September 2, 2008

ขวาไทย

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

 

 

 

ในคริสต์ทศวรรษ1960 มีคำกล่าวว่า “ไม่มีปัญญาชนคนใดที่ไม่เป็นซ้าย”แต่ในอีกประมาณ 20 ปีถัดมาก็มีคำกล่าวทำนองว่า “ไม่มีปัญญาชนคนใดที่ไม่เป็นขวา” เกิดขึ้นมาอีก ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียนเอาไว้ในบทความ เรื่อง “มิเชล ฟูโก และอนุรักษ์นิยมใหม่” ตีพิมพ์ในวารสาร เศรษฐศาสตร์การเมือง ฉบับว่าด้วย “ขวาไทย” (1) ที่มีอุกฤษฎ์ปัทมานันท์ เป็นบรรณาธิการ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่สังคมไทยกำลังตื่นเต้นว่าพวกพลังฝ่ายขวานำโดยพรรคชาติไทย เจ้าของสโลแกน “ขวาพิฆาตซ้าย” สมัย 6 ตุลาคม 2519 ได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากในสภา และหัวหน้าพรรคนี้คือพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี วารสาร เศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งมีหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญคือ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ผู้ที่ประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นฝ่ายซ้าย และเป็นบุตรชายนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้พยายามอธิบายพลวัตของฝ่ายขวาไทยว่ามีมาอย่างไร และรายงานถึงปรากฏการณ์ความสับสนของสเปกตรัมทางการเมืองไทยเอาไว้ด้วยว่า นักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า ก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้สนับสนุนผลักดันให้พลเอกชาติชายขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ แทน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ที่พวกเขาเห็นว่าเป็นตัวแทนของพลังอนุรักษนิยมในสังคมไทยที่ตกยุคแล้ว ในวารสารมีภาพผู้แทนนักศึกษานำโดยประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ เลขาธิการ สนนท. สมัยนั้นกำลังมอบดอกไม้แสดงความยินดีแก่พลเอกชาติชายที่บ้านพักในซอยราชครูด้วย

บทบรรณาธิการของ เศรษฐศาสตร์การเมือง ฉบับนั้นไม่ได้ตำหนินักศึกษาว่าเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ เพียงแต่บอกว่า “ภาพลักษณ์ดังกล่าวได้แสดงถึงสิ่งที่เป็นทั้งความขัดแย้งลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในและอารมณ์ขันในเชิงเสียดสีที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจการเมืองไทยมาโดยตลอด ที่ว่าอยู่มาวันหนึ่งนักศึกษาที่กล่าวได้อย่างเต็มปากว่าคือหัวขบวนของฝ่ายก้าวหน้าก็หันไปสนับสนุนพรรคชาติไทย พรรคการเมืองที่กล่าวได้อย่างเต็มปากอีกเช่นกันว่าคือหัวขบวนของขวาไทย” (2) แต่สุดท้ายในบทสรุปของเศรษฐศาสตร์การเมือง ตอนนั้นคือ ขวาชาติไทยคือขวาใหม่ที่เข้ามาลดทอนความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาด้วยกันเองที่เกิดขึ้นมาตลอดนับแต่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา เฉพาะอย่างยิ่งนับแต่พวกฝ่ายซ้ายที่ไปกระจุกตัวกันอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้และตกต่ำอย่างมากตลอดระยะเวลาก่อนหน้านั้น ทำให้กลุ่มพลังทางสังคมไทยเหลือแต่เพียงขวาเก่าและขวาใหม่เท่านั้น ไม่มีฝ่ายซ้าย พวกฝ่ายซ้ายกลายเป็นข้าไร้เจ้าบ่าวไร้นาย ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเลือกสนับสนุนฝ่ายขวาที่พวกเขาคิดว่าก้าวหน้าที่สุดเอาไว้เป็นพวกก่อน ไม่เช่นนั้นก็ต้องเร้นกายหนีหน้าจากสังคมไป

สังคมไทยในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้หรือไม่จำเป็นต้องเถียงกันแล้วว่าใครอยู่ซ้ายหรือขวา สเปกตรัมของความคิดทางการเมืองแบบซ้ายๆ ขวาๆ เลือนหายไปจากสังคมไทยพร้อมๆ กับแนวคิดคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม ความพ่ายแพ้ทางการเมืองและอาการซ็อกกับความโหดร้ายในโลกสังคมนิยมไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ทำให้ปัญญาชนฝ่ายซ้ายของไทยลดความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนเองลง เกิดวิกฤตศรัทธาและวิกฤตทางปัญญาขึ้นพร้อมกัน จึงเริ่มต้นการแสวงหาครั้งใหม่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 (3) มีความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองหลากหลายมากในยุคนั้น บางคนกลับไปหาแนวคิดอนุรักษนิยมแบบพุทธ บางคนไปหาซ้ายใหม่ จำขี้ปากนักเขียนนักทฤษฎีจากวารสาร New Left Review มาทุ่มเถียงกันเป็นบ้าเป็นหลัง บ้างก็ไปไกลถึงแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม (post-structuralism) และสุดท้ายดูเหมือนบางคนจะไปหยุดที่โพสต์โมเดิร์น ก่อนที่จะจบการศึกษาในหลากหลายระดับดีกรีและแยกย้ายกันไปทำมาหากิน ปั่นหุ้นบ้าง ปั่นราคาที่ดินบ้าง ค้าขายกับประเทศอดีตสหายเก่าบ้าง ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูทุกคนต่างท่องคาถาเสรีนิยมกันอย่างคล่องแคล่วสิ้นสุดการแสวงหาและต่างพากันเชื่อฟังคำประกาศของฟรานซิส ฟูกูยามา ปัญญาชนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นหัวหอกอนุรักษนิยมใหม่ที่ว่า บัดนี้เรามาถึงยุคสิ้นสุดแห่งประวัติศาสตร์และมนุษย์คนสุดท้ายแล้ว (4) จนกระทั่งมาเจอกับคนอย่างทักษิณ ชินวัตร เข้า หลายคนจึงได้เริ่มฉุกคิดว่า ประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่ยังไม่จบหากแต่เพิ่งจะเริ่มออกเดินทางมาได้ไม่เท่าไรเลย และมนุษย์คนสุดท้ายดูเหมือนจะยังไม่เกิด

เมื่อเผชิญหน้ากับทักษิณ เกษียร เตชะพีระ ได้เสนอในปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2550 “จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549: วิกฤตประชาธิปไตยไทย” ว่าผู้คนในสังคมไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายก้าวหน้า) เลือกเดินสองทางโดยที่หลับตากันคนละข้างทั้งคู่ ข้างหนึ่งก็คือต่อต้านทุนนิยมอย่างเอาเป็นเอาตายโดยละเลยพลังราชการอนุรักษนิยม และอีกข้างหนึ่งต่อต้านพลังราชการอนุรักษนิยมอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูโดยยอมปิดตาไม่เห็นความชั่วร้ายของทุนนิยมเอาเสียเลย ต่างฝ่ายต่างผลักให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่อีกขั้วหนึ่ง (5)

เกษียรไม่ได้พูดแต่ผู้เขียนเห็นว่า พวกเขาทั้งสองฝ่ายเริ่มหยิบเอาสเปกตรัมของความคิดทางการเมืองใส่ให้ตัวเองและฝ่ายตรงข้าม และเริ่มพูดว่าใครเป็นขวาและใครเป็นซ้ายกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นไปด้วยความสับสนปนเป หลายกรณีพวกเขาผลักดันกันและกันให้ไปอยู่ผิดขั้วผิดฝาผิดตัวไปก็มี กลายเป็นวิวาทะชวนขันก็มีอยู่ไม่น้อยดังกรณีตัวอย่างการวิวาทะระหว่างหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรชื่อดัง กับรสนา โตสิตระ-กูลสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพ-มหานคร นักเคลื่อนไหวทางสังคม ทางหน้าหนังสือพิมพ์นั้น (6) ทำให้เห็นเฉดของความคิดทาง การเมืองแบบแปลกๆ ในสังคมไทย หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ใช้เกณฑ์แนวคิดการเมืองแบบพวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ มาวิเคราะห์ ผลักให้สมาชิกวุฒิสภารสนาไปอยู่ฝ่ายซ้าย เพราะเหตุว่าเธอเคลื่อนไหวต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งณัฏฐกรณ์เห็นว่าเป็นการต่อต้านทุนนิยมเสรี ถ้าหากนิยมการแทรกแซงโดยรัฐก็สมควรไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เปียงยาง ไม่ใช่กรุงเทพฯแต่สมาชิกวุฒิสภาโต้ว่า เธอไม่เพียงแต่จะไม่เป็นฝ่ายซ้าย แต่ยังออกจะขวาอีกด้วย เพราะเธอไม่ได้ต่อต้านทุนนิยมเสรี สิ่งที่เคลื่อนไหวนั่นเพียงแค่เพื่อธรรมาธิบาลและหลักนิติรัฐเท่า นั้นเอง ประการสำคัญเธอเห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยสร้างดุลยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืนและแน่ใจว่าประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและสิ่งแวดล้อมได้รับการคุ้มครอง และเพื่อเป็นการแก้ข้อกล่าวหาว่าเธอเป็นฝ่ายซ้าย รสนาจึงตอบโต้ณัฏฐกรณ์ด้วยการอ้างถึงความนับถือและความชื่นชอบของเธอที่มีต่อบรรพบุรุษที่เป็นศักดินาของณัฏฐกรณ์เอง เช่น พระองค์เจ้าเทววงศ์วโรปกรณ์ ที่ได้นำพาประเทศชาติหลุดพ้นจากการเอาเปรียบของจักรวรรดินิยม

