ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดีลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย [1]
ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเป็นกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจาก ประการแรก การเคลื่อนไหวของนักปฏิวัติยุคก่อนนั้นต้องประสานงานกันในระดับนานาชาติ ประการที่สอง ระบบทุนนิยมมีลักษณะข้ามชาติมานานแล้ว และจนยุคสมัยปัจจุบันเราหาความเป็นชาติของมันไม่เจอ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับด้วยว่า ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในสายมาร์กซิสต์ล้าหลังและด้อยพัฒนาเอามากๆ [2]
ในยุคสงครามเย็น ทฤษฎีหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ทฤษฎีดุลยภาพแห่งอำนาจ (the balance of powertheory) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้ามาอยู่ในบริบทนี้ได้ทั้งหมด โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางขนาดเล็กทั่วทุกมุมโลกก็ตกอยู่ในบริบทของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเมื่อก่อนก็ถูกวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีนี้ได้ เพราะไทยกับเพื่อนบ้านอยู่ต่างค่ายกัน
แต่หลังสงครามเย็นก็ไม่มีทฤษฎีใหญ่ที่อธิบายอะไรได้ทั้งโลกแบบนี้อีกแล้ว มีความพยายามที่จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาแทนโดยเฉพาะได้พยายามเอามุมมองทางเศรษฐกิจมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามทำให้เราเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ในโลกนี้สัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที
นักทฤษฎีในสายเสรีนิยมบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถแยกกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกในบรรยากาศการเมืองเสรี พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี่เองเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพ เพราะทุกประเทศมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจไขว้กันไปมาเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์
แต่พวกมาร์กซิสต์โต้แย้งว่า การเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออก เศรษฐกิจทุนนิยมถูกกำหนดโดยความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างพวกนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน การครอบงำของชนชั้นในรัฐต่างๆ ที่แตกต่างกันนั่นเองที่ทำให้แต่ละชาติต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือทฤษฎีใหญ่ของพวกมาร์กซิสต์หยุดอยู่แค่นี้เอง นักทฤษฎีรุ่นหลังๆ พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีต่อ และได้ขยายกรอบออกไปไกลกว่ามุมมองทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยมีบางกลุ่มนำความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรืออำนาจนำ
(hegemony) ของอันโตนีโอกรัมชี่ มาร์กซิสต์อิตาลีมาพัฒนา แต่ทว่าการใช้กรัมชี่แบบทื่อๆก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้มากนักดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากการถูกโจมตีว่าคร่ำครึ พวกที่ดัดแปลงทฤษฎีนี้มาใช้จึงเรียกตัวเองว่าเป็น นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscian) เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย โดย Adrian Budd ได้ทบทวนงานของนักคิดสายนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโต้แย้งกับพวกสายเสรีนิยม แต่แย้งกับสำนักสัจนิยม (Realist) โดยมองว่าสังคมมีส่วนกำหนดอำนาจรัฐ และสังคมเช่นนั้นเองที่แสดงออกถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และแก่นสารของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ “รัฐ” ล้วนๆคือไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ของพลังทางสังคมรูปการณ์ของรัฐ และระเบียบโลกด้วย
เมื่อกล่าวถึงการครองความเป็นใหญ่ ในความหมายที่กรัมชี่เองใช้นั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างกำลังบังคับ (force) และการยินยอม (consent) ในงานเขียนอันลือลั่น Prison Notebooks [3] ของกรัมชี่ ได้พูดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ในบริบทของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ซึ่งเขาแบ่งเป็นประชาสังคมและสังคมการเมือง (civil society& political society) ซึ่งถ้าจะให้อภิปรายสองอย่างนี้ก็ยืดยาวสรุปเอาอย่างหยาบที่สุด ประชาสังคมคือภาคเอกชน ส่วนสังคมการเมืองนี่คือภาครัฐ ซึ่งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยที่ด้านหนึ่งนั้น การครองความเป็นใหญ่คือการที่ชนชั้นที่ครอบงำได้แสดงผ่านสังคม และอีกด้านหนึ่งไปใช้โดยตรงต่อรัฐและรัฐบาล
แนวความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรือ hegemony ในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายบริบทด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วในสถานการณ์หลังสงครามเย็นมักจะใช้ในทำนองที่ว่าสหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่อยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย ความจริงแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินไปชนตึก
เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นว่า ภาวะการครองความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังลดต่ำลง เพราะว่าโลกเริ่มแตกเป็นหลายขั้ว เมื่อมีจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นอิสระต่อกัน และในหลายกรณีขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ
ในบทความนี้จะทดลองกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ลาวเป็นกรณีศึกษา โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่ใส่ลงในบริบทของสังคมการเมืองภายในประเทศ เพื่ออธิบายว่าชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างไร พวกเขาใช้พลังทางเศรษฐกิจใส่ลงไปในนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในขณะที่ลาว ซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่า และตกอยู่ในฐานะของฝ่ายตั้งรับ พยายามหาทางต้านทานอย่างไร
ชนชั้นที่ครองความเป็นใหญ่และนโยบายเพื่อครอบงำ
หลังสงครามเย็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน กล่าวคือในห้วงกลางทศวรรษ 1980 นั้น สหภาพโซเวียตได้หันไปใช้นโยบายเปิดกว้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะล่มสลายไปในที่สุดโดยผลของมันคือ ผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เคยอยู่ในค่ายสังคมนิยมสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยในลาวนั้นเริ่มหันมาใช้แนวทางที่เรียกกันว่า จินตนาการใหม่ [ตามคำของลาว] (New EconomicMechanism-NEM) มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแนวทางการวางแผนส่วนกลางมาใช้เศรษฐกิจแบบตลาดแทน และเปิดต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ
สภาพการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มราชการที่เคยครองความเป็นใหญ่ในรัฐสูญเสียฐานะลงไป และได้ตีกลับมาในช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม คือในอีก 3 ปีต่อมา โดยอาศัยภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวหนุนส่ง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ใน สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 [4] ได้เสนอว่าราชการได้สูญเสียการครอบงำ
รัฐและการกำหนดนโยบายไประหว่างสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่จะยึดคืนมาได้อีกในช่วงหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี 2534 และนำนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตผู้มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนรัฐมนตรีในรัฐบาลชาติชายและรัฐบาลอานันท์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร พบว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์มีนักธุรกิจเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่รัฐบาลชาติชายและแม้แต่รัฐบาลสุจินดา ซึ่งแม้จะเคยเป็นทหาร แต่ได้อาศัยฐานของพรรคการเมืองสนับสนุน มีนักธุรกิจมากกว่าครึ่งของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามงานของรังสรรค์ในปี 2536 [5] ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์จะมีพวกเทคโนแครตมาก แต่บุคลิกของรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลของรัฐราชการสมัยเก่ามากเพราะพวกเทคโนแครตในรัฐบาลอานันท์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งรัฐบาลหลังจากอานันท์คือ รัฐบาลชวน หลีกภัย,บรรหาร ศิลปอาชา และชวลิต ยงใจยุทธ มีบุคลิกเหมือนรัฐบาลชาติชาย คือเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจที่ใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดการเมืองไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐและกำหนดทิศทางของประเทศ
วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมาก พร้อมๆ กับทำลายกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการเงินการธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มบรรหาร ชวน และชวลิต หดหายไปมาก และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจหมื่นล้านในกลุ่มโทรคมนาคมแทรกตัวโดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มที่เสียหายจากวิกฤตน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่เสียหายเลย โดยเกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทักษิณสามารถรวมเอาเทคโนโลยี โนว์ฮาว และความโนว์ฮู (know how & know who) คือการมีสายสัมพันธ์มากของเขา เป็นบันไดแห่งความเติบโต [6] ในขณะที่ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และดันแคน
แมกคาร์โก [7] เห็นว่าทักษิณประสบความสำเร็จในการรวบรวมกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนได้ จนเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ของพวงต่างๆ และอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่าทักษิณไม่ใช่นักการเมืองของพันธมิตรเจ้าพ่อท้องถิ่นอีกต่อไปแล้วแต่เขาสร้างแฟรนไชส์ทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จ [8] สามารถควบรวมคนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายพรรคไทยรักไทย (ในเวลานั้น) ได้สำเร็จและค่อนข้างราบรื่น
