วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ: กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก

April 26th, 2008

ปรากฏการณ์ปั่นพอง และปฏิกิริยาโต้กลับ:
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก [1]

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2551
 

 

Rudolf-Jufer

นักโทษชาย รูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคนล่าสุด

 

เช้าตรู่ของวันที่ 5 มกราคม 2551 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสาร ฟ้าเดียวกัน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน (http://www.sameskybooks.net) แจ้งให้ทราบว่าเว็บไซต์ถูกปิด โดยธนาพลเชื่อว่าทางการอยู่เบื้องหลัง [2] ผู้เขียนถามว่า รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงปิดเว็บ ก็ได้คำตอบว่าน่าจะมาจากการแสดงความเห็นที่มีลักษณะวิพากษ์เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 ในกระดานสนทนา

เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บไซต์ที่มีพื้นที่ให้กับการวิพากษ์สถาบันฯ ในขณะที่อีกเว็บไซต์หนึ่งซึ่งได้แก่ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท (http://www.prachatai.com) ก็ยังเลือกที่จะปิดมิให้ผู้อ่านแสดความเห็นเกี่ยวกับการจากไปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หลังจากที่มีการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์จำนวนหนึ่ง และถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เสียงนายธนาพลออกจะค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขาคงเชื่อว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเปรียบเสมือนเพียงปลาเล็กๆ ตัวหนึ่งในมหาสมุทร และการแสดงความเห็นในเว็บไซต์ก็กระทำอย่างเปิดเผย (ผู้เขียนจะกล่าวถึงประเด็นนี้ในตอนท้ายของบทความ)

 

1. คำถามที่ควรถาม

บทความนี้เสนอว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีบทบาทสำคัญยิ่งในการคงไว้ซึ่งสภาพการเซ็นเซอร์ตัวเองหรือวัฒนธรรมความกลัวในกลุ่มและองค์กรที่มองสถาบันกษัตริย์อย่างเท่าทัน และช่วยดำรงไว้ซึ่งเปลือกขอมุมมองที่ว่า ไม่มีผู้ใดปรารถนาหรือต้องการแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ และความปรารถนาเช่นนี้ของประชาชนขัดกับภาพที่สื่อกระแสหลักพยายามเสนอ เช่นการเสนอว่า พระเจ้าอยู่หัว “เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม (absolute morality)” [3]

การคงไว้ซึ่งเปลือกผิวของมุมมองนี้เป็นเรื่องยาก เพราะว่าแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์นิยมเจ้าอย่าง ผู้จัดการรายวัน ก็ได้รายงานว่า มีเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่วิพากษ์หรือกระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ [4] ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์กระแสหลักบางฉบับก็ปล่อยให้มีบทความกึ่งวิพากษ์บ้างเป็นบางครั้ง ดังนั้น เราจะทำความเข้าใจความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนเกี่ยวกับการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์ไทยได้อย่างไร

การเซ็นเซอร์ของสื่อเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีเพียงเท่านั้น หรือว่ามีปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนกว่านั้น และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ผลของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ ทำให้เกิดปรากฏการณ์และปฏิกิริยาอะไร โดยในบทความชิ้นนี้เสนอว่าทำให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพองและแรงโต้กลับ

 

2. ปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความสลับซับซ้อนของการถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่นับปัจจัยและผู้เล่นต่างๆ เข้ามาในสมการ ปัจจัยและผู้เล่นเหล่านี้ได้แก่ เจ้าของสื่อ บรรณาธิการ นักข่าว การไร้ซึ่งจุดยืนขององค์กรสื่อ ตลาดหุ้น กฎหมายหมิ่นฯ ฯลฯ


บรรณาธิการหนังสือพิมพ์
กล่าวได้ว่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คือทวารบาล (gate keeper) แห่งข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ ผู้คนเหล่านี้จะตัดสินใจว่าอะไรควรลงพิมพ์หรือไม่ ประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทำให้พวกเขาต้องใช้วิจารณญาณอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องมิเพียงแต่สถาบันฯ เท่านั้น แต่ปกป้ององค์กรตนเอง รวมถึงความมั่นคงทางอาชีพของตนด้วย

บรรณาธิการบริหารผู้หนึ่งของหนังสือพิมพ์คุณภาพภาษาไทย (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. A) กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนว่า ในบางครั้งบรรดา บ.ก. ที่เกี่ยวข้องอาจจะประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับความเหมาะสมของข่าวบางชิ้นว่าอ่อนไหวต่อสถาบันกษัตริย์หรือเสี่ยงเกินไปหรือไม่ ถ้าจำเป็นก็จะมีการขอความเห็นจากเจ้าของสื่อ แต่ที่ผ่านมาในประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษของเขา เหตุการณ์ที่ต้องขอความเห็นจากเจ้าของสื่อยังไม่เคยเกิดขึ้นเพราะบรรณาธิการสามารถตัดสินใจเองได้ว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ และยังได้ย้ำอีกว่า ถ้าบรรณาธิการเหล่านั้นมีอายุงานใกล้เคียงกัน พวกเขาก็มักจะมองอะไรไม่ต่างกันในเรื่องนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า มีการเรียนรู้ภายในองค์กรว่าอะไรทำได้ อะไรต้องห้ามบรรณาธิการอีกคนซึ่งเป็นบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ (ต่อไปจะเรียกว่า บ.ก. B) กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้แต่นักข่าวก็ทำหน้าที่เป็นทวารบาลแห่งการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารในระดับหนึ่งด้วย

ดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องตีความกันเองว่าเส้นแบ่งของการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ตรงไหนซึ่งการที่หนังสือพิมพ์บางฉบับมีพื้นที่กึ่งวิพากษ์ให้เห็นเป็นบางครั้งนั้น แสดงถึงความแตกต่างในการตีความ ตัวอย่างที่ชัดอันหนึ่งคือ กรณีการเลือกที่จะรายงานหรือไม่รายงานข่าวกรณีชาวสวิสชื่อนายรูดอล์ฟ ยูเฟอร์ (Rudolf Jufer) ที่พ่นสีสเปรย์ทับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง 5 รูปที่เชียงใหม่ หนังสือพิมพ์ไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รายงานข่าว ในขณะที่มี 2 ฉบับรายงานข่าวมากกว่าฉบับอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ไทยภาษาอังกฤษ Bangkok Post และ The Nation ซึ่ง The Nation ในตอนแรกที่นายยูเฟอร์ถูกจับโดยตำรวจไทย ก็เลือกที่จะไม่รายงาน โดยข่าวส่วนใหญ่ที่รายงานก็มักเป็นข่าวที่อ้างจากสื่อต่างประเทศเพื่อเป็นการ “เพลย์เซฟ” และไม่มีฉบับไหนพยายามขุดค้นหาคำตอบว่าทำไมนายยูเฟอร์ถึงได้กระทำไปเช่นนั้น เมื่อมีการ “พระราชทานอภัยโทษ” หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ก็รายงานเพียงแต่ว่านายยูเฟอร์จะเดินทางออกจาก (“leave”) ราชอาณาจักร [5] ในขณะที่ The Nation เขียนว่านายยูเฟอร์จะถูกเนรเทศ (“deported”) [6] ความต่างเรื่องการใช้คำเล็กๆ น้อยๆ ในกรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงการตีความอันต่างกันว่า อะไรพิมพ์ได้ อะไรไม่ควรพิมพ์ [7]

กรณีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนซึ่งใช้นามปากกาว่า “ท่อนจัน” และ “พระยาพิชัย” ในเดือนสิงหาคม 2550 เพราะโพสต์ข้อความวิพากษ์หมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ ก็เช่นกัน มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation ที่รายงานข่าว โดย

บ.ก. A กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ที่เธอทำงานอยู่ได้ตรวจสอบกับทางตำรวจ แต่ได้รับการขอความร่วมมือจากทางการว่า ไม่ควรเสนอข่าวเพราะว่ามีความพยายามจากหลายองค์กรของทางการเพื่อที่จะจัดการกับบุคคลสองคนนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ซึ่งถูกอาจารย์ด้วยกันแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากข้อสอบของเขามีคำถามเรื่องบทบาทสถาบันฯ กับการเมืองไทย หนังสือพิมพ์เกือบทั้งหมดก็เลือกที่จะไม่รายงานข่าว แม้ว่าจะเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทก็ตาม [8]

คุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นบรรณาธิการ “ที่ดี” ได้แก่ ความสามารถในการทำหน้าที่เซ็นเซอร์หรือเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะมีความเห็นส่วนตัวต่อสถาบันฯ อย่างไร เห็นได้จากที่ บ.ก. A และ B แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์เท่าทันต่อสถาบันฯ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ทั้งสองก็ยอมรับสภาพวัฒนธรรมเซ็นเซอร์ที่เป็นอยู่ โดย บ.ก. A กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า “เชยๆ นะ ก็ทุกอย่างจะดีจะเลว องค์กรนั้น สถาบันฯ นั้นๆ ต้องใช้ตัวเอง ทั้ง 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะดี จะเสื่อมก็เป็นโดยตัวเขาเอง กฎหมาย มันไม่ได้เป็นตัวทำให้ความมั่นคงนั้นยั่งยืนตลอดไป” ส่วน บ.ก. B กล่าวว่า “สื่อมีหน้าที่ทำให้คนฉลาดสื่อมีหน้าที่นำความจริงมาให้สังคมรับทราบ” แต่ในเรื่องสถาบันฯ นั้น เขาเห็นว่า สื่อทำให้สถาบันกษัตริย์กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ นอกจากกราบไหว้ได้อย่างเดียว”

“สื่อสร้างกรอบและหลงตัวเอง [ว่า] มีเสรีภาพแล้ว… พูดจริงๆ ว่าเป็นความขมขื่น


นักข่าว
บ.ก. A ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นของเธอแล้ว นักข่าวรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจที่จะตั้งคำถามอย่างเท่าทันเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ หรือแสดงความเห็นเชิงท้าทาย และกล่าวว่า “แทบไม่มีความเห็นเช่นนั้นเลย และผลก็คือไม่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับบทบาทสถาบันฯ”

คำให้สัมภาษณ์นี้ขัดกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ที่ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกับนักข่าวรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ทำงานในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก ซึ่งพบว่า คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยมีความคิดเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม ความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแสดงออกในวงพูดคุยกันส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมิมีใครต้องการที่จะพยายามรายงานหรือเขียนอะไรเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับสถาบันฯ เพื่อให้สาธารณชนอ่าน แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องตระหนักว่ามันไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะให้นักข่าวเหล่านั้นคิด เขียนเรื่องทำนองนี้ลงในสื่อ และการกระทำเช่นนั้นคงมิเป็นผลดีต่อความก้าวหน้าในอาชีพ นักข่าวส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแสดงความเห็นเหล่านั้นต่อสาธารณะเพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน

มิหนำซ้ำคำพูดของนักข่าวบางคนอาจมีผลในการทำลายกำลังใจหรือเปลี่ยนใจนักข่าวอื่นๆ มิให้คิดที่จะกระทำเช่นนั้น ผู้เขียนจำได้ว่าในกลางปี 2550 ได้คุยกับนักข่าวรุ่นน้องซึ่งบอกว่า เขาได้อ่านบทความของผู้เขียนเกี่ยวกับสื่อและสถาบันกษัตริย์ [9] และบอกว่าถึงแม้อาจจะเห็นด้วยกับเนื้อหา แต่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการหาปัญหาใส่ตัว

นักข่าวอีกคนหนึ่ง (ต่อไปจะเรียกว่า นักข่าว C) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานกว่าสิบปี ณ หนังสือพิมพ์ภาษาไทยกระแสหลักระดับแนวหน้าฉบับหนึ่ง บอกกับผู้เขียนในการให้สัมภาษณ์ว่า เขาคิดว่ามีนักข่าวรุ่นใหม่เพียง 1-2 คนในประมาณ 50 คนที่เขารู้จักที่มีความคิดเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ และนี่เป็นข้อสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ส่วนเรื่องของการเซ็นเซอร์นั้นนักข่าวผู้นี้กล่าวว่ามีระบบเซ็นเซอร์ตัวเองในองค์กร “เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ก็จะมีการเซ็นเซอร์โดยอัตโนมัติ …เริ่มแรกมาจากตัวนักข่าวทุกคนอยู่แล้ว โดยการเซ็นเซอร์ตัวเอง มีอยู่ทุกคน ทุกระดับ”

นักข่าว C เสนอว่า บรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อน่าจะเกิดจากแรงกดดันจากผู้คนรอบๆ ในหลวงมากกว่าพระองค์เอง และในหลวงก็ยังเคยตรัสว่าประชาชนน่าจะวิจารณ์กษัตริย์ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ากลับไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกหรือแก้กฎหมายนี้ แถมในช่วงกลางปี 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คมช. ยังพยายามที่จะขยายความคุ้มครองทางกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์และบรรดาองคมนตรี แต่ในที่สุดมติถูกถอนออกไป หลังจากมีข่าวว่าองคมนตรีบางคนไม่สบายใจกับการขยายขอบเขตของกฎหมายดังกล่าว [10]

นักข่าว C คิดว่า มีเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ที่ควรรายงานและถกเถียงกันอย่างเปิดเผยในทางสาธารณะ “ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาที่คนสงสัยควรมีการนำเสนอพูดจา… ไม่มีอคติ โกรธเกลียด ให้สังคมได้คิด …ในยุคนี้มันจำเป็นมาก จะทำอะไรที่ปกปิดและเคลือบแคลงมันก็ยิ่งทำให้คนขุดคุ้ยซุบซิบส่งผลลบ…” แต่ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายและวัฒนธรรมในองค์กร นักข่าว C ได้ข้อสรุปว่า เขาคงไม่พร้อมที่จะเริ่มรณรงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในความเป็นจริงแล้ว เขาเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าบทความชิ้นนี้อาจทำให้ผู้อ่านบางคนเดาออกได้ว่า เขาคือใคร ทำงานที่ไหน โดยได้โทรมาย้ำเรื่องนี้หลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นไปแล้ว และขอให้ลบข้อความบางอย่างที่อาจจะทำให้ผู้อ่านสามารถเดาออกว่าเขาทำงานอยู่ ณ หนังสือพิมพ์ฉบับใด


การไร้ซึ่งจุดยืนและเป้าหมาย
นอกจากกฎหมายหมิ่นฯ แล้วปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มิเกิดการรายงานอย่างเท่าทัน หรือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ หรือแม้กระทั่งการรายงานอย่างเป็นกลางและสมดุล ได้แก่ ความเป็นจริงที่ว่าองค์กรสื่อกระแสหลักไม่เคยมีจุดยืนหรือเป้าหมายที่จะทำหน้าที่นี้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีบรรณาธิการและนักข่าวจำนวนหนึ่งที่มีมุมมองเท่าทันเชิงวิพากษ์ แต่หนังสือพิมพ์ทั้งหมดกลับเลือกที่จะทำหน้าที่ผลิตแต่ข่าวด้านบวก ยกฐานะกษัตริย์เป็นเสมือนสมมติเทพอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่นตัวอย่างของหนังสือพิมพ์ The Nation ดังที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้ว นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังมักถือว่าการแสดงออกเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ เท่ากับเป็นการต่อต้านสถาบันฯ [11]

แหล่งข่าวที่ขอมิเอ่ยนามซึ่งทำงานที่หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับหนึ่งกล่าวว่า ในที่ทำงานของเขามีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรติดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานทราบว่ามีอะไรบ้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามเขียน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งจากปากผู้บริหารและบรรดาบรรณาธิการให้ “ระมัดระวัง” เมื่อนักข่าวสัมภาษณ์แหล่งข่าว บางคนที่มีประวัติชอบแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ


แรงกดดันและโน้มน้าวจากตลาด
บ.ก. A ได้กล่าวว่า หากหนังสือพิมพ์รายงานข่าวเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจของหนังสือพิมพ์อย่างมหาศาล

“องค์กรสื่อนี่ไม่ได้อยู่ได้โดยอิสระจริงๆ และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ [เป็น] องค์กรธุรกิจ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมันก็ต้องรับผิดชอบ”

ส่วน บ.ก. B เห็นคล้ายกันและบอกว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีความอ่อนไหวต่อความเห็นสาธารณะซึ่งอาจมีผลต่อราคาหุ้นของบริษัท “ทุกคนพยายามปกป้องตัวเองให้ถึงที่สุด อาจจะเป็นยอดขายตก หรือคนบุกมาหนังสือพิมพ์ตัวเองจึงจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง” “สื่อทั้งหมดพยายาม ignore เขากลัวอันตรายที่จะมาถึงตัวมากกว่า …กลายเป็นสิ่งละเอียดอ่อนในสังคมไทยโดยใช่เหตุ”

