วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

ธงชัย วินิจจะกูล: อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา

July 21st, 2008

อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา
ธงชัย วินิจจะกูล

ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ -ผ- ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิต และมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอดก็เห็นว่า ปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซง ปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่าภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกาเป็นคนละเรื่องคนละลักษณะกับภัยจากคอมมิวนิสต์

วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้ายเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆง่ายๆ
(คือไม่ใช่วาทกรรมแบบเหมาอิสต์) แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้พูดภาษาใกล้เคียงมากกับวาทกรรมต่อต้านเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์
ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยในปัจจุบัน นั่นคือ ต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก

การสัมภาษณ์ทั้งหมดกระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือวาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก คือ เป็นเรื่องของชาติทุนนิยมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือทำให้เป็นเรื่องของการสมคบคิดกัน (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่จอร์จ โซรอสก็บ่อย คำว่าฉันทามติวอชิงตันก็ถูกเข้าใจง่ายๆว่าหมายถึงการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆโลกาภิวัตน์กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้ายที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกจึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมแบบทุนชาตินิยมเป็นหลัก กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็นเรื่องของฝรั่งมาย่ำยีไทย “เขา” มากระทำย่ำยี “เรา”

ทั้งซ้ายเก่าและขวาเก่าใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน เพราะความคิดเก่าของทั้งสองมีเชื้อมูลให้รับความคิดทุนชาตินิยมได้ง่าย และเพราะพวกเขาในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทุนชาตินิยม

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้ายดังเรียกว่า “ทุนสามานย์” ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระ
แสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่าทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆ ไปทั่วโลกต้องการ จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ หากตั้งคำถามว่าทำไมปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาจึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น? สมศักดิ์มักอธิบายในทำนองว่าคนเหล่านั้นความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาส เปลี่ยนสี ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปจนไม่เห็นเป็นปัญหาสำคัญเท่าไรนัก ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนนักต่อสู้ทางสังคมต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากจุดยืนแบบทุนชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตก การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระสำคัญที่สุด นี่เป็นวาระการเมืองของทุนชาตินิยม

จุดยืนแบบทุนชาตินิยมทำให้พวกเขาเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น “ตัวแทน” ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก จุดยืนแบบทุนชาตินิยมเช่นกันกลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความอัปลักษณ์และภัยที่มาจากทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทยเพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์เช่นกัน พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย

ฝ่ายซ้ายเดิมจบไปนานแล้ว สิ่งที่มาในร่างฝ่ายซ้ายเดิมคือ ปีกหนึ่ง(ซ้าย?)ของทุนชาตินิยม

ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถร่วมมือกับปีกอื่นๆของทุนชาตินิยมได้ รวมทั้งทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยม ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน นักคิดฝ่ายประชาชนหลายคนเชื่อว่า สามารถ “ใช้” สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ซึ่งเขาเห็นเป็นวาระทางสังคมสำคัญที่สุด

การ “คืนดีฯ” ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาแบบทุนชาตินิยมของพวกฝ่ายซ้ายเดิม อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะทุนชาตินิยมก็อาจเป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วงแต่เอาเข้าจริงไม่เคยเป็นประเด็นมูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีหรือไม่คืนดีจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน สิ่งที่มาในร่างฝ่ายขวาเดิมคือ อีกปีกหนึ่ง(ขวา?)ของทุนชาตินิยม

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือ การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก “ฝรั่ง” ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาวอาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆเท่านั้น ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่งดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น

ถ้าหากท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์และท่าทีต่อทุนนิยมของ”ฝรั่ง” ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆในการเมืองยุคเดือนตุลาเป็นซ้ายและขวา การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิมที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว หากถือเอาท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลก้ป็นต้นมา การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่ออกฤทธิ์

อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายเดิมจำนวนมากถือตรงกันว่าการต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุด

บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับ “ขวาไทย”

July 21st, 2008

บทบรรณาธิการ
ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551

ขวาไทย

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการ “ภาคประชาชน” ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วม จะขับเคลื่อนผลักดันสังคมการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พลันเมื่อพิจารณาทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองจนครบถ้วนแล้ว ก็ประจักษ์ชัดว่าพวกเขากำลังบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างถึงราก

คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จะนำไปสู่การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่เรื้อรังมากว่า 3 ทศวรรษ แต่พลันเมื่อพลพรรคพันธมิตรฯ พากันปิดตาอีกข้าง บอดใบ้ต่อเครือข่ายฆาตกร 6 ตุลาฯ ที่ร่วมสังฆกรรมกันอยู่ ซ้ำยังฉวยใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์มาทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตนอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแบบขวาพิฆาตซ้ายก็พัดหวนคืนมา คลอเคลียไปกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้”

คล้ายกับว่าข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะชี้ทิศนำทางให้การเมืองไทยข้ามพ้นข้อจำกัดของประชาธิปไตยตัวแทนแบบเสรีนิยม แต่พลันที่พวกเขาเปลือยความคิดออกมา “การเมืองขวาใหม่” ก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า

ด้านหนึ่ง การเมืองขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 ช่างทาบทับกับการเมืองของฝ่ายขวา ณ พ.ศ. 2519 ได้อย่างพอเหมาะพอดี ทั้งในแง่อุดมการณ์ชี้นำและอาวุธทางการเมือง ณ วันนี้เราจึงยังพบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกลื่อนกล่นไปทั่ว เราจึงยังได้ยินเพลงปลุกใจประเภท “หนักแผ่นดิน” อยู่เนืองๆ เราจึงยังได้เห็นกระบวนการปลุกเร้ากระแสราชาชาตินิยมอย่างรุนแรง เราจึงยังได้เป็นประจักษ์พยานแก่การป่าวร้องให้ทหารหาญก้าวออกมาแทรกแซงการเมืองเพื่อเป็นราชพลี

ทว่าอีกด้านหนึ่ง ในความเก่าย่อมมีความใหม่ มีพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซ้ำยังพลิกกลับหัวกลับหางเสียใหม่ในบางลักษณะ