แต่ไม่ว่าจะมองทักษิณในรายละเอียดต่างกันแค่ไหนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมองเห็นจุดร่วมกันประการหนึ่งคือ เขามีเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นธงนำในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจโค่นล้มทักษิณมีความแตกต่างกันในแง่บุคลิกลักษณะ แต่ถ้าใส่ลงในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้ว จะเห็นได้ว่าดำเนินนโยบายเหมือนกันหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเดียวกัน (ดังจะกล่าวต่อไป)
ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวกลุ่มธุรกิจ (ในคณะรัฐมนตรี) ได้เข้ามากำหนดทิศทางของนโยบาย นับแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดกว่านั้น นับแต่สมัยรัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา และรัฐบาลหลังนับแต่นั้นก็นำเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในนโยบายต่างประเทศและได้สร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวยการดำเนินนโยบายและการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายนั้นด้วย ดังเช่นที่คำผุยแก้ว บัวละพา อดีตรอง-นายกรัฐมนตรีของลาวได้กล่าวเอาไว้ในสมัยนั้นว่า ธุรกิจเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว [9] ประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อดูดซับเอาทรัพยากรของลาวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
ในยุคแรกๆ เมื่อรัฐบาลชาติชายเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ไม่สู้เป็นระบบมากนักส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสินค้าขั้นปฐมเช่น ไม้ท่อน ไม้ซุง และแร่ธาตุเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางธุรกิจกัน ก็ไม่มีกลไกจัดการแก้ไขปัญหา ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์จึงได้มีการลงนามในสัญญาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในเดือนพฤษภาคม 2534 ซึ่งในสมัยนี้เองมีการลงนามในสัญญาต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งคณะกรรมการชายแดนเพื่อจัดระเบียบให้กับความสัมพันธ์และเป็นกลไกเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่น
ประเทศไทยได้ปรับทิศทางความสัมพันธ์กับลาวอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลชวน โดยนำบริบทของภูมิภาคนิยม (regionalism) ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงท้ายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 เข้ามาเป็นแกน นั่นคือการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC), North America Free Trade Agreement (NAFTA) และกลุ่มอาเซียนก็มีเขตเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นของตนเองแล้ว
รัฐบาลชวนได้ริเริ่มโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งมีไทย ลาว พม่า และจีน (ตอนใต้) เป็นสมาชิกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย ลาว พม่า และภาคใต้ของจีนด้านมณฑลยูนนาน บริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มดำเนินโครงการลงทุนสร้างถนนหนทางในพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายโครงการเช่นการพัฒนาถนนเชื่อมจีน-ลาว-ไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลานั้น หากแต่ล่วงเลยมากระทั่งปี 2551 จึงสามารถพัฒนาได้สำเร็จและเปิดใช้งานได้
การสร้างถนนหนทางนั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็ทำให้ไทยมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นเพื่อการค้าขายเชื่อมโยงกับจีน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากลาวมากกว่านั้นคือแหล่งพลังงานรัฐบาลชวนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2536 เพื่อซื้อกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จากลาว (รัฐบาลต่อมาๆ เช่นรัฐบาลบรรหารได้เพิ่มเป็น 3,000
เมกะวัตต์ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2539) และพร้อมกันนั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาว และรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มการเมืองแบบใดก็ล้วนแล้วแต่พยายามผลักดันโครงการการสร้างเขื่อนในลาวให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ทางด้านพลังงานทั้งสิ้น
ตัวอย่างโครงการที่มีการดำเนินการผ่านมาหลายรัฐบาลคือ โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โครงการนี้เริ่มมีการศึกษากันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังจากพบศักยภาพด้านพลังงานในลำน้ำเทินซึ่งเป็นสาขาของ 42 แม่น้ำโขง ในปี 2537 รัฐบาลลาวร่วมกับธนาคารโลกและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดอีกครั้ง และหลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งกลุ่มบริษัทเพื่อพัฒนาเขื่อนน้ำเทิน เริ่มทำการออกแบบโครงการ และในปี 2547 ได้มีการก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (NTPC) ซึ่งมีบริษัทจากไทยคือ บริษัทเอ็กโกถือหุ้น 25% และอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนต์ถือหุ้น 15% โดยเขื่อนนี้มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ และกว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นจะส่งขายให้ไทย
โครงการประสบปัญหาล่าช้าอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และในปี 2546 เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อหุ้นส่วนรายใหญ่คือ Electricite de France International ซึ่งถือหุ้น 35% ประกาศถอนตัวก่อนที่จะมีการลงนามขายไฟฟ้าให้กับไทยเพียงวันเดียว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทักษิณ รวมทั้ง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศได้เคลื่อนไหวล็อบบี้จนกระทั่งบริษัทฝรั่งเศสกลับเข้ามาดำเนิน
โครงการต่ออีกครั้งโครงการนี้ถูกต่อต้านคัดค้านจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากอาจจะสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมบนที่ราบสูงนากาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วม และลุ่มน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากเครื่องปั่นไฟแต่เสียงคัดค้านของนักอนุรักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด บรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเช่นกัน ได้พากันประท้วงหลายครั้งในกรุงเทพฯ เพื่อให้ธนาคารโลกยุติโครงการนี้ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนลาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับพวกเขา แต่ทว่าเสียงเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจที่กำลังพัฒนาโครงการนี้อยู่เลย
รัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัยไม่มีทางยอมให้โครงการนี้ล้มลงไปได้ง่ายๆ เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และโครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญอีกด้วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณการว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปีและในระหว่างปี 2546-2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.2% ต่อปี [10]
รัฐบาลทักษิณได้เจรจาเพื่อนำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าหลายโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบของไทย ซึ่งก็รวมถึงโครงการหงสาลิกไนต์ เขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งโครงการเหล่านี้บริษัทลงทุนของไทยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมทั้งสิ้น
รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 549 อาจจะได้รับการพิจารณาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าเป็นรัฐบาลของอำมาตยาธิปไตย แต่หากพิจารณาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้วรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทุนนิยมของทักษิณเลย เพราะดำเนินนโยบายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานแบบเดียวกัน โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และหลังจากนั้นก็สัญญาจะซื้ออีกเพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ มากกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลนายทุนเสียอีก นอกจากนี้ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และอนุญาตให้การไฟฟ้าลาวมาออกพันธบัตรเงินบาทเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทในตลาดตราสารของไทย
การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะทำให้กลุ่มทางการเมืองและธุรกิจของทักษิณได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่รัฐประหารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาจริง ๆไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ทำลายกลุ่มธุรกิจใดๆ เลย แม้ว่าองค์ประกอบในคณะรัฐมนตรีจำนวนมากจะมาจากข้าราชการเกษียณ แต่พวกเขาไม่ได้ออกนโยบายใดที่เป็นการปิดกั้นการทำธุรกิจกับลาว ไม่ได้ทำลายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการอิระวดี เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ACMECS) ที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้น โครงการยังคงดำเนินต่อ มิหนำซ้ำยังได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินสืบต่อไปได้ การให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมเชื่อมกับแขวงคำม่วนของลาว ซึ่งรัฐบาลทักษิณสัญญาว่าจะออกเงินค่าก่อสร้างเองทั้งหมดนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ดำเนินการต่อไป
แม้ว่ารัฐบาลของสุรยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังแต่ธุรกิจเอกชนยังสามารถเรียกร้องให้ทางการให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเดิม อย่างกรณีของนายนิยม ไวยรัชพานิชประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์เอาใจใส่โครงการคอนแทร็ก-ฟาร์มมิ่งซึ่งริเริ่มภายใต้กรอบความตกลง ACMECS ที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้ เพราะว่ามีระเบียบบางประการเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรค [11] ว่าจะไม่ได้ตอบสนองอย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นก็เนื่องด้วยปัญหาเรื่องความสามารถและทักษะในการบริหารประเทศมากกว่าจะมาจากความพยายามที่จะขัดขืนบทบาทของธุรกิจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
