May 7, 2008

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่

ฟ้าเดียวกัน

เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มขวาจัดที่เรียกตัวเองว่า ชมรมแม่บ้านได้จัดชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น อันเกี่ยวเนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม การชุมนุมดำเนินไปจนเกือบบ่าย ก็มีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละคอนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันก่อนหน้านั้น (4 ตุลาคม) เพื่อสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน ซึ่งตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันนั้น (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ “แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ “แขวนคอ” ใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น)

ฝ่ายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละคอนประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด

ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน

สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

…………………….

ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก

แต่ในระยะ 2 ปีเศษที่ผ่านมา นสพ.-วิทยุ-โทรทัศน์ ของกลุ่มผู้จัดการ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รื้อฟื้นการใช้ข้ออ้างทางการเมืองนี้ มาเล่นงานผู้ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยอีก

ตั้งแต่ต้น พวกเขากุเรื่องว่า มีคนจะล่วงละเมิด “พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประกาศว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”

การรณรงค์นี้ยกระดับความเข้มข้นและความหลอกลวงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พฤษภาคม 2549) ได้มีการสร้างนิทานหลอกเด็กเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ในตอนนั้น พวกเขายังไม่กล้าถึงขั้นกล่าวหาคู่ต่อสู้ทางการเมืองตรงๆว่า ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เพียงแต่ใช้คำที่ฟังดูขึงขังน่ากลัวนี้ มาขู่โดยนัยยะ

สิ่งที่พวกเขาเสนอในขณะนั้น คือ มีผู้กำลังทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น”เพียงสัญลักษณ์” อันทีจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ทีตลกคือ ในโลกยุคปัจจุบัน การเป็น“สัญลักษณ์” ของประชาชาติหนี่งที่มีคน 60 กว่าล้าน ยังถือเป็นเรื่อง “หมิ่น” หรือ? การเป็น “สัญลักษณ์” ของคน 60 กว่าล้าน จะเป็นเรื่องเลวร้ายได้อย่างไร?

ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังพูดราวกับว่า เรากำลังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช การพูดเรื่องการเป็น “เพียงสัญลักษณ์” ของพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่อง “หมิ่น” ขึ้นมาทันที

เรื่องยกเมฆที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการนี้ ที่ยังต้องรักษา “ความน่าเชื่อ” บางอย่างภายนอกไว้ ได้รับการประสานกับเรื่องยกเมฆทีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะโกหกแบบสุดๆ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตรวจสอบใดๆ ทีหวังว่า ด้วยการเผยแพร่ซ้ำๆๆๆทางอีเมล์ จะทำให้คนเริ่มเชื่อขึ้นบ้าง อย่างกรณีปล่อยข่าวว่ามีศูนย์บัญชาการคอมพิวเตอร์ในทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางอินเตอร์เน็ตผ่านระบบดาวเทียม เป็นต้น

…………………….

แต่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรในปี 2549 เมื่อเทียบกับปีนี้แล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าในระดับความโกหก และความเป็นไปได้ทีจะนำมาซึ่งผลเสียหายร้ายแรง

ปีนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เขียนในผู้จัดการว่า มี “ผู้ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ” (ขณะที่ในช่วงก่อกระแส “ปฏิญญาฟินแลนด์” เขายังไม่กล้า “ฟันธง” ลงไปเช่นนี้)

การเคลื่อนไหวปลุกกระแส “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า absurd (ไร้เหตุผลถึงขั้นน่าหัวร่อ) และ paranoid (โรคหวาดระแวง) ที่การเขียนถ้อยคำบนผ้าสีธงชาติ ที่มีกำเนิดจากวงการเชียร์กีฬาร่วมสมัย และได้กลายเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ แม้แต่ในประเทศไทยเอง (ดังที่มีคนเอาภาพการชุมนุมของพันธมิตรเองมาแสดงให้เห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนก็ทำกัน) นี่เป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว

แต่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ที่ถึงขั้นต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีข้ามประเทศ!

คนเหล่านี้ ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

ระดับความบ้าคลั่งในการก่อกระส “ละคอนแขวนคอ”ยุคใหม่ ของคนกลุ่มนี้ ได้ถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่ง

เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (”มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!

นอกจากนั้น พวกเขายังพูดเป็นนัยยะว่า เหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา อาจจะจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นปกติสุขแบบในปัจจุบัน อาจจะเต็มไปด้วยคนที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”!!

“ถ้าวันนั้นเราไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไม่มีเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือเปล่า ถ้าเรามีคนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม…”

นั่นคือ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำการฆ่าหมู่เมื่อ 6 ตุลา ก็จะมี “คนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม” ทุกวันนี้

นี่คืออะไรถ้าไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าหมู่อย่างกระหายเลือด?

ในรายการวิทยุเดียวกัน ในคืนวันที่ 30 เมษายน โฆษกของรายการถึงขั้นชี้แนะว่า ถ้าใครลงมือใช้ความรุนแรงทำร้ายโชติศักดิ์ ถ้าทำให้หัวแตก ตามกฎหมาย คนลงมือทำร้ายนั้นก็จะถูกลงโทษปรับแค่ 500 บาทเท่านั้น! และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังบางคนโทรศัพท์เข้ามาเสนอวิธีทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งสนองรับด้วยการโทรศัพท์มาเสนอว่า ให้ใช้วิธี “ชกหน้า โดยกำถ่ายไฟฉายก้อนไว้ในมือ”!!

 

ผมขอเรียกร้องให้ร่วมกันประณามการเป็น “ดาวสยาม-ยานเกราะ” ยุคใหม่ ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร 

กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ต้องจัดการด้วยการอภิปราย โต้แย้ง อย่างใช้เหตุผล ไม่ใช่ปลุกปั่น โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้มีความเห็นแตกต่างกับตนอย่างที่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังทำอยู่

ที่มา : ประชาไท

โพสต์ในกลุ่ม คลังข้อมูล
แสดงความเห็น (80) 

80 ความคิดเห็น »

  1. ผมเป็นพวกอ่อนสาระ ยอมรับชัดเจน

    แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดกับการจัดรายการวิทยุที่คุณสมศักดิ์เอ่ยข้างต้น

    แต่ทว่าในทำนองเดียวกันกลายเคลื่อนไหวทางความคิดหลายครั้งในการแสดงความคิดเห็นซ้ายปัญญาอ่อน ขวาสามานย์ทั้งหลาย ต่างดำเนินไปอย่างใช้วิธิการร่วมกัน ปลุกกั่นอย่างเดียวกัน ใช้ถ้อยคำหยาบคายอย่างเดียวกัน

    การต่อสู้ระหว่างความคิดมีมุมมองโรแมนติก มากพอๆกันกับมุมมองของเดรัจฉานสัตว์มนุษย์เผ่าพันธ์ซึ่งประวัติศาสตร์ความรุนแรงไม่เคยหมดไป

    ความเกลียด เกิดขึ้นมากพอกันกับ ความรัก ในสองด้านอุดมการณ์

    หากฒยอมรับว่า ความเกลียดกับความรักคือสองด้านของเหรียญที่อยู่คู่กันไปตลอดอารยธรรมมนุษย์

    ผมก็คงจะดำเนินชีวิตไปอย่างแปลกสภาวะ อย่างโง่งม อย่างไร้สาระ เช่นที่ผมกระทำ ต่อไปดีกว่า

    การฝังความเกลียดเป็นส่วนหนึ่งของจิตใจ การตอบโต้รุ่นแรงต่อสิ่งที่ตนไม่เชื่อ

    มันเป็นภาวะธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่เกรอะกรัง ด้วยความลวง

    ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ

    แด่ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย โปรดตรองดูและแลกเปลี่ยนกันอย่างเพลิดเพลินสว่างไสว มิใช่หม่นหมองดับมืด

    ไกรศร เรืองกูล
    ดุสิตธานี

    ความเห็นจาก ไกรศร เรืองกูล — May 7, 2008 @ 4:25 pm

  2. กูนึกว่า ไอ้เหี้ยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดนตืบตายไปแล้ว
    เสือกยังอยู่ ได้ว่ะ
    งง งง

    งงแตก

    ความเห็นจาก สิทธิ — May 12, 2008 @ 7:53 pm

  3. ขอคิดต่างครับ !!

    1.ผมเข้าใจว่าการเปรียนเทียบระหว่าง 2 เหตุการณ์ น่าจะไม่เหมือนกันครับ “การเอาเรื่องใช้ความรุนแรง ปราบปราม โดยใช้เหตุผลเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน” เป็นเครื่องมือ มีอยู่จริงครับ แต่ระหว่าง 2 เหตุการณ์มันไม่ค่อยเสริมกันครับ อดีต นสพ.ดาวสยามรายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ ใช้เรื่องกุข่าวส่งที่ต้องตามมาคือต้องเร็วและกระจายไปในวงกว้างโดยเร็วครับ เพราะต้องการโกหก ถ้ารอเวลาทุกอย่างจะปรากฎครับและจะทำให้ไม่สำเร็จ จึงต้องรีบปราบปรามครับ แต่เครือผู้จัดการใช้เวลามากครับ อาจจะมีการจับแพะชนแกะ แต่หลายเหตุการณ์มีเหตุผลลองรับ และที่สำคัญเขาไม่มีอำนาจทำจะกระทำครับ น่าจะเป็นแค่คนที่ยุให้เกิดเหตุการณ์เท่านั้นเองครับ แต่ที่น่าสังเกตุคือการชุมนุมทุกครั้งกลับไม่มีความรุนแรงอย่างที่น่าจะเป็น ผิดกับ นปก.ที่ชุมนุมน้อบกว่าแต่กลับมีเหตุการณ์รุนแรงที่บ้านป๋าเปรมครับ การเกิดรัฐประหารก็ไม่มีอำนาจมากกว่าที่จะเป็นอย่างเห็นได้ชัดในเครือของผู้จัดการครับ (แย่งอำนาจในการปกครอง) เพราะหลายคนที่พอจะมีอำนาจในสภาก็ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นคุมสภาได้ครับ ผมเข้าใจว่าที่ผู้จัดการทำคือ “ความเชื่อ” ครับ ไมใช่หวังที่จะทำสงครามเพื่อที่จะล้มอำนาจโดยใช้ประชาชนนองเลือดครับ เพราะมีการปฎิวัติ แต่อำนาจไม่ได้ลงไปที่คุณสนธิโดยตรงหรือทางอ้อมอย่างเห้นได้ชัดครับ เพราะสิ่งที่ทางเครื่องผู้จัดการทำไม่ใช่แค่เรื่องหมิ่นอย่างเดียวครับส่งที่มีน้ำหนักมากกว่าคือ การโกงของนักการเมืองมากกว่าครับ โดยเฉพราะคุณทักษินครับ ที่น่าจะให้เป็นข้อสังเกตุ คือ เรื่องโกหกกับการกุข่าวมักใช้กับคนพวกเดียวกันครับ
    2.รายการวิทยุเครือผู้จัดการ ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้จัดรายการพูดไม่เหมาะสมครับ แต่การเอาไปโยงกับเรื่องการใช้กฎหมู่ตัดสินคุณโชติศักดิ์ เหมือนเป็นเหยื่อเรื่องหมิ่นสถาบัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดมันเป้นเรื่องความคิดที่ไม่เหมือนกันครับ คุณโชติศักดิ์ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อครับ และรณรงค์ในความเชื่อของตัวเองด้วยตัวเองด้วยครับ ไม่ใช่ถูกโยงครับ คนที่คิดต่างด้วยความเชื่อ+อารมณ์ เก็บกดจากเหตุการณบ้านเมือง ทุกอย่างก็เป็นไปได้ครับ เรื่องหมิ่นสถาบัน หลายคนไม่รู้สึกอะไรครับ แต่หลายคนเสียใจครับ และแน่นอนครับ อยากจะระบายครับ ซึ่งไม่เหมาะสม ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบครับ

    ความเชื่อของคนในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องปกติครับ แต่ผมเข้าใจว่าน่าจะให้ความเป็นธรรม+สิทธิเสรีภาพและขอบเขตครับ โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครับ คำว่า “สัญณลักษณ์” ความเข้าใจของแต่ละคนก็ต่างกัน แต่ถ้าเข้าใจด้วยความหมายเดียวกัน ก็จบครับ แต่ปัญหาคือการต้องการเอาชนะกัน ความกลัว อารมย์ เรื่องไม่เป็นเรื่อง มันก็จะเป้นเรื่องได้ครับ น่าเศร้าใจครับ สื่อที่บิดเบียดความจริง กุข่าว ไม่มีใครรับครับ และมักจะด่าคนอื่นแทนครับ ความเชื่อ อันตรายครับ แต่มันแย่ตรงที่ใช้อามรย์ครับ การโยงข่าวสารไม่ศึกษาข้อเท็จจริงความหมาย เล่นสำนวนคำพูด กุข่าว โกหก แล้วเอามาแพร่ครับ

    ความเห็นจาก ขอคิดต่าง — May 14, 2008 @ 2:25 am

  4. ดร.เจียม เป็นอาจารย์ ที่ไม่โปรเจ้า ประจำคณะศิลปศาสตร์ ไม่มีใครห้ามไม่ให้อาจารย์พูดสิ่งที่ไม่จริงหรือไม่มีเหตุผลได้ แต่ไม่เข้าใจว่าตรรกะของอาจารย์ตอนนี้เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร เปรียบเทียบผู้จัดการ เหมือนดาวสยาม กรณีที่อาจารย์มองว่าเขายั่วยุ ถ้าเช่นนั้น พวกนปก ก็เหมือนดาวสยามเหมือนกัน เหมือนยิ่งกว่าอีก หนูเป็นลูกศิษย์อาจารย์มาก่อน ตอนหนูเป็นนักศึกษา หนูไม่เคยขาดเรียนวิชาของอาจารย์ ตอนนั้นชอบมากที่จะได้ฟังเรื่องเล่าแบบที่ไม่เคยรู้จากที่อื่น ทรรศนคติซ้ายๆ ของอาจารย์ดูสุภาพและมีเหตุมีผลกว่านี้ หรืออาจเป็นเพราะว่าหนูเป็นเด็ก ยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบมากพอจะตัดสินใจเองได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด สิ่งใดควรเชื่อสิ่งใดควรตรองอีกที แต่ตอนนี้กลับมามองอาจารย์ แล้วผิดหวังอย่างมาก อาจารย์คงได้ดังมากขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นเรื่องการเปรียบเทียบสิ่งที่เครือผู้จัดการทำ ว่าเหมือนกับยานเกราะดาวสยาม แต่หนูว่ามันไม่คุ้มกันเลยกับสิ่งที่อาจารย์ตัองแลกกับความดังในแง่ลบ จะพยายามนึกถึงดร.เจียมของหนูและเพื่อนๆ ในภาพเก่าๆ สมัยเราเป็นนักศึกษาก็แล้วกัน ผลงานสร้างชื่อของอาจารย์ชิ้นนี้ หนูจะถือว่าไม่เคยมี

    ความเห็นจาก ศิษย์ ดร. เจียม — May 14, 2008 @ 4:36 pm

  5. โธ่ไอ้คุณสมสากมันคนละเรื่องกันเลย ๑๔ ตุลาคม๒๕๑๖ กูอยู่ปี ๑ เกษตรฯกูเดินจากสามแยกเกษตรมาสนามหลวงกว่าจะถึงแทบตาย ๒๐กว่าโลเพื่อมาเรียกร้องประชาธิปไตย อธิการนิด้าปัจจุบันนี่แหละเป็นผู้นำ ส่วน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หนังสือพิมพ์ที่ห่วยแตกที่สุดและขวาสุดโด่ง โดยเฉพาะคอลัมม์”กระแช่”ที่นิสิตนักศึกษาไม่อ่านรวมทั้งอาจารย์ผู้ขายตัวและจิตวิญาณตัวเองบางพวกที่จัดแสดงละครในธรรมศาสตร์ที่เป็นตัวละครสำคัญๆ( เรื่องนี้ คุณอภินันท์ บัวหะภักดีตอนนี้คงทำทัวร์อยู่หลวงพระบางกระมัง ผู้เสียรู้และ รู้เรื่องดีที่สุดเพราะแสดงเป็นผู้ถูกแขวนคอ ) ในการนี้ ศ.ดร.อุทิศ นาคสวัสด์ผู้ชำนาญการดนตรีไทยคอเดียวกับคุณสมัครนั่นแหละและ พอ.อุทาร สนิทวงศ์เป็นผู้ออกแบบวางแผนปลุกระดมในสถานีวิทยุยานเกราะ รวมทั้ง พระกิตติวุฒิโธและ พล .ต.สุตสาย หัสดินธร เป็นผู้นำกำลังกลุ่มกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้านรวมทั้งแก๊งอันธพาลที่เสี้ยม(เขา)ไว้เมื่อพร้อมแล้วก็ปิดประตูตีแมว(นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กำลังเรียกร้องความยุติธรรมและให้ลงโทษสามเณรถนอมที่ทำกรรมต่างๆไว้ เหมือนยุคนี้ ก็ พวก นปก.นี่แหละที่ต้องจ่ายเงินให้หัวคะแนนหรือหัวหน้าซุ้มไปกวาดต้อนสมัครพรรคพวกยิ่งเลวเท่าไรยิ่งดี ยิ่งแสดงบทบาทให้เข้าตามากก็ได้เงินมาก ส่วนเรื่องพันธมิตรจะให้เป็นดาวสยามยุคใหม่ก็อย่าเบี่ยงเบนประเด็นเลยก็ยอมรับออกมาซะดีๆว่ามึงกล่าวหาเขาแบบเอาสีข้างเข้าถู ทั้งที่ฝ่ายมึงได้ออกแบบมาทั้งหมดเดี๋ยวนี้การสื่อสารที่ทันสมัยและการศึกษาที่ดีเขารู้ทันหมดแล้วเขารอว่าเมื่อไรเขาจะลุกมากวาดเสี้ยนหนามแผ่นดินลงอ่าวไทยเท่านั้นเองเพราะเขากาหัวไว้หมดแล้ว

    ความเห็นจาก พร้อมยอมตายเพื่อในหลวง — May 14, 2008 @ 11:45 pm

  6. ออกจากประเทศไทยของพวกกูไป ไอ้เหี้ย !!!!!!

