September 26, 2008

ณัฐพล ใจจริง : “ความชอบด้วยระบอบ” วิวาทะว่าด้วยอำนาจของ “รัฏฐาธิปัตย์” ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ (๒๔๗๕-๒๕๐๐)

ฟ้าเดียวกัน

พระราชสถานะในรัฐธรรมนูญหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

อย่างที่ทราบกันว่า การปฏิวัติ ๒๔๗๕ นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างฉับพลันโดยคณะราษฎร หลวงจักรปาณีฯ นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณีเห็นว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมิได้พระราชทานพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) โดยพระองค์เอง ดังนั้นในกฎหมายจึงไม่ปรากฏข้อความใดที่แสดงความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งพระมหากษัตริย์ มีแต่ข้อความที่แสดงความรับผิดชอบของพระองค์ต่อสภาราษฎร หากทรงประพฤติผิดความนิยมของสภาและคณะกรรมการราษฎรอาจทำการแทนพระมหากษัตริย์ได้ (๔๖) เขาเห็นว่าข้อความทั้งหลายที่กล่าวถึงประมุขแห่งประเทศยังมีความ “กร้าว” (๔๗) เนื่องจากเขาเห็นว่าเหตุการณ์บังคับให้เป็นเช่นนั้น เพราะในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรเป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามารับอำนาจแต่แรกย่อมจะไว้ใจผู้ที่อยู่เก่าได้ยาก

ในขณะที่นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยม อย่างหลวงประเจิดฯ เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฯ มีข้อความคล้ายกับรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๙๑ คือ การจำกัดอำนาจพระมหากษัตริย์ หรือปริมิตาญาสิทธิราช (La Monarchie Constitutionnelle) และให้อำนาจมากแก่คณะกรรมการราษฎร (๔๘) ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น (๔๙)

ทั้งนี้ การใช้คำที่กล่าวถึงประมุขของรัฐ ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฯ (ฉบับชั่วคราว) ใช้คำว่า “กษัตริย์” ต่อมาเมื่อมีการร่างใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ใช้ “พระมหากษัตริย์” และก็ได้ใช้คำนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ๒๔๗๕ พระยาศรีวิสารวาจา นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี และเป็นหนึ่งในสมาชิกอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า “รัฐธรรมนูญของเรามีลักษณะเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรืออีกนัยหนึ่ง ราชาธิปไตยอำนาจจำกัด” (๕๐) ส่วนหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ได้ทรงเห็นพ้องกับแนวคิดที่กำหนดให้ “พระมหากษัตริย์เปนแต่หัวหน้าประเทศหาได้เปนหัวหน้ารัฐบาลไม่” (๕๑) และทรงเสนอว่าควรระบุให้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ หรือ “อนุพฤติ” ฝ่ายบริหาร มิเช่นนั้นอาจหมายความว่า พระองค์จะทรงสามารถเข้าประทับในที่ประชุมคณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ได้

พึงเข้าใจว่า หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ นั้นได้เกิดความวิตกทั่วไปถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองใหม่ หลวงวิจิตรวาทการ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นจึงได้เสนอให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า “สยามจะต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงราชย์และปกครองชั่วนิรันดร ถ้ามีข้อความดั่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการรักษาจารีตประเพณีของเราอันหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยก็จะเป็นบทบังคับว่าเราจะเป็นรีบัปลิกไม่ได้” (๕๒)

แต่ไพโรจน์เห็นว่า การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ได้ต้องการสถาปนาการปกครองสาธารณรัฐ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะบัญญัติถ้อยคำที่ “กระทบกระเทือนใจ” ลงอีก เขาวิเคราะห์ว่า ความวิตกดังกล่าวอาจเกิดจากการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมระบอบเก่าและนิยมระบอบใหม่ที่เข้มข้นในขณะนั้น (๒๔๗๕) แต่คณะอนุกรรมการฯ ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ก็หาได้รับแนวคิดของไพโรจน์ดังกล่าวนี้เข้าไปไม่ (๕๓)

การละเมิดมิได้ กับความรับผิดชอบ

สำหรับแนวคิดเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ที่ปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น หลวงจักรปาณีฯ จากสำนักจารีตประเพณี อธิบายว่า ข้อความที่ระบุในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฯ (ชั่วคราว) ว่า “กษัตริย์ถูกฟ้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัย” นั้น เขาเห็นว่าข้อความนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญประเทศอื่นๆ คือ มิได้ครอบคลุมถึงกรณีแพ่ง และเขาไม่เห็นด้วยกับการที่ สภาผู้แทนฯ มีอำนาจวินิจฉัยคดีของพระมหากษัตริย์ เขาเห็นว่าไม่ควรให้มีบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจมากกว่าพระมหากษัตริย์ เขาเสนอว่า หากจะมีบทบัญญัติเช่นนี้ “เราต้องเลือกเอาว่า จะควรรับกษัตริย์ไว้เป็นประมุขสูงสุดของชาติต่อไป หรือจะไม่รับ” (๕๔) และเขาเห็นว่า “ถ้ากษัตริย์จงใจประพฤติผิดกฎหมายบ้านเมือง ท่านจะต้องรับผิดชอบต่อราษฎรไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม” (๕๕)

ในขณะที่ หลวงประเจิดฯ จากสำนักรัฐธรรมนูญนิยม ได้อธิบายว่า พระมหากษัตริย์สามารถถูกฟ้องในคดีอาชญาโดยมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชำระได้ และไม่เพียงคดีอาชญาเท่านั้นแต่สามารถตีความไปถึงความผิดของพระองค์ที่กระทำการบกพร่องอย่างสำคัญในการบริหาราชการแผ่นดิน การละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ การกระทำผิดต่อสัญญาระหว่างประเทศเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ในกรณีเหล่านี้พระมหากษัตริย์ควรจะต้องรับผิดชอบ (๕๖) โดยสภาผู้แทนราษฎรได้ตีความประเด็นอำนาจดังกล่าวว่า “สภาผู้แทนมีอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ศาล ไม่มีอำนาจชำระคดีอาชญาหรือแพ่งที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในกรณีแพ่งการฟ้องร้องไปยังโรงศาล ให้ฟ้องรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ส่วนในกรณีอาชญา ซึ่งหากบังเอิญจะเกิดขึ้น ก็จะฟ้องพระมหากษัตริย์มิได้ แต่สภาฯ มีอำนาจที่จะจัดการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเป็นไปโดยยุติธรรมได้” (๕๗)

