วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 : สัตว์สี่ขาของพระราชา
book บทบรรณาธิการ
จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?

ความรักสองแบบที่แตกต่าง: The Road Home Vs A Mongolian Tale

May 7th, 2008

คราวก่อนเปิดตัวบล็อกด้วยเรื่องกามารมณ์ คราวนี้เลยตามมาด้วยเรื่องความรัก วิจารณ์หนังชิ้นนี้เขียนไว้หลายปีแล้ว ลงในนิตยสาร Hi-Fi Today ที่ปิดตัวไปแล้ว ถ้าใครสงสัยว่า ผู้เขียนไปเขียนที่นิตยสารเล่มนี้ได้ยังไง บอกได้เลยว่า เจ้าของนิตยสารคือพี่ชายข้าพเจ้าเอง 5555 เจ๊งหมดตัวไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คิดว่าเป็นงานที่หลายๆ คนคงไม่เคยอ่าน ก็เลยเอามา “ขาย” ใหม่ คงไม่ว่ากันนะคะ (บล็อกนี้ทำไปทำมา ลงท้ายอาจมีแต่เรื่องหนังกับฟุตบอล แหะ แหะ)

The Road Home A Mongolian Tale

ความรักสองแบบที่แตกต่าง

The Road Home (1999)
ภาพยนตร์สี/ขาว-ดำ ภาษาจีน

A Mongolian Tale (1995)
ภาพยนตร์สี ภาษามองโกเลียน

กำกับการแสดง: Zhang Yimou

กำกับการแสดง: Xie Fei

บทภาพยนตร์: Bao Shi
(ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง Remembrance)

บทภาพยนตร์: Zhang Cheng-zhi
(ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง The Black Steed)

ถ่ายภาพ: Hou Yong

ถ่ายภาพ: Fu Jing-sheng

ดนตรีประกอบ: San Bao

ดนตรีประกอบ: Tengger

นำแสดง: Zhang Ziyi, Sun Honglei, Zheng Hao, Zhao Yuelin

นำแสดง: Tengger, Narenhuar, Dalarsurong

Rate G 90 นาที

รางวัล: Silver Berlin Bear ที่ Berlin internation Film Festival (2000), Audience Award ที่ Sundance Film Festival (2001)

Unrated 105 นาที

รางวัล: ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Montreal World Film Festival (1995)

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ดิฉันได้ดูภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวจีนสองคนสองเรื่อง หนังสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย นั่นคือ ความรัก ท้องถิ่นอันห่างไกลความเจริญ วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โรงเรียน การกลับบ้าน ความเจริญแบบสมัยใหม่ (และอาจมีนัยแฝงถึงตะวันตก) ที่เข้ามามีผลกระทบต่อวิถีดั้งเดิม และความรู้สึกโหยหาอดีต

แต่แม้จะคล้ายคลึงกัน หนังสองเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

The Road Home

หนังเรื่องแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก่อนคือเรื่อง The Road Home ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดัง จางอี้โหมว ที่เราชาวไทยและรวมถึงชาวตะวันตกรู้จักกันดีจาก Ju Dou, Raise the Red Lantern และนำแสดงโดยนักแสดงสาวชาวจีนที่ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ก่อนที่จะไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด นั่นคือ จางซิยี่ (Crouching Tiger, Hidden Dragon; Rush Hour ll)

The Road Home ไม่เหมือนกับหนังของจางอี้โหมวก่อนหน้านี้ คุณไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาที่ซับซ้อน นัยแฝงทางการเมือง หรือความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ของตัวละคร แม้แต่บริบททางการเมืองของช่วงเวลาในเรื่องที่อยู่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ที่มองข้ามไปเลยก็ได้ ดูไปแล้ว The Road Home คล้ายกับเป็นการทำงานแบบพักร้อนของจางอี้โหมว

เนื้อเรื่องใน The Road Home ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หนังเริ่มต้นเป็นหนังขาว-ดำ ลูกชาย (Zheng Hao) ที่มีการศึกษาและทำงานในเมืองเดินทางกลับมาหาแม่ในชนบท เพื่อช่วยจัดการงานศพของพ่อ พ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนมาตลอดชีวิตและทุ่มเทให้กับโรงเรียนมาก ส่วนแม่ที่ชื่อ “ได๋” เป็นสาวชาวจีนท้องถิ่น แม่ผู้ชรา (Zhao Yuelin) ยืนยันว่า นางต้องการให้จัดงานศพตามประเพณีโบราณ คือใช้คนแบกโลงศพเดินจากโรงพยาบาลในเมืองมาตามเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน อันเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ตายจำเส้นทางกลับบ้านได้