ปัญหาสเปกตรัมทางการเมืองว่าอันไหนอยู่ทางซ้ายอันไหนอยู่ทางขวาเป็นประเด็นที่มีพลวัตสูงมาก จับไม่ค่อยติด เพราะมันเปลี่ยนสภาพตามกาละและเทศะเสมอๆ ความคิดที่เคยเห็นว่าอยู่ซีกขวาในเวลาหนึ่งอาจจะย้ายไปอยู่ข้างซ้ายได้ในอีกเวลาหนึ่ง หรือความคิดที่อยู่ซีกซ้ายในสังคมหนึ่งอาจจะไปอยู่ข้างขวาในอีกสังคมหนึ่งก็เป็นได้ ชื่อและเครื่องหมายการค้าที่พรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองเอามาใส่ให้กับตัวเองหรือคิดว่าตัวเองเป็นกลับเชื่อไม่ได้เสมอไป ยกตัวอย่างการเมืองสหรัฐฯ ชื่อรีพับลิกันควรจะเป็นพรรคการเมืองปีกซ้าย แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ปีกขวา ทำให้พรรคเดโมแดรตต้องไปอยู่ข้างซ้ายโดยปริยาย พรรคการเมืองหรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลก็ตามอาจจะมีจุดยืนในบางเรื่องเป็นซ้าย ในบางเรื่องกลับเป็นขวาก็ได้ ณัฏฐกรณ์จึงลำบากที่จะจับสมาชิกวุฒิสภารสนาไปไว้ข้างใดข้างหนึ่ง ในขณะที่เจ้าตัวคิดว่าเธอยืนอยู่ข้างหนึ่ง แต่คนอื่นกลับเห็นว่าเธอยืนอยู่อีกข้างหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง การแบ่งเฉดความคิดทางการเมืองแบบซ้ายๆ ขวาๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นมานานนักในสังคมไทย และประเทศนี้ก็ไม่ใช่ต้นกำเนิดความคิดแบบนี้ด้วย มันมาจากยุโรป แรกเริ่มเดิมทีก็แค่การเลือกที่นั่งในสภาเท่านั้นเอง เริ่มจากในประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ตอนที่ฝรั่งเศสยังมีกษัตริย์ ขุนนางที่นั่งทางขวาของกษัตริย์เวลาประชุมมักเป็นพวกนิยมเจ้า อนุรักษนิยมไม่ค่อยชอบเปลี่ยนแปลงอะไรที่ขัดกับจารีตประเพณี ในขณะที่พวกที่นั่งข้างซ้ายมักจะเป็นฝ่ายค้านที่มีความคิดแบบราดิคัลชอบการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายการจัดที่นั่งในสภานิติบัญญัติในเวลาต่อมาก็เลยนิยมจัดกันแบบนี้

ในยุคเริ่มแรก ฝ่ายขวาในยุโรปมักจะเป็นพวกขุนนาง พวกนิยมเจ้า หรือพวกนิยมและรักษาผลประโยชน์ชนชั้นสูง ในขณะที่ฝ่ายซ้ายก็เป็นตรงกันข้ามกล่าวคือนิยมความคิดแบบเสรี หรือหากพูดให้ตรงก็คือสนับ สนุนทุนนิยมเสรี (laissezfaire) และตลาดเสรี แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เกิดความคิดสังคมนิยมขึ้นมา พวกฝ่ายซ้ายหันไปนิยมแนวคิดนี้แล้วละทิ้งความคิดทุนนิยมเสรีให้ไปอยู่ฝั่งขวา เพราะในเวลานั้นพวกขุนนางหายไปแล้วและกษัตริย์ก็มีอยู่แต่ในนิทานหรือบางที่ยังมีอยู่จริงแต่ก็ไม่มีอำนาจ ดังนั้นในช่วงหนึ่งพวกซ้ายจึงนิยมชมชอบเศรษฐกิจแบบไม่เสรี คือชอบให้รัฐเข้าแทรกแซงควบคุม เช่น ควบคุมราคาสินค้า เป็นต้น

ความคิดขวา-ซ้ายในศตวรรษที่ 19 ดูง่ายมาก ความคิดในเฉดซ้ายถูกผลักไปอยู่กับพวกคอมมิวนิสต์จนหมดสิ้น อะไรที่อยู่ตรงข้ามกับคอมมิวนิสต์ก็กลายเป็นขวา โดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ ความคิดเสรีนิยมที่เคยว่าซ้าย ตอนนี้ขวาสุดกู่เลยทีเดียว พวกขวาเดิมที่เคยสนับสนุนเจ้าและศักดินาไม่ได้มีอยู่ในโลกของความเป็นจริงในยุโรปเวลานั้น

