July 1, 2008

ทางสู้ของภาคประชาชนอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง

ปิยมิตร ลีลาธรรม

การกลับมาของระบอบทักษิณด้วยชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนและจัดตั้งรัฐบาลสมัครที่สำแดงตนชัดเจนว่าจะดำเนินการเพื่อปกป้องการทำลายล้างอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เคยมีมานั้น ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า จะต้องทำลายอำนาจเงินตราที่คอยหนุนค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณจึงจะทำให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา และอำนาจเป็นของประชาชนที่เปี่ยมด้วยสำนึกทางการเมือง

ระบอบทักษิณ คือ ระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ ที่พัฒนาการใช้ทุนเพื่อครอบงำและจัดตั้งคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยหวังผลการครองความเป็นใหญ่และสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างไม่รู้สิ้น

ระบอบทักษิณ ยังหมายถึง การผลักดันเศรษฐกิจด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมุ่งผูกขาดการกอบโกยกำไรสูงสุดผ่านการครอบครองสัมปทาน ธุรกรรมและกิจการของรัฐโดยกลุ่มทุนใหญ่ด้วยเงื่อนไขได้เปรียบทางภาษี ข้อมูลข่าวสาร และอำนาจการบริหารโดยตรงด้วยการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย

ดังนั้นขณะที่มือข้างหนึ่งโปรยหว่านเศษเงินให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ที่เคยขาดแคลนมาก มาบัดนี้ขาดแคลนน้อยลง ทว่ามืออีกข้างหนึ่งกอบโกยเงินตราเข้ากลุ่มอย่างผูกขาด แล้วใช้อำนาจทุนค้ำจุนอำนาจการเมืองของตนอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 นอกจากต้องอาศัยการประท้วงทั่วไปของประชาชนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่แล้ว ยังต้องอาศัยความมีส่วนร่วมแทรกแซงของอำนาจตุลาการ และอำนาจทางทหารภายใต้พระราชอำนาจนำจึงจะประสบความสำเร็จ กระนั้นการมีส่วนร่วมนั้นเป็นการกระทำแทนการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง และยุติการเคลื่อนไหวของประชาชนแล้วให้หวังพึ่งพิงอำนาจตุลาการผ่านกลไกศาล และอำนาจรัฐผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจเหล่านั้นยังไม่สามารถเอาชนะระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ดำเนินการอย่างถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทางสังคมนี้ กล่าวคือ อำนาจแห่งเงินตราของระบอบทักษิณ แม้ว่าจะมีการยึดคืนกิจการไอทีวีที่กระทำผิดสัญญาสัมปทานแต่ก็กระทบอำนาจเงินตราของระบอบทักษิณเพียงน้อยนิด แม้จะมีการอายัดทรัพย์ของอดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้า และไร้ประสิทธิภาพ จนแทบจะไม่กระทบกระเทือนทุนใหญ่ของเครือข่ายระบอบทักษิณ นอกจากนี้ การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมผ่านกลไกการสืบสวนสอบสวนของคตส.ต้องใช้ระยะเวลานาน และถูกแทรกแซงบิดเบือนหรือต่อรองได้ง่ายดาย

การพึ่งพิงระบอบอำมาตยาธิปไตยในการจัดการกับระบอบทักษิณนั้นไม่เพียงด้อยประสิทธิผล หากยังเป็นการดำเนินการที่ขาดการตรวจสอบ ในหลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยขาดการถ่วงดุล ดังกรณีการออกพรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ

ยิ่งเมื่ออำนาจเงินตราช่วยฟื้นคืนระบอบทักษิณกลับคืนมาในรูปการของรัฐบาลสมัครที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้งที่ครอบงำอำนาจการเมืองด้วยระบบเครือญาติและระบบหัวคะแนนจัดตั้ง และรับใช้ผลประโยชน์ของธุรกิจกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติมาหลายยุคหลายสมัย เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ใช่ทางออกของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะมือที่โปรยหว่านเงินตราเพื่อครอบครองคะแนนเสียงอย่างแข็งแกร่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มืออีกข้างหนึ่งย่อมต้องทำงานตามกิเลสตัณหาของกลุ่มทุนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

