การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา
ภัควดี วีระภาสพงษ์บทความประกอบงานเสวนา “ทางแพร่งประชาธิปไตยกับการเมืองที่ใหม่กว่า”
ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ดาวน์โหลดเอกสาร PDF ที่นี่ ![]()
สายลมจากซีกโลกใต้
เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?
หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความหวังใหม่” “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่” หรือ “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21″ ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจเพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แรงงานทาส การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism) ระบอบประชาธิปไตย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกหรือที่เรียกกันว่า shock therapy ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น
ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคยมากที่สุดนั่นเอง
แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่ ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง “การเมืองใหม่” เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวชาวตะวันตก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”
แต่ไหนแต่ไรมา แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ อาทิเช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน
ภูมิหลังโดยสังเขป
เมื่อครั้งที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางไปถึงดินแดนที่จะกลายเป็นภูมิภาคละตินอเมริกาในปัจจุบัน เขาบรรยายถึงชาวพื้นเมืองชนชาติอาราวักที่พบเจอว่า “พวกเขาเป็นคนดีที่สุดในโลกและอ่อนโยนที่สุดด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความชั่ว จึงไม่รู้จักฆ่า ไม่รู้จักขโมย….พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเองและพูดจาไพเราะที่สุดในโลก…” ด้วยเหตุนี้ โคลัมบัสจึงสรุปว่า “คนเหล่านี้น่าจะเป็นข้าทาสที่ดี แค่เรามีคนสักห้าสิบคน ก็คงสามารถกำราบพวกเขาและสั่งให้พวกเขาทำทุกอย่างตามที่เราต้องการได้” (1)
หลังจากโคลัมบัส “ค้นพบ” ทวีปอเมริกาเพียงหนึ่งปี มหาอำนาจในยุโรปยุคนั้นคือ สเปนและโปรตุเกสก็จัดการขีดเส้นแบ่งโลกออกเป็นสองซีก สเปนได้ดินแดนซีกตะวันตกไปทั้งหมด ส่วนโปรตุเกสครอบครองโลกซีกตะวันออก (เนื่องจากบราซิลอยู่ใต้อำนาจของโปรตุเกส ชาวบราซิลจึงพูดภาษาโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาพูดภาษาสเปน) หลังจากนั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบก็เริ่มต้นขึ้น
เหล่าคอนควิสตาดอร์เรียงหน้าเข้าไปทำลายอารยธรรมโบราณ เอร์นัน คอร์เตสทำลายอาณาจักรแอซเทค ฟรานซิสโก ปิซาร์โรทำลายอาณาจักรอินคา แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือความตายของประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล ตะวันตกมักสร้างภาพมายาว่าทวีปอเมริกาคือดินแดนรกร้างที่มีชาวพื้นเมืองล้าหลังอาศัยอยู่เพียงน้อยนิด แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ในสมัยที่ชาวสเปนเดินทางไปถึงทวีปอเมริกานั้น น่าจะมีชาวพื้นเมืองอยู่ประมาณ 90-112 ล้านคน (เฉพาะในดินแดนแถบเม็กซิโกก็มีถึง 25 ล้านคน เทียบกับสเปนและโปรตุเกสสมัยนั้นที่มีประชากรราว 10 ล้านคนเท่านั้น)
คอนควิสตาดอร์ปราบชาวพื้นเมืองลงได้ด้วยปืนและม้า แต่อาวุธสำคัญที่คร่าชีวิตประชาชนไปจำนวนนับไม่ถ้วนคือ เชื้อโรค (2) ชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคของชาวยุโรป โรคต่าง ๆ อย่างไข้ทรพิษ คอตีบ ไข้รากสาดใหญ่ ไข้รากสาดน้อย ฯลฯ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือ นักประวัติศาสตร์ประเมินจำนวนคนตายต่างกันไปตั้งแต่ 20% จนถึง 85-95% ของประชากรทั้งหมด ชาวพื้นเมืองจำนวนน้อยที่เหลืออยู่จึงตกเป็นทาสและแรงงานในไร่นา แต่สิ่งที่โคลัมบัสคาดผิดก็คือ ชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่ใช่ข้าทาสที่ดี จึงมีการนำทาสผิวดำมาจากอัฟริกาจำนวนมาก การผสมผสานข้ามชาติพันธุ์จึงเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในละตินอเมริกามีทั้งสายเลือดชาวพื้นเมือง ชาวอัฟริกันและชาวยุโรป (3)
แต่ใช่ว่าชาวพื้นเมืองไม่เคยลุกขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม ชาวพื้นเมืองที่ลุกขึ้นสู้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ชื่อซึ่งเป็นที่จดจำกันมากคือ ทูปัก อามารู (Túpac Amaru) ทูปัก อามารูคนแรกคือคือกษัตริย์คนสุดท้ายของอาณาจักรอินคา พระองค์เป็นผู้นำในการต่อสู้สงครามครั้งสุดท้ายกับทหารสเปน แต่ไม่สามารถต้านทานปืนใหญ่ของชาวยุโรปได้ ทูปัก อามารูถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะโดยไม่ยอมเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ตามที่ชาวสเปนพยายามบังคับ (4)
ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18 ทูปัก อามารูที่สองเป็นเหลนของทูปัก อามารู แม้ว่าเขาได้รับการศึกษาแบบยุโรปและได้สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองชาวพื้นเมืองภายใต้อาณานิคมสเปน แต่ความเห็นอกเห็นใจต่อชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่อย่างทารุณ ทำให้เขาสลัดเสื้อผ้าแบบยุโรป หันมาแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองและเป็นผู้นำกบฏครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองศตวรรษ ทูปัก อามารูที่สองถูกประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกสังขาร แต่ก็ยังฆ่าเขาไม่สำเร็จ ชาวสเปนจึงใช้วิธีชำแหละเขาเป็นชิ้น ๆ ในจัตุรัสกลางเมืองกุสโก สถานที่เดียวกับที่ปู่ทวดของเขาถูกตัดศีรษะ ชื่อของทูปัก อามารูกลายเป็นชื่อของ “ขบวนการปฏิวัติทูปักอามารู” ซึ่งเป็นกองทัพจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ในประเทศเปรูในปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายเป็นชื่อของ Tupamaros หรือขบวนการเอกราชแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่มีบทบาทในช่วง ค.ศ. 1960-1970 ในประเทศอุรุกวัย (5)
หลังการก่อกบฏของทูปัก อามารูที่สองเพียงปีเดียว ทูปักอีกคนหนึ่งก็ก่อกบฏขึ้นในประเทศโบลิเวีย เขาใช้ชื่อว่าทูปัก คาตารี (Tupak Katari) และเป็นผู้นำกบฏบุกล้อมนครหลวงลาปาซเอาไว้ ทูปัก คาตารีมีชื่อจริงว่า ฆูเลียน อาปาซา (Julian Apaza) เขาเป็นสามัญชน ขายใบโคคาและทอผ้าเลี้ยงชีพ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนสองคน คนแรกคือโทมัส คาตารี (Tomás Katari) ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์กษัตริย์อินคาและพยายามต่อสู้เพื่อล้มเลิกการกดขี่ของอาณานิคมสเปน คนที่สองคือทูปัก อามารูที่สอง ซึ่งมีคำขวัญในการสู้รบว่า “ชาวนาทั้งหลาย! ท่านจะไม่ต้องเลี้ยงดูเจ้านายด้วยความยากจนอีกต่อไป!” ทูปัก คาตารีลงเอยด้วยการถูกประหารหั่นร่างเป็นชิ้น ๆ แต่ก่อนตายเขาให้สัญญาว่า “ข้าจะกลับมา และข้าจะกลับมาเป็นล้าน ๆ คน” (6)
หลังจากการก่อกบฏของทูปัก คาตารีอีกหนึ่งปี นายทหารชื่อ ซีโมน โบลิวาร์ (Simón Bolivar) ก็พยายามปลดแอกละตินอเมริกาจากประเทศสเปน เขาสามารถก่อตั้งสาธารณรัฐแห่งโคลอมเบีย (ปัจจุบันคือเอกวาดอร์, โคลอมเบีย, ปานามาและเวเนซุเอลา) ขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ และทิ้งความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือการรวบรวมดินแดนในละตินอเมริกาเพื่อก่อตั้งเป็น “The Gran Colombia” ที่กินอาณาเขตไปถึงเปรูกับโบลิเวีย อุดมการณ์ของโบลิวาร์เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ “การปฏิวัติโบลิวาร์” ในประเทศเวเนซุเอลาขณะนี้
ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาปลดแอกและเป็นเอกราชจากยุโรปได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็กลายเป็น “หลังบ้าน” และสนามทดลองของสหรัฐฯ บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เข้าไปมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ กระทั่งมีอิทธิพลต่อระบอบการปกครองของหลาย ๆ ประเทศ
สภาพยากจนของประชากรส่วนใหญ่ทำให้ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา มีกองกำลังจรยุทธ์และกองทัพปฏิวัติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปเป็นสังคมนิยมจำนวนนับไม่ถ้วน ขบวนการที่โด่งดังและยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันมีอาทิ ขบวนการ Shining Path ในประเทศเปรู ขบวนการ FARC ในประเทศโคลอมเบีย เป็นต้น แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยมยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในละตินอเมริกาจนถึงทุกวันนี้
แนวคิดอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในการทำความเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในภูมิภาคนี้ก็คือ สำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย (7) ซึ่งเป็นสำนึกหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แนวคิดของสำนักนี้นำเอาลัทธิมาร์กซ์มาผสมผสานกับคำสอนของศาสนาคริสต์ พระและบาทหลวงของสำนักนี้เดินทางไปในหลาย ๆ พื้นที่ที่ยากจน และทำงานจัดตั้งประชาชนชาวพื้นเมืองให้รวมตัวกันเป็นชุมชนรากหญ้า ซึ่งนอกจากจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว ก็ยังมีการร่วมกันทำความเข้าใจต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจโดยใช้ลัทธิมาร์กซ์เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ด้วย ต่อมาในภายหลัง ฐานจัดตั้งของสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยจะกลายเป็นฐานจัดตั้งของ 3 ขบวนการสำคัญในละตินอเมริกา กล่าวคือ ขบวนการซานดินิสตาในนิการากัว ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก และขบวนการแรงงานไร้ที่ดินหรือ MST ในบราซิล
