมัธยมต้นผมเรียนที่โรงเรียนหอวัง ต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยา ตอนนั้นบ้านผมอยู่สถานีรถไฟบ้านม้า เป็นสถานีเล็กๆ เลยอยุธยาไปสถานีหนึ่ง คุณพ่อผมเป็นนายสถานี เวลานั่งรถไฟผมได้อ่านหนังสือพวกนี้ อย่างนิตยสาร ข่าวพิเศษ ของคุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ผมก็อ่านตั้งแต่มัธยมต้น นอกจากนี้ ก็มีพวก มติชน สยามรัฐ และนิตยสารแนวการเมืองอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
ตอนนั้นใฝ่ฝันอยากเป็นอะไร
ตั้งแต่เป็นเด็กผมเคยคิดว่าโตขึ้นอยากเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเลือกเรียนระหว่างนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ ตอนแรกผมยังไม่รู้ว่าจะเรียนนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ดี คุณแม่ก็ไม่ค่อยอยากให้เรียนด้านนี้ ท่านอยากให้เรียนหมอ แต่ผมชอบเรียนวิชาสายสังคมศาสตร์มากกว่า ส่วนคุณพ่อไม่ค่อยบังคับ ท่านแนะนำให้เรียนกฎหมายดีกว่าเพราะมันกว้างกว่า เหตุผลง่ายๆ คือวิชาชีพที่ต้องเรียนจบมาทางรัฐศาสตร์ถ้าจบนิติศาสตร์ก็ทำได้หมด แต่ถ้าเป็นวิชาชีพด้านกฎหมายโดยเฉพาะ เรียนจบรัฐศาสตร์มาก็ทำไม่ได้ ผมบอกพ่อกับแม่ว่าผมเชื่อว่าเรียนในสิ่งที่เรารักจะทำให้เรามีความสุขกับมัน และจะมีชีวิตที่ดีกว่าฝืนเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ
อาจารย์ช่วยอธิบายเพื่อความเข้าใจกว้างๆ ว่าวิชานิติศาสตร์แบ่งกฎหมายเป็นกี่ประเภท
แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชน กฎหมายเอกชนพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน เช่นกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา ทรัพย์สิน ครอบครัว มรดก เวลาพิพาทกันส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องคนทะเลาะกัน หย่ากัน การแบ่งมรดก ส่วนกฎหมายมหาชน หลักใหญ่ใจความของกฎหมายสาขานี้คือ เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎรในฐานะที่รัฐมีอำนาจเหนือกว่าราษฎร และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐด้วยกันเอง เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองในระดับบน กฎหมายปกครองกำหนดเรื่องการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองที่ไปสั่งการราษฎร การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตอนได้ทุนไปเรียนที่เยอรมนี ทำไมอาจารย์ถึงเลือกเรียนด้านกฎหมายมหาชน
ตอนเรียนปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์เราเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง วิชาพวกนี้ผมรู้สึกว่าคนไม่ค่อยสนใจ ทำไมในหลักสูตรเราเรียนกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายเอกชนเป็นหลัก วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญผมชอบอยู่แล้วเพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการปกครอง พอมาถึงวิชากฎหมายปกครองมันเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นกฎหมายซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องชีวิตของคน เวลาเจ้าหน้าที่สั่งการออกคำสั่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องมันเป็นเรื่องวิชากฎหมายปกครอง ซึ่งผมมองว่าเป็นวิชาที่สำคัญแต่แปลกที่ทำไมคนไม่ค่อยสนใจ ผมก็ตั้งใจว่าถ้าผมมีโอกาสได้เรียนต่อก็จะไปเรียนสาขานี้ เพราะรู้สึกว่ากฎหมายสาขานี้เป็นกฎหมายซึ่งทำให้คนเป็นคนเวลาที่ต้องสู้กับอำนาจรัฐ
เพราะเหตุใดกฎหมายมหาชนถึงทำให้คนเป็นคน
ในแง่ประวัติความเป็นมา วิชานิติศาสตร์เกิดขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันก่อน ความรู้แบบนี้เกิดมาตั้งแต่สมัยเมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม มีปัญหาคนกับคนขัดแย้งกัน เพื่อให้เราพ้นไปจากการใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหาก็ต้องหากฎเกณฑ์มาตัดสิน กฎเกณฑ์ที่เรานำมาใช้ตัดสินในเบื้องต้นก็คือกฎหมายเอกชน ซึ่งเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบในสมัยโรมันเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีก่อน และพัฒนาเรื่อยมา ในขณะที่กฎหมายมหาชนไม่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นมาแบบกฎหมายเอกชน เพราะกฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยอำนาจของผู้ปกครอง ว่าด้วยการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง ซึ่งแต่ดั้งเดิมในช่วงที่รัฐยังไม่เป็นรัฐสมัยใหม่ ยังไม่ได้มีการจัดระบบระเบียบการปกครองอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อำนาจก็จะรวมศูนย์อยู่กับผู้ปกครอง คือกษัตริย์หรือพระราชา ในบริบทแบบนั้นกฎหมายมหาชนไม่อาจกำเนิดขึ้นมาได้เพราะมันเป็นกฎหมายที่ไปจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง ตราบเท่าที่เมื่อเราเริ่มจำกัดอำนาจของผู้ปกครองแล้ว กฎหมายมหาชนในความหมายปัจจุบันจึงค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้น หมุดหมายของการเกิดขึ้นของกฎหมายมหาชนก็คือการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๗๖ และการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ สองเหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้พัฒนาการในทางกฎหมายมหาชนเริ่มเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ก็มีกฎหมายมหาชน แต่ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ในความหมายปัจจุบัน เพราะไม่ได้เป็นกฎหมายซึ่งมุ่งจำกัดอำนาจของผู้ปกครองแล้วประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร หัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนก็คือการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร การแบ่งแยกอำนาจเพื่อไม่ให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง การคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
