Forbes รายงาน “ราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก”
ฟ้าเดียวกันแปลจากบทความ The World’s Richest Royals เขียนโดย Tatiana Serafin ใน Forbes (เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเมื่อ 20 สิงหาคม 2551)
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศเนปาลโหวตล้มล้างระบอบกษัตริย์ฮินดูที่มีอายุกว่า 240 ปี ซึ่งบังคับให้กษัตริย์กิยาเนนทราต้องคืนพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุให้แก่รัฐบาล และได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปเรียบร้อยแล้ว
จนบัดนี้ผู้นำ 15 คนที่อยู่ในทำเนียบของเรายังคงมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์ แม้จะมีข้อครหาต่างๆ ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงภาษี จนกระทั่งการยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศสวาซิแลนด์และคูเวต หากมองในฐานะกลุ่ม 15 ราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกได้เพิ่มพูนโภคทรัพย์ของตนเองถึงระดับ 131 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าปีที่แล้วซึ่งตัวเลขอยู่ที่ 95 พันล้านเหรียญฯ
อันดับสูงสุดในทำเนียบของเราคราวนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งทรัพย์สินสุทธิที่ประมาณการได้ล่าสุดประมาณ 35 พันล้านเหรียญฯ (หรือ 1.19 ล้านล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท: 34 ดอลลาร์) เพิ่มขึ้นจากเดิม 7 เท่า เป็นผลมาจากความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ไทยทรงครองอันดับสูงสุดจากที่เคยเป็นของสุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งเป็นกษัตริย์เอเชียอื่นอีกเพียงพระองค์เดียวที่ติดอันดับ (ทรัพย์สิน 20 พันล้านเหรียญฯ) และเป็นกษัตริย์หนึ่งในสองพระองค์เท่านั้นที่มีโภคทรัพย์ลดลงจากปีก่อนหน้า องค์สุลต่านผู้ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์มุสลิมซึ่งมีอายุกว่า 600 ปี จำเป็นต้องลดอัตราการผลิตน้ำมันของประเทศบรูไนลง เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองกำลังจะหมดไป
กษัตริย์ที่มีทรัพย์สินลดลงอีกพระองค์หนึ่งคือ กษัตริย์โมฮัมมัดที่ 6 แห่งประเทศโมร็อกโก ขณะนี้มีทรัพย์สินรวม 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2 พันล้านเหรียญฯ ภัยแล้งที่รุนแรงได้ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับ 2 เปอร์เซ็นต์
ปัญหาที่กล่าวมาไม่ได้เกิดขึ้นกับ 6 ราชวงศ์จากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งทำเงินส่วนใหญ่จากการค้าน้ำมัน กษัตริย์ที่รวยที่สุดในภูมิภาคคือ ชีค คาลิฟา บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เข้ามาอีกครั้งในอันดับ 2 ของทำเนียบของเรา ด้วยตัวเลขทรัพย์สินประมาณการสุทธิ 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาบูดาบีเป็นรัฐที่มีแหล่งน้ำมันสำรองคิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนี่เองที่เป็นที่มาแห่งความร่ำรวยของชีคพระองค์นี้ นอกจากนั้นอาบูดาบียังมีชื่อเสียงเนื่องมาจากการลงทุนระดับแนวหน้าโดยบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ การลงทุนที่ว่านั้น ได้แก่ เงินลงทุน 7.5 พันล้านเหรียญฯ ในบริษัท Citibank
