วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

พรรคแนวร่วมภาคประชาชนชวนปลีกตัวจากพันธมิตรฯ ประกาศ “2 ไม่เอา”

May 28th, 2008

ถึงเวลาที่ คนดีๆ ของภาคประชาชน ต้องปลีกตัวออกจากพันธมิตร เพื่อประกาศจุดยืน 2ไม่เอา

เพราะ

  1. สมศักดิ์ โกศัยสุข  พิภพ ธงไชย และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  ไม่ยอมร่วมประณามสื่อ ผู้จัดการ ที่ยุยงความรุนแรง    ตามคำขอของนักวิชาการและผู้นำภาคประชาชน 130 คน
  2. พันธมิตรแปลงร่างเป็นศัตรูของภาคประชาชน โดยชูลัทธิ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
  3. พันธมิตรฯ ไม่รณรงค์เพื่อ สิทธิสตรี สิทธิทำแท้ง สิทธิคนติดเชื้อ HIV สิทธิของกลุ่มชาติพันธ์ สิทธิของคนมุสลิม สิทธิของแรงงานข้ามชาติ สิทธิของคนรักเพศเดียวกัน สิทธิของผู้บริการเพศ สิทธิของคนพิการ สิทธิของสหภาพแรงงาน. ไม่ยอมเรียกร้องรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า ไม่ยอมเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงมากกว่าเงินเฟ้อ ไม่สนใจปัญหาเกษตรกรและชาวประมงรายย่อย หรือการสร้างสันติภาพในภาคใต้

นอกจากนี้เราต้องร่วมกันประณามพฤติกรรมของอันตพาล กลุ่มคนวันเสาร์ กลุ่มสนามหลวง/กลุ่มพรรคพลังประชาชนต้านพันธมิตร ที่ใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้าม พวกสนับสนุนพลังประชาชนและพวกพันธมิตร สะท้อนถึงจุดเสื่อมของสังคมไทย ที่มาจากการปะทะกันระหว่างชนชั้นปกครองล้าหลังสองกลุ่ม   ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นจากการปฏิรูปสังคมและการสร้างประชาธิปไตย

หลังจากการประชุมพันธ์มิตรฯ ที่สำนักงานของ ผู้จัดการ ในวันที่ 22 พฤษภาคม แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งรวมถึงสมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประกาศว่าจะจัด “ชุมนุมใหญ่” เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 (ของเผด็จการทหาร) และ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2550 โดยอ้างว่า “มีกระบวนการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง ที่มาในหลายรูปแบบ เช่น เว็บไซต์จำนวนมาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซีดี แผ่นปลิว”

และก่อนหน้านั้น เทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (พรรคของ ส.ส. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์) ได้ออกมา “เผย” โฉม 29 เว็บไซต์ “สุ่มเสี่ยง” และอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ “อันตราย” ที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งจี้ให้ รัฐบาล และ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ จัดการ …ใน 29 เว็บไซต์นั้นมี ประชาไท มหาวิทยาลัยที่ยงคืน และฟ้าเดียวกัน ซึ่งเป็นเว็บไซท์ภาคประชาชนที่มีความอิสระแท้จากอิทธิพล ทักษิณ พรรคพลังประชาชน หรือพันธมิตร

เราต้องสรุปว่า สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เห็นด้วยกับพฤติกรรมการส่งเสริมความรุนแรงกับคนคิดต่างของสื่อ ผู้จัดการ และยังเห็นชอบกับการนำแนวขวาตกขอบของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เชิดชู “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เพื่อข่มขู่ ทำร้าย ปิดปาก เซ็นเซอร์ความคิดอิสระของคนในภาคประชาชน ตามแนวทางที่สมัคร สุนทรเวช น.ส.พ.ดาวสยาม วิทยุยานเกราะ ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และกระทิงแดง เคยใช้ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ตุลา ๒๕๑๙ เรามีทางเลือกที่มากกว่า และดีกว่า แค่พันธมิตร/สมัคร/ทักษิณ/สนธิ/พลังประชาชน/ทหาร!!

ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกธรรมดา ขององค์กรภาคประชาชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน และองค์กรอื่นๆ ที่รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม จะต้องตั้งคำถามกับการนำของ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อพิจารณาปลีกตัวออกจากอิทธิพลพันธมิตรฯ และสร้างกระแสอิสระของภาคประชาชน ที่ไม่สนับสนุน ทักษิณ พลังประชาชน ทหารเผด็จการ หรือ สนธิ ลิ้มทองกุล

เราต้องเดินหน้ารณรงค์ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องรณรงค์เพื่อรัฐสวัสดิการ ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจากคนรวยอย่างสนธิกับทักษิณ ต้องถอนทหารตำรวจจากภาคใต้เพื่อสร้างสันติภาพ ต้องขึ้นค่าจ้างให้ทันกับอัตราเงินเฟ้อ ต้องปกป้องอาชีพของเกษตรกรและชาวประมงรายย่อย ต้องให้สิทธิกับแรงงานข้ามชาติ ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ ไม่ใช่มาหลงทาง ตกเป็นเหยื่อในข้อขัดแย้งระหว่างนายทุนชนชั้นปกครองสองซีก

เลี้ยวซ้าย - พรรคแนวร่วมภาคประชาชน    www.pcpthai.org 

26 พ.ค. 51

จดหมายจากสนนท. ถึงรุ่นพี่ “สุริยะใส”

May 19th, 2008

ถึง พี่สุริยะใส  อดีตเลขาธิการ สนนท. และ รุ่นพี่ สนนท.

