วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

วิถีระนาบ Horizontalidad

June 30th, 2008

วิถีระนาบ Horizontalidad

Horizontalidad เป็นศัพท์ภาษาสเปน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า horizontalism และแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “วิถีระนาบ” ในที่นี้ขอใช้ศัพท์ภาษาสเปนเป็นหลัก เพื่อให้เกียรติแก่ขบวนการประชาชนชาวละตินอเมริกาที่พูดภาษาสเปน ซึ่งเป็นผู้ให้ความหมายใหม่และทำให้คำคำนี้กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ

คำว่า Horizontalidad มีทั้งความหมายแคบและความหมายกว้าง ในความหมายแคบนั้นหมายถึง “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามจากการจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิดคือการมีผู้นำเดี่ยวหรือผู้นำที่เป็นคนกลุ่มน้อย มวลชนที่เหลือมีลำดับชั้นลดหลั่นกันลงไป และมีสายการบังคับบัญชาแนวดิ่ง ส่วน “การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ” คือการกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียม เน้นการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนระหว่างปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกองค์กร มีการตัดสินใจด้วยกระบวนการแสวงหาฉันทามติ ใช้ระบบประชาธิปไตยทางตรงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล กลุ่ม และองค์กรต่างๆ มีลักษณะแบบเครือข่ายใยแมงมุมในระนาบเดียวกัน โดยไม่มีปัจเจกบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรใดมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด

การจัดตั้งแนวระนาบมีความเชื่อมโยงและได้รับอิทธิพลมาจากแนวทางอนาธิปไตย(anarchism)กลุ่มเครือสหาย (Affinity Group) [1] และหลายกลุ่มองค์กรในขบวนการสังคมใหม่ใช้วิธีการจัดตั้งแบบนี้ แต่ก็มีหลายองค์กรที่ยังใช้การจัดตั้งองค์กรแบบพีระมิด อย่างไรก็ดีการผนึกกำลังเป็นเครือข่ายของขบวนการสังคมใหม่จะใช้วิธีการจัดตั้งแนวระนาบเป็นหลัก

ในความหมายกว้างนั้น Horizontalidad หมายถึง “วิถีระนาบ” ซึ่งเป็นแนวทางของขบวนการประชาชนหลายขบวนการที่ผุดขึ้นมาในอาร์เจนตินาช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจใน ค.ศ. 2001 “วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาไม่ได้เกิดมาจากลัทธิความคิดใดๆ ไม่ได้มาจากแนวทางอนาธิปไตยหรือแม้กระทั่งขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโกแต่เกิดจากปฏิกิริยาโดยธรรมชาติที่ต้องการตอบโต้ต่อความล้มเหลวของระบบในประเทศรวมทั้งแสวงหาหนทางแก้ไขและข้ามพ้นระบบดังกล่าว

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมอาร์เจนตินา

ไม่มีใครรู้ว่าแนวคิด “วิถีระนาบ” เริ่มต้นที่ไหนหรือโดยใครในอาร์เจนตินาก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ คำคำนี้ไม่เคยมีอยู่ในศัพทานุกรมการเมืองที่ใช้ในวงกว้าง กระทั่งวันที่ 19 และ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2001 เมื่อประชาชนอาร์เจนตินาหลายแสนคนออกมาชุมนุมตามท้องถนน เคาะหม้อกระทะและตะโกนว่า “Que se vayan todos” (ไล่พวกมันไปให้หมด) รวมทั้งขับไล่ประธานาธิบดีออกไปถึง 4 คน ภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ จู่ๆ คำว่า Horizon-talidad ก็กลายเป็นคำสามัญที่ประชาชนใช้กันทั่วไป

กลุ่มประชาชนชาวอาร์เจนตินาที่นำแนวคิด “วิถีระนาบ” มาใช้ในทางปฏิบัติ ทั้งในด้านการจัดตั้งองค์กรและ การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่เป็นขบวนการที่มักเรียกรวมๆ ว่าขบวนการอัตตาณัติ (autono-mous movements) ซึ่งเป็นขบวนการประชาชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขบวนการเหล่านี้ต้องการเป็นอิสระจากรัฐให้มาก

ที่สุดระดับความยุ่งเกี่ยวกับรัฐของแต่ละขบวนการมีความแตกต่างกันไป ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วยขบวนการแรงงานไร้งานปีเกเตโรส์ (piqueteros) [2] เช่น กลุ่ม MTD Solano, MTD la Matanza ฯลฯ ซึ่งมีความคิดก้าวหน้าทางการเมืองชนชั้นกลางในสมัชชาละแวกบ้าน (neighbourhood assem-blies) [3]  สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ (recuperated workplaces) [4] โรงงานเซรามิกซานอง โรงพิมพ์ชีลา-เวิร์ต โรงแรมบาวเอน ฯลฯ กลุ่มสื่อนอกกระแส กลุ่มศิลปิน และชุมชนอัตตาณัติ (autonomous communities) ซึ่งเป็นชุมชนพึ่งตนเองที่ไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาแทรกแซง เช่น กลุ่มคนที่ยึดตึกร้าง (โดยเฉพาะธนาคารร้าง) มาทำเป็นศูนย์สังคม หรือกลุ่มคนที่ออกไปสร้างนิคมอิสระของตัวเอง เป็นต้น

Horizontalidad หรือ “วิถีระนาบ” คือขั้วตรงกันข้ามกับ caudillismo หรือลัทธิผู้นำ/วีรบุรุษที่แพร่หลายในละติน อเมริกา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งหรือผู้นำเผด็จการทหาร ชาวอาร์เจนตินารู้สึกว่าคนเหล่านี้ล้วนแต่ทรยศต่ออุดมการณ์และโวหารของตัวเอง “วิถีระนาบ” จึงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณเป็นการแสดงความผิดหวังต่อระบบผู้นำเดี่ยวรวมทั้งระบบเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยด้วย

แนวคิดเกี่ยวกับ “วิถีระนาบ” ในอาร์เจนตินาจึงเกิดมาจากการปฏิบัติจริงมากกว่าจากทฤษฎี เป็นการตอบโต้ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (representative democracy) ด้วยประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) และเปลี่ยนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจทางการเมือง

ความหมายของ “วิถีระนาบ” ในขบวนการสังคมใหม่ของอาร์เจนตินา พอประมวลได้ดังนี้

ประการแรก “วิถีระนาบ” คือรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมมากกว่าแค่วิธีการจัดตั้งองค์กร “วิถีระนาบ” คือการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเท่าเทียม โดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กรอบของเงื่อนไขเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ สถานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ฯลฯ มันเป็นวิธีการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันแบบประชาธิปไตยทางตรง และเชื่อมโยงขบวนการต่างๆ เป็นเครือข่าย