ชีค โมฮัมมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม แห่งดูไบ (อันดับ 5 ของโลก) กับทรัพย์สินสุทธิ 18 พันล้านเหรียญฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Dubai Holding ซึ่งมีการลงทุนใหญ่ๆ ในหลายบริษัท อาทิ โซนี่ และบริษัทผลิตอาวุธ EADS และเมื่อเร็วๆ นี้กองทุนรวมเพื่อการลงทุนของชีคพระองค์นี้ได้ใช้เงิน 5 พันล้านเหรียญฯ เพื่อถือหุ้นในบริษัท MGM Mirage และ 825 ล้านเหรียญฯ เพื่อซื้อกิจการค้าปลีก Barneys New York
สำหรับเจ้าชายฮันส์ อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์ สิ่งต่างๆ ไม่ค่อยโสภามากนัก พระองค์อยู่ในอันดับ 6 ของทำเนียบด้วยทรัพย์สินประมาณการสุทธิ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แหล่งทุนหลักสำหรับความมั่งคั่งของพระองค์อย่าง LGT Bank (ซึ่งราชวงศ์นี้บริหารมากว่า 70 ปี) ตกเป็นเป้าสำหรับคดีหลีกเลี่ยงภาษีอันอื้อฉาว ซึ่งบริษัทของพระองค์ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือลูกค้าฐานะดีหลายรายในการ “ซุกซ่อน” ทรัพย์สิน จากการสืบสวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ พบว่าพระอนุชาของพระองค์ (เจ้าชายฟิลิป) มีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานของ LGT
กษัตริย์ที่ยังดำรงสถานะโสดอยู่เพียงพระองค์เดียวในบรรดาทุกพระองค์ที่ติดอันดับคือ เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก ถูกร่ำลือว่าส่งแฟนสาวของตัวเองเข้าเรียนคอร์สติวเข้มภาษาฝรั่งเศส โภคทรัพย์สุทธิของพระองค์ถูกประมาณการไว้ที่ 1.4 พันล้านเหรียญฯ และประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนกิจการคาสิโนในโมนาโก พระองค์ทรงวางแผนที่จะขยายพื้นที่ของประเทศ (ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Central Park ในนิวยอร์ก) โดยการสร้างเขตปกครองใหม่ออกไปในทะเลซึ่งจะตั้งอยู่บนเสาขนาดมหึมา ทำให้เป็นที่กังวลแก่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร
ขณะเดียวกัน แผนการสืบราชสมบัติ (Succession planning) เป็นที่กล่าวขวัญถึงสำหรับ 2 พระราชินีในทำเนียบของเรา พระราชินีบีทริกซ์แห่งเบลเยียม (อันดับที่ 14) ถูกร่ำลือว่าจะสละราชบังลังก์เพื่อพระราชโอรส ในขณะที่พระราชินีอลิซาเบธแห่งอังกฤษ (อันดับที่ 12) ทรงวางแผนที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป บดบังความหวังของพระราชโอรสอย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ที่มุ่งจะครองราชบัลลังก์ในระยะเวลาอันใกล้นี้
กษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่ไม่ได้มีมีดินแดนครอบครอง (ในฐานะประมุขแห่งรัฐ) ก็คือ อากาข่าน ถือเป็นผู้นำจิตวิญญาณของชาวมุสลิมอิสไมลิยาห์ (Ismaili Muslims) กว่า 15 ล้านคนที่กระจายอยู่ทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้ กษัตริย์นักขี่ม้าพระองค์นี้(ซึ่งทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญฯ) ได้ซื้อหุ้นในบริษัทประมูลม้าที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ
พึงระลึกว่าความมั่งคั่งของบรรดากษัตริย์เหล่านี้ถ้าไม่ใช่มาจากมรดกตกทอดก็มาจากตำแหน่งแห่งอำนาจ (from inheritances or positions of power) ซึ่งมักเป็นทรัพย์สินรวมของราชวงศ์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ถือครองร่วมกัน และมักหมายถึงทรัพย์สินที่ควบคุมโดยกษัตริย์เหล่านี้ในนามของชาติหรือดินแดน (in trust for the nation or territory) ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดในทำเนียบ 15 ราชวงศ์จะผ่านเกณฑ์ (qualify) สำหรับการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปีของเรา แม้ว่าปริมาณทรัพย์สินสุทธิจะสูงเพียงใดก็ตาม