พิจารณาเฉพาะปรากฏการณ์พื้นผิวที่ปรากฏต่อสาธารณชน จาก 2519 ถึง 2551 พลพรรคขวาไทยได้เคลื่อนย้ายศัตรูจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปเป็นขบวนการสาธารณรัฐ พวกเขามิได้สดุดีระบบทุนนิยมเป็นพระเจ้าแข่งกับเศรษฐกิจสังคมนิยมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาผลิตวาทกรรม ทุนนิยมสามานย์ขึ้นมาพร้อมกับเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงเด่น ลักษณะหน้าตาของผู้นำขบวนการฝ่ายขวาได้เปลี่ยนจากขุนศึกไปเป็นนักสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเสียแล้ว

พลพรรคขวาใหม่ยังคงแลเห็นประชาชนส่วนใหญ่ว่าโง่เง่า ไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองซื้อด้วยเงินบ้างหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าในรูปอื่นบ้าง แม้พวกเขาไม่วางใจในประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็กลับเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงหรือกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง บ่อยครั้งก็แอบแฝงทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยโวหารทางการเมืองที่ก้าวหน้าชวนหลงใหล

ถึงที่สุด “การเมืองใหม่” ของขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 นั้น ย่อมไม่ใช่เค้าโครงทางการเมืองที่หันกลับไปหาของเก่า หากเป็นการเมืองประดิษฐ์ใหม่ในนาม “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งยังประกอบสร้างไม่แล้วเสร็จ อิหลักอิเหลื่อ และไม่แน่ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด

คำถามชวนคิดต่อมาก็คือว่า สิ่งใดเล่าเป็นเนื้อดินที่คอยหล่อเลี้ยงให้ขวาไทยดำรงต่อเนื่องมา เติบโต และวิวัฒนาการสืบไปในสังคมไทย เหตุใดสังคมการเมืองไทยยังคงอนุญาตให้กระแสความคิดฝ่ายขวาสามารถโลดแล่นได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะพรั่งพรูออกมาจากนักวิชาการชั้นนำ จากแกนนำภาคประชาชน จากราษฎรอาวุโส จากผู้นำกองทัพ จากสื่อมวลชน จากปัญญาชนสาธารณะ จากอดีตคอมมิวนิสต์ จากสถาบันจารีตและบริวาร

แน่นอนว่า หนทางการสัประยุทธ์กับกระแสขวาใหม่ย่อมมิใช่การหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหาของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่พันธมิตรฯ และแนวร่วมหยิบยกขึ้นมาจุดชนวนการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของระบบประชาธิปไตยตัวแทนแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉลไม่เป็นธรรม

หากต้องเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้ถึงรากอย่างแท้จริง ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ตามพละกำลังที่เป็นจริง

ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวนั้นๆ กลับช่วยทำนุบำรุงเนื้อดินของ “การเมืองของสัตว์พิเศษ” ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์: วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ และความเข้มแข็งทางปัญญา

July 14th, 2008

 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่ประสบความล้มเหลว เมื่อพิมพ์ครั้งแรกในต้นปี ๒๕๒๙ นั้นจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องพิมพ์เพิ่มอีกในเวลาอันสั้น แต่ความสำเร็จของหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหนังสือทางวิชาการเช่นหนังสือเล่มนี้ ยังควรต้องมีผลกระทบต่องานศึกษาเรื่องเดียวกันที่ติดตามมาบ้าง ไม่ในทางลบก็ทางบวก

หากทว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีผลกระทบอะไรแก่ใครเลย มีผู้เขียนบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องในสมัยพระเจ้าตากสินอีกมากหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว แต่ไม่มีงานของผู้ใดอ้างถึงหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเพื่อปฏิเสธหรือเพื่อยืนยันข้อมูล หรือการตีความของหนังสือเล่มนี้เลย

อะไรที่เคยพูดกันมาในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาอย่างไร ทุกคนก็ยังพูดเหมือนเก่าทุกอย่าง ประหนึ่งว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นในโลกนี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันเข้าพรรษา ๒๕๓๕
คำนำ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

 

อ่านความในใจของปราชญ์คนสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน แล้วต้องสะท้านใจและหดหู่ใจในเวลาเดียวกัน

เป็นไปได้อย่างไรว่า หนังสือที่ถือว่าเป็นงานชิ้นเอก (magnum opus) ด้านประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้รับการพูดถึงทั้งทางบวกหรือทางลบเลยในวงวิชาการประวัติศาสตร์ เป็นไปได้อย่างไรว่าหนังสือที่เสนอคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งใกล้ตัวเราขนาดนี้ และมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ได้รับการถกเถียง เพื่อยืนยัน คัดค้าน สานต่อ หรือล้มล้าง เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าความไม่ยินดียินร้าย ความไม่แยแส และความเฉยเมยทางปัญญา คือบรรทัดฐานใหม่ของวงวิชาการไทย เป็นไปแล้วหรืออย่างไรว่าวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ ได้ตายไปจากวงวิชาการไทย

เมื่ออ่านความในใจของนิธิข้างต้นแล้ว วิญญูชนทุกท่านย่อมเข้าใจตรงกันว่านิธิมิได้กำลังคร่ำครวญหรือน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมไม่มีคนอ้างงานของท่าน หรือทำไมไม่มีคนพูดถึงหรือชมเชยงานของท่าน แต่ท่านกำลังร้องหาวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์

ผมเชื่อว่าท่านคงจะปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งหากจะมีนักวิชาการแม้เพียงหนึ่งคนลุกขึ้นมา ตอบโต้และวิจารณ์ว่าหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของท่านตีความประวัติศาสตร์ผิดหมด พร้อมนำเสนอข้อมูล หลักฐานเพื่อหักล้างทุกข้อเสนอของท่าน เพราะหากมีคนที่เดือดร้อนถึงขั้นต้องลุกขึ้นมาวิจารณ์ นั่นย่อมหมายความงานของท่านมีความสำคัญ และได้สร้างผลสะเทือนในระดับใดระดับหนึ่ง นั่นย่อมหมายความวัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ยังเข้มแข็งดีอยู่ในวงวิชาการไทย

ศัตรูอันร้ายกาจที่สุดของวงวิชาการและกิจกรรมทางปัญญานั้น มิใช่ศัตรูหรือคู่ปรับของท่าน แต่คือ ความเฉยเมยทางปัญญา อุเบกขาทางปัญญา (intellectual indifference)

