สุพจน์ แจ้งเร็ว: คดียึดพระราชทรัพย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ
ฟ้าเดียวกันสุพจน์ แจ้งเร็ว
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 272 วันที่ 1 มิถุนายน 2545

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ไปจนถึงวันที่ ๓๐ ของเดือนธันวาคม ปี ๒๔๘๔ หนังสือพิมพ์สองฉบับ คือ ข่าวภาพ และศรีกรุง ได้ลงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง ตามที่กองบังคับคดีทางแพ่ง กระทรวงยุติธรรมแจ้งมา.
คำประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น โดยทั่วไปก็มิได้ทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกอันใดนัก เว้นแต่ผู้ที่เคยเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมาก่อน, แต่การลงประกาศครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต่างออกไป.
ข้าวของจำนวนไม่น้อยที่จะได้เริ่มขายตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๕ เป็นต้นไปนั้น มิได้เป็นของราษฎรทั่วไปคนใดคนหนึ่งที่ล้นพ้นไปด้วยหนี้, หากเป็นพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตพระมหากษัตริย์และพระราชินี ผู้ทรงตกเป็นจำเลยในคดีที่กระทรวงการคลังฟ้องร้องเมื่อสามปีก่อนและบัดนี้ทรงแพ้คดี.
สำหรับประวัติการเมืองไทย, คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์. เป็นความจริงที่ว่าเหตุการณ์ภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ได้เป็นไปถึงขนาดที่พวกบอลเชวิคได้เคยกระทำแก่ราชวงศ์โรมานอฟ, แต่ในประเทศที่อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ดำรงมาช้านาน, ในประเทศที่ยังมีผู้เห็นว่าราษฎรโง่แม้จะเป็นคนชาติเดียวกัน, การณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ผู้ใดจะอาจคิดได้ว่าวันหนึ่งจะเกิดขึ้น.
อีกหลายสิบปีต่อมา, ในงานเขียนเรื่องชีวิตเหมือนฝัน, คุณหญิงมณี สิริวรสาร ซึ่งในระหว่างที่เกิดคดีดังกล่าวนั้นเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี, ได้ย้อนเล่าถึงเรื่องนี้ว่า :
“การฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้น ทุกคนทราบดีว่ามีการเมืองเป็นต้นเหตุ คือรัฐบาลต้องการกลั่นแกล้ง และให้ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องราวเกลียดชังเจ้านายและระบอบกษัตริย์ เพราะทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับศาลและกฎหมายย่อมทราบดีว่า พระมหากษัตริย์ย่อมจะทรงใช้เงินจากกรมพระคลังข้างที่ได้ เพราะทรงมีสิทธิและอำนาจที่จะใช้จ่ายในกรณีใดๆ ก็ได้ หรือจะพระราชทานเงินแก่ผู้ใดก็ได้”
ข้อความย่อๆ ดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการง่ายแก่ผู้อ่านที่จะเข้าใจและคิดเห็นไปตามนั้น. อย่างไรก็ตาม, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่, ในความเป็นจริงนั้นคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นนี้ก็หาได้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างรวบรัดดังกับที่ข้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้จะชวนให้นึกเห็นไปไม่, หากมีที่มาก่อนหน้านั้นหลายปี.
และการที่จะทราบเรื่องราวดังกล่าว เราจะต้องย้อนกลับไปดูที่มาของเรื่องและสภาพแวดล้อมของที่มานั้น, นั่นก็คือ, ตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา.