    ความเห็นจาก เด็กน้อย — May 15, 2008 @ 11:58 am

  7. ไอ้พวกควาย คิดซิใครสร้างบ้านนี่เมืองนี้ให้พวกหมาอย่างมึง ศึกษาบ้างประวัติศาสตร์น่ะ

    ความเห็นจาก k — May 15, 2008 @ 1:40 pm

  8. นี่แหละครับ
    ภูมิปัญญาของคนที่บอกสังคมว่าเป็นอาจารย์
    ผมว่าถ้าไม่กินหญ้า
    ก็ตั้งใจบิดเบือน
    เพื่ออะไร

    ความเห็นจาก หมาน — May 15, 2008 @ 11:20 pm

  9. สื่อของลิ้มอัปรีย์ มีเจตนายั่วยุให้คนไทยเห็นต่างกันปะทะกัน โดยเฉพาะการใช้เรื่องสถาบันมาอ้างแบบไม่สมควร ไม่มีเหตุที่จะต้องอ้างกันพร่ำเพรื่อขนาดนี้ จะเทียบได้กับดาวสยามในอดีตหรือเปล่า ไม่ขอออกความเห็น เพราะมีข้อมูลเรื่องนี้น้อยจริงๆ ( ในสมองผม ) ลิ้มอัปรีย์มีเจตนาไม่บริสุทธิ์แน่ ไนการออกมาเคลื่อนไหวสร้างความแตกแยกอย่างสม่ำเสมอแบบนี้ ( แน่นอน บรรดาลิ่วล้อก็ต้องเห่าหอนขานรับเสียงเพ้อเจ้อของเจ้านาย ซึ่งบางคนก็วาจาหยาบคายมาก ) การหาพวกโดยผูกขาดว่าตนเท่านั้นคือผู้ที่จงรักภักดี ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ ทั้งที่ประเด็นความขัดแย้งคือเรื่องการเมือง และ ผลประโยชน์ทางธุรกิจของลิ้มอัปรีย์ เป็นการกระทำที่ใช้ไม่ได้ ล่าสุด ลิ้มอัปรัย์กล่าวหาว่ารัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน โดยใช้ตรรกะควายๆที่ว่า ขนาดจะแก้เรื่องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติยังทำได้ แล้วในหมวด …. ทำไมรัฐบาลจะทำไม่ได้ เป็นการกล่าวหาแบบจินตนาการสร้างเรื่องโกหกไปเอง เพราะถ้ากล่าวหาขนาดนี้ ลิ้มอัปรีย์ต้องมีหลักฐานเช่น ร่างแก้ไขของรัฐบาลมายืนยันคำพูดตนเอง การพูดเพ้อเจ้อทำนองว่า มีผู้ใหญ่ที่นับถือมาเล่าให้ฟังว่า… มีผู้หญิงแก่ลงมาจากแท็กซี่ เล่าให้ฟังว่า …ลิ้มอัปรีย์ใช้บ่อย เป็นวิธีแบบควายๆ ที่ไม่น่าจะมีคนเชื่อเพราะมันไม่หนักแน่น ขาดหลักฐานยืนยัน แต่ก็มีคนโง่จำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเชื่อทันที่โดยไม่มองหาเหตุผลหรือหลักฐานอะไร มิหนำซ้ำยังเสียเงินซื้อจาน AssTV เพื่อปิดหูปิดตาตัวเองอีก เพราะถ้าเสพข่าวจากฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง ย่อมสามารถเปรียบเทียบเนื้อข่าวได้ อันเป็นวิธีการของผู้มีปัญญา คุกเท่านั้นที่เหมาะกับลิ้มอัปรีย์ อีกไม่นานเกินรอ

    ความเห็นจาก ต๊อก ปืนโต — May 16, 2008 @ 1:25 am

  10. เสรืมเรื่องสถาบันครับ
    ผมเข้าใจว่าคุณสมศักดิ์มีความคิดต่างกับคนหลายคนในประเทศนี้และคิดเหมือนกับคนที่ปกครองประเทศปัจจุบัน ฝากคุณสมศักดิ์อีกครั้งเรื่องความเชื่อของแต่ละคนครับ ไม่ผิด แต่ต้องมีขอบเขต มีหลักยึด และที่สำคัญต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นด้วยครับ วันนี้คุณสมศักดิ์อาจมีแนวร่วมมากขึ้น มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน (ในความคิดของคุญสมศักดิ์) วันนี้คุณสมศักดิ์ถูกมองว่าเป็นขบวนการร่วมของคนที่มีอำนาจปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นจากขบวนการนี้ท่านต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องรับผิดชอบ การไม่ยืนของคุณโชติศักดิ์ไม่ผิดครับ สามารถเหลียงให้ต่างคนอยู่ได้อย่างมีความสุขได้ครับ ตอนมีเพลง เขาก็ไม่ได้ฉายหนังเรื่องที่คุณโชติศักดิอยากจะดูอยู่แล้วครับ แค่เดินเข้าช้าหน่อยทุกอย่างก็จบครับ การไม่ยืนทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาครับ ที่จะไม่พอใจ ไม่ใช่เขางมงายครับ ณ วันนี้ผมเชื่อครับ ไม่มีใครทำคุณงามความดีให้ประเทศนี้เท่าพ่อหลวงแล้วครับ ท่านไม่แสวงหากำไร ผิดกับคนที่เป็นพ่อของผู้มีอำนาจปัจจุบัน บริหารประเทศด้วยความเสียสละ 4 ปี มีเงินจาก 4พันกว่าล้านเป็น 7 หมื่นกว่าล้าน โดยการขายหุ้นเสียภาษีให้ประเทศน้อยกว่าผมที่ทำงานทั้งปีอีกครับ ทั้ง ๆ ที่คนในประเทศยังลำบากอยู่อีกมาก สิ่งนี้คือประชาธิปไตยของคุณสมศักดิ์กำลังสู่อยู่หรือครับ คุณสมศักดิ์สู้เพื่อให้ได้ผู้นำประชาธิปไตยแบบนี้หรือครับ คุณโชติศีกดิ์ไม่แปลกครับที่จะต้องรับผลในสิ่งที่จงใจกระทำครับ สามารถรณรงณ์ไปครับ แต่ผมยังไปคนงมงายในแบบความคิดของคุณโชติศักดิ์ครับ เพราะผมเชื่อว่าคุณโชติศักดิ์กำลังเนรคุณคนที่ทำคุณความดีให้ประเทศครับ ความเชื่อจะมาพร้อมความรับผิดชอบครับ หลายโครงการหลวงไม่ประสบผลสำเร็จครับ แต่หลายโครงการแปลงเป็นน้ำที่ตกทุกที่ไม่เลือกครับ และผมเชื่อว่าจะหาไม่ได้กับคนที่อยู่ในขบวนการของท่านครับ หรือคนที่มาจากระบอบประชาธิปไตยทีท่านเชื่อที่เคยบอกว่า “จังหวัดไหนเลือกพรรคจะดูแลเป็นพิเศษ” ผมยังมองว่าคุณสมศักดิ์ยังดีกว่าหลาย ๆ คนที่เชื่ออย่างเดียวกับคณสมศักดิ์แต่ไม่กล้าออกมาแสดงตัว แก้ตัวไปวัน ๆ วันนี้คุณสมศักดิ์อาจจะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ผมเข้าใจว่าประเทศไทยมาไกลในแนวทางแบบไทย ๆ แล้วครับ แต่ที่สำคัญการผสมผสานของประเทศเราลงตัวมาก ๆ ครับ คำว่าประชาธิปไตย มีความหมายมีที่มา และต้องมีจิตสำนึกด้วยครับ ไม่ใช่อ้างสัญญาลักษณ์บางอย่างแล้วก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย บ้านเรามีสถาบันควบกับประชาธิปไตย คือความลงตัวที่ประเทศต้นต่อของระบอบประชาธิปไตยไม่มีครับ เป็นลักษณะเฉพาะตัวเพราะองค์ปัจจุบัน เดินไปไกลกว่าแค่คำว่าประชาธิปไตย โดยการกระทำมาตั้งนานแล้วครับ หลายคำอยู่ในสมองผมจนอยากจะบอกคุณสมศักดิ์ว่า “อย่าปล่อยให้คนชั่วปกครองประเทศ” ครับ ระบอบปกครองอันไหนก็ได้ครับ ถ้าคนปกครองประเทศเป็นคนดี เสียสละเพื่อคนอื่น ยุติธรรม แต่วันนี้ระบอบประชาธิปไตยมองแต่เลือกตั้ง คนมองเรื่องระบบขุนนาง เป็นระบอบอุปถัมป์ มันเก่าไปแล้วครับ ระบอบทุนก็ใช้ระบอบอปถัมป์ครับ แต่ที่ร้ายกว่าคือ เงินครับ ถ้าเงินซื้อประชาธิปไตยได้ ความคิดคุณสมศักดิ์ก็คือทาสของเงินหรือปล่าวครับ? ประชาธิปไตย มีความหมายครับ ไมใช่เป็นแค่สัญญาลักษณ์ของระบอบปกครองของประเทศครับ วันนี้จีนเป็นคอมมิวนิส อยู่ครับ แต่กำลังพัฒนาเป็นประชาธิปไตยแบบจีน ๆ ครับ เพราะเขารู้จัดคิด รู้ตัวเองและรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างไรครับ คือพัฒนาการของประชาธิปไตยแบบจีน ๆ ครับ การหักดิบมีผลตามมาครับ และผมเชื่อครับคุณสมศักดิ์รับผิดชอบสิ่งที่ตามมาไม่ไหวแน่ครับ

    ผมฝากถึงคุณสมศักดิ์ ประชาธิปไตยมันมีการพัฒนาไปครับ ซึ่งอนาคตอาจจะเป็นอย่างสิ่งที่ท่านอยากจะได้ครับ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ครับ ใครทำแบบคุณโชติศักดิ์ต่อหน้าผม ผมก็พร้อมจะตอบสนองในความจงใจหมิ่นความรู้สึกของผมครับ และผมก็พร้อมจะรับผิดชอบครับ เพราะผมเชื่อของผมครับ ไม่ใช่ต้องมาเป่าประกาศจูงจมูกคนอื่นให้มาเชื่อตามผมครับ เพราะ ณ วันนี้ผมเชื่อครับว่า ระบอบศักดินาประชาธิปไตยวันนี้พัฒนาไปเยอะแล้วครับ แต่ที่น่ากลัวคือทุนนิยมระบบประชาธิปไตยครับ ทุกอย่าใช้เงิน วิญญาณคนก็ซื้อได้ เอาทุกอย่างเป็นแค่สัญญาลักษณ์ คำพูดที่โยงอย่างหลวม ๆ ผิดไปจากความหมายจริง ประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ บ้านเรามีกษัตริย์ที่เข้าใจประชาธิปไตยอยู่แล้วครับอย่างน้อยก็ 2 พระองค์ครับ จะไปยึดถือแค่คำพูดข้อความทั้ง ๆ ที่ ความจริงมีแต่ชนชั้นวรรณะคนรวย-จนห่างกันมาก มีการอุปถัมป์แบบแลกเปลี่ยน ผมว่าไร้สาระครับ มาอยู่บนโลกของความจริงไม่ดีกว่าหรือครับ หรือว่าได้ผู้นำที่มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ไม่หยุตทั้ง ๆ ที่รวยอยู่แล้ว หรือขอแค่ให้ประเทศไทยมีคำว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทยก็พอแล้ว วันนี้เรามีผู้แทนและผู้แทนกำลังจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว ไม่มีใครสนใจ ประชาธิปไตยแบบนี้หรือครับในความหมายของคุณสมศักดิ์ และเป็นส่งที่คุณสมศักดิ์กำลังจะร่วมขบวนการด้วยครับ เครื่องมือก็คือเครื่องมือครับ ใช้เสร็จก็ทิ้งครับ หวังว่าคุณสมศักดิ์จะรู้จักรับผิดชอบชั่วดี และจังหวะ เวลา ครับ

    ความเห็นจาก ขอคิดต่าง 2 — May 16, 2008 @ 2:02 am

  11. ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันเหตการณ์รุนแรง
    โดยการใช้การปั้นแต่งเหตการณ์ และในที่สุด
    ใช้กำลังเข้าเข่นฆ่านักศึกษา นักเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    ยังอยู่ดีมีสุขนะครับ ตอนนี้ได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี
    นายสมัคร สุนทรเวช ครับ อย่าเป็นคนไทยที่ลืมง่ายสิ

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดว่า ดาวสยาม คือสมัคร ก็ฟังดูมีเหตผล

    ความเห็นจาก อย่าเป็นคนไทยที่ลืมง่าย — May 18, 2008 @ 11:44 pm

  12. รักทักษิณจนทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ? คุณเจ้าของเว็บ

    ความเห็นจาก เทิดทูน — May 21, 2008 @ 3:51 am

  13. พวกคุณก็ตะแบงไปเรื่อย ถามจริง…เหนื่อยไหม? คุณเจ้าของเว็บ

    ความเห็นจาก เทิดทูน — May 21, 2008 @ 3:52 am

  14. เหนื่อยมั้ยค่ะ พักสักหน่อยจะดีกว่า
    คุณพูดไปเท่าไร่ก้ยิ่งทำให้คุณเสียเท่านั้น