นอกจากนี้ หยุด ได้อธิบายเสริมแนวคิดเรื่องการละเมิดมิได้ในเวลาต่อมาว่า หมายถึง พระมหากษัตริย์จะต้องอยู่เหนือการเมือง ทรงจะต้องเป็นกลางไม่เข้าข้างพรรคการเมืองใด เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถือว่า ประชาชนทุกคนเกี่ยวข้องกับการเมือง มีแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ไม่เป็นพวกของพรรคการเมืองใดเพราะทรงเป็นประมุขของประชาชนทุกคน (๕๘) อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า “มีข้อระลึกว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์ พระมหากษัตริย์ อาจมีความเห็นอกเห็นใจพรรคการเมืองใดก็ได้ แต่ตราบใดที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นกลางแล้ว ก็ต้องถือว่าทรงปฏิบัติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ” (๕๙)

หยุดเห็นว่า หลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้ มีเพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์ดำรงฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ โดยรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยถือว่า การที่พระมหากษัตริย์กระทำผิดไม่ได้นั้นเพราะมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เพื่อที่ว่าหลักดังกล่าวจะดำรงต่อไป “พระมหากษัตริย์จะต้องทรงเว้นการกระทำใดๆ โดยเปิดเผยอันอาจทำให้ประชาชนนำไปวิจารณ์ เช่น การออกความเห็นในทางการเมือง หรือการกล่าวถึงปัญหาที่กำลังโต้เถียงอยู่ในประเทศ” (๖๐)

การสนองพระบรมราชโองการ : ความมิต้องรับผิดในการกระทำของพระมหากษัตริย์

ประเด็นเรื่องพระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยนั้น หลวงจักรปาณีฯ แห่งสำนักจารีตประเพณีได้อธิบายบัญญัติที่ว่าให้การกระทำของพระมหากษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งลงนามมิฉะนั้นเป็นโมฆะ ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฯ (ชั่วคราว) ว่า เหตุผลของการบัญญัติ คือ การระวังมิให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจในทางที่ผิดความประสงค์ของราษฎร และเป็นการถือหลักว่า ประมุขของประเทศมีสิทธิพิเศษอยู่นอกวงความรับผิดชอบแห่งกฎหมายธรรมดา ซึ่งมีคณะรัฐบาลรับผิดชอบแทน หลวงจักรปาณีฯ ได้อ้างหลักกฎหมายอังกฤษเทียบเคียงกับข้อความข้างต้น โดยยกตัวอย่างความเห็นของศาตราจารย์ไดซี ที่อธิบายกฎหมายอังกฤษว่า “ถ้าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษจะทรงเอาปืนยิงอัครมหาเสนาบดีตายคาที่ กฎหมายอังกฤษก็จะเอาผิดกับท่านไม่ได้” และเขาได้ยกตัวอย่างประเพณีไทยโบราณ เรื่องการลงโทษมหาดเล็กใกล้ชิดแทนเจ้านายที่ทรงทำผิด โดยเขาให้เหตุผลว่า มหาดเล็กมีหน้าที่เตือนสติเจ้านายตน หากเจ้านายทรงกระทำความผิดไป ดังนั้น มหาดเล็กนั้นต้องถูกลงโทษฐานละเลยหน้าที่ (๖๑)

ในขณะที่นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยม เช่น เดือนและไพโรจน์ ได้วิจารณ์ตัวอย่างของศาสตราจารย์ไดซี ที่หลวงจักรปาณีฯ ยกข้างต้นว่า “เป็นตัวอย่างที่วิตถาร” และพวกเขาเห็นว่า หลักที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ผิดนั้น หมายความว่า “พระเจ้าแผ่นดินไม่อาจออกคำสั่งที่ผิดและคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจทำให้ผู้ที่เคารพและปฏิบัติตามหลุดพ้นจากความรับผิดชอบไปได้” (๖๒) ต่างหาก ทั้งเดือนและไพโรจน์ยังได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “แต่ในทุกวันนี้ ศีลธรรมบังคับให้บุคคลต้องรับผิดชอบในกรรมที่ตนกระทำ ที่ใดที่ไม่มีความรับผิดชอบที่นั้นก็ไม่มีอำนาจ [เน้นโดยผู้เขียนบทความ] ฉะนั้น เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบ แต่เสนาบดีต้องรับผิดชอบจึ่งจำเป็นต้องมอบอำนาจให้เสนาบดีทำแทน” (๖๓)

นอกจากนี้ ไพโรจน์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบัญญัติอำนาจของพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ กับระบอบการปกครองว่า “มีบทบัญญัติยกย่องเชิดชูพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศไว้อย่างดี และก็ได้ถวายพระราชอำนาจต่างๆ ให้มากยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ในประเทศที่มีการปกครองโดยรัฐสภาโดยทั่วไปเสียอีก” (๖๔)

ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ กับรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา

ในประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ผ่านสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีและศาลที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี อย่างพระยาศรีวิสารฯ ได้อธิบายขั้นตอนของการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในการยับยั้งกฎหมายที่บัญญัติโดยสภา โดยเขาได้ยกตัวอย่างอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษในการยับยั้งกฎหมายว่า หากพระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยกับร่างกฎหมายนั้น จะทรงถอดคณะเสนาบดีชุดนั้นออกแล้วทรงตั้งชุดใหม่ โดยทรงหวังว่ารัฐสภาจะสนับสนุนคณะเสนาบดีชุดใหม่ หากสภายังยืนยันเรื่องนั้น พระองค์จะยุบสภาเพื่อให้ราษฎรแต่งตั้งผู้แทนเข้ามาใหม่ หมายถึง การที่พระมหากษัตริย์เรียกร้องจากรัฐสภาไปยังราษฎร และหากสภาใหม่ยังคงยืนยันเรื่องนั้น พระองค์ก็ต้องยอมตามนี้ (๖๕)