ลูกชายต้องการทำทุกอย่างตามความปรารถนาของมารดา ทั้งคนเก่าคนแก่และผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ขัดข้อง ปัญหาติดอยู่ตรงที่คนหนุ่มในหมู่บ้านเดินทางไปทำงานในเมืองกันหมด คนแก่ที่เหลืออยู่ไม่มีทางแบกโลงศพมาตามเส้นทางยาวไกลท่ามกลางความหนาวเย็นของหิมะ ลูกชายพยายามโน้มน้าวแม่ให้ผ่อนปรนประเพณีบางอย่างลงบ้าง เช่น ใช้รถบรรทุกโลง แต่นางไม่ยอม มิหนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าห่อศพด้วยตนเอง

ลูกชายจึงย้อนรำลึกอดีตที่เขาเคยได้ยินมาเกี่ยวกับตำนานความรักของพ่อแม่ ทันทีที่ภาพอดีตหวนกลับมา หนังเปลี่ยนไปเป็นหนังสีทันที ทิวทัศน์อันสวยงามของชนบทจีนที่ห่างไกล สีสันของท้องทุ่ง ทิวเขา ได๋ในวัยสาว (จางซิยี่) อยู่กับแม่ตาบอดเพียงสองคน นิยายรักของเธอเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเพียงเห็นหน้าครูหนุ่ม (Sun Honglei) ที่เพิ่งมาจากในเมือง

อุปสรรคทางประเพณีขวางกั้นมิให้ได๋มีโอกาสได้ใกล้ชิดครู แต่เธอก็พยายามสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น เช่น แทนที่จะตักน้ำจากบ่อใกล้บ้าน ก็ยอมเดินไกลขึ้นเพื่อไปตักน้ำจากบ่อใกล้โรงเรียน พยายามดักรอตามเส้นทางที่ครูจะเดินผ่าน ฯลฯ จนครูหนุ่มเองก็มองเห็นสะพานรักที่ทอดให้และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเดินข้ามไป ทว่าเขาถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองกะทันหัน ได๋ไปยืนตากหิมะรอครูจนล้มป่วย แม้จะพานพบอุปสรรคขัดขวาง แต่ในท้ายที่สุด รักแรกพบของทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในบั้นปลายและกลายเป็นตำนานรักที่คนในท้องถิ่นทราบกันดี

เรื่องตัดกลับมาสู่ภาพขาว-ดำอันแห้งแล้งของปัจจุบัน ลูกชายได๋ตัดสินใจนำเงิน 5,000 หยวนไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยว่าจ้างคนหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแบกโลงศพ ประเพณีพาศพกลับบ้านอันเก่าแก่ของจีนได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้งท่ามกลางพายุที่ตกหนัก ผู้ใหญ่บ้านนำเงินมาคืนแก่ลูกชายและบอกว่าไม่มีใครยอมรับค่าจ้างครั้งนี้

สามีของได๋เสียชีวิตเพราะติดพายุหิมะ ระหว่างที่เขาออกเดินทางเพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่แทนโรงเรียนหลังเดิมที่ทรุดโทรมเต็มที ได๋นำเงินที่เก็บชั่วชีวิต รวมทั้งสั่งให้ลูกชายนำเงิน 5,000 หยวนนั้นออกมาสมทบทุนเพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ ได๋ยังมีข้อขอร้องอีกข้อหนึ่งต่อลูกชายที่จะให้เขานำชีวิตในอดีตหวนคืนสู่โรงเรียนอีกครั้ง ก่อนที่มันจะถูกรื้อลง