๑
หลังจากที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว, และโดยเฉพาะภายหลังกรณีกบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖, ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะพระมหากษัตริย์ กับ “คณะราษฎร” ในฐานะรัฐบาลของประเทศมิได้ราบรื่นนัก. แรกสุดทีเดียวคณะราษฎรเห็นว่า พระองค์ได้ทรงหนุนช่วยฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชด้านการเงิน ดังปรากฏในหลักฐานการโอนเงินสองแสนบาท ที่ศาลพิเศษซึ่งตั้งขึ้นเมื่อหลังเหตุการณ์นั้นได้นำมาใช้ประกอบคำพิพากษา. จริงอยู่, ในเวลาต่อมา ม.จ.พูนพิศมัยทรงอ้างว่า ผู้ที่โอนเงินให้นั้นเป็นผู้อื่น หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรง “รับบาป” แทน, แต่น่าเสียดายที่ต่อหน้าศาลในเวลานั้นข้ออ้างเช่นว่านี้ก็มิได้มีผู้ใดยกขึ้นมา.
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร, ข้อความจริงหนึ่งก็มีว่า แต่นั้นมาพระราชดำริของพระองค์ กับความคิดเห็นของฝ่ายรัฐบาล และรวมไปถึงมติของรัฐสภาดูเหมือนจะไม่เคยผสานกันได้ไม่ว่าจะในประเด็นใด. ลักษณาการเช่นนี้ได้ดำเนินและขยายตัวไป กระทั่งทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในปลายปี ๒๔๗๗ เป็นที่สุด ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ.
ข้อที่ทรงคับข้องพระราชหฤทัยมีอยู่หลายประการ, ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเสมอว่า ทรงถูกจำกัดให้เพียงแค่ “ลงพระปรมาภิไธย” เท่านั้น, ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็รู้สึกว่าตนได้อนุโลมตามพระราชประสงค์เป็นส่วนมากแล้ว และสามารถตอบข้อที่ทรงข้องพระราชหฤทัยนั้นได้ทุกประการทั้งต่อพระองค์เองและต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. ในการประชุมสภาสมัยที่ ๒ ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๗๗, กล่าวคือ ก่อนที่จะทรงสละราชสมบัติหนึ่งเดือน, พระยาพหลฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในช่วงแห่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงนั้นถึงกับกล่าวว่า “เราอยากจะให้ท่านแน่พระทัยว่า ‘กูอยากจะเอาอะไรที่มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วมันก็ให้’ นี่เราแสดงใจนักเลงอย่างนี้แหละ.”
ก่อนหน้าการประชุมสภาครั้งนี้, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชโทรเลขลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๗๗ ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (พระยศในขณะนั้น) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์. ในพระราชโทรเลขนั้นทรงยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ทำให้พระองค์จะทรงทนต่อไปมิได้, นั่นก็คือ, เรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก ซึ่งทรงเห็นว่ารัฐบาลทำให้พระองค์ “เซ็น” ด้วยวิธีหลอกลวง, กับเรื่องคดีพระพิบูลย์ไอศวรรย์ฟ้องร้องพระคลังข้างที่ ซึ่งทรงกล่าวว่า ถ้าพระคลังข้างที่แพ้พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติ. เมื่อมองโดยรวมบางทีเราจะเห็นว่าตัวอย่างที่ทรงยกมานี้ (ในขณะที่ทรงกล่าวว่า “เรื่องอื่นก็ยังมีอีกมากมาย”) เป็นแต่เพียงฟางเส้นสุดท้าย และมิได้มีอะไรมากไปกว่านั้น.
ในความเป็นจริง, ทั้งสองกรณีนี้โดยตัวของมันเองมิใช่เรื่องเล็กน้อย; ที่สำคัญก็คือมันจะเป็นเรื่องโยงใยไปถึงคดีฟ้องร้องอันเป็นประวัติการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น. การที่จะเชื่อมโยงไปนั้นก็ด้วยสาเหตุสำคัญที่ว่า, กรณีทั้งสองนี้เกี่ยวพันกับเงินก้อนหนึ่งในพระคลังข้างที่อันเป็นที่มาของเรื่องทั้งหมด.