การครอบงำและการต่อต้าน
แม้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความพยายามครอบงำทางเศรษฐกิจจากไทย แต่ลาวกลับไม่ได้ใช้ความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากแต่ใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยอาศัยความอ่อนไหวทางด้านวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครื่องมือในทางการทูต เพื่อลดผ่อนความพยายามของไทยที่จะมีอิทธิพลเหนือลาวเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ทางโภคทรัพย์
เขียน ธีระวิทย์ และคณะได้หยิบการกระทบกระทั่งกันทางวัฒนธรรมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ไทย-ลาวในสายตาคนลาว [12] โดยได้ศึกษากรณีข้อกล่าวหาว่านักร้อง นิโคล เทริโอ ดูถูกแม่หญิงลาว จากการศึกษาดังกล่าวนั้นพบว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านักร้องของไทยไม่ได้กล่าววาจาใดเป็นการดูถูกคนลาว แต่เรื่องนี้สหพันธ์แม่หญิงลาวก็หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและเรียกร้องให้มีการขอโทษ ซึ่งในที่สุดชวน หลีกภัย ขณะเดินทางเยือนลาวได้กล่าวขออภัยอย่างไม่เป็นทางการต่อรัฐบาลลาวในกรณีดังกล่าว เพื่อยุติข้อบาดหมางที่ไม่จำเป็น ในการวิจัยนั้น เขียนและคณะได้สรุปว่า เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปของคนลาวว่า คนไทยเป็นชาติที่ชอบดูถูกคนลาวมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้
เหียม พมมะจัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งเคยเป็นทูตในประเทศไทยถึง 8 ปีได้สรุปเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเขา [13] ว่าคนไทยชอบแสดงตัวว่าเหนือกว่า และพยายามดูถูกคนลาวซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าไทย
ไทยและลาวมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ลาวก็มีความหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทย ซึ่งลาวเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลจากความใกล้ชิดตะวันตก จะข้ามแม่น้ำโขงโดยผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ ไปสร้างความเสียหายให้กับวัฒนธรรมของลาว ในปี 2547 กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวสั่งห้ามเปิดโทรทัศน์ของไทยในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม และสถานีขนส่ง
วันทอง โพนจันเฮืองอธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวในเวลานั้นบอกว่า รัฐบาลลาวออกคำสั่งดังกล่าวเพราะไม่ต้องการเห็นอิทธิพลสื่อมวลชนไทยในลาวมากจนเกินไป เพราะว่าโทรทัศน์ไทยปรากฏในที่สาธารณะในลาวราวกับว่าเป็นแผ่นดินไทย [14] การสั่งห้ามสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ในลาวนั้นมีปรากฏอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นข่าวสารหรือการบันเทิง หากลาวพิจารณาเห็นว่ามีสารที่แสดงออกถึงการดูถูกดูแคลนลาว จะมีการสั่งห้ามทันที เช่นกรณีของภาพยนตร์แนวขบขันเรื่อง หมากเตะ ซึ่งล้อเลียนนักฟุตบอลทีมชาติของลาว ที่ต้องอาศัยผู้ฝึกหัดคนไทย และต้องไปย้อมสีผม ขนรักแร้ เพื่อให้เหมือนฝรั่งและไปฝึกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อเตรียมตัวไปชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องเลื่อนการฉายออกไปเพื่อปรับปรุงใหม่เพราะลาวเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูถูกเหยียดหยามลาว [15] สถานทูตลาวในกรุงเทพฯ บอกว่า มีความจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพราะอาจจะเกิดความไม่พอใจในหมู่คนลาว และอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเหมือนกรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนมกราคม 2546
ความพยายามต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ง่ายในการนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ลาวหยิบประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ แต่เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง จากกรณีภาพยนตร์ หมากเตะ คือการที่นักลงทุนไทยสามารถทำเงินจากวัฒนธรรมลาวได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลาวยังไม่ต้องการเห็นวัฒนธรรมของตนถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์มากจนเกินไป กรณีละครเรื่อง เพลงรัก สองฝั่งโขง ทางช่อง 7 เป็นกรณีน่าสนใจที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความพยายามจะเชื่อมธุรกิจละครโทรทัศน์ด้วยการนำ อเลกซานดราธิดาวรรณ บุญช่วยนางเอกยอดนิยมลูกครึ่งลาว-บัลแกเรีย มาเล่นคู่กับพระเอกเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ของไทย ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออันดีของวงการบันเทิงและงานวัฒนธรรมเชิงพาณิยช์ของสองประเทศ แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวไม่ชอบใจบทบางตอน เป็นต้นว่า นางเอกคือจำปานั้นเป็นลูกนอกสมรสและพบรักกับหนุ่มไทยเร็วเกินไปเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของหญิงลาวเสียหายได้ ทางเวียงจันทน์เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว [16] สุดท้ายผู้ผลิตและผู้กำกับคือ ธงชัย ประสงค์สันติ ยอมแก้ไขบทและพลอยเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก เพลงรักสองฝั่งโขง เป็น เพลงรักริมฝั่งโขง ใช้พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นพระธาตุหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์
เบื้องหลังความขัดแย้งในคราวนี้ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวัฒนธรรมจริงๆ แต่เป็นเรื่องความไม่ลงตัวทางด้านธุรกิจและความไม่พร้อมของฝ่ายลาวที่จะทำให้งานทางด้านวัฒนธรรมกลายเป็นธุรกิจ เพราะอเลกซานดราเป็นดาราที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในลาว ด้วยความสามารถทั้งทางด้านดนตรีและการแสดงทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจในลาวไม่ต้องการเห็นเธอเข้ามาประสบความสำเร็จในประเทศไทยซึ่งธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
เมื่อไม่อาจต้านทานได้โดยตรง ลาวจึงนิยมใช้ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการครอบงำจากไทยด้วยการอธิบายว่าไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมบันเทิงรุกเข้าไปลาวเร็วจนเกินไปนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อิทธิพลและคุณค่าแบบไทยสามารถเดินทางผ่านงานศิลปบันเทิงและสื่อสารมวลชนไปอยู่ในสังคมลาวได้โดยไม่ยากนัก
สรุป
ความเปลี่ยนแปลงที่ค้นพบในความสัมพันธ์ไทย-ลาวยุคหลังสงครามเย็น คือกลุ่มธุรกิจได้เข้าไปครอบงำกระบวนการในการผลิตนโยบายของการเมืองระหว่างประเทศได้โดยเบ็ดเสร็จ และการรัฐประหารในไทยสองครั้งหลังสงครามเย็น คือในปี 2534 และ 2549 กลับไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางอำนาจการเมืองของกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเลยเพราะพวกเขายังสามารถครองความเป็นใหญ่อยู่ในโครงสร้างการเมืองและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวความขัดแย้งเรื่องดินแดนและปัญหาความมั่นคงที่ถึงขนาดเคยเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างสองชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เช่นกรณีสามหมู่บ้านและบ้านร่มเกล้าในเขตจังหวัดพิษณุโลกต่อกับแขวงไซยะบุรีกลับกลายเป็นปัญหาแค่เรื่องทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาศัยระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกันปักปันเขตแดนได้ แม้ว่าจะดำเนินไปด้วยความล่าช้าแต่ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีก
ดังนั้น ลำพังรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้นั่งอยู่ในใจกลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวอีกต่อไป หากแต่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เป็นผู้ครอบงำรัฐ คือภาคธุรกิจได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับลาวทั้งในแง่การค้าและการลงทุนได้อย่างราบรื่น
กลุ่มพลังอื่นๆ (หากแม้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนชนชั้น) ไม่สู้จะมีบทบาทอะไรมากมายนักในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตัวอย่างที่เคยยกเอาไว้ข้างต้นคือ กรณีของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประสบความล้มเหลวในการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน2 ในลาว แน่นอนทีเดียว พวกเขามีโอกาสจะได้พูดในที่สาธารณะถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาคือไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดหยิบความคิดความเห็นขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเลย
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวที่ขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ไทยแสดงการครอบงำหรือแสดงการครองความเป็นใหญ่ ซึ่งลาวไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนหรือต่อต้านอะไรได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามกันไป โดยลาวได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแสดงการต่อต้านไทย ในบางกรณีดูเหมือนเทคนิคนี้จะได้ผล เพราะอาจจะทำให้ไทยหยุดฟังบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด
อ้างอิง
[1] ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “Laos: A Reserve for Thai Growth” เสนอในการสัมมนาเรื่อง”Thai stakeholders’ perception toward countries in the Greater Mekong Sub-region” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พฤศจิกายน 2007 ณ GM Hall, SASA International House จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[2] Michael P. Sullivan, Theories of International Relations: Transition vs. Persistence (New York: Palgrave Macmillian, 2002), p. 172.