ในขณะที่นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยม เช่น หยุด ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความนิยมของนักกฎหมายที่ชอบเปรียบเทียบอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยในรัฐธรรมนูญให้เหมือนกับธรรมเนียมการปกครองของอังกฤษว่า เป็นความคิดที่ “ง่ายเกินไป” เขาให้เหตุผลว่า พระมหากษัตริย์อังกฤษไม่ได้ทรงใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้ว ในขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยยังคงถวายพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายอยู่ ดังนั้น ไม่สามารถเทียบเคียงตัวอย่างระหว่างกันได้ (๖๖)

นอกจากนี้ หยุดยังได้อธิบายขอบเขตการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ผ่านสถาบันการเมืองอื่นว่า

“พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อำนาจบริหารเองมิได้ และจะทรงใช้อำนาจนี้ทางอื่นนอกจากทางคณะรัฐมนตรีก็มิได้เช่นกัน หมายรวมถึงบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินจะต้องมีรัฐมนตรีคนหนึ่งสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ เช่นนี้แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์จะทรงกระทำกิจใดที่เกี่ยวกับราชการได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำเนื่องจากคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา รัฐมนตรีจะต้องเลือกว่าทรงควรทำหรืองดเว้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำกิจเกี่ยวกับราชการเป็นการฝ่าฝืนใจรัฐมนตรีได้ เพราะหากรัฐมนตรีไม่ยอมลงนามสนองพระบรมราชโองการแล้วรัฐมนตรีขอลาออกจากตำแหน่ง โดยคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลาออกเพราะถ้าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำโดยพระองค์เองแล้ว การกระทำนั้นย่อมไม่มีผลทางกฎหมาย และหากคณะรัฐมนตรีนั้นครองเสียงข้างมากในสภา ก็ไม่มีทางที่จะทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้รัฐสภาไว้วางใจได้ ซึ่งผลในที่สุดพระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอมปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี หรือมิฉะนั้นก็ต้องทรงสละราชสมบัติ ดังนั้น การไม่ทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เมื่อทรงทักท้วงแล้วคณะรัฐมนตรียังถวายการยืนยันจึงเป็นภัยแก่ราชบัลลังก์และมีทางที่จะถูกกล่าวหาว่ามิได้ทรงวางตนเป็นกลางเอนเอียงเข้าทางพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านรัฐบาล” (๖๗)

ความหมายของหลักการความมิต้องรับผิด ด้วยการสนองพระบรมราชโองการนี้ หยุดอธิบายหมายรวมถึง พระราชดำรัสทางวิทยุกระจายเสียงด้วย โดยพระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงกระทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ส่วนปัญหาที่ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงร่างพระราชดำรัสเองแล้วจึงส่งมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ หรือคณะรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายแล้วพระมหากษัตริย์ทรงแก้ไขด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นเรื่องภายในระหว่างพระมหากษัตริย์กับคณะรัฐมนตรี ตลอดจนแม้กระทั่ง พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงรับสั่งกับทูตานุทูต หรือข้าราชการอื่นใด โดยมิได้กระทำต่อหน้ารัฐมนตรี หรือแม้แต่ ทรงจะไม่ปรึกษาหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยไม่ได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นอันขาด (๖๘)

นอกจากที่พระมหากษัตริย์จะต้องทรงทำกิจการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีแล้ว หยุดตั้งคำถามว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีขอให้พระมหากษัตริย์กระทำกิจกรรมอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินอันไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแล้ว พระมหากษัตริย์จะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำได้หรือไม่ ในปัญหานี้หยุดอธิบายว่า ไม่อาจตอบเป็นหลักทั่วไปได้ แต่เขาให้เหตุผลว่า ในทางรัฐธรรมนูญไม่มีทางที่จะบังคับให้ประกอบกิจด้วยการฝืนพระราชหทัยได้ แต่ในกรณีการตรากฎหมายนั้น นายกรัฐมนตรีสามารถนำร่างกฎหมายซึ่งไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศลงราชกิจจานุเบกษาให้เป็นกฎหมายได้เลย และหากในบางกรณีรัฐธรรมนูญถวายอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ไว้แต่เพียงแบบพิธี เช่น การแต่งตั้งประธานพฤฒสภา หากทรงปฏิเสธไม่ยอมลงพระปรมาภิไธย ต้องถือว่าทรงกระทำผิดรัฐธรรมนูญ หรือในบางกรณี การที่ทรงปฎิเสธไม่กระทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ทำให้เห็นว่าไม่ได้ทรงเป็นกลาง แต่ทรงกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาล ซึ่งทรงทำผิดรัฐธรรมนูญเช่นกัน (๖๙) โดยปกติแล้วการที่ทรงงดเว้นไม่ทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ต้องถือเป็นวิธีที่ไม่พึงปรารถนาเว้นแต่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย (ultima ratio) เพราะการทำเช่นนี้หมายความว่าคณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง หากถ้าคณะรัฐมนตรีครองเสียงข้างมากในสภาและยังได้รับความไว้วางใจกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก พระมหากษัตริย์จำต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีนั้น (๗๐)

หากเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น หยุดเห็นว่า วิธีการตอบโต้ของพระมหากษัตริย์ต่อปัญหาข้างต้น คือ การประสงค์ที่จะสละราชสมบัติซึ่งก่อให้เกิดสาธารณมติต่อพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายรัฐบาลอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้งในคราวหน้าได้ อย่างไรก็ตามแม้ในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จะมีอำนาจน้อยแต่ทรงมีอำนาจทางสังคมมากซึ่งมีอิทธิพลต่อความจงรักภักดีของราษฎร และบุคลิกของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนหากพระมหากษัตริย์ทรงมีประสบการณ์ มีความจัดเจน ย่อมมีผลต่อการตัดสินของคณะรัฐมนตรีให้โน้มเอียงได้ (๗๑)

อย่างไรก็ดี หยุดเห็นว่า พระมหากษัตริย์ยังทรงมีอำนาจในทางสังคม ๓ ทาง คือ

ประการแรก ความจงรักภักดีของราษฎร เขาเห็นว่า พระมหากษัตริย์บางพระองค์ราษฎรรักมากหรือบางพระองค์ราษฎรรักน้อย ดังนั้น อำนาจทางสังคมในการโน้มน้าวคณะรัฐมนตรีจะมีมากเพียงใดนี้ขึ้นอยู่กับความรักของราษฎรที่มีต่อพระมหากษัตริย์