พี่ครับ นับตั้งแต่พี่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ โดยออกมาในนาม ครป. ซึ่งองค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นโดยมีเจตนารมณ์พิทักษ์ประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร คัดค้านรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะทหารและไม่เป็นประชาธิปไตย เรียกร้องนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง จนเกิดการนองเลือด ในเดือนพฤษภาคม 2535 แต่ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวที่พี่ร่วมกับพันธมิตรฯ เป็นการถอยหลัง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์จิตวิญญาณการต่อสู้เมื่อเดือนพฤษภาคมดังจะกล่าวต่อไป เช่น การขอนายกฯ มาจากการแต่งตั้ง การสนับสนุน และเปิดทางให้คณะเผด็จการทหารเข้ามารัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 40 ที่เกิดจาการต่อสู้ และได้มาจากการสูญเสีย เลือดเนื้อ และชีวิตของคนเป็นจำนวนมากมาย

การที่ทหารใช้อำนาจเผด็จการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยใช้กฎอัยการศึกคุกคามฝ่ายที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร การออกกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ออกโดย สนช. ซึ่งบทบาทของ ครป. และพี่รวมทั้งพันธมิตรฯ ไม่เคยออกมาปกป้อง และคัดค้านการกระทำดังกล่าวเลย หรือออกมาแสดงจุดยืนในฐานะนักประชาธิปไตยเลย กลับทำตัวเสมือนเป็นโฆษกให้กับคณะทหาร แล้วกล่าวหาพวกผมที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหาร เป็นพวกคลื่นใต้น้ำ เป็นพวกทักษิณบ้าง อย่างกรณีลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พี่ก็ออกมาพูดเองว่ารัฐธรรมมีข้อบกพร่องทั้งที่มา และเนื้อหาแต่ต้องรับไปก่อนเพื่อจะได้มีการเลือกตั้งทำให้บรรยากาศเป็นประชาธิปไตยแล้วค่อยแก้ไข แต่ตอนนี้พี่กลับประณามพวกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นพวกทักษิณแก้เพื่อที่จะให้ทักษิณพ้นผิด

พี่ครับ พี่ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างตัวบุคคลกับกฎ ระเบียบ อย่างรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ

การเคลื่อนไหวของพี่ในนามพันธมิตรฯ ซึ่งพี่นิยามว่าเป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนแต่ที่ผ่านมายิ่งทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอ ซึ่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่ได้พัฒนากระบวนการประชาธิปไตย และขบวนการภาคประชาชนเลย ดูจากข้อเสนอของการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง ด้วยการอิงกับพระราชอำนาจ หรือ สู้เพื่อในหลวง และใช้วิธีการอะไรก็ได้เพื่อไล่ทักษิณ ไม่ได้พัฒนาจิตสำนึกของมวลชนเพื่อนำไปสู่คุณภาพได้เลย ยิ่งทำให้พลังฝ่ายขวาที่ใกล้จะสูญพันธ์กลับมามีอำนาจมากขึ้น

อย่างกรณีสื่อในเครือผู้จัดการกระพือข่าว สร้างข่าวเท็จเพื่อที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามเหมือนสมัย 6 ตุลา 2519 พี่ก็รู้ว่าโศกนาฏกรรมดังกล่าว สื่อฯ ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการฆ่าหมู่นักศึกษา แต่พี่ก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ครป. กับพี่ต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อฯ ด้วยซ้ำ และต้องออกมาปกป้องคนที่ถูกละเมิดจากสื่อฯ ด้วย 

ผมอดเป็นห่วงพี่ไม่ได้ในการเคลื่อนไหวของพี่ ทั้ง สนนท. เองก็มีส่วนในการก่อตั้ง ครป. พวกผมเป็นคนรุ่นหลังต้องพิทักษ์เจตนารมณ์ของการตั้ง ครป. ไม่ให้มันบิดเบือนจากประวัติศาสตร์การต่อสู้จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่พี่กลับใช้ ครป.เข้าไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่มีการพูดถึงคนชั้นล่างในการเข้าถึงระบอบประชาธิปไตย เช่น ให้รัฐกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯรวมทั้งระบบสวัสดิการที่มากกว่านโยบายประชานิยม การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า หรือถ้านำเสนอย่างนี้กลัวว่าชนชั้นกลางในเมืองที่มาไล่ทักษิณจะไม่เข้าร่วมหรือเปล่าพี่? 

เพื่อที่จะไม่ให้ ครป.มัวหมองไปมากกว่านี้ พี่ต้องทบทวนบทบาทตัวเองแล้วนะครับ ด้วยการลาออกจาก ครป. หรือไม่พี่ต้องกลับตัวแล้วออกจากพันธมิตรฯ ผมว่าดวงวิญญาณของวีรชนเดือนพฤษภา และพี่น้องนักต่อสู่เพื่อประชาธิปไตย คงจะให้อภัยกับคนที่ทำผิดแล้วยอมรับกับสิ่งที่ตนทำ กลับมาเถอะพี่ พวกน้องๆ ใน สนนท.ก็หวังว่าพี่จะกลับมา 

 

รักและคิดถึงพี่เสมอ                                    

พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา                                 
เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2550 (ปัจจุบัน)          

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์พฤษภา’ 35 และกลุ่มโดมแดง ขอเชิญร่วมเสวนา “16 ปี พฤษภา’ 35 : ความสับสนของขบวนการประชาธิปไตยหลังพฤษภา’ 35”

May 19th, 2008

ขอเชิญเข้าร่วมการเสวนาเนื่องด้วยวาระครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์พฤษภา’ 35 และสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ในปัจจุบัน เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์พฤษภา’ 35 ร่วมกับกลุ่มอิสระ “โดมแดง” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาขึ้นตามรายละเอียดกำหนดการข้างล่าง จึงขอเรียนเชิญพี่น้องสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจ (สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การรัฐประหาร ความรุนแรง ฯลฯ) เข้าร่วมการเสวนา
กำหนดการ เสวนาเรื่อง

“16 ปี พฤษภา’ 35 : ความสับสนของขบวนการประชาธิปไตยหลังพฤษภา’ 35”
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2551 เวลา 13.00-16.30 น.