[3] Antonio Gramsci, Selection from Prison Notebooks, 11th Edition (New York: International Publisher, 1992).
[4] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550: ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2538)
[5] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2536)
[6] Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review (May-June, 2006), pp. 5-37.
[7] Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand, The Thaksinization of Thailand (Copenhegen: NIAS Press, 2005), p. 20.
[8] การอภิปรายในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พลวัตทุนไทยและแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, 4: 3 (กรกฎาคม-กันยายน, 2549), หน้า 86-87
[9] สุทธิดา มะลิแก้ว, “วิถีทางของลาวหลังไกสอน,” ใน Indochina Review (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2537), หน้า 76
[10] รายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องพลังงาน, มกราคม 2544 รายงานฉบับนี้เสนอให้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้างเขื่อนสาละวินในพม่า
[11] นิยม ไวยรัชพานิช พูดในการสัมมนาเรื่องคอนแทร็กฟาร์มมิ่งในกรอบ ACMECS ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ รอยัล จังหวัดอุดรธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2550
[12] เขียน ธีระวิทย์ และคณะ, ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544)
[13] Hiem Phommachanh, “Thai Policy and Attitudes towards Laos since 1975,” (Master of International Studies thesis: Department of Government and Public Administration, University of Sydney, 1991.)
[14] สัมภาษณ์ วันทอง โพนจันเฮือง อธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมลาว,
27 พฤษภาคม 2547
[15] สัมภาษณ์ สุวันนา พูยะวง อัครทูตที่ปรึกษา สถานทูตลาวประจำประเทศไทย, 14 พฤษภาคม 2549
[16] The Nation, February 14, 2007.
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
คมน มัน แดกบ้านกีนเมือง
นี้ ละ คือ ความเถื่อน ของมัน
แนวลาวมันบอ เฮัดบอส้างหัยง เอา แค่ AK 47 จี้ข้าลาวตนเอง
ตัวกาีรไห่ย แม่น บักคำไต บักเขมห้นาแห้ล ข้าพระอง ทังทังราชวงลาวลงได้
นี้ คือ ควา ทจีง ที่ ปขช ลาว และ ไำทย ใน สยาม ปท ควนรุ้
ด่าคอมมิวนิสต์คะ
ด่าคอมมิวนิสต์คะ
คอมมิวนิสต์ตาบอด
ยิ่งขึ้นยิ่งไม่ยอมลง ยี่งแก่ อะดีดราชอานาจักลาววลงเหว
คมน ส้าง อานาจัก มัน เปันอานาจัก ทุกยาก ที่ สุด ในโลกนี้
ช า ด หมา
ไอ้พวกโจรสุภานุวงศ์
ไอ้พวกโจรโจรไก่สอน
ไอ้พวกโจรคำไต,
ไอ้พวกโจรบุนยัง วอละจิต และ จุมมะลี+บัวสอน
สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่านที่เคารพ-เนื่องจากว่ารัฐบาลลาวเวียงจันทร์หรือฝ่ายขวา
ถูกลาวแดงฝ่ายซ้ายเข่นฆ่ากันตายแบบง่ายๆอย่างที่ได้ยินและเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็(พูดก็ไม่ออก
ไอก็ไม่ดัง)และลาวนอกหรือลาวต่างประเทศอย่างพวกเรานี่
จึงมีอคติติดอยู่ในใจเสมอที่ไม่เคยลืมเรื่องเก่าๆอันเลวๆของไอ้พวกโจรสุภานุวงศ์,โจรไก่สอนไปอย่างง่ายๆหร
อกครับท่าน.เหมือนดั่งเพลงดังในอดิต-ลาวแดงบังอาจยัดความเป็นธรรม เข่นฆ่าฝ่ายขวาเสรี
สัญญาสองฝั่งถูกเพีนกิน เพราะแกวนั่นหมิ่นมันเบียดบี้ ทั่วถี่ธานีพี่น้องรักกัน
ลาวถูกชนเผ่าจากบ้านไปไกล ข้ามสู่แดนไทยหนีภัยสงคราม ฝ่ายขวาจะบีบแต่ฝ่ายซ้าย ส่งสัมนาทรมาน
ส่งไปประหารที่เมืองเวียงชัย (สำหรับเพลงนี่ยังไม่จบนะครับ)
ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกท่านจงอย่าไปกังวนเรื่องการใช่ถ้อยคำ-วาจาพวกนี้เลย เพราะว่าไอ้พวกลาวแดงพวกนี่
มันไม่เคยกล้ารับสารภาพของการกระทำของพวกมันอยู่แล้ว คนที่ก่อกรรมทำเข่นเอาไว้
กรรมนั้นก็จะตามสนองในไม่ช้านี่แน่ๆ (กรรมนั้นย่อมมีจริง)
ศาลตบหน้า “สุชน” ไม่รับสรรหา กกต.เพิ่ม
ศาลตบหน้า “สุชน” ไม่รับสรรหา กกต.เพิ่ม
ประชาชนชาวลาว ขอ ตบหน้ าไอ้พวกโจรลาวแดงช า ด หมา พวกนี่เพิ่ม !!
ประชาชนชาวลาว ขอ ตบหน้ าไอ้พวกโจรลาวแดงช า ด หมา พวกนี่.พิ่ม !!
ประชาชนชาวลาว ขอ ตบหน้ าไอ้พวกโจรลาวแดงช า ด หมา พวกนี.เพิ่ม !!
ประชาชนชาวลาว ขอ ตบหน้ าไอ้พวกโจรลาวแดงช า ด หมา พวกนี่เพิ่ม !!
ประชาชนชาวลาว ขอ ตบหน้ าไอ้พวกโจรลาวแดงช า ด หมา พวกนี.เพิ่ม !!