ยกตัวอย่างกฎหมายที่มารองรับหลักการเหล่านี้มีอะไรบ้าง
เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ในทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญ แต่คำว่ารัฐธรรมนูญในความหมายที่เราใช้เรียนใช้สอนกันในกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ เราไม่ได้พูดแต่เพียงว่ามันเป็นกฎหมายซึ่งใช้เป็นกติกาพื้นฐานในการปกครองประเทศ แต่มันต้องมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคล และต้องมีหลักการแบ่งแยกอำนาจด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่ารัฐเผด็จการมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เขาก็มี แต่รัฐธรรมนูญในรัฐเหล่านั้นไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญในความหมายที่เราจะเคารพนับถือหรือเชื่อถือได้ เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ที่ประกันอำนาจของผู้ปกครองเท่านั้น ไม่ได้มีการจำกัดอำนาจอะไรเลย ผู้ปกครองก็กระทำการได้ตามใจของตัวผู้ปกครองเอง ฉะนั้นในประเทศที่ใช้หลักรัฐธรรมนูญนิยม หรือที่เรียกว่า constitutionalism ต้องมีหลักการแบ่งแยกอำนาจ อำนาจจะต้องมีที่มาจากคนซึ่งเป็นประชาชน แล้วคนที่ใช้อำนาจของรัฐก็ต้องใช้ไปในกรอบของกฎหมาย เพื่อที่จะประกันว่าประชาชนจะไม่ถูกล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ถูกต้องไม่มีเหตุผล ตัวรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาพื้นฐานก็ต้องวางบทบัญญัติประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของบุคคลเอาไว้ด้วย เพื่อไม่ให้อำนาจของรัฐก้าวเข้าไปกระทบกับแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ นี่คือหลักใหญ่ใจความของรัฐธรรมนูญในความหมายที่เรายอมรับนับถือกันในรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย
อาจารย์ศึกษากฎหมายที่เยอรมนีมา อยากให้วิเคราะห์ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมนีป้องกันไม่ให้เกิดผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งแบบฮิตเลอร์ขึ้นมาอย่างไรบ้าง
เขาก็ทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ที่สำคัญคือมีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก ผมคิดว่ากลไกทางกฎหมายก็เป็นกลไกหลักสำคัญอันหนึ่ง การสร้างสถาบันสำคัญๆ ทางกฎหมายขึ้นมาช่วยได้มาก แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการเรียนรู้ของประชาชนเยอรมันที่มีต่อการขึ้นเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์ บทเรียนนั้นทำให้คนเยอรมันได้คิด เยอรมนีใช้เวลา ๑๐ ปี สิ่งที่เรียกว่าความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจก็เริ่มเกิดขึ้น ประเทศนี้กลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในยุโรป หลังจากนั้นเขาก็พัฒนาหลักกฎหมายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในทางกฎหมายมหาชนเยอรมนีก็ถือเป็นประเทศแม่แบบในอีกไม่ช้าไม่นาน
มาตรา ๑ ในรัฐธรรมนูญเยอรมันบัญญัติไว้ว่า ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั้นมิอาจถูกล่วงละเมิดได้ เป็นคุณค่าพื้นฐานที่สุดและถือเป็นคุณค่าใหญ่ของเขา เพราะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการย่ำยีเกียรติภูมิความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง เยอรมันเริ่มต้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพก่อน หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยกลไกหรือสถาบันทางการเมือง เช่น การวางระบบเลือกตั้งซึ่งพยายามประกันความยุติธรรมให้แก่การออกเสียงลงคะแนน การจัดระบบการปกครองแบบสหพันธ์อันเป็นธรรมเนียมมาแต่เดิม ระบบแบ่งอำนาจเขาก็ไม่ได้แบ่งอำนาจในแนวนอน คืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งอำนาจในแนวดิ่งด้วย คือมีระดับสหพันธ์ ระดับมลรัฐ พร้อมกับให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการปกครองตัวเอง คือมีการกระจายอำนาจอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นการแบ่งอำนาจและการกระจายอำนาจจึงทำทั้งสองระดับ คือในแนวตั้งและแนวนอน ในทางตุลาการ เยอรมันมีศาลหลายระบบศาล คือมีระบบศาลปกครอง ระบบศาลยุติธรรม ระบบศาลภาษีอากร ระบบศาลแรงงาน และระบบศาลสังคม นอกจากนี้ก็ยังมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญด้วย โดยเหตุที่เยอรมันมีศาลหลายระบบศาล จึงมีประธานศาลสูงสุดหลายคน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประธานศาลสูงสุดของระบบศาลอะไร นอกจากนี้เขายังมีการจัดระบบการศึกษาที่ดี ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมีไม่มาก คนจะเรียนก็มีเงินอุดหนุนให้ได้เรียน ผมคิดว่าการสร้างชาติของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเดียวหรอก แต่ว่ากลไกทางเศรษฐกิจและทัศนะของประชาชนที่มีต่อบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่งผลให้ชั่วระยะเวลา ๔๕ ปีเขาสามารถรวมประเทศได้
โพสต์ในกลุ่ม บทความเผยแพร่
This is a good interview. Worajate Pakeerat- I’ll remember his name.