คดีพระพิบูลย์ไอศวรรย์นั้นมีอยู่ว่า, เดิมพระพิบูลย์ไอศวรรย์เป็นคนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานพินัยกรรมจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖, ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนกฎหมายที่อังกฤษ. เมื่อกลับเข้ามารับราชการในกระทรวงยุติธรรม, ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ กรมพระคลังข้างที่ก็ได้ตัดเงินปีตามพระราชพินัยกรรมนั้นเสีย. แต่พระพิบูลย์ฯ เห็นว่าพระราชพินัยกรรมมิได้ระบุเช่นนั้น, และเห็นเอาว่าเมื่อได้รับพระราชทานแล้วก็จะต้องได้รับพระราชทานตลอดไป แม้ตนจะได้รับราชการมีเงินเดือนแล้วก็ตาม. ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ระยะหนึ่ง พระพิบูลย์ฯ ก็ได้ยื่นฟ้องพระคลังข้างที่, เรียกร้องเงินเลี้ยงชีพที่ถูกยกเลิกไป.
คดีพระพิบูลย์ฯ นี้แม้มิได้เป็นเรื่องที่ใครจะนำมากล่าวขวัญอย่างเอิกเกริกเลื่องลือต่อมาเช่นกรณีนายถวัติ ฤทธิเดช ฟ้องร้องว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงหมิ่นประมาทราษฎร, แต่ก็เป็นเรื่องกระทบกระเทือนพระองค์ไม่น้อย, หาไม่ก็คงไม่ทรงมีพระราชดำรัสถึงเช่นนั้น. อันที่จริงคดีเช่นนี้ก็มิได้มีเพียงคดีเดียว และบรรดาผู้ที่ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ล้วนแต่เป็นคนในราชสำนักทั้งสิ้น. ในเรื่องนี้ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่า, เมื่อได้มีการตัดทอนเงินพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๗ นั้น บรรดาพวกที่ถูกลดถอนก็พากันโกรธเคืองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ว่า ทรงลบล้างพระราชพินัยกรรม. พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็เป็นผู้นำฟ้องต่อศาลก่อนเป็นรายแรก โดยมีเจ้าพระยารามราฆพเป็นรายถัดมา. ครั้นที่สุดเมื่อศาลตัดสินว่าที่ทรงชี้ขาดเช่นนั้นเป็นเรื่องในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์, เรื่องจึงได้สงบลงเท่านั้น.
ส่วนในเรื่องพระพิบูลย์ฯ นี้ ขณะนั้นยังมิได้มีการตัดสิน. ในพระราชโทรเลขถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันว่า : “หม่อมฉันได้ทูลมาแล้วว่า หม่อมฉันจะไม่กลับจนกว่าคดีนี้จะได้เสร็จไป เพราะหากคดีนี้พระคลังข้างที่แพ้หม่อมฉันก็จะสละราชสมบัติ หม่อมฉันสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่สละราชสมบัติ และไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเจรจากันต่อไป จนกว่าคดีนี้จะเสร็จไป…”
ทางฝ่ายรัฐบาลเองเมื่อได้ทราบความในพระราชโทรเลขเช่นนี้ก็ได้มีหนังสือถึงเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ หัวหน้าคณะตัวแทนที่รัฐบาลส่งไปเข้าเฝ้าที่อังกฤษ, ให้กราบบังคมทูลว่าคดีนี้เป็น “เรื่องเกี่ยวแก่อำนาจตุลาการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะสั่งศาลมิได้ เพราะเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วจะทำให้ต่างประเทศขาดความไว้ใจในศาล ซึ่งกระทบถึงสัญญาทางพระราชไมตรีโดยทั่วๆ ไป.”