หากหันมาดูวงการวรรณกรรมในห้วงเวลาเดียวกับที่นิธิเขียน การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ นั่นคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้จะไม่คึกคักแต่มิได้เงียบเหงาเท่ากับวงวิชาการประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนและถกเถียงประเด็นทางวรรณกรรมมีปรากฏอยู่เป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเสนอ อย่างน้อยที่สุดในแต่ละปี บรรดานักวิจารณ์ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นมาวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรต์

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่หนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ออกเผยแพร่ ในวงวรรณกรรมก็มีงานชิ้นสำคัญออกมาชิ้นหนึ่ง นั่นคือบทความ “ศัตรูที่ลื่นไหล แง่มุมหนึ่งของวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ของเจตนา นาควัชระ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2530 หลายท่านย่อมจำกันได้ดีว่า วงการวรรณกรรมต้อนรับบทความชิ้นดังกล่าวอย่างกว้างขวาง คึกคัก และ จริงจังอย่างยิ่ง มีการถกเถียง โต้แย้ง สนับสนุน หักล้าง และขยายความข้อเสนอของบทความชิ้นนี้ด้วยมุมมองและทัศนะอันหลากหลาย บทความชิ้นนี้ได้สร้างผลสะเทือนค่อนข้างมากต่อวงการวรรณกรรมร่วมสมัย จนแม้เวลาจะล่วงมาถึงปี 2536 ไล่เลี่ยกับที่นิธิเขียนคำนำตัดพ้อคนในวงการประวัติศาสตร์ ถ้าจำไม่ผิด ในงานรำลึก 20 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม บทความชิ้นนี้ยังได้รับการพูดถึงและเป็นประเด็นให้คนในวงการวรรณกรรมได้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น

ในปัจจุบันอันเป็นยุคสมัยแห่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากเผยแพร่ข้อเขียนที่เปิดเผยจุดยืนและอุดมการณ์ของตนอย่างโจ่งแจ้ง แต่น่าประหลาดใจว่าการถกเถียงและโต้แย้งทางวิชาการกลับมีน้อยมาก ราวกับว่านักวิชาการพากันพอใจที่จะอยู่ในมุมแคบๆของตน หรือทำสวนเล็กๆ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ชื่นชมแต่โดยลำพัง หรือไม่พวกเขาก็เริ่มหันไปรับเชื้อความคิดของฝ่ายการเมืองที่ถือว่า “ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร” ในวงวิชาการ แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ว่ามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ก็พร้อมจะหันมาจูบปากกันได้โดยไม่ระคายลิ้น

ปรากฏการณ์วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นี้เริ่มแผ่วๆ ไป ดูเหมือนว่าวงการวรรณกรรมไทยกำลังเดินไปถึงจุดที่วงวิชาการประวัติศาสตร์กำลังเผชิญอยู่มานานนับ 20 ปี ปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์” “วิจารณ์แห่งวิจารณ์” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้กับวงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นวงวิชาการวรรณกรรม หรือวงวิชาการศาสตร์อื่นๆ สำหรับผมแล้ว เมื่อพูดถึง วรรณกรรมวิจารณ์ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะจำกัดตัวอยู่เพียงการวิจารณ์ตัวงานวรรณกรรม แต่ต้องรวมไปถึงการวิจารณ์งานวิจารณ์วรรณกรรมด้วยเช่นกัน
อาจจะฟังดูขัดหู แต่ผมอยากเสนอว่า หากไม่มีวัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ วัฒนธรรมวิจารณ์ก็ไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ บางท่านอาจจะติงว่า ก็ในเมื่องานวรรณกรรมวิจารณ์ในบ้านเรายังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก ที่เขียนๆ กันก็มีเพียงหยิบมือเดียว จะให้มาทำงานวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์อีก จะมิเป็นการข้ามขั้นตอนใจเร็วด่วนได้เกินไปหรือ ผมยอมรับว่าผมเคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ชะตากรรมอันน่าสลดใจของ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับเรา

วรรณกรรมวิจารณ์และวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำควบคู่กันไป มิอาจแยกจากกันได้ วรรณกรรมวิจารณ์จะเป็นพลังทางปัญญา มิใช่เพราะบทวิจารณ์ชิ้นนั้นๆให้คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบเดียวที่ไม่อาจโต้เถียงได้ นั่นมิใช่วัฒนธรรมการวิจารณ์ แต่คือเผด็จการทางความคิด บทวิจารณ์ก็เหมือนวรรณกรรมสามารถก่อให้เกิดพลังทางปัญญา เพราะมันเปิดโอกาสให้เราคิดต่าง คิดแย้ง เรียนรู้ที่จะย่อมรับความหลากหลายและความเป็นอื่น วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เตือนให้เราตระหนักว่า วรรณกรรมไม่มีคำตอบเดียว และบทวิจารณ์หนึ่งๆ ไม่ควรจะเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยเหตุดังกล่าว วัฒนธรรมวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญอันจะขาดมิได้ในการพัฒนาวัฒนธรรมการวิจารณ์ให้เข้มแข็ง

การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นอกจากจะหมายถึง การวิจารณ์เพื่อโต้แย้ง หรือสนับสนุน สานต่อหรือคัดง้างความเห็นในงานวิจารณ์ชิ้นอื่นๆ ที่มีต่องานวรรณกรรมชิ้นหนึ่งๆ ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังน่าจะกินความรวมไปถึง การมุ่งวิเคราะห์งานวิจารณ์เพื่อเข้าใจกรอบคิด ระเบียบวิธี ตลอดจนระบบคุณค่าที่กำกับงานวิจารณ์เหล่านั้น โดยมุ่งทำความเข้าใจว่าทำไมในสังคมหนึ่งๆ หรือยุคสมัยหนึ่ง การวิจารณ์จึงต้องให้ความสำคัญกับผู้แต่งมากเป็นพิเศษ และทำไมในอีกยุคสมัยหนึ่งกลับมุ่งพิจารณาเฉพาผลกระทบที่วรรณกรรมมีต่อสังคม และบางยุคกลับมุ่งดูแต่องค์ประกอบทางวรรณศิลป์เป็นสำคัญ

การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ในความหมายนี้ ถือเอางานวิจารณ์เป็นเสมือนตัวบทที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจปัจจัยทางสังคมและอุดมการณ์ที่เป็นเงื่อนไขรองรับงานวิจารณ์เหล่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเราเชื่อว่า เราสามารถ “ดูวรรณกรรมจากสังคม และดูสังคมจากวรรณกรรม” ดังเช่นบรรจง บรรเจอดศิลป์ เคยเสนอไว้ เราสามารถ “ดูงานวิจารณ์จากสังคม และดูสังคมจากงานวิจารณ์” ได้เช่นกัน และนี้คืออีกมิติหนึ่งของการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์

