September 4, 2008

ยังไงๆ ก็ไม่ใช่ “ซาปาติสตา”

ภัควดี วีระภาสพงษ์

โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์
เขียนเมื่อ 31 สิงหาคม 2551

ตั้งแต่เห็นกลุ่มคนชุดดำโพกผ้าปฏิบัติการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ผู้เขียนก็เริ่มตงิดๆ ใจแล้วว่า ผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากปฏิบัติการของขบวนการซาปาติสตาแห่งเม็กซิโก หรือไม่ก็ “แนวร่วมชุดดำ” (black bloc) ในขบวนการสังคมใหม่ ความกริ่งเกรงใจของผู้เขียนกลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อได้อ่านบทความในมติชนและคมชัดลึก

หลังจากรัฐประหาร 19 กันยาเป็นต้นมา ผู้เขียนคงเป็นหนึ่งในน้อยคนของกลุ่ม “สองไม่เอา” ที่ยังคบหาสมาคมกับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักในพันธมิตรฯ อยู่ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนเชื่อ (อาจจะไร้เดียงสา) ว่า เพื่อนสำคัญกว่าการเมือง ในชีวิตอันแสนสั้นของคนเรานั้น นายมาร์กซ์ นายประชาธิปไตย นายมาร์กอส นายอุดมการณ์ คงไม่ไปร่วมงานศพของเราหรอก จะมีก็แต่เพื่อนฝูงที่ทะเลาะเบาะแว้งกันจะเป็นจะตายตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้นแหละที่อาจหลั่งน้ำตาให้เราสักแหมะสองแหมะ

กระนั้นก็ตาม ในสภาพที่คนจำนวนมากแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย ไม่รู้จะนองเลือดกันเมื่อไร เพื่อนก็เพื่อนเถอะ มันถึงเวลาที่เราอยากตะโกนว่า Ya basta! (พอกันที) และตัดสินใจว่าจะเป็นน้ำตา น้ำลาย น้ำมิตร น้ำใจ ก็ไม่อยากได้แล้วโว้ย!

ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า เพื่อนหลายคนมีเป้าหมายอะไรในพันธมิตรฯ ทั้งเพื่อนที่ออกจากพันธมิตรฯ ไปแล้ว แต่ดันอุตส่าห์กลับเข้าไปใหม่ ทั้งเพื่อนที่อยู่ในพันธมิตรฯ มาตลอดและบอกว่า “ขอให้เข้าใจผมบ้าง” เพื่อนเหล่านี้อ้างว่า เพื่อต่อสู้กับทุนสามานย์ เขาจำเป็นต้องจับมือกับทุนเก่า อำนาจเดิม สถาบันในระบอบอมาตยาธิปไตย เพื่อล้มล้างทุนสามานย์อันน่าเกลียดน่ากลัวที่สุดนี้ลงก่อน

แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ทุนสามานย์หรอก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “ความรีบร้อน”
เพื่อมุ่งหน้าไปหาเป้าหมายของตน ถึงกับไม่คำนึงวิธีการที่ใช้ ไม่คำนึงผลลัพธ์เลวร้ายที่อาจตามมา โดยเฉพาะชีวิตเพื่อนมนุษย์

ไม่ลืมตาดูด้วยซ้ำไปว่า ทุนเก่าและสถาบันในระบอบอมาตยาธิปไตยนั้น ใช่ว่าจะไม่อยากแผ่ขยายตัวเองออกไปเป็นทุนโลกาภิวัตน์สามานย์จนตัวสั่น มองไม่เห็นหรือว่า ทุนเหล่านี้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจให้เป็นธุรกิจมากขึ้น แม้แต่การเปิดเผยจำนวนทรัพย์สินชัดเจนขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หรือไม่ใช่การพยายามสร้างความเป็น “สากลและทันสมัย” แต่งหน้าแต่งตาตัวเองเพื่อรอวันแต่งงานกับกระแสเสรีนิยมใหม่

มองไม่เห็นหรือว่า รัฐบาลที่มีที่มาจากไหนที่เซ็นข้อตกลงการค้าเสรีได้เร็วที่สุด

แล้วหากทุนเก่ากับทุนสามานย์เกิดจับมือสมประโยชน์กันขึ้นมาวันใด เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายจะวิ่งหางจุกตูดเป็นหมาหัวเน่าไปซุกหัวมุดทรายที่ไหน?