การที่แนวคิดแบบ “ฝ่ายซ้าย” แพร่หลายในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สบายใจ ความเชื่อเกี่ยวกับ “แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า” และ “ทฤษฎีโดมิโน” ทำให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและการทหารในภูมิภาค เริ่มต้นจากการโค่นล้มรัฐบาลอัลเยนเดในชิลีเมื่อ ค.ศ. 1973 สนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการของปิโนเชต์ขึ้นครองอำนาจ พร้อมกับส่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ชิลีคือสนามทดลองแห่งแรกของลัทธิทุนนิยมเสรี ส่วนในประเทศอื่น ๆ นั้น รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารและภัยสยองโดยรัฐ เพื่อปราบปรามประชาชนไม่ให้หันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ไปด้วย (8)
แต่เมื่อขั้นตอนของระบบทุนนิยมก้าวไปสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่ “ความยืดหยุ่นในการสะสมทุน” และ “การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง” (accumulation by dispossession) กลุ่มทุนจึงต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและเหมือน ๆ กันทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้จะบรรลุผลได้ก็ต้องอาศัยระบอบการปกครองที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เราได้เห็นหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนจากการปกครองระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทั้งในภูมิภาคละตินอเมริกาและในส่วนอื่น ๆ ของโลก
จากการเป็นอาณานิคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทำให้ละตินอเมริกามีระบบเศรษฐกิจที่ผูกพันแนบแน่นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้คือแหล่งแรงงานค่าแรงถูก เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วน เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ และส่งออกแรงงานราคาถูกให้แก่อเมริกาเหนือ ถึงแม้คนจนจำนวนมากจะต้องเข้าไปขายแรงงานในเมือง จนทำให้เกิดเมืองสลัมขนาดใหญ่รายล้อมรอบเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ๆ กระนั้นก็ตาม ชาวพื้นเมืองที่ยากจนก็ยังมีอิสระจากระบบเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่ง ยังมีการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ แต่เมื่อระบบทุนนิยมขยายกลายเป็นลัทธิเสรีนิยมใหม่ การทุ่มตลาด การแย่งชิงทรัพยากร การแปรรูป ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวพื้นเมืองและคนยากจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การเมืองใหม่” ในละตินอเมริกาก็คือการลุกขึ้นต่อต้านขัดขืนลัทธิเสรีนิยมใหม่ โดยมีชาวพื้นเมืองและคนจนเป็นหัวหอกสำคัญ
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
เข้ามาอ่านครับ ได้รับความรู้ดีและเห็นด้วยเกือบทั้งหมด ยกเว้นแต่
รู้สึกท่านผู้เขียน จะประเมินผลกระทบจากเรื่องของพันธมิตรมากเกินจริง
ผมไม่คิดว่า การต่อสู้ของพันธมิตรจะมีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากถึงขนาดจะฟื้นฟูกลุ่มอำนาจเก่าๆได้เหมือนเดิม
กลุ่มพันธมิตรเป็นการรวมตัวกันแค่เพื่อต่อต้านเฉพาะกลุ่มทุนของทักษิณที่ถือว่าเป็นศัตรูร่วมในเวลานี้ เท่านั้นเอง
เป็นการสมานฉันท์แบบมีเงื่อนไข ของกลุ่มต่างๆชั่วคราว
ยังมองไม่เห็นทางว่า จะกลายเป็นกลุ่มมวลชนเพื่อฐานอำนาจให้กับกลุ่มใดๆ
ถึงขนาดจะกลายเป็น ฟาสซิสต์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้
อีกอย่างที่ท่านผู้เขียนได้วิเคราะห์ เรื่องเสรีนิยมใหม่กับสังคมไทย ในบทความนี้รู้สึกว่าจะมองในแง่ร้ายจนเกินไป
ผมว่าพันธมิตรไม่ได้มีหัวคิดไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกครับ ควมชัดเจน แนวคิดต่างๆก็ไม่มี ได้แต่อ้างเหตุผลต่างๆนาๆให้ดูโก้หรูอยู่ไปวันๆ แต่ถ้าบทความนี้จะเพียงแค่เทียบขบวนการต่างๆในละตินอเมริกากับพันธมิตรก็เข้าใจครับ ว่าพันธมิตรโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ฝูงชนที่ขาดเหตุผล ถูกปลุกปั่นโดยกระแสราชาชาตินิยม-คลั่งศีลธรรม ที่ได้รับการปลูกฝังมานาน กับกลุ่มผู้นำที่วันนี้ค่อนข้างชัดว่านำจริงๆแค่คนสองคน แล้วก็จุดมุ่งหมายคือ นำเอาชนชั้นนำกลุ่มเดียวกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก ก็แค่นั้น……….
ลัทธิใหม่กับการเมืองใหม่ ทำอะไรก้ได้ที่ตรวจสอบ แสดงคมโปร่งใส มีธรรมภิบาล เพราะถ้ามีรัฐบาล ที่โกงกินชาติอย่างไอ้ทักษิณ หรือไอ้ยุทธตู้เย็น ประเทศก็แย่ ทำอะไรก้อยู่ใต้อำนาจมัน มันอยู่ในชั้นปกครองแต่ไม่ใช่ว่าครอบครอง ประเทศ แต่พวกมัน
มาช้าแต่มาแล้ว
26 September 2008 เมื่อ 8:13 pm
ผมว่าพันธมิตรไม่ได้มีหัวคิดไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกครับ ควมชัดเจน แนวคิดต่างๆก็ไม่มี ได้แต่อ้างเหตุผลต่างๆนาๆให้ดูโก้หรูอยู่ไปวันๆ แต่ถ้าบทความนี้จะเพียงแค่เทียบขบวนการต่างๆในละตินอเมริกากับพันธมิตรก็เข้าใจครับ ว่าพันธมิตรโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ฝูงชนที่ขาดเหตุผล ถูกปลุกปั่นโดยกระแสราชาชาตินิยม-คลั่งศีลธรรม ที่ได้รับการปลูกฝังมานาน กับกลุ่มผู้นำที่วันนี้ค่อนข้างชัดว่านำจริงๆแค่คนสองคน แล้วก็จุดมุ่งหมายคือ นำเอาชนชั้นนำกลุ่มเดียวกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก ก็แค่นั้น……….