„ลาว ใ น ขอสาปแช่ง ค ม น ลาวไอ้พวกโจรฆ่าล้างโลก ชาดหมา“
„ลาวนอกขอปะนาม ค ม น ลาวไอ้พวกโจรฆ่าล้างโ คด ชาดหมา“
„ไอ้พวกโจรฆ่าล้างโลก ชาดหมา ค ม น ล า ว
จะต้องถูก ประ ชา ชน ล า ว , ค น ล า ว ใ น
ส ย า ม และ ล า ว อพยพ ตัด หัว 7 ชั่วโคตร ครับ“
เพาะว่า เพราะว่า เพาะว่า เพราะว่ าเพาะว่า เพราะว่า
เพาะว่าเ พราะว่า
ไอ้โจรบุนยัง วอละจิต ,ไอ้หัวโจรคำไตและไอ้สมุนของมัน บักจุมมะลี กับหลานชามมันบักบัวสอน กำลังฆ่าประชาชนลาว
ที่อาศัยในประเทศไทย 28คนอีกแล้ว:พวกมันฆ่าล้างโ คดพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา,
พระมเหสี,องค์มงกุฎราชกุมาร,:120เจ้า
และ ฆ่าล้างโลก:21นายพลฯเวียงจัน,พลเรือน,ทหาร,ตำรวจและ
ล า ว ฝ่ายขวาหรือรัฐบาลลาวเวียงจันทร์และ
ผู้บริสุทธิ์ :40 000คน มา แลว บอ พอใจ!!บอสมใจ!!
ชาดหมาล า ว ค ม น !!(ขอโท ดประชาชนชาวไทยทุกท่านไนการใช่ถ้อยคำ-วาจาพวกนี้)
และกำลังยิ้มพอใจสิ่งที่พยายามอยู่ในสารบบที่จะต้องฆ่า 40 กว่าคนอีก.
ไอ้โจรบุนยัง วอละจิต ,ไอ้หัวโจรคำไตและไอ้สมุนของมัน
ไม่เคยกล้ารับสารภาพของการกระทำฆ่าล้างโคด,ฆ่าล้างโลก(1975-2006)ของพวกมันอยู่แล้ว
ไอ้หัวโจรคำไตไอ้โจรบุนยัง และไอ้สมุนของมันง ที่ก่อกรรมทำเข่นเอาไว้
กรรมนั้นก็จะตามสนองในไม่ช้านี่แน่ๆ :กรรมนั้นย่อมมีจริง
ประชาชนชาวลาว ชาว พุทธ ไม่เบียดเบียน ไ คร !!!
มีแต หมาไอ้โจร ล า ว ค ม น บอมี สาสนา มาเบียดเบียน!!
มาฆ่าล้างโ คด !!
มาฆ่าล้างโ ลก !!
ทุกวันนี้ไอ้โจร ล า ว ค ม นไม่สามารถที่จะปิดประเทศของไอ้โจรได้ตลอดไปแม้ว่าไอ้โจรจะกลัวต่อสิ่งที่มันจะเกิดตามมาก็ตาม
ไอ้พวกลาวแดงนี่มันไม่ใช่คน มันอาจจะส่งคนของมันข้ามมาทำอะไรบ้าๆ ที่ ปทท ก็ได้อี ก
ไอ้พวกนี่มันไม่เคยกลัวใคร มันฆ่าได้แม้แต่เป็นพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ วัฒนา,พระมเหสี,องค์มงกุฎราชกุมาร,นายพลฯ,พลเรือน,ทหาร,ตำรวจและผู้บริสุทธิ์ หรื ลาวเวียงจันนั้นอง
ไอ้โจรไก่สอน เป็น หัวห้นาโจ ร ช า ด หมา
มันฆ่าล้างโคด
มันบ่อแมนคน
ลาวนอกทั้งหลาย ลืมบ่อลงดอก!!
ลาวนอกชิลืมเรื่องที่ผ่านมา บ่อได้ดอก ! !
ข้อยกะลาว ขอฮู้สึกเจ็บปวดนำแน !!!
นายหัวโจรสุภานุวงศ์,นายหัวโจรไก่สอน,นายหัวโจรคำไต,นายหัวโจร บุนยัง วอละจิต และสมุนของมัน
เป็นโจร
เผด็จการ
บ้าอำนาจ
โกงกินชาติบ้านเมือง
โกงประชาชน
ฆ่าล้างโลก
คอมมิวนิสต์ เผด็จการล า ว คนดีเหลือเกินไอ้พวก โจรคอมมิวนิสต์ ที่
จริงถ้ายังอยากทำดีซักครั้งในชีวิต
ช่วยกันบอกพวกๆเถอะว่า
มันเห็นแก่ตัว
เบียดเบียน
ฆ่าล้างโคด
ปปช ล า ว ผู้ ที่ ไม่ มีทาง สู้
แถมพรรคที่เลือกตั้งมีพรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์
ประเทศลาวเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เผด็จการ
กำลังยิ้มพอใจสิ่งที่พยายามหาและได้มาแบบ
ปกครองด้วยระบบประชาทิปไตย์ คมน
รัฐเป็นผู้ควบคุมความคิด
กฏหมายไม่ไห้อิสระ ป ป ช
http://www.rfa.org/lao/audio
ทุกๆวันจัน ที่ วีทยุเอเชียเสรี ที่ กุง วอ ชีงตัน
มีลายกาน เปีดห้นากาก ความชั่ว ของ คมน ลาวแดง
ของ ท่าน Dr Bounsang Khamkeo
เชีนฟังเดีพี่ น้อง สยาม
I Little Slave
Bounsang Khamkeo
Memoir
440 Pages
ISBN: 1-59766-007-8
Paper: $21.95
In prerevolution Laos, when people addressed someone older or of higher status, they referred to themselves as “I little slave.” Raised in this tradition of feudal politeness, and having subsequently received a Ph.D. in political science in France, Bounsang Khamkeo returned home in October 1973, not long after the signing of the Paris Peace Accords brought the war in Vietnam to its official close. Between 1968 and 1973 Laos was the target of one of the most massive bombing campaigns in history—the CIA’s secret war in Laos against the North Vietnamese communists. Convinced that the future promised brighter days for his country, Khamkeo joined the newly constituted coalition government in the Laotian capital of Vientiane. In the months that followed, however, he found himself witness to the corruption and eventual disintegration of his world. Seized by the Pathet Lao in the wake of the Communist revolution of December 1975, he survived more than seven years in prison under sometimes impossibly harsh conditions before finally being released during Communist thaw in the 1980s. He moved to the United States in 1989. I Little Slave is the account of his ordeal.
Bounsang Khamkeo was formerly a member of the Laotian Ministry of Foreign Affairs and worked at the Lao Mekong Committee of United Nations in Vientiane. He now lives in Vancouver, Washington with his wife, Vieng, and four children, and works as a behavioral health counselor at the Oregon Health and Science University.
Praise for I Little Slave
“This memoir of the Laotian death camps is the first full account of the Pathet Lao’s secret jungle prisons. As gripping as A Cambodian Odyssey, it is a jolting reminder of the atrocities that states rush to commit once fanaticism—political or religious—rips off the precious shackles of human decency. What a miracle that Khamkeo survived to write the story.”
—Keith Quincy…..
http://www.ewu.edu/ewupress/nonfiction/littleslave.htm
I Little Slave (Paperback)
by Bounsang Khamkeo (Author)
5 Reviews
5 star: (5)
4 star: (0)
3 star: (0)
2 star: (0)
1 star: (0)
See all 5 customer reviews…
See all discussions…
(5 customer reviews)
——————————————————————————–
List Price: $21.95
Price: $21.95 & eligible for FREE Super Saver Shipping on orders over $25. Details
In Stock.
Ships from and sold by Amazon.com. Gift-wrap available.
› 25 used & new available from $8.95
http://www.amazon.com/I-Little-Slave-Bounsang-Khamkeo/dp/1597660078
Editorial Reviews
Book Description
In pre-revolutionary Laos, “I, little slave” was the traditional, formal expression of the word “I.” This book is the memoir of the Laotian civil servant Bounsang Khamkeo, who was raised in the Laos of tradition and feudal politeness but was educated in France. Upon his return to Laos during the chaotic seventies he worked in the Foreign Affairs Ministry of the last non-communist government and was witness to the corruption and eventual disintegration of that world. He continued in the same capacity for the Pathet Lao until the new regime became distrustful of the worldly Khamkeo and imprisoned him. He survived his years in prison and moved to the United States in 1989.