    ตรรกะทางวิชาการดูต่ำลงนะค่ะ
    แยกแยะดาวสยามกับผู้จัดการ
    ไม่ออกเรยหรออค่ะ

    เห้อ เหนื่อยแทนค่ะ

    ความเห็นจาก สมศรี — May 23, 2008 @ 10:11 am

  15. วันนี้ผมดูถ่ายทอดสดของ ASTV วันนี้มีการเคลื่อนขบวนไปที่ธรรมเนียบ แต่มีเหตุการที่เกิดคือ ช่วงท้ายขบวนมีเรื่องคือมีการขว้างปาของจากคนที่ไม่เห็นด้วยเข้าท้ายขบวน มีคนบาดเจ็บด้วยครับ ทาง nation ก็รายงานคล้าย ๆ กัน ทำให้ผมนึกถึงบทความนี้กับเรื่องเหตุการณเดือนตุลา ทั้ง ๆ ที่เคยออกความเห็นมาแล้วครับ คิดถึงคุณสมศักดิ์ด้วยครับ “ผมเชื่อเรื่องความคิดต่างครับ แต่ผมไม่เชื่อครับว่าคนจะหลงเห็นผิดเป็นชอบได้ครับ” เหตุกาณ์ที่ยกตัวอย่างมันยังมองยากครับ แต่วันนี้กลุ่มกระทิงแดง 2008 เพราะคนกลุ่มนี้ก็เป้นกลุ่มเดียวกับที่ป่วนพันธมิตรมาตลอด ผมเสียความรู้สึกกับการทำแบบนี้ครับ และเชื่อเถอะครับ ตำรวจก็จะทำตัวโง่ จับคนทำร้ายร่างกายไม่ได้เหมือนเดิม ก็เข้ายุคเถื่อนตุลาครับ ผมเข้ามาเพื่อยืนยันครับ สิ่งที่คุณสมศักดิ์คิดที่ต่างกับผมมันไม่น่าจะถูกต้องครับ วันนี้ไม่คุณก็ผมครับคือคนที่เป็นคนถูกหลอกจากรัฐในยุคเดือนตุลาครับ ผมก็อยากจะตั้งคำถามคนที่อ่าน web นี้ครับ
    - วันนี้เรามีพรรค พปช.เป้นรัฐบาล เพราะคุณทักษินหรือคุณสมัครครับ
    - วันนี้เรามีคุณสมัครเป็นนายกที่ขึ้นน้ำตาลที่เดียว 5 บาท/กก. ขึ้นค่ารถเมลร้อนครั้ง 1.50บาท น้ำมัน 40 บาท/ลิตรทั้ง ๆ ทีมี ปตท.เป็นกลไลปประเทศด้วยผลประกอบการกำไรหลักหมื่นล้าน
    - วันนี้วันนี้เรามีคุณสมัครที่ย้ายข้าราชการซี 10 นอกรอบมากมาย
    - วันนี้ข้าวยากหมากแพงแต่ พปช.สร้างความขัดแย้งด้วยการพยายามแก้รัฐธรรมนูญ แทนที่จะแก้ปัญหาประชาชน
    - วันนี้คุณทักษินหรือคุณสมัครบริหารประเทศยามลำบากได้แค่นี้เองหรือครับ คุณทักษินเก่งจริงหรือเก่งแต่ใช้เงินครับ
    และที่อยากจะถามคนที่เลือก ปพช.ว่าประเทศชาติเป็นแบบนี้เพราะพวกคุณแน่นอนครับ ถ้ากลับไปดูนโยบาย ปชป.แล้วหลายอย่างคือสิ่งที่ พปช.ทำอยู่ครับ วันนั้นผมเลือก ปชป.ครับเพราะผมไม่คิดว่า พปช.จะแก้ปัญหประเทศได้ครับ ยิ่งเป้นคุณสมัครแล้ว ผมเชื่อครับว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้แน่นอนครับ เพราะตอนเป็นผู้ว่า กทม.ผลงามไม่มีเลยครับ วันนี้มันพิสูจน์ความคิดผมได้บางส่วนครับ แต่ที่น่าเสียดายคือบ้านเราพวกขี้ชลาดเยอะครับ ยิ่งพวกรับผิดชอบด้วยแทบจะหายากครับ ฝากคนที่เลือก พปช.ด้วยครับ ไม่ใช่ให้พวกที่ไม่เลือก พปช.มาแก้ปัญหาให้คุณครับ แต่วันนี้ผมเชื่อและจะย้ำคือ
    - คนถูกหลอกยุคเดือนตุลา ยังมีอยู่ครับ ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลข่าวสารมากมาย
    - ขบวนการล้มล้างมีจริงครับ แต่อยู่ในหลายรูปแบบมากขึ้น
    - พวกกระทิงแดง 2008 (ใช้ความรุนแรงยั่วยุ) ก็มีจริงครับ
    - พวกดาวสยาม 2008 (ใช้สื่อสร้างสถานการณ์) ก็มีครับ
    - พวกรัฐบาลบ้าอำนาจก็มีครับ
    วันนี้ผมไม่ใช่แค่เชื่อครับว่าเครือผู้จัดการคือดาวสยาม ผมกลับเชื่อครับว่าคุณสมศักดิ์เองครับคือขบวนการล้มล้างซึ่งอาจจะมีเป้าหมายเดียวกันครับ แต่คนต่างจากสัตว์ตรงที่มีความรับผิดชอบชั่วดีครับ ทางweb นี้เองถึงจะไม่มีคนดูเยอะมากนัก แต่ถึงเป็นสื่อรูปแบบหนึ่งครับ อย่าเป็นดาวสยามซะเองครับ และที่สำคัญครับความหมาย “ฟ้าเดียวกัน” มีความหมายที่ดีครับ อย่าให้คนด่าเลยครับ ว่าเป็น “นรกพวกเดียวกัน” ความคิดต่างกันได้ครับ แต่ระดับปัญญาชนถ้าไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็คือ สัตว์เดรฉาน ตัวนึงครับ

    ความเห็นจาก ขอคิดต่าง 3 — May 25, 2008 @ 11:36 pm

  16. พวกแกนนำใน ผจก ต่างก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ (ถึงได้เต้นเมื่อเจอข้อหานี้)
    ส่วนพวกคุณที่แก้ต่างให้ คงเป็นเพราะยังตามเขาไม่ทัน (เหมือนสาวกดาวสยามเมื่อ 30 ปีก่อน)
    อีกหน่อยก็จะรู้เอง ตอนนี้ก็เผยธาตุแท้ออกมาเยอะขึ้นแล้ว

    ความเห็นจาก เผด็จการครองอำนาจชาติจะสิ้น — May 26, 2008 @ 3:28 am

  17. 30ปีผ่านไป ตั้งนานแล้ว
    พวกเอ็งยังดันทุรัง ติดอยู่กับอดีตอยู่อีกหรือ
    พวกเอ็งเแยกมิตรแยกศัตรูไม่ออก จนลืมว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
    ตื่นได้แล้ว อย่าทำตัวเป็น ซ้ายอกหัก ขี้ข้าทุนนิยมสามานย์ อยู่เลย
    สังคมไทยต้องการคนช่วยพาย ไม่ต้องการคนเอาตีนราน้ำ !!!!
    ตื่นๆๆๆๆๆๆ

    ความเห็นจาก คนไทย ที่อยู่กับความจริง — May 30, 2008 @ 11:29 pm

  18. ขอบคุณอ.สมศักดิ์ที่ช่วยเผยแพร่เรื่องอดีต คนไทยส่วนใหญ่คิดข้างๆคูๆแบบคุณ”คนไทยที่อยู่กับความจริง” ความจริงเป็นไงยังไม่ลืมตาดูเลย เพราะขี้เกียจอ่าน ขี้เกียจคิด นายสั่งให้คิดว่าไงก็คิด นายบอกว่าอะไรจริงก็จริง ทุนนิยมสามานย์นี่ก็สามานย์กันมาหกทศวรรษแล้ว ไม่ใช่ทักษิณเอาเข้ามา เพิ่งจะคิดได้กัน หลายอย่างคิดไม่ตรงกะอ.สมศักดิ์ แต่คิดว่าอาจารย์นำเสนอหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง

    ความเห็นจาก รำคาญพันธมิตร — June 4, 2008 @ 6:54 am

  19. ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า
    เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

    ความเห็นจาก ณัฐกานต์ สกุลดาราชาติ — June 9, 2008 @ 1:34 pm

  20. ผมว่า 11/12/13 ดูเลอเทอะไปหน่อยคับ แต่ 14 ฟังดูดีนะคับใช้คำรุนแรงไปนิด(ทำให้ลดความน่าเชื่อถือไปบ้าง)แต่น่าฟัง
    อันที่ 7 นี่ หมายถึง พวกที่ไปฆ่าหมู่นี่ทำให้เราอยู่ดีกันรึคับ ผมว่าแปลกๆนะ บางคนเค้าก็ไม่ผิดนี่คับ
    อันที่ 1 และ 3 ผมว่าน่าคิดตามมากๆคับ

    อันของคุณสมศักดิ์จริงๆก้อมีเหตุให้น่าเชื่อได้คับแต่ ผมเองคิดว่า มันมีผลประโยชน์ของหลายๆฝ่ายซ้อนกันอยู่ ผมเองไม่แน่ใจคับว่าการแทนที่อย่างที่คุณสมศักดิ์ว่าจะถูกต้อง 100 % ผมว่า มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

    แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมไม่ชอบกลุ่มที่มาชุมนุม โดยเฉพาะคุณจำลองที่พูดจายั่วยุให้มีการปราบปรามตลอด คุณจำลองนี่ผมว่าแกไม่รับผิดชอบเลยคับ มีเด็กเล็กๆจำนวนมากในการชุมนุมด้วย อีกทั้งทุกคนที่มาก้อเชื่อถือคุณจำลองมากๆ ทั้งๆที่คุณจำลองแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถคุมคนจำนวนมากจนนำมาซึ่งการตายของคนจำนวนมากสมัย พ.ค.ทมิฬ ซึ่ง ผมเห็น อ.ปริญญา ก้อออกมาพูดในประเด็นนี้เหมือนกัน

    สุดท้ายผมว่าน่ายินดี ที่มีการคิดต่างกันบ้าง คนที่ไม่เห็นด้วยก้อน่าสนใจคับเปิดมุมมองใหม่ๆผมมากทีเดียว ส่วนพวกแปลกๆก้อยังมีในสังคมต่อไปเป็นเรื่องปกติ

    ความเห็นจาก ผ่านทาง — June 10, 2008 @ 7:22 pm

  21. แตกต่าง…แต่..อย่าแตกแยก
    คำพูดบางอย่าง สงวนไว้ดีกว่าไหม
    ถ้ามันจะไม่ก่อประโยชน์ หากแต่ก่อโทษให้เจ็บช้ำกันเอง
    คนไทยด้วยกันมิใช่หรือ

    ความเห็นจาก ศิลา — June 24, 2008 @ 10:53 pm

  22. แหมพวกสาวกไอ้สนธิมันมาก่อกวนถึงที่เลยนะ

    ความเห็นจาก xman — July 2, 2008 @ 2:58 pm

  23. ถูกต้องคร้าบ

    ความเห็นจาก chay — July 7, 2008 @ 8:48 pm

  24. อายุเท่าไรครับ พยายามศึกษาข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายให้มากๆหน่อยนะครับ อ่านดูแล้วเหมือนนั่งเทียนเขียนครับ ข้อมูลฝ่ายรัฐบาลก็ไม่แน่น ข้อมูลฝ่ายพันธมิตรก็ไม่แน่น แบบนี้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้นะครับ แสดงว่าหนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน ข่าวก็ไม่ดู วิเคราะห์ก็ไม่เป็น ดูเหมือนกับคนเพิ่งศึกษาข่าวสารการเมืองนะครับ พยายามหน่อยนะครับ ยังมีความคิดเห็นแก่ตัวอยู่มาก ประชาธิปไตยก็ไม่รู้จัก พยายามหาข้อมูลทั้งสองฝ่ายนะครับ หาให้มากๆ แล้วเอามาวิเคราะห์ ก็จะเจอความจริงเอง แต่อย่านั้งเทียนเขียน นั้งเทียนคิดนะครับ ขอร้อง!!!

    ความเห็นจาก ธนวัฒน์ — July 8, 2008 @ 4:46 pm

  25. แล้วตอนนั้นท่านนายกสมัคร ท่านทำอะไรอยู่ที่สถานีวิทยุยานเกราะกันน้า คุณผู้เขียนทราบไหมครับ :)

    ความเห็นจาก Thailand — July 11, 2008 @ 11:37 am

  26. ใครข้างบนที่บอกว่า ผู้เขียนมีความรู้น้อยหนะ คิดใหม่นะครับ ที่อ่านเข้าใจหรือเปล่าว่า เขาต้องการชูประเด็นอะไร ใช่แต่ไม่เข้าข้างตนแล้วหาคำด่ามาด่า ไม่มีเหตุผลเลย เข้าใจไหมคำว่า เหตุผลหนะ และ คำว่า ผู้อ่านต้องการสื่อหนะ คืออะไร เข้าใจหรือเปล่า
    ขออคติหน่อยนะครับ ผมคิดว่า คนที่คิดอย่างงี้ โง่ครับ ควรเข้าเรียนในสถานการศึกษาเสียใหม่ จะได้ฉลาดขึ้นบ้าง โดยเฉพาะ วิชาที่ว่าด้วยเหตุผล
    บทความนี้ดีมากครับ ผมเห็นด้วยในเหตุผลของผู้เขียน จะเข้ามาอ่านบ่อยๆนะครับ เป็นไปได้อยากให้ส่งเข้าอีเมลล์สมาชิกด้วยครับ

    ความเห็นจาก คนใต้ใจเต็ม — July 16, 2008 @ 11:36 am

  27. วาว…..มันต้องเป็นอย่างนี้นี่เอง
    คือหลังจากนักศึกษาเมื่อปีนั้นหลบลี้หนีหายไปฝึกวิทยายุทธ์กลับมา
    สามสิบปีให้หลัง เพื่อไม่ให้พวกดาวสยาม-ยานเกราะยุคใหม่มันมารุมยำ
    จึงชิงลงมือเสียก่อน พอพวกมันรุกคืบขยายออกนอกขอบเขตกรุงเทพฯ
    เดี๋ยวพวกมันจะปลุกระดมในขอบเขตกว้างขวางเกิน
    ดังนั้นต้องชิงลงมือทันที เอาแบบให้สาสมกับแค้นสามสิบปีเลย
    ขอสดุดีวีรกรรมซ้ายใหม่สาขาอุดร ที่สามารถตีโต้ดาวสยาม-ยานเกราะยุคใหม่
    ได้อย่างเฉียบขาด มืออาชีพ หวดซ้ายป่ายขวา การ์ดไม่มีตก ไม้พลองไม่มีกระเด็นให้เห็น มือโปรจริงๆ สมควรเอาเป็นแบบอย่าง สาขาอื่นอย่าลืมศึกษาจากสาขานี้

    ผมเข้าถึงคำสอนของอาจารย์หรือยังครับ
    ผิด ตก วิจารณ์ ให้คำแนะนำด้วยครับ
    แต่ถ้าพอไหว น่าจะได้เกรดไรครับ ขอเกิน B หรือ B+ นะครับ
    เผื่อจะหลุดโปร(เบชั่น)

    ความเห็นจาก เห็นแจ้งแล้ว — July 29, 2008 @ 2:32 pm

  28. ถึง คห.19
    เหตุการณ์พฤษภา เป็นบทเรียนที่ดีว่า
    ….อย่าจับกุมแกนนำ….
    เพราะมวลชนไร้แกนนำ ก็จะไม่มีทางออก
    ทำอะไรตามใจ จนเกิดเหตุบานปลายไง

    เห็นพันธมิตรชุมนุมกันเป็นปีๆ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรเลย
    นอกจากพวกชั่วรับสตางค์มาก่อกวน

    เริ่มฉลาดขึ้นยัง คุณ ทางผ่าน

    ซึ่งคุณก็เหมือนกับนักอุดมการณ์ทั้งหลายในอดีต
    ผ่านมา และผ่านไป ตบตีแย่งชิงอำนาจกัน
    สุดท้ายก็เป็นเพียงนิยาย ขายฝันเปียก
    สอนเด็กเลือนๆ