ในสมรภูมิรบครั้งนี้ หากเพื่อนๆ ในพันธมิตรฯ คิดหวังจะใช้กลุ่มทุนเก่าและสถาบันในระบอบอมาตยาธิปไตยเป็นเครื่องมือต่อสู้กับทุนสามานย์ ไม่ทราบว่ามีการ “ประเมินขุมกำลัง” (correlation of forces) กันอย่างมีสติบ้างหรือเปล่า พวกคุณมีอะไรไปต่อกรถ่วงอำนาจกับพวกเขาบ้าง พวกคุณคิดจะใช้เขาเป็นเครื่องมือหรือจะยื่นหัวตัวเองไปรองตีนให้เขาเหยียบขึ้นสู่การครองความเป็นใหญ่กันแน่

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการเหยียบย่ำประชาชนจำนวนมากว่าเป็นพวก “โง่ จน เจ็บ” เพียงเพราะคนเหล่านี้เลือกพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน ถึงพรรคการเมืองพวกนี้จะเลวร้ายอย่างไร แต่นโยบายประชานิยมของระบอบทักษิณก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ประชาชนกล้ายืดอกประกาศว่า “ข้าคือคนจน” และข้านี่แหละจะกำหนดว่าใครจะมาปกครอง

การประกาศศักดาของคนจนคือสิ่งที่ฝ่ายซ้ายถวิลหา แต่ดันไปสำเร็จด้วยฝีมือของฝ่ายโน้นเสียนี่

จะถูกผิดก็แล้วแต่ คุณควรปล่อยให้ประชาชนเรียนรู้ด้วยตัวเอง แม้แต่ชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองเผ่ามายาที่กลายเป็นชาวซาปาติสตาในตอนนี้ ก็ยังเคยเป็นฐานเสียงของพรรค PRI ที่เป็นพรรคเผด็จการของเม็กซิโกมาก่อน

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากเบื้องล่างในเวลาของนาฬิกาทราย ไม่ใช่เป่านกหวีดแล้วยัดเยียดความเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบน (แถมสูงเสียดฟ้าด้วย)

บางคนอาจเห็นว่านั่นไม่ทันการณ์ เพราะทุนสามานย์จะทำลายประเทศนี้เสียก่อน แต่ทีนโยบายของทุนเก่าและสถาบันในระบอบอมาตยาธิปไตยที่แย่งชิงทรัพยากรของคนจนในต่างจังหวัดไปปรนเปรอชนชั้นกลางในเมืองมานานแสนนาน ไม่เห็นมีใครตั้งเวทีเรียกรถถังออกมายึดประเทศ

เศษเดนที่โยนให้คนจน มันทำให้เจ็บปวดใจมากหรืออย่างไร ถึงอยากให้ท้อปบู๊ตออกมาเหยียบหัวประชาชนไว้

19 กันยายังเป็นบทเรียนที่ไม่พออีกหรือ คนที่พันธมิตรฯ กระเหี้ยนกระหือรืออยากกำจัด ยังคงเดินช้อปปิ้งหน้าระรื่น ในขณะที่ชาวบ้านสมัชชาคนจน นักกิจกรรมชนเผ่า ฯลฯ กลับถูกกดขี่อยู่ในพื้นที่

ลัทธิราชาชาตินิยมที่แกนนำหัวขบวนของพันธมิตรฯ ป่าวร้องอยู่บนเวทีคงทำให้ผู้บัญชาการราโมนาขนลุกเกรียวอยู่ในหลุมฝังศพ

