ณัฐพล ใจจริง : “ความชอบด้วยระบอบ” วิวาทะว่าด้วยอำนาจของ “รัฏฐาธิปัตย์” ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ (๒๔๗๕-๒๕๐๐)
ฟ้าเดียวกันสำเนาจาก : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม พ.ศ. 2550
ณัฐพล ใจจริง*
*ขอบคุณหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อนุเคราะห์ภาพหายาก รศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ผศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ดร. เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ศิวพล ละอองสกุล อาจารย์จีรพล เกตุจุมพล อาจารย์ทวีศักดิ์ เผือกสม ที่ให้คำแนะนำและมิตรภาพ สำหรับความตื้นเขินที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน บทความนี้ตัดทอนบางส่วนมาจากการค้นคว้าอิสระของข้าพเจ้า ชุด รัฐธรรมนูญ และสถาบันทางการเมืองกับปัญญาชนของไทย (พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๕๐๐) บทความนี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในวาระของการก้าวสู่ปีที่ ๗๕ ของปฏิวัติ ๒๔๗๕ และการมีรัฐธรรมนูญในประเทศไทย
“อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย”
(มาตรา ๑, พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) ๒๔๗๕)
การหายไปของ “คำถาม” ในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
หากเริ่มต้นที่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรัฐธรรมนูญเป็น “สัญญาประชาคม” หรือข้อตกลงรากฐานเบื้องแรกในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับรั{ธรรมนูญตั้งแต่ ๒๔๗๕-๙๕ จำนวน ๖ ฉบับที่ผ่านไป หาได้เป็นเพียงการเปลี่ยนในทางจำนวนเท่านั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับประมุขของรัฐที่เพิ่มจำนวนมาตรามากขึ้นตามลำดับ
คำถามจึงมีว่าเกิดอะไรขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกับสถานะของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐภายใต้ระบอบการเมืองในช่วง ๒๕ ปีแรกหลังการปฏิวัติและรวมถึงมีผลอย่างไรต่อความเปลี่ยนแปลงของเจตจำนงปฐมบทของการปฏิวัติที่บัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
โดยทั่วไปแล้วงานศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองที่ผ่านมาของไทยส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญแต่เพียงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเท่านั้น แต่มิได้พิจารณาความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่สืบเนื่องกันต่อ ทำให้ความเข้าใจพัฒนาการของสาระสำคัญขาดเป็นห้วงๆ ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น การศึกษาที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องจะทำให้ภาพที่ฉายออกมานั้นมีความยาวนานเพียงพออันทำให้เห็นถึงขั้นตอนและวิธีการในเชิงความเป็นมาได้ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับมีมาตราที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่กลับยังไม่มีการศึกษาบทบัญญัติหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทยเชิงประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ของคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการให้เหตุผลทางกฎหมายถึงประเด็นดังกล่าวในคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แพร่หลายอยู่จำนวนมาก (๒๔๗๕-๒๕๐๐) ตลอดจนการพินิจถึงสาระของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่มีผลกระทบต่อเจตจำนงปฐมบท อันอาจทำให้เข้าใจความย้อนแย้ง (irony) ที่เกิดขึ้นกับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของประชาชนและระบอบการเมืองในสมัยต่อมาได้