Told with a directness, honesty, and attention to detail that is rare in such documents, I, Little Slave also gives us the tragedy of Laos, an ancient land caught between competing forces, ideologies, and values. The book is unforgettable and ranks with the best captivity stories ever written.
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
คุกอาจขังทักษิณได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของประชาชนต่อทักษิณได้
อาทิตย์ ที่ 6 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2551
บทความโดย…ลูกชาวนาไทย
ช่วงนี้ได้ยินข่าวลือหนาหูเหลือกันเกินว่า พวกศักดินา ไม่ยอมหยุดที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ “ยุคกลาง” อีกครั้ง มีกระทั่งข่าวว่า จะให้ “ตุลาการภิวัฒน์” พิพากษาจำคุกทักษิณ และจำคุกสมัคร เพื่อให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือแม้กระทั่งมีข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยครั้งนี้จะ “จัดการให้สะเด็ดน้ำ”
ผมไปที่ไหนคนที่รู้จักทั้งเพื่อนในโลกไซเบอร์ด้วยกันก็ถามหนาหูเหลือเกินว่า พวกเรากำลังจะแพ้ใช้หรือไม่ พวกศักดินาเอาแน่ใช้หรือไม่ ศาลจะยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่ พวกเราจะทำอย่างไร
ผมในฐานะที่อยู่ไกลข้อมูล และไม่ได้มีข่าวข้อมูลวงในอะไร แต่อาศัยการประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเห็น ปรากฎการณ์ในสังคมที่ได้ยินได้ฟัง ผมสรุปได้ว่า “มีการเคลื่อนไหวบางอย่าง” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ได้สิ้นสุดลงง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่ละฝ่ายก็มีอิสระที่จะคิดจะเคลื่อนไหว “เพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของตนให้ได้” แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระ และเสรีภาพที่จะดำเนินการ หรือคิดวางแผนเพื่อดำเนินการอะไรก็ได้
แต่ความสำเร็จนั้นตามแผน ตามการคาดการ์นั้น มันไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ขึ้นกับคนที่วางแผน แต่มันขึ้นกับเงื่อนไข ตัวแปรและสถานการณ์ ที่ไม่มีฝ่ายใดควบคุมได้ เมื่อเราจะชกคนอื่น คนอื่นเขาก็ต้องมีการหลบ หรือชกสวนกลับมา มันเป็นเสรีภาพของการต่อสู้ ที่แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระที่จะริเริ่มกระทำ และลงมากระทำ
พวกศักดินา มีความสามารถที่จะทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก มีความสามารถที่จะให้ “ตุลาการภิวัฒน์” ตัดสินจำคุกศัตรูทางการเมืองของตนได้อย่างแน่นอน
แต่การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน
สภาพสังคมไทยเวลานี้ สภาพสังคมโลกขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ไม่อาจทนแรงกระหน่ำจากชาวโลกได้ สภาพความแตกแยกของประชาชนในประเทศที่แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และไม่มีทางที่ประชาชนจะเปลี่ยนขั้วเป็นตรงกันข้ามได้โดยง่าย ไม่ว่าจะทำลายแกนนำ หรือ “ตัวแทนของแต่ละฝ่ายอย่างไร” ก็ไม่มีทางทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน
ไม่ว่าจะทำรัฐประหาร บั่นคอแกนนำพรรคพลังประชาชนทุกคน หรือ สั่งจำคุกทักษิณ และสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบลงได้อย่างแน่นอน แต่มันจะเป็น “เชื้อไฟ” ที่เติมความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ
การทำรัฐประหารนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก แต่จะไม่มีทางปกครองได้ ประชาชนบางส่วนจะลุกขึ้นสู้ หากมีการบาดเจ็บล้มตาย จะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมโลก และคงไม่เพียงแค่การประนามอย่างแน่นอน แต่อาจมีการตอบโต้จากสังคมโลกโดยการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หากเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยภายใต้คณะรัฐประหาร อยู่ไม่รอดภายในสามเดือนอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่มีทางที่ใครจะคุมได้ และแม้แต่คนที่คิดว่า “ตัวเองมีบารมีมากที่สุด” ก็จะไม่มีบารมีอีกต่อไป เพราะประชาชนไม่โง่พอที่จะเชื่อถือใครอีกต่อไป
หากทำรัฐประหารวันนี้ แล้วรีบร่าง รธน. ระบบ 70/30 ขึ้นมา โดยคิดว่าตัวเองจะกุมอำนาจได้ตลอดไป โดยอาจมีการจำคุกทักษิณไปก่อน
ผมคิดว่านั่นเป็นความคิดที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเคยต่อต้าน “ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย” ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 มาอย่างยางนาน การทำอย่างนี้เท่ากับปลุกกระแสต่อต้าน พวกศักดินาอาจ “กำจัดทักษิณไปได้” แต่ก็แค่กำจัดคนๆ หนึ่งไปเท่านั้น แต่เท่ากับไปจุดเชื้อของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมา
ทีนี้การต่อสู้คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่การต่อสู้มันจะเลยเถิดไปถึงการล้มล้างสิ่งที่กีดขวางประชาธิปไตย และ ปลายหอกของการต่อสู้จะพุ่งเป้าไปที่ “ระบบศักดินา” ที่เป็นตัวอุปสรรคต่อประชาธิปไตยแทน
อยากฆ่าตัวตายก็เชิญตามสบายครับ และเท่าที่ผมได้ยินได้ฟัง ฝ่ายต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เชียร์ให้มีการทำรัฐประหาร เพื่อที่มันจะได้พังกันเร็วๆ เท่ากับเป็นการ “ร่นระยะเวลา” บางอย่างที่บางคนไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น ให้ได้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น นี่คือการ “จุดไฟเผาบ้านตัวเองอย่างชัดๆ ” อย่างที่อดีตกษัตริย์คเยนทรา แห่งเนปาลเคยทำ
การจำคุกทักษิณ ไม่ได้ทำให้คนที่ศรัทธาทักษิณนั่นเสื่อมความนิยมในตัวเขาลงไป แต่เท่ากับเป็นการตอกย้ำสภาพของ “พจมานแห่งบ้านทรายทองที่ถูกรังแกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำตำนานของทักษิณให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ใครดูหนังเรื่อง Braveheart ที่อังกฤษสั่งสังหาร William Wallace วีระบุรุษแห่งชาติสะก็อตไป โดยหวังว่าจะทำให้การต่อต้านลดลง แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันกลับไปจุดไฟแห่งการต่อต้านขึ้นทุกย่อมหญ้า และสุดท้ายสะก็อตก็ประกาศเอกราชจากอังกฤษได้ ความตายของ William Wallace ทำให้เขาเป็นอมตะ และทำให้สะก็อตได้เอกราชจากอังกฤษ นับเป็นการตายที่คุ้มค่า