พวกคุณอาจหยิบเอาเศษกระพี้ของซาปาติสตามาตกแต่งร่างกายได้ แต่โดยเนื้อในนั้น
ยังไงๆ ก็ไม่ใช่ซาปาติสตา

โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์


มี 27 ความคิดเห็น สำหรับ “ยังไงๆ ก็ไม่ใช่ “ซาปาติสตา””

»

หน้า: [1] 2 »

  1. 1
    Arai Araya
    2 September 2008 เมื่อ 5:29 pm

    เห็นด้วยค่ะ ว่ายังไง ๆ ก็ไม่ใช่ ซาปาติสตาจริง ๆ

  2. 2
    Kao Haom
    2 September 2008 เมื่อ 7:34 pm

    เรื่องอย่างว่าไม่นานก็คงเกิด อาทิเช่นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ พรหมประพฤติชั่ว ก็ต้องลงจากสวรรค์ไปเป็นปุถุชนคนธรรมดา สงสารคนสองกลุ่มที่ไม่รู้มันสู้เพื่อใคร คนส่วนใหญ่ในประเทศน่าจะมีโอกาสได้เสพข้อมูลที่แท้จริงบ้าง ขอบคุณเวฟนี้ที่ช่วยสานข้อมูลที่ยังขาดหาย

  3. 3
    nonglux
    2 September 2008 เมื่อ 7:51 pm

    เห็นด้วยกับ คห2 ขอฟ้าเดียวกันอยู่ได้ตลอดไปเพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชน ให้ได้รู้ข้อมูลต่างๆๆที่ประชาชนคนไทยโดนกดไม่ให้ได้รับรู้เรื่องจริงมาช้านาน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่อาจจะหลุดพ้นอำนาจเถื่อนก็จะยังไม่อาจเจริญได้เท่าที่ควร

  4. 4
    ประมุขตง
    2 September 2008 เมื่อ 8:32 pm

    คุณต้องเข้าใจด้วยว่า พันธมิตรไม่ได้เจ็บปวดกับการ เอ่อ ที่คุณเรียกว่า โยนเศษเดนให้คนจน
    พันธมิตรยินดีกับผลประโยชน์ที่ไปถึงมือคนจน แต่เจ็บปวดที่คนจนโดนพวกคนชั่วมันเบียดเบียน เอาไปบำเรอตัวเองเสียมากกว่าครึ่ง

    อันที่จริงแล้ว ความกลัวต่างหากที่ทำให้พันธมิตรยอมอยู่เฉยไม่ได้ ต้องยอมเป็นเครื่องมือให้กลุ่มทุนเก่าอย่างไม่มีทางเลี่ยง
    ความกลัวสังคมที่กลุ่มทุนใหม่กำลังสร้างขึ้นมา
    สังคมแห่งบริโภคนิยม ที่ผู้ชนะกวาดรวบไปทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สังคมที่สัตว์ใหญ่ไล่กินสัตว์เล็กอย่างตะกละตะกราม
    สังคมที่จะไม่มีที่ยืนให้กับผู้แพ้หรือผู้ด้อยโอกาศ
    รวมถึงไม่มีที่ยืนสำหรับคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นอย่างคุณเจ้าของบทความด้วย

    ไม่มีหลักประกันอะไรว่า ในวันข้างหน้ากลุ่มทุนเก่าจะไม่ทำเยี่ยงเดียวกันกับกลุ่มทุนใหม่ในวันนี้ พวกเขาคงจะหักหลังพวกเราสักวันหนึ่ง
    แต่การต่อสู้ในวันนี้ก็จะบอกให้พวกเขาได้รู้ว่า มันไม่ง่ายเลยที่คิดจะทำ ยังมีพวกเราอยู่และพร้อมจะสู้กับพวกเขาในวันข้างหน้า