ข้อที่ทรงตั้งเงื่อนไขถึงขนาดว่า หากคดีนี้กรมพระคลังข้างที่แพ้ พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัตินั้นเป็นที่กังขากันอยู่ เพราะไม่มีผู้ใดจะอาจทราบพระราชประสงค์ได้. โดยที่ในเวลาเดียวกันนั้นเองได้ทรงตั้งข้อคัดค้านรัฐบาลในเรื่องพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญว่าไม่เป็นการยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา, ในที่ประชุมสภาฯ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๗๗, พระพินิจธนากร ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จึงกล่าวอภิปรายว่า : “ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะขอให้ทรงเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่ามีพระราชประสงค์อันใดแน่นอน คือข้าพเจ้ามีความฉงนเป็นอันมากในคติตอนหนึ่งซึ่งเกี่ยวแก่ผลประโยชน์ของท่าน คือในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ในตอนหนึ่งท่านบอกว่า เพราะเหตุว่าเราใช้การพิจารณาโดยไม่มีศาลไม่มีอะไร ท่านไม่พอพระราชหฤทัย แต่ว่าในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ถ้าท่านแพ้ท่านก็จะลาออก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าผู้มีสติปัญญาอันน้อยไม่ทราบพระราชประสงค์ของท่านอันใดเลย.”
นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง.
เรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ คือเรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก. ตอนหนึ่งในพระราชโทรเลขที่ทรงมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ ที่ได้อ้างถึงมาข้างต้นนั้น, ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า :
“เขา (คณะรัฐบาล) ได้ทำให้หม่อมฉันเซ็นพระราชบัญญัติอากรมฤดกโดยวิธีหลอกลวง เขาได้ทำให้หม่อมฉันเข้าใจว่าจะเสนอพระราชบัญญัติใหม่ แถลงความหมายแห่งพระราชสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์ตามนัยที่หม่อมฉันได้วางไว้ให้ออกใช้เป็นกฎหมายโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ดั่งที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งไปตามโทรเลขของท่านลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม (๒๔๗๗) ร่างพระราชบัญญัตินี้ควรร่างขึ้นได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง แทนที่จะได้ทำเช่นนั้นกลับตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งจะทำให้หม่อมฉันอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับฐานะของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ สภาพการณ์เช่นนี้หม่อมฉันจะยอมรับไม่ได้ สภาพการณ์ของทรัพย์สมบัติของกรมพระคลังข้างที่ในประเทศสยามไม่เหมือนกับพระราชทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์อังกฤษ หม่อมฉันเห็นว่าเป็นการพยายามที่จะดึงเอาความครอบครองกรมพระคลังข้างที่ไปจากหม่อมฉัน วิธีการเช่นนี้อาจเป็นที่พึงพอใจสำหรับผู้อื่นได้แต่ไม่ใช่สำหรับหม่อมฉัน และหม่อมฉันก็คงจะต้องทักท้วงพระราชบัญญัตินี้อีก…”
ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า, ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๗๗ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอากรมรดกและรับมรดก ซึ่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาแล้วก็ได้ลงมติให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย. อย่างไรก็ตาม, พระองค์ก็มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโดยทันที, หากได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้กลับคืนมาให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้ง, โดยทรงขอให้เพิ่มบทบัญญัติยกเว้นการเก็บอากรมรดกจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ชัดแจ้งว่าไม่ต้องเสียอากรมรดก. พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เติมข้อความต่อไปนี้ลงในร่างพระราชบัญญัติ :
“พระราชทรัพย์สินใดๆ ที่เป็นพระราชมฤดกไปยังผู้อื่นนอกจากผู้สืบราชสมบัติต้องเสียอากรมฤดก นอกจากนั้นเป็นพระราชทรัพย์ฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมฤดก”
คณะรัฐมนตรียืนยันว่า ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมรดกอยู่แล้ว. เมื่อที่ประชุมสภาฯ ได้พิจารณาและลงมติด้วยคะแนนลับ ยืนยันตามร่างเดิมด้วยคะแนนเสียง ๑๓๒ ต่อ ๘๙ นายกรัฐมนตรีจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยอีกครั้งหนึ่ง. ในการนี้ทางรัฐบาลได้ให้หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พระยศในขณะนั้น) ไปอังกฤษเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานด้วยว่า ร่างพระราชบัญญัตินั้นตรงกับพระราชประสงค์แล้ว คือจะไม่เรียกเก็บอากรจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, และรัฐบาลจะร่างกฎหมายยกเว้นอากรดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในที่สุดได้ทรงยอมลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปได้.