ณ ห้องประชุม ร.102 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
13.00 น. – 13.30 น. ลงทะเบียน
13.30 น. – 16.30 น. เสวนาเรื่อง
“16 ปี พฤษภา’ 35 : ความสับสนของขบวนการประชาธิปไตยหลังพฤษภา’ 35”

วิทยากร โดย
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัย ฮาวายอิ
ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา* เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2550 (ปัจจุบัน)
ดำเนินรายการโดย
ชัยธวัช ตุลาฑล กองบรรณาธิการ ฟ้าเดียวกัน

จัดโดย เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์พฤษภา’ 35 และ “กลุ่มโดมแดง” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

*หมายเหตุ อยู่ในระหว่างการติดต่อ

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงรายการ Metro Life “วิทยุยานเกราะยุคดิจิตอล”

May 7th, 2008

รายการ Metro Life

โดย ต่อพงษ์ เศวตามร์ และ อำนาจ เกิดเทพ

**หมายเหตุ ไฟล์เสียง 2 วันนี้ ไม่สามารถดาวน์โหลดใน managerradio.com ได้ (แต่ไฟล์เสียงวันอื่นๆ ดาวน์โหลดได้)
วันที่ 29/4/51 (11.1 MB)
วันที่ 30/4/51 (16.2 MB)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่
  • ชัยวัฒน์-อุบลรัตน์ ส่ง จม.เปิดผนึกถึงสื่อ-องค์กรสื่อ หยุดคุกคามความคิดที่แตกต่าง
  • ชัยวัฒน์-อุบลรัตน์ ส่ง จม.เปิดผนึกถึงสื่อ-องค์กรสื่อ หยุดคุกคามความคิดที่แตกต่าง

    May 7th, 2008

    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. และอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและองค์กรสื่อ เรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกปั่น โฆษณาชวนเชื่อ เรียกร้องรักษามาตรฐานจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดต่อหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

     

    ———————————-

    4 พฤษภาคม 2551

    เรียน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เคารพ

    วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (3 พฤษภาคม) เป็นวันที่ทุกฝ่ายควรทบทวนถึงสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น ตลอดจนฐานะการเป็นเวทีสาธารณะที่เอื้อต่อการสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆเพื่อช่วยให้สังคมไทยเผชิญกับปัญหาด้วยสันติวิธี  แต่ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สื่อมวลชน

    ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้  แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

    หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

    คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทางดังนี้

    • 1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง
    • 2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด
    • 3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

    สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

    เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

    สื่อมวลชนเช่นนี้นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

    ขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง    

    ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

     

    ขอแสดงความนับถือ

                                                               

    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์                                              อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

    คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์                    คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     

    ที่มา : ประชาไท

    สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่

    May 7th, 2008

    เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มขวาจัดที่เรียกตัวเองว่า ชมรมแม่บ้านได้จัดชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น อันเกี่ยวเนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม การชุมนุมดำเนินไปจนเกือบบ่าย ก็มีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละคอนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันก่อนหน้านั้น (4 ตุลาคม) เพื่อสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน ซึ่งตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันนั้น (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ “แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ “แขวนคอ” ใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น)

    ฝ่ายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละคอนประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด

    ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน

    สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

    …………………….

    ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก

    แต่ในระยะ 2 ปีเศษที่ผ่านมา นสพ.-วิทยุ-โทรทัศน์ ของกลุ่มผู้จัดการ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รื้อฟื้นการใช้ข้ออ้างทางการเมืองนี้ มาเล่นงานผู้ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยอีก

    ตั้งแต่ต้น พวกเขากุเรื่องว่า มีคนจะล่วงละเมิด “พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประกาศว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”

    การรณรงค์นี้ยกระดับความเข้มข้นและความหลอกลวงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พฤษภาคม 2549) ได้มีการสร้างนิทานหลอกเด็กเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ในตอนนั้น พวกเขายังไม่กล้าถึงขั้นกล่าวหาคู่ต่อสู้ทางการเมืองตรงๆว่า ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เพียงแต่ใช้คำที่ฟังดูขึงขังน่ากลัวนี้ มาขู่โดยนัยยะ

    สิ่งที่พวกเขาเสนอในขณะนั้น คือ มีผู้กำลังทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น”เพียงสัญลักษณ์” อันทีจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ทีตลกคือ ในโลกยุคปัจจุบัน การเป็น“สัญลักษณ์” ของประชาชาติหนี่งที่มีคน 60 กว่าล้าน ยังถือเป็นเรื่อง “หมิ่น” หรือ? การเป็น “สัญลักษณ์” ของคน 60 กว่าล้าน จะเป็นเรื่องเลวร้ายได้อย่างไร?

    ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังพูดราวกับว่า เรากำลังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช การพูดเรื่องการเป็น “เพียงสัญลักษณ์” ของพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่อง “หมิ่น” ขึ้นมาทันที

    เรื่องยกเมฆที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการนี้ ที่ยังต้องรักษา “ความน่าเชื่อ” บางอย่างภายนอกไว้ ได้รับการประสานกับเรื่องยกเมฆทีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะโกหกแบบสุดๆ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตรวจสอบใดๆ ทีหวังว่า ด้วยการเผยแพร่ซ้ำๆๆๆทางอีเมล์ จะทำให้คนเริ่มเชื่อขึ้นบ้าง อย่างกรณีปล่อยข่าวว่ามีศูนย์บัญชาการคอมพิวเตอร์ในทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางอินเตอร์เน็ตผ่านระบบดาวเทียม เป็นต้น

    …………………….