    แต่ตอนนี้ เราคงต้องสู้และต้องใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ แม้แต่ศัตรูเก่าที่เคยเกลียด
    แม้แต่จะต้องละทิ้งหลักการที่เคยยึดถือ
    ถึงแม้จะรู้ว่าชัยชนะที่แท้จริงของประชาชนจะยังอยู่ห่างไกล

    วันนี้ เราจะทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังและวิญญาณของนักสู้ เอาไว้ให้คนรุ่นต่อไป

  5. 5
    fallingangels
    2 September 2008 เมื่อ 10:06 pm

    เป็นบทความของคุณภควดีที่ผมชอบมากๆ ครับ

    จริงๆ แล้วผมชอบบทความที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แบบนี้มากกว่าภาษายากๆ วิชาการโขอยู่ (แบบตัว “โลกาภิวัตน์” นะ) เพราะงานเขียนเขียนให้คนอ่าน อ่านเข้าใจ

    ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมงานวิชาการไทย (ที่ปกติเนื้อหาก็ยากอยู่แล้ว) ยังต้องมาเขียนด้วยภาษายากๆ อีก…อย่างกะว่ามันกะจะให้คนอ่าน อ่านแล้วงงกว่าเดิม (จริงๆ ผมว่าหลายส่วนพยายามเขียนให้ยาก เพราะจะได้ดูเสมือนหนึ่งว่าตนเก่ง)

    เอาเถอะ…ผมจะบ่นพึมพำอะไรก็ตามแต่ แค่อยากจะบอกว่า

    บทความนี้ของคุณภควดี ดีมากๆ ครับ

    ด้วยความเคารพ

  6. 6
    jam
    2 September 2008 เมื่อ 10:07 pm

    นโยบายประชานิยมของระบอบทักษิณก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ประชาชนกล้ายืดอกประกาศว่า “ข้าคือคนจน” และข้านี่แหละจะกำหนดว่าใครจะมาปกครอง…เห็นด้วยครับ

  7. 7
    Kh
    3 September 2008 เมื่อ 9:23 am

    Off course They are not. They are Panthamitr that going to do something illegal. That’s why they hide their faces. From my point whoever cover their faces,they are not good people (except for those who cover their faces due to culture or religious.

  8. 8
    pk
    3 September 2008 เมื่อ 12:37 pm

    ท่านผู้เขียนครับ
    เขาก็ไม่เคยบอกว่าเขาต่อสู้แบบซาปาติสต้าแต่อย่างใด
    ซาปาติสต้าจับอาวุธสู้กับรัฐบาลเป็นกองโจรเต็มรูปแบบ มีแนวคิดจะตั้งรัฐอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล
    คุณไปเปรียบเทียบกันได้อย่างไร
    อ่านแรกก็เคลิ้มดีครับ แต่พิจรณาดีๆแล้ว บทความนี้แทบจะโมฆะ
    คุณผู้เขียนไปยัดเยียดให้เขาเป็นซาปาติสต้าเองแล้วก็บอกว่าจริงๆแล้วเขาไม่ใช่

  9. 9
    pk
    3 September 2008 เมื่อ 1:51 pm

    ผมนึกออกแล้วว่าทำไมคุณถึงเปรียบเทียบคนกลุ่มนี้กับซาปาติสต้า
    เพราะพวกเขาใช้ผ้าคลุมหน้าเหมือนกันใช่ไหมครับ

  10. 10
    ภัควดี
    3 September 2008 เมื่อ 8:28 pm

    คุณประมุขตง เมื่อคุณละทิ้งหลักการที่เคย คุณก็จะไม่เหลือหลักการอะไรอีกเลย

    สังคมใหม่มันสร้่างขึ้นมาจากความอีเหละเขละขละไม่ได้หรอก และสัมฤทธิผลนิยมแบบนี้น่ากลัวยิ่งกว่าระบอบทักษิณเสียอีก

    คุณ pk เราไม่ได้เป็นคนยัดเยียดนะ คุณไปอ่านบทความในมติชนกับคมชัดลึกตามลิงก์เสียก่อน

    ตอนที่ี่เห็นข่าวการตายของ “ณรงค์ศักด์ กรอบไทสง” เราี่คิดจะเขียนเมสเสจไปหาเพื่อนในพันธมิตรฯว่า

    “ดีใจด้วย ฆ่าคนจนได้แล้ว ฆ่าคนจนให้หมดประเทศ ทักษิณจะได้ไม่มีฐานเสียงอีก
    วิธีทำลายระบอบทักษิณคือฆ่าคนจนให้หมด!”