    ช่วยกันทำมาหากินดีกว่ามั้ย พวกคิดต่าง แต่หาประโยชน์ไม่ได้

    ความเห็นจาก คิดต่าง จนน้ำแตกแล้วแยกทาง — August 16, 2008 @ 12:05 pm

  29. ผมเป็นคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองอยากหาที่ระบายในเรื่องการเมือง ผมมองถึงสื่อสารมวลชนมากกว่า บางที่การให้อิสระภาพกับคนหรือองค์กรมากไป มันก็ไม่ใช่ผลดีเท่าไหร่ พวกคุณเห็นไหมตอนสงครามอิรัก เค้าก็เอาสื่อมาเป็นตัวทำให้เกิดสงครามฆ่า แล้วโค้นร้ฐบาลซัดดัม สื่อท้วโลกกระพือข่าวทั้งที่จริง ๆ แล้วในสายตัวของคนอิรักเอง ไม่ได้บอกว่าซัดดัมเหลวร้ายถึงขนาดนั้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น สิบปีให้หลัง หลังจากสงครามอิรัก มันเกิดอะไรขึ้น ราคาน้ำมันแพง เพราะอะไร….เป็นเหตุให้สังคมโลกต้องเดือดร้อนวุ่นวาย
    ที่บ้านเราเหมือนกัน กระแสที่ทำให้เกิดความรุนแรงที่เกิดจากความชิงชัง เกิดขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีหมู่บ้านหนึ่งลือว่าแกเป็นบอปเป็นกระสือ เพราะสาเหตุว่ามีคนตายในหมู่บ้านหลายรายในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยไม่ทราบสาเหตุผลสรุปของมวลชนคือ เนรเทศ ฆ่า หรือทำลาย ขว้างปาบ้านที่อยู่อาศัย จนอยู่ในหมู่บ้านไม่ได้ ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นชาวคริส ย้ายไปอยู่หมู่บ้านอื่น นี้ไม่ใช่นิทานหลอกเด็กแต่มันเกิดขึ้นกับสังคมไทย คุณลองหันมาดูปัจจุบัน สื่อเสรี 24 ชม.ถ่ายทอดส่ด ด่าคนออกทีวี 24 ชม.เอาข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิด แล้วพรีเซนเตอร์ ระดับปรมาจารย์มานำเสนอ ซึ่งยังไม่มีข้อพิสุจน์ว่าจริงหรือไม่ แล้วมีลูกข่ายเป็นเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นมาเป็นฐานสนับสนุน เปิดรายกันวาไรตี้ สนทนาแสดงความคิดเห็น ถ้าพวกคุณเคยไปต่างจังหวัดบริเวณปริมณฑล ผมไม่บอกว่าที่ไหนที่มีการแข่งขันเรื่องเคเบิ้ลทีวีกันเยอะ ๆ ที่นั้นแหละ คิดกันได้ยังไง คนทีจะเป็นสื่อสารมวลชนได้ มันต้องผ่านกันเรียน ผ่านกระบวนการคัดเกลา มาก่อน ๆ ที่จะนำเสนอตังเองต่อหน้าสาธารณชน สื่อท้องถิ่น นำเสนอแบบชาวบ้าน เสนอไปจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่คนที่รับสารอย่างน้อย 80% เขาเชื่อ เขาเชื่อจริง ๆ มันถึงได้มีเหตุการณ์ แบบทุกวัน

    ความเห็นจาก วานุนาม — September 1, 2008 @ 7:47 pm

  30. ท่านที่อ้างตัวเป็นอารยะทั้งหลายครับ
    ผมเชือ่ในเบื้องต้นว่าคนที่เข้ามาเปิดเวปนี้ ในเบื้องต้นเป็นปัญญาชนกันทั้งนั้นเพราะฉนั้นผมเคารพในระดับสมองของแต่ละคน เราแสดงความคิดเห็นกันในมิติของการเมืองที่มันกำลังจะเกิด ที่เกิดขึ้นตอนนี้ และที่เกิดขึ้นมาแล้ว(ประวัติศาสตร์) ท่านครับ….ท่านเคยคิดเหมือนผมมั้ยครับว่า วิกฤตการการเมืองที่เกิดในแต่ละครั้งมันมีมูลเหตุมาจาก อำนาจ ตัวเดียวเท่านั้น อย่างอื่นเป็นเพียงแค่ตัวแปรที่ฝ่ายตรงกันข้ามจะหยิบฉวยมาใช้ตามจังหวะและเวลาอ้นเหมาะสมเท่านั้น
    ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ๆตัวที่ทุกคนสัมผัสกันได้เรื่องของ ทักษิณ กับ สนธิ (ลิ้ม) ก่อนเข้ามาสู่อำนาจ (ก่อนจะเป็นนายกฯ) เค้าสองคนจูบปากกันสนิทสนมกัน หรือทักษิณกับจำลอง ก่อนหน้านี้จำลองก็เป็นคนยกย่องสรรเสริญว่าทักษินเป็นคนดีคนเก่ง ถึงขนาดเดินเข้ามาเชิญทักษินมากอบกู้พรรคพลังธรรมสมัยนั้น ท่านครับ…ผมเชื่อนะครับว่าคนเราจะคบกันต้องรู้จักนิสัยใจตื้นลึกหนาบางของกันพอสมควร
    แต่ภายหลังอีกคนเข้ามาสู่อำนาจ แต่อีกคนอยู่นอกอำนาจ ซึงพวกเราเองไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลานี้พวกเค้ามีปัญหาอะไรกัน สนธิเท่านั้นที่รูดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะผมเคยจำได้เค้าเคยชมทักษิณออกรายการโทรทัศน์ของเค้าเองว่าทักษิณเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ เป็น 6 นัก … แต่มาวันนี้มันตรงกันข้ามกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ถามว่า…..ถ้าทักษินมันเลวจริงสนธิคงไม่คบคนเลวๆอย่างนี้ความเชื่อของผมนะ และสนธิมาเกิดรักชาติอะไรนักหนาตอนนี้ ผมว่าคงไม่ใช่มันต้องมีอะไรที่คนไทยยังไม่รู้อยุ่ครับ อย่าลืมว่าพวกเค้าเป็นนักธรุกิจนะครับ ผมวิเคราะห์และฟันธงว่ามีเหตุแห่งปัญหาดังนี้…..
    1.ความแค้น
    2.ความอิจฉา
    3.ผลประโยชน์(ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้)
    ทีนี้ที่มาของวิกฤตครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากคนสองคนหรือไม่กี่คน แต่เหตุทที่มันบานปลายมาจนถึงขนาดนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับอำนาจอยู่ด้วยมันจึงมีหลายมิติ หลายตัวแปรเข้ามาแทรกซ้อน เกิดจากการวางแผนอันแยบยลจากหลายฝ่าย ทั้งจากการเมือง ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ สื่อ อื่นๆ
    หากทักษิณไม่เข้ามาสู่อำนาจ เค้ายังเป็นนักธุรกิจอยู่ เค้าก็ยังอยู่สบายเหมือนกับนักธุรกิจอื่นๆ ผมไม่เชื่อหรอกว่าทักษินจะทำนอกวัฒนธรรมของนักธุรกิจอื่นๆที่รำรวยในประเทศของเรา เลี่ยงภาษีทำอย่างไรจ่ายภาษีน้อยที่สุดมมันเป็นสิ่งที่นักธรุกิจทุกคนทำกันมิใช่หรือ ประมูลที่ดินรัชดาเค้าก็ได้เป็นเจ้าของ ขายหุ้นชินก็ทำได้ เผลอๆ คดีเรื่องเลี่ยงภาษีของลูกสาวลูกชายก็จะไม่เกิดขึ้น มันเกิดเพระอำนาจแท้ๆ ผมยังเชื่อต่อไปอีกว่ายังมีนักธุรกิจระดับบนของประเทศเราเป็นแบบนี้อยู่มากมาย แต่เค้าไม่กล้าเข้ามาสู่อำนาจหรอกเพราะทันทีที่เข้าสู่อำนาจจะต้องโดนแบบนี้ ผมคิดว่าในอนาคตนักธุรกิจจะขยาดกับการเมืองไทยมากขึ้น ด้วยเหตผลสามข้อข้างบนเท่านั้น
    คำว่าอุดมการณ์มันไม่น่าจะมี คำว่าอุดมการณ์น่าจะนำมาใช้กับวิชาชีพของตนเองมากกว่า และน่าจะดีกว่า น่าจะเป็นการอ้างที่น่าจะเป็นเหตุเป็นผลน่ารับฟังมากกว่า ตัวอย่างคือ สืบ นาคะเสถรียร เป็นต้น
    ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มันบอกแบบนั้นว่า ประชาชนที่ยอมเป็นต้วประกัน ยอมเป็นเครื่องมือของพวกที่กระหายอำนาจ กระหายผลประโยชน์ ที่สุดแล้วก็เป็นพวกที่น่าสงสารและสมเพชที่สุด ท่านที่เจริญทั้งหลาย ไม่ลองนำเสนอมุมมองที่มันเป็นแสงสว่างให้กับพวกเขาทั้งหลายได้รู้ว่าประเทศที่เค้าไม่มีประท้วงไม่มีความรุนแรง ไม่มีการเข่นฆ่า กับการร่วมสร้างประวัติศาสตร์กับกลิ่นคาวเลือดบ้าบอ คอแตก แบบนี้ เค้าก็เจริญได้ ใกล้บ้านเรา สิงคโปร์ มีฝ่ายค้านคนเดียวเค้าก็เจริญได้ บ้านเราเต็มไปด้วยนักพูด ที่เสี้ยมสังคม แต่ไม่นำพาสังคมไปในทางที่ควรจะเป็น
    มาถึงตอนนี้ ผมรักและเป็นห่วงประเทศครับไม่แพ้กับคนโพกผ้าครับ แต่ผมก็ได้เอ่ยป่ากกับคนที่บ้านผมว่า วันข้างหน้าพอมีเงินสักก้อนเราอยากย้ายไปอยู่เขมร หรือไม่ก็ ลาว ครับ คงสงบดี ไม่สนใจว่า เผด็จการ หรือจะ เป้นประชาธิปไตยนะ ขอให้เราแค่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ดำเนินชีวิตได้ ผมพร้อมแล้วครับ อยู่เมืองไทยมา 40 ปี มันเครียดครับ มีแต่คนเก่งๆ (พูด)
    ผมเริ่มป่วยทางจิตแล้วครับ

    ความเห็นจาก i_ngo999 — September 3, 2008 @ 10:02 am

  31. EIC

    ความเห็นจาก บรรจง ประเสริฐเจริญสุข — September 5, 2008 @ 11:59 am

  32. ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณผ่านทางค่ะทุกคนสามารถที่จะเห็นต่างกันแต่ต้องเปิดกว้างกับความคิดเห็นของคนอื่นด้วยโดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศที่ไม่ชอบการปลุกระดมของพันธมิตร

    ความเห็นจาก น้ำหวาน — October 13, 2008 @ 7:44 pm

  33. ควายเดี๋ยวนี้มันเก่งนะ ทำเวปไซด์ได้ ระวังนะจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ สงสารพ่อแม่ของควายจิงๆๆ เลี้ยงลูกได้ควายขนาดนี้พ่อแม่จะขนาดไหน

    ความเห็นจาก เวปนี้ของควาย — October 15, 2008 @ 12:46 pm

  34. เรียนพี่สมศักดิ์ที่นับถือ

    ผมยังจำคำพูดของพี่อันหนึ่งได้ พี่เคยพูดว่า”คนเดือนตุลา ถ้ายังไปร่วมกับพธม.ได้ ผมจะรู้สึกhurtมาก”

    ผมก็รู้สึกHurtมาก ที่คนเดือนตุลาบางคนไปรับใช้ทักษิณ

    เมื่อไหร่เราจะคิดได้สักทีว่า เผด็จการไม่ว่าจะมาจากฟากฟ้าหรือลอนดอน มันก็เลวพอๆกันทั้งนั้น

    ถ้ายังคิดไม่ออก เราก็คงต้องคอยมาไล่เอี้ยตัวใหม่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?

    ความเห็นจาก doctor J — October 16, 2008 @ 3:17 pm

  35. พันธมิตร ไม่ได้สู้ด้วยอุดมการณ์

    แต่เป็นการใส่ร้าย

    ความรุนแรง

    ใช้ความคลั่งชาติหลอกลวงสมาชิก

    พันธมิตร ทำลายสถาบันหลายๆอย่างในประเทศ

    มีพระปลอม ให้วงการศาสนา

    ทำลายสถาบันการศึกษา จงใจเจาะกลุ่มเยาวชน

    บิดเบือดสิ่งต่างๆให้เยาวชน ซึ่งยังสะอาด พร้อมจะปักใจเชื่อความคิดแรกที่เข้ามา

    ผมขี้เกียจพิมแล้วอะครับ

    เอาเป็นว่า ผมรู้ว่าพันธมิตรทำไม่ถูก

    ผมก็รุ้ ว่าพวกคุณส่วนนึงทำไปด้วยใจบริสุทธ์ แต่ฉลาดนิดนะครับ

    พวกแกนนำ มันไม่ได้รักชาติอย่างคุณหรอก

    ความเห็นจาก ตอ ปะตัก — October 18, 2008 @ 5:33 am

  36. แกนนำก็เป็นพวก จบ ป.ว.ส.(ประวัติเสีย)
    นักการเมืองก็เป็นพวก จบ ป.ว.ช.(ประวัติชั่ว)
    เราๆท่านๆน่าช่วยกันแสดงความคิดเห็น รุปแบบแนวทางแก้ปัญหากันดีกว่า ไม่ไช่แสดงความคิดเห็นกันแบบ มือขวากินข้าว มือซ้ายล้างก้น อยากให้ชาติเป็นแบบไหน นักกการเมืองเป็นอย่างไร ลูกหลานเราจะใช้ชีวิตและเอาตัวรอดในสังคมที่ล่อแหลมอย่างปัจจุบันนี้ใด้อย่างไร จะดีกว่ามั้ย……

    ความเห็นจาก เด็กยะลา — October 18, 2008 @ 10:37 am

  37. เห็นๆเลย อีเพ็ญแข กะอีดา ตอปิโด หมิ่นชัดๆ

    กรูฟังและอ่านภาษาอังกฤษออก โดยเฉพาะอีดานี่ไม่ต้องแปล

    พวกซ้ายอกหัก พวกเมิงก็ดีแต่ลอบกัดอยู่ในรูต่อไปเถอะ

    โลกเค้าหมุนไปไหนๆกันแล้ว กลับไปอยู่รูแถวนครพนมเหอะ

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

    ความเห็นจาก อย่ามาซ้ายอกหัก — October 18, 2008 @ 12:49 pm

  38. สังงคมไทยตอนนี้ไม่มีใครฟังใครกันแล้ว
    ต่างก็คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก
    ท่านพุทธทาสเรียกอาการทางจิตแบบนี้ว่า ตัวกู-ของกู
    จะสมัครดาวสยาม
    จะพันธมิตรดาวสยาม
    มันเป็นปัญหาให้ประเทศทั้งนั้นแหล่ะ

    ความเห็นจาก นักเรียนการเมือง — October 22, 2008 @ 2:22 am

  39. ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก

    แล้วรัฐบาล กับ พวก นปก. มันทำจิงๆไหมละ??

    เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (”มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!

    ตั้งแต่ฟังพันธมิตรมาไม่เหนเคยได้ยิน ไคจาเชื่อไม่เชื่อก็ลองฟังกันเอา
    อย่าฟังความแค่ข้างเดียว แล้วก็..

    วันที่ 7 ตุลา ที่ตำรวจ ฆ่าประชาชน มันถูกต้องสินะ
    ตาย 2 เจบเกือบ 500 ขาขาด แขนขาดมั่ง
    วันนี้ยังไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบเลย

    ความเห็นจาก อ่าน แล้ว คิด — October 23, 2008 @ 6:16 pm

  40. ชาติชั่วจริงๆนะ ไอ้พวกนี้อ่ะ ขายชาติ แต่เป็นพวกมรึงนะ เลวจริงๆ อย่าลบเมล์ล่ะ

    ความเห็นจาก สมชาย — October 28, 2008 @ 5:19 am

  41. ตามความเห็น 22
    xman
    2 July 2008 เมื่อ 2:58 pm
    แหมพวกสาวกไอ้สนธิมันมาก่อกวนถึงที่เลยนะ

    คิดมากไปปะคุณ ผมเป็นสาวกของความถูกต้อง ไม่ได้เป็นสาวกอย่างที่คุณคิด ใครถูกต้องผมก็อยู่ข้างนั้น อย่าคิดบ้องตื้นอย่างพวกคุณคิดนะ ชอบใส่ความคนอื่นอยู่เรื่อย ผิดถูกแยกแยะไม่เป็น ขยะสังคมจริงๆ อนาถ

    ความเห็นจาก สันดาน — October 28, 2008 @ 5:27 am

  42. คุณค่ะ เรื่องมันจบไป 30 กว่าปี คนลืมกันเกือบหมดแล้วแถมพวกคนเดือนตุลาบ้าบออะไรนั้นก็ย้อนอดีตกลับไปสมัย ร.5 โน้น คือยังยอมเป็นทาส (เงินของนายใหญ่ ณ.ลอนดอน ) กันหมดแล้ว ไม่เหลืออุดมการดี ๆ หรอกคุณ ไม่ต้องอะไรนะ เบสิกเลย แม้วปลูกอะไร แม้วก็ได้กินผลของมันนะแหล แม้วทำชั่ว แม้วก็รับกรรม ระเห็ด บ้านช่องมีไม่ได้อยู่ เงินทองสู้อุส่าหะโกงชาติไว้ก็ไม่ได้ใช้เลย แม้วเอ่ย ไม่รู้ว่าจะชั่วไปถึงไหน สืบโครตไปก็ไม่ได้เป็นอะไรกับราชวงค์นี่สักกะหน่อย ยังอยากจะได้ประเทศของเขาอีก รวยนักนี่ก็ไปถมที่กลางทะเลสิค่ะ แล้วก็ตั้งตัวเป็นเจ้าครองประเทศชิณวัตรซะเลย แล้วก็พาพวก 111 ไปเป็นเสนาอำมาตย์ซะจะได้จบ….