กล่าวอย่างกระชับแล้ว ภาวะความขัดแย้งหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ มิได้มีแต่เพียงการต่อสู้กันภายในสถาบันการเมืองเท่านั้น แต่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์นั้นได้เปิด “สนามรบ” ให้กับเหล่าปัญญาชนนักกฎหมายร่วมนิยามและให้ความหมายต่อสภาพการณ์การเมืองในระบอบใหม่ที่ควรจะเป็นผ่านตำราคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตอำนาจของพระมหากษัตริย์หลังการปฏิวัติ โดยการโต้แย้งระหว่างนักกฎหมายทั้ง ๒ สำนักนั้นหาได้สิ้นสุดแต่เพียงในตำราเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความตั้งใจของพวกเขาที่จะ “พูด” ถึงหลักการทางการเมืองต่อสังคมการเมืองในวงกว้างด้วย
ในที่นี้ ขอแยกสำนักคิดทางกฎหมายสำคัญออกเป็น ๒ สำนัก คือ “สำนักจารีตประเพณี” (Traditionalism) ประกอบขึ้นจากชนชั้นนำทางจารีตและปัญญาชนนักกฎหมายที่จบจากอังกฤษเป็นส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดเจ้านาย สำนักนี้เชื่อว่า สถาบันกษัตริย์มีฐานะสมบูรณ์และมีความเป็นสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่สะท้อนถึง “ความสมบูรณ์” ที่ต่อเนื่องนั้นมีลักษณะเช่นใด นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่ไม่สามารถให้รายละเอียดของความต่อเนื่องได้มากกว่าความเชื่อ กับ “สำนักรัฐธรรมนูญนิยม” (Constitutionalism) ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่สำเร็จการศึกษาจากภาคพื้นทวีปยุโรปและส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ ๒๔๗๕
ทั้ง ๒ สำนักนี้ได้ทิ้งร่องรอยของคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยวางหลักการและการกล่าวข้อความที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางอำนาจของพระมหากษัตริย์หลังการปฏิวัติ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สำนักแรกเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีพระราชสถานะและอำนาจมาแต่โบราณและดำรงอยู่เหนือบริบท ในขณะที่สำนักหลังซึ่งเน้นการจำกัดอำนาจรัฐ การแบ่งแยกอำนาจและการสร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจทุกสถาบันทางการเมืองนั้นได้ให้คำอธิบายที่สามารถมองเห็นขั้นตอนวิธีการในการปรับตัวของสถาบัน ในบริบทที่สามารถพิจารณาความเปลี่ยนแปลงผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ได้
ดังนั้น การพิจารณาการสร้างคำอธิบาย เหตุผลของการโต้แย้ง การวางหลักของทั้ง ๒ สำนักทำให้เข้าใจถึงเหตุผลที่แต่ละฝ่ายให้กับความชอบธรรมและขอบเขตอำนาจของพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย
การศึกษานี้มุ่งพิจารณาพัฒนาการของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตั้งแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม (ชั่วคราว) จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไข พุทธศักราช ๒๔๙๕ ในหมวดพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิธีการอธิบายและการให้เหตุผลทางกฎหมายในตำราคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับวิธีการศึกษาใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์กับแนวการศึกษากฎหมายและสถาบันการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญศึกษา (Constitutional Studies) ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ อันมีความยืดหยุ่นกว่าแนวกฎหมายและสถาบันที่มุ่งแต่ตัวบทกฎหมาย แนวทางใหม่นี้เปิดโอกาสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นทั้งมุ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของสถาบันการเมืองที่มีเป้าประสงค์ในการแสวงหาความอยู่รอดไม่ว่าการนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม รวมทั้งการกำหนดลักษณะของตัวสถาบัน อีกทั้งเปิดโอกาสให้มีการตีความปรากฏการณ์ทางการเมืองควบคู่ไปกับตัวบทกฎหมาย ตลอดจนการแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่มีผลต่อนัยทั่วไปและแนวโน้มของพัฒนาการรัฐธรรมนูญ โดยมีฐานคติว่ารัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอหรือผลรวมของผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกผลักออกมาจากองค์กร กลุ่มการเมือง หรือแม้กระทั่งปัจเจกชน (๑) นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถเข้าใจเหตุผลหรือการตีความที่อยู่รายล้อมบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แห้งแล้งให้กลับมามีชีวิตชีวาได้มากขึ้น