นอกจากแรงกดดันแล้ว ดูเหมือนว่าสื่อยังมีแรงจูงใจที่จะเทิดทูนสถาบันฯ อย่างพร่ำเพรื่อ จนกระทั่งผู้ที่มองสถาบันฯ เชิงวิพากษ์รู้สึกว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แรงจูงใจที่ว่านี้ได้แก่การรับโฆษณาให้บริษัทและองค์กรต่างๆ ลงข้อความเทิดทูนเฉลิมฉลองสถาบันฯ และสมาชิกในราชวงศ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้อย่างสม่ำเสมอที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในวันสำคัญๆ ของราชวงศ์ หนังสือพิมพ์จะเต็มไปด้วยข้อความประเภทนี้หลายหน้า มากกว่านั้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับยังออกสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจ เต็มไปด้วยรูปเฉลิมฉลองของในหลวง พระราชินี และราชวงศ์ เพื่อขายด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ออกสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ 12 สี ไซส์บรอดชีท เพื่อร่วม “ฉลอง” วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งขายในราคา 20 บาท ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2550 ในเวลาเพียง 1 อาทิตย์หลังจากงานวันเฉลิมฯ มีสิ่งพิมพ์พิเศษลักษณะนี้อยู่อย่างน้อย 5 ฉบับ และในช่วงเดียวกันนี้ ยังมีสิ่งพิมพ์พิเศษบางชิ้นที่ขายตกค้างข้ามปี อย่างเช่นในช่วงเดือนธันวาคม 2550 ผู้เขียนยังพบสิ่งพิมพ์พิเศษเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปีของในหลวง ในปี 2549 หนา 67 หน้า ซึ่งพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ โพสต์ทูเดย์ วางขายอยู่ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ย่านรามคำแหง อย่างไรก็ตาม ราคาของสิ่งพิมพ์ฉบับนี้ได้ลดลงจาก 99 บาทเหลือ 20 บาท


กฎหมายหมิ่นฯ และปรากฏการณ์ปั่นพอง
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมิเพียงแต่ควบคุมไม่ให้ข้อความเชิงวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันฯ ถูกผลิตโดยสื่อกระแสหลักเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์ปั่นพอง ปรากฏการณ์ปั่นพองนี้หมายถึง สภาพที่ความเชื่อและความเป็นจริงถูกปั่นผสมปนเปขยายไปสู่วงกว้างในขณะที่ความคิดเห็นที่แตกต่างถูกกด มิให้มีที่ทางในสื่อกระแสหลัก จนเกิดความเชื่อที่ว่า คนทั้งสังคมมีทัศนคติต่อสถาบันฯ เหมือนกันหมด ยิ่งปั่นมากขึ้นเท่าไหร่ความเป็นจริงก็พองมากขึ้นเท่านั้น คล้ายๆ กับการปั่นหุ้น และอาการโป่งพองของถุงลม หรือเปรียบเทียบอีกอย่างคล้ายกับการปั่นจนเกิดโมเมนตัมในตัวของมันเอง ที่ก่อให้เกิดการนำเสนอเกี่ยวกับสถาบันฯ เกินความเป็นจริงและพอเพียง และดูเหมือนว่าสื่อจะตกอยู่ในสภาพที่แข่งกันเทิดทูนสถาบันฯ อย่างเกินงาม กลายเป็นควงสว่านที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกล่าวได้ว่าทุกวันนี้การเสนอข่าวของสื่อเกี่ยวกับสถาบันฯ น่าจะเรียกได้ว่ามี “ส่วนผสมระหว่างคำสรรเสริญเทิดทูนอย่างจริงใจและภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ผสมกับคำประจบที่มิได้จริงใจอย่างเกินงามและไม่รู้จักพอ แถมเคลือบด้วยโฆษณาชวนเชื่อขนานแรง” (“genuine praise mixed with disgenuine and excessive flattery laced with a heavy dose of propaganda”)

ในความเป็นจริงมีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับสถาบันฯ ที่ควรจะได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเปิดเผยผ่านสื่อ เช่น เรื่องอนาคตของราชวงศ์, บทบาทของสถาบันฯ กับการเมืองอย่างเช่นท่าทีของสถาบันฯ ต่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, การสั่งห้ามขายหนังสือเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันฯ ทั้งที่เขียนโดยคนไทยและต่างชาติในประเทศ หรือในมหาวิทยาลัยบางแห่ง, บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ปั่นพองหลักๆ มี 3 ประการ ได้แก่

1. การสร้างกระแส
ปรากฏการณ์ปั่นพองนำไปสู่การขยายตัวของโมเมนตัมในการผลิตข่าวด้านบวกและเทิดทูนอย่างเดียว และช่วยผลักดัน สร้างกระแส เช่น กระแสใส่เสื้อเหลืองและเสื้อดำ เพื่อให้ประชาชนพลเมืองปฏิบัติตามความคิดหมู่ (herd mentality) เวลาที่สื่อเสนอข่าวเรื่องประชาชนใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำเป็นกระแส สื่อไม่เคยพยายามวิเคราะห์ว่ามีกี่กลุ่มและแต่ละกลุ่มใส่เสื้อด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันอย่างไร อาทิเช่น ใส่เพราะที่ทำงานขอให้ใส่ ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี ใส่เพราะจงรักภักดี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากเพื่อนฝูงหรือสังคมรอบข้าง ดูเหมือนสื่อจะบอกว่าทุกคนใส่เพราะจงรักภักดี เรื่องนี้ไม่เพียงบิดเบือนภาพความเป็นจริง แต่ยังช่วยสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาเหมือนกับการทำโพลที่ผลโพลนั้นไม่เพียงแต่พยายามอธิบายความเป็นจริง (ส่วนอธิบายได้จริงหรือเปล่าและคลาดเคลื่อนแค่ไหนก็อีกเรื่อง) แต่มันมีส่วนตอกย้ำความเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างคือความเป็นจริง หมายความว่า ผลโพลนั้นอาจคลาดเคลื่อน แต่ผลของโพลมีอิทธิพลในการผลักดันให้คนเชื่อไปในทางใดทางหนึ่ง

ในแง่นี้แล้วการที่สื่อเสนอว่าทุกคนจงรักภักดี ปลาบปลื้มกับสถาบันฯ ย่อมมิเพียงแต่เป็นการเหมารวมโดยการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ว่ามีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์ แต่ยังทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สิ่งที่สื่อเสนอน่าจะเป็นความเป็นจริง และเกิดการโน้มน้าวความคิดของคนจำนวนหนึ่งไปในทางนั้น

สี่วันหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในช่วงข่าวกลางวันยังคงเรียกร้องให้ประชาชนหันมาใส่ชุดดำส่วนเสื้อเหลืองนั้น เมื่อไม่ถึงสิบปีที่แล้วแทบจะไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปและสื่อก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้  ณ ปัจจุบันสถานการณ์ได้ไปถึงจุดที่เหมือนเครื่องบินที่บินติดลมบนแล้ว และใครก็ตามที่ใส่เสื้อเหลืองทุกวันนี้ก็ถูกตีความว่าเป็นพวกรักสถาบันฯ ไปโดยปริยาย

2. การคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก
ปรากฏการณ์ปั่นพองได้ช่วยคงไว้ซึ่งวาทกรรมหลัก เช่น กษัตริย์เปรียบเหมือนบิดาของคนทั้งชาติ เป็น “พ่อหลวง” ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน ในขณะที่คนไทย “ทุกคน” เทิดทูนบูชาพระเจ้าอยู่หัว

วาทกรรมเหล่านี้คงอยู่ไม่ได้หากวาทกรรมรองหรือความเห็นต่างถูกนำเสนอควบคู่กันไปผ่านสื่อกระแสหลัก เพราะจะก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับวาทกรรมหลักในคนหมู่กว้างและเกิดการแข่งขันกันระหว่างวาทกรรมหลักและวาทกรรมรองหรือวาทกรรมใต้ดิน

การทำให้สื่อกระแสหลักแทบจะไร้ซึ่งเนื้อหาเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญยิ่งยวด เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักสถาบันฯ ผ่านสื่อ หาใช่ผ่านประสบการณ์ตรงไม่

ผู้เขียนได้ลองสุ่มถามประชาชน 3 คนที่ไปถวายความเคารพพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชในเช้าวันแรกหลังสิ้นพระชนม์ พบว่าทั้งสามมิเคยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาก่อนในชีวิต แต่รู้สึกว่าพระองค์เป็นคนดีเพราะได้เห็น ได้ยิน ได้อ่านเรื่องราวของพระองค์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์

ในทางกลับกัน ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า การเสนอข่าวที่มีแต่ด้านบวกด้านเดียวของสื่อทำให้เธอสงสัยว่า ความเป็นจริงเป็นอย่างไร เธอยังได้กล่าวต่อไปว่า สื่อมิได้เอื้อให้เธอคิดเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อสถาบันฯ และเวลาสื่อเสนอข่าวการเมืองก็มักพูดถึงบทบาทนักการเมืองที่ฉ้อฉล อย่างไรก็ตามหลังจากที่นักข่าวผู้นี้ได้มีโอกาสมาทำข่าวเกี่ยวกับแรงงาน เธอก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชนชั้นและบทบาทของสถาบันกษัตริย์