    ความเห็นจาก คน ล๊ากๆๆๆๆท๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆษิณ — October 29, 2008 @ 2:39 pm

  43. ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

    ความเห็นจาก พันธมิตรกู้ชาติ — October 30, 2008 @ 1:48 pm

  44. เว็บนี้เข้ามาดูแล้วยิ่งรักพันธมิตรมากๆๆๆๆๆ เดี๋ยวผมจะพาเพื่อนๆ แฮ้คเกอร์มาสมทบ สนุกแน่เว็บมาสเตอร์ คอยชมการเปลี่ยนแปลงดีๆ เน้อ หนุกก

    ความเห็นจาก พันธมิตรกู้ชาติ — October 30, 2008 @ 1:50 pm

  45. พวกคนเหี้ย alert (’เหี้ยทั้งเว็บ’);

    ความเห็นจาก sydney — November 1, 2008 @ 5:50 pm

  46. น่าแปลก ที่มีคนคิดว่าคนที่ไม่โปรเจ้าจะโปรทักษิณไปหมด

    ถ้ารายการพูดอย่างนั้นจริง แสดงว่าเพี้ยนกันไปหมดแล้ว

    เซ็ง

    ความเห็นจาก Cakra — November 4, 2008 @ 3:53 am

  47. รักพระเจ้าเเผ่นดินป่าวเราหนะ
    อ่านสะเพื่อคิดได้…
    เมื่อทรงพระเยาว์

    1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
    2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
    3. พระนาม “ภูมิพล” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
    4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
    5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
    6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่
    โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า “H.H Bhummibol Mahidol”หมายเลขประจำตัว
    449
    7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า “แม่”

    8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
    9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
    10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้ง หนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
    11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า”บ๊อบบี้”
    12. ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกต
    เห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อย ๆ
    13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะ ทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
    14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ โดยระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทย กับสมเด็จย่าเสมอ
    15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก”การให้”โดยสมเด็จย่าจะทรง ตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า”กระป๋องคน
    จน”หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก”เก็บภาษี”หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือน สมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถนอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วยยามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
    16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน
    สมเด็จย่าก็ตอบว่า”ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน”
    17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
    18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
    19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น”สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่น อะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุที ละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
    20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้
    โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น
    จิ๊กซอว์
    21. ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ แอกคอร์เดียน
    22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
    23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
    24. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ”แสง เทียน” จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
    25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรง
    เกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลาย เป็นเพลง”เราสู้”
    26. รู้ไหม…? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ 5
    27. – - – -
    28.

    29. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง”นายอินทร์”และ”ติโต” ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่ พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
    30. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น”กีฬา
    ซีเกมส์”) ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
    31. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับ เข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
    32. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ “กังหันชัยพัฒนา” เมื่อปี 2536
    33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
    34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง
    35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
    36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระ บรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า”น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
    37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
    38. หลังอภิเษกสมรส ทรง”ฮันนีมูน”ที่หัวหิน
    39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
    40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
    งานของในหลวง

    46. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
    47. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำ พระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
    48. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
    49. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมา
    ถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็น ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
    50. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วม กับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
    51. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้
    52. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ สวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯ ลงมา
    อธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
    53. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า “ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
    54. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5
    ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
    ของทรงโปรด

    55. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
    56. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
    57. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
    58. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระ
    ตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
    59. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
    60. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศสของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
    61. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
    62. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
    63. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อ
    ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
    64. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3×4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
    65. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
    รู้หรือไม่?

    66. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “นายหลวง” ภายหลัง
    จึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
    67. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
    68. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆ ทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า “ทำราชการ”
    69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์
    สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมี อายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข
    ประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
    70. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับใน หลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า”อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก”
    71. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
    72. หัวใจทรงเต้นไม่ปกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อ
    ไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
    73. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์ จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
    74. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
    75. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
    76. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
    77. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
    78. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่ง
    รวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
    79. คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่พระองค์ทรงใช้คือ Macintoch Plus ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 1 เมกะไบต์
    80. ทรงเคยเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์อังกฤษชื่อ “สแตนดาร์ด”
    และยังมีอีกเยอะที่ท่านทรงทำเพื่อลูกของท่านทุกคน
    เเล้วคิดว่าไอ้หน้าเหลี่ยมมันทำอะไรให้ควายสีเเดงบ้างถามหน่อยที่โง่กันทุกวันนี้หนะ คิดดีแล้วเหรอว่ะ ช่วยมีความกตัญญูรู้คุณคนกันหน่อยได้ป่าว พ่อแม่เคยสอนไม ว่าคนดีหนะเป็นยังไง หรือว่าโง่กันทั้งตระกูลเลย คิดสิคิด ปัญญาหนะมีป่าวว่ะ กูอยู่ปีสอง ยี่สิบปี เรียนได้สามจุดเเปดสี่ กูก็เลยคิดเปนหว่ะ สงสัยกูคงมีมันสมองที่ดี มีพ่อเเม่ที่สอนลูกเป็นก็เลยรู้จักบุญคุณคนไม่โง่ให้ใครหลอกใช้ง่ายๆ ขอร้องฉลาดสักหน่อยได้ไหม พอดีว่าคนฉลาดหนะเหนื่อยเเทน ขอร้องละกัน เพื่อประเทศชาติของเรา ทอดเสื้อสีเเดงสะ กูก็เกิดวันอาทิตย์ก็ยังไม่อยากใส่เสื้อเเดงเลย รู้สึกเกลียดอย่ามากๆๆๆ ขยักเเขยงหว่ะ ขอร้องจริง จากใจปัญญาชนคนหนึ่งที่รักแผ่นดินไทย

    ความเห็นจาก คนรู้คุณคน — November 7, 2008 @ 9:20 pm

  48. ผมขอสนับสนุนเื้นื้าหาของอาจารย์อย่างสุดใจเพราะปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

    ความเห็นจาก กบ — November 8, 2008 @ 10:32 am

  49. เห็นด้วยและชอบข้อเขียนของ อ.สมศักดิ์มาก แม้ดูผิวเผินจะเป็นคนหัวโบราณ แต่ในความเป็นจริงเป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้าและต้องการระบอบที่ถูกต้องมาปกครองประเทศ เพราะถ้าขืนเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศมีแต่เจ้งกับเจ้งอย่างเดียว

    ความเห็นจาก ข้อเขียนที่ดี — November 11, 2008 @ 10:08 am

  50. aa

    ความเห็นจาก 2551 — November 13, 2008 @ 11:53 am

  51. ทำเป็นพูดดี

    แต่ข้อมูลจากแป๊ะลิ้มทั้งนั้นเลยนะมึง

    ความเห็นจาก 2551 — November 13, 2008 @ 11:55 am

  52. เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์

    ความเห็นจาก กล้าคิด กล้าต่าง — November 16, 2008 @ 11:13 am

  53. 47คนรู้คุณคน
    7 November 2008 เมื่อ 9:20 pm
    รักพระเจ้าเเผ่นดินป่าวเราหนะ
    อ่านสะเพื่อคิดได้…
    เมื่อทรงพระเยาว์

    1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
    2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
    3. พระนาม “ภูมิพล” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
    4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
    5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
    6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่
    โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า “H.H Bhummibol Mahidol”หมายเลขประจำตัว
    449
    7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า “แม่”

    8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
    9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
    10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้ง หนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
    11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า”บ๊อบบี้”
    12. ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกต
    เห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อย ๆ
    13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะ ทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
    14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ โดยระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทย กับสมเด็จย่าเสมอ
    15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก”การให้”โดยสมเด็จย่าจะทรง ตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า”กระป๋องคน
    จน”หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก”เก็บภาษี”หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือน สมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถนอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วยยามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
    16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน
    สมเด็จย่าก็ตอบว่า”ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน”
    17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
    18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
    19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น”สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่น อะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุที ละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
    20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้
    โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น
    จิ๊กซอว์
    21. ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ แอกคอร์เดียน
    22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
    23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
    24. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ”แสง เทียน” จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
    25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรง
    เกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลาย เป็นเพลง”เราสู้”
    26. รู้ไหม…? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ 5
    27. – - – -
    28.

    29. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง”นายอินทร์”และ”ติโต” ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่ พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
    30. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น”กีฬา
    ซีเกมส์”) ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
    31. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับ เข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
    32. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ “กังหันชัยพัฒนา” เมื่อปี 2536
    33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
    34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง
    35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
    36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระ บรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า”น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
    37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
    38. หลังอภิเษกสมรส ทรง”ฮันนีมูน”ที่หัวหิน
    39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
    40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
    งานของในหลวง

    46. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
    47. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำ พระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
    48. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
    49. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมา
    ถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็น ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
    50. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วม กับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
    51. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้
    52. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ สวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯ ลงมา
    อธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
    53. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า “ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
    54. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5
    ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
    ของทรงโปรด

    55. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
    56. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
    57. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
    58. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระ
    ตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
    59. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
    60. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศสของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
    61. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
    62. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
    63. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อ
    ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
    64. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3×4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
    65. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
    รู้หรือไม่?

    66. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “นายหลวง” ภายหลัง
    จึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
    67. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
    68. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆ ทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า “ทำราชการ”
    69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์
    สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมี อายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข
    ประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
    70. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับใน หลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า”อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก”
    71. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
    72. หัวใจทรงเต้นไม่ปกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อ
    ไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
    73. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์ จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
    74. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
    75. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
    76. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
    77. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
    78. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่ง
    รวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
    79. คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่พระองค์ทรงใช้คือ Macintoch Plus ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 1 เมกะไบต์
    80. ทรงเคยเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์อังกฤษชื่อ “สแตนดาร์ด”

    ————————————

    ขอบคุณข้อความดีดี ที่เอามาให้อ่านค่ะ

    ขอพระองค์จงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน

    เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานแสนนาน

    ความเห็นจาก abcd25 — November 20, 2008 @ 2:24 pm

  54. ความดีเด่นของกาลามสูตร

    กาลามสูตร เป็นพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริง ในพระไตรปิฎก ชื่อกาลามสูตรไม่ได้มีปรากฏอยู่ หากมีแต่ชื่อว่า เกสปุตตสูตร ทั้งนี้ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชาวกาลามะ ซึ่งอยู่ในเกสปุตตนิคม เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อพระสูตรนี้ตามชื่อของนิคมนี้ว่า เกสปุตตสูตร แต่คนที่อยู่ในนิคมหรือ ตำบลนี้เป็นเชื้อสาย หรือมีสกุลเดียวกัน คือ สกุลกาลามะ เขาจึงเรียกประชาชนเหล่านี้ว่ากาลามชน ซึ่งมีโคตรอันเดียวกัน สกุลเดียวกัน คือ กาลามโคตร เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกพระสูตรนี้ว่า เกสปุตตสูตร แต่ชาวโลกทั่วไป มักจะเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร เพราะรู้สึกว่าจะเรียกได้ง่ายกว่า

    พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบด้วยหตุผล ซึ่งผู้นับถือ พระพุทธศาสนาหรือผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้เหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์

    พระสูตรนี้มีความเป็นมาโดยย่อว่า ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยัง
    เกสปุตตนิคม อันเป็นที่ อยู่ของพวกชาวกาลามโคตรหรือกาลามชน ชาวกาลามชนในเกสปุตตนิคมทราบข่าวมาก่อนแล้วว่า พระพุทธเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังอย่างไรก่อนที่พระองค์จะได้เสด็จมายังหมู่บ้านของพวกเขา จึงต่างก็พากันไปเฝ้าเป็น จำนวนมาก เพราะชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าดังก้องไปว่า

    อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทธโธ” เป็นต้น ดังที่เราสวดสรรเสริญกันในบทสวดมนต์ ซึ่งปรากฏมากในพระสูตรต่าง ๆว่า”แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์, เป็นผู้ตรัสรู้ เองโดยชอบ, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, เสด็จไปดีแ ล้ว,เป็นผู้รู้แจ้งโลก,เป็นผู้ฝึกคนที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า, เป็นผู้รู้ เป็นผู้เบิกบานเป็นผู้จำแนกธรรม เป็นต้น”

    เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่เกสปุตตนิคมนั้น มีประชาชนมาเฝ้ากันมากคนอินเดียมีเรื่อง แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนักบวชนับถือลัทธินิกายใด หรือว่าพวกเขาจะไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ตามแต่พวกเขา ก็อยากจะฟังความรู้ความเข้าใจ และต้องการปัญญา

    ดังนั้น พวกที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ เป็นพวกที่ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปก็มี พวกที่ไม่นับถือ พุทธศาสนาก็มีพวกที่สงสัยอยู่ก็มี พวกที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอยู่แล้วก็มี เพราะฉะนั้น ประชาชนที่ไปเฝ้า พระพุทธเจ้าในสมัยนั้นจึงมีลักษณะอาการที่ไปเฝ้าแตกต่างกัน ซึ่งอาการที่ไปเฝ้าของประชาชนเหล่านั้น มีลักษณะ ดังนี้

    บางพวกเมื่อได้ทราบเสร็จแล้วก็นั่งนิ่ง ไม่พูดจาอะไร
    บางพวกเป็นเพียงแต่แสดงความยินดีแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกกล่าวชมเชยพระพุทธเจ้าแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตนว่า ตนเองชื่ออะไร
    โคตรอะไรแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกก็ไม่กล่าวอะไร ไม่แสดงอาการอะไร ได้แต่นั่งเฉย ๆ
    บางพวกเป็นเพียงแต่ประนมมือไหว้ แล้วก็นั่งเฉยอยู่

    เพราะฉะนั้น ประชาชนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีวรรณะใด ก็สามารถเข้าเฝ้า ได้อย่างใกล้ชิด เพราะพระพุทธเจ้ามิได้ทรงถือชั้นวรรณะ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเป็นโอรสกษัตริย์ประสูติอยู่ใน วรรณะกษัตริย์ แต่พระองค์ถือว่าคนไม่ได้ประเสริฐเพราะสกุลกำเนิดแต่จะประเสริฐได้ก็เพราะการกระทำของ ตนเองดังนั้นจึงมีประชาชนไปเฝ้าพระองค์เป็นจำนวนมากและเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

    ประชาชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น ได้กราบทูลขึ้นว่า

    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเกสปุตตนิคมนี้ มีสมณพราหมณ์คือนักบวชในศาสนาต่าง ๆ เดินทางเข้ามาเผยแพร่คำสอนศาสนาของตนอยู่เสมอๆและ
    สมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาเหล่านั้นได้กล่าวยกย่อง คำสอนแห่งศาสนาของตน แต่ได้ติเตียนดูหมิ่น เหยียดหยาม คัดค้านศาสนาของคนอื่นแล้วสมณพราหมณ์นักสอน ศาสนาเหล่านี้ก็จากเกสปุตตนิคมไป

    ต่อมาไม่นาน ก็มีสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาพวกอื่นได้เข้ามายังนิคมนี้ แล้วก็กล่าวยกย่อง เชิดชูศาสนาของตนแต่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ติเตียน คัดค้านศาสนาของคนอื่น

    เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความสงสัยเกิดขึ้นว่าบรรดาศาสดาหรือนักสอนศาสนาเหล่านั้น ใครเป็นคนพูดจริงใครเป็นคนพูดเท็จ ใครถูกใครผิดกันแน่”

    พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเห็นใจต่อประชาชนเหล่านั้นว่า”ชาวกาลามะทั้งหลาย น่าเห็นใจที่ ท่านทั้งหลายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ พวกท่านทั้งหลายควรสงสัยในเรื่องที่ควรสงสัยเพราะท่านทั้งหลายตกอยู่ใน ฐานะที่ต้องสงสัย ตัดสินใจไม่ได้ แต่เราเองจะบอกให้ ชาวกาลามะทั้งหลาย”

    สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

    พระ พุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์ และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง การพูดแบบนี้เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการโดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง

    มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
    มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
    มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
    มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
    มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
    มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
    มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
    มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
    มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
    มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

    สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ 10 ประการนี้

    ข้อความประเภทนี้ตรงกับกฎทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อถ้าเขายังไม่ได้ ทดสอบหรือพิจารณาเหตุผลให้ปรากฏก่อน และข้อความเช่นนี้ไปตรงกันได้อย่างไรในข้อที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุ เหล่านี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะเชื่อแบบใดเมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง 10 ข้อ และเราควรจะเชื่ออะไรได้บ้าง

    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล ไม่โจมตีศาสนา ไม่โจมตีผู้ใด
    ชี้แต่เหตุและผลที่ยกขึ้นมา อธิบายเท่านั้น

    พระพุทธวจนะทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายฟังดูแล้วอาจคิดว่า ถ้าใครถือตามแบบ นี้ทั้งหมดก็มองดูว่าน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ คือ ไม่เชื่ออะไรเลย แม้แต่ครูของตนเอง แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่ให้เชื่อ พิจารณาดูแล้ว น่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ
    แต่ก็ไม่ใช่

    คำว่า “มา” อันเป็นคำบาลีในพระสูตรนี้ เป็นการปฏิเสธมีความหมายเท่ากับNoหรือนะคืออย่า แต่โบราณาจารย์กล่าวว่า ถ้าแปลว่า อย่าเชื่อ เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งไปควรแปลว่า”อย่าเพิ่งเชื่อ” คือให้ ฟังไว้ก่อน สำนวนนี้ ได้แก่สำนวนแปลของสมเด็จพระพุทธโฆสาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นักปราชญ์ รูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ แต่บางอาจารย์ให้แปลว่า”อย่าเพิ่งปลงในเชื่อ” แต่บางท่านแปลตามศัพท์ว่า “อย่าเชื่อ” ดังนั้น การแปลในปัจจุบันนี้จึงมีอยู่ 3 แบบคือ

    1. อย่าเชื่อ
    2. อย่าเพิ่งเชื่อ
    3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ

    การแปลว่า “อย่าเชื่อ” นั้น เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งเป็นการไม่ค่อยยอมกัน ส่วนการ แปลอีก 2 อย่างนั้น คือ “อย่าเพิ่งเชื่อ” และ “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ” นั้นก็มีความหมายเหมือนกันแต่คำว่า “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ” นั้นเป็นสำนวนแปล
    ที่ค่อนข้างยาว ดังนั้น คำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อ” เป็นสำนวนที่สั้นกว่า ง่ายกว่าและเข้าใจได้ดีกว่า ฉะนั้น การที่จะแปลให้ฟังง่ายและเหมาะสมก็ต้องแปลว่า “อย่าเพิ่งเชื่อ”

    เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไป อย่าไปว่าหรือค้านเขา แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาดูก่อนว่าถูกหรือผิด เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์

    นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสอีกมากในพระสูตรนี้แต่ในที่นี้จะขออธิบายความหมายของ ข้อแนะนำทั้ง 10 ประการเสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากของพระสูตรนี้ และได้รับการแปลออกเป็น ภาษาต่างๆ หลายภาษา เพราะเขาถือว่าเป็นกฏทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่คาดคิดเลยว่าจะมีกล่าวไว้ในครั้งสมัยเมื่อ ประมาณ 2,600ปีมาแล้ว ที่ใช้ความคิดแบบอิสระอย่างนี้ เป็นความคิดที่มีเหตุผล 10 ประการ คือ

    1. อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา บางคนเมื่อฟังตามกันมาก็เกิดความเชื่อ เมื่อคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ก็เชื่อตามกันไป โดยบอกว่า “เขาว่า”ปัจจุบันนี้การเชื่อตามเขาว่านี้ ถ้า ไปเป็นพยานในศาลจะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะการที่ “เขาว่า” นั้น มันไม่แน่การฟังตามกันมาก็เชื่อตามกันมา ฉะนั้นสุภาษิตปักษ์ใต้จึงมีอยู่บทหนึ่งว่า

    “กาเช็ดปาก คนว่ากาเจ็ดปาก ปากคนมากกว่าปากกาเป็นไหนๆ”

    สุภาษิตนี้หมายความว่า ชายคนหนึ่งเห็นกากินเนื้อแล้วเช็ดปากที่กิ่งไม้ ก็มาเล่าให้เพื่อนฟังว่า “ฉันเห็นกาเช็ดปาก”เพื่อนคนนั้นฟังไม่ชัด กลายเป็นว่า”ฉันเห็นกาเจ็ดปาก” ก็ไปเล่าต่อว่า คนโน้นเล่าให้ฟัง เมื่อวันก่อนว่าเขาเห็นกาเจ็ดปาก ก็เล่าต่อกันมาเรื่อย ๆ ว่า กามีเจ็ดปาก นี่เป็นการเชื่อตามคำเขาว่า ซึ่งบางคนก็ฟัง มาไม่ชัดเพราะฉะนั้น ก็อาจฟังผิดได้ การที่เขาว่าจึงอาจจะถูกหรือผิดได้ เช่น บัตรสนเท่ห์
    เขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ว่าตามที่เขาว่านั้น ซึ่งมีจริงบ้างไม่จริงบ้าง ปนกันอยู่

    เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งเชื่อตามที่เขาว่า แต่ให้ฟังไว้ก่อนชาวพุทธจะไม่ปฏิเสธการที่เขาว่า แต่จะฟังไว้ ก่อน โดยยังไม่เชื่อทีเดียว บางทีก็ฟังตามกันมาตั้งแต่โบราณ เช่น สมมุติว่าฝนแล้งก็ต้องแห่นางแมวแล้วฝนจะตก เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าแห่
    นางแมวแล้วฝนจะตก บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมาอย่างนี้ คือเชื่อตามเขาว่า ซึ่งก็ อาจจะไม่เป็นจริงตามเขาว่าก็ได้ ดังนั้น เราต้องเชื่อตามเหตุผล อย่าเชื่อตามเขาว่า

    2. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดว่าเป็นของเก่า เล่าสืบๆ กันมา บางคนบอกว่าเป็นของเก่า เป็นความเชื่อ ตั้งแต่สมัยโบราณเราควรจะเชื่อ เพราะเป็นของเก่า ถ้าไม่เชื่อ เขาก็หาว่าจะทำลายของเก่า บางคนเห็นผีพุ่งไต้ ก็บอกว่านั่นแหละวิญญาณจะลงมาเกิด อย่าไปทัก เพราะเป็นความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณ เมื่อมีแผ่นดินไหว คนโบราณจะพูดว่าปลาอานนท์พลิกตัว หรือเวลามีฟ้าผ่าก็บอกว่ารามสูรขว้างขวาน ฟ้าแลบก็คือนางเมขลา ล่อแก้วเข้าตารามสูร รามสูรโกรธ จึงขว้างขวานลงมาเป็นฟ้าผ่า

    ความเชื่อเช่นดังกล่าวมานี้เป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล ดังนั้นความเชื่อของคนโบราณนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกหรือดีเสมอไป แต่เป็นความเชื่อปรัมปรา เราจึงไม่ควรจะเชื่อ ถ้ายังไม่แน่ใจถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องนำสืบๆกันมา

    3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นข่าวเล่าลือ หรือตื่นข่าว เรื่องข่าวนั้นมีมาก ไม่ว่าจะเป็นข่าวทันโลก ข่าวช่วงเช้า ข่าวช่วงเย็น ข่าวเขาว่า ซึ่งมีอยู่มากมาย ถ้าเราไปเชื่อตามข่าว เราก็อาจจะเป็นคนโง่ได้ เช่น บางคน อ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงแน่แล้ว แต่ข่าวจากหนังสือพิมพ์นั้น บางทีลงข่าวตรงกันข้าม จากข่าวจริง ๆ เลยก็มี หรือมีจริงอยู่บ้างเพียงบางส่วนก็มี เราจึงควรพิจารณาให้ดีเสียก่อน เพราะข่าวบางข่าวนั้น หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องมาลงขอขมากันภายหลังที่ลงข่าวผิด ๆ ไปแล้วก็มี ดังนั้น ข่าวลือจึงมีมาก เช่น ลือว่าจะมีการปฏิวัติ ลือว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งบางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริง หรือลือกันว่าคนเกิดวันนั้นวันนี้ จะตายในปีหน้า ต้องรีบทำบุญเสีย ก็เลยพากันเฮมาทำบุญกัน นี้ก็เพราะฟังเขาลือกันมา บางคนก็ลือกันแบบ กระต่ายตื่นตูมเป็นข่าวเขาว่าไม่ใช่ข่าวเราว่า เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อ

    4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา ถ้าใครเอาตำรามาอ้างให้เราฟัง เราก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตำราก็อาจจะผิดได้บางคนอาจจะค้านว่า “ที่เราพูดถึงกาลามสูตรนี้ ไม่ใช่ตำราหรอกหรือ” จริงอยู่ เราก็อ้าง กาลามสูตรซึ่งเป็นตำราเหมือนกัน แต่ท่านว่า อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะอาจจะผิดได้ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเอาตำราอะไรก็ตามมาอ้างเราก็ต้องอย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้พิจารณาดูก่อน บางคนกล่าวยืนยันว่าตนเอง อ้างตามตำรา ซึ่งแท้จริงแล้วเขาไม่ได้อ่านตำรานั้นเลย แต่ว่าเอามาอ้างขึ้นเอง บางคนก็ต้องการ โดยการอ้างตำรา ดังมีเรื่องเล่ากันมาว่า

    “อุบาสก 2 คนเถียงกัน ระหว่างสัตว์น้ำกับสัตว์บกอย่างไหนมีมากกว่ากัน

    อุบาสกคนหนึ่งบอกว่า สัตว์บกมีมากกว่า เพราะบนบกนั้นมีสัตว์นานาชนิด เช่น มีแมลงต่างๆ มีมดต่างๆ มากมาย

    ส่วน อีกคนหนึ่งค้านว่า สัตว์น้ำมีมากมายหลายชนิดนับไม่ถ้วน แม้แต่กุ้ง ปลา ก็นับไม่ถ้วนเสียแล้ว สัตว์น้ำต้องมากกว่าสัตว์บกแน่นอน

    ทั้งสองคนจึงไม่อาจตกลงกันได้

    อุบาสกคนหนึ่งหัวไวได้ยกบาลีมาอ้างว่า “พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์น้ำมีมากกว่าสัตว์บก ดังพระบาลีที่ว่านัตถิ เม สรณัง อัญญัง แปลว่า สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก”

    อุบาสกอีกคนหนึ่งไม่กล้าค้านเพราะกลัวจะตกนรก

    แท้ที่จริง คำว่า “นัตถิ เม สรณัง อัญญัง” นั้น ไม่ได้แปลว่า “สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก” แต่แปลว่า “ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี” ผู้อ้างคิดแปล
    เอาเองเพื่อให้คำพูดของตนมีหลักฐานการอ้างตำรา อย่างนี้จึงไม่ถูกต้องถ้าใครหลงเชื่อก็อาจถูกหลอกเอาได้

    นอกจากนี้ ตำราบางอย่างก็อ้างกันมาผิด พวกที่ไม่รู้ภาษาบาลี เมื่อเห็นเขาอ้างก็คิดว่าจริง เช่น นักหนังสือพิมพ์ บางคนกล่าวว่า “ทุกขโต ทุกขถานัง ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตน” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นบาลีที่ไม่ถูกต้อง เป็น ประโยคที่ไม่มีประธาน ไม่มีกริยา เป็นภาลีที่แต่งผิด ซึ่งอาจารย์บางท่านเรียกบาลีเช่นนี้ว่า “เป็นบาลีริมโขง” แต่คนกลับคิดว่าเป็นคำพูดที่ซึ้งดี เพราะฟังดูเข้าที่ดี นี้ก็เป็นการอ้างตำราที่ผิด ถึงแม้ว่าตำรานั้นจะเขียนถูกแต่ถ้าหาก ว่าไม่มีเหตุผล เราก็ไม่ควรเชื่อ

    ปัจจุบันนี้ มีการโฆษณาหนังสือยอดกัณฑ์พระไตรปิฎกว่า ถ้าถ้าใครสวดเป็นประจำก็จะร่ำรวยเป็น เศรษฐี ได้ทรัพย์สมบัติและจะปลอดภัย ปลอดโรคต่าง คนก็พากันสวดและพิมพ์แจกกันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ ทราบว่าจะทำอย่างไรเมื่อมีผู้นำหนังสือนี้มาถวายให้ จะเผาทิ้งก็ติดที่มีคำบาลีอยู่ด้วย หนังสือนี้ได้พิมพ์ต่อเนื่องกัน มาผิด ๆ และไม่มีพระสงฆ์รูปใดสวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฎก นอกจากในหมู่ฆราวาส
    บางคนที่ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา

    ดังนั้นใครอ้างบาลี เราก็จงอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูให้ดีว่ามีอะไรถูกหรือผิดบ้างเสียก่อน

    5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง ท่านใช้คำว่า ตักกเหตุ คือ การตรึก หรือการคิด ตรรกวิทยาเป็นวิชา แสดงเรื่องความคิดเห็น อ้างหาเหตุผล แต่พระพุทธเจ้าทรงกล้าค้านตรรกวิทยาได้ว่า การอ้างหาเหตุผลโดยการ คาดคะเนนั้นอาจจะผิดก็ได้การอ้างหาเหตุผลนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทุกอย่าง

    การนึกคาดคะเนหรือการเดาเอาของคนเรานั้นผิดได้ เช่นหลักตรรกวิทยากล่าวว่า “ที่ใดมีควัน ที่นั้นมีไฟ” ซึ่งก็ไม่ แน่เสมอไป เดี๋ยวนี้ที่ใดมีควัน ที่นั้นอาจจะไม่มีไฟก็ได้ เช่น เขาฉีดสารเคมี พ่นยาฆ่าแมลง ก็มองดูว่าเป็นควันออกมา แต่หามีไฟไม่

    หรือบางคนก็คิดเดาเอาเองว่าคงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ คำว่า คงจะ นั้น มันไม่แน่ เพราะฉะนั้น เราก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกแน่นอนแล้ว คำว่า คงจะ นั้นเป็นการนึกเดาเอา

    6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยการคิดคาดคะเนหรืออนุมานเอา ตัวอย่างเช่น เราคิดว่าเราจะแซงรถคันหน้าพันถ้าเรา ขับรถเร็วกว่านี้ ซึ่งเป็นการคาดคะเนเอา บางทีเราคาดคะเนความเร็วไม่ถูก ก็อาจจะชนรถคันหน้าที่วิ่งสวนมา โครมเข้าไปเลยก็ได้ การคาดคะเนหรืออนุมานเอาอย่างนี้ ทำให้คนตายมามากแล้ว การอนุมานเอานี้มันไม่แน่

    บางคนคิดว่าฝนคงจะตกแน่เพราะเห็นเมฆดำก่อตัวขึ้นมาก็เป็นการอนุมานเอาว่าฝนคงจะตก แต่บางที ลมก็จะพัดเอาเมฆนี้ลอยพ้นไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่แน่เพราะอนุมานเอา

    ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า แม้อนุมานเอาก็อย่าเพิ่งเชื่อ

    7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ คือเห็นอาการที่ปรากฏแล้วก็คิดว่าใช่แน่นอน เช่น เห็นคนท้องโตก็คิดว่าเขาจะมีลูก ซึ่งก็ไม่แน่ บางคนแต่งตัวภูมิฐานก็คิดว่าคนนี้เป็นคนใหญ่โต ร่ำรวย ซึ่งก็ไม่แน่ อีกบางทีก็เป็นขโมย แต่งตัวเรียบร้อยมาหาเรา บางคนทำตัวเหมือนเป็นคนบ้าคนใบ้มานั่งใกล้กุฏิพระ คนก็ไม่สนใจนึกว่าเป็นคนบ้า แต่พอพระเผลอก็ขโมยของของพระไป ดังนั้น เราจะดูอาการที่ปรากฏก็ไม่ได้ บางคนปวดหัว ก็คิดว่าเป็นโรคอะไรที่หัว แต่ก็ไม่แน่ สาเหตุอาจจะเป็นที่อื่นแล้วทำให้เราปวดหัวก็ได้ เช่น ท้องผูก เป็นต้นหรือเราขับรถมาถึงสะพานซึ่งมองดูแล้วคิดว่าสะพานนี้น่าจะมั่นคงพอจะขับข้ามไปได้ แต่ก็ไม่แน่ สะพานอาจจะพังลงมาก็ได้