ในเทศะที่ต่างกัน สเปกตรัมของความคิดทางการเมืองแบบซ้าย-ขวาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ในการเมืองสหรัฐฯ ช่วงสงครามเย็นนั้นพวกที่เป็นขวาคือพวกที่พูดถึงเสรีนิยมคลาสสิกและความคิดอนุรักษนิยมแบบดั้งเดิมของยุโรปที่พยายามรักษาสถานะเดิมของระบอบการเมืองเก่าๆ ตามจารีตประเพณี ส่วนอะไรก็ตามที่มีเฉดของสังคมนิยมประชาธิปไตยบ้างจัดได้ว่าอยู่ซ้ายแล้ว ถ้าเทียบกับยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคการเมืองแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลกันมาก ความคิดแบบที่ถือว่าซ้ายในสหรัฐฯ นั้นในยุโรปจัดได้แค่กลางๆ เพราะซ้ายจริงในยุโรปคือพวกพรรคคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แนวความคิดฝ่ายขวาของยุโรปมักจะไปตกอยู่กับพวกชาตินิยม พวกเหยียดผิว ซึ่งมักอ้างอิงแนวคิดของตัวเองเข้ากับจารีตนิยมแบบเก่าและศาสนา ระยะต่อมาความคิดขวาในยุโรปตกเป็นสมบัติของพวกนาซีหรือฟาสซิสต์ ไม่ใช่พวกนิยมเจ้าอีกต่อไปแล้ว (เพราะไม่มีเจ้าแล้ว) ยุคปัจจุบันความคิดที่จัดได้ว่าอยู่ในปีกขวาคือพวกอนุรักษนิยมใหม่ (neo-conservatism) ส่วนพวกขวาเก่า(paleoconservatism) ที่พูดเรื่องเสรีนิยมแบบคลาสสิกนั้นเลิกไปแล้ว

ในสหรัฐฯ ไม่มีประวัติศาสตร์เรื่องเจ้าขุนมูลนายเหมือนในยุโรป สเปกตรัมความคิดการเมืองแบบขวาและซ้ายจึงหมายถึงความคิดแบบอนุรักษนิยมหรือเสรีนิยมเท่านั้น ปัจจุบันการเมืองสหรัฐฯ ได้จัดพวกอนุรักษนิยมใหม่ให้อยู่ในฝ่ายขวาอย่างชัดเจน ไม่ว่าพวกอนุรักษนิยมใหม่หรือเก่า พวกเขาต่างเป็นขวา ส่วนจะขวามากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บุคลิกเด่นของแนวความคิดนี้คือ ต่อต้านการให้สิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มน้อย ต่อต้านความเสมอภาค เกลียดม็อบ ถวายปัญญาแก่อำนาจนโยบายต่างประเทศสายเหยี่ยว และปลุกชาตินิยมใหม่ (7) และถ้าจะจัดกลุ่มพวกนี้ก็ได้แก่ พวกพรรครีพับลิกัน เสรีนิยมคลาสสิก อนุรักษนิยมทางศาสนา ฝ่ายขวาหรืออนุรักษนิยมในสหรัฐฯ เป็นพวกที่รักษาจารีตประเพณีของการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม พวกเขาเชื่อในเรื่องการเคารพสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ต่อต้านกฎเกณฑ์และการเปลี่ยนการกระจายรายได้ เน้นการควบคุมประชากร จุดยืนพวกเขาชัดเจนมากเรื่องการรักษาคุณค่าดั้งเดิมและการบูชาสิทธิของปัจเจกชน (libertarianism)

ในขณะที่พวกซ้ายในสหรัฐฯ (ระยะหลังชอบใช้คำว่าฝ่ายก้าวหน้ามากกว่า) มักเชิดชูลัทธิแห่งความเสมอภาค (egalitarianism) สนับสนุนนโยบายเสรีนิยมทางสังคมและพหุวัฒนธรรม ความคิดทางเศรษฐกิจของซ้ายร่วมสมัยในสหรัฐฯ นิยมให้รัฐบาลจัดระเบียบธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม และปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ต้องการให้รัฐบาลแทรกแซงสังคมเพื่อคุ้มครองสิทธิของชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย สิทธิทางเพศ และคนจน ฯลฯ