หลังจากนั้นมารัฐบาลก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติยกเว้นการเก็บอากรมรดกจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ชัดเจนตามพระราชประสงค์, ดังสำเนาหนังสือที่รัฐบาลได้มีไปกราบบังคมทูลต่อไปนี้ :
ที่ ก. ๔๕๐๘/๒๔๗๗ สำนักนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗
ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระราชประสงค์ให้สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช ๒๔๗๖ เติมความลงให้ปรากฏชัดเจนในการยกเว้นพระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากร แต่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมปรึกษาลงมติยืนตามมติเดิมนั้น ในการอภิปรายของผู้แทนราษฎรก็ได้แสดงเห็นพ้องด้วยกับรัฐบาลว่า พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมฤดกเหมือนกัน
แต่เพื่อที่จะให้หลักฐานแน่นอนตามพระราชประสงค์ รัฐบาลจึ่งได้ดำริร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ (Crown Property) ขึ้นอีกฉะบับหนึ่ง โดยมี
๑. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เปนประธาน
๒. หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
๓. เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์
๔. พระยาวิกรมรัตนสุภาษ
๕. เซอร์รอเบอร์ต ฮอลแลนด์
๖. พระดุลยธารณ์ปรีชา ไวท์
๗. นายชาลส์ เลเวกส์
เปนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี พิจารณาหลักการและยกร่างเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายคำมั่นว่าจะจัดการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสามัญปีนี้ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ข้าพระพุทธเจ้า
(ลงนาม)
นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี
จากหนังสือนี้, ต่อมาในเดือนตุลาคมก็ได้ทรงมีพระราชโทรเลขกลับมามีความดังที่ยกมาข้างต้นนั้น. เพราะเหตุที่ทรงกล่าวว่าถูกหลอกลวงให้เซ็น, นายกรัฐมนตรีจึงขอให้ ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ. ในคำชี้แจงนั้น, ม.จ.วรรณไวทยากรก็ได้ทรงเล่าถึงการเข้าเฝ้า และย้ำในข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์จะไม่ต้องเสียอากรมรดก, ซึ่งเป็นข้อที่มีพระราชประสงค์จะให้เป็นดังนั้น และรัฐบาลเองก็ต้องการให้เป็นดังนั้นอยู่แล้ว.
ถ้าเช่นนั้นปัญหาที่ทำให้ถึงกับต้องทรงออกพระโอษฐ์ว่าทรงถูก “หลอกลวง” คืออะไร?
อันที่จริงข้อความในพระราชโทรเลขนั้นเองก็ได้แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระราชบัญญัติอากรมรดกเลย, ไม่ได้อยู่ในข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเสียอากรมรดกหรือไม่; นั่นไม่ใช่ปมขัดแย้งที่แท้ แม้ดูเสมือนว่าจะเป็น. แท้จริงหัวใจสำคัญของปัญหานั้นอยู่ที่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ, นั่นก็คือ, “ดำริร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ (Crown Property) ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง”; พระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้, แทนที่จะร่างขึ้นง่ายๆ “ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง” ตาม “นัย” ที่ทรงวางไว้, กล่าวคือ มีเนื้อเพียงว่าพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียภาษี, รัฐบาลกลับตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมาใหม่ อันจะทรง “ยอมรับไม่ได้”.
พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์เพียงข้อความประโยคเดียว, ไม่ใช่พระราชบัญญัติใหม่ทั้งฉบับที่จะเข้าไปยุ่มย่ามกับพระราชทรัพย์ในพระคลังข้างที่!
พระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นมาโดยมิได้ทรงมีพระราชประสงค์, กับยังมีเนื้อหาที่ทรงเห็นว่าต่อไปอีกมิช้ามินานจะทำให้พระองค์ต้องทรง “อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับฐานะของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ” ฉบับนี้แหละ คือพระราชบัญญัติที่จะเรียกกันในเวลาต่อมาว่า “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์”.