    8. อย่าเพิ่งเชื่อว่าต้องกับลัทธิของตน คือ เข้ากับความเชื่อของตน เพราะตนเชื่ออย่างนี้อยู่แล้ว เมื่อใครพูดอย่างนี้ให้ฟัง ก็ยอมรับว่าใช่และถูกต้อง ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป เพราะสิ่งที่เราเชื่อมาก่อนนั้นอาจผิดก็มี บางทีคนอื่นก็มาหลอกเรา เพราะเห็นว่าเราเชื่ออยู่ก่อนแล้ว จึงอาศัยความเชื่อของเรา เป็นเหตุมันจึงไม่แน่เสมอไป

    บางคน เมื่อมีใครมาพูดตรงกับความคิดเห็นของตนก็เชื่อแล้ว ตัวอย่างเช่น เราไม่ชอบใครอยู่สักคนหนึ่ง พอใครมาบอกเราว่าคน ๆ นั้นไม่ดี ก็เชื่อว่าเป็นคนชั่วแน่ เพราะตนเองก็ไม่ชอบหน้าเขาอยู่แล้ว เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ แน่เสมอไป เพราะคนที่เราไม่ชอบอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ว่ามีคนอื่นมาพูดยุยงให้เราเข้าใจไปอย่างนั้น เราจึง มองผิดไปได้

    หรือคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือเรื่องเครื่องลางของขลัง พอมีใครมาพูดเรื่องเช่นนี้ก็เชื่อสนิท เพราะไปตรงกับความเชื่อของตน

    เพราะฉะนั้น จงอย่าเพิ่งเชื่อ แม้ในกรณีดังกล่าวมานี้

    9. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้ คือ เห็นว่าคนที่เป็นคนใหญ่คนโตนั้น พูดจาควรเชื่อถือได้ เช่น เป็น ถึงชั้นเจ้า หรือตำแหน่งสูง เราก็ควรจะเชื่อคำพูดของเขา แต่มันก็ไม่แน่ แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่แน่ เราจึงต้องฟังดูให้ ดีเสียก่อน แม้แต่คณะรัฐมนตรีเองก็ไม่แน่ อย่าเพิ่งไปเชื่อคำพูดของท่านเหล่านั้นทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ว่าผู้พูด มียศมีตำแหน่งอย่างนี้แล้ว จะพูดเรื่องน่าเชื่อถือได้เสมอไป เราควรจะฟังหูไว้หู ฟังให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วจะ ถูกหลอกได้ง่าย

    อย่าเพิ่งเชื่อในที่นี้ มิได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่ควรจะพิจารณาดูก่อนแล้วถึงจะเชื่อ

    10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดเป็นครูของเรา ข้อนี้แรงมาก คือ แม้แต่ครูของตนก็ไม่ให้เชื่อ ทั้งนี้ เพราะครูของเราก็อาจจะพูดผิดหรือทำผิดได้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องฟังให้ดี

    ไม่มีศาสนาใดสอนเราไม่ให้เชื่อครูของตน แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่ ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

    พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุผลในข้อที่อย่าเพิ่งเชื่อดังกล่าวมาดังนี้ โดยตรัสว่า ” ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นอกุศล มีโทษ ก่อความทุกข์ เดือดร้อน วิญญูชนติเตียน ถ้าประพฤติเข้าแล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์เดือดร้อน ท่านทั้งหลายจงละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย ” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าดีหรือไม่ดี แต่ให้พิจารณาดูว่าถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย

    พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสต่อไปว่า ” ชาวกาลามะทั้งหลายท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ความโลภ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของคนเราแล้ว เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความโลภเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่ใช่ประโยชน์ ”

    ชาวกาลามะก็ทูลตอบว่า “ไม่เป็นเพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า”

    “เมื่อความโลภเกิดขึ้นแล้ว ทำให้คนฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ประพฤติผิดในกามบ้าง และสิ่งใดที่ ไม่เป็นประโยชน์เขาจะชักนำให้ทำสิ่งนั้น ข้อนี้จริงหรือไม่จริง” พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อ

    ชาวกาลามะก็ทูลตอบว่า “จริง พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามอีกว่า “แต่ถ้าจริงแล้ว ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนี้เป็นไฉน เมื่อความโลภเกิด ขึ้นในใจของคนแล้ว เป็นเหตุให้เขาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามและชักชวนให้คนทำชั่วแล้ว ความ โลภนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “แล้วมีโทษหรือไม่มี”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “มีโทษ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อว่า “วิญญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ติเตียน พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เป็นไปเพื่อความสุขหรือเป็นไปเพื่อความทุกข์”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นไปเพื่อความทุกข์ พระเจ้าข้า”

    พระสูตรนี้มีลักษณะของการถามตอบ คือให้ผู้ที่ถูกถามคิดเอาเอง ไม่ได้ยัดเยียดความคิดให้ หรือ บังคับให้ตอบ

    ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสถามเกี่ยวกับความโกรธบ้างว่า “ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ เป็นไฉน คนที่ถูกความโกรธครอบงำเข้าแล้ว อาจจะฆ่าคนก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ประพฤติผิดในกามก็ได้ สิ่งใด ที่มีโทษ เขาก็ชักชวน
    แนะนำให้คนอื่นทำสิ่งนั้นก็ได้ ดังนั้น ความโกรธนี้ดีหรือไม่ดี”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ไม่ดี พระเจ้าข้า”

    พระองค์ตรัสถามว่า”แล้วคนที่ความโกรธเข้าครอบงำแล้วนั้นความโกรธเป็นกุศลหรืออกุศล”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นอกุศล พระเจ้าข้า”

    พระองค์ตรัสถามว่า”มีโทษ หรือไม่มีโทษ”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า”มีโทษ พระเจ้าข้า”

    พระองค์ตรัสถามว่า”วิญญูชนติเตียนหรือไม่”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ติเตียน พระเจ้าข้า”

    พระองค์ตรัสถามว่า “แล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์หรือความสุข”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นไปเพื่อความทุกข์ พระเจ้าข้า”

    ต่อไป พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามถึงความหลงต่อไปว่า”คนที่ถูกความหลงเข้าครอบงำนั้น ความหลง เป็นกุศลหรืออกุศล”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นอกุศล พระเจ้าข้า”

    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “คนที่ถูกความหลงเข้าครอบงำนั้น ทำดีหรือทำชั่ว”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ทำชั่ว พระเจ้าข้า”

    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “วิญญูชนติเตียนหรือไม่”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ติเตียน พระเจ้าข้า”

    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า”แล้วเขาชักนำคนอื่นไปในทางดีหรือทางชั่ว”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ทางชั่ว พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อน ชาวกาลามะทั้งหลาย ท่านจงอย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อ โดยฟังตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังพูดสืบ ๆ กันมา” จนกระทั่งถึงข้อสุดท้ายว่า “อย่าเพิ่งเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็น ครูของเรา” ซึ่งเป็นการตรัสย้ำครั้งที่สองในเรื่องของการเชื่อ

    ดังนั้นก็เกิดคำถามว่า ถ้าเราไม่เชื่อดังเหตุผลประการต่าง ๆ นี้แล้ว เราจะเชื่อใครได้

    คำตอบก็คือให้เชื่อตัวเอง โดยการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ว่าสิ่งที่เขาพูดกันนั้นดีหรือไม่ดี
    ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

    พระพุทธองค์ได้ตรัสถามชาวกาลามะต่อไปอีกว่า

    “ชาวกาลามะทั้งหลาย ท่านจะพิจารณาเห็นความข้อนี้เป็นไฉน ความไม่โลภนั้นดีหรือไม่ดี เป็นกุศล หรือเป็นอกุศลวิญญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์ ผู้ที่ไม่โลภ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ชักนำผู้อื่นไปในทางที่เสียหาย ดังนั้น ความไม่โลภนั้นจึงเป็นกุศลหรือ อกุศล”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นกุศล พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “มีโทษหรือไม่มีโทษ”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “สรรเสริญ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามต่อไปถึงความไม่โกรธ ความไม่หลง ในทำนองเดียวกันอีกว่า “คนที่ไม่โกรธ ไม่หลงนั้น จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ชักนำคนอื่นไปในทางที่เสีย ชักนำคนอื่นไป ในทางที่ดี ก็ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นกุศล พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “มีโทษหรือไม่มีโทษ”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “สรรเสริญ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าจึงได้สรุปต่อไปว่า “ชาวกาลามะทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูด้วย ตนเอง ท่านอย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยพูดสืบๆ กันมา จนถึงข้อสุดท้ายว่า อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็น ครูของเรา”

    พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาดูว่า “สิ่งเหล่านี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย ถ้าดีก็ทำตาม พระองค์ ไม่ได้บังคับให้เชื่อแต่ให้พิจารณาดูเอาเอง เหมือนคนที่ขายอาหาร หรือขายของโดยให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อหรือ พิจารณาเอาเอง แล้วก็ถามเรื่องความเห็นว่าดีหรือไม่ดี ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง”

    ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็ทรงสรุปให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยนำสืบๆกันมา แล้ว จนกระทั่งอย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็นครูของเรา

    ข้อความที่กล่าวย้ำเช่นนี้ในกาลามสูตรมีถึง 4 ครั้ง เฉพาะ 10 ข้อนี้ และในที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า

    “ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย อริยสาวกในศาสนานี้ มีเมตตาจิต ไม่โกรธ ไม่พยาบาทใคร แผ่เมตตา ไปทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องต่ำ เบื้องสูง เบื้องขวาง ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย การแผ่เมตตา อย่างนี้มีโทษหรือไม่มีโทษ”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เป็นกุศลหรืออกุศล”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นกุศล พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “สรรเสริญ พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า “เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์”

    ชาวกาลามะทูลตอบว่า “เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า”

    พระพุทธเจ้าตรัสเช่นเดียวกันถึงเรื่อง กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หรือพรหมวิหารทั้ง 4 ที่แผ่ไปยัง คนอื่น สัตว์อื่นและตรัสถามว่า เมื่อประกอบด้วยความไม่มีเวรเช่นนี้ มีความไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตใจหมดจดอย่างนี้ ก็ย่อมจะได้ความอุ่นใจ 4 ประการคือ

    1. ถ้าหากว่าชาติหน้ามีจริง บาปบุญที่ทำไว้มีจริง ก็เมื่อเราทำแต่ดี ไม่ทำชั่ว เราจะชื่นใจว่าเราจะไป เกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่นอน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่หนึ่ง

    2. ถ้าหากว่าชาติหน้าไม่มีจริงบาปบุญที่คนทำไว้ไม่มีจริงก็เมื่อเราไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีชาตินี้เราก็สุข แม้ชาติหน้าจะไม่มีก็ตามนี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สอง

    3. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำไว้ ชื่อว่าเป็นอันทำ คือได้รับผลของบาป ก็เมื่อเราไม่ทำบาปแล้ว เราจะได้ รับผลของบาปที่ไหน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สาม

    4. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำแล้วไม่ได้เป็นบาปอันใดเลยหรือไม่เป็นอันทำ ก็เมื่อเราไม่ได้ทำบาป เราก็ พิจารณาตนว่าบริสุทธิ์ทั้งสองส่วน คือ ส่วนที่เราไม่ได้ทำชั่ว และในส่วนที่เราทำดี เราก็มีความสุขในปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ทำชั่ว นรกสวรรค์จะมีหรือไม่มีบาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็ได้ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่คนที่ทำชั่วนรกสวรรค์จะมีหรือไม่มี บาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็เดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าหากว่าสวรรค์มีจริง เขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้านรกมีจริง เขาก็ต้องลงนรก ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะ เราไม่ได้ทำชั่วในปัจจุบัน และเราก็มีความสุขในปัจจุบัน เพราะเราทำดี การให้พิจารณาอย่างนี้ เป็นการพิจารณา

    ความเห็นจาก keetee — November 21, 2008 @ 8:35 pm

  55. ผมชอบเว็บนี้มันทำให้เราเห็นมุมมองอีกมุมหนึ่งที่แตกต่าง
    ไม่ใช่หลงตามกันไปอย่างเดียว
    มีสติที่จะมองเห็นความจริงบ้าง
    แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเอาเหตุการณ์ 2อันมาเปรียบเทียบกัน
    อาจจะดูคล้ายกันแต่ไม่มีวันเหมือน

    ความเห็นจาก keetee — November 23, 2008 @ 2:51 pm

  56. ผมรักในหลวงองค์เดียวเท่านั้น

    ความเห็นจาก ผมรักในหลวงคนเดียว — November 25, 2008 @ 7:58 am

  57. เศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อ รู้เพียงพอก่อสุขทุกสถาน
    ทรงเสียสละมากล้นพ้นประมาณ 60 ล้านดวงใจถวายพระพรฯ

    ความเห็นจาก ส.สวัสดิ์ — November 25, 2008 @ 12:17 pm

  58. เศรษฐกิจพอเพียงชื่อเสียงเด่น ทั่วโลกเด่นยอมรับน้อมนับถือ
    จนสหประชาชาติประกาศลือ ในหลวงคือยอดกษัตริย์นักพัฒนา

    ความเห็นจาก sawatchai — November 25, 2008 @ 12:20 pm

  59. ถามหน่อยถ้ามึงล้มเจ้าได้สำเร็จมึงอยากให้พ่อมึงไอ้เหลี่ยมมันครองประเทศหรือไงวะ โง่สัตว์ๆ ถามหน่อยเจ้าเขาไปทำอะไรให้พ่อแม่มึงเดือดร้อนหรือไงวะคว-ย รู้มั้ยทุกวันนี้คนไทยครึ่งประเทศกลายเป็นคนโง่เพราะโดนมันเอาเงินปิดหูปิดตา

    ความเห็นจาก สมหญิง — November 29, 2008 @ 6:14 am

  60. เลือกที่จะเชื่อ และฟังสื่ออยู่ด้านเดียว ไม่ใช่ประเทศชาติและคนไทยต้องแตกแยก

    แต่อาจจะเป็นจิตวินญาน ของคุณเองที่อาจจะไม่มีทางเหมือนเดิม

    โกรธแค้นเพราะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แต่การกระทำที่คนทั้งประเทศได้เห็น….