เรียบเรียงจากบางส่วนของคำอภิปรายในงานสัมมนา “25 ปี การวิจารณ์ ‘คำพิพากษา’” จัดโดยโครงการวิจัย “การวิจารณ์ในฐานะปรากฏการณ์ร่วมสมัย เพื่อพัฒนาความรู้ด้านสังคมศาสตร์การวิจารณ์” 5 สิงหาคม 2549

ทางสู้ของภาคประชาชนอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง

July 1st, 2008

การกลับมาของระบอบทักษิณด้วยชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนและจัดตั้งรัฐบาลสมัครที่สำแดงตนชัดเจนว่าจะดำเนินการเพื่อปกป้องการทำลายล้างอำนาจทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่เคยมีมานั้น ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า จะต้องทำลายอำนาจเงินตราที่คอยหนุนค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณจึงจะทำให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา และอำนาจเป็นของประชาชนที่เปี่ยมด้วยสำนึกทางการเมือง

ระบอบทักษิณ คือ ระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ ที่พัฒนาการใช้ทุนเพื่อครอบงำและจัดตั้งคะแนนเสียงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยหวังผลการครองความเป็นใหญ่และสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างไม่รู้สิ้น

ระบอบทักษิณ ยังหมายถึง การผลักดันเศรษฐกิจด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมุ่งผูกขาดการกอบโกยกำไรสูงสุดผ่านการครอบครองสัมปทาน ธุรกรรมและกิจการของรัฐโดยกลุ่มทุนใหญ่ด้วยเงื่อนไขได้เปรียบทางภาษี ข้อมูลข่าวสาร และอำนาจการบริหารโดยตรงด้วยการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย

ดังนั้นขณะที่มือข้างหนึ่งโปรยหว่านเศษเงินให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ที่เคยขาดแคลนมาก มาบัดนี้ขาดแคลนน้อยลง ทว่ามืออีกข้างหนึ่งกอบโกยเงินตราเข้ากลุ่มอย่างผูกขาด แล้วใช้อำนาจทุนค้ำจุนอำนาจการเมืองของตนอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 นอกจากต้องอาศัยการประท้วงทั่วไปของประชาชนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่แล้ว ยังต้องอาศัยความมีส่วนร่วมแทรกแซงของอำนาจตุลาการ และอำนาจทางทหารภายใต้พระราชอำนาจนำจึงจะประสบความสำเร็จ กระนั้นการมีส่วนร่วมนั้นเป็นการกระทำแทนการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง และยุติการเคลื่อนไหวของประชาชนแล้วให้หวังพึ่งพิงอำนาจตุลาการผ่านกลไกศาล และอำนาจรัฐผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจเหล่านั้นยังไม่สามารถเอาชนะระบอบประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ดำเนินการอย่างถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทางสังคมนี้ กล่าวคือ อำนาจแห่งเงินตราของระบอบทักษิณ แม้ว่าจะมีการยึดคืนกิจการไอทีวีที่กระทำผิดสัญญาสัมปทานแต่ก็กระทบอำนาจเงินตราของระบอบทักษิณเพียงน้อยนิด แม้จะมีการอายัดทรัพย์ของอดีตนายกฯทักษิณและครอบครัวเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้า และไร้ประสิทธิภาพ จนแทบจะไม่กระทบกระเทือนทุนใหญ่ของเครือข่ายระบอบทักษิณ นอกจากนี้ การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมผ่านกลไกการสืบสวนสอบสวนของคตส.ต้องใช้ระยะเวลานาน และถูกแทรกแซงบิดเบือนหรือต่อรองได้ง่ายดาย

การพึ่งพิงระบอบอำมาตยาธิปไตยในการจัดการกับระบอบทักษิณนั้นไม่เพียงด้อยประสิทธิผล หากยังเป็นการดำเนินการที่ขาดการตรวจสอบ ในหลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยขาดการถ่วงดุล ดังกรณีการออกพรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ

ยิ่งเมื่ออำนาจเงินตราช่วยฟื้นคืนระบอบทักษิณกลับคืนมาในรูปการของรัฐบาลสมัครที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้งที่ครอบงำอำนาจการเมืองด้วยระบบเครือญาติและระบบหัวคะแนนจัดตั้ง และรับใช้ผลประโยชน์ของธุรกิจกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติมาหลายยุคหลายสมัย เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่นั้นย่อมไม่ใช่ทางออกของประชาชนอย่างแน่นอน เพราะมือที่โปรยหว่านเงินตราเพื่อครอบครองคะแนนเสียงอย่างแข็งแกร่งนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มืออีกข้างหนึ่งย่อมต้องทำงานตามกิเลสตัณหาของกลุ่มทุนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

เราไม่อาจยอมรับว่า เศษเงินที่โปรยหว่านเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ตรงกันข้ามเศษเงินเหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรกรที่ถูกขูดรีดจากการผูกขาดตลาดและกดราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และการครอบงำให้วนเวียนอยู่กับการลงทุนการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืช และเครื่องจักรเครื่องกลของกลุ่มทุนกลุ่มต่างๆเกิดหนี้สินติดพันพอกพูน จนแทบทุกครอบครัวต้องดิ้นรนส่งเสียให้ลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อมารับจ้างเป็นคนงานในเมือง ภายใต้สภาพเช่นนี้เอง ที่เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงการอุปถัมภ์ของนักเลือกตั้งตลอดมา

ขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้มืออีกข้างหนึ่งที่กอบโกยกำไรยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่ประชาชนจะได้นำส่วนเกินทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสวัสดิการสังคมที่มั่นคง เรายังเชื่อมั่นว่าหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พวกเขาย่อมไม่ยอมตนหวังพึ่งการอุปถัมภ์จอมปลอมของนักเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เพื่อการนี้ นอกจากการเปิดโปงให้มวลชนเห็นความเลวร้ายของมือที่มองเห็นทั้งสองข้างนี้แล้ว เรายังต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่าทั้งการจัดสรรงบประมาณ ระบบภาษีที่ก้าวหน้า และการจัดการการผลิตและการบริโภคที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนในด้านการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดสวัสดิการสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