เนื่องด้วยความซับซ้อนยุ่งยากทางเทคนิคและมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปในความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งของปัจเจกและรัฐ การประเมินทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้ “ศาสตร์และศิลป์” ประกอบกัน
ตัวอย่างเช่น กษัตริย์มัสวาติที่ 3 แห่งสวาซิแลนด์ (อันดับที่ 15 ของโลก) เป็นผู้สืบทอด 2 กองทุนรวมที่สร้างขึ้นโดยพระราชบิดาในนามของ Swazi nation ตราบใดที่พระองค์ทรงอยู่ในอำนาจ พระองค์ก็สามารถใช้สอยรายได้นั้นตามพระราชอัธยาศัยได้อย่างสัมบูรณ์ ซึ่งนี่เองทำให้พระองค์ทรงสามารถสร้างพระราชวังสำหรับพระมเหสีแต่ละพระองค์รวม 13 พระองค์ และทรงจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบวันเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างสุดเหวี่ยงหลายวโรกาส โดยวโรกาสหนึ่งไม่นานมานี้เป็นการฉลองครบรอบพระชนมายุ 40 พรรษาซึ่งมีรายงานว่าใช้เงินมูลค่ากว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (85 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ในประเทศอังกฤษ สินทรัพย์บางอย่างของราชวงศ์ อาทิ พระราชวังบักกิ้งแฮม และเครื่องเพชรของราชวงศ์อังกฤษ (the British crown jewels) ให้ถือว่าเป็นของ British nation ไม่ใช่ของพระราชินีอลิซาเบธ ดังนั้นจึงไม่ถูกนับรวมในโภคทรัพย์สุทธิของพระองค์ ความมั่งคั่งของพระองค์จึงประเมินจากทรัพย์สินในอังกฤษและสก๊อตแลนด์ งานจิตรกรรมและประติมากรรม เครื่องประดับ และแสตมป์สะสมที่รวบรวมโดยพระอัยกา
แม้ว่าเราได้ติดตามสถานะของราชวงศ์ระดับแนวหน้าจำนวนหนึ่งมาหลายปี (เช่น พระราชินีแห่งอังกฤษ และสุลต่านแห่งบรูไน) นี่เป็นเพียงครั้งที่ 2 ที่เราเผยแพร่ทำเนียบราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดอย่างครบถ้วนที่สุด กษัตริย์ของประเทศอย่างสเปนและญี่ปุ่นไม่ติดอันดับในครั้งนี้
บทความอ่านประกอบ
The World’s Richest Royals โดย Devon Pendleton และ Tatiana Serafin เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตโดยนิตยสาร Forbe เมื่อ 30 สิงหาคม 2550
“บรรดาชาติชน ชื่นชมสมใจ ถวายบังคมเทิดไท้ ภูมิพลมหาราชา” ในฟ้าเดียวกันปีที่ 5 ฉบับที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2550)
กระทรวงต่างประเทศไทยชี้แจง Forbes ในการจัดอันดับของ “ราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” (22 สิงหาคม 2551)
โพสต์ในกลุ่ม บทความทั่วไป, ฟ้าเดียวกันออนไลน์
ผมว่าข้อมูลคุณมั่วแล้ว
In the top spot is the Sultan of Brunei, worth $22 billion, 36 times more than the Queen of England. The Sultan who inherited the riches of an unbroken 600-year-old Muslim dynasty recently celebrated his 40th anniversary as ruler of the oil-rich land. The only other Asian monarch to make the cut is the world’s longest-reigning living monarch, King Bhumibol Adulyadej, the deity-revered king of Thailand, who we estimate is worth $5 billion.
In the top spot is the Sultan of Brunei, worth $22 billion, 36 times more than the Queen of England. The Sultan who inherited the riches of an unbroken 600-year-old Muslim dynasty recently celebrated his 40th anniversary as ruler of the oil-rich land. The only other Asian monarch to make the cut is the world’s longest-reigning living monarch, King Bhumibol Adulyadej, the deity-revered king of Thailand, who we estimate is worth $5 billion.