    แต่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรในปี 2549 เมื่อเทียบกับปีนี้แล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าในระดับความโกหก และความเป็นไปได้ทีจะนำมาซึ่งผลเสียหายร้ายแรง

    ปีนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เขียนในผู้จัดการว่า มี “ผู้ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ” (ขณะที่ในช่วงก่อกระแส “ปฏิญญาฟินแลนด์” เขายังไม่กล้า “ฟันธง” ลงไปเช่นนี้)

    การเคลื่อนไหวปลุกกระแส “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า absurd (ไร้เหตุผลถึงขั้นน่าหัวร่อ) และ paranoid (โรคหวาดระแวง) ที่การเขียนถ้อยคำบนผ้าสีธงชาติ ที่มีกำเนิดจากวงการเชียร์กีฬาร่วมสมัย และได้กลายเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ แม้แต่ในประเทศไทยเอง (ดังที่มีคนเอาภาพการชุมนุมของพันธมิตรเองมาแสดงให้เห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนก็ทำกัน) นี่เป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว

    แต่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ที่ถึงขั้นต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีข้ามประเทศ!

    คนเหล่านี้ ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

    ระดับความบ้าคลั่งในการก่อกระส “ละคอนแขวนคอ”ยุคใหม่ ของคนกลุ่มนี้ ได้ถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่ง

    เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (“มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!

    นอกจากนั้น พวกเขายังพูดเป็นนัยยะว่า เหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา อาจจะจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นปกติสุขแบบในปัจจุบัน อาจจะเต็มไปด้วยคนที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”!!

    “ถ้าวันนั้นเราไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไม่มีเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือเปล่า ถ้าเรามีคนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม…”

    นั่นคือ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำการฆ่าหมู่เมื่อ 6 ตุลา ก็จะมี “คนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม” ทุกวันนี้

    นี่คืออะไรถ้าไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าหมู่อย่างกระหายเลือด?

    ในรายการวิทยุเดียวกัน ในคืนวันที่ 30 เมษายน โฆษกของรายการถึงขั้นชี้แนะว่า ถ้าใครลงมือใช้ความรุนแรงทำร้ายโชติศักดิ์ ถ้าทำให้หัวแตก ตามกฎหมาย คนลงมือทำร้ายนั้นก็จะถูกลงโทษปรับแค่ 500 บาทเท่านั้น! และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังบางคนโทรศัพท์เข้ามาเสนอวิธีทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งสนองรับด้วยการโทรศัพท์มาเสนอว่า ให้ใช้วิธี “ชกหน้า โดยกำถ่ายไฟฉายก้อนไว้ในมือ”!!

     

    ผมขอเรียกร้องให้ร่วมกันประณามการเป็น “ดาวสยาม-ยานเกราะ” ยุคใหม่ ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร 

    กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี

    ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ต้องจัดการด้วยการอภิปราย โต้แย้ง อย่างใช้เหตุผล ไม่ใช่ปลุกปั่น โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้มีความเห็นแตกต่างกับตนอย่างที่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังทำอยู่

    ที่มา : ประชาไท

    ความรักสองแบบที่แตกต่าง: The Road Home Vs A Mongolian Tale

    May 7th, 2008

    คราวก่อนเปิดตัวบล็อกด้วยเรื่องกามารมณ์ คราวนี้เลยตามมาด้วยเรื่องความรัก วิจารณ์หนังชิ้นนี้เขียนไว้หลายปีแล้ว ลงในนิตยสาร Hi-Fi Today ที่ปิดตัวไปแล้ว ถ้าใครสงสัยว่า ผู้เขียนไปเขียนที่นิตยสารเล่มนี้ได้ยังไง บอกได้เลยว่า เจ้าของนิตยสารคือพี่ชายข้าพเจ้าเอง 5555 เจ๊งหมดตัวไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คิดว่าเป็นงานที่หลายๆ คนคงไม่เคยอ่าน ก็เลยเอามา “ขาย” ใหม่ คงไม่ว่ากันนะคะ (บล็อกนี้ทำไปทำมา ลงท้ายอาจมีแต่เรื่องหนังกับฟุตบอล แหะ แหะ)

    The Road Home A Mongolian Tale

    ความรักสองแบบที่แตกต่าง

    The Road Home (1999)
    ภาพยนตร์สี/ขาว-ดำ ภาษาจีน

    A Mongolian Tale (1995)
    ภาพยนตร์สี ภาษามองโกเลียน

    กำกับการแสดง: Zhang Yimou

    กำกับการแสดง: Xie Fei

    บทภาพยนตร์: Bao Shi
    (ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง Remembrance)

    บทภาพยนตร์: Zhang Cheng-zhi
    (ดัดแปลงจากนวนิยายของตัวเองเรื่อง The Black Steed)

    ถ่ายภาพ: Hou Yong

    ถ่ายภาพ: Fu Jing-sheng

    ดนตรีประกอบ: San Bao

    ดนตรีประกอบ: Tengger

    นำแสดง: Zhang Ziyi, Sun Honglei, Zheng Hao, Zhao Yuelin

    นำแสดง: Tengger, Narenhuar, Dalarsurong

    Rate G 90 นาที

    รางวัล: Silver Berlin Bear ที่ Berlin internation Film Festival (2000), Audience Award ที่ Sundance Film Festival (2001)

    Unrated 105 นาที

    รางวัล: ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก Montreal World Film Festival (1995)

    ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ดิฉันได้ดูภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวจีนสองคนสองเรื่อง หนังสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย นั่นคือ ความรัก ท้องถิ่นอันห่างไกลความเจริญ วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โรงเรียน การกลับบ้าน ความเจริญแบบสมัยใหม่ (และอาจมีนัยแฝงถึงตะวันตก) ที่เข้ามามีผลกระทบต่อวิถีดั้งเดิม และความรู้สึกโหยหาอดีต