และคดีฟ้องร้องยึดพระราชทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในอีก ๗ ปีข้างหน้าก็เริ่มขึ้นจากหวอดนี้เอง.
โพสต์ในกลุ่ม บทความเผยแพร่
บทความนี้มีประโยชน์มากครับ ผมเซ็งมานานที่คนไทยเพิ่งมาตื่นเต้นเรื่อง”บัญชีเงินฝากต่างประเทศ”ของผู้มีอำนาจตอนพันธมิตย์โวยวายเรื่องทักษิณขายหุ้น ทำยังกะว่าผู้มีอำนาจเมืองไทยไม่เคยมี”บัญชีเงินฝากต่างประเทศ”กันก่อนทักษิณเข้ามาเสียอีก
ประเทศสวิสทำรายได้เข้าประเทศจากบัญชีเงินฝากจากคนรวยทั่วโลกมากี่ร้อยปีแล้ว คนไทยเพิ่งจะมาตื่นเต้นกันศตวรรษที่ 21
ยุคมืดครับ มืดจริงๆ
เมื่อไหร่จะมีใครมาตรวจสอบทรัพย์สินของไอ้แว่นกับอีอ้วนเมียชั่วของมันบ้าง แดกเงินประเทศ เงินประชาชนมาเท่าไหร่แล้ว
งานการก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เอารูปเก่า ๆ สมัยเดินไปที่นั่นที่นี่ กางแผนที่ สร้างภาพอยู่ได้
ไอ้คนไทยก็ตาบอดตามัว เป็นโรคไข้เหลือง ไข้ฟ้ากันเป็นทิวแถว
ห่วยแตกฉิบ!
ไอ้แว่นที่คุณว่า……อาจจะอยู่ใกล้คุณเกินกว่าที่คุณคิดนะ…….ความกล้าในที่มืดนั้นเขาเรียกว่าความขลาด……..ถ้าไอ้แว่นที่คุณว่านั้นไม่ดีจริงหรือเลวจริงก็จงพิสูจน์ออกมาจากข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่ความเชื่ออันงมงายของคุณ…..โลกก็พร้อมที่จะรับรู้………..ความจริงล้วนเป็นสิ่งไม่ตาย……
เห็นด้วยกะคุณตัวปลอมที่ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”ครับ บางทีความตายก็มาก่อนความจริงครับ คุณก็รอไปอีกสิบปีดูสิครับว่าความตายกะความจริงอะไรจะมาก่อนกัน
แต่ไม่เห็นด้วยที่ว่า ความกล้าในที่มืดเรียกความขลาด เพราะว่าในยุคมืดนี่จะกล้าจะกลัวก็มืดอยู่ดี ก็มันยุคมืดนี่ครับ คุณจะไปเอาแสงสว่างมาจากไหนล่ะครับ
คนดีจริงไม่กลัวการตรวจสอบครับ คนดีจริงไม่ออกกฎหมายป้องกันการตรวจสอบครับ แต่ในยุคมืดนี่คนดีเค้าบอกว่าเค้าเป็นคนดี ใครคิดจะมาตรวจสอบเค้านี่เป็นคนบาปต้องตกนรกหมกไหม้
ดีไม่ดีไม่มีใครอยู่เกินร้อยปีครับ หุๆๆ
เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาใน website นี้ เป็นข้อความเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างชัดแจ้ง สันติบาลเข้ามาตรวจสอบหรือทำหน้าที่หน่อย ความคิดความเห็นที่เป็นอิสระเป็นสิ่งดีแต่ควรมีเหตุผลไม่ใช่ไม่พอใจพระองค์ท่านก็ผรุสวาสออกมาแบบนี้
กรูเห็นน่ะ ว่าอ้ายเว๊ปเฮงชวย นี่มี่มันโพสอยู่ไม่กี่คนหรอก แต่มันโพสหลายๆ ครั้งน่ะ อ้ายพวกชิงสุนัขเกิดเอ้ย มึงก็ย้ายไปอยู่อังกฤษ กะโคตะระพ่อมึงสิ
ครับ ก็โพสกันอยู่ไม่กี่คนครับ พวกผมมันแค่กระหยิบมือ อาวุธก็ไม่มี แถมผมขี้ขลาดมาก ย้ายหนีไปอยู่ประเทศอื่นแล้ว ไม่ยอมตายแทนใคร แล้วพวกคุณจะมากลัวอะไรพวกผมล่ะครับ ประเทศไทยเป็นของพวกคุณครับ
ไม่เคยได้รับรู้ มาก่อนเลย…………
ขอบพระคุณ หลาย ๆ ………..