    แต่ก็ไม่ได้เขียนไปว่ะ เพราะคิดว่าพูดอะไรไป มันก็คงไม่รู้เรื่องกันแล้ว

  11. 11
    จ๊าก
    3 September 2008 เมื่อ 11:51 pm

    หากคำจำกัดความของคำว่า “สังคมนิยม” คือ การมองเห็นประโยชน์ของ
    คนส่วนใหญ่ หรือผู้เข้าไม่ถึงโอกาส

    ส่วน “ทุนนิยม” คือ การใช้โอกาสในการเข้าถึงอำนาจ แสวงหาประโยชน์
    ให้กับตนเอง (อำนาจในที่นี้ รวมถึง ปืน เงิน ความรู้ และเครือข่าย ตามความ
    หมายของ อำนาจใน “คลื่นลูกที่สาม” ของอัลวิน ทัฟเลอร์)

    “ภาพของทักษิน ชินวัตร” คงเป็น สีเทาที่จัดสรรปันส่วน ระหว่างประโยชน์คนส่วนใหญ่หรือ “คนจน” กับ
    ประโยชน์ของ “ตน และ ทีมงาน” (ทีมพากษ์ อินทรีย์ ไม่ใช่ทีมงานพันธมิตร 555)

    การประเมินซ้ายหรือขวา ในมาตรฐานแบบอดีต คงไม่สามารถใช้ได้อย่าง
    มีประสิทธิภาพนัก แต่หากเปลี่ยน เป็น “สลาก” คงจะชัดเจนกว่าคือ
    สลากกินแบ่ง กับ สลากกินไม่แบ่ง (กินรวบ หวยใต้ดิน)

    ส่วนกลุ่มซ้ายเดิมที่ หันไปหาอำมาตย์เก่า ก็ขออนุญาต
    วิพากษ์(หรือด่า)ว่า เป็นพวก
    ที่มีความเชื่อว่า ชีวิตนี้สั้นหนักหนา ไม่อยากตายก่อนที่ จะเห็นขอบฟ้า
    สีทองผ่อง รำไพ หรือ เป็นพวกต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างด่วนๆ
    หลังจากกิน แฮมเบอร์เกอร์แมคโดนัลล์ จากอเมริกา fast food
    ก็กลายมาเป็น fast think ก็ขอแสดงความอาลัยต่ออุดมการณ์ด้วย
    เพราะ เขาได้เริ่มจากความไม่เชื่อมั่นในประชาชน นั่นก็หลุดจากฐานคิด
    ของ สังคมนิยม ไปแล๊วววว (อ้างนิทานอิสป เรื่องม้ากลัวสุนัขจิ้งจอก เลยเข้ามาเป็น ข้ารับใช้มนุษย์ ในสุดท้ายก็เสียอิสรภาพตนเอง)

    หรืออีกนัยหนึ่ง พวกซ้ายที่ผู้เขียนอ้างว่า
    “ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า เพื่อนหลายคนมีเป้าหมายอะไรในพันธมิตรฯ ทั้งเพื่อนที่ออกจากพันธมิตรฯ ไปแล้ว แต่ดันอุตส่าห์กลับเข้าไปใหม่ ทั้งเพื่อนที่อยู่ในพันธมิตรฯ มาตลอดและบอกว่า “ขอให้เข้าใจผมบ้าง” เพื่อนเหล่านี้อ้างว่า เพื่อต่อสู้กับทุนสามานย์ เขาจำเป็นต้องจับมือกับทุนเก่า อำนาจเดิม สถาบันในระบอบอมาตยาธิปไตย เพื่อล้มล้างทุนสามานย์อันน่าเกลียดน่ากลัวที่สุดนี้ลงก่อน”