    แต่แม้จะคล้ายคลึงกัน หนังสองเรื่องนี้ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    The Road Home

    หนังเรื่องแรกที่ดิฉันจะพูดถึงก่อนคือเรื่อง The Road Home ของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดัง จางอี้โหมว ที่เราชาวไทยและรวมถึงชาวตะวันตกรู้จักกันดีจาก Ju Dou, Raise the Red Lantern และนำแสดงโดยนักแสดงสาวชาวจีนที่ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ก่อนที่จะไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด นั่นคือ จางซิยี่ (Crouching Tiger, Hidden Dragon; Rush Hour ll)

    The Road Home ไม่เหมือนกับหนังของจางอี้โหมวก่อนหน้านี้ คุณไม่ต้องกังวลกับเนื้อหาที่ซับซ้อน นัยแฝงทางการเมือง หรือความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ของตัวละคร แม้แต่บริบททางการเมืองของช่วงเวลาในเรื่องที่อยู่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ที่มองข้ามไปเลยก็ได้ ดูไปแล้ว The Road Home คล้ายกับเป็นการทำงานแบบพักร้อนของจางอี้โหมว

    เนื้อเรื่องใน The Road Home ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หนังเริ่มต้นเป็นหนังขาว-ดำ ลูกชาย (Zheng Hao) ที่มีการศึกษาและทำงานในเมืองเดินทางกลับมาหาแม่ในชนบท เพื่อช่วยจัดการงานศพของพ่อ พ่อของเขาเป็นครูโรงเรียนมาตลอดชีวิตและทุ่มเทให้กับโรงเรียนมาก ส่วนแม่ที่ชื่อ “ได๋” เป็นสาวชาวจีนท้องถิ่น แม่ผู้ชรา (Zhao Yuelin) ยืนยันว่า นางต้องการให้จัดงานศพตามประเพณีโบราณ คือใช้คนแบกโลงศพเดินจากโรงพยาบาลในเมืองมาตามเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน อันเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ตายจำเส้นทางกลับบ้านได้

    ลูกชายต้องการทำทุกอย่างตามความปรารถนาของมารดา ทั้งคนเก่าคนแก่และผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ขัดข้อง ปัญหาติดอยู่ตรงที่คนหนุ่มในหมู่บ้านเดินทางไปทำงานในเมืองกันหมด คนแก่ที่เหลืออยู่ไม่มีทางแบกโลงศพมาตามเส้นทางยาวไกลท่ามกลางความหนาวเย็นของหิมะ ลูกชายพยายามโน้มน้าวแม่ให้ผ่อนปรนประเพณีบางอย่างลงบ้าง เช่น ใช้รถบรรทุกโลง แต่นางไม่ยอม มิหนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าห่อศพด้วยตนเอง

    ลูกชายจึงย้อนรำลึกอดีตที่เขาเคยได้ยินมาเกี่ยวกับตำนานความรักของพ่อแม่ ทันทีที่ภาพอดีตหวนกลับมา หนังเปลี่ยนไปเป็นหนังสีทันที ทิวทัศน์อันสวยงามของชนบทจีนที่ห่างไกล สีสันของท้องทุ่ง ทิวเขา ได๋ในวัยสาว (จางซิยี่) อยู่กับแม่ตาบอดเพียงสองคน นิยายรักของเธอเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเพียงเห็นหน้าครูหนุ่ม (Sun Honglei) ที่เพิ่งมาจากในเมือง

    อุปสรรคทางประเพณีขวางกั้นมิให้ได๋มีโอกาสได้ใกล้ชิดครู แต่เธอก็พยายามสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น เช่น แทนที่จะตักน้ำจากบ่อใกล้บ้าน ก็ยอมเดินไกลขึ้นเพื่อไปตักน้ำจากบ่อใกล้โรงเรียน พยายามดักรอตามเส้นทางที่ครูจะเดินผ่าน ฯลฯ จนครูหนุ่มเองก็มองเห็นสะพานรักที่ทอดให้และเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเดินข้ามไป ทว่าเขาถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองกะทันหัน ได๋ไปยืนตากหิมะรอครูจนล้มป่วย แม้จะพานพบอุปสรรคขัดขวาง แต่ในท้ายที่สุด รักแรกพบของทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในบั้นปลายและกลายเป็นตำนานรักที่คนในท้องถิ่นทราบกันดี

    เรื่องตัดกลับมาสู่ภาพขาว-ดำอันแห้งแล้งของปัจจุบัน ลูกชายได๋ตัดสินใจนำเงิน 5,000 หยวนไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยว่าจ้างคนหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแบกโลงศพ ประเพณีพาศพกลับบ้านอันเก่าแก่ของจีนได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้งท่ามกลางพายุที่ตกหนัก ผู้ใหญ่บ้านนำเงินมาคืนแก่ลูกชายและบอกว่าไม่มีใครยอมรับค่าจ้างครั้งนี้

    สามีของได๋เสียชีวิตเพราะติดพายุหิมะ ระหว่างที่เขาออกเดินทางเพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่แทนโรงเรียนหลังเดิมที่ทรุดโทรมเต็มที ได๋นำเงินที่เก็บชั่วชีวิต รวมทั้งสั่งให้ลูกชายนำเงิน 5,000 หยวนนั้นออกมาสมทบทุนเพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ ได๋ยังมีข้อขอร้องอีกข้อหนึ่งต่อลูกชายที่จะให้เขานำชีวิตในอดีตหวนคืนสู่โรงเรียนอีกครั้ง ก่อนที่มันจะถูกรื้อลง