“ทำเรื่องแรงงานด้วย ทำให้เห็นความแตกต่างของชนชั้น และเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การเมือง พอดีช่วงสนธิ ลิ้มทองกุล ไล่ทักษิณ เมื่อก่อนอาจจะสนใจแต่ไม่เคยตั้งคำถามกับข้างบน [สื่อกระแสหลักมีบทบาท] มันก็เสนอเกี่ยวกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง นักการเมือง คือมันไม่มีคำถามไปถึง [สถาบันกษัตริย์] รู้สึกสนใจบ้าง แต่ไม่สามารถโยงได้ ทุกอย่างมันก็คลุมเครือ ก็เพราะเป็นอย่างนี้” เขากล่าวพร้อมทั้งบอกว่าไม่ขอเอ่ยชื่อ เนื่องจากเกรงกลัวว่าครอบครัวจะตำหนิว่ากล่าว เพราะพ่อแม่เคยสั่งไม่ให้พูดอะไรเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันกษัตริย์

3. การปิดบัง ทำให้เลือน และเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงอันสลับซับซ้อน
มันเป็นการยากที่จะเข้าถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชนแต่ละคนแต่ละกลุ่มในประเทศนี้ต่อสถาบันกษัตริย์ เพราะสื่อนั้นเสนอเรื่องราวไปด้านเดียว มิติเดียว

ความเป็นจริงที่พอจะสรุปได้ก็คือ ไม่มีใครทราบว่าประชาชนไทยกี่เปอร์เซ็นต์เป็นประเภทที่นับถือบูชาเจ้าอย่างสุดโต่ง กี่เปอร์เซ็นต์ที่เคารพพอประมาณอย่างพอดีๆ ไม่ทราบว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกเฉยๆ กี่เปอร์เซ็นต์ที่มองสถาบันฯ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ เท่าทัน และกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต่อต้านสถาบันฯ และต้องการเห็นสาธารณรัฐ แต่ที่แน่ๆ คนหลากหลายประเภทนี้มีจริง จากการพบเห็นพูดคุยเป็นการส่วนตัว

ในสังคมที่ชอบทำโพลเป็นประจำทุกอาทิตย์ (โดยเอแบคโพล สวนดุสิตโพล ฯลฯ) กลับไม่มีโพลสำนักไหนกล้าทำโพลในเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันคงถูกทำให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หมิ่นต่อสถาบันกษัตริย์ ประชาชนคงอยู่กับภาพดีด้านเดียวมิติเดียวที่ถูกนำเสนอโดยสื่อซึ่งตอกย้ำวาทกรรมหลักว่า “ทุกคน” นับถือเทิดทูน และรักในหลวง

แม้แต่หนังสือเชิงพาณิชย์แจกฟรีอย่างนิตยสาร VIVA BANGKOK (กุมภาพันธ์ 2551) ซึ่งผลิตเพื่อโปรโมตสินค้าของห้างเอ็มโพเรียมกับสยามพารากอน ในหน้า 39 ของนิตยสารฉบับนี้ มีข้อความตอนหนึ่งของปุณยวีย์ สุขสกุลวรเศรษฐ์ (หรืออรปรียา หุ่นศาสตร์) ผู้ประกาศข่าวชื่อดังรายการ “สามสิบยังแจ๋ว” เขียนว่า: “ความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยคือทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีใครบังคับให้รักจนทำให้ต่างประเทศอดทึ่งไม่ได้”

การแสดงความเห็นเช่นนี้ทำได้ง่ายๆ เพราะสื่อกระแสหลักไม่มีที่สำหรับความเห็นต่างหรือความเห็นแย้ง และทำให้วาทกรรมหลักดูน่าเชื่อถือเพราะไม่มีที่ให้คู่แข่ง [12]

การสวมเสื้อเหลืองหรือเสื้อดำไว้ทุกข์ก็เช่นกัน เรามิอาจทราบได้ว่าผู้คนกี่เปอร์เซ็นต์ที่สวมใส่เพราะมันได้กลายเป็นชุดที่ “เหมาะสม” สำหรับใส่ไปทำงาน โดยได้รับการขอความร่วมมือจากนายจ้าง หรือกระทรวง กรมกอง หรืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะได้เสื้อเหลืองมาฟรี หรือใส่เพราะแรงกดดันจากกระแสสังคม คนรอบข้าง และเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ใส่เพราะนับถือบูชาหรือโศกเศร้าจริงการใส่เสื้อเหลืองในฐานะกลยุทธ์เพื่อทำให้ดูเป็น “คนดี” ถูกนำมาใช้ โดยมีผู้ประกอบอาชญากรรมบางคนที่ถูกจับได้คาเสื้อเหลืองและแรงกดดันจากสังคมรอบข้างเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม ผู้เขียนบทความทราบมาว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2551 นักข่าวผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อสีชมพูขึ้นรถเมล์ ได้ยินกระเป๋ารถเมล์พูดกับคนขับรถเชิงถากถางว่า “เป็นคนไทยหรือฝรั่ง”

สื่ออาจจะเหมารวมว่าคนที่ใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อดำจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ซึ่งมิได้ให้ความจริงลึกซึ้งไปกว่านั้น และการรายงานข่าวด้านเดียวของสื่อก็เช่นกัน มันมิได้สะท้อนถึงความหลากหลายของคนในสื่อว่าคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถาบันฯ

 

3. ปฏิกิริยาโต้กลับ

ปรากฏการณ์หรือสภาวะปั่นพองนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับ เพราะคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกเหมารวมโดยสื่อกระแสหลักอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

การที่สื่อเสนอข่าวด้านบวกเพียงด้านเดียวยกเว้นบททัศนะนานๆ ครั้งของนักวิชาการและคอลัมนิสต์ไม่กี่คน [13] ที่หลุดลอดออกสู่สื่อกระแสหลักอย่างเช่นธงชัย วินิจจะกูล ทำให้คนจำนวนหนึ่งมิพอใจและพิสูจน์ว่าผู้รับสารมิได้เห็นคล้อยไปกับการเสนอข่าวด้านเดียวมิติเดียวเสมอไป

เว็บไซต์ เว็บบล็อกบางแห่งได้กลายเป็นโลกคู่ขนานที่เต็มไปด้วยความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งเกลียดชังสถาบันฯ และผู้คนเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะรู้สึกแปลกแยกจากการนำเสนอภาพบวกด้านเดียว มิติเดียว แบบเหมารวมของสื่อกระแสหลักที่มักจะชอบคุยโอ้อวดถึงยุคโลกข้อมูลข่าวสารที่ความเห็นหลากหลายกระจายไปได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

โลกคู่ขนานในอินเทอร์เน็ตน่าจะกลายเป็นเป้าการเซ็นเซอร์ หรือปราบปรามของรัฐซึ่งมีลักษณะวิตกจริต และรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ (ความกลัวของผู้เขียนว่าเว็บไซต์เหล่านั้นจะถูกปราบก็เป็นจริงเมื่อเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันถูกปิดหลังจากเขียนบทความนี้ไม่นาน) และอย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นมีการปราบปรามจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองคนในนามปากกา “ท่อนจัน” กับ “พระยาพิชัย” และไม่เป็นข่าว

แต่เรื่องนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยในมหาสมุทร และอาจมีกรณีอื่นอีกที่สื่อไม่เสนอและสาธารณชนไม่รู้ อย่างไรก็ตาม ความเห็นเชิงปฏิกิริยาโต้กลับนั้นมีจำนวนไม่น้อย เช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 มีการตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์” [14]

คำตอบลำดับที่ 5 ซึ่งใช้นามปากกาว่า “sympatique MD” กล่าวว่า “ผมเองไม่ได้ต่อต้านการมีอยู่ของสถาบันนะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสถานภาพที่สถาบันนี้เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยเผด็จการปี พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการยกย่องเชิดชูเทิดทูนกันแบบสุดๆ และห้ามแตะ… การวิพากษ์วิจารณ์ได้ และตรวจสอบได้น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากกว่าครับ เกี่ยวกับรายได้และการเสียภาษี เกี่ยวกับงบประมาณของโครงการหลวงต่างๆ นับพันโครงการ”

ผู้ตอบลำดับที่ 16 ใช้ชื่อว่า “ดาวในฟ้า” ตอบว่า “ไม่ได้ต่อต้านแบบคิดล้มล้าง หรืออะไรนะคะ แต่ว่าไม่ชอบการ propaganda แล้วก็อาการของคนบางกลุ่มในสังคมที่ treat สถาบันในแบบที่ค่อนข้างจะโน้มเอียงไปทางงมงายค่ะ

“สถาบัน (ในแง่สถาบัน…คือเรามองว่าควรมองที่ตัวระบบมากกว่าบุคคลนะ) ควรแตะต้องจับต้อง วิพากษ์ วิจารณ์ได้อะค่ะ

“แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคนที่ออกมาวิพากษ์ หรือ treat บุคคลในราชวงศ์เหมือนไม่ใช่มนุษย์ (ทั้ง treat สูงกว่า และต่ำกว่ามนุษย์)”

หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในวันที่ 2 มกราคม 2551 ก็มีการถกเถียงแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ในเว็บบอร์ดเดียวกันนี้ อย่างที่สื่อกระแสหลัก (ทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ) มิยอมให้พื้นที่

ในกระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว” [15] มีการแสดงความเห็นเรื่องข่าวสิ้นพระชนม์ และการจัดงาน รวมถึงการรายงานของสื่อ โดยความเห็นที่ 8 ผู้ใช้นามปากกาว่า “มาช้าแต่มาแล้ว” เขียนว่า

“ปล. ผมเฉยๆ ครับ บอกกันตรงๆ ไม่ได้สนิท ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มีความสัมพันธ์ ถ้าจะไม่ไว้อาลัยด้วย ไม่ทราบผิดไหม? ไม่เศร้าครับ”

ความเห็นที่ 5 เขียนว่า

“ใครเป็นญาติสนิทมิตรสหายก็เศร้าโศกเสียใจกันไป ผมไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่มิตร ไม่สนิท เลยรู้สึกเฉยๆ หน้าไหนอย่าเที่ยวมายัดเยียดความเศร้าให้ก็แล้วกัน วันนี้ยังใส่เสื้อสีสดใสอยู่เลย ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกัน”

แต่นั่นมิใช่สิ่งที่สื่อกระแสหลักปฏิบัติ ในทางตรงกันข้าม บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 3 มกราคม 2551 เขียนว่า “ความรื่นเริงที่ทุกคนได้รับมาในช่วงฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พลันสลายสิ้น แทนที่ด้วยความเสียใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แม้คนไทยจะติดตามรับทราบพระอาการประชวรของพระองค์มาเป็นระยะ และได้เตรียมตัวเตรียมใจกับความสูญเสียมาบ้างแล้วก็ตาม หากแต่เมื่อวันนั้นมาถึง

ทุกคนกลับไม่อาจห้ามความเศร้าโศก…” [เน้นโดยผู้เขียน]


ความแปลกแยก
คนไทยอย่างนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง อายุ 26 ปี ซึ่งถือว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายซ้ายและยึดถืออุดมการณ์สาธารณรัฐนิยม มองว่าการเสนอข่าวเรื่องสถาบันกษัตริย์ของสื่อกระแสหลักนั้นเต็มไปด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ”

เมื่อถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับการถูกเหมารวมโดยสื่อว่าเป็นหนึ่งในคนไทยทุกคน “ที่เทิดทูนบูชาสถาบันฯ” โชติศักดิ์กล่าวว่า “ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอย่างไร คุณเหมารวมเอาชื่อไปใช้โดยไม่ได้สอบถาม ที่บอกว่าคนไทยทุกคนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เคยอ่านว่า มีการเขียนว่าคนทั้งโลกยกย่องด้วยซ้ำไป

“เคยตั้งคำถามว่าที่ว่ามี 63 ล้านคนที่ยกย่อง จริงหรือเปล่า? คนต่างประเทศหลายคนไม่รู้จักเลยว่าไทยคืออะไร แถมยังสงสัยระหว่างไทยกับไต้หวัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักไทย แล้วจะรู้รักในหลวง จะรักยกย่องในหลวงได้อย่างไร?

“อาจจะเรียกว่าโกรธหรือโมโห แต่ในด้านหนึ่งก็รู้สึกขำว่าทำไมเชลียร์ได้ขนาดนี้ ถ้าเอาคนที่รู้สึกเฉยๆ รวมกับคนที่แอนตี้สถาบันฯ [เทียบ] กับคนที่รักมากๆ คนสองกลุ่มนี้อาจจะมีจำนวนพอๆ กันก็ได้”

โชติศักดิ์ยังได้ให้ความเห็นต่อไปว่าเขาเชื่อว่าสื่อกระแสหลักได้ปูพรมสาธารณะด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” จนทำให้คนเชื่อว่าทุกบ้านมีรูปในหลวง ในขณะที่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขานั้นพิสูจน์ว่ามีบ้านเรือน อพาร์ตเมนต์จำนวนหนึ่งที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์

“ในความจริงก็คือ ไม่ได้มีทุกบ้าน อาจจะเกือบทุกบ้านแต่ไม่ใช่ 99% แน่ๆ อาจจะ 80 หรือ 90 หรืออาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป [แต่การที่สื่อบอกว่ามีทุกบ้าน] มันทำให้เกิดกระแสที่สำคัญคือ คนก็เชื่อทั้งๆ ที่บ้านตัวเองก็ไม่มี

“เรื่องเสื้อเหลืองก็ไม่ใช่ทุกคน และในบรรดาคนที่ใส่ อาจมีครึ่งเดียวที่ใส่เพราะมีอารมณ์ร่วม ส่วนอีกครึ่งอาจจะติดต่อราชการ …หลายๆ คนเพื่อนผม ญาติผม ถูกที่ทำงานบังคับให้ซื้อ มันกดดันบังคับในเชิงกลายๆ สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญมากในการสร้างกระแสนี้

“มันเหมือนโฆษณาทุกวัน เปิดทุกวันเหมือนเวลาค่ายเพลงทำการตลาด เปิดให้ฟังทุกวัน ฟังๆ ไปก็จะรู้สึกว่ามันเพราะ เพียงแต่กรณีนี้อาจจะมาในรูปสารคดี หรือรูปแบบข่าว ขณะที่สื่อมีพื้นที่มากๆ ให้กับการโปรโมต การ propaganda เรื่องเจ้า สื่อก็ปิดการเสนอข่าวอีกฝ่ายหนึ่ง …แม้แต่ฝ่ายที่ไม่นิยมเจ้าเป็นคดีก็ไม่นำเสนอ

“แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบนินทา [แต่] ถ้าดูสื่อ เหมือนคนทั้งหมด 63 ล้านคน ไปในทางเดียวกันเป๊ะๆ เลย”

และเรื่องที่โชติศักดิ์เผชิญเองเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ก็ไม่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมด (ยกเว้น The Nation) วันนั้นโชติศักดิ์ปฏิเสธที่จะยืนตรงทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี จนเกิดมีปากเสียงกระทบกระทั่งกับผู้เข้าชมภาพยนตร์บางคนที่โรงภาพยนตร์เซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า จนโชติศักดิ์ต้องโทรเรียก 191 และถูกข่มขู่โดยผู้ชมภาพยนตร์คนหนึ่งว่าจะฟ้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากคนนั้นถูกโชติศักดิ์แจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย

เรื่องนี้ถึงแม้หนังสือพิมพ์ออนไลน์เช่นประชาไทจะทราบ แต่ก็ตัดสินใจไม่เล่นข่าวดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความหวังดีต่อนายโชติศักดิ์

เรื่องเดียวกันนี้มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเมื่อมีผู้นำไปโพสต์ลงในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน แต่โชติศักดิ์เชื่อว่าเว็บบอร์ดและเว็บไซต์เหล่านี้ยังเป็นพื้นที่ที่จำกัดมาก

“มันเป็นแค่ที่ระบาย ถ้ายังอยู่ในแบบนี้ มันไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะคนส่วนมากก็รับสื่อกระแสหลัก อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก เว็บไซต์มีเป็นร้อยเป็นพัน เป็นที่ให้คนที่มีจุดยืนเดียวกันทั้งหมดมาพูดกัน ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ พื้นที่สื่อมันควรจะเป็นพื้นที่ให้ทั้ง 2 ฝ่าย 2 จุดยืนทางการเมือง หรือหลายจุดยืนการเมืองมาถกเถียง ไม่ใช่เหมือนสื่อปัจจุบัน ที่เลือกข้างหรือถูกทำให้เลือกข้างไปแล้ว” [16]
ไม่มีปลาไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด บางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) บล็อกเกอร์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเมืองไทยที่มีผู้อ่านมากที่สุดคนหนึ่งก็เขียนเกี่ยวกับการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันว่า “จำนวนคนออนไลน์เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันขณะถูกปิดมี 150 คน ซึ่งอาจจะรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้จับตาดูการถกเถียง”

กลับมาพูดถึงกรณีนายธนาพล ผู้ก่อตั้งวารสารและเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ผู้เขียนรู้สึกว่าน้ำเสียงนายธนาพลรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาพลคงนึกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนปลาตัวเล็กๆ แถมการถกเถียงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับทางการ แต่เขาอาจจะคิดผิด คงไม่มีปลาตัวไหนเล็กเกินกว่าจะนำไปทอด หรือมิฉะนั้นปลาตัวนี้ก็ได้เติบโตจนเกินไป และเริ่มสร้างความลำบากใจแก่ผู้มีอำนาจ

ความสำคัญของการจัดการความเห็นเชิงวิพากษ์และเท่าทันทางอินเทอร์เน็ตอยู่ตรงที่ว่า ถึงมีจำนวนผู้เข้าถึงเว็บไซต์เหล่านั้นจำกัดก็จริง แต่การปิดเว็บไซต์อย่างนี้อาจช่วยป้องกันมิให้ผู้คนซึ่งไม่รู้จักกันในโลกความเป็นจริงค้นพบความเป็นจริง (ผ่านโลกเสมือนจริงของไซเบอร์สเปซ) ว่าแท้จริงแล้วคนที่คิดอย่างเขา คิดอย่างวิพากษ์และเท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์นั้นมีอยู่จริง มีจำนวนมิน้อย และตรงกันข้ามกับที่สื่อกระแสหลักพยายามนำเสนอแบบปูพรมว่า “คนไทยทุกคน” เทิดทูนบูชาสถาบันกษัตริย์

การแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนของคนเหล่านี้ จะเป็นสิ่งตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้บ้า หรือมีอยู่เพียงคนเดียว หรือสองคน หรือในหมู่คนที่รู้จักและมันก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่สื่อกระแสหลักเสนอนั้นเป็นเพียงด้านเดียวของเหรียญ หรือหนึ่งในหลายมิติของความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและหลากหลายของคนไทยต่อสถาบันกษัตริย์

มันคงช่วยให้คนบางคนตาสว่างและตระหนักว่า ภาพบางอย่างที่สื่อกระแสหลักนำเสนออาจมิได้สะท้อนความเป็นจริงหรือความเชื่อของคนบางกลุ่ม และนี่คงเป็นสิ่งที่ทางการและผู้มีอำนาจเป็นห่วงเป็นที่สุด

เพราะฉะนั้นปลาตัวเล็กก็ต้องถูกจัดการนำไปทอด จัดระเบียบ หรือเล่นซ่อนหาเปิดปิดเว็บไซต์แห่งใหม่หนีทางการ

 

บทส่งท้าย

หลังจากผู้เขียนได้รายงานข่าวการปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ลงหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 6 มกราคม 2551 ได้ไม่กี่วัน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้มีอำนาจในกอง บ.ก. ว่า หนังสือพิมพ์ The Nation “ไม่ต้องการ” ข่าวเช่นนี้อีกต่อไป

“ข่าวแบบนี้ไม่เอาอีกแล้วนะ” เสียงสุภาพทางโทรศัพท์บอกย้ำผู้เขียน

มีเพียงหนังสือพิมพ์ The Nation และ Bangkok Post เท่านั้นที่รายงานข่าวอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ไทยรัฐออนไลน์ [17] ก็ได้ติดตามประเด็นนี้ต่อ โดยอ้างว่าทางการไม่ได้มีส่วนในการปิดเว็บไซต์แต่อย่างใด เว็บไซต์ที่เสี่ยงต่อการจัดระเบียบยังมีอยู่ รวมถึงเว็บไซต์อย่างประชาไท ส่วนผู้เขียนก็คงต้องถูกจัดการ นำไปทอดหรืออบรมเปลี่ยนทัศนคติเช่นเดียวกัน

 

 

เชิงอรรถ 

[1] ถอดความโดยปรับปรุงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Lese Majeste Law and Mainstream Newspapers’ Self-Censorship: The Upward Spiral Effect and its Reaction” เสนอในงานประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 (10th International Conference on Thai Studies) จัดโดย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 9 มกราคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] “เชื่อปิด ‘ฟ้าเดียวกัน’ ไม่ใช่แค่เรื่องของเอกชน,” ประชาไท, 8 มกราคม 2551, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10799&Key=HilightNews

[3] Thanong Khantong and Wannapa Phetdee, “Crowds hail their King,” The Nation, 5 December 2007, p. A.15.

[4] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550, http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000144471

[5] “Jailed Swiss man receives pardon from His Majesty,” Bangkok Post, 13 April 2007.

[6] “H.M. pardons Swiss man who defaced his portraits,” The Nation, 13 April 2007, p.A1.

[7] ดูเพิ่มเติม บทความของผู้เขียน “การเซ็นเซอร์ข่าวหมิ่นพระมหากษัตริย์ในสื่อไทย (ข้อสังเกตกรณีคดีฝรั่งสวิส),” ประชาไท, 23 เมษายน 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=7821&Key=HilightNews

[8] ดูเพิ่มเติมที่ “อาจารย์ ม.ศิลปากรออกข้อสอบวิชาอารยธรรมไทย ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ,” ประชาไท, 19 กรกฎาคม 2550, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8899&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

[9] ประวิตร โรจนพฤกษ์, “คำให้การเรื่องสถาบันกษัตริย์กับวัฒนธรรมเซ็นเซอร์,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 2 (เมษายน – มิถุนายน, 2550), หน้า 141-146

[10] “ไม่สบายใจแก้ กม. ปกป้อง ‘องคมนตรี’ แจ้ง ‘วิปสนช.’ ลงมติ ‘ถอนเรื่อง’,” มติชนรายวัน, 10 ตุลาคม 2550

[11] “ผนึกกำลังทำลายชาติ,” ผู้จัดการออนไลน์, 5 ธันวาคม 2550 กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานประชุมไทยศึกษานานาชาติ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ว่า :

ประการที่สี่ การจัดสัมมนานานาชาติที่มีไอ้โม่งหนุนหลัง ซึ่งจะจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 ซึ่งจะมีรายการแอบแฝงเพื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเชิญอดีตนักวิชาการคอมมิวนิสต์บางคนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศเข้ามาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ด้วย

ประการที่ห้า การเตรียมการที่จะให้ฝรั่งคอลัมนิสต์รับจ้างบางคนซึ่งเคยมีบทบาทในการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มาแล้ว จัดทำเอกสารเพื่อโจมตีทำลายคณะองคมนตรีในการสัมมนาที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-11 มกราคม 2551

[12] ในเดือนสิงหาคม 2550 นิตยสาร Forbes ซึ่งมีชื่อเสียงในการจัดลำดับอันดับทรัพย์สิน รายได้ และความมั่งคั่งของบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ทั่วโลก ได้เผยแพร่บทความ “The Word’s Richest Royals” ซึ่งทำการจัดอันดับกษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครรัฐที่รวยที่สุดในโลก โดยในหลวงของไทยติดอันดับที่ 5 แต่สื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมดก็ไม่รายงานข่าวดังกล่าว (ยกเว้น กรุงเทพธุรกิจ, 18 กันยายน 2550 และ เดลินิวส์, 27 กันยายน 2550)

นิตยสาร แมรี แคลร์ ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 หน้า 102-103 รายงานถึงกษัตริย์ 4 อันดับแรก รวมถึงการเม้าท์ถึงความร่ำรวยและคดีอื้อฉาว แต่ตกลำดับที่ 5 ไปอย่างน่าแปลกใจ ทั้งๆ ที่นามปากกาผู้เขียน คือ “คอหนอนใหญ่” น่าจะเป็นคนไทย และหน้าถัดไปของนิตยสารก็มี books review หนังสือชื่อ 365 วัน ฉันรักในหลวง นี่ไม่ใช่แห่งเดียวที่เป็นแบบนี้ ใน มติชนสุดสัปดาห์, 7-13 กันยายน 2550 บทความ “กษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกคือใคร?!” ก็กล่าวข้ามกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกเป็นลำดับที่ 5 ไปเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีการเซ็นเซอร์หรือขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน กานต์ ยืนยง, “รายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งของราชวงศ์ทั่วโลก,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2550), หน้า 203-213

[13] หลังจากการประชุมไทยศึกษานานาชาติเดือนมกราคมสิ้นสุดลงไม่นาน คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ชื่อ สนิทสุดา เอกชัย ก็ได้เขียนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sanitsuda Ekacha, “‘Porpiang’ is all about handling one’s greed,” Bangkok Post, 17 January 2008, p. 9) หลังจากนั้นมีผู้อ่านเขียนมาชมสนิทสุดาว่า ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และก้าวหน้าที่เธอเขียนข้อความเชิงวิพากษ์ต่อความคิดบางอย่างของกษัตริย์ (จดหมายของ Dom Dunn จากเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ชื่อหัวจดหมาย “Exciting journalism,” Bangkok Post, 19 January 2008, p.9)

ผู้เขียนคิดว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามใช้พื้นที่เสนอข่าวอย่างเท่าทัน แต่ในขณะเดียวกัน ควรกล่าวไว้ด้วยว่า สนิทสุดาเองก็ได้เคยเขียนชื่นชม สนับสนุนส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายปีก่อนหน้านี้

หันมาดูคอลัมนิสต์อีกคนของหนังสือพิมพ์ The Nation คือ นายกวี จงกิจถาวร ก็ได้เขียนบทความหลังการประชุมไทยศึกษานานาชาติ และเอ่ยว่าเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันถูกปิด แต่ก็มิได้ (หรือไม่กล้า?) อธิบายแก่ผู้อ่านว่าอะไรน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์นี้ถูกปิด (Kavi Chongkittavorn, “A dramatic royal transformation happening in Asia,” The Nation, 14 January 2008, p. A8) กรณีนี้สะท้อนถึงความเป็นจริงที่ถูกตัดตอนเหมือนกับตอนที่สื่อไทยนำเสนอข่าวเรื่องเว็บไซต์ยูทูบ www.youtube.com ถูกปิด เพราะมีคลิปวิดีโอหมิ่นสถาบันฯ โดยที่ไม่มีสื่อไหนรายงานว่า คลิปวิดีโอบางชิ้นนั้นเอ่ยถึงความไม่พอใจที่นายยูเฟอร์ถูกจับและอาจต้องโทษอย่างรุนแรงจึงได้ทำวิดีโอคลิปขึ้นมาประณามสภาพกฎหมายบ้านเมืองไทย