    จริงๆ แล้ว เขาเป็นกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว
    ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ใน “ภาพของทักษิน” ตามความหมายข้างบน
    นั่นก็คือ 1. ไม่ใช่คนจน 2. ไม่ใช่พวกทักษิน
    ก็แปลง่ายๆ ว่า พวกเสียผลประโยชน์นั่นแหละ คือ เขาได้กัน แต่ ช้านนนน
    …… อด เลยหิว
    ก็หวังว่า ผุ้เขียน คงจะเข้าใจเพื่อนบ้าง เพราะ เศษเนื้อ ก็ดีกว่าท้องกิ่ว

    เราก็จะเห็นว่า กลุ่มต้านทักษิน นอกเหนือไปจากมวลชนที่ปลุกระดมมาแล้ว
    ในกลุ่มที่มีความคิด (ขอเน้น ย้ำ แค่ความคิด) คงเป็นได้ 2 พวกคือ
    1. เสียประโยชน์ 2. เชื่อในประชาชน น้อยเกินไป จนไม่อาจอดทนรอ
    ในกลุ่มแรก ยังพอเข้าใจ แต่ กลุ่มที่สอง นอกจากไม่เข้าใจแล้ว ยัง…ย๊ากก….ยาก ที่จะอภัย เพราะว่า ตอนจบของนิทานเรื่องนี้ เขาอาจไม่เหลืออะไรเลย…. เมื่อแก่แล้วมองย้อนกลับมา 5 5 5 5 5 5

  12. 12
    ประมุขตง
    4 September 2008 เมื่อ 9:37 am

    เรียนคุณภัควดี
    ผมไม่เคยเข้าใจคำว่า ระบอบทักษิณหรอกครับว่า มันคืออะไร
    แต่ผมรู้และสัมผัสได้ว่า ทักษิณกำลังพาสังคมไทยไปในทิศทางไหน
    ผมยินดีอยู่กับสังคมที่อิเหละเขะขะ แต่จะไม่ยอมอยู่ในสังคมทาสนายทุนเด็ดขาด

    สำหรับผมแล้ว เป็นคนที่น่าสงสารกว่าคนจนก็คือ คนที่เอาแต่จมปล้กอยู่กับอดีต
    คนที่เอาแต่นั่งคร่ำครวญสงสารตัวเองที่ต้องมาทนเห็นความอยุติธรรมในโลกใบนี้
    คนที่ยอมจำนน ว่า ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่มีทางจะสร้างโลกให้ดีกว่านี้ได้

    ถ้าคุณยังคงเหลือความฝันหรือศรัทธาอยู่แม้เพียงน้อยนิด ก็กรุณาระวังเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีนะครับ
    อย่าปล่อยให้ “การต่อต้านสัมฤทธิผลนิยม” มาพรากมันไปเสีย

  13. 13
    LK
    4 September 2008 เมื่อ 10:20 am

    เห็นด้วยกับบทความนี้

  14. 14
    SAM
    4 September 2008 เมื่อ 4:13 pm

    เห็นด้วยกับประมุขตง แต่คุณครำครวญตอนท้ายดูเศร้าลึกๆ แปลกๆ แต่ยังไงซะก็ต้องขอขอบคุณบทความของคุณภัควดี ที่ยังมีกลิ่นไอของอุดมคติล้นเปี่ยม ผมรู้สีกชื่นชมและศรัทธาในความคิดเห็นแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย ความคิดของผมค่อนไปทางพันธมิตร แม้ว่าแนวทางของพันธมิตรอาจจะเป็นทางลัดก็ตาม ซึ่งเมื่อการล้มทุนใหม่สำเร็จและจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงคงต้องเจออุปสรรคในการจัดการกับทุนเก่าและสถาบันฯ แต่ผมคิดว่ามันก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้กระบวนการของระบอบทุนใหม่ทำลายชาติเสียย่อยยับจนไม่เหลืออะไรเลย และถ้าถึงวันนั้นฝ่าย 2 ไม่เอา ก็ไม่เหลืออะไรให้ไม่เอาสักอย่าง