ประการที่ 2 “วิถีระนาบ” คือการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจเสียใหม่ โดยปฏิเสธแนวคิดของ “อำนาจเหนือ” (power-over) กล่าวคือการมีอำนาจเหนือผู้อื่นหรือการจัดตั้งที่ผู้นำมีอำนาจเหนือสมาชิก “วิถีระนาบ” หันมาเน้นการมี “อำนาจร่วมกัน” (power-with) ของสมาชิกองค์กร มีเป้าหมายในการสร้างอำนาจให้สมาชิกและหมู่คณะ โดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจ “วิถีระนาบ” ไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐแต่มุ่งสร้าง “อำนาจอีกแบบหนึ่ง” ขึ้นมาด้วยความสัมพันธ์ทางสังคม

ประการที่3 “วิถีระนาบ” เป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวมันเอง “วิถีระนาบ” ให้ความสำคัญแก่กระบวนการมากเท่าๆ กับเป้าหมายคำถามเท่าๆ กับคำตอบเน้นการเรียนรู้และการทดลองใหม่ๆ

ประการที่ 4 “วิถีระนาบ” เน้นความหลากหลายเท่าๆ กับความเป็นหมู่คณะ “วิถีระนาบ” ยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนแตกต่างกัน มีความคิดแตกต่างกัน แต่ “วิถีระนาบ” ปฏิเสธลัทธิปัจเจกบุคคลนิยม “วิถีระนาบ” มุ่งสร้างความเป็นหมู่คณะของสมาชิก ความเป็นหมู่คณะเท่านั้นที่สามารถรองรับความเป็นอัตตาณัติ (autonomy) ของกลุ่ม

ประการสุดท้าย “วิถีระนาบ” ไม่ใช่อุดมการณ์ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ไม่มีวิถีทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่น ไม่มีแนวคิดสำเร็จรูปว่าอะไรคือ การประชุม “ที่ถูกต้อง” “วิถีระนาบ” ต่อต้านการถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และตัวมันเองไม่ต้องการเป็นอุดมการณ์ด้วย

“วิถีระนาบ” ของชาวอาร์เจนตินาได้รับความสนใจจากผู้คนในขบวนการสังคมใหม่ในโลกที่หนึ่ง มีนักกิจกรรมสังคมจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปเข้าไปศึกษา “วิถีระนาบ” และมีบทความจำนวนไม่น้อยเขียนถึงขบวนการอัตตาณัติ โดยเฉพาะสถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ รวมทั้งมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับขบวนการต่างๆ ในอาร์เจนตินา อาทิเช่น Argen-tina: Hope in Hard Times (2004) และที่โด่งดังก็คือภาพ-ยนตร์สารคดีเรื่อง The Take (2004) ของนาโอมี ไคลน์ และ อาวี ลูอิส

อ้างอิง

[1] ดูความหมายของ “กลุ่มเครือสหาย” ได้ที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์, “Affinity Group-กลุ่มเครือสหาย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย. 2549), หน้า 38-41 -ฟ้าเดียวกัน

[2] ปีเกเตโรส์เป็นขบวนการของคนงานที่ว่างงานหรือกึ่งว่างงาน ใช้ยุทธวิธีปิดถนนหรือสะพานสกัดเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาของคนว่างงาน ดูเพิ่มเติมใน ภัควดี วีระภาสพงษ์, “อรุณรุ่งในอาร์เจนตินา,” A Day Weekly, ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (11-17 มิถุนายน 2547)-ฟ้าเดียวกัน

[3] สมัชชาละแวกบ้าน คือ สภาชุมชนที่ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันจัดตั้งกันขึ้นเอง เพื่อแสวงหาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันรวมทั้งให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง-ฟ้าเดียวกัน

[4] สถานประกอบการที่แรงงานกอบกู้ คือ สถานประกอบการที่ล้มละลายแล้วถูกคนงานเข้าไปยึดมาดำเนินกิจการโดยคนงานเอง; ดูเพิ่มเติมใน Benjamin Dangl, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปล), “ยึด ยืนหยัด ผลิต: สหกรณ์คนงานในบูเอโนสไอเรส,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 616 (19 ก.ค. 2548), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document9603.html; Esteban Magnani, ภัควดี วีระภาสพงษ์ (แปลและเรียบเรียง), “จุดเปลี่ยนของความคิด การกอบกู้โรงงานในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 881 (4 เม.ย. 2549), http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/library/midnightuniv/document95101.html และ Marie Trigona, ภัควดี วีระ- ภาสพงษ์ (แปล), “การสวนกระแสตรรกะทุนนิยม: กิจการที่คนงานกอบกู้ในอาร์เจนตินา,” บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1443 (23 ธ.ค. 2550), http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999484.html-ฟ้าเดียวกัน

ข้อมูลประกอบการเขียน

Sitrin, Marina. 2005. “Horizontalidad in Argentina,” Interactivist Info Exchange (26 July).

http://info.interactivist.net/article.pl?sid=05/07/26/1417232.———. 2006. Horizontalism: Voices of Popular Power in Argentina. Oakland: AK Press.

Wikipedia. “Horizontalidad.” http://en.wikipedia.org/wiki/Horizontalidad.

 

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย

June 30th, 2008

ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความเจริญของไทย [1]

ปัญญาชนฝ่ายซ้ายเป็นกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจาก ประการแรก การเคลื่อนไหวของนักปฏิวัติยุคก่อนนั้นต้องประสานงานกันในระดับนานาชาติ ประการที่สอง ระบบทุนนิยมมีลักษณะข้ามชาติมานานแล้ว และจนยุคสมัยปัจจุบันเราหาความเป็นชาติของมันไม่เจอ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับด้วยว่า ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในสายมาร์กซิสต์ล้าหลังและด้อยพัฒนาเอามากๆ [2]

ในยุคสงครามเย็น ทฤษฎีหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ ทฤษฎีดุลยภาพแห่งอำนาจ (the balance of powertheory) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้ามาอยู่ในบริบทนี้ได้ทั้งหมด โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางขนาดเล็กทั่วทุกมุมโลกก็ตกอยู่ในบริบทของเรื่องนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านเมื่อก่อนก็ถูกวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีนี้ได้ เพราะไทยกับเพื่อนบ้านอยู่ต่างค่ายกัน

แต่หลังสงครามเย็นก็ไม่มีทฤษฎีใหญ่ที่อธิบายอะไรได้ทั้งโลกแบบนี้อีกแล้ว มีความพยายามที่จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาแทนโดยเฉพาะได้พยายามเอามุมมองทางเศรษฐกิจมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายพยายามทำให้เราเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ในโลกนี้สัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที

นักทฤษฎีในสายเสรีนิยมบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถแยกกันได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกในบรรยากาศการเมืองเสรี พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี่เองเป็นพื้นฐานสำคัญของสันติภาพ เพราะทุกประเทศมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจไขว้กันไปมาเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์