[14] กระทู้ “ถามจริงๆ เถอะครับ ทำไม (บาง) คนในบอร์ดนี้ถึงต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์,” 30 พฤศจิกายน 2550, http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=4303&hl=

[15] กระทู้ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์แล้ว,” 2 มกราคม 2551, http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=4825

[16] โฮวาร์ด ซินน์ (Howard Zinn) นักประวัติศาสตร์อเมริกันนามอุโฆษเคยถูกตั้งคำถามว่า “ในฐานะครู ควรจะส่งเสริมให้นักศึกษากระตือรือร้นตั้งคำถามและมองเชิงวิพากษ์โดยไม่ตกหลุมพรางของการมองโลกในแง่ร้ายได้อย่างไร” ซินน์ตอบว่า “การไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เป็นคุณสมบัติสำคัญอันหนึ่งที่นักศึกษาพึงเรียนรู้ ผมคิดว่ามันเกิดจากการที่นักศึกษาตระหนักว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์มิได้ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เขาเคยเทิดทูนอาจมิได้น่าที่จะเทิดทูน วีรกรรมอย่างโรแมนติกและอุดมคติที่ถูกเสนอโดยรัฐสมควรที่จะถูกตรวจสอบและพิจารณาวิพากษ์อย่างเท่าทัน การกระทำของรัฐในสังคมที่คุณอาศัยอยู่ ความคิดที่คุณเชื่อว่าเป็นของบุคคลนักคิดสำคัญมีข้อบกพร่องและจำเป็นต้องมองให้เห็นจุดบกพร่องเหล่านั้น” ดู Howard Zinn, Original Zinn: Conversations on History and Politics (New York : Harper Collins, 2006).

[17] ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์, “ทุกฝ่ายแบข้อมูลเบื้องหลังปิดเว็บไซต์ วารสาร ‘ฟ้าเดียวกัน’,” 11 มกราคม 2551, http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03a&content=74818

 

คุยกับธงชัย วินิจจะกูล : “การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้”

April 25th, 2008

โดย กองบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารฟ้าเดียวกัน
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2551

แม้จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมการเมืองไทยมหาศาล กล่าวเฉพาะในแวดวงการศึกษาก็จะพบว่ามีการผลิตงานเขียนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยออกมามากมายมหาศาลเช่นกัน ทว่างานเขียนเหล่านั้นกลับเป็นไปในทิศทางเดียว ขณะที่การศึกษาประเด็นดังกล่าวอย่างหลากหลายและรอบด้านแทบไม่เคยปรากฏ ยังไม่รวมถึงการเสนอข่าวสารหรือการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10 ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2551 มีการบรรจุหัวข้อสัมมนาเรื่อง “พระมหากษัตริย์: องค์ประกอบข้างเคียง, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหนังสือหนึ่งเล่ม” (The Monarchy : Accessories, Lèse Majesté, and One Book) เป็นส่วนหนึ่งของงานดังกล่าว  ในวงสัมมนานั้นมีการพูดถึงตั้งแต่เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ภาพลักษณ์ของกษัตริย์, องคมนตรี และหนังสือเล่มร้อนแรงที่สุดแห่งปี The King Never Smiles

งานดังกล่าวได้รับความสนใจตั้งแต่ก่อนเริ่มเมื่อผู้จัดการออนไลน์ได้กล่าวหาว่างานนี้เป็นการจัดขึ้นเพื่อ “บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์” (ดูใน “ผนึกกำลังต่อต้านการทำลายชาติ”, 5 ธันวาคม 2550) ขณะที่สื่อมวลชนก็รายงานข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตางานนี้อย่างใกล้ชิด แต่ทว่างานดังกล่าวก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

-ฟ้าเดียวกัน- ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ในฐานะผู้ประสานงาน (organizer) จัดงานสัมมนาดังกล่าวมาพูดคุยในประเด็นที่ว่าด้วยสถานภาพไทยศึกษาจากสายตา “คนนอก”, การศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ข้อวิจารณ์ต่อหนังสือ The King Never Smiles  ธงชัยย้ำว่าทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อต้องการบอกว่า การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดกันอย่างวิพากษ์วิจารณ์

 

ฟ้าเดียวกัน : ในฐานะที่อาจารย์ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งโลกวิชาการภาษาไทยกับฝรั่ง คิดว่าในปัจจุบันสองโลกวิชาการนี้เป็นอย่างไร แล้วความแตกต่างของสองโลกวิชาการส่งผลอะไรกับการศึกษาสังคมไทยบ้าง

ธงชัย วินิจจะกูล : ฝรั่งศึกษาเรื่องไทย จะดีจะแย่ยังไง ก็เป็นการศึกษามิตรร่วมโลกที่เขาเห็นว่า น่าสนใจและมีอารยธรรมต่างจากตน  ดังนั้นยังไงๆ ก็ไม่ใช่การศึกษาเรื่องของตนเองอย่างที่คนไทยศึกษาเรื่องไทย ผมคิดว่านี่เป็นความแตกต่างมูลฐานของไทยศึกษาในโลกวิชาการของไทยกับของฝรั่งหรือที่อื่นๆ มีผลต่อประเด็นความสนใจ ท่าทีในการศึกษา การเมืองของวิชาการ และอีกหลายแง่ ความต่างอีกอย่างก็คือ โลกวิชาการของไทยกับประเทอื่นมีความแตกต่างกันมากพอควร มีภูมิหลังความเป็นมา จารีตธรรมเนียม กิจกรรม มาตรฐาน คุณภาพ และอีกมากมายหลายแง่ที่ต่างกัน มีผลต่อทั้งปริมาณ คุณภาพของงานวิชาการ มีผลต่อวิถีชีวิตของคนทำงานวิชาการ ความต่างอีกอย่างคือฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องไทยต่างกัน งานวิชาการล้วนแล้วแต่สร้างสมบนฐานความรู้ที่มีอยู่ ฐานที่ต่างกันจึงมีผลต่อทิศทางของวิชาการไม่เหมือนกัน ตัวอย่างง่ายๆ คือ การศึกษาเรื่องไทยในต่างประเทศ แยกไม่ค่อยได้จากการรู้จักทั้งภูมิภาค การเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคหรือในโลกที่มีนัยให้เปรียบเทียบกันได้ แต่การศึกษาเรื่องไทยในประเทศไทยมักตัดขาดจากมิติของภูมิภาคและไม่มีนัยเปรียบเทียบ ผลก็คือปัญหาที่สนใจไม่ตรงกันเสียทีเดียวระหว่างคนละโลกวิชาการ คำถามต่อปัญหานั้นไม่ค่อยจะตรงกัน วิธีการศึกษาและคำตอบที่แสวงหาจึงมักต่างกัน องค์ความรู้จึงไม่ค่อยจะเหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในสังคมไทย จนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว หรือ “ขายได้” แต่ในโลกวิชาการภาษาอังกฤษ ประเด็นนี้ไม่มีผลต่อองค์ความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยเท่าใดนัก ไม่ว่าจะสรุปผลออกมาอย่างไรก็ตาม

ความต่างเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าฝ่ายหนึ่งก้าวหน้าอีกฝ่ายหนึ่งล้าหลัง ไม่จำเป็นเสมอไป อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ตัวอย่างเช่น การศึกษาเรื่องสยามเผชิญหน้ากับลัทธิล่าอาณานิคม สยามเป็นกึ่งเมืองขึ้น สยามเป็นนักล่าอาณานิคม ประเด็นพรรค์นี้โลกวิชาการภาษาอังกฤษไปไกลกว่าภาษาไทย แต่พอดูเรื่อง 2475 เรื่องบทบาททางการเมืองของฝ่ายขุนนางนิยมเจ้า เราจะพบว่างานของคนไทยภาษาไทยน่าตื่นเต้นกว่าในโลกภาษาอังกฤษมาก