ประการที่ ๒ บุคลิกของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงเป็นประมุขถาวรจึงทรงมีประสบการณ์มาก บางพระองค์มีพระทัยเข้มแข็งอาจทำให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติตามพระราชประสงค์ได้มาก แต่บางพระองค์ก็อ่อนแอปล่อยให้คณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำแต่เพียงฝ่ายเดียว

ประการสุดท้าย คือ บุคลิกลักษณะของคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีมีอุปนิสัยและเฉลียวฉลาด ตลอดจนนายกรัฐมนตรีมีความเข้มแข็งเด็ดขาด การปฏิบัติตามพระราชประสงค์ก็จะน้อยเข้า แต่หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอ่อนแอ หรือรู้สึกด้อยกว่า ในแง่ความจัดเจนงานและความรู้ความสามารถ พระมหากษัตริย์ก็จะชักจูงให้ปฏิบัติตามพระราชประสงค์ได้มากขึ้น (๗๒)

การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ถวายอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์มากขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของดิเรก ชัยนาม ได้ยกตัวอย่างการวิจารณ์อันตรายจากหลักการที่ให้ผู้นำจารีตประเพณีมีอำนาจมากจากประสบการณ์ของยุโรปว่า “การมอบอำนาจเด็ดขาดให้บุคคลเดียว…พูดสั้นๆ คือกษัตริย์ ผู้มีอำนาจเด็ดขาดนี้จะเป็นกษัตริย์ที่ฉลาดที่สุดและเมตตากรุณาที่สุด แม้กระนั้นก็ดีก็ยังมีพฤติการณ์หลายอย่างซึ่งทำให้ระบอบนี้ห่างไกลจากระบอบที่เร้าใจให้ราษฎรสนใจในการปกครองบ้านเมืองของตนที่ถือเป็นแบบฉบับที่ดี…และไม่มีหลักประกันอันใดเลยว่า ผู้รับมรดกนั้นจะฉลาดจะสามารถเมตตากรุณาเสมอไป ตรงกันข้าม มีเสมอที่ผู้สืบมรดกกลายเป็นคนโง่หรือไร้สติ ยิ่งกว่าจะเป็นนักปราชญ์หรือรัฐบุรุษและท่านเหล่านี้เข้ามารับผิดชอบโชคชตาของคนนับสิบๆ ล้าน” (๗๓) เขาสรุปว่า ประเทศที่มีการปกครองแบบพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย คือ พระมหากษัตริย์มีอำนาจจำกัดนั้นเหมาะสมที่สุด (๗๔)

“ความชอบด้วยระบอบ” หรือ “ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”?

แม้ว่าจะมีการบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติให้ทรงเป็นประมุข ในขณะที่ยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น หยุดอธิบายว่าหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ คือ ทรงเป็นประมุขของปวงชนชาวไทย ที่ทรงระมัดระวังและจัดการให้รัฐกิจต่างๆ ดำเนินไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้น การวินิจฉัยเด็ดขาดสุดท้ายตามรัฐที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น หยุดให้เหตุผลว่า อำนาจสูงสุดต้องอยู่ที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตย (๗๕)

ทั้งนี้ หยุดได้ให้ความเห็นเสริมว่า ตามระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ทรงเถลิงราชย์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ การที่จะบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจมากเหมือนประมุขที่มาจากการเลือกตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เหมาะสม เนื่องจากจะทำให้ทรงอยู่ในขอบข่ายของการวิจารณ์ ดังนั้น สำหรับประเทศไทย หากเปรียบเทียบกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว หยุดเห็นว่า “พระมหากษัตริย์ย่อมมีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นธรรมดา” เพราะทรงมีอำนาจเพียงจะทำให้รัฐกิจเป็นไปตามเจตจำนงของราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายเสียงข้างมากเท่านั้น (๗๖) ซึ่งหมายความว่า การบัญญัติอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์และการตีความความสัมพันธ์ทางอำนาจต้องชอบด้วยระบอบประชาธิปไตยด้วย

“ที่ปรึกษา” ของพระมหากษัตริย์ : คณะรัฐมนตรีหรือคณะองคมนตรี

การบัญญัติให้ อภิรัฐมนตรีหรือองคมนตรี ทำหน้าที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ เป็นต้นมานั้น นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี ได้พยายามให้คำอธิบายว่าการที่องคมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการนั้น “เป็นการลงนามโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้น คือรัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องลงนามเสมอไป” หรือเป็นเพียงแบบธรรมเนียมเท่านั้น (๗๗)

แต่ในขณะที่ ไพโรจน์ นักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยมกลับเห็นแย้งว่า การบัญญัติให้ประธานองคมนตรีและองคมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการ เช่น รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๔๙๒ นั้น จะก่อให้เกิดปัญหาการลงนามในการสนองพระบรมราชโองการ เขาได้ให้เหตุผลว่า การลงนามสนองพระบรมราชโองการในระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐสภาเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ลงนามสนองฯ แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับให้องคมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองฯ แทนนั้น เขาให้เหตุผลแย้งว่า การบัญญัติให้องคมนตรีลงนามสนองฯ นั้น “หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะถ้าเช่นนั้นแล้ว ระบอบรัฐสภา (Regime Parlementaire) ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เนื่องจากคณะรัฐมนตรีซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ได้พ้นจากความรับผิดชอบเสียแล้ว และดั่งนี้ ผลร้ายจะตกกับประมุขของรัฐ เพราะจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบไป” (๗๘) อีกทั้งเป็นการพ้นวิสัยที่รัฐสภาจะควบคุมได้ตามหลักการของระบอบ ดังนั้น เขาเห็นว่า การที่ให้องคมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการจึงมีผลเสียในทางอื่นๆ เพราะ “องคมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา” และเขาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยระบอบว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ นี้ มีบทบัญญัติให้ผู้อื่นลงนามสนองพระบรมราชโองการแทนรัฐมนตรีมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ตั้งแต่ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา

ส่วนหยุดได้อธิบายถึงความจำเป็นของการมีคณะองคมนตรีว่า เนื่องจากพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขมีมาก ดังนั้น จึงควรมีบุคคลที่เป็นกลางและมีคุณวุฒิสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงได้ปรึกษา แต่อย่างไรก็ตามการบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจในการเลือกและแต่งตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่งขององคมนตรีเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น หยุดเห็นว่า มีผลต่อหลักความมิต้องรับผิดเนื่องจาก “ผู้ใดมีอำนาจ ผู้นั้นต้องมีความรับผิด” ดังนั้น การบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีทำให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบความเหมาะสมของผู้เป็นองคมนตรีต่อสภาผู้แทนราษฎรในทางรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด และการลงนามสนองพระบรมราชโองการของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเพียงแค่การรับรองว่าเป็นพระปรมาภิไธยจริงเท่านั้น (๗๙)

สุดท้ายแล้ว หยุดได้ให้ความเห็นแย้งถึงความเหมาะสมของการมีคณะองคมนตรี ว่า

“ถ้าจะกล่าวตามหลักประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีไม่ชอบด้วยหลักประชาธิปไตยนัก เพราะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีของพระองค์ และเป็นหลักที่ “ผู้ใดมีอำนาจ ผู้นั้นจะต้องมีความรับผิดชอบ” แต่คณะองคมนตรีเป็นผู้กล่าวความเห็นต่อพระมหากษัตริย์โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ถ้าปรากฏว่าคณะองคมนตรีกล่าวความเห็นผิดพลาด ก็ไม่มีทางให้คณะองคมนตรีรับผิดชอบได้ ต่างจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่ไว้วางใจแล้วก็ต้องออกจากตำแหน่ง” (๘๐)

คำถามที่ยังไร้คำตอบ

ควรบันทึกไว้ด้วยว่าจำนวนมาตราของหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญจำนวน ๖ ฉบับในช่วงเวลาที่กำหนด พบว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ หรือฉบับชั่วคราว มี ๕ มาตรา ฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ มี ๙ มาตรา ฉบับ ๒๔๘๙ มี ๙ มาตรา ฉบับ ๒๔๙๐ มี ๑๗ มาตรา ฉบับ ๒๔๙๒ มี ๒๐ มาตรา และฉบับ ๒๔๗๕ แก้ไข ๒๔๙๕ มี ๒๐ มาตรา ความเปลี่ยนแปลงในจำนวนและสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญนี้สะท้อนถึงพระราชอำนาจ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทและการมีอำนาจต่อรองของพวก “รอยัลลิสต์” ที่มีต่อการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นด้วยเช่นกัน

และหากจะสรุปข้อถกเถียงและการให้เหตุผลในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญจากสำนักนักกฎหมายทั้ง ๒ สำนักนั้น แรกสุดมีความต่างในเรื่องการอ้างอิงที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย โดยสำนักแรกอ้างอิงกับจารีตประเพณีในอดีตของไทยที่เทียบเคียงได้กับความคิดตะวันตก เช่น ความคิดฮ็อบ ในขณะที่สำนักหลังเห็นว่าบ่อเกิดอำนาจอธิปไตยเป็นไปตามหลักการตามความคิดตะวันตก คือ กลุ่มทฤษฎีสัญญาประชาคม เช่น ความคิดของล็อก

ประการที่ ๒ สำนักแรกอ้างอิงกับธรรมเนียมทางการเมืองไทยให้เข้ากับธรรมเนียมของอังกฤษที่เน้นจารีตการปฏิบัติในอดีต มากกว่าการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่สำนักหลังนั้น เห็นว่า ควรมีการบัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมือง และขอบเขตระหว่างกันให้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน

ประการที่ ๓ ประเด็นสำคัญ คือ ไม่มีคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญของสำนักใดที่ปฏิเสธพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ข้อถกเถียงสำคัญที่สุด คือ จะบัญญัติให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเพียงใดภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ฤา หลักการที่ไม่สอดคล้องกับบริบท?

หลังการโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำที่มาจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คนสุดท้ายเมื่อ ๒๕๐๐ ด้วยการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกลุ่มอำนาจที่ปกครองประเทศจากคณะราษฎรมาสู่คนกลุ่มใหม่อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบใหม่ขึ้นในการเมืองไทย

การเปล่งเสียงแผ่วเบาเป็นครั้งสุดท้ายจากนักกฎหมายสำนักรัฐธรรมนูญนิยม โดยหยุดได้กล่าวไว้ว่า

“สมัยรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ควรถือว่า การที่พระมหากษัตริย์ทรงทำผิดไม่ได้นั้น เพราะมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ข้อหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าแสดงว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำสิ่งใดโดยพระองค์เองแล้วรู้สึกว่าเป็นการเฉลิมพระเกียรติ มีบ่อยๆ ที่รัฐมนตรีอ้างว่าได้กระทำการนั้นการนี้อันมีลักษณะเป็นการเมืองโดยคำแนะนำของพระมหากษัตริย์ ซึ่งความจริงคำแนะนำของพระมหากษัตริย์นี้ควรถือเป็นความลับ และถ้ารัฐมนตรีรับเอาคำแนะนำนี้มาปฏิบัติจริง รัฐมนตรีควรจะกระทำด้วยความรับผิดชอบของตนเอง การอ้างว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำการใดๆ ในทางการเมืองโดยพระองค์เองก็ดี การอ้างว่าทรงแนะนำให้กระทำการนั้นก็ดีย่อมไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ขอให้พวกเราจงได้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของเราในทางที่ถูกเพื่อสถาบันการมีพระมหากษัตริย์ของเราจะได้ดำรงอยู่อย่างมีเสถียรภาพตลอดกาลนาน ดังเช่นที่เป็นอยู่ในประเทศอังกฤษ” (๘๑)

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด คำอธิบายของสำนักรัฐธรรมนูญนิยมได้วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่น่าสนใจไว้หลายประการ แต่หลักการเหล่านั้นได้สูญหายไปจากคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ จนดูราวกับว่าเป็นหลักการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการเมืองของไทยในปัจจุบัน ถึงกระนั้นก็ดี หากเราพิจารณาบริบททางการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ย่อมจะเห็นถึงความมิอาจแยกกันได้ระหว่างการเถลิงอำนาจของกลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมอนุรักษ์ ที่ผสานเข้ากับคติ “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” หรือ “ฮ็อบแบบไทย” ประกอบกับอำนาจปืนและหมอกควันที่บดบังความเห็นอื่นๆ อันปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้น บรรยากาศการโต้เถียงในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงปิดตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทบไม่ได้ยิน “เสียง” จากสำนักรัฐธรรมนูญนิยมอีก