***************
ความเห็นนี้มีความขัด
มาช้าแต่มาแล้ว
26 September 2008 เมื่อ 8:13 pm
ผมว่าพันธมิตรไม่ได้มีหัวคิดไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกครับ ควมชัดเจน แนวคิดต่างๆก็ไม่มี ได้แต่อ้างเหตุผลต่างๆนาๆให้ดูโก้หรูอยู่ไปวันๆ แต่ถ้าบทความนี้จะเพียงแค่เทียบขบวนการต่างๆในละตินอเมริกากับพันธมิตรก็เข้าใจครับ ว่าพันธมิตรโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ฝูงชนที่ขาดเหตุผล ถูกปลุกปั่นโดยกระแสราชาชาตินิยม-คลั่งศีลธรรม ที่ได้รับการปลูกฝังมานาน กับกลุ่มผู้นำที่วันนี้ค่อนข้างชัดว่านำจริงๆแค่คนสองคน แล้วก็จุดมุ่งหมายคือ นำเอาชนชั้นนำกลุ่มเดียวกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก ก็แค่นั้น……….
***************
ความเห็นนี้มีความข
มาช้าแต่มาแล้ว
26 September 2008 เมื่อ 8:13 pm
ผมว่าพันธมิตรไม่ได้มีหัวคิดไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกครับ ควมชัดเจน แนวคิดต่างๆก็ไม่มี ได้แต่อ้างเหตุผลต่างๆนาๆให้ดูโก้หรูอยู่ไปวันๆ แต่ถ้าบทความนี้จะเพียงแค่เทียบขบวนการต่างๆในละตินอเมริกากับพันธมิตรก็เข้าใจครับ ว่าพันธมิตรโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ฝูงชนที่ขาดเหตุผล ถูกปลุกปั่นโดยกระแสราชาชาตินิยม-คลั่งศีลธรรม ที่ได้รับการปลูกฝังมานาน กับกลุ่มผู้นำที่วันนี้ค่อนข้างชัดว่านำจริงๆแค่คนสองคน แล้วก็จุดมุ่งหมายคือ นำเอาชนชั้นนำกลุ่มเดียวกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก ก็แค่นั้น……….
***************
ถ้าพันธมิตรไม่มีอะไ
รอคุณ BMW F1 คอมเม้นอยู่ครับ ……. ขาดๆหายๆระทึกใจ
ลุ้นครับว่าเมื่อไหร่ท่านจะพิมพ์เสร็จซะทีงะ (-_-’)
ขอลุ้นด้วยใจระทึกไปพร้อมๆกับคุณ มาช้าฯ ตื่นเต้นดี ค่อยๆดผยทีละนิด อิอิ
การเมืองใหม่เป็นสิ่งที่ดีเพราะปัจจุบันนี้มีแต่นักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างพรรคพลังประชาชน(ไทยรักไทยเดิมพรรคโกงชาติ)ใช้วิธีการโดยไปสำรวจว่าสส. คนไหนที่มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งก็รีบซื้อตัวคนนั้นมาสังกัดพรรคตัวเองทำแบบนี้ทุกจังหวัด (แต่สส.ที่ดีมีจริยธรรมไม่สามารถซื้อได้)แล้วใช้เงินซื้อเสียงอีก โดยเฉพาะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งมีระบบอุปถัมป์คนก็จะเลือกตามผู้ที่อุปถัมป์แนะนำ (ระบบอุปถัมป์คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการชี้แนะเพื่อโน้มนาวให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกสส.ตามที่ตัวเองต้องการ ใช้เงินในการหลอกใช้คนอื่น ผู้อุปถัมป์จะนำเงินไปให้คนในหมู่บ้านนั้นใครอยากได้เงินไปซื้ออะไรก็มาขอ แล้วถึงเวลาเลือกตั้งผู้อุปถัมป์เหล่านี้จะมาชี้นำให้ผู้ที่ได้รับการอุปถัมป์เลือกตามที่ตัวเองต้องการ ผู้ที่ได้รับการอุปถัมป์คิดว่าผู้อุถัมป์มีบุญคุณเคยช่วยเหลือเลยเหลือกตามผู้อุปถัมป์ต้องการ)
การเมืองใหม่เป็นสิ่งที่ดีเพราะปัจจุบันนี้มีแต่นักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างพรรคพลังประชาชน(ไทยรักไทยเดิมพรรคโกงชาติ)ใช้วิธีการโดยไปสำรวจว่าสส. คนไหนที่มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งก็รีบซื้อตัวคนนั้นมาสังกัดพรรคตัวเองทำแบบนี้ทุกจังหวัด (แต่สส.ที่ดีมีจริยธรรมไม่สามารถซื้อได้)แล้วใช้เงินซื้อเสียงอีก โดยเฉพาะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งมีระบบอุปถัมป์คนก็จะเลือกตามผู้ที่อุปถัมป์แนะนำ (ระบบอุปถัมป์คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการชี้แนะเพื่อโน้มนาวให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกสส.ตามที่ตัวเองต้องการ ใช้เงินในการหลอกใช้คนอื่น ผู้อุปถัมป์จะนำเงินไปให้คนในหมู่บ้านนั้นใครอยากได้เงินไปซื้ออะไรก็มาขอ แล้วถึงเวลาเลือกตั้งผู้อุปถัมป์เหล่านี้จะมาชี้นำให้ผู้ที่ได้รับการอุปถัมป์เลือกตามที่ตัวเองต้องการ ผู้ที่ได้รับการอุปถัมป์คิดว่าผู้อุถัมป์มีบุญคุณเคยช่วยเหลือเลยเหลือกตามผู้อุปถัมป์ต้องการ)
การเมืองใหม่เป็นการเลือกตั้งที่ปราศจากนักเมืองซื้อเสียงและนักเมืองนำเน่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแต่เสนอตัวมารับใช้รับประชาชน
เหมือนอย่างบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อถึงคราวเลือกตั้งรับปากประชาชนในพื้นที่ว่าจะพัฒนาให้เป็นจังหวัดที่มีถนนสวยงามพัฒนาจริงแต่เมื่อร่วมรัฐบาลกลับไม่ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง อยากให้ประชาชนโปรดเลือกสส.และพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติมากกว่าการเลือกนักเมืองที่ทำเพื่อรักษาฐานเสียงของตัวเองอย่างแต่ไม่ทำเพื่อประเทศอย่างแท้จริง
พ่อคือพ่อของแผ่นดินหยาดเหงื่อหยดน้ำลงดินก็เพื่อลูกๆ ยามใดเมื่อลูกมีทุกข์พ่อยิ่งทุกข์ระทมหลายเท่า…พวกเราคือลูกของพ่อเกิดบนแผ่นดินของพ่อภูมิใจที่ได้เฝ้ารอเฉลิมพระชนษ์แปดสิบพรรษา… เวลาพาโลกเปลี่ยนไปพ่อเรายิ่งใหญ่เหรือการเวลาขอทรงพระเกษมสำราญคุ้มชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ทรงพระเจริญอยู่ยิ่งยืนนาน
โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจาก พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน จากพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอนับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ จนตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้ง ได้ทวีความถี่ และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติแล้ว การตัดไม้ทำลายป่า ยังเป็นสาเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ในทุกภาคของประเทศ ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมของชาติเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
ลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีอยู่มากมายหลายสาขาหลายประเภทมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ดังนี้คือ
- โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ ทรงศึกษาหารือ กับผู้เชี่ยวชาญในวงงาน ทรงแสวงหาวิธีทดลองปฏิบัติ ทรงพัฒนาและส่งเสริมแก้ไขดัดแปลง วิธีการเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดูแลผลผลิตทั้งในพระราชฐานและนอกพระราชฐาน ซึ่งต้องทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินงาน ทดลองจนกว่าจะเกิดผลดี ต่อมาเมื่อทรงแน่พระราชหฤทัยว่าโครงการนั้น ๆ ได้ผลดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชน อย่างแท้จริงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รัฐบาลเข้ามารับงานต่อในภายหลัง
- โครงการหลวง พระองค์ทรงเจาะจงดำเนินการพัฒนา และบำรุงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขา ในภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มข้างล่าง ด้วยเหตุที่พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตแดนชาวไทยภูเขา จึงทรงมีโอกาสพัฒนาชาวเขา ชาวดอย ให้อยู่ดี กินดี ให้เลิกการปลูกฝิ่น ด้วยเป็นการผิดกฏหมาย เลิกการตัดไม้ทำลายป่าทำไร่เลื่อนลอย และเลิก การค้าไม้เถื่อน ของเถื่อน อาวุธยุทโธปกรณ์นอกกฏหมาย ทรงพัฒนาช่วยเหลือ ให้ปลูก พืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าสูง ขนส่งง่าย ปลูกข้าวไร่ และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภค รวมคุณค่า ผลผลิต แล้วให้ได้คุ้มค่าแทนการปลูกฝิ่น ทั้ง ๆ ที่งานของโครงการนี้ จะกินเวลา ยาวนาน กว่าจะเกิดผล ก็เป็นเวลานานนับสิบปี การดำเนินงานจะยากลำบากสักเพียงใด ก็มิได้ ทรงท้อถอย การพัฒนาค่อย ๆ ได้ผลดีขึ้น ชาวเขา ชาวดอยจึงมีความจงรักภักดี เรียกพระ องค์ว่า “พ่อหลวง” และเรียกสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถว่า “แม่หลวง” โครงการของทั้งสองพระองค์ จึงเรียกว่า “โครงการหลวง”
- โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ หมายถึง โครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อแนะนำ และแนวพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการด้วยกำลังเงิน กำลังปัญญาและ กำลังแรงงาน พร้อมทั้ง การติดตามผลงานให้ต่อเนื่องโดยภาคเอกชน เช่นโครงการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์เนินดินแดง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสโมสรโรตารีแห่งประเทศไทย เป็นผู้จัด และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ โครงการพจนานุกรม โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เป็นต้น
- โครงการตามพระราชดำริ โครงการประเภทนี้ เป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนาทรงเสนอแนะให้รัฐบาล ร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน ร่วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร โครงการตามพระราชดำรินี้ในปัจจุบัน เรียกว่า”โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”มี กระจายอยู่ทั่วทุก ภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะที่เป็นโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายในระยะสั้น และระยะยาว ที่มีเวลามากกว่า 5 ปี ขณะเดียวกันก็ มีลักษณะที่เป็นงานด้านวิชาการ เช่น โครงการเพื่อการศึกษา ค้นคว้าทดลอง หรือ โครง การที่มีลักษณะเป็นงานวิจัย เป็นต้น
พระราชประวัติ
ของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบอร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสสาชูเซตต์ (Massachusetts) สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เป็นพระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์
ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึง ๒ ปี และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ ปี ได้ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพฯ จึงถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมือง โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนเมียร์มองต์ (Mieremont) ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออิส โรงมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) ตำบลแชลลี (Chailly) เมืองโลซานน์ เมื่อทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากยิมนาส กลาซีค กังโตนาล (Gymnase Classique Cantonal) แห่งเมืองโลซานน์แล้ว ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
พระราชทานในการเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๓
ข้าพเจ้ายินดีมาก ที่ได้มาเยี่ยมพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย และได้มาพบกับท่านทั้งหลายในโอกาสนี้ ทั้งขอขอบใจที่จัดการต้อนรับเป็นพิเศษอย่างที่ไม่มีใครเคยทำ แต่การที่จะต้องพูดกับที่ประชุมนี้ ด้วยเรื่องของพระพุทธศาสนา มีข้อทำให้ลำบากใจอยู่มาก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสูงสุด สำคัญที่สุด และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาอภิปรายให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อยด้วยประการใดๆ จึงจำเป็นต้องแถลงแต่ต้นว่า สมาคมเกณฑ์ให้แสดงโอวาทแก่ผู้ที่นับว่าเป็น “ผู้รู้” ต่อหน้าพระมหาเถระ และไม่รับรู้ในหัวข้อที่ให้พูดถึง เฉพาะแต่การเผยแพร่หลักธรรมแก่เยาวชน เพราะมีความรู้สึกอยู่ว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น มุ่งให้เกิดประโยชน์แก่มหาชน และเมื่อหลักธรรมเข้าถึงมหาชนแล้ว ก็ย่อมแผ่ถึงเยาวชนด้วย
คำว่า “ศาสนา” ตามที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าใช้ตรงกับคำว่า Religion ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนที่มาจากเบื้องบน ส่วนวิธีการสั่งสอนก็คือ “สั่ง” และ “สอน” ให้ปฏิบัติ โดยถือว่าคำสั่งสอนนั้นมาจากเบื้องบน ยุติได้ว่าถูกต้องเที่ยงแท้แล้ว จึงทำตามได้ทีเดียว ถ้าว่าตามนี้ พระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าหลักเป็นศาสนา เพราะเนื้อหาสาระและกฏเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจากการค้นคว้าหาความจริงของชีวิตด้วยปัญญามนุษย์ พระพุทธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุความสุขสูงสุดของชีวิต มีวิธีการสั่งสอนที่ยึดหลักเหตุและผลว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ผู้ประกอบเหตุอย่างไรเพียงใดก็ได้ผลอย่างนั้นเพียงนั้น หากจะถามว่าพระพุทธศาสนาเป็นอะไร ก็ต้องตอบว่าโดยเนื้อหาเป็นเรื่องความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญาโดยวิธีการสอนที่ยึดหลักเหตุผล พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดเจนลงไปอีก็เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า การสอนพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือการสอนให้คนสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมจากชีวิต และนำหลักธรรมนั้นมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์
เรื่องวิธีการสอนธรรมะ หรือที่พุทธสมาคมได้คำว่า “เผยแพร่หลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา” ให้เข้าถึงบุคคลประเภทต่างๆ นั้น ความจริงมีปรากฏอยู่อย่างสมบูรณ์ในคัมภีร์ มีทั้งที่กล่าวไว้โดยตรงและโดยอ้อม ทั้งที่กล่าวโดยสรุปและโดยละเอียดพิสดาร ซึ่งเชื่อว่าท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหลักวิชา ที่นำมาปฏิบัติให้ได้ผลจริงๆ ได้อย่างแน่นอน
ผู้มีปัญญาปรารถนาจะช่วยผู้อื่น จะต้องพยายามศึกษาพิจารณาเลือกสรรวิธีการนั้นๆ จากตำรา นำมาใช้นำมาสอนให้เหมาะสมแก่บุคคล แก่กาลสมัย และแก่สภาพการณ์ในปัจจุบัน คนที่เรียกว่าเป็นคนสมัยใหม่นั้น ยึดหลักเหตุผลเป็นสำคัญ การสอนคนสมัยใหม่จะต้องนำเหตุผลที่มีอยู่ในคัมภีร์มาพิจารณา และหยิบยกแต่เฉพาะเนื้อหามาอธิบาย การสอนให้ปฏิบัติตามแบบฉบับเฉยๆ โดยปราศจากเหตุอันสมควรจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ถูกอบรม” และ “ถูกบีบบังคับ” จนหมดความสนใจ
หน้าที่ของท่านในการเผยแพร่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา จึงอยู่ที่การเลือกเฟ้นข้อธรรมะและเลือกเฟ้นหลักธรรมะและเลือกเฟ้นวิธีการสอน การใช้คำพูดที่เหมาะ อธิบายหลักธรรมะเทียบเคียงกับตัวอย่างที่เป็นของจริง จนเห็นชัดเจนได้ตามสภาพจิตของคนสมัยปัจจุบัน เพื่อช่วยให้แต่ละคนสามารถค้นหาและเข้าใจข้อธรรมะ ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามฐานะของตน
ข้าพเจ้าขอฝากให้ที่ประชุมนำข้อคิดทั้งนี้ ไปวิเคราะห์และวิจารณ์ต่อไป ขออวยพรให้กิจการของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นปึกแผ่นมั่นคง สามารถทำประโยชน์จรรโลงพระศาสนาและชาติบ้านเมืองได้โดยกว้างขวางและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.