แต่พวกมาร์กซิสต์โต้แย้งว่า การเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออก เศรษฐกิจทุนนิยมถูกกำหนดโดยความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างพวกนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน การครอบงำของชนชั้นในรัฐต่างๆ ที่แตกต่างกันนั่นเองที่ทำให้แต่ละชาติต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ปัญหาคือทฤษฎีใหญ่ของพวกมาร์กซิสต์หยุดอยู่แค่นี้เอง นักทฤษฎีรุ่นหลังๆ พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีต่อ และได้ขยายกรอบออกไปไกลกว่ามุมมองทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยมีบางกลุ่มนำความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรืออำนาจนำ

(hegemony) ของอันโตนีโอกรัมชี่ มาร์กซิสต์อิตาลีมาพัฒนา แต่ทว่าการใช้กรัมชี่แบบทื่อๆก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้มากนักดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากการถูกโจมตีว่าคร่ำครึ พวกที่ดัดแปลงทฤษฎีนี้มาใช้จึงเรียกตัวเองว่าเป็น นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscian) เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย โดย Adrian Budd ได้ทบทวนงานของนักคิดสายนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโต้แย้งกับพวกสายเสรีนิยม แต่แย้งกับสำนักสัจนิยม (Realist) โดยมองว่าสังคมมีส่วนกำหนดอำนาจรัฐ และสังคมเช่นนั้นเองที่แสดงออกถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และแก่นสารของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ “รัฐ” ล้วนๆคือไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ของพลังทางสังคมรูปการณ์ของรัฐ และระเบียบโลกด้วย

เมื่อกล่าวถึงการครองความเป็นใหญ่ ในความหมายที่กรัมชี่เองใช้นั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างกำลังบังคับ (force) และการยินยอม (consent) ในงานเขียนอันลือลั่น Prison Notebooks [3] ของกรัมชี่ ได้พูดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ในบริบทของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ซึ่งเขาแบ่งเป็นประชาสังคมและสังคมการเมือง (civil society& political society) ซึ่งถ้าจะให้อภิปรายสองอย่างนี้ก็ยืดยาวสรุปเอาอย่างหยาบที่สุด ประชาสังคมคือภาคเอกชน ส่วนสังคมการเมืองนี่คือภาครัฐ ซึ่งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยที่ด้านหนึ่งนั้น การครองความเป็นใหญ่คือการที่ชนชั้นที่ครอบงำได้แสดงผ่านสังคม และอีกด้านหนึ่งไปใช้โดยตรงต่อรัฐและรัฐบาล

แนวความคิดเรื่องการครองความเป็นใหญ่ หรือ hegemony ในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายบริบทด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วในสถานการณ์หลังสงครามเย็นมักจะใช้ในทำนองที่ว่าสหรัฐฯ ครองความเป็นใหญ่อยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย ความจริงแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบินไปชนตึก

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นว่า ภาวะการครองความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังลดต่ำลง เพราะว่าโลกเริ่มแตกเป็นหลายขั้ว เมื่อมีจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นอิสระต่อกัน และในหลายกรณีขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ

ในบทความนี้จะทดลองกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ลาวเป็นกรณีศึกษา โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่ใส่ลงในบริบทของสังคมการเมืองภายในประเทศ เพื่ออธิบายว่าชนชั้นที่ครอบงำสังคมไทยกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างไร พวกเขาใช้พลังทางเศรษฐกิจใส่ลงไปในนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในขณะที่ลาว ซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่า และตกอยู่ในฐานะของฝ่ายตั้งรับ พยายามหาทางต้านทานอย่างไร

 

ชนชั้นที่ครองความเป็นใหญ่และนโยบายเพื่อครอบงำ

หลังสงครามเย็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน กล่าวคือในห้วงกลางทศวรรษ 1980 นั้น สหภาพโซเวียตได้หันไปใช้นโยบายเปิดกว้างทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะล่มสลายไปในที่สุดโดยผลของมันคือ ผลักดันให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เคยอยู่ในค่ายสังคมนิยมสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยในลาวนั้นเริ่มหันมาใช้แนวทางที่เรียกกันว่า จินตนาการใหม่ [ตามคำของลาว] (New EconomicMechanism-NEM) มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแนวทางการวางแผนส่วนกลางมาใช้เศรษฐกิจแบบตลาดแทน และเปิดต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ

สภาพการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กลุ่มราชการที่เคยครองความเป็นใหญ่ในรัฐสูญเสียฐานะลงไป และได้ตีกลับมาในช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม คือในอีก 3 ปีต่อมา โดยอาศัยภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวหนุนส่ง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ใน สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 [4] ได้เสนอว่าราชการได้สูญเสียการครอบงำ

รัฐและการกำหนดนโยบายไประหว่างสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่จะยึดคืนมาได้อีกในช่วงหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี 2534 และนำนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตผู้มีประสบการณ์ในทางธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบจำนวนรัฐมนตรีในรัฐบาลชาติชายและรัฐบาลอานันท์ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร พบว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์มีนักธุรกิจเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ในขณะที่รัฐบาลชาติชายและแม้แต่รัฐบาลสุจินดา ซึ่งแม้จะเคยเป็นทหาร แต่ได้อาศัยฐานของพรรคการเมืองสนับสนุน มีนักธุรกิจมากกว่าครึ่งของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามงานของรังสรรค์ในปี 2536 [5] ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลอานันท์จะมีพวกเทคโนแครตมาก แต่บุคลิกของรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลของรัฐราชการสมัยเก่ามากเพราะพวกเทคโนแครตในรัฐบาลอานันท์มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งรัฐบาลหลังจากอานันท์คือ รัฐบาลชวน หลีกภัย,บรรหาร ศิลปอาชา และชวลิต ยงใจยุทธ มีบุคลิกเหมือนรัฐบาลชาติชาย คือเป็นพันธมิตรของกลุ่มธุรกิจที่ใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดการเมืองไปสู่การควบคุมอำนาจรัฐและกำหนดทิศทางของประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมาก พร้อมๆ กับทำลายกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มการเงินการธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มบรรหาร ชวน และชวลิต หดหายไปมาก และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจหมื่นล้านในกลุ่มโทรคมนาคมแทรกตัวโดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มที่เสียหายจากวิกฤตน้อยที่สุดหรือแทบจะไม่เสียหายเลย โดยเกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทักษิณสามารถรวมเอาเทคโนโลยี โนว์ฮาว และความโนว์ฮู (know how & know who) คือการมีสายสัมพันธ์มากของเขา เป็นบันไดแห่งความเติบโต [6] ในขณะที่ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และดันแคน
แมกคาร์โก [7] เห็นว่าทักษิณประสบความสำเร็จในการรวบรวมกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนได้ จนเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ของพวงต่างๆ และอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่าทักษิณไม่ใช่นักการเมืองของพันธมิตรเจ้าพ่อท้องถิ่นอีกต่อไปแล้วแต่เขาสร้างแฟรนไชส์ทางการเมืองได้ประสบความสำเร็จ [8] สามารถควบรวมคนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายพรรคไทยรักไทย (ในเวลานั้น) ได้สำเร็จและค่อนข้างราบรื่น