มองในแง่ยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป วาระแห่งชาติ คือ การทำลายประชาธิปไตยที่ทุนเป็นใหญ่ และแทนที่ด้วยประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งมีรัฐสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการทำลายทั้งอำนาจ และเงินตรากลุ่มทุนใหญ่ลงเสียและเปิดทางให้ประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวอันกว้างขวางที่ได้เลือกตัวแทนทางตรงจัดตั้งเป็นสภาคนงาน ชาวนา ชาวไร่ ทหาร ข้าราชการและทุกสาขาอาชีพ ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารของประชาชนเข้าแทนที่รัฐบาลเดิม เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ระบบภาษี ระบบการผลิตขนาดใหญ่ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆเพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอันกว้างขวางย่อมต้องสะสมชัยชนะและขยายการจัดตั้งตนเองให้เข้มแข็ง ในหลายกรณีชัยชนะที่จำเป็นและสำคัญยิ่งบางครั้งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของแนวร่วมที่แม้จะมีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าเห็นพ้องที่จะร่วมกันเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายเฉพาะหน้าในขณะนั้น

บทเรียนการเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลทักษิณในปี พ.ศ. 2549 สนับสนุนข้อเสนอข้างต้น เมื่อประเมินจากความอ่อนแอของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ยังไม่มีทั้งองค์กรจัดตั้งของตนเองที่รวบรวมตัวแทนมาจากการเข้าร่วมของมวลชนอย่างกว้างขวาง ตอนนั้นเรามีเพียงแกนนำการเคลื่อนไหวกลุ่มเล็กๆที่จัดเวทีปลุกระดมมวลชนเท่านั้น และยังไม่มีข้อเสนอหรือทางออกในการแทนที่อำนาจรัฐหลังโค่นรัฐบาลทักษิณ ตอนนั้นการเคลื่อนไหวมุ่งเพียงการเรียกร้องให้นายกฯทักษิณลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องขอมาตรา 7 หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ทหารเข้าร่วมโค่นรัฐบาลเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมายการโค่นรัฐบาลทักษิณ

ด้วยเหตุฉะนี้ ใครก็ตามที่เชื่อว่า มวลชนผู้ยังไม่พร้อมจะข้ามพ้นการพึ่งพิงพระราชอำนาจ หรือกองกำลังทหารจะสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมีเค้าโครงการ และการจัดตั้งตนเองอย่างอิสระเสรีเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามเจตจำนงของตน เขาผู้นั้นย่อมมีมายาการ หรือความหลงไปว่า ปัญหาเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการตื่นตัวของมวลชนที่เป็นตัวของตัวเองจากแนวทางปฏิรูปสังคมภายใต้พระราชอำนาจนำนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้การพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่เป็นบทเรียนของการเคลื่อนไหวครั้งนั้นก็คือ การขาดความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ซึ่งก็คือท่าทีทางการเมืองที่ถูกต้องและตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน

ท่าทีนั้นก็คือ ขณะที่ต้องพึ่งพิงการมีส่วนร่วมของแนวร่วมเพื่อชัยชนะที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของการเมืองภาคประชาชน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนแสดงออกไปพร้อมกันด้วยว่า แนวร่วมที่เราพึ่งพิงนั้นจะต้องมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้แนวร่วมนั้นมารับเหมาทำแทน ถ้าเป้าหมายการต่อสู้คือการชิงอำนาจรัฐ เราต้องเรียกร้องให้แนวร่วมมาสนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไปสู่เป้าหมายนี้ ไม่ใช่รับเหมาทำแทนโดยชิงอำนาจรัฐแล้วจัดตั้งรัฐบาลเสียเองดังกรณีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์

นอกจากนี้ เมื่อผลของการเคลื่อนไหวจริงกลายเป็นว่า ทหารรับเหมาทำแทนภาคประชาชนไปแล้ว ภาคประชาชนก็ควรมีท่าทีที่วิจารณ์ให้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนั้นแม้จะโค่นรัฐบาลทักษิณจากอำนาจทางการเมืองลงได้ แต่ไม่อาจบรรลุเป้าหมายการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่เครือข่ายระบอบทักษิณ เพราะทหารเพียงต้องการยุติความปั่นป่วนทางการเมือง และนำสังคมกลับสู่ภาวะปกติเท่านั้น แล้วจัดการกับการเอาทักษิณลงจากอำนาจด้วยระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งในท้ายสุดแล้วหากดำเนินการไม่ประสบผลก็จะนำไปสู่การประนีประนอมกับระบอบทักษิณอย่างแน่นอน

ถ้าหากภาคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร และต่อมาเหตุการณ์ได้พิสูจน์ว่า เป็นจริงตามที่พยากรณ์ไว้ ภาคประชาชนสามารถใช้ท่าทีนี้สร้างเป็นทางออกในการต่อสู้อย่างเป็นตัวของตัวเองเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อไป กระนั้นหากจะแสดงท่าทีดังกล่าวในขณะนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะการต่อสู้ระบอบทักษิณที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงการกลับมาของระบอบนี้ในรูปการของรัฐบาลสมัคร ได้ให้บทเรียนแก่ผู้คนในสังคมที่เข้าร่วมต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา  ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ทหารและข้าราชการทั้งในเมือง และหัวเมืองต่างจังหวัดอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของคมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และภาคประชาชนคือหลังอิงสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ด้วยทางออกที่เป็นตัวของตัวเอง และด้วยการจัดตั้งองค์กรของตนเองที่เข้มแข็ง

 

 

พรรคต่อต้านทุนและการรวมกำลังแนวร่วมในฝรั่งเศส

July 1st, 2008

ความพ่ายแพ้ของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายต่อการชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อกลางปี ค.ศ.2007 ทำให้กลุ่มปีกซ้ายปฏิวัติอย่างพรรคสันนิบาตคอมมิวนิสต์ปฏิวัติ (Ligue communiste révolutionnaire : LCR) สรุปบทเรียนสำคัญว่าจะต้องสร้างการรวมตัวของพันธมิตรที่ต่อต้านทุนนิยมอย่างกว้างขวางเพื่อนำมวลชนเข้าต่อสู้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ที่ชนะการเลือกตั้ง