    เนื้อเรื่องง่ายๆ ก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ

    จุดประสงค์ของหนังก็ชัดเจนเรียบง่ายเหมือนเนื้อเรื่อง มันเป็นหนังที่เชิดชูความรู้สึก ความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะความรักที่ได๋มีต่อสามี แต่เป็นธรรมดาที่พอเราเชิดชูหรือขยายความอะไรสักอย่างมากเกินไป มันก็มักจะไปบดบังอะไรอย่างอื่นๆ เสียหมด พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากเรามีความรักยิ่งใหญ่ลึกล้ำต่อคนๆ หนึ่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะกลายเป็นคนแล้งน้ำใจต่อคนอื่นๆ รอบตัว เพราะเรามัวแต่มองเห็นความรักและคนรักของตัวเอง จนมองไม่เห็นคนอื่นไปเสียนี่

    ดิฉันคงเกิดมาเป็นคนไร้ความโรแมนติก หรือไม่ก็เป็นพวกคิดมากเกินกว่าเหตุ เพราะตอนดูหนังเรื่องนี้ แทนที่จะซาบซึ้งกับความรักบริสุทธิ์ของได๋ ดิฉันดันไพล่ไปห่วงนั่นห่วงนี่ ตอนที่ได๋วิ่งเอาอาหารไปให้คุณครู หรือไปยืนรอครูกลางหิมะ ดิฉันก็มัวห่วงแม่ตาบอดของเธอว่ากินข้าวหรือยัง พร้อมกับนึกสงสัยว่า เธอเอาเวลาตอนไหนไปทำมาหากินปลูกผักปลูกข้าว ตอนแบกโลงศพกลับมา ก็ดันมัวไปห่วงผู้ใหญ่บ้านกับคนเฒ่าคนแก่ว่าจะจับไข้ตายกลางหิมะ ตอนที่ลูกชายเอาเงิน 5,000 หยวนไปจ้างคนมาแบกโลง ก็มัวนึกว่าเขาจะหมดตัวหรือเปล่า พอเขาได้เงินคืน ดิฉันแสนจะโล่งใจแทน แต่แค่ฉากต่อมา เขาก็ต้องควักเงินก้อนนี้ออกมาสมทบทุนให้โรงเรียน มิหนำซ้ำ พอได๋ขนเงินที่เก็บไว้ออกมามอบให้ผู้ใหญ่บ้าน ดิฉันก็บ่นอยู่ในใจว่า แล้วทำไมไม่เอาออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า!

    แต่ถ้าคุณเป็นคนโรแมนติกและไม่เที่ยวจุกจิกหยุมหยิมกับรายละเอียด หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังรักที่ตรึงใจพอดูทีเดียว อย่ากระนั้นเลย แค่ดูจางซิยี่กับหางเปียแกว่งไกวตอนวิ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าก็คุ้มแล้ว! ความโดดเด่นของจางซิยี่นั้นปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับหนังเรื่องต่อๆ มาที่เธอเล่น จะเห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากทีเดียว

    The Mongolian Tale

    สำหรับคนปัญหามากซึ่งคอยเที่ยวสงสัยว่าได๋กับแม่ตาบอดเลี้ยงชีพอย่างไร ได้เงินมาจากไหน ทำไมเธอถึงมีเวลาไปคอยดักพบคุณครู ทั้งที่ชีวิตในชนบทของสองแม่ลูกน่าจะเป็นชีวิตที่ต้องทำงานหนักไม่น้อย คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากคุณดูหนังเรื่อง A Mongolian Tale ในหนังเรื่องนี้ เสื้อที่ตัวละครใส่ อาหารที่กิน ผ้าที่ห่ม ชาที่ดื่ม แทบจะบอกได้หมดว่ามาจากไหน ในแง่ของความสมจริง A Mongolian Tale สามารถให้ภาพชีวิตของชาวมองโกเลียนร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ท่ามกลางท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทุรกันดารของแผ่นดินมองโกเลีย

    ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ A Mongolian Tale นำเสนอภาพชีวิตสมจริงด้วยลีลาแบบกวีนิพนธ์

    หนังเริ่มต้นด้วยเพลงกวีที่พูดถึงความผูกพันระหว่างเด็กชายกับม้าดำ “ไบอินบูลัก” (Tengger) ขี่ม้ากลับมาตามหาย่าบุญธรรมกับหญิงสาวที่เขาทิ้งไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน พร้อมกับประโยคตอนต้นเรื่องที่บอกว่า “เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวมากมาย ฉันร้อนรนที่จะทอดทิ้งอดีตและจากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จวบจนเมื่ออดีตสูญสิ้นไปแล้วตลอดกาล ฉันจึงเพิ่งตระหนักว่า ฉันได้สูญเสียอะไรไป”

    หนังย้อนรำลึกอดีตเมื่อพ่อม่ายที่เป็นชาวเมืองพาลูกชายยังเล็กมาหาแม่บุญธรรมที่เป็นชาวมองโกเลียน เขาฝากลูกชายให้หญิงชรา (Dalarsurong) เลี้ยง และนางตั้งชื่อให้เด็กชายคนนั้นว่า “ไบอินบูลัก” หญิงชรายังเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงกำพร้าคนหนึ่งชื่อ “โซมิยา” หนังยังบอกให้เรารู้ว่า หญิงชราเคยเลี้ยงเด็กมาแล้วหลายคน และอย่างที่นางพูดว่า ในอาณาบริเวณที่นางอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกม้า ลูกแพะหรือลูกคน นางสามารถเลี้ยงดูได้หมดและไม่เคยปล่อยให้ตาย

    ช่วงแรกของหนังดำเนินไปอย่างแช่มช้า ตามจังหวะชีวิตแบบโบราณที่ดำเนินมาไม่รู้กี่พันปีของชาวมองโกเลียน หนังดึงให้คนดูซึมซับกับชีวิตที่ทำงานหนัก เรียบง่าย อบอุ่นและมีความสุขของย่าหลาน ชีวิตที่ผูกพันกับท้องทุ่ง ฤดูกาล และในคืนพายุหิมะคืนหนึ่ง ลูกม้าดำก็พลัดแม่มาติดอยู่ที่กระโจมของทั้งสาม ย่าดูแลจนลูกม้ารอดชีวิตและโซมิยาตั้งชื่อให้มันว่า “กันกังฮารา” ตามชื่อม้าในเพลงกวีตอนต้นเรื่อง

    แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ผ่านเข้ามา ขณะที่ไบอินบูลักในวัยรุ่นกำลังนอนมองเครื่องบินไอพ่นแหวกผ่านท้องฟ้า โซมิยาก็วิ่งมาบอกว่ามีจดหมายจากพ่อของเขา พ่อเรียกตัวไบอินบูลักไปเรียนสัตวแพทย์ในเมือง ก่อนจากไป ย่าหมั้นหมายให้ไบอินบูลักกับโซมิยา ทั้งสองสัญญาว่าจะแต่งงานกันหลังจากไบอินบูลักกลับมา ซึ่งกำหนดว่าจะเป็นเวลาแปดเดือนให้หลัง

    ทว่าเวลาแปดเดือนกลับกลายเป็นสามปี ไบอินบูลักในวัยหนุ่มแน่นเต็มที่จึงกลับมา แทนที่จะเป็นสัตวแพทย์ เขากลับหันเหไปเรียนดนตรี แต่ความตั้งใจเดิมที่จะแต่งงานกับโซมิยายังไม่เปลี่ยนแปลง

    ไบอินบูลักต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อรู้ว่าโซมิยาถูกชายเสเพลในหมู่บ้านล่อลวงจนตั้งท้อง แม้ว่าย่าจะพยายามเหนี่ยวรั้งไบอินบูลักเอาไว้ แต่ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาทอดทิ้งย่ากับโซมิยาให้เผชิญชีวิตตามลำพัง

    จวบจนกว่าสิบปีผ่านไป ไบอินบูลักกลายเป็นนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียง เขากลับมาตามหาย่าและโซมิยา บ้านเก่าของทั้งสามกลายเป็นบ้านร้าง เขาตามไปจนพบโซมิยา (Narenhuar) ที่แต่งงานกับคนขับรถบรรทุก มีลูกห้าคน เธอยังคงทำงานหนัก นอกจากดูแลบ้าน ยังทำงานให้โรงเรียน เพื่อให้ลูกสาวคนโตที่เป็นลูกติดได้เรียนหนังสือ ส่วนย่าและกันกังฮาราตายไปหลายปีแล้ว

    การกลับมาพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ความอาวรณ์ ความรู้สึกผิด ไบอินบูลักค้นพบความรับผิดชอบใหม่ทดแทนสิ่งที่เขาเคยทอดทิ้ง ประโยคสุดท้ายที่โซมิยาตะโกนบอกไบอินบูลักในทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย บอกให้รู้ว่าหัวใจรักอันยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของย่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับหญิงชรา หัวใจนั้นยังคงมีชีวิตชีวาอยู่ในตัวโซมิยา

    ได๋ยึดมั่นในความรักอันยิ่งใหญ่ที่เธอมีต่อครูหนุ่มอย่างไม่มีวันคลอนแคลน เธอรักษาเนื้อสงวนตัวไว้ให้ชายเพียงคนเดียวที่เธอรัก แต่ความรักของได๋เรียกร้องบีบคั้นเพื่อความรักของตัวเองจนดูเหมือนไม่คำนึงถึงคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นแม่ ลูก เพื่อนบ้าน

    ความรักที่โซมิยามีต่อไบอินบูลักอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าได๋ เธอปล่อยตัวปล่อยใจให้ชายอื่น แต่เธอดูแลย่าจนสิ้นลมหายใจ ทุ่มเทให้ลูกทุกคน เผื่อแผ่ความรักให้แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จนแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็ไม่มีเว้น

    ไบอินบูลักเป็นศิลปินที่ละเอียดอ่อน ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้เขาทอดทิ้งโซมิยากับย่าก็อาจพอเข้าใจได้ ส่วนชายขับรถบรรทุกที่กลายมาเป็นสามีของโซมิยา ยามใดที่ไม่ขับรถ เขาจะเมาหยำเปตั้งแต่ตื่นจนหลับ มิหนำซ้ำยังเกลียดลูกติดของโซมิยา แต่เขาเป็นคนที่มาเจอโซมิยาในยามที่เธอลำบากที่สุด ช่วยฝังศพย่าและรับเธอกับลูกมาอยู่ด้วย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโซมิยาต้องทำงานหนักให้โรงเรียน แต่ก็ไม่เคยห้ามปราม

    คงยากที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร ใครน่าชื่นชมกว่ากัน?

    Xie Fei เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนรุ่นอาวุโสกว่าจางอี้โหมวและมีชื่อเสียงน้อยกว่า หนังที่สร้างชื่อให้เขาได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ Girl from Hunan ซึ่งมี Narenhuar นำแสดง Narenhuar เป็นนักแสดงชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ส่วน Tengger ที่แสดงเป็นไบอินบูลัก เป็นนักร้องนักดนตรีชาวมองโกเลียนที่ไปอาศัยอยู่ในไต้หวัน มีชื่อเสียงและมีแฟนเพลงอยู่มากพอสมควรทั้งในไต้หวันและประเทศจีน Tengger เป็นคนแต่งและร้องเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เพลงไพเราะ บาดลึกและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ส่วนดนตรีประกอบสอดคล้องกลมกลืนกับหนัง ฝีมือของเขายอดเยี่ยมขนาดไหน มีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่มอนทรีออลเป็นประกัน

