เธงเธฒเธฃเธชเธฒเธฃเธŸเน‰เธฒเน€เธ”เธตเธขเธงเธเธฑเธ™

เธ›เธตเธ—เธตเนˆ 7 เธ‰เธšเธฑเธšเธ—เธตเนˆ 4 : เธ™เธดเธ•เธดเธฃเธฑเธเธเธฑเธšเธ„เธงเธฒเธกเธขเธธเธ•เธดเธ˜เธฃเธฃเธก
book เธšเธ—เธšเธฃเธฃเธ“เธฒเธ˜เธดเธเธฒเธฃ
เธ„เธงเธฒเธกเน„เธกเนˆเธžเธญเน€เธžเธตเธขเธ‡เธ‚เธญเธ‡เธ™เธดเธ•เธดเธฃเธฑเธ

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย

June 30th, 2008

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย [1]

ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเป็นกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจาก ประการแรก การเคลื่อนไหวของนักปฏิวัติยุคก่อนนั้นต้องประสานงานกันในระดับนานาชาติ ประการที่สอง ระบบทุนนิยมมีลักษณะข้ามชาติมานานแล้ว และจนยุคสมัยปัจจุบันเราหาความเป็นชาติของมันไม่เจอ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับด้วยว่า ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในสายมาร์กซิสต์ล้าหลังและด้อยพัฒนาเอามากๆ [2]

ในยุคสงครามเย็น ทฤษฎีหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ทฤษฎีดุลยภาพแห่งอำนาจ (the balance of powertheory) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้ามาอยู่ในบริบทนี้ได้ทั้งหมด โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางขนาดเล็กทั่วทุกมุมโลกก็ตกอยู่ในบริบทของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเมื่อก่อนก็ถูกวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีนี้ได้ เพราะไทยกับเพื่อนบ้านอยู่ต่างค่ายกัน

แต่หลังสงครามเย็นก็ไม่มีทฤษฎีใหญ่ที่อธิบายอะไรได้ทั้งโลกแบบนี้อีกแล้ว มีความพยายามที่จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาแทนโดยเฉพาะได้พยายามเอามุมมองทางเศรษฐกิจมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามทำให้เราเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ในโลกนี้สัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที

นักทฤษฎีในสายเสรีนิยมบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถแยกกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกในบรรยากาศการเมืองเสรี พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี่เองเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพ เพราะทุกประเทศมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจไขว้กันไปมาเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์

แต่พวกมาร์กซิสต์โต้แย้งว่า การเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออก เศรษฐกิจทุนนิยมถูกกำหนดโดยความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างพวกนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน การครอบงำของชนชั้นในรัฐต่างๆ ที่แตกต่างกันนั่นเองที่ทำให้แต่ละชาติต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือทฤษฎีใหญ่ของพวกมาร์กซิสต์หยุดอยู่แค่นี้เอง นักทฤษฎีรุ่นหลังๆ พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีต่อ และได้ขยายกรอบออกไปไกลกว่ามุมมองทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยมีบางกลุ่มนำความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรืออำนาจนำ

(hegemony) ของอันโตนีโอกรัมชี่ มาร์กซิสต์อิตาลีมาพัฒนา แต่ทว่าการใช้กรัมชี่แบบทื่อๆก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้มากนักดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากการถูกโจมตีว่าคร่ำครึ พวกที่ดัดแปลงทฤษฎีนี้มาใช้จึงเรียกตัวเองว่าเป็น นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscian) เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย โดย Adrian Budd ได้ทบทวนงานของนักคิดสายนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโต้แย้งกับพวกสายเสรีนิยม แต่แย้งกับสำนักสัจนิยม (Realist) โดยมองว่าสังคมมีส่วนกำหนดอำนาจรัฐ และสังคมเช่นนั้นเองที่แสดงออกถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และแก่นสารของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ “รัฐ” ล้วนๆคือไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ของพลังทางสังคมรูปการณ์ของรัฐ และระเบียบโลกด้วย