สักวันความยุติธรรมต้องเกิดในโลก
เว็ปเฮงซวย…
สติปัญญาเป็นแค่มดปลวก แล้งติงตัวเองว่าเป็นนักปราชญ์
เป็นสุนัขรับใช้กบฏหน้าเลื่อมนี่มันดีตรงไหนว่ะ..คงจะได้เงินมากอยู่ แค่ไม่นานก็คงถูกผาลหมด หาทำงานที่เหงื่อออกดีกว่าไหม จะได้ไม่เห่าชาวบ้านเขา
และเรียนคุณ “เกลียดไอ้แว่นกับอีอ้วนเมียชั่ว ” ระวังนรกจะกินกบาลเอานะ..
หวังดีเด้อ.
เป็นบทความที่ยาวมาก อ่านแล้วก็ให้ความรู้สึกว่ากษัตริย์ก็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มีโลภ โกรธ หลง เหมือนๆคนเรานี้แหละ หวงทรัพย์สินและอำนาจเหมือนปุถุชนธรรมดา มิได้เป็น “ผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่” หรือ “ผู้สละแล้วซึ่งทุกสิ่ง” ฯลฯ อย่างที่พยายามจะโฆษณากันให้เข้ใจในปัจจุบันแต่อย่างใดเลย………
คนธรรมดาท้งนั้น
คนเค้าบอกว่าเว็ปนี้เป็นเงินทุนของ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจจ้า
เป็นพี่น้องทางการเงินของ ชินวัตรครับผม บรรณาธิการอาจจะเป็น จักรภพ เพ็ญแข ก็ได้นะ พอพูดถึงตระกูลเพ็ญแข นี่ก็รับใช้ประเทศและราชวงศ์มาช้านานนะ แต่ทำไมคุณจักรภพนี่ ถึงได้คิดอ่านเป็นกบฏเยี่ยงนี้นะ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลได้ด่างพร้อยหมด อโหสิให้นะ..
แต่จะลบล้างกรรมได้หรือปล่าวไม่รู้ครับ
ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะยังมีคนที่ “บรมโง่” แบบคุณคนไทย 100% ข้างบนนี้อยู่อีก …
บ้าการเมือง บ้าพันธมิตรมากไปเปล่าเพ่?? ถึงได้โยงเอี่ยวเชื่อมมั่วซั่วแบบนี้น่ะว่ะ โครตโง่จริงๆ ก่อนจะด่าคนอื่นน่ะหัดหาข้อมูลบ้างเหอะว่ะ อย่าให้เขาว่าได้ว่า คลั่งชาติคลั่งสถาบัตรสัตว์พิเศษแบบโง่ๆน่ะ
ในบางครั้ง
คนเราก็ไม่ได้ทำถูกไปเสียทั้งหมด
แต่การไปว่าคนอื่นเขาอย่าง คห ที่ 2
ไม่ว่าจะกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
หรือไปว่ากับคนธรรมดาๆ ก็ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น
ไม่พอใจต้องพูดกันด้วยเหตุผล
ไม่ใช่ มานั่งด่าๆ
ความไม่ดีของคนอื่นก็พยายามขุดมาด่า
ความดีที่เขามีกไม่พูดไม่อยากรับรู้ใดๆ
อาจจะเป็นความขี้เบื่อก็ได้
กินข้าวชามเดียวบ่อยๆอยากเปลี่ยน
ไปกินชามใหม่แล้วก็ติดคอตาย
ขอรับ