’salus populi suprema est lex’
นอกจากผู้มีอำนาจตีความกฎหมายแล้ว
ยังมี ผู้สั่งหรือบงการ ให้ตีความกฎหมายด้วย
ผู้สั่งหรือผู้บงการ คือ “ผู้ทรงอำนาจ” โดยแท้จริงง
ขอคราวะในหลักการของอาจารย์และเพื่อนๆ หลายจอก บทความยาวๆแบบนี้นานๆทีอ่านแล้วขุดความรู้เก่าๆสมัยเรียนป.ตรีฯได้อย่างดี ปัญหาคือไม่ค่อยมีเวลาอ่านนี้สิน่าเสียดาย แล้วก็ไม่อยากเป็นแบบที่ว่าชนชั้นกลางชอบอะไรฉาบฉวยซะด้วยสิครับ
คอลัมนิสต์รุ่นเฮฟวีเวต “เปลว สีเงิน” เตือนรัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขให้ พันธมิตรฯชุมนุมต่อ ชี้ข้อตกลง4ฝ่าย ตั้ง ส.ส.ร.3 ไร้น้ำหนัก เพราะประชาชนไม่เชื่อถือ วิเคราะห์ “อภิสิทธิ์-ประสพสุข” ไม่ทันเกมการเมืองซีกน้องเขยทักษิณ ฟันธง ส.ส.ร.3 ไม่ทันการณ์ ไม่ใช่ทางออกและจะสุมไฟวิกฤตการเมืองให้หนักขึ้น
จากนั้นคอลัมนิสต์อาวุโสของไทยโพสต์ ได้กล่าวถึงการที่วานนี้ (3) มติที่ประชุม 4 ฝ่ายอันประกอบไปด้วย รัฐบาล สภาผู้แทนฯ วุฒิสภาและฝ่ายค้าน ตกลงร่วมกันที่จะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อใช้แนวทางตั้ง “ส.ส.ร.3” เป็นรูปแบบปฏิรูปการเมืองโดยเปรียบเทียบว่า ข้อตกลงของทั้ง 4 ฝ่ายนั้นเป็น “สัญญาเกียรติยศ” ลมๆ แล้งๆ เท่านั้นและไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะช่วยผ่าทางตันให้กับประเทศ แต่น่าจะช่วยหาทางออกให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมากกว่า นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 4 คนก็ไม่สามารถสร้างน้ำหนักความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนได้
“ในยุคสังคมไทยล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ เราลองสำรวจดูซิครับว่า บุคคลเหล่านี้มี “เกียรติยศ” เป็นน้ำหนักให้เชื่อถือกันได้ซักแค่ไหน? ประธานชัย ชิดชอบ ผู้มี ส.ส. “แก๊งเพื่อนเนวิน” เป็นน้ำหนัก, นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้มี ส.ส. “แก๊งยุทธ-แดง-หน่อย” เป็นน้ำหนัก, ประธานวุฒิฯ “ประสพสุข บุญเดช” ผู้ (ไม่) มี ส.ว.เป็นน้ำหนัก และ ผู้นำฝ่ายค้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้มี ส.ส.ปชป.เป็นน้ำหนัก …เอาขึ้นตาชั่งแล้ว ท่านว่า น้ำหนักใครผ่านบ้างครับ?
“ผมว่าเชื่อถือใครไม่ได้เลย ไม่ใช่เพราะตัวท่านเหล่านั้น “ไม่น่าเชื่อถือ” แต่เป็นเพราะว่า แต่ละท่าน “น้ำหนักไม่พอ” คือน้ำหนักไม่ถึงมาตรฐานนั่นเอง!” เปลว สีเงิน กล่าว
นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า นายสมชายยังแสดงท่าทีไม่จริงใจด้วยการที่ไม่ยอมเจรจาให้ทางนายชัย ประธานสภาผู้แทนฯ ถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของ “นายเหวง-นายจรัล” ที่นายชัย แอบบรรจุเข้าวาระเป็นในสภา โดยนายสมชายอ้างว่าเป็นเรื่องของสภาฯ ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว เกมดังกล่าวได้ถูกกำหนดไว้เพื่อเอื้อให้คดีความ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดแล้ว
“เหล่านี้คือเหตุผลว่า ที่นายกฯ สมชายใช้เกียรติยศรับประกัน “ไม่มีสอดไส้” นั้น มันเป็นเกียรติยศที่ดิ้นได้ตามเงื่อนไขที่ท่านแง้มประตูไว้เองว่า “รัฐธรรมนูญปี 50 ให้ ส.ส.มีอิสระ” ท่านเองไม่สอดไส้ แต่ ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนที่ท่าน “คุมไม่ได้” เขาสอดไส้กันเองเพื่อ “นายใหญ่” ไปล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ? แบบนี้มัน “2 ต่อเข้าฮอร์ส” หลอกฝ่ายค้าน หลอกประธานวุฒิฯ เป็นเครื่องมือได้สำเร็จ ฝ่ายท่านกับประธานชัยที่สามารถตกลงกันเป็น “แพ็กเกจ” ได้ตามสไตล์ที่รู้ไส้กันอยู่แล้ว มีแต่ได้กับได้” เปลว สีเงิน วิเคราะห์ต่อ
“ตามปกติ ขึ้นศาลยังต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดูเพียงหน้าว่า “เชื่อถือได้” แล้วให้ประกัน ไม่มีหรอกครับ ดูอย่างทักษิณ-พจมานซิ เกียรติยศคับประเทศ ขนาดมีเงินค้ำประกัน … ยังหนี แล้วนี่เหมือนกัน เพียงหน้าประธานชัย หน้านายกฯ สมชาย ซึ่งหน้าในมี “หน้ากากทักษิณ” อยู่อีกชั้นแท้ๆ ใช้เพียงเกียรติยศค้ำประกันว่า “ตั้ง ส.ส.ร.3” ไม่มีสอดไส้ … จ้างใครก็ไม่เชื่อ!?”
อีกประเด็นหนึ่งที่ เปลว สีเงิน เห็นว่าเป็นจุดบกพร่องของ การตั้ง ส.ส.ร. ก็คือ ไม่ทันการแก้วิกฤตการเมือง เพราะต้องใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญยาวนานราว 1-2 ปี นอกจากนี้การได้มาซึ่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ติดอยู่ในกรอบการควบคุมของรัฐบาลและรัฐสภาที่ไร้ความชอบธรรม
“ทำไป-ทำมา มันก็แค่โยนกระดูกหลอกให้หมาแทะ แล้วรัฐบาลก็ทอดน่องย่องเบาประเทศไปได้เรื่อยๆ แค่ 1 ปีก็เกินคุ้ม สรุปก็คือ สภา ส.ส.ร.ตามมติที่ประชุม 4 ฝ่าย ฟังดูง่าย แต่ความเป็นไปได้ …ไม่มีเลย! ขี้กองอยู่ในบ้านแท้ๆ ทำไมรัฐบาล หรือที่ประชุม 4 ฝ่ายไม่คิดล้าง-เช็ดให้เสร็จ ก่อนที่จะย่ำเข้าไปในบ้านล่ะครับ?”
“การชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็น “บ้านทรายทอง” นั่นน่ะ นายสมชายทำไมไม่ไปพูดจาทำความตกลงกันให้เสร็จๆ ไปล่ะครับ เอาความเป็นปกติคืนให้สังคมบ้านเมืองก่อนแล้วค่อยไปคิดเรื่องตั้ง ส.ส.ร.! มีปัญหาคาอยู่ที่หนึ่ง แล้วดันไปตั้ง ส.ส.ร. ก่อปัญหาใหม่ขึ้นอีกที่ อย่างนี้มันเหมือนสุมไฟ 4 มุมเมือง” เจ้าของคอลัมน์คนปลายซอยกล่าว
ทั้งนี้เขาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ประเด็นตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” นั้น ไม่มีฝ่ายไหนปฏิเสธหรอกครับ แต่นั่นมันต้องผ่านขั้นตอน 1-2-3 คือการพูดจาแต่ละฝ่ายให้ได้ข้อสรุป และพอเห็นตัวหัวหน้าฝ่ายทำคลอดก่อน แต่นี่ … 4 ฝ่ายจะทำคลอดแบบ “เอาเท้าออกก่อน” อย่างนี้ตายมากกว่ารอดและยิ่งเกิด “เงื่อนไขใหม่” เรื่องที่คิดว่าง่าย สะสมไปสู่จุด “อันตราย” แล้วครับ”
สุดยอด ขอสดุดีครับ อ.วรเจตน์ เป็นหนึ่งในอาจารย์ทางกฎหมายมหาชน/รัฐศาสตร์ไม่กี่คนในตอนนี้ ที่คนจะไหว้ได้อย่างสนิทใจ ในอนาคตข้างหน้าครับ
สำหรับคุณเปลวสีน้ำเงินแม้ว่าท่านจะผ่านประสบการณ์การเป็นคอลัมน์นิสมานานแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะแตกฉานไปเสียทุกอย่าง
สำหรับผมการติดตามข่าวสารทางการเมืองผมรับข้อมูลทุกด้านไม่ว่าจะเคเบิ้ลหรือสถานนะสาธารณะ ดังนั้นการจะแสดงความคิดเห็นแบบออกมาจากห้องแอร์นั้นมันทุเรศสิ้นดี ขณะนี้บ้านเมืองไม่สงบและการชุมนุมไม่มีข้อยุติ ผมขอถามสื่อตรงนี้ว่า
1. มีสื่อไหนประณามการกระทำของพันธมิตรในพฤติกรรมเยี่ยงโจร?
2. มีสื่อไหนเรียกร้องให้พันธมิตรชุมนุมอย่างสงบ?
3. มีสื่อไหนเสนอข่าวในแง่มุมของตำรวจและผู้รักษากฏหมายรวมทั้งแน่วทางที่จะเสนอแนะ?
4. ท่านบอกว่าต้องเจรจา ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พันธมิตรเคยรับการเจรจาไหม? ท่านเสนอตัวเป็นคนกลางเจรจาไหมล่ะถ้าคิดว่าแน่และไอ้สมองก้อนเดียวของท่านเลิศเลอเหนือคนทำหน้าที่ฝ่ายบริหารอีกหลาย ๆ คน?
5. การชุมนุมต้องมีข้อเรียกร้อง แต่ข้อเรียกร้องแสดงความพอใจหรือให้มีความเป็นไปได้มีไหม?
6. การแจ้งความเรื่องกบฏ ถ้าคิดว่าไม่เป็นธรรมทำไมไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มอบตัวและสู้คดีต่อไปเหมือนท่านเรียกร้องให้คุณทักษิณทำอยู่แล้วพันธมิตรล่ะ มีสื่อไหนเรียกร้องอย่างเป็นทางการไหม?
7. การด่ารัฐบาลไม่มีใครว่าเพราะเป็นการเสนอแบบสื่อเป็นกลาง แต่การด่าพันธมิตรจะถูกประจานบนเวที และออกอากาศ มีหน้าไหนบ้างที่ซื่อสัตย์ต่อฐานะฐานันดร4? หรือกลัวจะดังเกินไป?