การพิจารณาสเปกตรัมทางการเมืองเรื่องซ้าย-ขวาในบริบทของสังคมไทยไม่ง่ายเท่าใดนัก เพราะความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้เล่นไม่ค่อยมั่นคงหรือคงเส้นคงวาส่วนใหญ่แล้วมักจะแปรผันไปตามผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า คนที่เคยเป็นซ้ายย้ายไปอยู่ข้างขวา ส่วนคนที่เคยอยู่ซีกขวาหันไปจับมือกับคนที่เคยเป็นซ้าย นานวันเข้าเราก็แยกแยะไม่ออกว่าใครซ้ายใครขวา ในประเทศอื่นเราอาจจะไม่ค่อยเห็นเรื่องแบบนี้ แต่ในประเทศไทยเป็นสิ่งประหลาดและมันก็เกิดขึ้นแล้วที่อยู่มาวันหนึ่งสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองอนุรักษนิยมขวาจัดคนสำคัญ กลายมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนที่แกนนำสำคัญส่วนหนึ่งเป็นอดีตแนวรวมพรรคคอมมิวนิสต์ และในทำนองเดียวกัน อดีตแนวร่วมคอมมิวนิสต์อีกเหมือนกันที่ไปยืนอยู่กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งมีแกนนำสำคัญเป็นพวกนิยมเจ้า ทั้งสองฝ่ายต่างเสนอแนวคิดทางการเมืองที่มีความโน้มเอียงไปทางซ้ายและขวาพอๆ กัน ต่างฝ่ายต่างเลือกใช้กลยุทธ์ในการต่อสู้ทางการเมืองของทั้งซ้ายและขวามาห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ดังนั้นหากจะถือเอาตัวบุคคลเป็นหลักคงทำให้เราสับสนไม่น้อยว่าการเมืองแบบซ้ายและขวาในสังคมไทยเป็นอย่างไรกันแน่ แต่หากพิจารณาความคิดทางการเมืองอาจจะทำให้มองเห็นได้ชัดเจนมากกว่า ในบริบทของสังคมไทยโดยทั่วไปแล้วเรามักจะถือว่า ความคิดอนุรักษนิยมเป็นความคิดทางการเมืองที่อยู่ซีกขวา ความคิดที่ก้าวหน้ากว่านั้นจะอยู่ซีกซ้าย แนวคิดการเมืองแบบอนุรักษนิยมเป็นแนวคิดที่นิยมการรักษาสถานะเดิม (status quo) ดังนั้นจึงมักแอบอิงอยู่กับสถาบันดั้งเดิมเป็นสำคัญ ในที่นี้ส่วนใหญ่จะอ้างอิงเอาสถาบันกษัตริย์เป็นแก่นสารทางอุดมการณ์ เพราะสถาบันนี้เป็นสถาบันที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองมานานในสังคมไทยโดยเชื่อมโยงสถาบันกษัตริย์กับสถาบันราชการและกองทัพเข้ามาอยู่ด้วยกัน พวกอนุรักษนิยมจะมองว่าสถาบันหลักเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นหลักให้แก่บ้านเมืองเรื่องชาติก็มักจะถูกผูกโยงเข้ากับสถาบันหลักเหล่านี้ พวกอนุรักษนิยมฝ่ายขวาจึงถือสิทธิว่าพวกตนรักชาติมากกว่าใคร และนิยมเอาลักษณะชาตินิยมในความหมายแคบๆ มาเป็นเครื่องมือในทางการเมืองเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามด้วย และที่เป็นที่นิยมยอดฮิตใช้มากทุกยุคทุกสมัยคือ การกล่าวหาคนที่ไม่คล้อยตามพวกเขาในทางการเมืองว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ไม่รักชาติ หรือถ้าถึงที่สุดแล้วในหลายกรณีพวกเขาจะพูดว่า พวกที่อยู่ตรงกันข้ามกับเขาไม่ใช่คนไทย

พวกอนุรักษนิยมไม่สู้จะไว้วางใจสถาบันการเมืองของประชาชนเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาในรูปของพรรคการเมือง เพราะเห็นว่าสถาบันการเมืองของประชาชนมักต้องการอำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องของตัวเองเป็นสำคัญ พรรคการเมืองในสายตาของนักอนุรักษนิยมไม่ใช่อะไรมากไปกว่าที่ชุมนุมกันของพวกโกงบ้านกินเมือง พวกเขามองเห็นการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่มองการคอร์รัปชั่นในหมู่ข้าราชการ (แม้แต่ในคดีเดียวกัน) ว่าเป็นปัญหาตัวบุคคลหรือไม่ก็เป็นเพราะข้าราชการเหล่านั้น ถูกนักการเมืองบังคับให้ทำ สถาบันการเมืองของประชาชนในรูปแบบพรรคการเมืองที่ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยพอจะรับได้ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เข้มแข็งนัก ประการสำคัญต้องไม่แข็งข้อกับสถาบันหลักและสถาบันราชการซึ่งรวมทั้งกองทัพ พรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายเป็นของตัวเองและดำเนินการทางการเมืองโดยแอบอิงกับราชการจึงเป็นที่พึงปรารถนาของนักอนุรักษนิยมฝ่ายขวาในสังคมไทย

ความคิดทางเศรษฐกิจของอนุรักษนิยมไทยไม่ใช่ความคิดที่นิยมเศรษฐกิจเสรี พวกเขาชื่นชมเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มที่เติบโตมากับราชการและรัฐวิสาหกิจ มากกว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีแบบสุดขั้วที่เปิดให้คนหลากกลุ่ม (แม้แต่ต่างชาติ) เข้ามามีส่วนร่วมกันอย่างกว้างขวาง การต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อรักษากิจการของรัฐ (หรือที่พวกเขาเรียกว่าสมบัติของชาติ) เหล่านี้ให้อยู่ในมือราชการหรือการบริหารของราชการต่อไปจึงฟังดูเป็นเหตุผลของพวกอนุรักษนิยมมากกว่าจะเป็นเหตุผลของฝ่ายก้าวหน้าที่เคยต่อต้านทุนนิยมในยุคที่กระแสสังคมนิยมขึ้นสูง การแสดงความเป็นห่วงทรัพย์สินของรัฐนั้นเป็นจุดยืนของคนที่ไม่ไว้ใจธุรกิจเอกชนหรือไม่เชื่อในตลาดเสรีโดยแท้ เพราะจริงๆ แล้วพวกเขาอยากเห็นรัฐเป็นผู้เล่นหลักมากกว่าจะเป็นเอกชน และถ้าหากว่ากันถึงที่สุดแล้ว รัฐที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอยากให้เป็นผู้เล่นย่อมไม่ใช่รัฐที่นายทุนครอบงำอย่างสมัยรัฐบาลทักษิณแน่ แต่ต้องเป็นรัฐที่ราชการครอบงำซึ่งเปี่ยมคุณธรรมอย่างสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่างหาก พลังราชการในรัฐไทยนั้นเป็นอนุรักษนิยมมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนี้อนุรักษนิยมขวาแบบไทยยังจะต้องสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถึงแม้ในตัวของมันเองไม่ได้มีโมเดลที่ใช้ได้จริง แต่เป็นอุบายทางการเมืองของสถาบันดั้งเดิมและฝ่ายอนุรักษนิยมในสังคมไทยที่หยิบขึ้นมาต่อต้านเศรษฐกิจเสรีนิยมจริงๆ ซึ่งพวกเขาควบคุมมันได้ยาก

หลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ พวกฝ่ายขวาอนุรักษนิยมในสังคมไทยไม่สู้เป็นเอกภาพมากนัก เพราะเมื่อปราศจากการท้าทายอย่างรุนแรงจากฝ่ายซ้าย พวกเขาก็หันมาต่อสู้กันเองเพื่อแย่งชิงกันควบคุม อำนาจทางการเมือง ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มที่มีพลวัตทางการเมืองสูงกว่า ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ความเปลี่ยน แปลงของโลกได้เร็วกว่า เช่น กลุ่มราชครูของพลเอก ชาติชายในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ก็มีโอกาสได้ครอบงำการเมืองก่อนที่จะถูกยึดอำนาจโดยกลุ่มที่อนุรักษ์กว่า ซึ่งในที่สุดกลุ่มนั้นก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่อาจจะอยู่ได้ยืนยาว เพราะแอบอิงกับองคาพยพของราชการซึ่งเก่าเกินไป

การเกิดขึ้นของกลุ่มทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ใช่การเกิดใหม่ของฝ่ายซ้ายในการเมืองไทย แม้ว่าจะมีอดีตฝ่ายซ้ายเป็นแกนนำอยู่จำนวนหนึ่งก็ตาม ในทางอุดมการณ์แล้วเราไม่สามารถจัดว่ากลุ่มทักษิณเป็นฝ่ายซ้ายพวกเขาเป็นขวาในดีกรีและเฉดที่แตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ เท่านั้นเอง อาจจะมีเฉดของความคิดแบบสังคมนิยมเจือปนอยู่บ้างในการกำหนดนโยบาย นั่นเพราะทักษิณรู้ว่าความรู้ทางด้านเทคนิค (know how) ของฝ่ายซ้ายช่วยสร้างฐานการเมืองนอกระบบราชการได้ดีกว่า ซึ่งก็ได้ผล แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญของอุดมการณ์หลักของกลุ่มนี้ เพราะในความเป็นจริงพวกเขาก็หนีไปไม่พ้นจากสถาบันหลัก อีกทั้งตัวทักษิณเองก็คือกลุ่มทุนที่เติบโตมาจากการแอบอิงรัฐราชการมาก่อน พวกเขาไม่ได้ท่องคาถาเสรีนิยมจ๋าแบบที่เข้าใจกันทั่วไปหรือพยายามจะสร้างภาพพจน์ให้เขาเป็นอย่างนั้น เขาเองก็วิ่งหาการผูกขาดเช่นกัน เขาเรียกร้องการเปิดเสรีในกรณีที่เขาไม่สามารถเข้าไปผูกขาดได้เท่านั้นเอง แต่ด้วยความที่กลุ่มของเขามีพลวัตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากเลือกสร้างฐานทางเศรษฐกิจจากธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงเร็วและทันสมัยอย่างโทรคมนาคม ทำให้พวกเขาเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ กระทั่งดูเหมือนจะก้าวหน้ากว่ากลุ่มอื่น และสามารถยึดอำนาจรัฐได้ในที่สุด