ถัดมาในปลายปีเดียวกัน เกิดการนัดหยุดงานครั้งสำคัญที่เขย่ารัฐบาลซาร์โกซีจนถอยร่นไปพร้อมกับนโยบายเสรีนิยมที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน  จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2008 พรรค LCR เรียกร้องการรวมตัวจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยมขึ้นเพื่อรวบรวมกำลังผู้ต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีเข้าไว้ด้วยกัน ก้าวสำคัญนี้ทำให้ประเด็นการสร้างพรรคและนโยบายการรวมกำลังแนวร่วมเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับขบวนการภาคประชาชนของสังคมไทยที่ต้องเผชิญกับการกลับมาของพรรคไทยรักไทยในรูปการจัดตั้งใหม่เป็นพรรคพลังประชาชนที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา รัฐบาลสมัครที่เป็นนอมินีของอดีตนายกฯ ทักษิณและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอยู่ในขณะนี้

สถานการณ์สร้างพรรค

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสชี้ให้ LCR เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากต่อต้านซาร์โกซีและออกไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยม (Parti socialiste) ทำให้ซาร์โกซีชนะการเลือกตั้งรอบสุดท้ายเหนือพรรคสังคมนิยมด้วยคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 53.06 และยังแสดงให้เห็นแนวโน้มที่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากรัฐบาลนี้มาพร้อมกับหลักนโยบายของ MEDEF (Mouvement des entreprises de France) องค์การนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส

การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซาร์โกซีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ LCR คาดการณ์ไว้นั้นปรากฏเป็นจริง การนัดหยุดงานเพื่อต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่โดยเฉพาะ แผนการตัดทอนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลซาร์โกซีในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 นั้น กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่พอๆ กับเมื่อคราวปี 1995 เลยทีเดียว โดยมีผู้เข้าร่วมสำแดงพลังรวมถึง 7 แสนคน ในการประท้วง 148 แห่งทั่วประเทศ เช่น  70,000 คนที่ปารีส  60,000 คนที่มาร์แซย์  35,000 คนที่ตูลูส  30,000 คนที่บอร์โดซ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การนัดหยุดงานที่เขตอุตสาหกรรม Yoplait ภายใต้การนำของสมาพันธ์แรงงานระดับชาติอย่าง CGT (Confédération générale du travail) เพื่อเรียกร้องให้เปิดการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างและปัญหาค่าครองชีพ การเดินขบวนประท้วงของนักเรียนและนิสิตนักศึกษาประมาณ 40,000 คน เพื่อสนับสนุนการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจและเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่จะทำให้สถานศึกษากลายเป็นแหล่งธุรกิจ  การเข้าร่วมประท้วงของครูในวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด  โอลิวีเย เบซองซีโนต (Olivier Besancenot) ผู้นำของ LCR ประเมินการสำแดงพลังครั้งนี้ว่า เป็นการรวมพลังต่อสู้ที่กดดันอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ารัฐบาลต้องตอบสนองตามที่ผู้ประท้วงเรียกร้อง เช่นเดียวกับการประท้วงของคนงานรัฐวิสาหกิจในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1995 [1]

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า มวลชนคนงานฝรั่งเศสยังคงมีพลังต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ของซาร์โกซีและเป็นฐานมวลชนที่ต้องการการจัดตั้งรวมกำลังต่อสู้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ฉะนั้น เพื่อช่วงชิงมวลชนให้ตีตัวออกจากความนิยมในพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรคที่ปลิ้นปล้อนทางการเมืองและฉวยโอกาสเอียง “ซ้าย”และ “ขวา” เพียงเพื่อให้พรรคได้ร่วมรัฐบาลเท่านั้น  แต่ยังมีอิทธิพลทางการเมืองในระบบเลือกตั้งอย่างสำคัญ พร้อมๆ ไปกับการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซีจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่คอยเกื้อหนุนการเคลื่อนไหวนั้น โดยเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างและมีหลักนโยบายที่เป็นตัวของตัวเองต่างไปจากพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับบรรดาพรรคปีกซ้ายอื่นๆ นอกจากพรรคสังคมนิยมด้วยกันแล้ว พรรค LCR ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบแรก คือร้อยละ 4.08 ซึ่งสูงกว่าคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (Parti communiste français: PCF) ถึงสองเท่า  สิ่งนี้สะท้อนการพัฒนาของพรรค LCR ที่มาถึงขั้นตอนสำคัญในการขยายการจัดตั้งองค์กร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความปั่นป่วนและความแตกต่างทางความคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายและกลุ่มต่างๆ ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังการเลือกตั้ง อันเรียกร้องการแก้ไขให้กลับมาสู่การรวมกำลังแนวร่วมเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลซาร์โกซีด้วยเค้าโครงการหรือหลักนโยบายที่ต่อต้านทุนนิยม

สิ่งนี้จึงเป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17 ของ LCR เมื่อวันที่ 24-27 มกราคม 2008  ตัวแทนสมาชิกพรรคจำนวน 313 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อประเมินผลการทำงานของกลุ่มและสถานการณ์ทางการเมือง ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมหารือกันอย่างกว้างขวางก็คือ โครงการจัดตั้งพรรคต่อต้านทุนนิยม โดยแม้จะยังมีประเด็นการประเมินหลายแง่มุม เช่น คำนิยามของ “พรรคต่อต้านทุนนิยม” ขอบเขตการดำเนินงานทางการเมืองที่จำเป็น วิธีการบรรลุถึงสิ่งนี้ การแสวงหากลุ่มการเมืองอื่นที่มีศักยภาพมาเข้าร่วม ระยะเวลาที่จะปฏิบัติให้เกิดผล เป็นต้น  สุดท้ายที่ประชุมก็เห็นชอบที่จะดำเนินการจัดตั้งพรรคนี้ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 81.2 ขณะที่มีเสียงค้านร้อยละ 14.8 และงดออกเสียงร้อยละ 4 ของผู้แทนทั้งหมด