8. ถ้าจะวิจารณ์กันแบบนี้ขอถามหน่อยว่า ท่านมีน้ำหนักมากพอจะเสนอความคิดเห็นหรือไม่? ถ้าไม่มีทางออกหรือแนวทางที่ดีกว่านี้ ขอร้องอย่างสะเออะ
ตอนนี้คุณดูASTV หรือเปล่า สื่อที่ไม่ดีมีเยอะแยะทำไมไม่พูดถึงบ้างล่ะ ที่ชอบเลียรัฐบาล อย่าง NBT รัฐบาลที่การกระทำสวนทางกับคำพูดคุณชอบนักหรือ ทำร้ายประชาชนคนไทยด้วยกันมีเจตนาโกงชาติโกงแผ่นดินเอาเงินภาษีประชาชนใช้กับนโยบายประชานิยม การที่พันธมิตรมาชุมนุมไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวใครบ้างจะมานั่งตากแดดตากฝน ต้องรู้จักแยกแยอะอะไรถูกอะไรผิด อย่าเห็นกรงจักรเป็นดอกบัว เหตุการณ์ที่อุดรธานีพันธมิตรถูกทำร้าย ตำรวจเอาไม้กระบองทำร้ายประชาชนที่มีเพียงแค่มือเปล่า ไอ้จักรภพ เพ็ญแขก็ยังลอยนวลอยู่ สิ่งเหล่ามันแสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมหาไม่ได้แล้ว คนทำดีได้ดีมีที่ไหนคนทำชั่วได้ดีมีถมไป ไอ้ทักษิณมันรู้ตัวว่ามันแพ้และต้องติดคุกแล้วหาข้ออ้างเพื่อออกนอกประเทศ มันคือแผนชั่วที่จงใจหลบหนีแล้วพาครอบครัวหนีไปด้วย ไอ้ทักษิณมันก็เป็นห่วงครอบครัวและตัวเองกับทรัพย์สมบัติที่โกงประเทศชาติมา แล้วอย่างเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 51 ประชาชนที่ขาดขา เบ้าตาหลุด แขนขา มีใครมารับผิดชอบบ้างมันไม่ใช่ลูกหลานไอ้ทักษิณ เห็นประชาชนเป็นอะไร ไอ้ทักษิณเลวไม่รู้จักพอทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไอ้ทักษิณถ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ทำไมไม่กลับมาสู้คดี ไอ้ทักษิณยังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศใส่ร้ายประเทศไทย ภาพตอนกราบแผ่นไทยเป็นเพียงแค่การสร้างภาพมีตำรวจให้ความคุ้มครองมากมายเป็นข่าวใหญ่โตยิ่งกว่านักกีฬาได้เหรียญทองโอลิมปิก ไอ้ทักษิณคือกบฏตัวจริง พันธมิตรสู้ด้วยความสงบ สันติ และอหิงสา แล้วมันผิดตรงไหน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญดีกว่ารัฐบาลชั่วที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต้องการช่วยไอ้ทักษิณและพวกพ้วง เวลาทำผิดก็แก้กฏหมายให้ตัวเองพ้นผิดแล้วบอกว่าทำตามกฏหมาย เงินที่ได้มาด้วยการทุจริตมันน่าภาคภูมิใจนักหรือไง
คนไทยบ้างส่วนก็ยกย่องนักวิชาการที่จบดอกเตอร์เรียนจบจากต่างประเทศคิดว่าตัวเองเก่งอวดอ้างความฉลาดแต่ไม่เฉลียว นักวิชาการพวกนี้ไม่มีจริยธรรมใครมีเงินก็สามารถซื้อได้นักวิชาการพวกนี้มีสมองเหมือนไม่มี เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด
ตำรวจที่ทำร้ายและรังแกประชาชนที่มาชุมนุมด้วยความสงบปราศจากอาวุธไม่สมควรที่จะเป็นตำรวจอีกต่อไป นึกถึงเอาใจเข้ามาใส่ใจเราบ้าง ถ้าเป็นลูกหลานตัวเองโดยกระทำแบบนี้บ้างจะรู้สึกยังไง การที่อ้างว่าเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น ถ้าสั่งให้ไปตายจะไปมั้ย คิดถึงหลักมนุษย์ธรรมบ้างซิ ตอนเรียนอาจารย์สอนแบบนี้หรือ คิดแต่ลาภยศเพื่อให้อยู่ในตำแหน่งตอนไป เกียรติยศชื่อเสียงมันจะไม่มีให้คนเค้าสรรเสริญ การที่ตัวเองสบายแล้วอยู่บนความลำบากของคนอื่นเป็นความคิดที่ชั่วร้ายเวรกรรมมีจริงสิ่งที่ตำรวจชั่วทำลงไปก็จะเป็นไปตามกรรมที่ตำรวจชั่วก่อไว้ เพลงชาติไทยร้องหรือเปล่า เนื้อท่อนหนึ่งร้องว่าไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด รบกับศูตรที่บุกแผ่นดินไทย แต่นี้คนไทยด้วยกันทำกันได้ลงคอแล้วถ้าเป็นพ่อแม่พี่น้องญาติตำรวจด้วยกันเองอยู่ในเหตุการณ์ กล้ายิงมั้ย ไอ้ผู้บัญชาการชั่ว ตำรวจกร่างบ้าเครื่องแบบไร้มนุษย์ธรรม ไร้จริยธรรม ไร้ความเมตตา ยิงกันมันมือเลยเลวหาที่เปรียบไม่ได้ อยากยิงก็ไปยิงกับทหารเขมรสิไอ้ตำรวจชั่ว ยกเขาพระวิหารให้เขมรแล้ว ทำไมไม่คิดจะทวงคืนกลับมาบ้างเก่งนักไม่ไช่หรือ ชอบยิงชอบต่อสู้ กลัวตายใช่มั้ยไอ้ตำรวจชั่ว คิดว่าหน้าที่ไม่ใช่ ที่คนไทยด้วยกันเองทำร้ายได้ลงคอ กร่าง อวดเก่งข้านี้แน่ ที่ไอ้ทักษิณต้อนรับซะดีแทบกราบเท้า อ้างว่าให้เกียรติอดีตนายก คนที่หนีหมายจับศาลเป็นอาชญากรแผ่นดินมันเป็นโจรไปแล้ว ไอ้ทักษิณมันทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ประเทศชาติและประชาชนจะเป็นยังไงก็ช่างมัน
คุณรู้ได้ยังไงว่าพวกประชาชนที่เจ็บหนักหรือตาย มาจากฝีมือของตำรวจ ?
คุณเพียงแต่รู้ชัดว่ามีบางคนที่บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาแน่ๆ
และที่ตำรวจทำไป เขาหวังจะให้เกิดการบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ ?
เขาซื้อแก๊สนำตามาใช้ทำให้เกิดบาดแผลหรือ ?
ที่แน่ๆ แก๊สน้ำตาใช้ทำให้มีน้ำตา แต่หากมันมีคุณภาพไม่ดีพออาจเกิดแผลได้ แต่ก็ไม่ใช่ความมุ่งหมายหลักของการใช้แก๊สน้ำตานี่ !
แล้วพวกที่มาชุมนุมนั้นไม่มีอาวุธจริงๆหรือ ? ปลอดโดยสิ้นเชิงหรือ ?
แน่ละที่คนจำนวนมากมาโดยความสุจริตใจ แต่พวกที่มากับความรุนแรงละ ?