เมื่อกล่าวถึงการครองความเป็นใหญ่ ในความหมายที่กรัมชี่เองใช้นั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างกำลังบังคับ (force) และการยินยอม (consent) ในงานเขียนอันลือลั่น Prison Notebooks [3] ของกรัมชี่ ได้พูดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ในบริบทของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ซึ่งเขาแบ่งเป็นประชาสังคมและสังคมการเมือง (civil society& political society) ซึ่งถ้าจะให้อภิปรายสองอย่างนี้ก็ยืดยาวสรุปเอาอย่างหยาบที่สุด ประชาสังคมคือภาคเอกชน ส่วนสังคมการเมืองนี่คือภาครัฐ ซึ่งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยที่ด้านหนึ่งนั้น การครองความเป็นใหญ่คือการที่ชนชั้นที่ครอบงำได้แสดงผ่านสังคม และอีกด้านหนึ่งไปใช้โดยตรงต่อรัฐและรัฐบาล

แนวความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรือ hegemony ในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายบริบทด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วในสถานการณ์หลังสงครามเย็นมักจะใช้ในทำนองที่ว่าสหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่อยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย ความจริงแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินไปชนตึก

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นว่า ภาวะการครองความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังลดต่ำลง เพราะว่าโลกเริ่มแตกเป็นหลายขั้ว เมื่อมีจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นอิสระต่อกัน และในหลายกรณีขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ

ในบทความนี้จะทดลองกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ลาวเป็นกรณีศึกษา โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่ใส่ลงในบริบทของสังคมการเมืองภายในประเทศ เพื่ออธิบายว่าชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างไร พวกเขาใช้พลังทางเศรษฐกิจใส่ลงไปในนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในขณะที่ลาว ซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่า และตกอยู่ในฐานะของฝ่ายตั้งรับ พยายามหาทางต้านทานอย่างไร

 

ชนชั้นที่ครองความเป็นใหญ่และนโยบายเพื่อครอบงำ

หลังสงครามเย็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน กล่าวคือในห้วงกลางทศวรรษ 1980 นั้น สหภาพโซเวียตได้หันไปใช้นโยบายเปิดกว้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะล่มสลายไปในที่สุดโดยผลของมันคือ ผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เคยอยู่ในค่ายสังคมนิยมสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยในลาวนั้นเริ่มหันมาใช้แนวทางที่เรียกกันว่า จินตนาการใหม่ [ตามคำของลาว] (New EconomicMechanism-NEM) มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแนวทางการวางแผนส่วนกลางมาใช้เศรษฐกิจแบบตลาดแทน และเปิดต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ

สภาพการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มราชการที่เคยครองความเป็นใหญ่ในรัฐสูญเสียฐานะลงไป และได้ตีกลับมาในช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม คือในอีก 3 ปีต่อมา โดยอาศัยภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวหนุนส่ง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ใน สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 [4] ได้เสนอว่าราชการได้สูญเสียการครอบงำ