ทว่ากลุ่มทักษิณกลับพบชะตากรรมเดียวกันกับชาติชาย คือถูกกลุ่มอนุรักษนิยมที่มีพลวัตน้อยกว่าแต่สามารถรวมตัวกันได้หลังจากที่ยอมให้ทักษิณอยู่ในอำนาจระยะหนึ่ง อาศัยอำนาจของสถาบันราชการและกองทัพโค่นล้มลงไปด้วยวิธีการโบราณ คือการรัฐประหารโดยคณะทหาร อันเป็นวิธีการที่ฝ่ายขวาอนุรักษนิยมในสังคมไทยนิยมใช้ห้ำหั่นกันมาโดยตลอดช่วงประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่โชคไม่ดีที่คณะรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ได้เข้มแข็งหรือมีความสามารถมากเท่าใดนัก พวกอนุรักษนิยมกลุ่มเก่าจึงไม่สามารถล้างบางกลุ่มทักษิณให้สิ้นซากได้ สงครามรอบใหม่จึงต้องเกิดขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 2550 ทว่าครั้งหลังนี้จะต้องใช้ความพยายามที่มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเพราะว่าเครื่องมือทางการเมืองอย่างการรัฐประหารนั้นไม่สามารถนำออกมาใช้ได้บ่อยนัก การที่จะทำรัฐประหารสองครั้งในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปีอาจจะเป็นเรื่องยากในโลกปัจจุบัน ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ การรัฐประหารครั้งก่อนให้บทเรียนราคาแพงเอาไว้มาก เพราะต้องทุ่มเทกำลังและทรัพยากร รวมไปถึงการเบี่ยงเบนหลักการทางกฎหมายหลายประการ เพื่อสร้างความชอบธรรมในชุมชนนานาชาติให้กับการรัฐประหารและรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ยิ่งไปกว่านั้นการดึงสถาบันหลักซึ่งเป็นแก่นทางอุดมการณ์ของฝ่ายขวาอนุรักษนิยมมาเป็นเครื่องมือฟาดฟันกันกลับสร้างผลเสียต่อสถาบันดังกล่าวเสียเอง เพราะเป็นการเปิดช่องว่างให้มีการโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายและกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศผ่านเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในระบบการเมืองไทย แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่มีเครื่องมือและอาวุธทางการเมืองให้เลือกมากนัก จึงอาจจะต้องใช้มันต่อไป แม้รู้ดีว่าเป็นการสิ้นเปลืองต่อสถาบันที่พวกเขาอ้างว่านับถือกันเพียงใดก็ตาม

 เอกสารอ้างอิง

1. ธเนศ วงศ์ยานนาวา, “มิเชล ฟูโก และอนุรักษ์นิยมใหม่,” เศรษฐศาสตร์การเมือง, ปีที่ 6 ฉบับที่ 3-4 (ตุลาคม 2531), หน้า16-37

2. บทบรรณาธิการ “ขวาไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน,” เศรษฐศาสตร์การเมือง, ปีที่ 6 ฉบับที่ 3-4 (ตุลาคม 2531), หน้า ก

3. ตอนนั้นเราเรียกมันว่าเป็นยุคสมัยแห่งวิกฤตศรัทธาและการแสวงหาครั้งที่สอง นักศึกษาหัวก้าวหน้าที่เป็นสิทธิชนรุ่นสุดท้ายของการแสวงหาครั้งที่สองคือ รุ่นที่มอบดอกไม้ให้พลเอกชาติชาย ซึ่งก็คือในยุคสมัยที่ผู้เขียนเติบโตขึ้นมาในมหาวิทยาลัย

4. Francis Fukuyama, The End of History and The Last Man (London: Penguin Book, 1992).

5. เกษียร เตชะพีระ, จากระบอบทักษิณสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549: วิกฤตประชาธิปไตยไทย, ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2550 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิ 14 ตุลา, 2550)

6. ดู ML Nattakorn Devakula, “Rosana Tositrakul, are you kidding me?,” และ Rosana Tositrakul, “ML Nattakorn Devakula, who’s kidding whom?,” ใน Bangkok Post, March 13, 2008, p. 11.

7. เกษียร เตชะพีระ, บุชกับทักษิณ: ระบอบอำนาจนิยมขวาใหม่ไทย-อเมริกัน (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2547), หน้า 50-51

โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์


มี 7 ความคิดเห็น สำหรับ “ขวาไทย”

»
  1. 1
    กระบือไร้เกวียนเทียม
    15 October 2008 เมื่อ 3:19 pm

    มิติแห่งการเมืองไทยขณะนี้ ซับซ้อนเกินไปกว่า ขวาหรือซ้าย แล้วคำตอบจะคลี่คลายได้ง่ายเหมือนแบมือ

    การพลิกผันเปลี่ยนแปลงของปัจจัยหลายอย่างจะทำให้มนุษย์ปรับตัวครั้งใหญ่ บริบททางความคิดแบบที่ใช้กันอยู่นอกเหนือกฎแห่งสากลมนุษย์นั้นจะถูกท้าทาย

    ขณะนี้มนุษย์มิได้อยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ โกลบอลไลเซชั่น อีกแล้ว
    แต่เป็นยุค โพสท์ หรือ หลังโลกาภิวัฒน์

    การปกครองแบบล็อบบี้ให้เสียงเกินครึ่งแล้วลากไป มิใช่ทางรอดของมนุษย์เสียแล้ว

    หลายอย่างบ่งบอก ถึง อนาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันถูกสวมชุดแห่งความน่ารังเกียจไว้
    แต่หากอนาธิปไตยได้เปลือยกายนำความงามอันแท้จริงออกมาได้ก็น่าสนใจไม่น้อย
    แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ความซับซ้อนแห่งมนุษย์ทำให้นั่นไม่ใช่คำตอบ

    ความแปรเปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดา
    ความดึงดันไม่ให้แปรเปลี่ยนสิ ไม่ธรรมดา