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การศึกษา ควรกล่าวด้วยว่าการศึกษาครั้งนี้ได้ใช้แนวความคิดของนิติปรัชญาทางเลือก ซึ่งเห็นว่า กฎหมายมิใช่สิ่งที่ปลอดจากคุณค่า หรือมีความเป็นกลาง แต่ “กฎหมาย คือ การเมือง” ซึ่งในตัวมันเองไม่มีความเป็นกลาง นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่สามารถอยู่เหนือการเมืองและการต่อสู้ทางสังคม (๒) เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายรากฐานของการกำหนดระบอบการเมือง การจัดที่มาและความสัมพันธ์ทางอำนาจของสถาบันทางการเมืองอันเป็นผลผลิตของการขับเคี่ยวทางความคิดและการต่อสู้ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญย่อมหนีไม่พ้นไปจากข้อเสนอที่ว่า กฎหมายคือการเมือง ไม่เพียงแต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเท่าที่กำหนดและจัดความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมืองต่างๆ เท่านั้น ทว่า สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงบทบัญญัติเหล่านั้นให้มีชีวิต คือ การให้เหตุผลในทางกฎหมายหรือคำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย
ดังนั้น การให้เหตุผลหรือให้คำอธิบายต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของเหล่านักกฎหมายทั้ง ๒ สำนักย่อมมีผลต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองเก่าและใหม่ในขณะนั้นและต่อมาในภายหลัง ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืน เหตุผลและอุดมการณ์ทางการเมืองของเหล่านักกฎหมายเช่นกัน
นอกจากนี้ ปัญหาที่น่าสนใจคือบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไปมีความสัมพันธ์เพียงใดกับการดำรงอยู่และการสูญหายไปของคำอธิบายจาก ๒ สำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแพร่หลายของคำอธิบายจากสำนักรัฐธรรมนูญนิยมที่เคยวางหลักการเกี่ยวกับบทบาทของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่น่าสนใจหลายประการ ได้เลือนหายไปจากการรับรู้ของปัญญาชนนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์รุ่นต่อๆ มา หรือคำอธิบายประเภทนี้ไม่สามารถ “ส่งเสียง” หรือตั้งคำถามในคำอธิบายรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาได้? กล่าวอีกอย่างคือ คำอธิบายจากสำนักรัฐธรรมนูญนิยมเหล่านั้น “สิ้นเสียง” ลงพร้อมๆ กับการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองจากกลุ่มคณะราษฎรและนักกฎหมาย “คณะราษฎร” ไปสู่การเถลิงอำนาจใหม่ของกลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมอนุรักษ์และนักกฎหมาย “รอยัลลิสต์” อย่างเด็ดขาดตั้งแต่หลัง ๒๕๐๐ เป็นต้นไป นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ความเงียบ” ก็ได้เข้าครอบคลุมคำอธิบายของสำนักรัฐธรรมนูญนิยมอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์ที่เร่ง “เสียง” ของคำอธิบายที่มุ่งรื้อสร้างความหมายการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ให้สิ้นความหมายโดยพวก “รอยัลลิสต์” ยังคงดังกึกก้องต่อไป เพื่อการวางรากฐานคติและการผนึกอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญด้วยความยึดมั่นแต่เพียง “ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” แต่มิได้ตั้งคำถามถึง “ความชอบด้วยระบอบ” ตามหลักการปกครองสากลอีกต่อไป
การก่อตัวของคำอธิบายว่าด้วย “ความชอบธรรม” ของรัฏฐาธิปัตย์ไทย