แต่ไม่ว่าจะมองทักษิณในรายละเอียดต่างกันแค่ไหนอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้วมองเห็นจุดร่วมกันประการหนึ่งคือ เขามีเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นธงนำในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการยึดอำนาจโค่นล้มทักษิณมีความแตกต่างกันในแง่บุคลิกลักษณะ แต่ถ้าใส่ลงในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้ว จะเห็นได้ว่าดำเนินนโยบายเหมือนกันหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายเดียวกัน (ดังจะกล่าวต่อไป)

ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวกลุ่มธุรกิจ (ในคณะรัฐมนตรี) ได้เข้ามากำหนดทิศทางของนโยบาย นับแต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดกว่านั้น นับแต่สมัยรัฐบาลชาติชายเป็นต้นมา และรัฐบาลหลังนับแต่นั้นก็นำเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในนโยบายต่างประเทศและได้สร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวยการดำเนินนโยบายและการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายนั้นด้วย ดังเช่นที่คำผุยแก้ว บัวละพา อดีตรอง-นายกรัฐมนตรีของลาวได้กล่าวเอาไว้ในสมัยนั้นว่า ธุรกิจเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว [9] ประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อดูดซับเอาทรัพยากรของลาวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

ในยุคแรกๆ เมื่อรัฐบาลชาติชายเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ไม่สู้เป็นระบบมากนักส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสินค้าขั้นปฐมเช่น ไม้ท่อน ไม้ซุง และแร่ธาตุเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางธุรกิจกัน ก็ไม่มีกลไกจัดการแก้ไขปัญหา ต่อมาในสมัยรัฐบาลอานันท์จึงได้มีการลงนามในสัญญาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในเดือนพฤษภาคม 2534 ซึ่งในสมัยนี้เองมีการลงนามในสัญญาต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งคณะกรรมการชายแดนเพื่อจัดระเบียบให้กับความสัมพันธ์และเป็นกลไกเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่น

ประเทศไทยได้ปรับทิศทางความสัมพันธ์กับลาวอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลชวน โดยนำบริบทของภูมิภาคนิยม (regionalism) ซึ่งกำลังกลายเป็นแฟชั่นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงท้ายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 เข้ามาเป็นแกน นั่นคือการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ เช่น Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC), North America Free Trade Agreement (NAFTA) และกลุ่มอาเซียนก็มีเขตเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นของตนเองแล้ว

รัฐบาลชวนได้ริเริ่มโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งมีไทย ลาว พม่า และจีน (ตอนใต้) เป็นสมาชิกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย ลาว พม่า และภาคใต้ของจีนด้านมณฑลยูนนาน บริษัทเอกชนหลายบริษัทเริ่มดำเนินโครงการลงทุนสร้างถนนหนทางในพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายโครงการเช่นการพัฒนาถนนเชื่อมจีน-ลาว-ไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ในเวลานั้น หากแต่ล่วงเลยมากระทั่งปี 2551 จึงสามารถพัฒนาได้สำเร็จและเปิดใช้งานได้

การสร้างถนนหนทางนั้นแม้จะล่าช้าแต่ก็ทำให้ไทยมีเส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นเพื่อการค้าขายเชื่อมโยงกับจีน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากลาวมากกว่านั้นคือแหล่งพลังงานรัฐบาลชวนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2536 เพื่อซื้อกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์จากลาว (รัฐบาลต่อมาๆ เช่นรัฐบาลบรรหารได้เพิ่มเป็น 3,000
เมกะวัตต์ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี 2539) และพร้อมกันนั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยก็เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าในลาว และรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาจากกลุ่มการเมืองแบบใดก็ล้วนแล้วแต่พยายามผลักดันโครงการการสร้างเขื่อนในลาวให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ทางด้านพลังงานทั้งสิ้น

ตัวอย่างโครงการที่มีการดำเนินการผ่านมาหลายรัฐบาลคือ โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 โครงการนี้เริ่มมีการศึกษากันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังจากพบศักยภาพด้านพลังงานในลำน้ำเทินซึ่งเป็นสาขาของ 42 แม่น้ำโขง ในปี 2537 รัฐบาลลาวร่วมกับธนาคารโลกและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดอีกครั้ง และหลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งกลุ่มบริษัทเพื่อพัฒนาเขื่อนน้ำเทิน เริ่มทำการออกแบบโครงการ และในปี 2547 ได้มีการก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (NTPC) ซึ่งมีบริษัทจากไทยคือ บริษัทเอ็กโกถือหุ้น 25% และอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนต์ถือหุ้น 15% โดยเขื่อนนี้มีกำลังการผลิต 1,070 เมกะวัตต์ และกว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นจะส่งขายให้ไทย

โครงการประสบปัญหาล่าช้าอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และในปี 2546 เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อหุ้นส่วนรายใหญ่คือ Electricite de France International ซึ่งถือหุ้น 35% ประกาศถอนตัวก่อนที่จะมีการลงนามขายไฟฟ้าให้กับไทยเพียงวันเดียว แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทักษิณ รวมทั้ง
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศได้เคลื่อนไหวล็อบบี้จนกระทั่งบริษัทฝรั่งเศสกลับเข้ามาดำเนิน

โครงการต่ออีกครั้งโครงการนี้ถูกต่อต้านคัดค้านจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากอาจจะสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมบนที่ราบสูงนากาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วม และลุ่มน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งจะเป็นพื้นที่รับน้ำจากเครื่องปั่นไฟแต่เสียงคัดค้านของนักอนุรักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด บรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเขื่อนที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกเช่นกัน ได้พากันประท้วงหลายครั้งในกรุงเทพฯ เพื่อให้ธนาคารโลกยุติโครงการนี้ เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนลาวต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับพวกเขา แต่ทว่าเสียงเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจที่กำลังพัฒนาโครงการนี้อยู่เลย

รัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัยไม่มีทางยอมให้โครงการนี้ล้มลงไปได้ง่ายๆ เพราะว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และโครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่สำคัญอีกด้วย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณการว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปีและในระหว่างปี 2546-2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.2% ต่อปี [10]

รัฐบาลทักษิณได้เจรจาเพื่อนำโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าหลายโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีที่จะส่งกระแสไฟฟ้าเข้าระบบของไทย ซึ่งก็รวมถึงโครงการหงสาลิกไนต์ เขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งโครงการเหล่านี้บริษัทลงทุนของไทยล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมทั้งสิ้น

รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 549 อาจจะได้รับการพิจารณาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าเป็นรัฐบาลของอำมาตยาธิปไตย แต่หากพิจารณาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-ลาวแล้วรัฐบาลนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทุนนิยมของทักษิณเลย เพราะดำเนินนโยบายเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานแบบเดียวกัน โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนธันวาคม 2549 ซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และหลังจากนั้นก็สัญญาจะซื้ออีกเพิ่มเป็น 7,000 เมกะวัตต์ มากกว่ารัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลนายทุนเสียอีก นอกจากนี้ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 และอนุญาตให้การไฟฟ้าลาวมาออกพันธบัตรเงินบาทเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทในตลาดตราสารของไทย

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะทำให้กลุ่มทางการเมืองและธุรกิจของทักษิณได้รับการกระทบกระเทือนบ้าง แต่รัฐประหารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาจริง ๆไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ทำลายกลุ่มธุรกิจใดๆ เลย แม้ว่าองค์ประกอบในคณะรัฐมนตรีจำนวนมากจะมาจากข้าราชการเกษียณ แต่พวกเขาไม่ได้ออกนโยบายใดที่เป็นการปิดกั้นการทำธุรกิจกับลาว ไม่ได้ทำลายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการอิระวดี เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ACMECS) ที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้น โครงการยังคงดำเนินต่อ มิหนำซ้ำยังได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินสืบต่อไปได้ การให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมเชื่อมกับแขวงคำม่วนของลาว ซึ่งรัฐบาลทักษิณสัญญาว่าจะออกเงินค่าก่อสร้างเองทั้งหมดนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ดำเนินการต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลของสุรยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังแต่ธุรกิจเอกชนยังสามารถเรียกร้องให้ทางการให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้เหมือนเดิม อย่างกรณีของนายนิยม ไวยรัชพานิชประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์เอาใจใส่โครงการคอนแทร็ก-ฟาร์มมิ่งซึ่งริเริ่มภายใต้กรอบความตกลง ACMECS ที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้ เพราะว่ามีระเบียบบางประการเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นอุปสรรค [11] ว่าจะไม่ได้ตอบสนองอย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นก็เนื่องด้วยปัญหาเรื่องความสามารถและทักษะในการบริหารประเทศมากกว่าจะมาจากความพยายามที่จะขัดขืนบทบาทของธุรกิจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

การครอบงำและการต่อต้าน

แม้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความพยายามครอบงำทางเศรษฐกิจจากไทย แต่ลาวกลับไม่ได้ใช้ความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการต่อต้าน หากแต่ใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ โดยอาศัยความอ่อนไหวทางด้านวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันมาเป็นเครื่องมือในทางการทูต เพื่อลดผ่อนความพยายามของไทยที่จะมีอิทธิพลเหนือลาวเพื่อตักตวงเอาผลประโยชน์ทางโภคทรัพย์

เขียน ธีระวิทย์ และคณะได้หยิบการกระทบกระทั่งกันทางวัฒนธรรมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ไทย-ลาวในสายตาคนลาว [12] โดยได้ศึกษากรณีข้อกล่าวหาว่านักร้อง นิโคล เทริโอ ดูถูกแม่หญิงลาว จากการศึกษาดังกล่าวนั้นพบว่าไม่อาจจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่านักร้องของไทยไม่ได้กล่าววาจาใดเป็นการดูถูกคนลาว แต่เรื่องนี้สหพันธ์แม่หญิงลาวก็หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและเรียกร้องให้มีการขอโทษ ซึ่งในที่สุดชวน หลีกภัย ขณะเดินทางเยือนลาวได้กล่าวขออภัยอย่างไม่เป็นทางการต่อรัฐบาลลาวในกรณีดังกล่าว เพื่อยุติข้อบาดหมางที่ไม่จำเป็น ในการวิจัยนั้น เขียนและคณะได้สรุปว่า เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปของคนลาวว่า คนไทยเป็นชาติที่ชอบดูถูกคนลาวมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้

เหียม พมมะจัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว ซึ่งเคยเป็นทูตในประเทศไทยถึง 8 ปีได้สรุปเอาไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเขา [13] ว่าคนไทยชอบแสดงตัวว่าเหนือกว่า และพยายามดูถูกคนลาวซึ่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่กว่าไทย

ไทยและลาวมีความคล้ายคลึงกันหลายด้านโดยเฉพาะทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ลาวก็มีความหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทย ซึ่งลาวเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปมากเพราะผลจากความใกล้ชิดตะวันตก จะข้ามแม่น้ำโขงโดยผ่านสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ ไปสร้างความเสียหายให้กับวัฒนธรรมของลาว ในปี 2547 กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวสั่งห้ามเปิดโทรทัศน์ของไทยในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม และสถานีขนส่ง

วันทอง โพนจันเฮืองอธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวในเวลานั้นบอกว่า รัฐบาลลาวออกคำสั่งดังกล่าวเพราะไม่ต้องการเห็นอิทธิพลสื่อมวลชนไทยในลาวมากจนเกินไป เพราะว่าโทรทัศน์ไทยปรากฏในที่สาธารณะในลาวราวกับว่าเป็นแผ่นดินไทย [14] การสั่งห้ามสื่อมวลชนไทยเผยแพร่ในลาวนั้นมีปรากฏอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นข่าวสารหรือการบันเทิง หากลาวพิจารณาเห็นว่ามีสารที่แสดงออกถึงการดูถูกดูแคลนลาว จะมีการสั่งห้ามทันที เช่นกรณีของภาพยนตร์แนวขบขันเรื่อง หมากเตะ ซึ่งล้อเลียนนักฟุตบอลทีมชาติของลาว ที่ต้องอาศัยผู้ฝึกหัดคนไทย และต้องไปย้อมสีผม ขนรักแร้ เพื่อให้เหมือนฝรั่งและไปฝึกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เย็น เพื่อเตรียมตัวไปชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวต้องเลื่อนการฉายออกไปเพื่อปรับปรุงใหม่เพราะลาวเห็นว่ามีเนื้อหาเป็นการดูถูกเหยียดหยามลาว [15] สถานทูตลาวในกรุงเทพฯ บอกว่า มีความจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเพราะอาจจะเกิดความไม่พอใจในหมู่คนลาว และอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเหมือนกรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อเดือนมกราคม 2546

ความพยายามต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ง่ายในการนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ลาวหยิบประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ แต่เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง จากกรณีภาพยนตร์ หมากเตะ คือการที่นักลงทุนไทยสามารถทำเงินจากวัฒนธรรมลาวได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลาวยังไม่ต้องการเห็นวัฒนธรรมของตนถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์มากจนเกินไป กรณีละครเรื่อง เพลงรัก สองฝั่งโขง ทางช่อง 7 เป็นกรณีน่าสนใจที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความพยายามจะเชื่อมธุรกิจละครโทรทัศน์ด้วยการนำ อเลกซานดราธิดาวรรณ บุญช่วยนางเอกยอดนิยมลูกครึ่งลาว-บัลแกเรีย มาเล่นคู่กับพระเอกเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ของไทย ความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออันดีของวงการบันเทิงและงานวัฒนธรรมเชิงพาณิยช์ของสองประเทศ แต่ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมของลาวไม่ชอบใจบทบางตอน เป็นต้นว่า นางเอกคือจำปานั้นเป็นลูกนอกสมรสและพบรักกับหนุ่มไทยเร็วเกินไปเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของหญิงลาวเสียหายได้ ทางเวียงจันทน์เป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีของลาว  [16] สุดท้ายผู้ผลิตและผู้กำกับคือ ธงชัย ประสงค์สันติ ยอมแก้ไขบทและพลอยเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก เพลงรักสองฝั่งโขง เป็น เพลงรักริมฝั่งโขง ใช้พระธาตุพนมเป็นสัญลักษณ์ แทนที่จะเป็นพระธาตุหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์