รัฐและการกำหนดนโยบายไประหว่างสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่จะยึดคืนมาได้อีกในช่วงหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี 2534 และนำนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตผู้มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนรัฐมนตรีในรัฐบาลชาติชายและรัฐบาลอานันท์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร พบว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์มีนักธุรกิจเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่รัฐบาลชาติชายและแม้แต่รัฐบาลสุจินดา ซึ่งแม้จะเคยเป็นทหาร แต่ได้อาศัยฐานของพรรคการเมืองสนับสนุน มีนักธุรกิจมากกว่าครึ่งของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามงานของรังสรรค์ในปี 2536 [5] ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์จะมีพวกเทคโนแครตมาก แต่บุคลิกของรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลของรัฐราชการสมัยเก่ามากเพราะพวกเทคโนแครตในรัฐบาลอานันท์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งรัฐบาลหลังจากอานันท์คือ รัฐบาลชวน หลีกภัย,บรรหาร ศิลปอาชา และชวลิต ยงใจยุทธ มีบุคลิกเหมือนรัฐบาลชาติชาย คือเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจที่ใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดการเมืองไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐและกำหนดทิศทางของประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมาก พร้อมๆ กับทำลายกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการเงินการธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มบรรหาร ชวน และชวลิต หดหายไปมาก และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจหมื่นล้านในกลุ่มโทรคมนาคมแทรกตัวโดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มที่เสียหายจากวิกฤตน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่เสียหายเลย โดยเกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทักษิณสามารถรวมเอาเทคโนโลยี โนว์ฮาว และความโนว์ฮู (know how & know who) คือการมีสายสัมพันธ์มากของเขา เป็นบันไดแห่งความเติบโต [6] ในขณะที่ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และดันแคน
แมกคาร์โก [7] เห็นว่าทักษิณประสบความสำเร็จในการรวบรวมกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนได้ จนเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ของพวงต่างๆ และอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่าทักษิณไม่ใช่นักการเมืองของพันธมิตรเจ้าพ่อท้องถิ่นอีกต่อไปแล้วแต่เขาสร้างแฟรนไชส์ทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จ [8] สามารถควบรวมคนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายพรรคไทยรักไทย (ในเวลานั้น) ได้สำเร็จและค่อนข้างราบรื่น

แต่ไม่ว่าจะมองทักษิณในรายละเอียดต่างกันแค่ไหนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมองเห็นจุดร่วมกันประการหนึ่งคือ เขามีเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นธงนำในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจโค่นล้มทักษิณมีความแตกต่างกันในแง่บุคลิกลักษณะ แต่ถ้าใส่ลงในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้ว จะเห็นได้ว่าดำเนินนโยบายเหมือนกันหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเดียวกัน (ดังจะกล่าวต่อไป)

ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวกลุ่มธุรกิจ (ในคณะรัฐมนตรี) ได้เข้ามากำหนดทิศทางของนโยบาย นับแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดกว่านั้น นับแต่สมัยรัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา และรัฐบาลหลังนับแต่นั้นก็นำเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในนโยบายต่างประเทศและได้สร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวยการดำเนินนโยบายและการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายนั้นด้วย ดังเช่นที่คำผุยแก้ว บัวละพา อดีตรอง-นายกรัฐมนตรีของลาวได้กล่าวเอาไว้ในสมัยนั้นว่า ธุรกิจเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว [9] ประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อดูดซับเอาทรัพยากรของลาวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

ในยุคแรกๆ เมื่อรัฐบาลชาติชายเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ไม่สู้เป็นระบบมากนักส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสินค้าขั้นปฐมเช่น ไม้ท่อน ไม้ซุง และแร่ธาตุเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางธุรกิจกัน ก็ไม่มีกลไกจัดการแก้ไขปัญหา ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์จึงได้มีการลงนามในสัญญาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในเดือนพฤษภาคม 2534 ซึ่งในสมัยนี้เองมีการลงนามในสัญญาต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งคณะกรรมการชายแดนเพื่อจัดระเบียบให้กับความสัมพันธ์และเป็นกลไกเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่น

ประเทศไทยได้ปรับทิศทางความสัมพันธ์กับลาวอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลชวน โดยนำบริบทของภูมิภาคนิยม (regionalism) ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงท้ายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 เข้ามาเป็นแกน นั่นคือการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC), North America Free Trade Agreement (NAFTA) และกลุ่มอาเซียนก็มีเขตเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นของตนเองแล้ว

รัฐบาลชวนได้ริเริ่มโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งมีไทย ลาว พม่า และจีน (ตอนใต้) เป็นสมาชิกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย ลาว พม่า และภาคใต้ของจีนด้านมณฑลยูนนาน บริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มดำเนินโครงการลงทุนสร้างถนนหนทางในพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายโครงการเช่นการพัฒนาถนนเชื่อมจีน-ลาว-ไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลานั้น หากแต่ล่วงเลยมากระทั่งปี 2551 จึงสามารถพัฒนาได้สำเร็จและเปิดใช้งานได้