ในส่วนแรกที่จะกล่าวถึงเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของปัญญาชนสำนักจารีตประเพณีซึ่งอธิบายว่า ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชอบธรรมที่สุด มีความเป็นมาอย่างยาวนานและเป็นแหล่งสะสมความรู้ทางวัฒนธรรม พระมหากษัตริย์จึงเปรียบได้กับ “ศีรษะ” ของบ้านเมือง โดยที่มาของสถาบันพระมหากษัตริย์แต่เดิม พัฒนามาจากระบบพ่อปกครองลูก บางช่วงได้รับอิทธิพลจากเขมรจึงเน้นเทวราชา แต่เมื่อเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์อันย่างเข้าสู่ยุคใหม่ ท่านเหล่านั้นได้ให้คำอธิบายว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ปรับตัวไปตามแนวคิดทางพุทธศาสนา คือ แนวคิด “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ที่เน้นว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบของชุมชนทางการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนืออาณาประชาราษฎรเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่นๆ ทุกคนอยู่ในระนาบเดียวกันหมด หากจะมีการแบ่งชั้นในสังคมเป็นเพียงการแบ่งงานกันทำ และสามารถแบ่งกลุ่มได้เพียงกลุ่มที่จงรักภักดีกับไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (๓)
ความเคลื่อนไหวทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและกลุ่มของพระองค์ ได้ผลักดันและสร้างสรรค์แนวคิด “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ขึ้นอย่างจริงจังในการอธิบายพระราชสถานะของพระองค์ว่า ทรงได้ขึ้นครองราชย์โดยมติความเห็นชอบของชุมชนทางการเมือง โดยทรงอธิบายด้วยการเน้นคติทางพุทธศาสนาและแนวทางธรรมราชาขึ้นอย่างโดดเด่น อำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นอำนาจที่ผูกพันอยู่กับผู้คนในสังคมการเมืองและนับเนื่องจากพระมหากษัตริย์จนถึงประชาชนทั่วไปต่างมีหน้าที่ที่พึงปฏิบัติในสังคมการเมืองร่วมกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขของชุมชนทางการเมือง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงสืบต่อและพัฒนาคำอธิบายดังกล่าว โดยทรงมีคำวินิจฉัยว่า ลักษณะการเมืองการปกครองของไทยมีลักษณะเป็นสถาบัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาอย่างธรรมเนียมของคนในยุโรปหรืออื่นใด (๔)
ในขณะที่ สำนักรัฐธรรมนูญนิยมเป็นความคิดจากตะวันตก ความคิดรากฐานก่อตัวขึ้นมาจากแนวคิดของนักปรัชญาการเมืองกลุ่มทฤษฎี “สัญญาประชาคม” (social contract) ที่เห็นว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ดังนั้น การใช้อำนาจของรัฐต้องถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการจำกัดอำนาจของรัฐด้วยกฎหมาย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนและเพื่อกำหนดกลไกอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดองค์กรของรัฐ (๕) ความคิดนี้เฟื่องฟูอยู่ในกลุ่มนักกฎหมายที่สำเร็จจากภาคพื้นทวีปยุโรป
เค้าความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมที่กล่าวถึงรูปแบบของรัฐนี้พบต้นเค้าได้จากคำอธิบายกฎหมายปกครอง (๒๔๗๔) ของหลวงประดิษฐมนูธรรม นักกฎหมายคนสำคัญที่ต่อมาเป็นแกนนำในคณะราษฎรในการทำการปฏิวัติ ๒๔๗๕ โดยได้อธิบายรัฐบาลตามความหมายอย่างกว้างว่า
“รัฐบาลคือบุคคลหรือคณบุคคล ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศทั้งสามชะนิด คืออำนาจนีติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ตามแนวความหมายอย่างกว้างนี้ เราอาจแนกรัฐบาลออกเป็น ๔ ชนิด ๑ รัฐบาลซึ่งราษฎรได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้นเองโดยตรง ๒ รัฐบาลซึ่งได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้น โดยมีผู้แทนอันเพิกถอนไม่ได้จนกว่าพ้นระยะเวลาที่ได้แต่งตั้งไว้ ๓ รัฐบาลซึ่งได้ใช้อำนาจสูงสุดนั้น โดยมีผู้แทนอันเพิกถอนได้ตามความพอใจ ๔ รัฐบาลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอำนาจเต็มในการที่จะใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ” (๖)