    ความเห็นจาก v9 — December 14, 2008 @ 9:03 pm

  61. อ.สมศักดิ์ ฯ ท่านนี้มันสุดๆ ท่านบอกว่า นิสิตนักศึกษาสมัยนั้น พวกเค้าได้ร่วมกันทำร้ายช่างไฟ แขวนคอช่างไฟใช้มั้ย อย่างนี้ผมเป็นทหาร ผมก็ต้องปราบให้เกลี่ยงละหว้า อ.ผมบอกแล้วไงว่าอย่าเอาความคิดสมัย ร.ศ.มาใช้ อ.คนนี้มันบ้า นักศึกษาพากันหนีหมดแล้ว อย่าไปไหวมันนะมันหัวคอมมิวนิส ปัญญาอ่อน บ่อนทำลายชาติ ใครตามมันก็ถือว่าทำลายชาติ ปลุกกระแสให้ต่อต้านไม่จบ เริ่มจากกระทู้เล็กๆ พยายามทำเป็นกลางๆ มีคนทัก ถามตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบซะงั้น ผมบอกเลยว่าผมต่อต้านการชุมนุมทั้งหมด พันธมิตรผมก็ไม่ชอบ เสื้อแดงผมก็ไม่ชอบ ทำลายประเทศกันหมดนะ แต่คนที่ผมเกลียดมากที่สุดเห็นจะเป็นไอ้พวกทำลาย ราชวงษ์ สถาบันชั้นสูง คนประเภทนี้ไม่รัก พ่อ ไม่มีความกตัญญู เอาแต่ได้หน้า แบบหัวผู้นำหัวซายจัด คิดเอาเองละกันผมหมายถึงอะไร กฎหมายตอนนี้แรงจัดด่าก็ไม่ได้ เอาคนไทยคนไหนโง่ตามมันก็ตามใจ ผมคนหนึ่งไม่ต้องมาจัดการสนามบอลได้มั้ยมั่นใสเดี่ยวเอาขวดปา แก๊ะกะวะจารย์

    ความเห็นจาก ณัฐ วะ — December 23, 2008 @ 2:15 am

  62. เห็นด้วยกับคุณ 15 โดย เฉพาะ ปัญญาชน ความรุ้ที่รำเรียน มา ควรมีคุณธรรมเป็น เป็นเครื่องกำกับ ส่วนตัวัก้เห็นว่า สมศักดิ์แกเป็น ขบวนการล้มล้าง จากกระทุ้ ต่างๆ ยิ่งบางทีเป็นถึงครูบาอาจารย์ ก้น่าเป้นห่วง
    ผมมองว่าพันธมิตร หรือแนวร่วม เป้นผลจากเรื่องการเมือง เราต้องมาที่สาเหตุที่เกิดจากอดีตนายกเพียคนเดียว ต่างหาก ซึ่งใครจะต่อสุ้ได้ ก้ต้องมีประชาชนสนับสนุน แนวความคิด สุ้กันทางความคิด ข้อูลข่าวสารจึงเป็นเรื่องทีสำคัญมาก ที่จะต้องโน้มน้าวแสดงให้ประชาชนเชื่อถือ
    สมศักดิ์ก็พยายาม เทียบตรรกะ ยกแนวคิดมาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการคิด และเชื่อถือ
    แต่พันธมิตร ไม่ได้ทำแบบนั้น จริงๆนะสิ ที่ผมเห็นก็แนวคิดของสมศักดิ์ในเวบนี้ มันชัดเจน กว่าอะไรทั้งนั้น เพราะพันะมิตรก้บอกว่า ที่นี่ ฟ้าเดียวกัน มันเป็นเวบ ที่จ้องล้มล้าง หมิ่นสถาบัน
    ในฐานะที่เป็นสื่อชนิดหนึ่ง ตรวจสอบตัวเองดีกว่า
    ข้อมูลเก่า นั้น มันคนละเรื่อง กับสถาการณ์ปัจจุบันเลย

    ความเห็นจาก แนวร่วมพันธมิตรรักในหลวง — December 24, 2008 @ 4:47 am

  63. ขอให้อะมาเกดอนมาเร็วๆ
    โลกจะได้จบสิ้น
    ในเมื่อมีแต่ความขัดแย้ง และความสมานฉันท์ไม่มีอยู่จริง

    โลกที่หมุนอยู่ทุกวันนี้ไม่มีความหมายหรอก
    พวกคุณคิดต่าง แล้วก็ยอมรับความคิดต่างกัน
    แต่ไม่ได้หันมามองความเป็นจริงว่ามีอะไรคืออะไร

    ทุกวันนี้ทุกคนยึดถือ own thought
    ไม่มีใครยึดถือ national interest
    ห่วงกันแต่ self interest กอบโกยกันเข้าไป
    ประเทศไทยจึงใกล้ล่มจม

    สงสารบรรพบุรุษไทยแต่โบราณที่เคยปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า

    ความเห็นจาก ( ฎ ฎ ( j า ฑ ๕ — January 2, 2009 @ 2:15 am

  64. ผมคิดว่าไม่น่าจะนำการเมืองมาเกี่ยวข้องกับเบื้องสูงเลยนะคับ
    เพราะการเมื่องปัจจุบัน ต่างฝ่ายต่างเอาเบื้องสูงมาอ้าง
    เราน่าจะหันมาดูตัวเองก่อนว่าทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้าง
    เราน่าหันมาสามัคคีกันดีกว่านะคับ และเราก็ควรจงรักภัคดีต่อชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ต่อไป

    ความเห็นจาก กุมารเงิน — January 12, 2009 @ 9:05 am

  65. อย่าทำให้พ่อหลวงเราต้องเป็นทุกข์อีกเลย เราึคนไทยควรรักกันไว้อย่าได้เกลียดชังกันเลย

    ความเห็นจาก รักพ่อ — January 12, 2009 @ 6:59 pm

  66. รักในหลวงค่ะ

    ความเห็นจาก โย — January 21, 2009 @ 1:13 am

  67. ไอ้เจียม มันก็โผล่หัวอยู่ในบอร์ดของมันแหละ หน้าเว็บมีแต่คนด่ามันๆ เลยมุดรูอยู่

    ความเห็นจาก ปั้น — January 21, 2009 @ 6:14 pm

  68. อยากจะบอกว่าอยากดูอ่ะนะ แหม อิจฉากันใหญ่ ทำไมหล่ะ รักทักษิณมากเลยหรอ หรือว่าว่างมากนัก ถ้าว่างมากก็หัดไปหาทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ซะบ้างนะ ขอบอกว่าเบื่อ คุณรู้มั้ยว่านอกจากจะทำให้ตัวเองไม่ดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้แย่ลงไปอีก ปากดีขนาดนี้ไปเป็นพรีเซนเตอร์เลยดีมั้ยค่ะ จะดีกว่ามานั่งว่าคนอื่นที่เค้าทำอะไรสร้างสรรค์กว่าคุณ!!!

    ความเห็นจาก เหอๆ — February 1, 2009 @ 8:05 pm

  69. กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    ฐานะ เด็กม.ปลาย อยากรู้นักแม่งจะเอาไรมึง จำลองสนธิ จะเอาไรหรอค่ะ ??

    ความเห็นจาก ด.ญ.ม.ปลาย — March 6, 2009 @ 6:58 pm

  70. คุณผ่านทาง นี่ดูแปลกๆนะคะ ไม่ทราบว่าแกเป็นเจ้าของบทความเองรึเปล่า
    แต่ที่แน่ๆไม่สร้างสรรค์เอาเลย คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ก็จะได้สมองใหม่ แต่ต้องเน้นพัฒนาจิต

    ความเห็นจาก หยุดดู — March 8, 2009 @ 5:04 pm

  71. fuck off king 9 in thailand and also thanksin sonthi too almost bad people hope thailand will be no person like that in the future.

    fuck of thai people
    fuck off u]
    fuck off king9
    fuck off sonthi#
    fuck off thanksin

    ความเห็นจาก king 9 — March 12, 2009 @ 4:34 pm

  72. เมื่อก่อน ประเทศลุกเป็นไฟ เพราะคนขึ้นมาเป็นใหย่ (พวกบริหารบ้านเมื่อง)

    เมื่อนี้ ประเทศลุกเป็นไฟอีกครั้ง เพราะคน ๆ เดียวที่ขึ้นมาเป็นหญ่า และไม่รู้ ว่าถึงการแก่การถอยจากอำนาจ เมื่อได

    ทุกสุ่งในโลกล่วนอนิจจัง ทักษิณ ก็คือภาพลวงตา ทำเพื่อเค้าแล้วเราได้อะไร การกลับมาโกงกิน เอื่อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง แล้วถ้าประชาชน คนธรรมดาอย่างเรา โดนพวกเค้ารังแก จะมีที่ ๆ ให้ความเป็นธรรมเราได้หรือ

    วันนี้ทำเพื่อพวกเค้า วันหน้าคิดหรือว่าเค้าจะทำเพือพวกเรา
    เค้าคือนัดธุรกิจ ทุกอย่าคือกำไร ขาดทุน เท่านั้น

    ความเห็นจาก ประเทศไทย — April 10, 2009 @ 12:37 am

  73. คุณสมศักดิ์
    สรุปบทเรียนให้นักเรียนที่อยู่ท้ายๆห้อง
    ต้องให้กระชับ อธิบายมากก็คงรับไม่ได้
    ทำนองนี้
    ” อย่าสอนละเอียด ขี้เกียจจำ
    อย่าสอนมาก กูงง
    บอกตรงๆ กูขี้เกียจเรียน..”
    เวลาเจอหมาบ้า อย่าเจรจาเลย…มันกัดคุณแน่
    ส่งมันไปเกิดใหม่ ก่อนที่มันจะทำร้ายประชาชนอีกครั้ง

    อย่า…สละชีวิตวีรชน….อีกเลย
    โปรด… กำจัดพวกบ้าสถาบัน ดีกว่า

    ความเห็นจาก ผมก็ไม่ชอบพวกมึง — April 26, 2009 @ 6:54 pm

  74. The King never smiles.

    Because he never feels happy.

    Why???

    ความเห็นจาก Knight — April 26, 2009 @ 6:57 pm

  75. ยุคนี้ข่าวสารมากมาย อย่าปิดกั้น
    ให้ทั้งพวกชอบและไม่ชอบ ออกมาเลยทุกแขนง
    ให้ประชาชนไบริโภคให้ทั่วถึง ได้เสพสมอารมณ์อยาก
    ให้ทุกฝ่ายได้แจกแจง สารพัดข้อมูลทีมี ความเชื่อที่มี
    ออกมาเต็มที่ แล้วให้ประชาชน คนในสังคม เลือกและตัดสินใจ
    เขาทั้งหลายจะเลือกอย่างไร ก็ต้องยอมรับไปตามนั้น
    หากไม่ถูกใจอีกฝ่าย ก็ต้องอดทนรอผล พากเพียรแสวงหาข้อมูลเพิ่ม
    ครบกำหนดกฎเกณฑ์ ก็เลือกใหม่ตัดสินใหม่
    หากไม่ทำอย่างนี้ก็เปลี่ยนเป็นระบบกษัตริย์สมบูรณ์เลย
    เอาชัดๆ คนส่วนใหญ่ชอบ คนส่วนน้อยไม่ชอบ ก็อพยพย้ายประเทศไป
    และทำในทางกลับกันด้วย
    หากยืนกระต่ายขาเดียว
    ทางออกที่ต้องเป็นคือ ฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง
    นี่เป็นกฎธรรมชาติ

    จริงดัง ซิมบ้า ว่าเอาไว้

    ความเห็นจาก silver — April 26, 2009 @ 7:43 pm

  76. หนูเคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์สมศักดิ์มาไม่นาน เพิ่งจบมาหมาดๆ จากมธ.อาจารย์ยังคงเป็นคนที่หนูเคารพและกระหายที่จะรู้ถึงแนวคิดอยู่เสมอ ก่อนหน้าที่จะได้อ่านบทความนี้ หนูคิดวิเคราะห์การเมืองในปัจจุบันแล้ว รู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน เพราะตอนนี้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ช่วงที่น่าหวาดกลัวมาก แต่ละฝ่ายล้วนมีความเกลียดชังกันและกัน จนสามารถสร้างความชอบธรรมจอมปลอมมาปลอบใจแต่ละคนได้ว่า การทำร้ายหรือฆ่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเรื่องถูก

    ทั้งที่จริงแล้ว มันผิดโดยเหตุทั้งปวง เพราะชีวิตคนมีความหมายยิ่งนัก (ไม่ว่าคนน้นจะเลวสามานย์แค่ไหน) ยิ่งกว่าหลายอย่างที่คุณคิดว่ามันคุ้มที่จะทำเพื่อมัน (ระบอบการเมือง ความเชื่อ ศาสนา และอื่นๆ)

    และตอนนี้บรรยากาศมันเริ่มหวนไปคล้ายกับเหตุ 6 ตุลาอย่างน่าหวั่นใจ วันนี้เมื่อหนูได้อ่านบทความนี้ มันยิ่งตอกย้ำว่า “หนูไม่ได้คิดไปคนเดียว”

    บอกคำเดียวว่า ตอนนี้สังคมไทยน่าหวาดเสียวมาก ใกล้ถึงปากเหวแล้ว

    ความเห็นจาก อดีตลูกศิษย์ (นิรนาม) — April 29, 2009 @ 7:24 pm

  77. ไม่คิดว่าคุณสมศักดิ์จะพูดใส่ร้ายกลุ่ม พธม.แบบหน้าด้านๆ ไม่ใช่ คนพธม.แต่มีความสงสัยว่าทำไมเขาจึงประท้วงกันยาวนานอย่างนั้นมันต้องมีเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำ กควรจะต้องหาข้อมูลสิ ข้อมูลที่เขาประท้วงเพียงพอที่จะเรียกร้อง เพราะเราก็รับไม่ได้กับรัฐบาลนอมีนี สมัครและสมชาย รับไม่ได้กับที่ให้เขมรขึ้นมรดกโลกเขาพระวิหารเพียงฝ่ายเดียว รัฐบาลตอนนั้นยอมเขมรมากจนรู้สึกอึดอัดกับรัฐบาล หากรบกันเราคงแพ้เขมร เพราะรัฐบาลสั่งไม่ให้ตอบโต้เขายิงเรามาให้แค่ยิงเตือนกลับไป การกล่าวหาว่านพดลมาเป็นรมต.ต่างประเทศเฉพาะกิจดูแล้วน่าจะเป็นจริง การที่ พธม.กล่าวอ้างว่ามีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันก็มีอยู่ในเว้ปฟ้าเดียวกันนี้แหละ มันมีอยู่เต็มไปหมดทำไมพวกคุณจะไม่รู้ พวกคุณรู้ดีเพราะคนทำมันก็คือพวกคุณนั่นเอง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลุ่ม นปช เมื่อเทียบกับ พธม.แล้วเอามาเทียบกันไม่ได้เลย อย่าพูดดำให้เป็นขาวอย่าพูดขาวให้เป็นดำ

    ความเห็นจาก KID KID — May 6, 2009 @ 9:14 pm

  78. ขณะที่แสดงความคิดเห็นอยู่นี้ ใจผมได้ครุ่นอยู่กับข้อสงสัยต่อความเป็นมาหรือการกำเนิดของท่านผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นแต่ละท่าน อาจจะมีบางท่านรึปล่าวที่กำลังคิดว่าตนเองกำลังเป็นทาสในแผ่นดินนี้ หากว่าใช่ตามนั้นแล้วผมก็อยากจะเล่าถึงความรู้สึกของตนเองบ้างคงจะไม่ว่าอะไรนะครับ
    ผมเป็นลูกชาวไร่ชาวนาในจังหวัดขอนแก่น ผมเริ่มสนใจติดตามข่าวการเมืองต่างประเทศจากสื่อวิทยุ เหตุผลเกิดจากว่าเจ้าวิทยุทรานซิสเตอร์ระบบเอเอ็มที่พ่อเพิ่งซื้อมาใหม่ผมบังเอิญหมุนไปเจอคลื่นแทรกจากช่องวิทยุเวียตนาม จำสำเนียงเหงียนมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความสงสัยอย่างมากว่าคำพูดที่เขาพูดออกมาขาดๆหายๆมีเสียง รบกวน วี้ๆ วีๆ ในบางครั้ง ซึ่งผมก็พยายามติดตามต่อมาว่าเสียงแซกเหล่านี้มาจากไหนกัน และวันหนึ่งก็ได้ยินข่าวทางวิทยุแจ้งเรื่องมีสัญญาณรบกวนทางสถาณีวิทยุ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหตุการสำคัญของประเทศเพื่อนบ้านเรากำลังเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริงนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันประเทศเพื่อบ้านเราก็ไม่ได้เจริญไปกว่าเรานักหรอก ซึ่งแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นพวกเขาได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไปเพื่อเพื่อแลกกับความเจริญหรืออุดมการณ์ต่างๆเหล่านั้น นั่นไม่คุ้มค่าเลยเสียไปแล้วไม่อาจหามาแทนได้ ขอเตือนสติเพื่อนร่วมชาติ ถ้าเกิดว่ามีใครมาด่าพ่อล้อแม่ท่าน ถึงแม้จะพูดเรื่องจริงก็ตามท่านจะรู้สึกอย่างไร ทั้งๆที่คนที่ล้อเราคนนั้นก็คือคนในครอบครัวเรานั่นเอง ขอกล่าวเรียกร้องต่อเพื่อนร่วมชาต ร่วมฟ้าเดียวกันนี้ว่า จงร่วมกันรักษาสิ่งที่เรารักและหวงแหนร่วมกันให้สมเป็นเมืองแห่งอารยะธรรมที่ดีงามด้วยกันเถิดครับพี่น้อง ประเทศไทยไม่หลงทาง

    ความเห็นจาก deep — May 7, 2009 @ 3:40 pm

  79. tamiflu what if miss does…

    tamiflu scam. tamiflu pros cons. tamiflu not effective h5n1. tamiflu for west nile virus. canine parvovirus treatment tamiflu. tamiflu for parvo. …

    Trackback จาก tamiflu vaccine — June 21, 2009 @ 4:20 pm

  80. ยอมรับความจริงสักทีเถอะคัปความผิดที่คุณทำ แล้วอย่านำเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือในการหาความชอบธรรมให้กับพวกคุณเอง รักกันมากก็ย้ายออกนอกไปอยู่ด้วยกันเลยซิประเทศนี้จะได้เบาขึ้นมากกว่านี้

    ความเห็นจาก joe — July 4, 2009 @ 10:44 am

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

ร่วมแสดงความเห็น