อย่างไรแม้ว่าคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเหล่านั้นถูกวางนิ่งสนิทบนชั้นหนังสือที่ปราศจากการจับต้องมานาน แต่ความคิดและหลักการที่ปรากฏยังคงเจิดจรัสอันพร้อมที่จะรอผู้ที่เข้าไปสนทนาด้วย ดุจเดียวกับคำกล่าวที่น่าคิดของหยุด ว่า

“กฎหมายหาได้เป็นวิชาการที่อยู่ได้โดยลำพังตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาความจริงภายนอก” (๘๒)

หน้า: 1 2 3 4

โพสต์ในกลุ่ม บทความเผยแพร่


มี 47 ความคิดเห็น สำหรับ “ณัฐพล ใจจริง : “ความชอบด้วยระบอบ” วิวาทะว่าด้วยอำนาจของ “รัฏฐาธิปัตย์” ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ (๒๔๗๕-๒๕๐๐)”

»

หน้า: [1] 2 3 »

  1. 1
    ชนะ รักนิ่ม
    29 September 2008 เมื่อ 8:52 am

    ก่อนที่จะ “ปฏิรูปฝ่ายการเมือง” ต้อง ปฏิรูปฝ่ายตุลาการ ก่อน

  2. 2
    BMW F1
    30 September 2008 เมื่อ 11:43 pm

    เท่าที่ดูฝ่ายตุลาการไม่มีอะไรเสียหาย มีความเป็นกลางดี
    อย่างข่าวทนายคนที่หนีคดีอยู่ที่ลอนดอน
    ยัดถุงขนม 2 ล้านให้ศาลฎีกา
    ถูกสั่งจำคุกทันที
    นี้เป็นจุดที่ทำให้ผมเชื่อมั่นในตุลาการไทย
    กระบวนการยุติธรรมที่ต้องยกเครื่องอย่างเร่งด่วน
    ต้องเป็นตำรวจกับอัยการมากกว่า

  3. 3
    ฟ้าเดียวกัน กรุณาแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดด้วยครับ
    2 October 2008 เมื่อ 9:52 am

    ฟ้าเดียวกัน กรุณาแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดด้วยครับ

    ในย่อหน้า (เวบเพจหน้าที่ 1 ของบทความนี้)
    “๑. รัฐบาลประชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด (Monarchie absolute) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆ โดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม”

    ต้องแก้เป็น

    “๑. รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด (Monarchie absolute) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆ โดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม”

    คือแก้คำว่า ประชาธิปตัย เป็น ราชาธิปตัย

  4. 4
    สุดมั่ว
    3 October 2008 เมื่อ 7:12 pm

    องค์มนตรีกับพระมหากษัตริย์มีอำนาจในฝ่ายบริหารอย่างไรรึยกเว้นแต่ในนาม จขกท ช่วยยกตัวอย่างให้ดูสักอย่าง เช่น เลือก ครม
    เองได้หรือ ถึงมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่อ้าง แล้วตัวอย่าง
    ครม สมชายที่กัดกันอยู่ตอนนี้ตามกฎหมายใครรับผิดชอบอะ

  5. 5
    PP
    6 October 2008 เมื่อ 3:17 pm

    เมื่อไหร่ Web.นี้มันจะปิดสักทีว๊ะ..มีแต่เรื่องเงี้ยๆ..
    และพวกควา..เข้ามาหมิ่นเบื้องสูง..ปิดมันสักที
    ปิดๆๆๆๆ..

  6. 6
    ดูมันทำ
    13 October 2008 เมื่อ 10:49 am

    ขอเชิญโครตเหง้าของเมิงไปตายโหนตรายโหนตรายห่านกับบิดาของเมิงที่ใหนก็ไปเพราะนีคือประเทศไทย ประเทศไทยมีเอกราชขึ้นมาใด้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพวกเมิงเป็นคนที่กอบกู้ประเทศไทย

  7. 7
    ท้ากตวยหัวสิน
    15 October 2008 เมื่อ 7:30 am

    เว็บนี้ต้องการอะไร อ่ะ เพิ่งเข้ามาอ่าน ไม่รู้เลยว่ามีคนแบบนี้อยู่ด้วย ถ้าต้องการประเทศกันน่ะนะ ก็ไปเอาเงิน ที่ลอนดอน ดิ แล้วไปซื้อ เกาะที่ว่างๆ แถวขั้วโลกใต้ ปกครองกันเองไปเลย สนุกดี แต่ถ้าไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังงัย ให้ไปเล่น Sim City นะ

  8. 8
    done
    15 October 2008 เมื่อ 9:36 pm

    กำหมายเขาเอาควบคุมคนไม่มีกำที่ดีที่สุดคือจิตสำนึก
    คำว่าสามสีในธงมีไว้ให้เคารพบรูชาและรักษาเห็นมีเรื่องทะเลาะกันเพราะอำนาจวาสนาของคนกลุ่มๆหนึ่งไม่ว่ากี่ครั้งกกี่ครั้งก้กล่าวถึงประชาธิปไตยก้คือกำที่มนุษยืตั้งขึ้นเองสมุติเองทั้งนั้นเราสงบสุขมาหลายร้อยหลายพันปี(มีบ้างบางช่วงเหตุการณืคล้ายแบบนี้)พวกที่กล่าวถึงสามสีในธงสำนึกคิดไตร่ตรองดูท่านทำหรือเคยทำประโยชนือันใดให้แผ่นี้นี้บ้าง
    ผมนึกถึงสมัยทวดบอกว่าอย่าพุดเดียวขี้กลากขึ้นหัวจะคันปากปากเท่าใบบอน
    คนไทยมันเสรีภาพจนเกินขอบเขต