สาระสำคัญของเสียงส่วนใหญ่ปรากฏในแถลงการณ์ว่าด้วยพรรคต่อต้านทุนนิยม ซึ่งมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้คือ พรรคนี้จะเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวรวมตัวของมวลชนคนงานเพื่อต่อสู้เปลี่ยนแปลงดุลอำนาจ โดยช่วยตระเตรียมการอภิวัฒน์สังคมอย่างถึงรากถึงโคน นั่นคือ ยุติระบบทุนนิยมกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในปัจจัยการผลิต และการทำลายโลกและธรรมชาติ แล้วแทนที่ด้วยระบบสังคมที่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ ขจัดการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขได้เปรียบเชิงชนชั้น เพศ หรือเผ่าพันธุ์ สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกตั้ง หากแต่ทุกคนต้องสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคนี้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับระบบทุนนิยม โดยเป็นพรรคอิสระเป็นตัวของตัวเองที่แตกหักกับทุนนิยมและสถาบันการปกครองของระบบนี้ และสนับสนุนให้ประชาชนนำการเคลื่อนไหวของตนเองในฐานะผู้ที่จะเข้าไปบริหารสังคมและเศรษฐกิจ นั่นคือ การสร้างพรรคเพื่อช่วยก่อให้เกิดแนวทาง “สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21″

พรรคนี้จะสามัคคีผู้คนทุกคนที่ต่อต้านทุนนิยมมาเข้าร่วม โดยเชิญชวนมวลชนไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงาน โรงเรียน ชุมชน องค์กรระดับภูมิภาคและระดับชาติ มาจัดตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิบัติการเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างพรรค เช่น การร่างธรรมนูญของพรรค การร่างหลักนโยบาย การจัดประชุมระดับท้องถิ่นระดับชาติ และระดับประเทศ เพื่อเตรียมการจัดประชุมใหญ่ก่อตั้งพรรคต่อไป

ทิศทางการสร้างพรรคต่อต้านทุนนิยมดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดกว้างรับผู้คนร่วมสร้างพรรคที่หลากหลาย บนเป้าหมายเดียวกันคือการต่อต้านรัฐบาลซาร์โกซี และนำพามวลชนไปร่วมเรียนรู้ถึงปัญหาและทางออกท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางสังคมในสถานการณ์ต่างๆ แล้วยกระดับไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริงในความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมเพื่อรักษาโลกนี้ไว้ จากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้าย มีขั้นตอนการพัฒนาของพรรคและการเคลื่อนไหวทางสังคมตรงประเด็นสำคัญที่ว่า พรรคและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจักต้องสะสมชัยชนะ และได้รับการยอมรับนับถือของมวลชนอย่างกว้างขวางในหลักนโยบายเปลี่ยนแปลงสังคม โดยอาศัยแนวร่วมกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลายที่ร่วมกันต่อต้านทุนนิยมในประเด็นต่างๆ ได้ แม้ว่าจะมีแนวคิด แนวทาง และหลักนโยบายที่แตกต่างกัน (March separately, strike together)

การรวมกำลังแนวร่วมกับการสร้างพรรค

ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในฝรั่งเศสยังคงตกเป็นฝ่ายตั้งรับทั้งในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจสังคมและในการเลือกตั้ง แต่ผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลฝ่ายขวาก็ก่อให้เกิดกลุ่มฝ่ายค้านมากมายและหลากหลาย จึงเป็นที่ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายซ้ายจะต้องผนึกกำลังด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนพลังของตนไปเอาชนะใจมวลชนที่ยังลังเลอยู่กับบรรดาพรรคที่เลวน้อยกว่าอย่างพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสหรือพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเข้าชิงชัยการเลือกตั้งเมื่อมีโอกาสและนำเสนอทางออก เค้าโครงการ หรือหลักนโยบายของตนในการเมืองระดับชาติ  ด้วยภารกิจเหล่านี้ แนวทางรวมกำลังแนวร่วม (United front policy) เป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สำคัญยิ่ง

หากสรุปจากประสบการณ์ การต่อสู้ของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ผ่านมา แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อเคลื่อนไหวให้มวลชนคนงานยอมรับนับถือในแนวทางเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยมโดยมียุทธศาสตร์ 2 ประการ คือ

ประการแรก เอาชนะความแตกแยกและการแบ่งแยกในหมู่มวลชนและคนงานไปตามความคิดความเชื่อทางการเมืองของกลุ่มตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่พวกเขาถูกโจมตีโดยนายทุนและรัฐบาลปีกขวาเพื่ออาศัยกำลังสามัคคีของมวลชนคนงานเหล่านี้ไปดำเนินการงานที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

ประการที่สอง เอาชนะมวลชนและคนงานบางส่วนที่ยังคงเดินตามแนวทางปฏิรูป นิยมรัฐสภา นิยมการเลือกตั้ง ให้หันเหออกจากอิทธิพลเหล่านี้ และมาร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมทุนนิยม

แต่จะบรรลุยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ได้ ก็ต้องอาศัยยุทธวิธีสร้างแนวร่วมอย่างกว้างขวาง ซึ่งในหลายกรณีความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ นั้น ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำที่มีแนวทางปฏิรูปกลุ่มต่างๆ เช่น การนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องการปรับปรุงค่าจ้างบางครั้งต้องอาศัยนักการเมืองของพรรคฝ่ายค้านหรือข้าราชการฝ่ายปฏิรูปเข้าร่วม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การอาศัยแนวร่วมในทางยุทธวิธีนี้จะต้องไม่หันเหออกจากหรือไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ดังกล่าวไป นั่นคือ พร้อมๆ กับการสร้างแนวร่วมจำต้องให้มวลชนคนงานได้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวร่วมเหล่านี้ และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยแตกหักกับมายาคติที่หวังพึ่งพิงนักการเมือง การเลือกตั้ง การปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การร่วมมือและประนีประนอมทางชนชั้น เพื่อตัดตรงไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมในห้วงเวลาชี้ขาด โดยรูปแบบการรวมกำลังแนวร่วมที่ก้าวหน้าที่สุดก็คือ การจัดตั้งตนเองของมวลชนคนงาน (Self-organization) อย่างกว้างขวางทุกระดับ มีระบบการเลือกตั้งตัวแทนขององค์กรอย่างเป็นประชาธิปไตย และมีระบบการถอดถอนตัวแทนได้ตลอดเวลา  ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมา องค์กรแบบนี้ได้แก่ สภาคนงาน (workers’ councils) ซึ่งมองในทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้ก็คือ การสถาปนารัฐบาลของตัวแทนพรรคการเมืองและองค์กรต่างๆ ของมวลชนคนงานเพื่อแทนที่รัฐทุนนิยมนั่นเอง

ความหมายของฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21

ถ้าหากยุทธศาสตร์นี้ไม่บรรลุ อย่างมากที่สุดที่เราจะได้รับก็คือ ชัยชนะบางส่วนในเชิงตั้งรับ ซึ่งในหลายกรณีก็เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เช่น กรณีรัฐสวัสดิการในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น  กระนั้นปัญหาของยุคสมัยก็ยังคงดำรงอยู่และรอคอยให้แก้ไข นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะยกระดับจิตสำนึกของมวลชนคนงานไปสู่การต่อสู้เพื่ออำนาจของพวกเขาอย่างแท้จริง?