การสร้างถนนหนทางนั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็ทำให้ไทยมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นเพื่อการค้าขายเชื่อมโยงกับจีน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากลาวมากกว่านั้นคือแหล่งพลังงานรัฐบาลชวนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2536 เพื่อซื้อกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จากลาว (รัฐบาลต่อมาๆ เช่นรัฐบาลบรรหารได้เพิ่มเป็น 3,000
เมกะวัตต์ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2539) และพร้อมกันนั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาว และรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มการเมืองแบบใดก็ล้วนแล้วแต่พยายามผลักดันโครงการการสร้างเขื่อนในลาวให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ทางด้านพลังงานทั้งสิ้น

ตัวอย่างโครงการที่มีการดำเนินการผ่านมาหลายรัฐบาลคือ โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โครงการนี้เริ่มมีการศึกษากันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังจากพบศักยภาพด้านพลังงานในลำน้ำเทินซึ่งเป็นสาขาของ 42 แม่น้ำโขง ในปี 2537 รัฐบาลลาวร่วมกับธนาคารโลกและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดอีกครั้ง และหลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งกลุ่มบริษัทเพื่อพัฒนาเขื่อนน้ำเทิน เริ่มทำการออกแบบโครงการ และในปี 2547 ได้มีการก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (NTPC) ซึ่งมีบริษัทจากไทยคือ บริษัทเอ็กโกถือหุ้น 25% และอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนต์ถือหุ้น 15% โดยเขื่อนนี้มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ และกว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นจะส่งขายให้ไทย

โครงการประสบปัญหาล่าช้าอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และในปี 2546 เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อหุ้นส่วนรายใหญ่คือ Electricite de France International ซึ่งถือหุ้น 35% ประกาศถอนตัวก่อนที่จะมีการลงนามขายไฟฟ้าให้กับไทยเพียงวันเดียว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทักษิณ รวมทั้ง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศได้เคลื่อนไหวล็อบบี้จนกระทั่งบริษัทฝรั่งเศสกลับเข้ามาดำเนิน

โครงการต่ออีกครั้งโครงการนี้ถูกต่อต้านคัดค้านจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากอาจจะสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมบนที่ราบสูงนากาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วม และลุ่มน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากเครื่องปั่นไฟแต่เสียงคัดค้านของนักอนุรักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด บรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเช่นกัน ได้พากันประท้วงหลายครั้งในกรุงเทพฯ เพื่อให้ธนาคารโลกยุติโครงการนี้ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนลาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับพวกเขา แต่ทว่าเสียงเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจที่กำลังพัฒนาโครงการนี้อยู่เลย

รัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัยไม่มีทางยอมให้โครงการนี้ล้มลงไปได้ง่ายๆ เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และโครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญอีกด้วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณการว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปีและในระหว่างปี 2546-2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.2% ต่อปี [10]

รัฐบาลทักษิณได้เจรจาเพื่อนำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าหลายโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบของไทย ซึ่งก็รวมถึงโครงการหงสาลิกไนต์ เขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งโครงการเหล่านี้บริษัทลงทุนของไทยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมทั้งสิ้น

รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 549 อาจจะได้รับการพิจารณาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าเป็นรัฐบาลของอำมาตยาธิปไตย แต่หากพิจารณาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้วรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทุนนิยมของทักษิณเลย เพราะดำเนินนโยบายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานแบบเดียวกัน โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และหลังจากนั้นก็สัญญาจะซื้ออีกเพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ มากกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลนายทุนเสียอีก นอกจากนี้ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และอนุญาตให้การไฟฟ้าลาวมาออกพันธบัตรเงินบาทเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทในตลาดตราสารของไทย

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะทำให้กลุ่มทางการเมืองและธุรกิจของทักษิณได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่รัฐประหารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาจริง ๆไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ทำลายกลุ่มธุรกิจใดๆ เลย แม้ว่าองค์ประกอบในคณะรัฐมนตรีจำนวนมากจะมาจากข้าราชการเกษียณ แต่พวกเขาไม่ได้ออกนโยบายใดที่เป็นการปิดกั้นการทำธุรกิจกับลาว ไม่ได้ทำลายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการอิระวดี เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ACMECS) ที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้น โครงการยังคงดำเนินต่อ มิหนำซ้ำยังได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินสืบต่อไปได้ การให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมเชื่อมกับแขวงคำม่วนของลาว ซึ่งรัฐบาลทักษิณสัญญาว่าจะออกเงินค่าก่อสร้างเองทั้งหมดนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ดำเนินการต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลของสุรยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังแต่ธุรกิจเอกชนยังสามารถเรียกร้องให้ทางการให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเดิม อย่างกรณีของนายนิยม ไวยรัชพานิชประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์เอาใจใส่โครงการคอนแทร็ก-ฟาร์มมิ่งซึ่งริเริ่มภายใต้กรอบความตกลง ACMECS ที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้ เพราะว่ามีระเบียบบางประการเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรค [11] ว่าจะไม่ได้ตอบสนองอย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นก็เนื่องด้วยปัญหาเรื่องความสามารถและทักษะในการบริหารประเทศมากกว่าจะมาจากความพยายามที่จะขัดขืนบทบาทของธุรกิจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

การครอบงำและการต่อต้าน

แม้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความพยายามครอบงำทางเศรษฐกิจจากไทย แต่ลาวกลับไม่ได้ใช้ความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากแต่ใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยอาศัยความอ่อนไหวทางด้านวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครื่องมือในทางการทูต เพื่อลดผ่อนความพยายามของไทยที่จะมีอิทธิพลเหนือลาวเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ทางโภคทรัพย์

เขียน ธีระวิทย์ และคณะได้หยิบการกระทบกระทั่งกันทางวัฒนธรรมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ไทย-ลาวในสายตาคนลาว [12] โดยได้ศึกษากรณีข้อกล่าวหาว่านักร้อง นิโคล เทริโอ ดูถูกแม่หญิงลาว จากการศึกษาดังกล่าวนั้นพบว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านักร้องของไทยไม่ได้กล่าววาจาใดเป็นการดูถูกคนลาว แต่เรื่องนี้สหพันธ์แม่หญิงลาวก็หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและเรียกร้องให้มีการขอโทษ ซึ่งในที่สุดชวน หลีกภัย ขณะเดินทางเยือนลาวได้กล่าวขออภัยอย่างไม่เป็นทางการต่อรัฐบาลลาวในกรณีดังกล่าว เพื่อยุติข้อบาดหมางที่ไม่จำเป็น ในการวิจัยนั้น เขียนและคณะได้สรุปว่า เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปของคนลาวว่า คนไทยเป็นชาติที่ชอบดูถูกคนลาวมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้

เหียม พมมะจัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งเคยเป็นทูตในประเทศไทยถึง 8 ปีได้สรุปเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเขา [13] ว่าคนไทยชอบแสดงตัวว่าเหนือกว่า และพยายามดูถูกคนลาวซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าไทย

ไทยและลาวมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ลาวก็มีความหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทย ซึ่งลาวเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลจากความใกล้ชิดตะวันตก จะข้ามแม่น้ำโขงโดยผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ ไปสร้างความเสียหายให้กับวัฒนธรรมของลาว ในปี 2547 กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวสั่งห้ามเปิดโทรทัศน์ของไทยในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม และสถานีขนส่ง