    ขอสาบเซ่งคนที่เอาสามสีในธงมาพุดถึงในแง่ร้ายให้มีอันเป็นไปถึงชั้นลูกชั้นหลานโคตรวงษ์วานเหล่าตระกูลอย่าได้เจริญเพราะท่านทำคุณอะไรให้แผ่นดิน
    เหตุการณ์เวลานี้ทำให้ผมนึกถึงประเทศข้างเคียงที่เขาเสียอธิปไตยให้แก่มหาอำนาจหรือสมัยตอนผมเด้กๆลอยรัล่องตามลำาน้ำมาเป็นแพ(คน)ทุกๆวันทุกเวลาที่ไปเล่นน้ำจะเห็นแล้วก็คนในประเทศก็หลบหนีไปประเทศที่3ผมอยากถามพวกท่านทั้งหลายอยากเป็นเฃ่นนั้นรือแล้วประเทศก็เป็นรัฐหรือสังคมนิยมตามเจรตนาของคนมีอำนาจในสังคมการเมือง

  9. 9
    ขอร้อง
    17 October 2008 เมื่อ 4:07 pm

    สังคมแตกแยกเพราะคนอย่างพวกคุณ

    ปิดได้แล้ว

  10. 10
    I'm PAD
    17 October 2008 เมื่อ 4:12 pm

    มีความคิดแบบนี้ออกมาจากสมองได้อย่างไร

    วีรชนที่เค้าหลั่งเลือดกว่าจะเป็นแผ่นดินไทยจนทุกวันนี้ คิดกันเป็นไหม

    ทำไมคนคิดเว็บนี้เห็นแก่ตัวจัง น่าสมเพช คงจะมีใครยอมหรอก

    ไปอยู่เขมรนู่นไป ไอ่ควาย สัดเอ๊ยยย

  11. 11
    คนไทย
    17 October 2008 เมื่อ 4:41 pm

    เขียนคอลัมแบบนี้ได้งัย ปิดเว็บแม่งเลย

  12. 12
    ก้อแล้วแต่ว่ะ
    17 October 2008 เมื่อ 6:30 pm

    ขอเรียกร้อง รัฐบาล 3 ข้อ
    1.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ คุนหญิงพจมาร ได้มีโอกาศติดคุก เมืองไทย เพื่อจะได้เป็น เกียจ แก่ ท่านอดีตนาย ก และ ลูกๆ
    2.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ ท่านผู้นำ ตายในต่างแดน 3 คนติดกัน
    3.สนับสนุนให้รัฐบาล ยกเลิกรายการ ค.วายจริง วันนี้ ของ ตุด ผีขนุน nbt เพราะ ยิ่งฟัง ยิ่งโง่ แถว เหนือ กะ อิสาน จะแดรกหญ้า แทนข้าวกัน หมดแล้ว
    4.สนับสนุน ให้รัฐบาลให้โอกาศ นปช เข้าสลายม็อบ ตะรวด

  13. 13
    faraway
    18 October 2008 เมื่อ 8:58 am

    ฟ้าเดียวกัน ถ้าจะไปเป็น โรบินฮูด ที่เมืองนอก เมืองนา นาน เลยคิดว่าตัวเองหัวแดง ลองเอากระจกส่องตัวเองอีกสักครั้ง และมองตั้งแต่หัวจรดตีน ซิ ถ้าหัวยังดำอยู่ ก็หัดสำนึกเสียบ้างว่าอยู่ประเทศไหน แต่ถ้าคิดว่าตัวเองหัวแดง เชิญ ไปอยู่กับนายใหญ่ meng

    คนอย่างนี้ เขาเรียกว่า กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา

    ถ้าไม่มีความละอาย ก็ไม่มีเกียรติ

  14. 14
    Ethical Crisis
    20 October 2008 เมื่อ 2:40 pm

    ไม่ว่าท่านจะมีวาระแฝงเร้นอะไรหรือไม่
    ไม่ว่าท่านจะมีความคิดเห็นที่เอียงซ้ายสุดขอบ
    หรื่อท่านจะเอียงขวาจนสุดๆ
    ไม่ว่าท่านจะทำเพื่อสนองแนวความคิดและค่านิยมทางการเมืองในรูปแบบใดก็ตาม

    สิ่งที่ท่านพยายามจะนำเสนอนี้มันไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าเศษขยะความคิดเลยหากเรื่องของจริยธรรม ไม่ได้ถูกนำมาสำเหนียกเสียตั้งแต่ต้น

    ช่างน่าสงสารประเทศชาติและประชาชนผู้ต้องมาติดกับดักอยู่ในสังคมที่มีผู้นำที่ละเลยเรื่องของจริยธรรมที่ดีงาม ปล่อยให้สิ่งที่ด้อยคุณค่าที่สุดก็คือเงินตราเข้ามามีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด ทำราวกับว่าถ้ายิ่งมีมากก็จะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ โดยหลงลืมไปว่า เมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้วนั้นเงินตราก็จะหมดค่าไปในทันที มีเพียงความ(กรรม)ดี เท่านั้นแหละ ที่ยกยอดไปใช้ในภพถัดไปได้