    ที่ต้องชมเชยอีกอย่างหนึ่งคือการคัดเลือกตัวแสดง บทของโซมิยากับไบอินบูลักนั้น เปลี่ยนนักแสดงถึงสี่คนตามช่วงอายุ แต่หน้าตาของแต่ละคนช่างมีเค้าละม้ายกันมากและแสดงได้ดีทุกคนด้วย กระทั่งเด็กผู้หญิงที่แสดงเป็นลูกสาวคนโตของโซมิยา แค่เห็นสีหน้าของหนูน้อยในบางฉากก็ทำให้หัวใจสลายได้ แต่นักแสดงที่คุณจะไม่มีวันลืมเลยคือ Dalarsurong นางเป็นนักแสดงอาวุโสชาวมองโกเลียน การแสดงของนางเป็นพลังหลักของหนัง

    องค์ประกอบอีกประการที่โดดเด่นมากคือการถ่ายภาพ ท้องทุ่งของมองโกเลียใน A Mongolian Tale มีทั้งความงดงาม บางครั้งเต็มไปด้วยสีสัน บางครั้งอ้างว้างหดหู่ หนังเรื่องนี้ถ่ายฉากกลางคืนได้สวยเป็นพิเศษ

    ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของหนัง น่าจะเป็นจังหวะระหว่างที่ไบอินบูลักเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองกับตอนที่เขากลับมาเมื่อสามปีให้หลัง หนังตัดภาพเรียงต่อกันอย่างรวดเร็ว จนคนดูไม่ทันตั้งตัวหรือซึมซับกับเวลาที่ผ่านไป จุดนี้อาจทำให้การที่โซมิยาพลาดพลั้งไปได้เสียกับชายคนอื่นขาดน้ำหนักและความน่าเห็นใจไปบ้าง

    หากเปรียบไปแล้ว The Road Home เป็นนิยายรักหวานซึ้งบนภาพโปสการ์ดชนบทสีสวย ส่วน A Mongolian Tale เป็นกวีนิพนธ์เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน หน้าที่และความสำนึกผิดบนภาพจิตรกรรมแห่งท้องทุ่ง หนังมีเสน่ห์ต่างกันและน่าดูในห้วงอารมณ์ที่ต่างกัน

    สำหรับการเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา ดิฉันมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจหลังจากดู A Mongolian Tale จบ นั่นคือ จะหาหนังเรื่องอื่นของ Xie Fei กับเทปเพลงของ Tengger ได้ที่ไหน?

    ————————————–

    กลับไปอ่านงานเขียนชิ้นนี้ รู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาได้เลี่ยนพอใช้ หนังเรื่อง A Mongolian Tale นั้น เกรงว่าคงหาดูยากเสียแล้ว เพราะผู้เขียนซื้อหนังเรื่องนี้เป็นวิดีโอ ซึ่งเน่าไปแล้ว กลับไปที่ร้านเดิมที่เปลี่ยนมาขายดีวีดี เห็นเขาบอกว่าไม่มีมาสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่จะมาผลิตเป็นดีวีดี (ผู้กำกับหนัง Xie Fei น่าจะออกเสียงว่า ฉีเฟย…มั้ง ความจริงผู้เขียนมีหนังสือเทียบเสียงภาษาอังกฤษ-จีน แต่ไม่รู้ไปวางไว้ไหน หาไม่เจอค่ะ เขาเป็นผู้กำกับหนังรุ่นที่ 4 หรือรุ่นที่ 3 อะไรนี่แหละ)

    Xie Fei เคยให้สัมภาษณ์ที่ประเทศฝรั่งที่ไหนสักประเทศ มีผู้สื่อข่าวฝรั่งถามว่า ทำไมไบอินบูลักถึงต้องรู้สึกผิด ในเมื่อโซมิยาเป็นคนทรยศเขาก่อน Xie Fei ตอบว่า ตามประเพณีของชาวมองโกเลียน การทิ้งครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงไปอย่างนั้น ยังไงๆ ก็ถือว่าผิด ตอนที่เขียนวิจารณ์ข้างต้น ผู้เขียนรู้สึกว่าคนไทยดูแล้วก็เข้าใจทันที ไม่เห็นต้องอธิบายซ้ำอีก แต่ตอนหลังมีเพื่อนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ นักข่าวฝรั่ง ก็เลยขอหมายเหตุไว้ให้ผู้อ่านเสียหน่อย ผู้เขียนอาจเข้าใจความรู้สึกของคนไทยผิดไปก็ได้!

    หนังเรื่อง Girl from Hunan มีขายที่ amazon แต่แผ่นราคาแพงไม่น้อย ผู้เขียนเองก็ผลัดมาหลายปี ไม่ได้สั่งซื้อเสียที (สำหรับคนที่แม้แต่แผ่นผียังขอก๊อป คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี) ส่วนเพลงของ Tengger นั้น ผู้เขียนไปหาซื้อได้ตอนไปเที่ยวเมืองจีน แต่มันออกไปทาง C-Pop + โฟล์กซอง (ท่านลองจินตนาการเอง) ไม่เพราะเหมือนในหนัง

    จริงๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ค่อยชอบจางอี้โหมว โดยเฉพาะหนังเรื่อง Hero นั้น ลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “He-โง่” ผู้เขียนไม่ชอบรสนิยมทางศิลปะของจางอี้โหมวด้วย บทพี่เกิดอยากจะย้อมฉากสีแดง ก็แด๊งแดงอะไรปานนั้น (ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงไม่อาจดูละครเกาหลีเรื่อง “ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์” เพราะมันแดงเหลือเกิน) และที่ไม่ชอบที่สุดคือ การที่จางอี้โหมวเอาเหลียงเฉาเหว่ย หนึ่งในนักแสดงที่ข้าพเจ้าชอบที่สุด มาใช้เสียของใน Hero ดูเหมือนจางอี้โหมวจะสั่งให้นักแสดงทุกคนในเรื่องทำกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกตลอดเวลา ไม่เชื่อคุณลองไปหามาดูได้เลย