คุณจะไม่ให้ตำรวจเขาป้องกันตัวเองบ้างหรือ
Car bomb ปืนยิงตำรวจ เหล็กไว้ใช้ฟาดให้ตาย เอาไว้แทงทะลุอก
พวกนี้คือคนดีเขาทำกันหรือ ?
คนที่มาโดยสงบปราศจากอาวุธแต่ก็สมควรรู้ว่ามีคนบ้าที่พกอาวุธเพื่อมาโดยไม่สงบ แล้วที่เข้าไปร่วมกันนั้นนะ สมควรแล้วหรือ ?
คนดีที่อยู่ในหมู่โจร เวลาเจ้าหน้าที่เขาลงมือจับกุม ก็คงต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพวกโจร มีหรือที่คุณคิดว่าเป็นพระที่มาโปรดพวกโจร
ลองคิดอย่างใช้สามัญสำนึกดูบ้างว่าหากคุณเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ถูกสั่งให้ไปควบคุมสถานการณ์ แล้วเกิดเหตุรุนแรงอลหม่านขึ้นมา คุณเองจะทำอย่างไร? หรือจะยืนรอความพินาศเอง ?
โจรที่อยู่ในเครื่องแบบตำรวจมันเลวยิ่งกว่าโจรจริงๆ
น่าเบื่อพวกที่ไม่ฟังเหตุฟังผล เอาแต่ความคิดได้ของตัวเองฝ่ายเดียว
คงคิดว่าตนเองเก่งที่สุดแล้วมั้ง
วิจารณ์อย่างกับเห็นกับตา เห็นหรือว่าตำรวจยิงระเบิดอันนั้น อันที่หล่นใส่ขา แล้วขาขาดน่ะ…….เห็นกับตาเองหรือ ???????
โปรดดูASTV และ http://www.manager.co.th และจะรู้ว่าตำรวจชั่วมีจริง
ประชาภิวัฒน์ การเมืองใหม่ อารยะขัดขืนต่อทราช
กัปตัน (นาวาอากาศตรี) จักรี จงศิริ ขอแถลง
แถลงการณ์นี้เขียนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ที่นครเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสงบสุข ประชาชน ประเทศนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งใบหน้าและจิตใจ เขาอยู่กันอย่างเรียบง่าย ผู้หญิงสวมผ้าถุง เสื้อแขนกระบอก ตอนเช้าผู้คนจะออกมาใส่บาตรทำบุญ สร้างบุญบารมีไว้ชาติภพหน้า เห็นแล้วผมรู้สึกดีกับประชาชนของประเทศนี้มาก
เวลานี้เป็นเวลาตี 3 ผมนอนไม่หลับ คิดว่าทำไมจะให้ประเทศชาติของเราจะกลับไปมีความสุขแบบในเมื่ออดีต ตอนเป็นเด็กๆ ประเทศของเราดูคล้ายกับลาวมาก แล้วอะไรที่ทำให้สองประเทศนี้จึงแตกต่างกันมายมายขณะนี้ ความเจริญที่เข้ามามาก ที่เข้ามาขับไล่ความสงบสุขออกไป คนขาดซึ่งศีลธรรมจรรยา เพราะมุ่งเพียงเพื่อความรอดของชีวิต สังคมมีแต่ผู้รับไม่มีผู้ให้ คิดแต่ว่าในวันนี้เราจะได้รับอะไรบ้าง จะรับจากใครที่ไหนและอย่างไร สังคมไทยจึงมีแต่ความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อที่จะเป็นผู้รับ ดังนั้นประเทศไทยจึงถูกซื้อได้จากผู้ที่มีอำนาจเงินมหาศาล ซึ่งจะซื้อบุคล ทุกสถาบันในประเทศ เพราะคนไทยในทุกสถาบันล้วนเป็นผู้รับ
ขณะนี้ผมก็ใคร่ขอให้ผู้คนซึ่งอยู่ในองค์กร สถาบันต่างๆ ที่เงินไม่อาจซื้อได้ และเป็นคนที่มีใจเป็นธรรมะ, เป็นผู้ให้ ได้ออกมาแสดงจุดยืนแสดงตัวตนของตนเอง ซึ่งสามารถคิดแยกแยะได้ในสิ่งดีงามและสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ผมขอให้พวกท่านออกมาแทรกอยู่ตรงกลางของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศของเราทุกวันนี้ ประเทศของเรากำลังต้องการบุคคลอย่างท่าน
กระผมเองก็เป็นบุคคลเช่นท่าน ขณะนี้ผมได้ออกมาแล้วในฐานะที่เป็นประชาชนที่รักประเทศชาติ รักแผ่นดินเกิด รักศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่กระผมคนเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ ขอให้คนในทุกองค์กรโปรดแสดงตัวตนที่แท้จริงออกก่อนที่จะสายเกินไป ณ เวลานั้น ท่านจะเกิดเสียดาย เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะต้องล้มตายไปอีกกี่ร้อยกี่พันชีวิต ขณะนี้ผู้คนเหล่านี้เขาอ่อนแรงเต็มที่แล้ว พร้อมที่จะถูกใช้กำลังสลายได้ทุกเมื่อ ผมไม่ต้องการเห็นคนไทย ประชาชนไทยร่างกายฉีกขาดได้อีกต่อไปแล้ว และท่านเองก็คงไม่ต้องการเห็นเช่นกัน
เมื่อวันที่ 8 ตอนเช้านั้น ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงภาพผู้คนซึ่งเป็นคนไทย ถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ร่างกายฉีกขาด เลือดนองพื้น เป็นภาพซึ่งผมเห็นแล้วรู้สึกอนาจใจอย่างมากที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคพลังประชาชน เข่นฆ่าประชาชน โดยคนในพรรคนี้เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำกับประชาชน จิตใจของพวกท่านทำด้วยอะไร เพียงเพื่อต้องการที่จะไปอ่านนโยบายบริหารประเทศ ท่านก็ฆ่าฟันผู้คนเข้าไปอ่านนโยบายแล้ว ฉะนั้นภายในนโยบายบริหารเหล่านั้นท่านคงจะต้องฆ่าประชาชนคนไทยไปอีกกี่ศพ ท่านจึงจะบรรลุนโยบายการบริหารประเทศของท่าน