เนื้อเรื่องง่ายๆ ก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ

จุดประสงค์ของหนังก็ชัดเจนเรียบง่ายเหมือนเนื้อเรื่อง มันเป็นหนังที่เชิดชูความรู้สึก ความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะความรักที่ได๋มีต่อสามี แต่เป็นธรรมดาที่พอเราเชิดชูหรือขยายความอะไรสักอย่างมากเกินไป มันก็มักจะไปบดบังอะไรอย่างอื่นๆ เสียหมด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากเรามีความรักยิ่งใหญ่ลึกล้ำต่อคนๆ หนึ่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะกลายเป็นคนแล้งน้ำใจต่อคนอื่นๆ รอบตัว เพราะเรามัวแต่มองเห็นความรักและคนรักของตัวเอง จนมองไม่เห็นคนอื่นไปเสียนี่

ดิฉันคงเกิดมาเป็นคนไร้ความโรแมนติก หรือไม่ก็เป็นพวกคิดมากเกินกว่าเหตุ เพราะตอนดูหนังเรื่องนี้ แทนที่จะซาบซึ้งกับความรักบริสุทธิ์ของได๋ ดิฉันดันไพล่ไปห่วงนั่นห่วงนี่ ตอนที่ได๋วิ่งเอาอาหารไปให้คุณครู หรือไปยืนรอครูกลางหิมะ ดิฉันก็มัวห่วงแม่ตาบอดของเธอว่ากินข้าวหรือยัง พร้อมกับนึกสงสัยว่า เธอเอาเวลาตอนไหนไปทำมาหากินปลูกผักปลูกข้าว ตอนแบกโลงศพกลับมา ก็ดันมัวไปห่วงผู้ใหญ่บ้านกับคนเฒ่าคนแก่ว่าจะจับไข้ตายกลางหิมะ ตอนที่ลูกชายเอาเงิน 5,000 หยวนไปจ้างคนมาแบกโลง ก็มัวนึกว่าเขาจะหมดตัวหรือเปล่า พอเขาได้เงินคืน ดิฉันแสนจะโล่งใจแทน แต่แค่ฉากต่อมา เขาก็ต้องควักเงินก้อนนี้ออกมาสมทบทุนให้โรงเรียน มิหนำซ้ำ พอได๋ขนเงินที่เก็บไว้ออกมามอบให้ผู้ใหญ่บ้าน ดิฉันก็บ่นอยู่ในใจว่า แล้วทำไมไม่เอาออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า!

แต่ถ้าคุณเป็นคนโรแมนติกและไม่เที่ยวจุกจิกหยุมหยิมกับรายละเอียด หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังรักที่ตรึงใจพอดูทีเดียว อย่ากระนั้นเลย แค่ดูจางซิยี่กับหางเปียแกว่งไกวตอนวิ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าก็คุ้มแล้ว! ความโดดเด่นของจางซิยี่นั้นปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังเรื่องต่อๆ มาที่เธอเล่น จะเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากทีเดียว

The Mongolian Tale

สำหรับคนปัญหามากซึ่งคอยเที่ยวสงสัยว่าได๋กับแม่ตาบอดเลี้ยงชีพอย่างไร ได้เงินมาจากไหน ทำไมเธอถึงมีเวลาไปคอยดักพบคุณครู ทั้งที่ชีวิตในชนบทของสองแม่ลูกน่าจะเป็นชีวิตที่ต้องทำงานหนักไม่น้อย คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากคุณดูหนังเรื่อง A Mongolian Tale ในหนังเรื่องนี้ เสื้อที่ตัวละครใส่ อาหารที่กิน ผ้าที่ห่ม ชาที่ดื่ม แทบจะบอกได้หมดว่ามาจากไหน ในแง่ของความสมจริง A Mongolian Tale สามารถให้ภาพชีวิตของชาวมองโกเลียนร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ท่ามกลางท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทุรกันดารของแผ่นดินมองโกเลีย

ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ A Mongolian Tale นำเสนอภาพชีวิตสมจริงด้วยลีลาแบบกวีนิพนธ์

หนังเริ่มต้นด้วยเพลงกวีที่พูดถึงความผูกพันระหว่างเด็กชายกับม้าดำ “ไบอินบูลัก” (Tengger) ขี่ม้ากลับมาตามหาย่าบุญธรรมกับหญิงสาวที่เขาทิ้งไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พร้อมกับประโยคตอนต้นเรื่องที่บอกว่า “เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวมากมาย ฉันร้อนรนที่จะทอดทิ้งอดีตและจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จวบจนเมื่ออดีตสูญสิ้นไปแล้วตลอดกาล ฉันจึงเพิ่งตระหนักว่า ฉันได้สูญเสียอะไรไป”