เบื้องหลังความขัดแย้งในคราวนี้ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวัฒนธรรมจริงๆ แต่เป็นเรื่องความไม่ลงตัวทางด้านธุรกิจและความไม่พร้อมของฝ่ายลาวที่จะทำให้งานทางด้านวัฒนธรรมกลายเป็นธุรกิจ เพราะอเลกซานดราเป็นดาราที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในลาว ด้วยความสามารถทั้งทางด้านดนตรีและการแสดงทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอยู่ในปัจจุบัน คู่แข่งทางธุรกิจในลาวไม่ต้องการเห็นเธอเข้ามาประสบความสำเร็จในประเทศไทยซึ่งธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

เมื่อไม่อาจต้านทานได้โดยตรง ลาวจึงนิยมใช้ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการครอบงำจากไทยด้วยการอธิบายว่าไม่ต้องการให้อุตสาหกรรมบันเทิงรุกเข้าไปลาวเร็วจนเกินไปนัก เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อิทธิพลและคุณค่าแบบไทยสามารถเดินทางผ่านงานศิลปบันเทิงและสื่อสารมวลชนไปอยู่ในสังคมลาวได้โดยไม่ยากนัก

สรุป

ความเปลี่ยนแปลงที่ค้นพบในความสัมพันธ์ไทย-ลาวยุคหลังสงครามเย็น คือกลุ่มธุรกิจได้เข้าไปครอบงำกระบวนการในการผลิตนโยบายของการเมืองระหว่างประเทศได้โดยเบ็ดเสร็จ และการรัฐประหารในไทยสองครั้งหลังสงครามเย็น คือในปี 2534 และ 2549 กลับไม่ได้ทำให้โครงสร้างทางอำนาจการเมืองของกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเลยเพราะพวกเขายังสามารถครองความเป็นใหญ่อยู่ในโครงสร้างการเมืองและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ดังนั้นเราจึงพบว่าโครงการด้านการพัฒนาต่างๆ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวความขัดแย้งเรื่องดินแดนและปัญหาความมั่นคงที่ถึงขนาดเคยเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างสองชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เช่นกรณีสามหมู่บ้านและบ้านร่มเกล้าในเขตจังหวัดพิษณุโลกต่อกับแขวงไซยะบุรีกลับกลายเป็นปัญหาแค่เรื่องทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาศัยระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการร่วมกันปักปันเขตแดนได้ แม้ว่าจะดำเนินไปด้วยความล่าช้าแต่ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอะไรใหญ่โตในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีก

ดังนั้น ลำพังรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้นั่งอยู่ในใจกลางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวอีกต่อไป หากแต่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เป็นผู้ครอบงำรัฐ คือภาคธุรกิจได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับลาวทั้งในแง่การค้าและการลงทุนได้อย่างราบรื่น

กลุ่มพลังอื่นๆ (หากแม้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนชนชั้น) ไม่สู้จะมีบทบาทอะไรมากมายนักในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตัวอย่างที่เคยยกเอาไว้ข้างต้นคือ กรณีของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ประสบความล้มเหลวในการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน2 ในลาว แน่นอนทีเดียว พวกเขามีโอกาสจะได้พูดในที่สาธารณะถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาคือไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดหยิบความคิดความเห็นขององค์กรพัฒนาเอกชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวที่ขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ไทยแสดงการครอบงำหรือแสดงการครองความเป็นใหญ่ ซึ่งลาวไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขืนหรือต่อต้านอะไรได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามกันไป โดยลาวได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแสดงการต่อต้านไทย ในบางกรณีดูเหมือนเทคนิคนี้จะได้ผล เพราะอาจจะทำให้ไทยหยุดฟังบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด

 อ้างอิง

[1] ปรับปรุงจากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “Laos: A Reserve for Thai Growth” เสนอในการสัมมนาเรื่อง”Thai stakeholders’ perception toward countries in the Greater Mekong Sub-region” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พฤศจิกายน 2007 ณ GM Hall, SASA International House จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] Michael P. Sullivan, Theories of International Relations: Transition vs. Persistence (New York: Palgrave Macmillian, 2002), p. 172.

[3] Antonio Gramsci, Selection from Prison Notebooks, 11th Edition (New York: International Publisher, 1992).

[4] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550: ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2538)

[5] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2536)

[6] Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review (May-June, 2006), pp. 5-37.

[7] Duncan McCargo and Ukrist Pathmanand, The Thaksinization of Thailand (Copenhegen: NIAS Press, 2005), p. 20.

[8] การอภิปรายในหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พลวัตทุนไทยและแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, 4: 3 (กรกฎาคม-กันยายน, 2549), หน้า 86-87

[9] สุทธิดา มะลิแก้ว, “วิถีทางของลาวหลังไกสอน,” ใน Indochina Review (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2537), หน้า 76

[10] รายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องพลังงาน, มกราคม 2544 รายงานฉบับนี้เสนอให้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แสวงหาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้างเขื่อนสาละวินในพม่า

[11] นิยม ไวยรัชพานิช พูดในการสัมมนาเรื่องคอนแทร็กฟาร์มมิ่งในกรอบ ACMECS ที่โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ รอยัล จังหวัดอุดรธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2550

[12] เขียน ธีระวิทย์ และคณะ, ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว (กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544)

[13] Hiem Phommachanh, “Thai Policy and Attitudes towards Laos since 1975,” (Master of International Studies thesis: Department of Government and Public Administration, University of Sydney, 1991.)

[14] สัมภาษณ์ วันทอง โพนจันเฮือง อธิบดีกรมสื่อสารมวลชน กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมลาว,
27 พฤษภาคม 2547

[15] สัมภาษณ์ สุวันนา พูยะวง อัครทูตที่ปรึกษา สถานทูตลาวประจำประเทศไทย, 14 พฤษภาคม 2549

[16] The Nation, February 14, 2007.