เราไม่อาจยอมรับว่า เศษเงินที่โปรยหว่านเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ตรงกันข้ามเศษเงินเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรกรที่ถูกขูดรีดจากการผูกขาดตลาดและกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และการครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จนแทบทุกครอบครัวต้องดิ้นรนส่งเสียให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อมารับจ้างเป็นคนงานในเมือง ภายใต้สภาพเช่นนี้เอง ที่เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงการอุปถัมภ์ของนักเลือกตั้งตลอดมา

ขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้มืออีกข้างหนึ่งที่กอบโกยกำไรยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่ประชาชนจะได้นำส่วนเกินทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง เรายังเชื่อมั่นว่าหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พวกเขาย่อมไม่ยอมตนหวังพึ่งการอุปถัมภ์จอมปลอมของนักเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เพื่อการนี้ นอกจากการเปิดโปงให้มวลชนเห็นความเลวร้ายของมือที่มองเห็นทั้งสองข้างนี้แล้ว เรายังต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่าทั้งการจัดสรรงบประมาณ ระบบภาษีที่ก้าวหน้า และการจัดการการผลิตและการบริโภคที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในด้านการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดสวัสดิการสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

มองในแง่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป วาระแห่งชาติ คือ การทำลายประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ และแทนที่ด้วยประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งมีรัฐสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการทำลายทั้งอำนาจ และเงินตรากลุ่มทุนใหญ่ลงเสียและเปิดทางให้ประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวอันกว้างขวางที่ได้เลือกตัวแทนทางตรงจัดตั้งเป็นสภาคนงาน ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ข้าราชการและทุกสาขาอาชีพ ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารของประชาชนเข้าแทนที่รัฐบาลเดิม เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ระบบภาษี ระบบการผลิตขนาดใหญ่ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆเพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอันกว้างขวางย่อมต้องสะสมชัยชนะและขยายการจัดตั้งตนเองให้เข้มแข็ง ในหลายกรณีชัยชนะที่จำเป็นและสำคัญยิ่งบางครั้งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของแนวร่วมที่แม้จะมีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าเห็นพ้องที่จะร่วมกันเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายเฉพาะหน้าในขณะนั้น

บทเรียนการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณในปี พ.ศ. 2549 สนับสนุนข้อเสนอข้างต้น เมื่อประเมินจากความอ่อนแอของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ยังไม่มีทั้งองค์กรจัดตั้งของตนเองที่รวบรวมตัวแทนมาจากการเข้าร่วมของมวลชนอย่างกว้างขวาง ตอนนั้นเรามีเพียงแกนนำการเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆที่จัดเวทีปลุกระดมมวลชนเท่านั้น และยังไม่มีข้อเสนอหรือทางออกในการแทนที่อำนาจรัฐหลังโค่นรัฐบาลทักษิณ ตอนนั้นการเคลื่อนไหวมุ่งเพียงการเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องขอมาตรา 7 หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ทหารเข้าร่วมโค่นรัฐบาลเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมายการโค่นรัฐบาลทักษิณ

ด้วยเหตุฉะนี้ ใครก็ตามที่เชื่อว่า มวลชนผู้ยังไม่พร้อมจะข้ามพ้นการพึ่งพิงพระราชอำนาจ หรือกองกำลังทหารจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีเค้าโครงการ และการจัดตั้งตนเองอย่างอิสระเสรีเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามเจตจำนงของตน เขาผู้นั้นย่อมมีมายาการ หรือความหลงไปว่า ปัญหาเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการตื่นตัวของมวลชนที่เป็นตัวของตัวเองจากแนวทางปฏิรูปสังคมภายใต้พระราชอำนาจนำนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้การพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่เป็นบทเรียนของการเคลื่อนไหวครั้งนั้นก็คือ การขาดความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ซึ่งก็คือท่าทีทางการเมืองที่ถูกต้องและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน

ท่าทีนั้นก็คือ ขณะที่ต้องพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเพื่อชัยชนะที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของการเมืองภาคประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนแสดงออกไปพร้อมกันด้วยว่า แนวร่วมที่เราพึ่งพิงนั้นจะต้องมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้แนวร่วมนั้นมารับเหมาทำแทน ถ้าเป้าหมายการต่อสู้คือการชิงอำนาจรัฐ เราต้องเรียกร้องให้แนวร่วมมาสนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไปสู่เป้าหมายนี้ ไม่ใช่รับเหมาทำแทนโดยชิงอำนาจรัฐแล้วจัดตั้งรัฐบาลเสียเองดังกรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์