Che Guevara
ประชาธิปไตยระยะพัฒนา ปี 2551
นับตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง ตามประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเสมือนปูแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมานานแสนนาน เช่น ประโยคที่ว่า ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า เป็นสังคมที่ไม่มีความซับซ้อนเหมือนในปัจจุบันจึงสามารถปกครองแบบพ่อปกครองลูกได้แบบงอกงามและสมบูรณ์แบบ โดยกษัตริย์ที่มีทศพิธราชธรรม แต่ก็เป็นระยะที่สั้นเพียงชั่วอายุคนของผู้ที่มีทศพิธราชธรรม มิอาจวางใจในระยะยาวได้ ซึ่งหากมีความขัดแย้งก็เหมือนสร้างธนาคารสงครามไว้ให้ชนรุ่นหลัง เรื่อยมาจนกระทั่งสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ในสมัยพระนารายณ์มหาราช เจริญสัมพันธไมตรี และเปิดการค้าขายเสรีกับทุกเชื้อชาติ ฯลฯ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบประชาธิปไตย พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่สังคมซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน ยิ่งสังคมซับซ้อนมากขึ้นการพัฒนาประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพที่ถูกต้องและเป็นธรรมสมควรต้องพัฒนาตามเวลา และแก้ไขข้อบกพร่องตามสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่คงความเป็นประชาธิปไตยที่ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน
การเลือกตั้งไม่ได้ออกมาสวยงามเสมอไป ประชาธิปไตยถูกนำมาสร้างเป็นข้อมูลเพื่อหาเหตุผลหักล้างซึ่งกันและกันในสภาฯ นี่คือการเลือกของประชาชน นี่คือสิทธิของประชาชน นี่คือพลังของประชาชน ที่เรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ หรือแนวทางที่สามารถทำได้ของประชาชน และแนวทางที่เสนอได้ของผู้นำเสนอสู่ประชาชน ไม่ว่าจะขาวสะอาดหรือไม่
ประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานจากไม่ปรากฏรูปแบบจนปรากฏรูปแบบหลังจาก พ.ศ.2475 มีปรากฎทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือประชาธิปไตยถูกรับมาหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์เต็ม ด้านลบคือสภาวะการผลักดันของประชาธิปไตยเพื่อผ่านมาสู่การกระทำเพียงห้าสิบเปอร์เซนต์ ผ่านชนชั้นกลางยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผ่านหัวคิวชนชั้นล่างเจ็ดจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ลงมาถึงประชาชนเพียงหนึ่งถึงสามจุดเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์ แนวทางของประชาธิปไตยสามารถพัฒนาและเบ่งบานได้เต็มพิกัด อาจจะมากกว่าสองร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับเสียงข้างมากในสภาชั้นที่ 1 และอีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับเสียงข้างน้อยในสภาชั้นที่ 2 และอีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์คือการประกันความเสี่ยงที่ประชาชนเลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภาซึ่งจะมีหน้าที่ตรวจสอบการทำของผู้ที่ตนเลือกทุก 2 ปี ชั้นที่ 3 และในสภาวะเช่นนี้ผู้เขียนมิอาจที่จะกล่าวถึงภาพของความจริงได้จึงได้นำแนวย่อของสถานการณ์มาให้ขบคิด
การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ได้ เป็นเพราะพื้นฐานเดิมแน่น แน่นอน มั่นคง สง่างาม สร้างสรรค์ สร้างเสริม ขจัดมุมมืด ข้อบกพร่องได้แล้วต่างหาก จากฟากฟ้าถึงรากหญ้าคือความชุ่มชื่นของผู้นำและผู้ตาม ไม่ใช่ความขัดแย้งที่อยู่บนความเดือดร้อนใฝ่ฝันแต่ความสมบูรณ์ ผลประโยชน์จากภาษีประชาชน ภาษีประชาชนถึงไม่คืนตอนเป็น ก็ต้องคืนตอนตายไม่มีใครหนีพ้น
ถ้ามีโอกาสจะส่งมาใหม่
สัตว์ มนุษย์ มียีนต์แตกต่างจาก ลิง นิดเดียว
และเป็นญาติ ใกล้ชิดกับสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอืน ๆ
จึงถูกจัดให้อยู่ใน ไฟลัม เดียวกัน…….
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างสัตว์ในไฟลัม นี้คือ ออกลูก
เป็นตัว ตายเป็นปุ๋ยคืนสู่ ดิน
ที่เหลือคือสิ่งที่ถูกสัตว์มนุษย์ สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น
( เพราะ เราไม่รู้ ภาษาของสัตว์อื่น ๆ )
สิ่งสำคัญ คือ
ลิงเกิดมาต้องเป็นลิง
หมาเกิดมาต้องเป็นหมา
สัตว์มนุษย์ เกิดมาต้อง เป็นสัตว์มนุษย์
มันก็แค่นั้น ครับ
ไม่เชื่อ ลอง เอาหมา กับคน มาฝังพร้อม ๆ กัน
ซัก 1 ปี ดูแล้วจะเห็นว่าไม่ได้แตกต่างกันเลย
เพราะฉะนั้น ทำใจให้สงบครับ ทุกเรื่องมีเหตุและผล
ของมัน
ขอทาน นักร้อง นักการเมือง ข้าราชการ พระมหากษัตริย์
ล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง……………..