ปราสาทเขาพระวิหาร : กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม

June 25th, 2008

สืบเนื่องจากการที่ประเด็นเรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และ “ระบอบทักษิณ” เป็นปัญหาของการเมืองภายในของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไปของเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางประวัติศาสตร์ และทางรัฐศาสตร์การเมือง ดังนั้น จึงขอบรรยายตามลำดับ ดังต่อไปนี้

 

(1)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” ระหว่าง “ชาติไทย” กับ “ชาติกัมพูชา” ระหว่าง “ลัทธิชาตินิยมไทย” และ “ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา” แม้จะเกิดมานานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นบาดแผลที่ไม่หายสนิท จะปะทุพุพองขึ้นมาอีก และถูกนำมาใช้ทางการเมื่อไรก็ได้ ในด้านของสยามประเทศ(ไทย) “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมือง” และ “ลัทธิชาตินิยม” ในสกุลของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ที่ถูกปลุกระดมและเคยเฟื่องฟูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถูกตอกย้ำสมัย “สงครามเย็น” ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (และก็ถูกสืบทอดโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และบรรดานายพลและอำมาตยาธิปไตยรุ่นต่อๆมา)

 

(2)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรม “บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ” ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง “ปราสาท” ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง “ปราสาท” ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ “ศรียโสธรปุระ-นครวัด-นครธม”

ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ “ยโสวรมันที่ 1″ ถึง “สุริยวรมันที่ 1″ เรื่อยมาจน “ชัยวรมันที่ 5-6″ จนกระทั่งท้ายสุด “สุริยวรมันที่ 2″ และ “ชัยวรมันที่ 7″ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ “ศรีศิขเรศร” เป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก (“พนมดงแร็ก” ในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยู่ใน (เขต) จังหวัด “เปรียะวิเฮียร” (Preah Vihear) ของกัมพูชา

 

(3)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” น่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ “หนีเสือไปปะจระเข้” คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง

แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ (ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ “เสียกรุงศรีอยุธยา” แก่พม่า (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ “เสียกรุงศรียโสธรปุระ” (พ.ศ. 1974) ของกัมพูชา

ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ (ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง “ปราสาทเขาพระวิหาร” ไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น “อาณานิคม” ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ “สยาม” สมัย ร.ศ. 112 ถึงขนาดใช้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี

 

(4)

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง “ไกลบ้าน”) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก “จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)” กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)

เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย “รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม” ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา “เอกราชและอธิปไตย” ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้

และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อภิรัฐมนตรี” ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505)

 

(5)

กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ “ราชาธิปไตย” ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ “โค่นรัฐบาลสมัคร” ในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)

ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเมื่อ “คณะราษฎร” ยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด “กบฏบวรเดช” พ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น “สงครามกลางเมือง” และส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์

ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ปลุกระดมวาทกรรม “การเสียดินแดน 13 ครั้ง” ให้เกิดความ “รักชาติ” ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น

-24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
-Siam เป็น Thailand
-(แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น “ไทยๆ” ซึ่งรวมทั้ง
-พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)

รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน “มณฑลบูรพา” และ “ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง”

จนในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง “กองกำลังบูรพา” ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น “มหามิตรใหม่” เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ “ไทย” สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)

และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า “ลาน” ในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)

และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)

ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า “ได้ปราสาทเขาพระวิหาร” มา ดังหลักฐานในหนังสือ “ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน” ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ

 

(6)

สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย “มหามิตรญี่ปุ่น” ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า “ไทย” จะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ “ปรับ” และเอาคืน

โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ “เจ๊า” กับ “เสมอตัว” ไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี

แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า “สัฐมาลัย” คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)

แต่ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยุ่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 (1954)

กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป

 

(7)

ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง “กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช” และ “นักราชาชาตินิยม” ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน “รักชาติ” บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)

ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี

ส่วนอีก 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น

ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและแผนที่ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทางภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ หรือทางขึ้นไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ “กฎหมายปิดปาก” ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf

 

(8)

กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน”

ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” ถูกสร้างและ “ถูกผลิตซ้ำ” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าเขาและปราสาทพระวิหารเป็น “ของไทย” หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” ดังนั้น เมื่อ “ขอม” มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศนั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น “ของไทย” แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงโฆษณาชวนเชื่อ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” เช่น “นายหนหวย” เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆ ไปอีกด้วย

 

(9)

สรุป

เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็น “ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน” จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที “5 พันธมิตรฯ” ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” มาคลุกผสมกับ “ราชาชาตินิยม” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลสมัคร (ที่เป็นนอมินีทั้งของทักษิณ และเป็นนอมินีของอีกหลายๆฝ่ายหลายๆสถาบัน ที่เรามักจะคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป) ก็ดูจะขาดความสุขุมรอบคอบและความละเอียดอ่อนทางการทูตในการบริหารจัดการกับปัญหากรณีเกี่ยวกับเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร

ดังนั้น ในเมื่อเขาพระวิหารได้ถูกทำให้กลายเป็นการเมืองร้อนแรงเพื่อโค่นล้มรัฐบาล คำถามของเราในที่นี้ คือ

ในแง่ของการเมืองภายใน
-รัฐบาลสมัครจะล้มหรือไม่
-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่
-พันธมิตรจะรุกต่อหรือต้องถอย
-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่
-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่
หรือจะ “เกี้ยเซี้ย” รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงแค่สีเหลือง กับสีแดง

คนไทยได้ผ่านเหตุการณ์ทั้งที่วิปโยคและปลื้มปิติกันมาแล้วเป็นเวลากว่า 70 ปี
ทั้งการปฏิวัติ 2475
ทั้งกบฏบวรเดช 2476
ทั้งรัฐประหาร 2490
ทั้งปฏิวัติ 2500-2501
ทั้งการลุกฮือ 14 ตุลาคม 2516
ทั้งการรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519
ทั้งพฤษภาเลือด (ไม่ใช่ทมิฬ) 2535
และท้ายสุดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ประสบการณ์และเหตุการณ์ดังกล่าวพอจะเป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนได้หรือไม่
หรือจะต้องรอให้สึนามิทางการเมืองถล่มทับสยามประเทศ (ไทย) ของเราให้ย่อยยับลงไป

ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ
เรื่องของเขาและปราสาทพระวิหาร
จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่
รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูตหรือไม่
จะมีการปิดการค้าชายแดนหรือไม่
จะกลายเป็นประเด็นสาดโคลนการเมืองภายในของกัมพูชา
(ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) หรือไม่
หรือว่า
ทั้งไทยกับกัมพูชา จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กิโลเมตร เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
จะตกลงเสนอทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกร่วมกัน
บริหารจัดการและ (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อคนไทย คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์อีสานใต้ คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนไหหลำ คนฮกเกี้ยน คนกวางตุ้ง คนปาทาน ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นประชากรอันหลากหลายของรัฐชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์นี้

คำตอบไม่น่าจะอยู่ในสายลม มิใช่หรือ

ปิยบุตร แสงกนกกุล : ‘หยุด แสงอุทัย’ กับหลัก ‘The King can do no wrong’