สำหรับตามความหมายอย่างแคบนั้น หลวงประดิษฐฯ ได้อธิบายว่า รัฐบาลแบ่งได้เป็นรัฐบาลราชาธิปไตยและประชาธิปไตย โดยแบ่งจากบุคคลผู้เป็นหัวหน้าอำนาจบริหารว่าเป็นของพระมหากษัตริย์หรือบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ รัฐบาลราชาธิปไตยนั้นแบ่งได้เป็น ๕ ชนิด คือ
“๑. รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด (Monarchie absolute) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆ โดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม
๒. รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจจำกัด (Monarchie limitee) ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการแผ่นดินนอกจากอำนาจในการพิธีและลงพระนาม และยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่างๆ แต่พระองค์มิได้ใช้อำนาจด้วยตนเอง อำนาจทั้งหลายในการบริหารตกอยู่ในนามคณเสนาบดี เช่นในประเทศอังกฤษ เพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้นี้เอง จึ่งมีสุภาษิตอังกฤษอยู่ว่า King can do no wrong พระเจ้าแผ่นดินไม่อาจกระทำผิด ถ้าจะพูดกลับอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้ ก็ทำผิดไม่ได้อยู่เอง
๓. รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจจำกัดเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน แต่อัครมหาเสนาบดีมีอำนาจเกือบเต็มที่ในทางบริหาร เว้นไว้แต่ในบางกรณีย์ต้องได้รับปรึกษาจากสภาการแผ่นดิน…
๔. รัฐบาลราชาธิปตัยซึ่งพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจร่วมกับอัครมหาเสนาบดีซึ่งเป็นคณทหารเช่นสเปญ…
๕. รัฐบาลราชาธิปตัยมีอำนาจจำกัดเล็กน้อย คือกิจการบางชนิดต้องปรึกษาคณเสนาบดี แต่ไม่ต้องปรึกษาสภาเลยก็ได้…” (๗)
คำอธิบายรูปแบบของรัฐ การแบ่งแยกอำนาจและการจำกัดอำนาจรัฐในวิชาการกฎหมายปกครองที่ถูกสอนเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนกฎหมายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ได้เปิดโลกทรรศน์และตอบสนองความตื่นตัวทางการเมืองให้กับเหล่านักเรียนในขณะนั้นมาก และนักเรียนส่วนหนึ่งได้ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกับการปฏิวัติในเวลาต่อมา
ก่อนที่จะ “ปฏิรูปฝ่ายการเมือง” ต้อง ปฏิรูปฝ่ายตุลาการ ก่อน
เท่าที่ดูฝ่ายตุลาการไม่มีอะไรเสียหาย มีความเป็นกลางดี
อย่างข่าวทนายคนที่หนีคดีอยู่ที่ลอนดอน
ยัดถุงขนม 2 ล้านให้ศาลฎีกา
ถูกสั่งจำคุกทันที
นี้เป็นจุดที่ทำให้ผมเชื่อมั่นในตุลาการไทย
กระบวนการยุติธรรมที่ต้องยกเครื่องอย่างเร่งด่วน
ต้องเป็นตำรวจกับอัยการมากกว่า
ฟ้าเดียวกัน กรุณาแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดด้วยครับ
ในย่อหน้า (เวบเพจหน้าที่ 1 ของบทความนี้)
“๑. รัฐบาลประชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด (Monarchie absolute) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆ โดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม”
ต้องแก้เป็น
“๑. รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจไม่จำกัด (Monarchie absolute) คือพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจทำการใดๆ โดยไม่จำกัด และใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง เช่น ประเทศสยาม”
คือแก้คำว่า ประชาธิปตัย เป็น ราชาธิปตัย
องค์มนตรีกับพระมหากษัตริย์มีอำนาจในฝ่ายบริหารอย่างไรรึยกเว้นแต่ในนาม จขกท ช่วยยกตัวอย่างให้ดูสักอย่าง เช่น เลือก ครม
เองได้หรือ ถึงมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่อ้าง แล้วตัวอย่าง
ครม สมชายที่กัดกันอยู่ตอนนี้ตามกฎหมายใครรับผิดชอบอะ
เมื่อไหร่ Web.นี้มันจะปิดสักทีว๊ะ..มีแต่เรื่องเงี้ยๆ..
และพวกควา..เข้ามาหมิ่นเบื้องสูง..ปิดมันสักที
ปิดๆๆๆๆ..