นอกจากนี้ เมื่อผลของการเคลื่อนไหวจริงกลายเป็นว่า ทหารรับเหมาทำแทนภาคประชาชนไปแล้ว ภาคประชาชนก็ควรมีท่าทีที่วิจารณ์ให้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนั้นแม้จะโค่นรัฐบาลทักษิณจากอำนาจทางการเมืองลงได้ แต่ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่เครือข่ายระบอบทักษิณ เพราะทหารเพียงต้องการยุติความปั่นป่วนทางการเมือง และนำสังคมกลับสู่ภาวะปกติเท่านั้น แล้วจัดการกับการเอาทักษิณลงจากอำนาจด้วยระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งในท้ายสุดแล้วหากดำเนินการไม่ประสบผลก็จะนำไปสู่การประนีประนอมกับระบอบทักษิณอย่างแน่นอน

ถ้าหากภาคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร และต่อมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์ว่า เป็นจริงตามที่พยากรณ์ไว้ ภาคประชาชนสามารถใช้ท่าทีนี้สร้างเป็นทางออกในการต่อสู้อย่างเป็นตัวของตัวเองเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไป กระนั้นหากจะแสดงท่าทีดังกล่าวในขณะนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะการต่อสู้ระบอบทักษิณที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงการกลับมาของระบอบนี้ในรูปการของรัฐบาลสมัคร ได้ให้บทเรียนแก่ผู้คนในสังคมที่เข้าร่วมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา  ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ทหารและข้าราชการทั้งในเมือง และหัวเมืองต่างจังหวัดอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของคมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และภาคประชาชนคือหลังอิงสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ด้วยทางออกที่เป็นตัวของตัวเอง และด้วยการจัดตั้งองค์กรของตนเองที่เข้มแข็ง

 

 

โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์


มี 14 ความคิดเห็น สำหรับ “ทางสู้ของภาคประชาชนอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง”

»
  1. 1
    friend
    1 July 2008 เมื่อ 9:12 pm

    Very leftist, old leftist, rhetorics. But very conservative, reactionary content.
    The author fails to understand a simple fact that the monarchists are capitalist force. They have been the hegemonic force, politically, over the past 30+ years, if not more. Their life-lines are not the old regime or feudal economy any more. They are the most powerful, dominant capitalist force in the land, not Thaksin and not any new faces. The author is fooled by the simple fact that the institution is labeled like an old regime or outdated political camp. Thier essence is another form of capitalism. They are not even an “old” capitalism like some have labeed them. The monarchist capital is as globalized and perhaps more diversified than Thaksin’s capital.

    The alliance and whatever nonsense the author suggests in this article is misguided. It is an alliance to support the dominant political and economic force in the land and help crushing the emerging, competing capital like Thaksin. The former’s politics is much more autocratic, authoritarian, nationalistic, royalist and deadly, while Thaksin’s politics has to rely solely on parliamentary democracy. The former has all the establishment to their side and very hard to bring it down. The latter, no matter corrupt and crooked, has to live and die with open democracy in whcih people can fight, can criticise, can take it down.

    If the author and the like cannot see the monarchists as the dominant capital power, the rest of his analysis is all wrong.

  2. 2
    friend
    1 July 2008 เมื่อ 9:21 pm

    The author and the like lacks the knowledge of historical and particular conditions of Thai capitalism. Like many old leftists, they misunderstand the Thai capitalism, Thai state, and Thai democracy because they never take into account the monarchy that is NOT a feudal or remnant of the old regime but as the dominant capital, powerful capitalist, and reactionary political force in modern capitalist Thailand. Look beyond the facade of Thai monarchy (as network, as institution and as an economic and political force, not merely as individuals) to see their true color. Then add the monarchy’s unmatched “culural capital”, we will see how dominant and how undemocratic the monarchy is as an economic and political force in Thailand.

  3. 3
    วีกิจ วิตตานนท์
    1 July 2008 เมื่อ 11:03 pm

    Well,’friends’,To understand ‘Thai Capitalism’,you must understand how and when ‘Monarchy’ had took control after monarchy had lost after ‘Baworndej Rebellion’,The Imfluence force of undemocratic force gained a dominant role in Thai government.After Predee was made guilty for Anantamahidol’s death.After that point,It’s very hard to find evidences,leading people to understand how monarchy capitalized.Since all propaganda for monarchy had started after Anantamahidol’s death,History with 2475’s democratic act has been erased or made misunderstood.