  15. 15
    เชื่อสิ
    4 September 2008 เมื่อ 8:30 pm

    ประมุขตง… ผมกลับเห็นว่า พธม.กำลังผลักคนที่อยู่ฝ่ายเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ให้หันมาตั้งสติ ที่จะเลือกอยู่กับคนรักทักษิณ มากกว่า

  16. 16
    fat
    4 September 2008 เมื่อ 8:57 pm

    เย้ …. แม่ยกซาปาติสต้า ตัวจริงเสียงจริง มาแว้วววววว
    หุ หุ หุ

    ตอนที่อ่านเจอบทความในมติชน ก็นึกถึงภัควดีฯ ขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าถ้าได้อ่าน …เธอจะว่าไงละเนี่ย ?

    ยัง”คม”เสมอเลยนะครับ : )
    ชอบ เข้าใจ สนับสนุน
    ( แม้ว่า ผมจะเพิ่งจะไปโพสต์ความคิดเห็นด่ารัฐบาล แถม ส่งเงินไปช่วยเวทีพันธมิตรเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็ตาม 5 5 5)

    เห็นด้วยกับคุณภัคฯทุกประการ อ่านแล้วได้คิดไปไกลๆ แล้วก็คิดในมุมที่บางทีก็หลงลืมที่จะคิด

    พอจะประเมินไว้เองเช่นกัน ว่า Ya basta ! ของ พธม. ไม่ได้ซับซ้อน หรือ อ่านยากอะไรมากนัก
    บางทีปฏิกิริยาพ่อยกแม่ยกพันธมิตรน่ะ อาจจะมีที่มาง่ายๆ แค่เป็นความคับแค้นใจ ที่ไอ้เหลี่ยมดันวางระเบิดขี้กองใหญ่เป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มีคุณสมบัติสามารถระเบิด และ เผยแพร่”ความไม่พึงพอใจ”ออกมาได้เรื่อยๆ อย่างประเมินไม่ได้

    หากเดินๆเฉียดไปแถวๆวงสนทนาของอาซิ้ม อาซ้อแถวๆเวทีพันธมิตรฯอาจจะได้ยินบทสนทนา ประมาณ ….
    ” … อูลมกง อูลมกาง อาราย อั๊วม่ายสง
    อั๊วเหม็งขี้ อั๊วจาอ๊วก อั๊วทงเห็งหน้าไอ้หมักต่อปายม่ายหวายเลี้ยว …..โว้ย ”

    ปรากฏการณ์พันธมิตรฯ งวดนี้ มีเรื่องให้เก็บไปคิดต่อได้อีกมากมาย หลายประเด็นเลยละครับ

    ชอบบรรทัดนี้มากครับ ทำให้พอจะ-ใจเย็น-เป็นขึ้นมาได้บ้าง
    “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากเบื้องล่างในเวลาของนาฬิกาทราย …

  17. 17
    ภัควดี
    6 September 2008 เมื่อ 7:46 am

    เว็บล่มเข้าไม่ได้ตั้งสองวัน

    คุณประมุขตง แล้วพันธมิตรจะพาประเทศนี้เดินไปทางไหนล่ะคะ ไม่เอาสังคมทาสนายทุน แต่ร้องหาทาสอย่างอื่นแทนอย่างนั้นหรือ?