ขอเชิญโครตเหง้าของเมิงไปตายโหนตรายโหนตรายห่านกับบิดาของเมิงที่ใหนก็ไปเพราะนีคือประเทศไทย ประเทศไทยมีเอกราชขึ้นมาใด้ก็เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพวกเมิงเป็นคนที่กอบกู้ประเทศไทย
เว็บนี้ต้องการอะไร อ่ะ เพิ่งเข้ามาอ่าน ไม่รู้เลยว่ามีคนแบบนี้อยู่ด้วย ถ้าต้องการประเทศกันน่ะนะ ก็ไปเอาเงิน ที่ลอนดอน ดิ แล้วไปซื้อ เกาะที่ว่างๆ แถวขั้วโลกใต้ ปกครองกันเองไปเลย สนุกดี แต่ถ้าไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังงัย ให้ไปเล่น Sim City นะ
กำหมายเขาเอาควบคุมคนไม่มีกำที่ดีที่สุดคือจิตสำนึก
คำว่าสามสีในธงมีไว้ให้เคารพบรูชาและรักษาเห็นมีเรื่องทะเลาะกันเพราะอำนาจวาสนาของคนกลุ่มๆหนึ่งไม่ว่ากี่ครั้งกกี่ครั้งก้กล่าวถึงประชาธิปไตยก้คือกำที่มนุษยืตั้งขึ้นเองสมุติเองทั้งนั้นเราสงบสุขมาหลายร้อยหลายพันปี(มีบ้างบางช่วงเหตุการณืคล้ายแบบนี้)พวกที่กล่าวถึงสามสีในธงสำนึกคิดไตร่ตรองดูท่านทำหรือเคยทำประโยชนือันใดให้แผ่นี้นี้บ้าง
ผมนึกถึงสมัยทวดบอกว่าอย่าพุดเดียวขี้กลากขึ้นหัวจะคันปากปากเท่าใบบอน
คนไทยมันเสรีภาพจนเกินขอบเขต
ขอสาบเซ่งคนที่เอาสามสีในธงมาพุดถึงในแง่ร้ายให้มีอันเป็นไปถึงชั้นลูกชั้นหลานโคตรวงษ์วานเหล่าตระกูลอย่าได้เจริญเพราะท่านทำคุณอะไรให้แผ่นดิน
เหตุการณ์เวลานี้ทำให้ผมนึกถึงประเทศข้างเคียงที่เขาเสียอธิปไตยให้แก่มหาอำนาจหรือสมัยตอนผมเด้กๆลอยรัล่องตามลำาน้ำมาเป็นแพ(คน)ทุกๆวันทุกเวลาที่ไปเล่นน้ำจะเห็นแล้วก็คนในประเทศก็หลบหนีไปประเทศที่3ผมอยากถามพวกท่านทั้งหลายอยากเป็นเฃ่นนั้นรือแล้วประเทศก็เป็นรัฐหรือสังคมนิยมตามเจรตนาของคนมีอำนาจในสังคมการเมือง
สังคมแตกแยกเพราะคนอย่างพวกคุณ
ปิดได้แล้ว
มีความคิดแบบนี้ออกมาจากสมองได้อย่างไร
วีรชนที่เค้าหลั่งเลือดกว่าจะเป็นแผ่นดินไทยจนทุกวันนี้ คิดกันเป็นไหม
ทำไมคนคิดเว็บนี้เห็นแก่ตัวจัง น่าสมเพช คงจะมีใครยอมหรอก
ไปอยู่เขมรนู่นไป ไอ่ควาย สัดเอ๊ยยย
เขียนคอลัมแบบนี้ได้งัย ปิดเว็บแม่งเลย
ขอเรียกร้อง รัฐบาล 3 ข้อ
1.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ คุนหญิงพจมาร ได้มีโอกาศติดคุก เมืองไทย เพื่อจะได้เป็น เกียจ แก่ ท่านอดีตนาย ก และ ลูกๆ
2.สนับสนุนให้รัฐบาล ให้โอกาศ ท่านผู้นำ ตายในต่างแดน 3 คนติดกัน
3.สนับสนุนให้รัฐบาล ยกเลิกรายการ ค.วายจริง วันนี้ ของ ตุด ผีขนุน nbt เพราะ ยิ่งฟัง ยิ่งโง่ แถว เหนือ กะ อิสาน จะแดรกหญ้า แทนข้าวกัน หมดแล้ว
4.สนับสนุน ให้รัฐบาลให้โอกาศ นปช เข้าสลายม็อบ ตะรวด
ฟ้าเดียวกัน ถ้าจะไปเป็น โรบินฮูด ที่เมืองนอก เมืองนา นาน เลยคิดว่าตัวเองหัวแดง ลองเอากระจกส่องตัวเองอีกสักครั้ง และมองตั้งแต่หัวจรดตีน ซิ ถ้าหัวยังดำอยู่ ก็หัดสำนึกเสียบ้างว่าอยู่ประเทศไหน แต่ถ้าคิดว่าตัวเองหัวแดง เชิญ ไปอยู่กับนายใหญ่ meng
คนอย่างนี้ เขาเรียกว่า กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา
ถ้าไม่มีความละอาย ก็ไม่มีเกียรติ
ไม่ว่าท่านจะมีวาระแฝงเร้นอะไรหรือไม่
ไม่ว่าท่านจะมีความคิดเห็นที่เอียงซ้ายสุดขอบ
หรื่อท่านจะเอียงขวาจนสุดๆ
ไม่ว่าท่านจะทำเพื่อสนองแนวความคิดและค่านิยมทางการเมืองในรูปแบบใดก็ตาม