ด้วยความคิดดังนั้นผมเองจึงตัดสินใจ ที่จะไม่รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคพลังประชาชน สาเหตุเพราะหนังสือพิมพ์ซึ่งมีภาพผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าเหล่านั้น เมื่อผู้โดยสารท่านอื่นที่โดยสารไปในเที่ยวบินนั้นได้เห็นภาพและข่าว อาจเกิดบันดาลโทสะ ขาดการยับยั้ง ยกมารุมทำร้าย ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ขณะที่เตรียมขึ้นบินอยู่ ได้รับบาดเจ็บและล้มตายให้ตกไปตามกันก็ได้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนเข้าเครื่องในวันดังกล่าว ซึ่งถ้าการสอบสวนว่าผมกระทำความผิด และให้ผมไปกล่าวคำขอโทษ ส.ส.เหล่านั้น ก็ขอให้ลงโทษด้วยการฆ่าผมเสียดีกว่าที่จะให้ผมไปกล่าวคำขอโทษกับคนที่ไม่มีศีลธรรมเหล่านั้นให้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นชายชาติทหารนักรบอย่างผม
สุดท้ายนี้ผมคิดว่า ถ้าประชาชนถูกเข่นฆ่าด้วยอาวุธอีก ร่างกายฉีกขาดเป็นชิ้นส่วน กระจายเลือดแดงนองพื้น สภาพศพแต่ละศพไม่ครบ 32 แล้วเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้ เป็นเวรกรรมกันต่อไปอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ สู้ขอให้เรายอมตายด้วยการอารยะขัดขืนสูงสุดคือ เรามาร่วมกันอดอาหารเพื่อขอให้มีผู้นำของประชาชนคนใหม่ นำไทยไปสู่อนาคตที่สังคมมีแต่ผู้ให้ด้วยเทอญ และ ขออดอาหารจนตายถ้าเรายังไม่ได้ผู้นำของประชาชนคนใหม่ ขอให้ท่านออกมาเถิด เราจะรอท่านไปจนตาย ถ้าท่านไม่ออกมา
กัปตันจักรี จงศิริ
ผู้ที่จะยอมเสียชีวิตโดยไม่ยอมเสียเกียรติและศักดิ์ศรี
เวลา ตี 4
13 ต.ค. 51
สุดท้ายของทุกสิ่งเวลาจะขจัดทุกสิ่งทุกอย่างเองเพียงแค่ทุกท่านรู้จักพอก็จะสงบ
กรรมนั้นมีจริงใครทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมไม่ช้าก็เร็ว
ถ้าคนเราใกล้ตายจะรู้สึกเช่นนั้นได้เองทุกๆคน
เรียนมาไม่ว่าตำราใดๆก็เหมือนกันหรือคล้ายๆกันแต่อยู่ที่การลองผิดถุกและสำนึกในการกระทำนั้นๆไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน
ตำราที่แท้จริง
มนุษย์เป็ยผู้สร้างย่อมเป็นผู้ทำลายในที่สุด
หลายสิ่งมีเหตุมีผลคนที่ทำกรรมไม่ดีจะค่อยๆได้รับผลกรรมนั้นเอง
ผมก็ไม่เห้นด้วยที่คนที่มีอำนาจและอาวุธจะทำตามใจหรืออ้างคำสั่งต้องยอมสละบ้างมนุษย์ถ้ารู้จักพอกันก็จะสันติภาพภารดรภาพ
ดุลพินิจถ้าวันนั้นคนกลุ่มมากใช้คมรุนแรงจริงเผาสภาบุกวิ่งกรูเข้าไปในสภาเพียงอาวูธระยะประชิดก้เอาไม่อยู่หรอกถ้าเขาจะทำจริงๆถ้าไล่ฆ่าเหมือนบางประเทศที่เกิดขึ้นในโลกตอนนี้อะไรจะเกิดขึ้นคนที่อยู่ในสภาถ้าคนกลุ่มมากจะทำจริงจะเอาอยู่หรออาวูธที่แท้จริงคือใจต่างหาก
อำนาจยศศักดิ์เงินตราคง
ใครก็ไม่มีสิทธิ ฆ่าผู้อื่น หรือแม้แต่สัตว์ ยิ่งเป็นตำรวจผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย
ตำรวจถึงแม้ว่าเขาจะเป็นโจรคุณก็ต้องพยายามจับก่อนที่จะฆ่า ประชาชนวันที่ ๗ ไร้อาวุธ เขามาประชุมเพราะเหตุผล
๑ พวกคุณตั้งใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรี โดยดูถูกคนในประเทศนี้
๒ พวกคุณแต่งตั้งคนที่สังคมยังกังขาอยู่
๓ พรรครัฐบาล ร่วมรัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลำกา (ศาลต่างก็มาจากที่สส.สว.ตั้งขึ้น ก็เท่ากับประชาชนตั้งขึ้น) เมื่อคุณได้ประโยชน์ พวกคุณยอมรับ แต่เมื่อเสียประโยชน์พวกคุณกลับงอแง ไม่เป็นธรรมกับประชาชน
๔ พวกคุณขลาดกลัวหวงอำนาจเพราะกลัวความผิดที่ตนเองกระทำ โกงกิน ตามที่กล่าวหา เพราะหากพวกคุณบริสุทธิ์ พวกคุณต้อง ยอมลาออก และและให้คนอื่นเขาตรวจสอบบ้าง
๕ พวกคุณอ้างประชาธิปไตย ในขณะที่พวกคุณ ไม่เคารพประชาธิปไตย ดูได้จากการตั้งคณะรัฐมนตรี มันน่าอายขายหน้ามาก เหมือนประเทศด้อนพัฒนา
๖ นักการเมืองก็พวกคุณนี้แหละที่เวียนว่ายกันมา พอหมดโอกาสก็ให้ทายาทรับต่อมรดก ประเทศมันก็เลยไม่เจริญ
๗ ฯลฯ