ความละเอียดอ่อนอยู่ตรงช่วงเปลี่ยนผ่านจากการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของคนงาน การสะสมชัยชนะจำเป็นต้องรวมกำลังกับแนวร่วม และอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้นำปฏิรูป โดยที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง ได้แก่ หลักนโยบายไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา  การคิดหวังเอาเองว่า มวลชนคนงานที่ยังไม่พร้อมจะแตกหักกับแนวทางปฏิรูป-ดอกผลของรัฐสวัสดิการในยุโรป ผู้นำพรรคสังคมนิยมและผู้นำสหภาพแรงงานปีกปฏิรูปจะสามารถลุกขึ้นมาเสนอข้อเรียกร้องเพื่อโค่นทุนนิยมนั้น ย่อมเป็นการคาดคิดที่ติดกับมายาการว่า ปัญหามวลชนคนงานที่แตกแยกทางความคิดและขาดจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างแท้จริงนั้นได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง การนำพามวลชนคนงานเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการต่อสู้ของตนเป็นภารกิจทางการเมืองที่ขาดเสียมิได้ของพรรคต่อต้านทุนนิยม  เพื่อการนี้ ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคเป็นเงื่อนไขชี้ขาดการเรียนรู้อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง การรวมศูนย์ทางการเมืองเพื่อเอกภาพของการปฏิบัติกับประชาธิปไตยภายในพรรคจึงเป็นสองด้านของความเป็นพรรคต่อต้านทุนนิยมแบบที่เลนินเคยให้แนวทางและประสบการณ์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม ในบริบทและเงื่อนไขของสังคมยุโรป ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยแบบนายทุนมีความมั่นคงพอสมควร ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ LCR นำไปปฏิบัติอยู่นั้น เน้นประชาธิปไตยมากกว่าการรวมศูนย์เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของสังคมที่มีการต่อสู้ทางชนชั้นที่แหลมคมและมีรัฐบาลเผด็จการซึ่งทำให้พรรคของมวลชนคนงานเน้นการรวมศูนย์มากกว่าประชาธิปไตย ดังนั้นภายใน LCR จึงเปิดโอกาสให้ความเห็นที่แตกต่างภายในหมู่สมาชิกดำรงอยู่และถูกนำเสนอออกไป เช่น ในสิ่งพิมพ์ของกลุ่ม ขณะที่สมาชิกทั้งปวงยังคงสนับสนุนการปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับการยอมรับของเสียงข้างมากอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ได้คาดหวังจะให้สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเสียงส่วนน้อยต้องเข้ามานำการทำงานหรือถกเถียงอย่างหนักหน่วงกับสมาชิกเสียงข้างมากที่พวกเขาไม่เห็นด้วย กระนั้น หากปราศจากปฏิบัติการร่วมกันที่มาจากการตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีประชาธิปไตยในแบบใดๆ เอาเลย

บทเรียนจากความแตกแยกในหมู่ฝ่ายซ้ายอังกฤษในพรรคต่อต้านทุนนิยมที่เปิดกว้างนาม RESPECT เมื่อกลางปีที่ผ่านมาเตือน LCR ได้ดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ภายในพรรคระหว่างปีกปฏิวัติกับปีกปฏิรูปดังที่พรรคคนงานสังคมนิยมอังกฤษ (Socialist Workers Party [Britain]) ยึดถือ จนต้องแตกหักกับผู้นำปีกปฏิรูปและทำให้องค์กรต้องแตกแยกเป็นสองเสี่ยง หากแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้คนที่ปรารถนาจะสู้กับนโยบายทุนนิยมและนโยบายรัดเข็มขัดงบประมาณแผ่นดินของพรรคแรงงาน กับกลุ่มผู้สนับสนุนสิ่งที่พรรคนี้ได้กระทำ  ดังนั้นการสามัคคีใคร ไปต่อสู้กับใคร เพื่ออะไร? จึงมักเป็นคำถามง่ายๆ ที่ในหลายกรณีเมื่อตอบผิดพลาดก็สร้างความเสียหายให้กับกระบวนการสร้างพรรคและสร้างกำลังแนวร่วมได้เสมอ

การเป็นฝ่ายซ้ายในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่การดำรงตนเป็นกลุ่มปีกซ้ายที่ยึดมั่นอยู่กับหลักนโยบายของตน และใช้มันเป็นเครื่องชี้ถูกชี้ผิดเข้าจัดการผู้อื่น ตรงกันข้ามกลับต้องเปิดใจร่วมเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของการต่อสู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างหลักนโยบายและสร้างรูปแบบการจัดตั้งรวมกลุ่มของตนให้เหมาะสมสอดคล้อง แล้วอาศัยเป้าหมายยุทธศาสตร์คือ การเติบโตทางความคิดและจิตสำนึกของมวลชนคนงานอย่างเป็นตัวของตัวเองมาตรวจสอบผลการทำงานของตนอยู่เสมอๆ

เชิงอรรถ

[1] ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200

บรรณานุกรม

Besancenot, Olivier. 2007. “Mass Mobilizations against Sarkozy.” International Viewpoint. 394 (Nov.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1364

Duval, François. 2008. “LCR calls for new anti-capitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1425

Ligue Communiste Révolutionnaire. 2008. “Address for a new anticapitalist party.” International Viewpoint. 397 (Feb.). http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1422

Mandel, Ernest. 1979. Trotsky: A Study in the Dynamic of his Thought (London: NLB).

Packer, David. 2008. “Revolutionary organisation and its relationship to building a broad left party.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1416

Sabado, François. “Elements of Revolutionary Strategy.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1289 [Jan. 2008].

Socialist Resistance steering committee. “Democratic Centralism and Broad Left Parties.” http://www.internationalviewpoint.org/spip.php?article1413 [Jan. 2008].