วันทอง โพนจันเฮืองอธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวในเวลานั้นบอกว่า รัฐบาลลาวออกคำสั่งดังกล่าวเพราะไม่ต้องการเห็นอิทธิพลสื่อมวลชนไทยในลาวมากจนเกินไป เพราะว่าโทรทัศน์ไทยปรากฏในที่สาธารณะในลาวราวกับว่าเป็นแผ่นดินไทย [14] การสั่งห้ามสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ในลาวนั้นมีปรากฏอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นข่าวสารหรือการบันเทิง หากลาวพิจารณาเห็นว่ามีสารที่แสดงออกถึงการดูถูกดูแคลนลาว จะมีการสั่งห้ามทันที เช่นกรณีของภาพยนตร์แนวขบขันเรื่อง หมากเตะ ซึ่งล้อเลียนนักฟุตบอลทีมชาติของลาว ที่ต้องอาศัยผู้ฝึกหัดคนไทย และต้องไปย้อมสีผม ขนรักแร้ เพื่อให้เหมือนฝรั่งและไปฝึกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อเตรียมตัวไปชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องเลื่อนการฉายออกไปเพื่อปรับปรุงใหม่เพราะลาวเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูถูกเหยียดหยามลาว [15] สถานทูตลาวในกรุงเทพฯ บอกว่า มีความจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพราะอาจจะเกิดความไม่พอใจในหมู่คนลาว และอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเหมือนกรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนมกราคม 2546

ความพยายามต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ง่ายในการนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ลาวหยิบประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ แต่เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง จากกรณีภาพยนตร์ หมากเตะ คือการที่นักลงทุนไทยสามารถทำเงินจากวัฒนธรรมลาวได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลาวยังไม่ต้องการเห็นวัฒนธรรมของตนถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์มากจนเกินไป กรณีละครเรื่อง เพลงรัก สองฝั่งโขง ทางช่อง 7 เป็นกรณีน่าสนใจที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความพยายามจะเชื่อมธุรกิจละครโทรทัศน์ด้วยการนำ อเลกซานดราธิดาวรรณ บุญช่วยนางเอกยอดนิยมลูกครึ่งลาว-บัลแกเรีย มาเล่นคู่กับพระเอกเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ของไทย ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออันดีของวงการบันเทิงและงานวัฒนธรรมเชิงพาณิยช์ของสองประเทศ แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวไม่ชอบใจบทบางตอน เป็นต้นว่า นางเอกคือจำปานั้นเป็นลูกนอกสมรสและพบรักกับหนุ่มไทยเร็วเกินไปเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของหญิงลาวเสียหายได้ ทางเวียงจันทน์เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว  [16] สุดท้ายผู้ผลิตและผู้กำกับคือ ธงชัย ประสงค์สันติ ยอมแก้ไขบทและพลอยเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก เพลงรักสองฝั่งโขง เป็น เพลงรักริมฝั่งโขง ใช้พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นพระธาตุหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์

เบื้องหลังความขัดแย้งในคราวนี้ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวัฒนธรรมจริงๆ แต่เป็นเรื่องความไม่ลงตัวทางด้านธุรกิจและความไม่พร้อมของฝ่ายลาวที่จะทำให้งานทางด้านวัฒนธรรมกลายเป็นธุรกิจ เพราะอเลกซานดราเป็นดาราที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในลาว ด้วยความสามารถทั้งทางด้านดนตรีและการแสดงทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจในลาวไม่ต้องการเห็นเธอเข้ามาประสบความสำเร็จในประเทศไทยซึ่งธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

เมื่อไม่อาจต้านทานได้โดยตรง ลาวจึงนิยมใช้ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการครอบงำจากไทยด้วยการอธิบายว่าไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมบันเทิงรุกเข้าไปลาวเร็วจนเกินไปนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อิทธิพลและคุณค่าแบบไทยสามารถเดินทางผ่านงานศิลปบันเทิงและสื่อสารมวลชนไปอยู่ในสังคมลาวได้โดยไม่ยากนัก