หนังย้อนรำลึกอดีตเมื่อพ่อม่ายที่เป็นชาวเมืองพาลูกชายยังเล็กมาหาแม่บุญธรรมที่เป็นชาวมองโกเลียน เขาฝากลูกชายให้หญิงชรา (Dalarsurong) เลี้ยง และนางตั้งชื่อให้เด็กชายคนนั้นว่า “ไบอินบูลัก” หญิงชรายังเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงกำพร้าคนหนึ่งชื่อ “โซมิยา” หนังยังบอกให้เรารู้ว่า หญิงชราเคยเลี้ยงเด็กมาแล้วหลายคน และอย่างที่นางพูดว่า ในอาณาบริเวณที่นางอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกม้า ลูกแพะหรือลูกคน นางสามารถเลี้ยงดูได้หมดและไม่เคยปล่อยให้ตาย

ช่วงแรกของหนังดำเนินไปอย่างแช่มช้า ตามจังหวะชีวิตแบบโบราณที่ดำเนินมาไม่รู้กี่พันปีของชาวมองโกเลียน หนังดึงให้คนดูซึมซับกับชีวิตที่ทำงานหนัก เรียบง่าย อบอุ่นและมีความสุขของย่าหลาน ชีวิตที่ผูกพันกับท้องทุ่ง ฤดูกาล และในคืนพายุหิมะคืนหนึ่ง ลูกม้าดำก็พลัดแม่มาติดอยู่ที่กระโจมของทั้งสาม ย่าดูแลจนลูกม้ารอดชีวิตและโซมิยาตั้งชื่อให้มันว่า “กันกังฮารา” ตามชื่อม้าในเพลงกวีตอนต้นเรื่อง

แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ผ่านเข้ามา ขณะที่ไบอินบูลักในวัยรุ่นกำลังนอนมองเครื่องบินไอพ่นแหวกผ่านท้องฟ้า โซมิยาก็วิ่งมาบอกว่ามีจดหมายจากพ่อของเขา พ่อเรียกตัวไบอินบูลักไปเรียนสัตวแพทย์ในเมือง ก่อนจากไป ย่าหมั้นหมายให้ไบอินบูลักกับโซมิยา ทั้งสองสัญญาว่าจะแต่งงานกันหลังจากไบอินบูลักกลับมา ซึ่งกำหนดว่าจะเป็นเวลาแปดเดือนให้หลัง

ทว่าเวลาแปดเดือนกลับกลายเป็นสามปี ไบอินบูลักในวัยหนุ่มแน่นเต็มที่จึงกลับมา แทนที่จะเป็นสัตวแพทย์ เขากลับหันเหไปเรียนดนตรี แต่ความตั้งใจเดิมที่จะแต่งงานกับโซมิยายังไม่เปลี่ยนแปลง

ไบอินบูลักต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อรู้ว่าโซมิยาถูกชายเสเพลในหมู่บ้านล่อลวงจนตั้งท้อง แม้ว่าย่าจะพยายามเหนี่ยวรั้งไบอินบูลักเอาไว้ แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาทอดทิ้งย่ากับโซมิยาให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

จวบจนกว่าสิบปีผ่านไป ไบอินบูลักกลายเป็นนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียง เขากลับมาตามหาย่าและโซมิยา บ้านเก่าของทั้งสามกลายเป็นบ้านร้าง เขาตามไปจนพบโซมิยา (Narenhuar) ที่แต่งงานกับคนขับรถบรรทุก มีลูกห้าคน เธอยังคงทำงานหนัก นอกจากดูแลบ้าน ยังทำงานให้โรงเรียน เพื่อให้ลูกสาวคนโตที่เป็นลูกติดได้เรียนหนังสือ ส่วนย่าและกันกังฮาราตายไปหลายปีแล้ว

การกลับมาพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ความอาวรณ์ ความรู้สึกผิด ไบอินบูลักค้นพบความรับผิดชอบใหม่ทดแทนสิ่งที่เขาเคยทอดทิ้ง ประโยคสุดท้ายที่โซมิยาตะโกนบอกไบอินบูลักในทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย บอกให้รู้ว่าหัวใจรักอันยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของย่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับหญิงชรา หัวใจนั้นยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ในตัวโซมิยา