โอ้ว ฟ้าเดียวกัน ข้อมูลนี้ จงใจแสดงถึงความใส่ร้ายสถาบันกษัตริย์อย่างเด่นชัดเลย น่าจับส่งตำรวจจริงๆ อย่าลบนะ จะได้เป็นหลักฐานให้จับไอ้คนทำเว็บเข้าคุกได้อย่างแน่นหนา ข้อมูลมั่วแหลกสุดยอด พยายามจงใจใส่ร้ายได้เต็มที่จริงๆ สุดยอด นี่แหละความตั้งใจของคนทำเว็บฟ้าเดียวกัน
แปลออกมาคนละความหมายกับคนเขียนเลยเว้ยยย
เวปนี้พูดถึงสถาบันเบื้องสูงเยอะ
หมิ่นเหม่มากครับ
ตำรวจทำไมไม่มาตรวจสอบ
ตอบ#3คุณเข้าใจผิด มีคนเขียนตอบในกระทู้ข้างในว่างี้
ที่คุณยกมานี่คือข้อมูลของปี 2007 คือปีที่แล้วครับคุณ wangman
ปีที่แล้วท่านอยู่อันดับห้าคือ 5,000 ล้านเหรียญ
ที่มา: http://www.forbes.com/2007/08/30/worlds-ri…royalintro.html
ข้อมูลของปีนี้ ปี 2008 ท่านอยู่อันดับหนึ่งเรียบร้อยแล้วคือ 35,000 ล้านเหรียญ
ที่มา: http://www.forbes.com/home/2008/08/20/worl…royalintro.html
กรุณาสังเกตดูปีด้วยครับ แล้วจะรู้ว่าฟ้าเดียวกันไม่ได้แปลมั่ว แหมคุณก็ อย่างว่าเนอะ ก็เราจงรักภักดีนี่นา
………………..
ส่วนผมเองเห็นว่างี้
ผมว่าฟ้าเดียวกันยังไม่ได้แปลจนครบถ้วน โดยเฉพาะในส่วนตรงนี้
http://www.forbes.com/2008/08/20/worlds-ri…thisSpeed=15000
เลยขอให้พิจารณาแปลด้วย
ผมเองจะแปลเองก็แบ่บว่า ภาษาอังกฤษของผมพอๆกับwangman กลัวหน้าแหกแบบwangman
No. 1: King Bhumibol Adulyadej
Thailand
Age: 80
Net worth: $35 billion
The world’s longest-reigning monarch is revered as a deity. His Crown Property Bureau, through which he holds wealth, granted unprecedented access this year, revealing vast landholdings, including 3,493 acres in Bangkok. He also owns stakes in the publicly listed Siam Cement and Siam Commercial Bank. He recently increased investment in Deves Insurance in order to take it private. While the crown remains technically separate from state, the king exerts enormous influence and is thought to have given his implicit blessing to the 2006 coup that overthrew former prime minister Thaksin Shinawatra.
ข้อความที่คุณpanya กับคุณken ยกกันมาของเป็นของปีที่แล้วครับ
http://www.forbes.com/home/2007/08/30/worlds-richest-royals-biz-royals07-cx_lk_0830royalintro.html
เนื้อหาที่เวบนี้เขาแปลเป็นของปีนี้
http://www.forbes.com/home/2008/08/20/worlds-richest-royals-biz-richroyals08-cz_ts_0820royalintro.html
กระทรวงต่างประเทศโต้ Forbes กรณีจัดลำดับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก พิมพ์บทความนี้
22 สิงหาคม 2551 ข่าวสารนิเทศ เว็บไวต์กระทรวงต่างประเทศ เผยแพร่คำชี้แจงกรณีที่นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 ซึ่งได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรกของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคำชี้แจงดังกล่าวงมีเนื้อความว่า…
ตามที่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 และได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรกของพระมหากษัตริย์ ที่ร่ำรวยที่สุดนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่าทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริงมิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่นที่บทความเดียวกัน นี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ
สำนัก งานทรัพย์สินฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ที่ดิน” ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ องค์กรสาธารณะกุศลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ และจัดให้ประชาชนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย รวมทั้งชุมชนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่งเช่าในอัตราที่ต่ำ มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 7 ของที่ดินที่จัดให้เอกชนเช่าและจัดเก็บในอัตราเชิงพาณิชย์
กระทรวง การต่างประเทศขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทความพิเศษดังกล่าวยังได้พาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯว่าทรง เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 ซึ่งไม่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร Forbes ด้วยแล้ว
ที่มา: http://www.prachatai.com/05web/th/home/13280
โอ้มายก๊อต เราติดท๊อป 15 หรือนี้ แล้วคนไทยติดยากจนลำดับที่เท่าไรในโลก
เป็นสัญลักษณ์ครับ
พระองค์ถือทรัพย์สินของแผ่นดินเช่นพื้นที่ราชพัสดุทั่วประเทศในเชิงสัญลักษณ์ในนามของเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วก็เป็นของแผ่นดินบริหารโดยรัฐบาลอย่างที่เรารู้กัน
เพราะฉะนั้นฟ้าเดียววกันอย่าเต้าข่าวครับ ทำแบบนี้ไม่ได้แนวร่วมเพิ่มหรอกครับ อีกร้อยปีก็ไม่ชนะ
ก็น้านละซิแล้วประชาชนคนไทยจนอยู่ลำดับที่เท่าไรในโลก
สงสัยอ่ะครับ
ว่าทำไมเพิ่มขึ้นตั้ง 7 เท่า ?