สรุป

ความเปลี่ยนแปลงที่ค้นพบในความสัมพันธ์ไทย-ลาวยุคหลังสงครามเย็น คือกลุ่มธุรกิจได้เข้าไปครอบงำกระบวนการในการผลิตนโยบายของการเมืองระหว่างประเทศได้โดยเบ็ดเสร็จ และการรัฐประหารในไทยสองครั้งหลังสงครามเย็น คือในปี 2534 และ 2549 กลับไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางอำนาจการเมืองของกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเลยเพราะพวกเขายังสามารถครองความเป็นใหญ่อยู่ในโครงสร้างการเมืองและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวความขัดแย้งเรื่องดินแดนและปัญหาความมั่นคงที่ถึงขนาดเคยเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างสองชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เช่นกรณีสามหมู่บ้านและบ้านร่มเกล้าในเขตจังหวัดพิษณุโลกต่อกับแขวงไซยะบุรีกลับกลายเป็นปัญหาแค่เรื่องทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาศัยระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกันปักปันเขตแดนได้ แม้ว่าจะดำเนินไปด้วยความล่าช้าแต่ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีก

ดังนั้น ลำพังรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้นั่งอยู่ในใจกลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวอีกต่อไป หากแต่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เป็นผู้ครอบงำรัฐ คือภาคธุรกิจได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับลาวทั้งในแง่การค้าและการลงทุนได้อย่างราบรื่น

กลุ่มพลังอื่นๆ (หากแม้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนชนชั้น) ไม่สู้จะมีบทบาทอะไรมากมายนักในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตัวอย่างที่เคยยกเอาไว้ข้างต้นคือ กรณีของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประสบความล้มเหลวในการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน2 ในลาว แน่นอนทีเดียว พวกเขามีโอกาสจะได้พูดในที่สาธารณะถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาคือไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดหยิบความคิดความเห็นขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวที่ขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ไทยแสดงการครอบงำหรือแสดงการครองความเป็นใหญ่ ซึ่งลาวไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนหรือต่อต้านอะไรได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามกันไป โดยลาวได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแสดงการต่อต้านไทย ในบางกรณีดูเหมือนเทคนิคนี้จะได้ผล เพราะอาจจะทำให้ไทยหยุดฟังบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด

 อ้างอิง

[1] ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “Laos: A Reserve for Thai Growth” เสนอในการสัมมนาเรื่อง”Thai stakeholders’ perception toward countries in the Greater Mekong Sub-region” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พฤศจิกายน 2007 ณ GM Hall, SASA International House จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] Michael P. Sullivan, Theories of International Relations: Transition vs. Persistence (New York: Palgrave Macmillian, 2002), p. 172.

[3] Antonio Gramsci, Selection from Prison Notebooks, 11th Edition (New York: International Publisher, 1992).

[4] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550: ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2538)

[5] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2536)

[6] Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review (May-June, 2006), pp. 5-37.

[7] Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand, The Thaksinization of Thailand (Copenhegen: NIAS Press, 2005), p. 20.

[8] การอภิปรายในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พลวัตทุนไทยและแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, 4: 3 (กรกฎาคม-กันยายน, 2549), หน้า 86-87

[9] สุทธิดา มะลิแก้ว, “วิถีทางของลาวหลังไกสอน,” ใน Indochina Review (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2537), หน้า 76

[10] รายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องพลังงาน, มกราคม 2544 รายงานฉบับนี้เสนอให้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้างเขื่อนสาละวินในพม่า

[11] นิยม ไวยรัชพานิช พูดในการสัมมนาเรื่องคอนแทร็กฟาร์มมิ่งในกรอบ ACMECS ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ รอยัล จังหวัดอุดรธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2550

[12] เขียน ธีระวิทย์ และคณะ, ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544)

[13] Hiem Phommachanh, “Thai Policy and Attitudes towards Laos since 1975,” (Master of International Studies thesis: Department of Government and Public Administration, University of Sydney, 1991.)

[14] สัมภาษณ์ วันทอง โพนจันเฮือง อธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมลาว,
27 พฤษภาคม 2547

[15] สัมภาษณ์ สุวันนา พูยะวง อัครทูตที่ปรึกษา สถานทูตลาวประจำประเทศไทย, 14 พฤษภาคม 2549

[16] The Nation, February 14, 2007.