    ตอนเห็นปิดสนามบินทางใต้ ก็นึกถึงพี่ fat อยู่เหมือนกันนะ นึกว่าจะส่งเบียร์ไปช่วยพันธมิตรเสียอีก 5555

  18. 18
    ประมุขตง
    6 September 2008 เมื่อ 10:19 am

    คุณภัควดี
    ผมมองว่าการต่อสู้ของพันธมิตรเป็นแค่ การประกาศตัวของผู้ที่ไม่ยอมจำนนเท่านั้น
    ผมไม่ได้หวังว่า พันธมิตรจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากมายถึงขนาดจะพลิกสังคมนี้ได้

    การกระทำที่สุดโต่งเกินไปของพันธมิตรนั้น เรียกหาศัตรูและผลักแนวร่วมให้ถอยห่างอยู่ทุกวันแล้ว
    แต่หากเราปล่อยให้พันธมิตรพ่ายแพ้ไปอย่างหมดหนทางต่อรองเลยล่ะก็
    การเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

    ถ้าคุณไม่อคติกับสัมฤิทธิ์ผลนิยมจนเกินไป หรือไม่รังเกียจกลุ่มทุนเก่าจนมากเกินไป
    คุณก็น่า็จะรู้ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงจากฐานราก ที่คุณรออยู่นั้น มันอุดมคติมากเกินไป
    หรือถ้าจะเกิดขึ้นจริงในวันข้างหน้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ มันก็ไม่ทันการอยู่ดี
    ถึงวันนั้นต่อให้จะร่วมกันลุกขึ้นสู้สักแค่ไหน คุณก็จะไม่มีวันเอาชนะได้เลย เพราะจะขาดปัจจัยในทุกๆด้าน

    ทุกวันนี้เราไม่ได้เพียงต่อสู้กับกลุ่มทุนในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องต่อสู้กับทุนข้ามชาติอีกด้วย
    วันนี้มันไม่ได้มาเพียงแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่มันยังพาวัฒนธรรมของทุนเข้ามาเพื่อครอบงำสังคมไทยไปอย่างถาวร

  19. 19
    ร่วมกับพันธมิตร
    7 September 2008 เมื่อ 5:44 am

    ใครจะว่ายังไงก็ช่าง จะยอมให้ทุนสามานย์มาย่ำยีประเทศชาติมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

    ก่อนที่จะเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ต้องช่วยกันทำลายทุนสามานย์ก่อน

  20. 20
    อะไรไม่่ว่า
    8 September 2008 เมื่อ 6:45 am

    ผมเข้าใจทั้ง สองฝ่าย ที่ต้องการให้รัฐนาวา มุ่งไปในทางที่ถูกที่ควรแต่อย่างหนึ่งก็คือ การเคารพ สิทธิกติกา ของสังคม ไม่ใช่ใช้อารมณ์สร้างเหตุรัฐประหารโดยชุมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ มันไม่มีในสาระบบประชาธิปไตยหรอกครับ โลกนี้เขารับกันไม่ได้หรอก ผมชอบใจบทความของคุณภัควดี และได้อ่านบทความของทุกท่านที่โพส์เข้ามาก็มีเหตุผล ที่ดีๆกันทั้งนั้น แต่การที่ประเทศนี้จะเดินต่อไปได้ก็ด้วย การเคารพกติกามิใช้หรือ หากเรามามองดูพิจารณาดูตัวเองว่ามีความผิดพลาดอะไรบ้างดีกว่ามานั้งจ้องหาความผิดของผู้อื่น ให้เป็นทุกข์ เราก็สามารถยกระดับ ความคิดและสติปัญญานั้นได้เหนือกว่าผู้ที่มองแต่ความผิดของผู้อื่น น่าจะถอยหลังยอมกันคนละก้าว ดีกว่าหันหน้ามารบกันผลลัพทฺ์ไม่มีผู้ใดจะได้ประโยนช์ กันทั้งสองฝ่าย เหมือนตาอินทร์กับตานา หาเหตุผลการเป็นเจ้าของปลา แต่สุดท้ายตาอยู่เอาไปหน้าตาเฉย ครับ

หน้า: [1] 2 »

ร่วมแสดงความเห็น