June 19th, 2008

หมายเหตุ บทความนี้เป็นเพียงบทความแนะนำเบื้องต้นก่อนไปร่วมงานอภิปราย สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒

 

                                              

                                                           

 ”องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา

                                หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ

                                  โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

                                                                                                        หยุด แสงอุทัย

                                            ในบทความชื่ออำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

                                                       อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์

                                                                                      เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

 

 

 

หยุด แสงอุทัย เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด ตลอดจนบทความ หรือคำอภิปรายต่างๆของเขา เรายืนยันได้ว่า หยุด แสงอุทัย มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์”

องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”  (ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง”

“… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของหยุด แสงอุทัยในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว ได้กลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขา เมื่อตอนที่เขาได้เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หยุดฯถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. โดยอ้างจากบทความเรื่อง “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” ที่หยุดฯอ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html   และhttp://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

หนังสือพิมพ์สมัยนั้นพาดหัวข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กระทบต่อไปถึงจอมพล ป. เช่น หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาว่า

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา    กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม   เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด    ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ    การเมือง   หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล   เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”   และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ   “หุ่น”   ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร   ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ   และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ   จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด    และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า  “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล  ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า   ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่    ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็รีบนำข้อหานี้มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของตน ดังที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ดังนี้

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ  ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ    เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?” นายควงกล่าวในที่สุด

(“ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครง จอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย” หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

หยุดฯชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า

ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

(หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)

แม้หยุด แสงอุทัยจะถูกภัยคุกคามเนื่องจากการแสดงความเห็นทางวิชาการของตนในเรื่องกษัตริย์ แต่หยุดฯก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิด ตรงกันข้ามเขายังคงยืนยันหลักการ “The King Can Do No Wrong” ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเขา คือ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕

………………..

ภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายล้างศัตรูฝ่ายตรงข้าม มีความเห็นจำนวนมากที่สนับสนุนให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจมาก และมากขึ้นจนอาจจะไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มีแนวคิดประเภท “ถวายคืน” พระราชอำนาจ มีหนังสือและบทความจำนวนมาก ที่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปในทางยอพระเกียรติ งานหลายชิ้นเป็นการแปรรูปหนังสืออาเศียรวาทให้อยู่ในรูปแบบของงานวิชาการ และมีการนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้เป็นอาวุธทำลายศัตรูทางการเมือง

กล่าวสำหรับวงการกฎหมาย การอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์แทบไม่ปรากฏ (ที่ปรากฏก็มีเพียงแต่ยอพระเกียรติ และสนับสนุนไปในทางมี “พระราชอำนาจ” มาก) ทั้งๆที่หากพิจารณาในทางวิชาการกฎหมายแล้ว เรื่องของสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในประเทศสเปน เคยถกเถียงกันว่า พระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเกิดกรณีความขัดแย้งในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญระหว่างพระมหากษัตริย์กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยชี้ขาด?

องคมนตรี มีความเป็นมาอย่างไร? เป็นองค์กรประเภทใด? มีขอบเขตอำนาจเพียงใด? สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันหรือไม่?

สถานะทางกฎหมายและศักดิ์ของกฎมณเฑียรบาล มีสถานะเป็นกฎหมายเหมือนกฎเกณฑ์ทางกฎหมายประเภทอื่นๆหรือไม่? มีศักดิ์เทียบเท่าอะไร? สูงกว่าหรือเท่ากับรัฐธรรมนูญ? สูงกว่าหรือเท่ากับพระราชบัญญัติ? มีโอกาสขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่? ใครเป็นผู้มีวินิจฉัยชี้ขาด? รัฐสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือมีอำนาจเพียงรับรองทางรูปแบบ?

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย ที่ยังคงรักษาตำแหน่งประมุขของรัฐให้แก่กษัตริย์ กษัตริย์มีพระราชอำนาจทางการเมืองโดยแท้หรือไม่? หรือเป็นเพียงพระราชอำนาจตามแบบพิธี? อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือเป็นของพระมหากษัตริย์? พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแต่ยกให้ประชาชนใช้ชั่วคราว? การถวายคืนพระราชอำนาจเป็นไปได้ในระบอบประชาธิปไตย?

การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย โดยแท้จริงแล้ว กษัตริย์มีพระราชอำนาจในการไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในเรื่องต่างๆหรือไม่? หากมี พระราชอำนาจเช่นว่าควรถูกนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร?  การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางรูปแบบของราชอาณาจักร หรือเป็นพระราชอำนาจโดยแท้? และในกรณีที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯหรือประวิงเวลาการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร?

สิทธิ ๓ ประการของพระมหากษัตริย์ในทฤษฎีของวอลเตอร์ แบร์ช็อต อันได้แก่ สิทธิในการสนับสนุนให้กำลังใจ สิทธิในการตักเตือน สิทธิในการให้คำปรึกษาหารือ มีขอบเขตและเงื่อนไขอย่างไร ทฤษฎีนี้มีการนำมาใช้ในระบบกฎหมายของไทยหรือไม่? เป็นต้น

ปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาอ้างอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดังที่หยุด แสงอุทัยเคยกล่าวไว้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่สำนักพิมพ์วิญญูชนนำตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของหยุด แสงอุทัย อันได้แก่ คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๑ และคำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕ มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และยิ่งดีมากขึ้นไปอีกที่การตีพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ ได้วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เรียบเรียงใหม่และเขียนคำนำ

ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย จึงใช้โอกาสที่ปีนี้เป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของหยุด แสงอุทัย จัดงานเปิดตัวหนังสือ “คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์” ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ (อันเป็นวันคล้ายวันที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีผลใช้บังคับ) ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้อง ๒๒๒ เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป

ในงานจะมีการแนะนำหนังสือเล่มนี้ โดยสมยศ เชื้อไทย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และเป็นผู้เขียนหนังสือ “แผนชิงชาติไทย” ซึ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากเยอรมนี และเป็นผู้เรียบเรียงและแก้ไขปรับปรุงหนังสือเล่มนี้, และณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ผู้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับการตอบโต้คณะราษฎรของพวกนิยมเจ้า เช่น “การรื้อสร้าง ๒๔๗๕” ฝันจริงของนักอุดมคติ “น้ำเงินแท้” ในศิลปวัฒนธรรม และล่าสุดบทความเรื่อง “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในฟ้าเดียวกัน

ความสำคัญและน่าสนใจในงานนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวหนังสือของหยุด แสงอุทัยที่นำมาตีพิมพ์ใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานรำลึกแด่หยุด แสงอุทัยเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้อภิปรายประเด็นทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยในทางวิชาการและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความคิดของหยุด แสงอุทัยที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่มีแต่การอภิปรายในเชิงยอพระเกียรติเหมือนการอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” เมื่อ ๓ ปีก่อน