ได๋ยึดมั่นในความรักอันยิ่งใหญ่ที่เธอมีต่อครูหนุ่มอย่างไม่มีวันคลอนแคลน เธอรักษาเนื้อสงวนตัวไว้ให้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก แต่ความรักของได๋เรียกร้องบีบคั้นเพื่อความรักของตัวเองจนดูเหมือนไม่คำนึงถึงคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นแม่ ลูก เพื่อนบ้าน

ความรักที่โซมิยามีต่อไบอินบูลักอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าได๋ เธอปล่อยตัวปล่อยใจให้ชายอื่น แต่เธอดูแลย่าจนสิ้นลมหายใจ ทุ่มเทให้ลูกทุกคน เผื่อแผ่ความรักให้แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จนแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็ไม่มีเว้น

ไบอินบูลักเป็นศิลปินที่ละเอียดอ่อน ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้เขาทอดทิ้งโซมิยากับย่าก็อาจพอเข้าใจได้ ส่วนชายขับรถบรรทุกที่กลายมาเป็นสามีของโซมิยา ยามใดที่ไม่ขับรถ เขาจะเมาหยำเปตั้งแต่ตื่นจนหลับ มิหนำซ้ำยังเกลียดลูกติดของโซมิยา แต่เขาเป็นคนที่มาเจอโซมิยาในยามที่เธอลำบากที่สุด ช่วยฝังศพย่าและรับเธอกับลูกมาอยู่ด้วย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโซมิยาต้องทำงานหนักให้โรงเรียน แต่ก็ไม่เคยห้ามปราม

คงยากที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร ใครน่าชื่นชมกว่ากัน?

Xie Fei เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนรุ่นอาวุโสกว่าจางอี้โหมวและมีชื่อเสียงน้อยกว่า หนังที่สร้างชื่อให้เขาได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ Girl from Hunan ซึ่งมี Narenhuar นำแสดง Narenhuar เป็นนักแสดงชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ส่วน Tengger ที่แสดงเป็นไบอินบูลัก เป็นนักร้องนักดนตรีชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในไต้หวัน มีชื่อเสียงและมีแฟนเพลงอยู่มากพอสมควรทั้งในไต้หวันและประเทศจีน Tengger เป็นคนแต่งและร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เพลงไพเราะ บาดลึกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ส่วนดนตรีประกอบสอดคล้องกลมกลืนกับหนัง ฝีมือของเขายอดเยี่ยมขนาดไหน มีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่มอนทรีออลเป็นประกัน

ที่ต้องชมเชยอีกอย่างหนึ่งคือการคัดเลือกตัวแสดง บทของโซมิยากับไบอินบูลักนั้น เปลี่ยนนักแสดงถึงสี่คนตามช่วงอายุ แต่หน้าตาของแต่ละคนช่างมีเค้าละม้ายกันมากและแสดงได้ดีทุกคนด้วย กระทั่งเด็กผู้หญิงที่แสดงเป็นลูกสาวคนโตของโซมิยา แค่เห็นสีหน้าของหนูน้อยในบางฉากก็ทำให้หัวใจสลายได้ แต่นักแสดงที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยคือ Dalarsurong นางเป็นนักแสดงอาวุโสชาวมองโกเลียน การแสดงของนางเป็นพลังหลักของหนัง

องค์ประกอบอีกประการที่โดดเด่นมากคือการถ่ายภาพ ท้องทุ่งของมองโกเลียใน A Mongolian Tale มีทั้งความงดงาม บางครั้งเต็มไปด้วยสีสัน บางครั้งอ้างว้างหดหู่ หนังเรื่องนี้ถ่ายฉากกลางคืนได้สวยเป็นพิเศษ

ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของหนัง น่าจะเป็นจังหวะระหว่างที่ไบอินบูลักเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองกับตอนที่เขากลับมาเมื่อสามปีให้หลัง หนังตัดภาพเรียงต่อกันอย่างรวดเร็ว จนคนดูไม่ทันตั้งตัวหรือซึมซับกับเวลาที่ผ่านไป จุดนี้อาจทำให้การที่โซมิยาพลาดพลั้งไปได้เสียกับชายคนอื่นขาดน้ำหนักและความน่าเห็นใจไปบ้าง