การทำลาย “ผู้นำในตำนานของประชาชน” มันมีแต่ทำให้ตำนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และทำให้การต่อต้านแพร่ระบาดออกไป และเท่ากันเป็น “การเติมพลังให้กับฝ่ายต่อต้าน” และมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดประวัติศาตร์การต่อสู้ของมนุษยชาติ
พม่าขังอองซาน ซูจีได้ แต่ขังศรัทธาของประชาชนต่อเธอไม่ได้
แอฟริกาใต้ ขังเนลสัน แมนเดลล่า ได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของเขาไว้ได้
และกรณีทักษิณ ฝ่ายตรงข้ามอาจคิดว่าทักษิณไม่มีพลังเท่ากัน “วีระบุรุษ” คนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์โลก
ผมคิดว่า คนที่ขังเนลสัน คนที่สังหาร William Wallace ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่พวกเขาก็คิดผิด
เราอย่าไปคิดแทนประชาชนที่ศรัทธาผู้นำคนหนึ่ง ว่าศรัทธาของประชาชนนั้นไม่มั่นคง เพราะศรัทธามันเกิดขึ้นที่ใจของผู้อื่น ไม่ใช่เรา ดังนั้น เราจะเอาตัวเราไปประเมินคนอื่นไม่ได้
ตอนนี้ผมไม่กลัวการทำรัฐประหาร ไม่แคร์กับการตัดสินจำคุกทักษิณ แต่ “คุกที่ขังทักษิณ” นั้นแหละจะพังทะลาย “พันธนาการ” ที่ขังสังคมไทยไว้กับ “ยุคกลางให้หมดสิ้นไป”
ทำเลยครับ ผมก็อยากให้ทำเหมือนกัน ผมเบื่อกับการต่อสู้ อยากให้มันจบไวๆ เหมือนกัน
แต่ผมรู้ว่า “ประชาชนนั้น” ไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง และเมื่อประชาชนตื่นแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่อาจดึงประชาชนกลับสู่ยุคกลางอีกได้
เราก้าวเข้ามาในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าไปกลัวกับการเปลี่ยนแปลง
ท่านนายกฯทักษิณ ท่านเสียสละมามากแล้ว เสียสละเข้าคุกอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง นี่จะเป็นคุณูปการของท่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
คุกขังท่านได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาได้ และคุกที่ขังท่าน แต่มันจะเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง
พวกเขาอาจจับท่านเข้าคุกได้ แต่ท่านจะอยู่ในใจของประชาชน เป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้
พระอาทิตย์ดวงหนึ่งกำลังตกดินแล้ว ถึงอย่างไรก็ทำให้มันลอยกลับขึ้นมาอีกไม่ได้
แต่ พระอาทิตย์ดวงใหม่กำลังลอยขึ้น
รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และไม่มี “ผู้อุปถัมป์” กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
พล.ต. จำลองเคยให้สัมภาษณ์ตอนพฤษภาทมิฬว่า ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง ก็คิดได้ทันทีว่า “เราจะชนะแล้ว
ผมก็คิดเช่นกันว่า ทันทีที่ทักษิณเดินเข้าคุก ฝ่ายประชาธิปไตยก็ชนะแล้วเช่นกัน
William Wallace
http://forum.serithai.net/index.php?topic=30142.msg323738;topicseen#msg323738
http://fwmail.teenee.com/etc/10177.html
**พัฒนาการของความขัดแย้งจาก “เอา/ไม่เอาทักษิณ” กำลังจะเป็น “เอา/ไม่เอา ในหลวง”**
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 16:35 »
——————————————————————————–
ทางเลือกของสังคมกำลังถูกบีบรัดให้คนในสังคมต้องเลือกข้างมากขึ้นเรื่อยๆ และพัมนาการที่คนจำพวกหนึ่งในสังคมกำลังจุดพลุอยู่ก็คือ…”เอา หรือ ไม่เอาในหลวง”
ผมจำได้ว่า ได้เขียนกระทู้เรื่อง กองเชียร์ทักษิณ กับ คนเกลียดเจ้า คนสองสายพันธุ์ที่มาผสมพันธุ์กันได้อย่างกลมกลืน เมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งหลายคนในห้องนี้คงจะจำกันได้นะครับ และวันนี้ พัฒนาการของมันก็กำลังรุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
จากวีระ มุสิกพงศ์ สู่ โชติศักดิ์ ไม่ยืนไม่ผิด สู่ จักรภพ some loyalty และล่าสุด ดา ตอปิโด เหมือนไม้ผลัดที่รับส่งกันเป็นทอดๆ
เอาไม้แรกก่อนนะครับ..
วีระ กับก้าวย่างที่พลาดไปโดยการเลินเล่อ
เพราะเกิดในช่วงที่กำลังหาเสียงกับชาวบ้าน แต่ดันไปเปรียบเทียบตนเองกับความเป็นอยู่ของราชวงศ์เข้า เชื่อว่า ครานั้นเป็นความพลั้งพลาดไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่การติดคุกครั้งนั้นก็จุดประกายไม่ยอมรับขึ้นมาในใจ แผลเป็นที่บาดลึกนี้เยียวยาไม่ได้เลยในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ตีตราเอาแล้วว่า ผิดพลาดเพียงครั้ง ไม่มีสิทธิ์ให้อภัย อาชีพนักการเมืองของวีระถูกตัดตอนไปก่อนกำหนดอายุขัย ลงที่ไหนก็ไม่ได้รับเลือก เพราะตราบาปที่ฝ่ายตรงข้ามยกขึ้นมาอ้าง เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ไม่รู้ว่า ชาวบ้านจะเลือกไปทำหอกพระแสงอะไร แก่ปูนนี้ ประสบการณ์ทางการเมืองปานนี้อย่างเก่งยังเป็นได้แค่ ส.ส.
คงไม่ใช่ความบังเอิญหรอกที่วีระต้องหันไปซบอกทักษิณ เพราะมีแต่ทักษิณเท่านั้นที่ยอมให้โอกาสในการกลับมา เพราะขั้วการเมืองอีกขั้วหนึ่ง ตัดสายสัมพันธ์กับวีระแบบไม่มีเยื่อใยใดๆ ให้เลย ไม่ว่าวีระจะยอมสยบนบนอบอย่างใดก็แล้วแต่ แต่ในสำนักนี้ ไม่เคยคืนโอกาสให้ “ศิษย์ทรยศ” คนใดเลย
ไม้ต่อมา..โชติศักดิ์ ไม่ยืนไม่ผิด
ที่มันผิด เพราะ คนอื่นๆ ดันยืน ไงล่ะครับ
โชติศักดิ์เองก็รู้มานานแล้วว่า ทำเช่นนี้บ่อยๆ สักวันต้องเจอดีแน่ แต่เขาก็ยังทำ นอกจากตนเองทำแล้ว ยังสอนคนอื่นๆ ให้ทำตามอย่างด้วย จึงไม่ใช่โชติศักดิ์คนเดียวที่ไม่ยืน แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นเพื่อนคิดของโชติศักดิ์ คนจำนวนนี้มีมากพอที่จะทำเสื้อ “ไม่ยืนไม่ผิด” ในแบบเดียวกันออกมาใส่ จำนวนสั่งสกรีนต้องว่ากันเป็นหลัก 100 ขึ้นไปครับ ไม่งั้นไม่คุ้มค่าจ้างสกรีน และคนจำนวนนี้ก็มีมากพอ และมีบารมีพอที่จะใส่เสื้อไปออกรายการในสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลได้