ไอเว็บนี้ทำไมมันไม่โดนปิดวะ ชาติชั่วจริงๆ
ต้องแยกให้ออกระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ เหมือนอย่างที่กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น”หน่วยงานของรัฐ”รัฐเป็นผู้บริหารถือเป็นสมบัติแผ่นดิน
ส่วนคนจนก็ดูตัวเองก่อนว่าทำไมถึงจน ใช้เงินยังไง ขี้เกียจหรือไม่ ถึงได้จน
คนจีนเสื่อผืนหมอนใบอพยพมาทำไมร่ำรวย ทั้งๆที่ก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน
อย่ามาใช้ข้ออ้างว่าคนไทยส่วนมากจน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นของแผ่นดินจริงทำไมรายได้ไม่นำเข้ามาสู่งบประมาณแผ่นดิน รายได้ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ว่าจะเป็นที่มาจากค่าเช่าที่ดินราคาแพง และค่าเช่าที่ดินจากรัฐและจากราษฎร ทำไมไม่มีการนำเข้ามาเป็นงบประมาณแผ่นดิน ทำไมนำไปใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ต้องเปิดเผยบัญชีรับ-จ่าย
ที่สำคัญ รายได้ต่างๆเหล่านี้ ทั้งที่ได้จากค่าเช่าที่ดิน และจากเงินกำไรจากการปันผลหุ้นจากบริษัทมหาชน เช่น ปูนซิเมนต์ไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทไม่มหาชน ทำไมนำเข้ามาเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศชาติ ทำไมนำไปใช้ตามพระราชอัธยาศัย อีกทั้งรายได้ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะท่านไม่ใช่คนธรรมดา ท่านเป็นเทวดา และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
แต่ถ้าใครมีข้อมูลว่าเงินรายได้ ปีล่าสุด 5000 ล้านบาทที่เปิดเผยมาของสำนักงานทรัพย์สิน(ที่ไม่เปิดเผยอีกไม่รู้เท่าไหร่) ว่านำไปใช้ในกิจการเพื่อการพัฒนาประเทศอะไรบ้าง หรือนำไปใช้ในโครงการหลวงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยแค่ใหน ขอให้เปิดเผยออกมา
ถ้าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สิน เป็นของรัฐจริง ทำไมหน่วยงานของรัฐต้องเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สิน ถ้าเป็นของรัฐจริง ทำไมไม่มีบัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยว่าที่ดินอยู่ที่ใหนมีมูลค่าเท่าใด ทำไมต้องปิดบัง ทำไมรายได้จากการเช่าที่ดิน ไม่นำเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน (ที่ดินราชพัสดุ เป็นทีดินที่ทางราชการสามารถขอใช้ประโยชน์ได้ไม่ต้องเช่า แต่เอกชนต้องเช่า มีบัญชีที่ดินชัดเจน มีที่มาของรายได้ชัดเจน รายได้เป็นของแผ่นดิน)
แต่ที่แน่ๆ ปี 51 รัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดิน จากภาษีอากรที่พวกประชาชนอย่างเราได้ช่วยกันจ่าย ให้เป็นงบของสำนักพระราชวังกว่า 2000 ล้านบาทโดยใช้เป็นค่าซ่อมบ้านแห่งละ 200-300 ล้านบาท ค่าซื้อเครืองบินใหม่หลายลำ ค่าน้ำ ไฟ ปีละ เป็นร้อยล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานทหาร ตำรวจ และอื่นๆ เป็นค่ารักษาความปลอดภัย ซื้อรถ ซื้อเครืองบิน อีกกว่า 4000 ล้านบาท รวม 6000 กว่าล้านบาท รายละเอียดดูได้จาก เวบไซต์ของสำนักงบประมาณ http://www.bb.go.th