หากเปรียบไปแล้ว The Road Home เป็นนิยายรักหวานซึ้งบนภาพโปสการ์ดชนบทสีสวย ส่วน A Mongolian Tale เป็นกวีนิพนธ์เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน หน้าที่และความสำนึกผิดบนภาพจิตรกรรมแห่งท้องทุ่ง หนังมีเสน่ห์ต่างกันและน่าดูในห้วงอารมณ์ที่ต่างกัน

สำหรับการเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา ดิฉันมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจหลังจากดู A Mongolian Tale จบ นั่นคือ จะหาหนังเรื่องอื่นของ Xie Fei กับเทปเพลงของ Tengger ได้ที่ไหน?

————————————–

กลับไปอ่านงานเขียนชิ้นนี้ รู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาได้เลี่ยนพอใช้ หนังเรื่อง A Mongolian Tale นั้น เกรงว่าคงหาดูยากเสียแล้ว เพราะผู้เขียนซื้อหนังเรื่องนี้เป็นวิดีโอ ซึ่งเน่าไปแล้ว กลับไปที่ร้านเดิมที่เปลี่ยนมาขายดีวีดี เห็นเขาบอกว่าไม่มีมาสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่จะมาผลิตเป็นดีวีดี (ผู้กำกับหนัง Xie Fei น่าจะออกเสียงว่า ฉีเฟย…มั้ง ความจริงผู้เขียนมีหนังสือเทียบเสียงภาษาอังกฤษ-จีน แต่ไม่รู้ไปวางไว้ไหน หาไม่เจอค่ะ เขาเป็นผู้กำกับหนังรุ่นที่ 4 หรือรุ่นที่ 3 อะไรนี่แหละ)

Xie Fei เคยให้สัมภาษณ์ที่ประเทศฝรั่งที่ไหนสักประเทศ มีผู้สื่อข่าวฝรั่งถามว่า ทำไมไบอินบูลักถึงต้องรู้สึกผิด ในเมื่อโซมิยาเป็นคนทรยศเขาก่อน Xie Fei ตอบว่า ตามประเพณีของชาวมองโกเลียน การทิ้งครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงไปอย่างนั้น ยังไงๆ ก็ถือว่าผิด ตอนที่เขียนวิจารณ์ข้างต้น ผู้เขียนรู้สึกว่าคนไทยดูแล้วก็เข้าใจทันที ไม่เห็นต้องอธิบายซ้ำอีก แต่ตอนหลังมีเพื่อนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ นักข่าวฝรั่ง ก็เลยขอหมายเหตุไว้ให้ผู้อ่านเสียหน่อย ผู้เขียนอาจเข้าใจความรู้สึกของคนไทยผิดไปก็ได้!

หนังเรื่อง Girl from Hunan มีขายที่ amazon แต่แผ่นราคาแพงไม่น้อย ผู้เขียนเองก็ผลัดมาหลายปี ไม่ได้สั่งซื้อเสียที (สำหรับคนที่แม้แต่แผ่นผียังขอก๊อป คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี) ส่วนเพลงของ Tengger นั้น ผู้เขียนไปหาซื้อได้ตอนไปเที่ยวเมืองจีน แต่มันออกไปทาง C-Pop + โฟล์กซอง (ท่านลองจินตนาการเอง) ไม่เพราะเหมือนในหนัง

จริงๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ค่อยชอบจางอี้โหมว โดยเฉพาะหนังเรื่อง Hero นั้น ลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “He-โง่” ผู้เขียนไม่ชอบรสนิยมทางศิลปะของจางอี้โหมวด้วย บทพี่เกิดอยากจะย้อมฉากสีแดง ก็แด๊งแดงอะไรปานนั้น (ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงไม่อาจดูละครเกาหลีเรื่อง “ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์” เพราะมันแดงเหลือเกิน) และที่ไม่ชอบที่สุดคือ การที่จางอี้โหมวเอาเหลียงเฉาเหว่ย หนึ่งในนักแสดงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด มาใช้เสียของใน Hero ดูเหมือนจางอี้โหมวจะสั่งให้นักแสดงทุกคนในเรื่องทำกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกตลอดเวลา ไม่เชื่อคุณลองไปหามาดูได้เลย