ประชาชนก็มีสิทธิประชุมเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ได้ เมื่อเห็นว่า ที่คงอยู่ ที่มีอยู่นี้ มันแย่มาก เพราะพวกคุณนักการเมือง ที่เป็นเผด็จการ ฆาตรกรฆ่าคนตาย คุณไม่มีสิทธิที่จะฆ่าใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ นักการเมืองน้ำเน่า
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ให้ความรู้มาเพิ่มเติม อาหารสมอง อิอิ ผมว่าการเคารพในสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น ที่ไม่มีผลกระทบกับผู้อื่น ในขณะที่หลายๆอย่างยังไม่มีอะไรที่ชี้แจงให้สังคมรับรู้ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุดครับ งั้นการที่จะบอกอะไรที่เป็นการชี้นำหรือระบุอะไรที่ชัดเจนออกมา ผมว่าคนในสังคมปัจจุบันไม่ใช่อย่างที่คนบางคนหรือคนบางกลุ่มคิดแน่นอนครับ ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาที่ทำให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นก็ตาม ผมว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอนครับ งั้นการชี้ชัดหรือระบุอะไรออกมาไม่ว่าจะเป็นแบบที่สัมผัสได้หรือไม่ก็ตาม เลิกคิดได้เลยครับ สังเกตุไหมครับว่าวันนี้สิ่งที่เห็นไม่ได้เกิดจากการโฆษณา หรือ ยิงสปอต์ออกให้ชมด้วย ไม่มีเลยใช่ไหมครับ ผมว่าตรงนี้ต่างหากที่น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุดครับ งั้นท่านที่มีอาชีพที่ต้องรับผิดชอบในสังคมนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดในวันนี้ต่างหากที่เป็นคำตอบให้สังคม ว่าสังคมโดยรวมแล้วคิดอย่างไร ถ้าจะคิดหรือจะให้น้ำหนักตามลมที่พัดมาแล้วล่ะก้อ ผมว่าคำตอบนี้สำหรับคนที่ตั้งคำถาม อาจจะไม่ใช่คำตอบที่สังคมต้องการก็ได้ครับ ถ้าการที่มีคนมากมายในโลกของความเป็นจริง ถ้าเกิดไม่มีกฎกติกาหรือข้อกำหนดที่รู้โดยหน้าที่ในการเป็นมนุษย์ ที่ควรจะปฎิบัติแล้วนั้น คุณคิดว่าสังคมจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมยังไม่ได้พูดถึงการส่องกล้องในการจับระดับน่ะครับ ผมพูดแค่บทพื้นฐานทั่วๆไปที่ทุกคนพึงมีและจะต้องปฎิบัติน่ะครับ ไม่มีข้อยกเว้นบนมาตราฐานเดียวกันครับ งั้นการกระทำกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ผมว่าคำตอบที่มีให้เห็นวันนี้น่าจะเป็นส่วนที่สังคมยอมรับน่ะครับ ส่วนลมที่พัดมาโดยเฉพาะรู้ทิศทางนั้น ผมว่าเมื่อวานผมดูรายการที่มีมูลที่น่าเชื่อถือได้ น่าจะเป็นคำตอบหลักหรือคำตอบที่น่าจะดูดีที่สุดก็ว่าได้ครับ ในเมื่อมีกฎกติกา ผมว่าการเคารพในกฎกติกาในสังคมวันนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุด เพราะถ้าไม่แล้วนั้น สุดท้ายยังไงสังคมก็มีคำตอบที่ถูกต้องแน่นอนครับ
ขอเรียกร้อง รัฐบาล 3 ข้อ
1.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ คุนหญิงพจมาร ได้มีโอกาศติดคุก เมืองไทย เพื่อจะได้เป็น เกียจ แก่ ท่านอดีตนาย ก และ ลูกๆ
2.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ ท่านผู้นำ ตายในต่างแดน 3 คนติดกัน
3.สนับสนุนให้รัฐบาล ยกเลิกรายการ ค.วายจริง วันนี้ ของ ตุด ผีขนุน nbt เพราะ ยิ่งฟัง ยิ่งโง่ แถว เหนือ กะ อิสาน จะแดรกหญ้า แทนข้าวกัน หมดแล้ว
4.สนับสนุน ให้รัฐบาลให้โอกาศ นปช เข้าสลายม็อบ ตะรวด
กษัตริย์เรามีทศพิศราชธรรม เป็นกษัตริย์สุดยอด ทักษิณแค่คนธรรมดาที่โกงชาติมีเงินเยอะ แล้วเอาเงินจากการโกงและขายประเทศชาติมาซื้อคนในประเทศเพื่อให้ยกตัวเองเป็นใหญ่แทนกษัตริย์ของเรา ประชาธิปไตยของเราไม่จำเป็นต้องเหมือนต่างชาติ เพราะคนไทยจำนวนมากยังจนและไร้การศึกษาถ้าหากทักษิณขึ้นมาแทนกษัตริย์เรา คนที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้ประชาชนจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร เมื่อนั้นจะมีแต่ขอทานเต็มประเทศ โจร ผู้ร้าย
เชื่อสิ ถ้าไม่เล่นบทนี้ก็ไม่มีเวทีให้เล่น เพราะอาจารย์ที่ดีๆเขามีเวทีรองรับและสื่อทีวีคอยสัมภาษณ์ตลอดอาจารย์ที่รู้ไม่จริงกลายเป็นลูกเมียน้อยอยากมีเวทีเล่นบ้างหวังฟลุ๊คเผื่อมีคนเห็นด้วย แต่ส่วนมากระดับมันสมองมันก็ไม่ต่างจากผู้อ่านสักเท่าไร ก็เลยไม่รู้จะเชื่อมันทำไมเราเองก็คิดเองได้ บอกได้เลยมึงมันไม่ได้เก่งกว่ากูหรอก