คำถามคือ โชติรู้ว่าผิด สักวันเจอคุก ทำไมยังกล้าทำ
ก็ถ้าไม่ทำในช่วงนี้ ช่วงที่สมัคร นอมินีทักษิณเป็นนายกอยู่ จะให้ทำช่วง คมช.เรืองอำนาจหรือไร โธ่..ถามได้
และก็ได้ผลในระดับหนึ่ง คือ สังคมหันมาให้ความสนใจ (จากเดิมที่ไม่กล้าสนใจ) แต่นายกสมัครกลับไม่ให้ความสำคัญ(ตามแผนที่คาดไว้เปี๊ยบ) คดียังไม่ตัดสิน วันนี้ยังไม่ติดคุก ถ้าทักษิณได้กลับมาเรืองอำนาจ เรื่องนี้อาจมีพลิก
แล้วทำไมจึงจะไม่ทำล่ะครับ ในเมื่อ เป็นความใฝ่ฝันที่จะสู้กับระบอบเก่าแก่มานานแล้วน่ะ
ในอดีตเคยเคลื่อนไหวอยู่ฝ่ายไหนไม่สำคัญหรอกครับ เพราะ คมช.ทำให้คนเปลี่ยนได้ทันใจ เพราะคมช.มาจากสายอำนาจเก่าอุปถัมภ์ (ใครๆ ก็รู้) ถ้าทักษิณอยุ่ตรงข้ามกับอำนาจเก่าอุปถัมภ์ ก็ถือเป็นพวกเดียวกันได้แล้ว
ไม่เชื่อถาม..หมอเหวงดูได้ครับ จาก “ท้าก..ก ษิณ..ออกไป” หมอเหวงยังทำให้กลายเป็น “รักทักษิณเพราะทักษิณรักประชาธิปไตย” ได้เลย
ทั้งโชติ และเหวง แสดงให้เห็นว่า..ทักษิณไม่ใช่ตัวแปรให้ตนเองเลือกฝ่าย ใจอาจไม่ได้ชอบทักษิณก็ได้ เช่นเดียวกับ นักวิชาการ “หัวโต” แห่งค่าย 6 ตค. แต่ทักษิณเป็นตัวช่วยทำให้ “งานของพวกเขาง่ายขึ้น” หากมีทักษิณเป็นสะพานเชื่อม
ไม้ที่สาม..อีเพ็ญพลีร่าง
เดิมทีไม่ใช่เป็นคนแอนตี้สถาบันหรอกครับ มาเปลี่ยนพฤติกรรมเอาตอน คมช.เหมือนกัน นัยว่า รับไม่ได้ที่เห็นนายโดนรังแก คนอื่นๆ ในพรรคเขาออกอาการพอท้วมๆ แบบเดินสายกลาง เหยียบสองแง่สองง่ามเอาไว้ เผื่อการเมืองพลิก แต่อีเพ็ญพลีร่างแบบนางโลมในเพลงๆ หนึ่งเลยครับ เรียกว่า กินใจนายใหญ่ นายหญิงสุดๆ โดยเฉพาะเป็นคนภาษาที่สองดีกว่า วีระ ณัฐวุฒิ เหวง จรัล และตุ๊ดตู่ เลยได้ไปออกเวทีระดับชาติบ่อยครั้งกว่า เลยซวย (แทนเพื่อนๆ) ไปเลย
จักรภพพยายามแก้ตัวว่า การบรรยายให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเป็นแง่วิชาการ แต่ Thaksin has some loyalty อธิบายความหมายของเนื้อหาที่กล่าวมาในเบื้องต้นของจักรภพไปทั้งหมด และเป็นการตอกย้ำให้สังคมรู้ความในใจของทักษิณ ที่แม้แต่ทักษิณยังไม่กล้าเปิดเผย แต่อีเพ็ญได้พลีชีพให้ท่านในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว
การที่จักรภพได้เป็น รัฐมนตรี ก็มิใช่เพราะนายสมัครเห็นฝีมือ แต่เป็นเพราะมือที่มองไม่เห็นส่งโพยมาให้สมัคร จึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า จักรภพและทักษิณ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า การเคลื่อนไหวโจมตีพลเอกเปรม โจมตีสถาบัน โจมตีระบบอุปถัมภเก่าแก่ของสังคมไทย นั้นเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว และควรดำเนินการต่อไป
ไม้ล่าสุด แต่ไม่ใช่ไม้สุดท้ายแน่นอน (Last but not least ) ดา..ตอปิโด(บก)
สาวฮาร์ดคอร์ของกลุ่ม นปก. และคนวันเสาร์ ที่เรียกร้อง “คุก..คุก..คุก” แทนเสียงของชะนีมาหลายเพลาแล้ว
วันที่ขึ้นเวที ดาใส่แบบหมดแม็ก กะว่า หากคราวนี้ยังไม่ถูกจับอีก คราวหน้าจะเป็นชะนีซะทีแล้ว
ได้ผลแฮะ..
เรียกว่า กลุ่มแนวร่วมต้องเลือกข้างกันแล้วว่า จะให้ดาตายเดี่ยว หรือ พวกเราตายพร้อมๆ กัน
แนวร่วมที่รับไม่ได้ก็ต้องเดินหนีออกไป คนที่ยังอยู่ก็ชัดเจนว่า ถ้ายังรักทักษิณก็ต้องไม่เอาระบบเจ้า
ถ้ากรณีของดา ตอปิโดยังไม่ชัดเจนพอ จะมีไม้ต่อๆ ไปออกมาบีบให้คนรักทักษิณต้องเลือกแน่นอนครับ คอยดูต่อไป
ทุกกรณีที่ถูกส่งไปติดคุก (ในกรณีศาลพิพากษาแล้ว) จะเรียกมวลชนคนเกลียดเจ้าได้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง ด้วยการเพิ่มข้อหาให้กับสถาบันเก่าแก่ว่า ทำให้คนดีๆ (ที่รักทักษิณ) เหล่านี้ติดคุก หลังจากได้กระทำการ ล้มล้างระบอบทักษิณมาก่อนหน้านี้แล้ว
คุณจะเชื่อผมไหมว่า ตอนนี้ คนที่ต้องคดีหลายคนอยากให้พิพากษาโทษจำคุกกับตนเอง เพราะคำพิพากษาจะเป็นใบเบิกทางให้ขบวนการล้มเจ้า เอาทักษิณคืนมา ประสบความสำเร็จ
ดังนั้น..ถ้าคุณเป็นกองเชียร์ทักษิณต้องหันมาเกลียดระบบอุปถัมภ์ เกลียดเจ้าด้วยกัน ไม่เช่นนั้น ก็ไสหัวไปอยู่กับอีกขั้วหนึ่งได้เลย
นี่จะเป็นทางเลือกให้คนรักทักษิณต้องตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต..”จะเอาทักษิณหรือเอาในหลวง”
เอาอาวุธที่ฝ่ายโน้นจะมอมเมาประชาชนโดยจะบอกว่า..
“ถ้าเลือกทักษิณ เขาจะมาโปรยเงินโปรยทองให้ท่าน ปลดหนี้ให้ท่านถึงถิ่น แต่ถ้าเลือกในหลวง พวกท่านสัมผัสได้แต่ในรายการเฉลิมพระเกียรติ”
สงครามครั้งนี้ ดูเหมือนฝ่ายทักษิณจงใจเพลี่ยงพล้ำนะครับ ไม่ใช่ติดบ่วงโดยประมาทอย่างที่หลายคนเข้าใจ เหมือนการเล่นหมากรุกชั้นเซียน ที่ยอมเสียเบี้ยเพื่อแลกกับเรือไงครับ
ไม่เชื่อ ไปดูตามเว็บบอร์ดที่ “หมิ่น” เป็นประจำดูสิครับ จะพบว่ามีเสียงเชียร์เจ๊ดา มากกว่าเสียงด่าแล้ว และคนเหล่านี้จะเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการจับกุมดา และจำคุกดาเกิดขึ้น
ขั้นต่อไปของการเดินหมากของขบวนการล้มเจ้าจะเป็นอย่างไร น่าติดตามยิ่ง โดยเฉพาะเป้าหมายของพวกนี้ กำหนดให้จบลงเมื่อ..สิ้นรัชกาลนี้เท่านั้น
World’s 50 Poorest Countries
UN list of least developed countries1
Afghanistan, Angola, Bangladesh, Benin, Bhutan, Burkina Faso, Burundi, Cambodia, Cape Verde, Central African Republic, Chad, Comoros, Democratic Republic of Congo, Djibouti, Equatorial Guinea, Eritrea, Ethiopia, Gambia, Guinea, Guinea-Bissau, Haiti, Kiribati, Laos, Lesotho, Liberia, Madagascar, Malawi, Maldives, Mali, Mauritania, Mozambique, Myanmar, Nepal, Niger, Rwanda, Samoa, São Tomé and Príncipe, Senegal, Sierra Leone, Solomon Islands, Somalia, Sudan, East Timor, Togo, Tuvalu, Uganda, Tanzania, Vanuatu, Yemen, Zambia.
Trends among the world’s poorest countries
In the second half of the 1990s the average per capita income in the world’s poorest countries, when measured in terms of current prices and official exchange rates, was $0.72 a day and the average per capita consumption was $0.57 a day. This implies tha