สิ่งที่ท่านพยายามจะนำเสนอนี้มันไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าเศษขยะความคิดเลยหากเรื่องของจริยธรรม ไม่ได้ถูกนำมาสำเหนียกเสียตั้งแต่ต้น
ช่างน่าสงสารประเทศชาติและประชาชนผู้ต้องมาติดกับดักอยู่ในสังคมที่มีผู้นำที่ละเลยเรื่องของจริยธรรมที่ดีงาม ปล่อยให้สิ่งที่ด้อยคุณค่าที่สุดก็คือเงินตราเข้ามามีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด ทำราวกับว่าถ้ายิ่งมีมากก็จะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ โดยหลงลืมไปว่า เมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้วนั้นเงินตราก็จะหมดค่าไปในทันที มีเพียงความ(กรรม)ดี เท่านั้นแหละ ที่ยกยอดไปใช้ในภพถัดไปได้
การที่ประชาชนรักในหลวง ก็เพราะตระหนัก ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรัก และห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างที่สุด เห็นได้จากพระปฐมบรมราชโองการที่ พระราชทานไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดิน โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ชาวสยาม” สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักอาณาประชาราษฎร์ ได้แก่ภาพที่เจนตาและประทับใจพสกนิกร ชาวไทยเสมอมา คือ ในหลวงของประชาชน ยามเสด็จไปทรงงานในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ อุปกรณ์ทรงงานที่ติดพระองค์ อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ แผนที่ เอกสารข้อมูล กล้องถ่ายรูป และกล้องส่องทางไกล พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราช-กรณียกิจต่างๆ เพื่อบ้านเมือง โดยไม่เห็นแก่ ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายนับตั้งแต่ ขึ้นครองราชย์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนาน ถึง ๖๐ ปี “พระองค์รับสั่งกับข้าราชบริพารว่า “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นต้องเป็น ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงอยู่บนยอดปิรามิดของสังคม แต่ปิรามิดในประเทศไทยนั้นเป็น ปิรามิดหัวกลับ หมายความว่า พระองค์ท่าน ทรงอยู่ด้านล่าง เพื่อรองรับปัญหาทุกๆ อย่างของประชาชน“ และทรงตักเตือนบรรดา บุคคลที่ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทใน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ อยู่เสมอว่า “ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”
ในหลวงของเราทรงอุทิศเวลาและ น้ำพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ในทุกถิ่นที่และทุกเวลาโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริทั้งหมดมีมากกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ ซึ่งได้รังสรรค์ความผาสุขร่มเย็น บนผืนแผ่นดินไทย ขจัดปัดเป่าปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ปัญหาที่ทำกิน การเสื่อมสูญ ทรัพยากรธรรมชาติ การให้โอกาสทาง การศึกษา พัฒนาอาชีพ กระจายรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและปรับปรุงมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีให้ก้าวทันกระแสโลก พระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชาติไทยนั้น ยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้น
จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อชาติและประชาชน ทำให้พสกนิกร ชาวไทยได้พร้อมใจกันแสดงความรักในหลวง แม้จะแสดงออกโดยคำพูด การสวมสายรัด ข้อมือ หรือสวมเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ การครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี หรือ ข้อความว่า “เรารักในหลวง” เท่านั้นยังไม่เป็น การเพียงพอ ประชาชนคนไทยจะต้องนำ ความรักความศรัทธาที่มีต่อพระองค์มาเป็น พลังในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อสังคม เพราะคนไทยทุกคนล้วนแล้วแต่จงรักภักดี ต่อในหลวงด้วยกันทั้งนั้น
เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ทำให้คนไทยทุกคนพร้อมยอมแลกด้วยชีวิต หากแม้นมันผู้ใดหมิ่นพระองค์ท่าน นั่นคือความจงรักภักดีที่มอบให้พระองค์ท่านเท่านั้น ที่ทำให้ต้องออกมาต่อต้านพวกคุณ หากแม้นกฎหมายทำอะไรพวกคุณไม่ได้ แต่เชื่อเถอะ กฎแห่งกรรมมันมีจริง พวกที่จาบจ้วงพระองค์ท่าน มันต้องได้รับกรรมอย่างสาสมที่สุด ไม่เฉพาะตัวมันที่ต้องรับมันคงไม่เพียงพอหรอกกรรมนี้มันจะตามตกไปยังชั่วลูก ชั่วหลานของพวกคุณเลยทีเดียว จงจำไว้ผู้ที่จงรักภักดีมีเกินกว่าครึ่งประเทศ พวกคุณมีเพียงเศษเสี้ยวทุลีดิน แน่จริงก็ลองดูพวกกูยอมแลกด้วยชีวิต
คุณต้องการซ้ายอย่างรัสเซีย เวียดนาม ลาว เขมร อย่างนัี้้นหรือ
5555
พวกนี้ก็ชอบเขียนเข้าข้างตัวเอง …. คิดเข้าไปเยอะๆนะ ว่าคราวหน้าจะเอามุกไหนว่าว่าพระราชวงศ์อีก… ไม่เป็นไร เอ็งว่าออกมาอย่างไร เมื่อไหน
ก็จะยิ่งมีคนมาด่าบุพการีของพวกเมิงมากเท่านั้น ดีๆๆๆๆ
ไอ้พวกนักวิชาเกิน และพวกนักเขียนล่อคุกเข้าตัว เงาหัวหลุดขากบ่าไปแลว เวรกรรมจริงๆ พวกนี้มาอยู่แผ่นดินสยามกันทำไม? ปิดเวปมันเลย หรือแสดงตัวว่าเป็นใคร ถ้าเจอตัว ตื๊บมันเลบ ไอ้พวกเศษคน
ถ้าพวกคุณ หรือเจ้าของเวปแห่งนี้ คิดว่าประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ดี ก็ย้ายออกไปจากประเทศไทยสิครับ หรือว่าตอนนี้คุณอยู่ที่อังกฤษ คุณเคยทำความดีต่อประเทศชาติบ้างหรือเปล่า ที่มีแผ่นดินอยู่ มีฝนเทียม มีไบโอดีเซล มีอะไรอีกหลายอย่าง ไอรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งหนะ มันเคยทำอะไรอย่างนี้มั้ย มีแต่พวกทุนนิยม เอาเงินหนุนคนจน มันก็ยังจนอยู่ดี ไหนบอกคนจนจะหมดไปจากประเทศไทย ก็ยังเห็นเกลื่อนเมือง
ถ้าคุณคิดว่าตัวเองดีก็กลับมาสู้คดีสิ ไหนบอกมีประชาชนเลือกคุณตั้งเยอะไม่ใช่หรือ แถมน้องเขยยังเป็นนายก คุณจะกลัว!อะไร ถ้าไม่ใช่ความชั่วที่คุณทำเอาไว้
ผู้ที่มีใจเร้าร้อน..คือความทุกข์..คนที่มีเจตนาไม่ดี..แสดงว่าเขามีใจเร้าร้อนเผาไหม้ตัวเอง..ถ้าเขาเหล่านั้นมีจิตเป็นอคติ…ไม่ช้าผลแห่งการกระทำ(กรรม) ย่อมตอบสนองเขาเหล่านั้น..ในมนุษย์โลก พระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรมถือเป็นเทวดาโดยสมมุติ..คนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ ควรให้ความเคารพ..ในหลวงท่านถือเป็นเทวดาในโลกมนุษย์ ..คนที่รู้เท่าไม่ถึงการ(เขลา)ควรที่จะหันกลับไปทบทวนสิ่งที่ไม่ดีแล้วหันมาทำความดีเพื่อสนองพระองค์ท่าน…อย่าเป็นคนอันธพาล(มืด-บอด) ด้วยมิจฉาทิฏฐิเลย..จงเป็นสัมมาทิฏฐิ..เสียตั้งแต่วันนี้ชีวิตท่านจะพบกับแสงสว่าง..ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้..