  15. 15
    E PEN'S DAD
    21 October 2008 เมื่อ 1:34 am

    การที่ประชาชนรักในหลวง ก็เพราะตระหนัก ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรัก และห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างที่สุด เห็นได้จากพระปฐมบรมราชโองการที่ พระราชทานไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดิน โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ชาวสยาม” สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักอาณาประชาราษฎร์ ได้แก่ภาพที่เจนตาและประทับใจพสกนิกร ชาวไทยเสมอมา คือ ในหลวงของประชาชน ยามเสด็จไปทรงงานในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ อุปกรณ์ทรงงานที่ติดพระองค์ อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ แผนที่ เอกสารข้อมูล กล้องถ่ายรูป และกล้องส่องทางไกล พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราช-กรณียกิจต่างๆ เพื่อบ้านเมือง โดยไม่เห็นแก่ ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายนับตั้งแต่ ขึ้นครองราชย์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนาน ถึง ๖๐ ปี “พระองค์รับสั่งกับข้าราชบริพารว่า “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นต้องเป็น ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงอยู่บนยอดปิรามิดของสังคม แต่ปิรามิดในประเทศไทยนั้นเป็น ปิรามิดหัวกลับ หมายความว่า พระองค์ท่าน ทรงอยู่ด้านล่าง เพื่อรองรับปัญหาทุกๆ อย่างของประชาชน“ และทรงตักเตือนบรรดา บุคคลที่ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทใน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ อยู่เสมอว่า “ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”
    ในหลวงของเราทรงอุทิศเวลาและ น้ำพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ในทุกถิ่นที่และทุกเวลาโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริทั้งหมดมีมากกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ ซึ่งได้รังสรรค์ความผาสุขร่มเย็น บนผืนแผ่นดินไทย ขจัดปัดเป่าปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ปัญหาที่ทำกิน การเสื่อมสูญ ทรัพยากรธรรมชาติ การให้โอกาสทาง การศึกษา พัฒนาอาชีพ กระจายรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและปรับปรุงมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีให้ก้าวทันกระแสโลก พระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชาติไทยนั้น ยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้น
    จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อชาติและประชาชน ทำให้พสกนิกร ชาวไทยได้พร้อมใจกันแสดงความรักในหลวง แม้จะแสดงออกโดยคำพูด การสวมสายรัด ข้อมือ หรือสวมเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ การครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี หรือ ข้อความว่า “เรารักในหลวง” เท่านั้นยังไม่เป็น การเพียงพอ ประชาชนคนไทยจะต้องนำ ความรักความศรัทธาที่มีต่อพระองค์มาเป็น พลังในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อสังคม เพราะคนไทยทุกคนล้วนแล้วแต่จงรักภักดี ต่อในหลวงด้วยกันทั้งนั้น

    เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ทำให้คนไทยทุกคนพร้อมยอมแลกด้วยชีวิต หากแม้นมันผู้ใดหมิ่นพระองค์ท่าน นั่นคือความจงรักภักดีที่มอบให้พระองค์ท่านเท่านั้น ที่ทำให้ต้องออกมาต่อต้านพวกคุณ หากแม้นกฎหมายทำอะไรพวกคุณไม่ได้ แต่เชื่อเถอะ กฎแห่งกรรมมันมีจริง พวกที่จาบจ้วงพระองค์ท่าน มันต้องได้รับกรรมอย่างสาสมที่สุด ไม่เฉพาะตัวมันที่ต้องรับมันคงไม่เพียงพอหรอกกรรมนี้มันจะตามตกไปยังชั่วลูก ชั่วหลานของพวกคุณเลยทีเดียว จงจำไว้ผู้ที่จงรักภักดีมีเกินกว่าครึ่งประเทศ พวกคุณมีเพียงเศษเสี้ยวทุลีดิน แน่จริงก็ลองดูพวกกูยอมแลกด้วยชีวิต

  16. 16
    มน
    25 October 2008 เมื่อ 12:16 am

    คุณต้องการซ้ายอย่างรัสเซีย เวียดนาม ลาว เขมร อย่างนัี้้นหรือ

  17. 17
    สมองของพวกกบฏมีแค่นี้หรอ
    25 October 2008 เมื่อ 8:45 pm

    5555

    พวกนี้ก็ชอบเขียนเข้าข้างตัวเอง …. คิดเข้าไปเยอะๆนะ ว่าคราวหน้าจะเอามุกไหนว่าว่าพระราชวงศ์อีก… ไม่เป็นไร เอ็งว่าออกมาอย่างไร เมื่อไหน

    ก็จะยิ่งมีคนมาด่าบุพการีของพวกเมิงมากเท่านั้น ดีๆๆๆๆ

  18. 18
    คนเขิน
    28 October 2008 เมื่อ 7:52 pm

    ไอ้พวกนักวิชาเกิน และพวกนักเขียนล่อคุกเข้าตัว เงาหัวหลุดขากบ่าไปแลว เวรกรรมจริงๆ พวกนี้มาอยู่แผ่นดินสยามกันทำไม? ปิดเวปมันเลย หรือแสดงตัวว่าเป็นใคร ถ้าเจอตัว ตื๊บมันเลบ ไอ้พวกเศษคน

  19. 19
    amak
    28 October 2008 เมื่อ 10:54 pm

    ถ้าพวกคุณ หรือเจ้าของเวปแห่งนี้ คิดว่าประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ดี ก็ย้ายออกไปจากประเทศไทยสิครับ หรือว่าตอนนี้คุณอยู่ที่อังกฤษ คุณเคยทำความดีต่อประเทศชาติบ้างหรือเปล่า ที่มีแผ่นดินอยู่ มีฝนเทียม มีไบโอดีเซล มีอะไรอีกหลายอย่าง ไอรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งหนะ มันเคยทำอะไรอย่างนี้มั้ย มีแต่พวกทุนนิยม เอาเงินหนุนคนจน มันก็ยังจนอยู่ดี ไหนบอกคนจนจะหมดไปจากประเทศไทย ก็ยังเห็นเกลื่อนเมือง
    ถ้าคุณคิดว่าตัวเองดีก็กลับมาสู้คดีสิ ไหนบอกมีประชาชนเลือกคุณตั้งเยอะไม่ใช่หรือ แถมน้องเขยยังเป็นนายก คุณจะกลัว!อะไร ถ้าไม่ใช่ความชั่วที่คุณทำเอาไว้

  20. 20
    kkk
    29 October 2008 เมื่อ 1:22 am

    ผู้ที่มีใจเร้าร้อน..คือความทุกข์..คนที่มีเจตนาไม่ดี..แสดงว่าเขามีใจเร้าร้อนเผาไหม้ตัวเอง..ถ้าเขาเหล่านั้นมีจิตเป็นอคติ…ไม่ช้าผลแห่งการกระทำ(กรรม) ย่อมตอบสนองเขาเหล่านั้น..ในมนุษย์โลก พระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรมถือเป็นเทวดาโดยสมมุติ..คนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ ควรให้ความเคารพ..ในหลวงท่านถือเป็นเทวดาในโลกมนุษย์ ..คนที่รู้เท่าไม่ถึงการ(เขลา)ควรที่จะหันกลับไปทบทวนสิ่งที่ไม่ดีแล้วหันมาทำความดีเพื่อสนองพระองค์ท่าน…อย่าเป็นคนอันธพาล(มืด-บอด) ด้วยมิจฉาทิฏฐิเลย..จงเป็นสัมมาทิฏฐิ..เสียตั้งแต่วันนี้ชีวิตท่านจะพบกับแสงสว่าง..ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้..

หน้า: [1] 2 3 »

ร่วมแสดงความเห็น