คุณ moi เรื่องความดีนี่กรอกหูกรอดตาตั้งแต่ตื่นยันตอน ตั้งแต่เด็กยันแก่นี่ยังไม่พอหรือครับ ยังไม่อิ่มบุญอีกหรือครับ
ซาบซึ้ง…พอเพียง…
คนโง่เล่นเว๊ปเป็นด้วย โถ๋ๆๆๆๆ หลับหูปิดปัญญาคือพวกเมิงนั่นเเหละHomo erectus คลั่งการเมืองบ้านพ่อเมิงสิท่าคนไทยโง่100เปอร์ เมิงเเมร่งก็โง่ดักดานกว่าควายล้านเปอร์ อย่ามาอวดฉลาดหน่อยเถอะอยู่ไม่ได้มาเห่าทำฆวยอะไร ออกไปจากประเทศที่พวกเมิงด่าประเทศโง่ๆออกไปอยู่ประเทสอื้นเลยสิ
กระเเดะเรื่องมาก ก็ไสโคตรเง่าออกไปรกรากไอควาย โถ๋ๆเด็กน้อย ไม่เคยทำอะไรให้กับประเทศชาติยังมาทำยังกับนักปราชญ์ งมงายคนเว๊ปนี้
ของ King Rama VII มีข่าวว่าอยู่อังกฤษ เมียแกเคยหอบเงินสดไปตบหน้าพนักงานแบ็งค์ที่อังกฤษที่เคยดูถูกแกให้ได้อึ้งกันมาแล้ว
ไม่รู้ว่าอีกนานใหม คนไทยจะตาสว่าง จนได้ดูเมียและลูกของ King Rama VII +III - I หอบเอาทรัพย์ที่รวยติดอันดับ 5 ของโลก ที่ไม่เคยต้องเสียภาษีสักบาท (ข่าววงในว่ามีมากกว่า 40 M $ ถ้ารวมมูลค่าที่ดิน) มาโชว์ให้พวกเจ้าแขกน้ำมัน ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครรวยกว่าใคร
ของ VII นะอ่านแล้วจิ๊บๆ ของ VII + III - I นะอลังการกว่ามากนัก
เซ็งปรีดี จริงๆ ถ้าวันนั้นไม่รื้อฟื้น เอาพี่ชาย น้องชาย มาครองเมือง วันนี้ประเทศไทยก็คงไม่เป็นอย่างนี้
วันนี้ประเทศที่เขาเลิกระบอบสถาบันเก่า เขาไปกันถึงใหนแล้ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายนัก ทั้ง USA จีน ฝรั่งเศส อินเดีย
ส่วนประเทศที่ยังมีอยู่ก็ดักดานกันต่อไป ทั้ง เขมร อังกฤษ พวกแขกน้ำมัน ก็รวยอยู่แต่พวกเจ้า
ซวยหน่อยก็พวกฟิลิปปินส์ อินโด พม่า ที่ผู้นำรวยมาก แต่ก็ยังไม่มากเท่าอันดับ 5 ของโลกที่เราเทิดทูนกันอยู่
ญี่ปุ่น ก็เป็นแค่สัญญลักษณ์ เพราะพาประเทศไปซวยมาตอนสงคราม จนต้องหลบเข้ากรุไป
หวังว่า เนปาล คงยังไม่พัฒนาประชาธิปไตยจนแซงไทยนะ
เจ้อ้วน นี่ หลังๆ งาน การไม่ทำ ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัว อ้วนเหมือนหมูพะโล้ ขอโทษ โครที่รู้ว่าน้ำ หนักเกินนี่ กรุณาลดโดยด่วนเถอะ มันอุบาทว์ลูกตามากครับ
กิเลสไม่เข้าใครออกใครครับ มนุษย์จะอ้างว่าเป็นเทวดาก็คือมนุษย์ เป็นมนุษย์แล้วอ้างว่าเป็นเทวดาก็ผิดศีลห้าแล้วครับ