  4. 4
    นงนุช พงษ์วิจิตร
    2 July 2008 เมื่อ 10:38 am

    เจ๋ง ต้องงี้สิ

  5. 5
    ไชย้ง
    2 July 2008 เมื่อ 12:40 pm

    สะใจ เอ้าปิยมิตร มาตอบหน่อย เร้ว

    คุณเป็นขวาที่นึกว่าตัวเองเอียงซ้ายแต่ปฏิกริยาและฉวยโอกาสเอียงขวา

  6. 6
    มาช้าแต่มาแล้ว
    4 July 2008 เมื่อ 6:56 pm

    เข้าไปตอบในบอร์ดด้วยครับ ผมไม่เห็นด้วยกับบทความของคุณ เพราะคุณเรียกร้องการปฎิวัติ หยุดเพ้อเจ้อเพ้อฝันว่าจะมีคนนู้นคนนี้มาช่วยได้แล้ว ประชาธิปไตยจะได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มาจากทหารและศักดินา จำไว้!

  7. 7
    f
    4 July 2008 เมื่อ 7:22 pm

    เราไม่อาจยอมรับว่า เศษเงินที่โปรยหว่านเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ตรงกันข้ามเศษเงินเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรกรที่ถูกขูดรีดจากการผูกขาดตลาดและกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และการครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จนแทบทุกครอบครัวต้องดิ้นรนส่งเสียให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อมารับจ้างเป็นคนงานในเมือง ภายใต้สภาพเช่นนี้เอง ที่เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงการอุปถัมภ์ของนักเลือกตั้งตลอด

    “”"”ไอ้ควาย… เศษเงิน ก็คือเงิน ทำไมไม่ให้พ่อเอ็งเอามาโปรยมั่ง

    ฟ่ะ”"”"”"”"

    พ่อค้ากดราคา……..เขากดราคากันยังไงเนี่ย ถ้าใครเขากดราคา

    เอ็งก็อย่าไปขายให้เขาซิว่ะ”"”"”"”"

    ครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จน

    “”"”"”"ใครเขาเอาปืนจ่อกะบาลพ่อเอ็งให้ซิ้อปุ๋ย ซื้อยา เครื่องจักกล

    เรอะว่ะ”"”"”"”"”

  8. 8
    f
    4 July 2008 เมื่อ 7:24 pm

    ขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้มืออีกข้างหนึ่งที่กอบโกยกำไรยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่ประชาชนจะได้นำส่วนเกินทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง เรายังเชื่อมั่นว่าหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พวกเขาย่อมไม่ยอมตนหวังพึ่งการอุปถัมภ์จอมปลอมของนักเลือกตั้งอย่างแน่นอน

    “”"”"แล้วมันแตกต่างยังไงกับ รัฐบาล สุรยุท ชวน เติ้ง หอย “”"

  9. 9
    name
    7 July 2008 เมื่อ 4:53 pm

    “ถ้าเป้าหมายการต่อสู้คือการชิงอำนาจรัฐ ” อ่านมาถึงตรงนี้แล้วไม่ชอบใจเลย ชิงอำนาจรัฐมาแล้วใครจะได้อำนาจรัฐนี้ต่อไป ประชาชนเหรอ หรือแกนนำกลุ่มพันธมิตร อย่าให้ต้องเป็นหนีเสือปะจระเข้แล้วกัน เรื่องของอำนาจมันหอมหวลเกินห้ามใจ ใครได้มันมาแล้วยากที่จะวางลงได้ ถ้าจริงใจบริสุทธิ์ใจ เมื่อชิงอำนาจและได้อำนาจนั้นมาแล้ว จงปล่อยอำนาจนั้นคืนให้ประชาชนอย่างแท้จริง อย่าทำแบบทักษิณ ในทุกๆกรณีก็แล้วกัน