  2. 2
    ติดเอฟธเนศ
    18 October 2008 เมื่อ 2:34 am

    เห็นด้วยกับบทความชิ้นนี้ ภายใต้บริบทสังคมทุนนิยม ที่นิยมทุน ซึ่งเป็นเรื่องปากท้องจริงๆจังเห็นตัวเห็นตน ชนชั้นศักดินาก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นชนชั้นนายทุน ขณะที่ชนชั้นนายทุนก็กระเสือกกระสนจะไปเป็นชนชั้นปกครองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตน จึงเกิดรูปแบบนายทุนศักดินากับนายทุนสามานย์ การจะแบ่งว่าใครคือซ้ายหรือขวาจึงเป็นเพียงมายาคติในสังคม เป็นแค่ป้ายบอกยี่ห้อที่ไม่สามารถระบุชนิดได้เลย

  3. 3
    คนไทย
    19 October 2008 เมื่อ 11:10 am

    ใครสนใจเรื่องซ้ายขวา ต้องดูเรื่อง Tha last emperor
    http://www.imdb.com/title/tt0093389/
    จะเห็นภาพของสังคมไทย

  4. 4
    ใครโง่ ใครตื่นแล้ว ใครยังยอมโง่อยู่
    25 October 2008 เมื่อ 12:00 pm

    เห็นด้วยกับบทความชิ้นนี้ ภายใต้บริบทสังคมทุนนิยม ที่นิยมทุน ซึ่งเป็นเรื่องปากท้องจริงๆจังเห็นตัวเห็นตน ชนชั้นศักดินาก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นชนชั้นนายทุน ขณะที่ชนชั้นนายทุนก็กระเสือกกระสนจะไปเป็นชนชั้นปกครองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตน จึงเกิดรูปแบบนายทุนศักดินากับนายทุนสามานย์ การจะแบ่งว่าใครคือซ้ายหรือขวาจึงเป็นเพียงมายาคติในสังคม เป็นแค่ป้ายบอกยี่ห้อที่ไม่สามารถระบุชนิดได้เลย

    .
    .
    ไอ้ควาย กว่ามึงจะรู้ตัวว่าสิ่งที่ไอ้เหลี่ยมมันเอามาปรนเปรอพวกมึง มันก็เงินภาษีพวกมึงน่านหละ มันกินจนอิ่มแล้วโยนเศษกระดูให้พวกมึง โอ้โห เค้าให้ โอ๊ยเค้าดี ไอ่เหี้ย ลืมหูลืมตาดูบ้าง มันให้มึง หนึ่งพัน มันกินไปแล้วเป็นแสน
    .
    ส่วนสถาบัน ที่มึงกำลังหมิ่นอยู่ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรเลย ไอ้เหลี่ยมพ่อมึงนั่นแหละ ดึงสถาบันลงมาย่ำยี ไอ้พวกกะเลวกะราก ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ส่วนพระมหากษัตริย์ มาสาระแนอะไรไม่ทราบ ราชวงศ์ประเทศอื่น เค้าก็มีธุรกิจเหมือนกัน เงินน่ะ ใช้แล้วมันก็หมด ถ้าไม่จ้างคนมาบริหารเงินให้มันงอกเงย จะให้ทำไง นี่เล่นจาบจ้วงเอาเรื่องไม่จริงมาสำรอก หลักการเงินง่ายๆ แค่นี้ยังดูไม่ออก อย่าเอาหลักการ(โกงเงินประเทศ) ของไอ้เหลี่ยมมาเปรียบเทียบ มันสกปรกโสโครก ชั้นต่ำจังไร โกงกินกันจนน่าไม่อาย ไม่เกรงใจใคร
    .
    ไม่ต้องมองไกล ดีอีแดงเยาวภาสิ เมื่อก่อนมีอะไร เป็นพยาบาล ไอ้สมชายรับราชการ บ้านหลังเท่าแตดมด ผ่อนทั้งบ้าน ทั้งรถ แต่สี่ปีให้หลัง มันมีเงินเป้นพันๆล้าน แหมๆๆๆ ตั้งแต่พี่ชายมันเป็นนายก ลูกมันมีเงินเป็นพันๆล้าน คนทำมาหากินสุจริตที่ไหนจะรวยเร็วขนาดนั้นวะ พวกมึงลองเขียนมาซิ ทีเขียนทำลายสถาบันเนี่ยถนัดนัก มันทำมาหาแดกอะไรวะ รวยเร็วชิบหาย เอาพี่มันด้วยนะ ไอ้แม้วอ่ะ ก่อนเป็นนายก แล้วหลังเป็นนายก มึงลองเปรียบเทียบสินทรัพย์ ก่อนและหลังดูซิ ถามเจ้าของเก่าตึกชินวัตรดูซิ ว่ามันโกงเขามายังไง รวยแต่ งก สันดานเอาแต่ได้ เอาเงินต่อเงิน

  5. 5
    ซ้าย
    31 October 2008 เมื่อ 10:15 pm

    บทความนี้ดีมากๆ thank you

  6. 6
    สิงหไตรภพ
    12 November 2008 เมื่อ 2:51 pm

    เยี่ยมมากครับ ประเทืองปัญญาดีชะมัดเลย ขอบคุณผู้เขียนมากครับ

  7. 7
    Ronnia
    19 November 2008 เมื่อ 9:20 pm

    สาระแน่นข้อมูลครบ….

    ไม่ใช่โผล่หน้ามาก็เอาแต่ด่าทักษิน

ร่วมแสดงความเห็น