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็นสัตว์มนุษย์ เช่นเดียวกัน
ผมศรัทธาใน พระมหากษัตริย์ ไทย ที่ทรง ทศพิศราชธรรมครับ.
ผมมองถึงเรือง การมีพันธมิตร และการ มี นปช เป็น ส่งที่ดี ในสังคมระบอบประชาธิไตยครับ หากการให้ประชาชนเป็นใหญ่ ร่วมใจกันดูแล ตัวเอง ใครถูกว่าดี ใครผิดก็ ว่าไม่ดี อีกอย่าง ความคิด ที่ว่า กลุ่มพันธมิตร นั้น ที่ว่ามีไม่ดี่คนนั้น น่าจะประเมินผิด ความจริงคือทุกคน เขาว่าด้วยใจ แต่ สังคมก็ เหมือนทั่วไปแหละ ต้องมี กลุ่มคนที่นำ ถึงแม้จะพูดวาจา หยาบคาย ไปบ้าง แต่น่าจะมองถึงได้ในเจตนาที่ไม่ซับซ้อน มีความจริงใจและตรงไปตรงมามากกว่า คำปากหวาน ก้นเปรี้ยว คนที่ไป ก็ เสียสละเป็นส่วนมากถึงมากที่สุด ส่วนทาง นปช ท่านก็ดูสิ เขาด้วยใจที่ใฝเงินหรือ อุดมการณ์ที่ดี ถ้าไม่มีอคติต่อกันนะ น่าจะ หันน่า มายอมรับความคิด การพัฒนาประชาธิไตย เพราะ หากเป็นไปตาม ที่ พันธิมิตร อยากให้เห็นสิงที่ดีๆ กระผมว่า การตรวจสอบ นักการเมืองน่าจะทำได้ง่าย ขึ้น ดีกว่า อดีตที่ผ่านมา ข้าราชการ นักการเมือง ดูเหมือนจะดูว่า มีความเป็นใหญ่กว่าประชาชน น่าจะลองหาทางออกได้นะครับ ถ้าลอดทิฐิมานะ อีกอย่าง ตอนนี้ทักษิณก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะหันมา เอาคนที่อยู่ ลุกหลานของเรา ดูแล คนที่อยู่ เขาก็รวยมากแล้ว มาดูแลรักษากันเองก็ดีกว่า
นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ตราบจนปัจจุบันเป็นเวลาถึง ๖๐ ปีแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อขจัดทุกข์แก่ประชาราษฎรโดยมิได้ทรงย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก ตรากตรำพระวรกาย
ด้วยความรักของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อเหล่าพสกนิกร ของพระองค์ จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งต่อสากล ดังปรากฏว่าองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาและรางวัลต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ดังเช่นในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ สหประชาชาติได้ทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ที่ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญประโยชน์นานัปการ..เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยตลอดมา
นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี ของนิตยสารไทม์เอเชียก็ได้เทิดทูนพระเกียรติคุณให้พระองค์เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของเอเชียในรอบ ๖๐ ปีที่ผ่านมา โดยทรงได้รับคัดเลือกให้เป็น “หนึ่งในวีรบุรุษแห่งเอเชีย (TIME Asia’s Heros) สาขาผู้เป็นแรงบันดาลใจ” ซึ่งพสกนิกรต่างปลาบปลื้ม เทิดทูนพระเกียรติคุณไว้เหนือเกล้า ดังนั้น เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในหลวงของชาวไทยทรงตรากตรำพระวรกาย มากมายขนาดไหนลูกหลานไทยย่อมรู้ดี หากตอนนี้ท่านยังทรงมีพระวรกายแข็งแรง และพระชนม์พรรษาน้อยกว่านี้ พระองค์ท่านต้องลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับราษฎรแล้ว มีใครทำได้ดังที่พระองค์ท่านทรงทำมั้ย
ไอ้พวกที่ต่อต้านและหมิ่นสถาบันทั้งหลายยังมีหัวใจเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ถึงได้มีความคิดที่ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ที่ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของใครๆเลย
ไม่ใช่พวกเจิมศักดิ์นะ อย่าเข้าใจผิด 555555555
การเมืองใหม่ของพาลทะมิด ไม่ใช่การเมืองใหม่แบบลาตินแน่นอน
แช่แป้ง
แต่เป็นการเมืองใหม่แบบบิดามัน อ่ะฮ้าฮฮฮฮ
คุณภัควดีที่นับถือ ตามอ่านงานคุณมานาน คุณมองทุนนิยมติดลบเกินไป และมองพันธมิตรดีเกินไป ถ้าจะมองเศรษฐศาสตร คุณต้องใจกว้า มากกว่านี้ ต้องก้าวให้พ้น อารมณ์ศิลปิน แบบนักอักษรศาสตร์ออกมา แล้วจึงจะเจอกับความจริงของโลก
เคยมีประสบการณ์ ใกล้ชิด พวกลาตินนี่ ขี้เกียจมาก ดื่มเก่งอย่างเดียว คนเอเชีย อย่างเรา ศักยภาพดีกว่าเยอะ ลาตินพัฒนายาก แม้จะใก้อเมริกา คุณอย่ามองด้านเดียวซีว่า อเมริกาดูด ทุกอย่างไปหมด ทุกอย่างมีได้ มีเสีย คุณต้องใช้สายตาแบบ พ่อค้า มอง ไช่สายตาของนักภาษาศาสตร์