ขอฝากอีกเรื่อง คือ วลีที่ว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ The Reform Committee of the Democratic System with the Monarchy as Head of State. ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วโลก พร้อมกับวีดีโอ ข่าวทหารใหญ่ 4 นาย นำโดยคนหัวขาว ประธานที่ปรึกษาท่าน ไปนั่งพับเพียบอยู่หน้าท่านกับอีกคน ตอนดึก จะให้ฝรั่งเข้าใจว่าอย่างไรหรือ
กระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงแก้ข่าวอย่างนี้ หลอกได้แต่คนไทยที่เป็นไข้เหลือง ฝรั่งเขาไม่ได้โง่ในเรื่องนี้ เหมือนคนไทยที่เป็นไข้เหลืองบางคน ไม่ทราบว่าแถลงการณ์ปัญญาอ่อนแบบนี้ออกมาจากอดีตที่ปรึกษาราชเลขาฯหรือ ไม่อายชาวโลกเขาหรือ
ไอ้เวปเลว ไม่รู้จักบุญคุณประเทศไม่รูที่ต่ำที่สูงพ่อแม่เคยสั่งสอนบ้างไหมหรือเกิดจากเหี้ยหน้าสภาผสมพันธืกันเกิดมาไม่รู้สิ่งไหนผิดหรือถูก
เลว ไม่รู้จริงเ้สือกพูดอีก ชาติชั่ว
อยากฟังเหตุผลโต้แย้งของคนที่บอกว่าบทความนี้ไม่จริง
กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น”หน่วยงานของรัฐ”รัฐเป็นผู้บริหารถือเป็นสมบัติแผ่นดิน
.
.
.
สำนักงานทรัพย์สินฯ ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐอย่างที่อ้าง รายได้ไม่นำเข้ามาสู่งบประมาณแผ่นดินจริงหรือ ?
ถ้าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สิน เป็นของรัฐจริง ทำไมหน่วยงานของรัฐต้องเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สิน?
อยากถามคนที่บอกว่าเลวชาติชั่วไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงหรือว่าไม่รู้จักบุญคุณแผ่นดิน ดินฉันก็อยากรู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่รู้จักบุญคุรแผ่นดิน เงินที่ได้ไปเท่าไหร่แต่ไม่เคยนำเอามาใช้จ่ายเพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศเลยกลับเอาไปใช้ส่วนตัว มีโรงเรียนหลายแห่งที่อยู่ตามชนบทใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ ทำไมไม่เจียดเงินอันมหาศาลไปซ่อมหรือสร้างใหม่ให้เขาบ้าง ตอนไหนคุณจะตาสว่างเสียที่ว่าเขาก็เป็นคนะรรมดาเหมือนกันนี่แหละ มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วไปเพราะฉะนั้น……..ก็ย่อมมีตามมา คุณไม่ลองใช้ความเป็นกลางดูมั่งใช้ข้อมูลประกอบโดยที่คิดว่าใครในที่นี้คงไม่มีใครพูดออกมามั่ว ๆ ลอย ๆ อยู่แล้ว วันนั้นคุณอาจจะหายจากการเป็นไข้เหลืองก็ได้
ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง แต่ตอนโดนไล่ที่เิอาไปทำโรงแรม ไม่เห็นจะดูเป็นของกระทรวงการคลังเลย …
ถ้าคุณโดนไล่ที่แล้วจะรู้สึก…. คำว่าบุญคุณ… มันจะดูแปลกๆ…
แล้วก็เบื่อจริงๆ พวกที่ชอบใช้เอาอารมณ์ ใช้คำพูดที่รุนแรง… เพื่ออะไร สงสัยไม่มีประเด็นหรือเหตุผลมาหักล้างแล้วมั้ง…
่ว่าแต่ว่าครับ ผมสงสัยจริงๆว่า ฟ้าเดียวกันเป็นของในวังอ่ะป่าว….
เวบนี้มีจุดประสงค์จะล้มล้างสถาบันชัดเจน ทั้งเต้าข่าว ทั้งสร้างเรื่อง โดยไม่นึกถึงความเป็นจริง ต้องการให้คนอ่านไขว้เขว สงสัย แต่คงยากส์ที่ใครจะเชื่อ