  10. 10
    กิ๊กผม..เธอเป็นยอดมนุษย์
    7 July 2008 เมื่อ 5:02 pm

    ปฏิกริยาล้าหลัง

  11. 11
    สั้น ๆได้ใจความ
    9 July 2008 เมื่อ 5:20 pm

    เฉลิม สมัคร เป็นบุคคลที่คนในสังคมไม่ยอมรับ แม้กระทั่งเด็ก ประถมยังรู้ที่มาที่ไปของ สองคนที่ยกตัวอย่าง โดยเฉพาะเฉลิม เข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้งัย ทั้ง ๆ ที่ทำผิดต่าง ๆ นานา ลูกชายไปยิงคนตาย ไม่ติดคุก หนีทหารไม่ติดคุก แต่กลับได้ติดยศเข้าไปเป็นใหญ่ ในกรมทหารอีก มันเกิดขึ้นได้ยังงัย ง่าย ๆ แค่นี้ น่าจะเข้าใจกันได้ ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของความไม่พอใจเป็นส่วนใหญ่ของประชาชน เห้อไม่เข้าใจคนที่มันรักรัฐบาลชุดนี้เลย ปัญญามี แต่ไม่ส่อให้เกิดที่มาของการแก้ปัญหา ดีแต่ด่า ไม่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน มนุษย์เงินเดือนน่าสงสาร คิดแล้วท้อ ประเทศหนอประเทศ หรือพวกพ่อง โคตรแม่มัน ได้เงินกันถ้วนหน้า พวกเปรตนั้นดีแต่หลอกคนบ้านนอก คนกรุงส่วนใหญ่ถ้า ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเงินเค้าฉลาดกันหมดแล้ว

  12. 12
    a
    11 July 2008 เมื่อ 7:16 am

    เฉลิม สมัคร เป็นบุคคลที่คนในสังคมไม่ยอมรับ

    “”"”"เมิงไปทำโพลสำรวจมาแล้วรึ”"”"”"”

    เข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้งัย ทั้ง ๆ ที่ทำผิดต่าง ๆ นานา ลูกชายไปยิงคนตาย ไม่ติดคุก หนีทหารไม่ติดคุก

    “”"”"ก็สานบอกไม่ผิด จะให้ติดคุกได้ไง ไอ้โง่”"”"”"”"”

    แต่กลับได้ติดยศเข้าไปเป็นใหญ่ ในกรมทหารอีก มันเกิดขึ้นได้ยังงัย

    “”"อ้าวววว ก็ไม่มีความผิด ก็ขอเข้ารับราชการอีกน่ะซิ…ไอ้โง่”"”"

    ง่าย ๆ แค่นี้ น่าจะเข้าใจกันได้ ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของความไม่พอใจเป็นส่วนใหญ่

    “”"”"แต่เมิงก็เข้าใจไม่ได้ ไอ้โง่”"”"”"”

    ของประชาชน เห้อไม่เข้าใจคนที่มันรักรัฐบาลชุดนี้เลย ปัญญามี แต่ไม่ส่อให้เกิดที่มาของการแก้ปัญหา ดีแต่ด่า ไม่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน มนุษย์เงินเดือนน่าสงสาร คิดแล้วท้อ

    “”"”"”"”รักรัฐบาลทุกชุดที่มาจากการเลือกตั้งเฟ้ยยยยย แล้วไอ้ขิงเน่า

    มันทำอะไรให้มนุษย์เงินเดือนมั่งฟ่ะ ไอ้ฟาย”"”"”"”

    ประเทศหนอประเทศ หรือพวกพ่อง โคตรแม่มัน ได้เงินกันถ้วนหน้า พวกเปรตนั้นดีแต่หลอกคนบ้านนอก

    “”"”"”"คนบานนอกไม่โง่เหมือนมึงว่ะ จำไว้”"”"”

    คนกรุงส่วนใหญ่ถ้า ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเงินเค้าฉลาดกันหมดแล้ว

    “”"”"คนกรุงน่ะรึ…ฉลาด เลือกตามกระแส หาสาระไม่ได้ เลือกคน

    หล่อๆ ภาพดีๆ เข้าไปแดก5555 เลือกไอ้ มาร์ก ม.7 ได้ ไอ้เทีอก

    เอาเมียเพื่อน”"”"”"”"

  13. 13
    sp2gui
    12 July 2008 เมื่อ 6:39 pm

    ฝ่ายประชาชน ไม่มีองค์กรที่ชัดเจน
    ที่มีอยู่ก็ไม่มีกำลังในการต่อรอง
    เน้นว่า ต่อรอง
    เพราะไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย
    จึงยังต้องอาศัยการเข้าร่วมกับกลุ่มนำอื่นๆ
    คล้ายกับยังต้องพึี่งจมูกคนอื่นหายใจ
    เช่น พึ่งข้าราชการ, นักการเมือง
    ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจความเดือดร้อน
    หรือความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง
    เปรียบเทียบ
    เช่นรู้นะว่ามีดบาดมันเจ็บ แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเจ็บแบบไหน
    เช่นรู้ว่าอดข้าวมันหิว แต่ก็ไม่รู้ว่าอดอยากเป็นอย่างไร
    เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา ไม่ใช่แค่มาวางหนังสือ
    แล้วเรื่องมันจะแก้ไขได้ง่ายๆ

    จึงไม่แปลกที่คนที่รังเกียจนักการเมืองที่โกงกิน
    จึงไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรมากมาย
    ทั้งที่ไม่ได้มีจุดร่วมกับพันธมิตรในทุกเรื่อง
    โดยไม่ได้สนใจเลยว่า
    ใครจะว่าพันธมิตรมีเบื้องหลัง
    เพราะเขาเชื่อในเบื้องหน้าว่าเขามาร่วมโดยบริสุทธิ์ใจ
    เพื่อขับไล่นักการเมืองที่ไม่ดีซื้อเสียงเข้ามา

    อย่าถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าซื้อเสียง
    ก็รู้ๆกันอยู่แล้ว

    ผมคิดว่าถ้าหากประชาธิปัตย์เกิดได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล
    แล้วเขาทำสิ่งที่ผิด
    ก็ต้องมีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเช่นกัน

  14. 14
    hong
    29 August 2008 เมื่อ 8:14 am

    ผ่าน 14 คุลา
    ผ่าน 6 ตุลา
    ผ่าน พฤษภาทมิฬ

    มีครั้งไหน สื่อช่อง11อยู่ฝั่งประชาชน
    มีครั้งไหน รัฐไม่สร้างข่าว ให้คนกลัวการชุมนุม
    มีครั้งไหน รัฐไมป้ายสีแกนนำ

    การต่อสู้ที่ผ่านมา ไม่เคยง่าย
    การต่อสู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่ผู้คนไปเพราะแกนนำ
    การต่อสู้ที่ผ่านมา เพราะรัฐสร้างเงื่อนไขทั้งสิ้น

    การต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะสนธิ
    การต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะจำลอง

    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เริ่มจากคำถามที่ไร้คำตอบ
    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เพราะการพยายามหลีกหนีการตรวจสอบ
    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เพราะฝั่งรัฐแสดงท่าที ปกป้องการถูกตรวจสอบ
    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เพราะการที่รัฐทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ที่ควรทำกลับไม่ทำ
    แตการต่อสู้ครั้งนี้ เพราะท่าทีของรัฐกับโครงการต่างๆ ไม่โปร่งใส
    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เพราะรัฐพยายามบิดเบือนกระบวนการตรวจสอบ และมีบางคนบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม
    แต่การต่อสู้ครั้งนี้ เพราะกลไกของรัฐ อืดอาดกับคำพูดที่ฟังแล้วไม่สบายใจกับพ่อหลวงที่เรารักและเทิดทูน
    ………………………………….. ยังมีอีกมากมาย………………………………..

    ฉะนั้น ที่ออกไปต่อสู้ เพราะตวามจำเป็น
    ไม่ใช่ว่าอยากจะไป ตากแดด ตากฝน
    ไม่ใช่ว่าอยากจะไป นั่งเมื่อย นั่งเบื่อ
    ไม่ใช่ว่าอยากจะไป เพราะอยากต่อสู้กับรัฐ

    แต่ หากไม่ไป เกรงว่า หากเนิ่นนานกว่านี้ ประเทศจะล่มจม
    แต่ หากไม่ไป เกรงว่า ลูกหลานจะอยู่อย่างยากขึ้น
    แต่ หากไม่ไป เกรงว่า ระบอบจะฝังลึกจนเกินเยียวยา

    …….. ก่อนเข้าร่วมการต่อสู้ หาข้อมูล วิเคราะห์ และถามตัวเองแล้ว เหตุผลมากมายจึงทำให้เข้าร่วม…….
    …….. ก่อนเข้าร่วม กลัวครับ ที่จะต้องต่อสู้กับรัฐ แต่ หากต้องเป็นอะไรไป เพราะปกป้องอนาคตของประเทศ
    และปกป้องสถาบันที่เรารัก จะถือว่าเป็นเกียรติ จึงต้องกล้าที่เข้าร่วมต่อสู้……….

    ด้วยความเคารพ

ร่วมแสดงความเห็น