การศึกษาเรื่องที่ถือกันว่าเป็นองค์ประกอบของความเป็นไทย ความเป็นตัวตนของเราเองจะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน อย่างเช่นเรื่องพุทธศาสนาในสังคมไทย เรื่องชาตินิยมไทย เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น หลายคนชอบพูดว่าฝรั่งจะมาเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าคนไทยได้ยังไงกัน คำกล่าวพรรค์นี้ก็มีส่วนถูกต้องอยู่ คือเหมือนเราเป็นปลาว่ายอยู่ในอ่างใบหนึ่ง คนที่ไม่ได้เป็นปลาอยู่ในอ่างใบเดียวกัน จะมารู้จักชีวิตในอ่างของเราได้ดีกว่าเราคงเป็นไปได้ยาก แต่ความอ่อนแอของความรู้ของเราก็อยู่ตรงที่ความเข้มแข็งนั่นแหละ คือรู้จักชีวิตในอ่างแบบปลาอยู่ในอ่างแค่นั้นแหละ เราจึงมักไม่ค่อยเข้าใจชาตินิยมของตัวเอง การศึกษาเรื่องพุทธศาสนาในสังคมไทยจึงติดกรอบที่ค่อนข้างจำกัด คนไทยเขียนถึงพระมหากษัตริย์เหมือนปลาที่ไม่เคยรู้จักชีวิตแบบอื่นที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในน้ำ และเห็นว่าชีวิตท่ามกลางน้ำในอ่างใบนั้นวิเศษที่สุด

 

ฟ้าเดียวกัน : ความแตกต่างของโลกวิชาการภาษาไทยกับฝรั่งนี้เกี่ยวเนื่องกับกรอบทฤษฎีด้วยหรือไม่

ธงชัย วินิจจะกูล : แน่นอน กรอบคิดทฤษฎีย่อมต่างกันเพราะความต่างทั้งหลายอย่างที่ว่ามานั้นเป็นภูมิหลัง ปัญหาอีกอย่างในเรื่องกรอบคิดทฤษฎีก็คือ เรามักถือว่าตัวเองรู้จักสังคมไทยดีกว่า ดีมากๆ จนถึงรายละเอียดจิปาถะ จนมักคิดว่าทฤษฎีอะไรก็ใช้กับสังคมไทยไม่ได้ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มีทฤษฎีที่ไหนในโลกอธิบายข้อเท็จจริงได้หมดหรอก ไม่ว่าที่ไหนก็เถอะ แต่กลับจำเป็นมากในการอธิบายประเด็นที่ซับซ้อนใหญ่โตเกินกว่าความรู้แบบสามัญสำนึก เราไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของกรอบคิดทฤษฎีหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเข้าใจข้อเท็จจริงที่กระจัดกระจายมากมายเต็มไปหมด ผลในข้อนี้ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถหลุดพ้นกรอบทฤษฎีไปได้ เพราะเราหนีไม่พ้นการเอากรอบคิดบางอย่างมาสร้างความหมายให้กับข้อเท็จจริงที่มีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด แต่กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยตรวจสอบหรือระมัดระวังกรอบคิดทฤษฎีที่เราใช้ บ่อยครั้งใช้อย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นสามัญสำนึกด้วยซ้ำไป

 

ฟ้าเดียวกัน : ถ้าเช่นนั้นหนังสือ Siam Mapped ของอาจารย์ก็ถือเป็นผลผลิตของกรอบคิดฝรั่งด้วยหรือไม่ จึงทำให้แตกต่างจากงานศึกษาในประเด็นเดียวกันก่อนหน้านั้นในโลกภาษาไทย

ธงชัย วินิจจะกูล : ใช่ ใครจะบอกว่าผมได้ความคิดมาจากการอ่านงานของฝรั่งผมก็ไม่ปฏิเสธ การศึกษาเรื่องไทยที่เราเชื่อกันว่าเป็นแบบไทยๆ เอาเข้าจริงก็เป็นผลผลิตของกรอบคิดฝรั่งเช่นกัน เยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งที่รู้ตัวและใช้ได้ดี และที่ไม่รู้ตัวและใช้อย่างหละหลวม แถมยังอ้างว่าไม่ได้อิทธิพลฝรั่งเสียอีก ความรู้ที่อ้างว่าเป็นแบบไทยๆ เอาเข้าจริงเป็นผลผลิตของการส่งผ่านแลกเปลี่ยนความรู้กับฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไรเป็นร้อยปีแล้ว

ในขณะที่ผมเห็นว่ามีความต่างกันมากพอควร ระหว่างโลกวิชาการและความรู้ที่ผลิตในสังคมไทยกับที่อื่นอย่างที่พูดไปแล้ว ผมกลับเห็นว่า ผลของการแบ่งว่าใคร อย่างไร เป็นฝรั่ง เป็นไทย อย่างที่เข้าใจกัน มักจะผิดมากกว่าถูก และกลายเป็นแค่วาทกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ความคิดของตัวเอง และลดความน่าเชื่อถือของคนอื่นแค่นั้นเอง เป็นโวหารมากกว่ามีสาระอะไรจริงๆ จังๆ

เอาเข้าจริงผมกลับคิดว่าความคิดของผมมีที่มาจากสังคมไทยมากๆ แต่อาจจะไม่ใช่ในแบบที่คนอื่นเป็น คนที่มักกล่าวว่าผมเป็นฝรั่งมากไป มักจะดูเอาง่ายๆ จากการที่ผมอยู่ต่างประเทศครึ่งชีวิต ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักอากาศนอกประเทศไทยเลย ตลอดครึ่งแรกของชีวิต ผมโดนโปรแกรมโดยสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมอาจโดนหล่อหลอมโดยสังคมไทยต่างจากคนอื่น ตรงนี้ต่างหากที่ปัจเจกบุคคลมีสิทธิที่จะแตกต่างกันได้ท่ามกลางปัจจัยที่ใกล้เคียงกัน ความต่างตรงนี้แหละที่ทำให้ผมมักถูกกล่าวหาว่าไม่ค่อยเป็นไทย สังคมไทยไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยยอมรับการที่คนในสังคมตัวเองเป็น “คนนอก” คือเกิดระยะห่างที่มองกลับมาดูตัวเอง สังคมตัวเอง ต่างไปจากปลาอยู่ในอ่าง เป็นระยะห่างทางปัญญามากกว่าในเชิงกายภาพ มีคนอย่างนี้อยู่เยอะแยะไป แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ทั่วๆ ไป ก็เลยโดนผลักให้กลายเป็นอื่น เป็นฝรั่งไปเสียเลย ผมรู้ตัวและยอมรับว่าตัวเองเป็นคนนอกในแง่นี้ ซึ่งเป็นผลผลิตของสังคมไทยเอง เป็นผลผลิตของภูมิหลังประสบการณ์ที่ผมได้รับจากครึ่งแรกของชีวิตในสังคมไทยเอง ดังนั้นแทนที่ผมจะโดนโปรแกรมให้เป็นเหมือนคนอื่นๆ กลับเกิดระยะห่างทางปัญญาให้ผมมองสังคมไทยจากมุมมองที่ไม่ใช่ปลาอยู่ในอ่าง ผมขอย้ำนะครับว่านี่ไม่ใช่กรณีประหลาด มีคนแบบนี้อีกมากมายในดีกรีต่างๆ กัน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในโลกทางปัญญา เพราะระยะห่างดังกล่าวเป็นเรื่องทางปัญญามากกว่าเรื่องกายภาพ

“ช้างน้อย” เคยเรียกผมเป็น “ผี” คืออยู่ในสังคมไทยเดียวกันกับคนอื่นๆ แต่เหมือนอยู่คนละภพภูมิ คุณจะจัดประเภทตามแบบไตรภูมิหรือตามแบบจิตวิทยาก็เชิญ สิ่งที่เหมือนกันคือ สังคมไทยหล่อหลอมให้ผมมีระยะห่างในการมองย้อนกลับมาดูความเป็นไทย ชาตินิยมไทยและอะไรไทยๆ ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยปลอดพ้นจากอิทธิพลของความเป็นไทย ชาตินิยมไทยเหล่านั้นเลย จึงต่างจากฝรั่งที่อยู่นอกสังคมไทยจริงๆ ที่มาศึกษาเรื่องไทยตรงนี้แหละ

ผมคิดว่าสภาวะทางปัญญาแบบนี้ต่างหากที่มีส่วนสำคัญ เป็นฐานของความคิดของผมในการศึกษาเรื่องไทย หนังสือหนังหากรอบคิดทฤษฎีต่างๆ เป็นแค่เครื่องมือที่ “คนนอก” อย่างผมหยิบฉวยมาใช้ ไม่ต่างจากที่นักวิชาการคนไทยอื่นๆ ก็ฉวยใช้ แต่ใช้ในแบบของเขา ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องกรอบคิดทฤษฎีฝรั่งมากเท่ากับเรื่องตำแหน่งแห่งที่ทางปัญญาที่ใช้มองสังคมไทย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องกอดคัมภีร์ฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยอย่างที่กล่าวหากันอย่างมักง่าย ไร้สาระ แต่เป็นเรื่องของการคิดมาจากมุมคนละแบบ ปัญญาชนไทยไม่น้อยที่คิดแบบปลาอยู่ในอ่างก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบผลักไสความแตกต่างให้กลายเป็นฝรั่งต่างชาติไปเสียเลย ง่ายดี

ผมเองรู้ตัวและพอใจกับการมีระยะห่างทางปัญญากับสังคมไทย ยิ่งบวกกับระยะห่างโดยประสบการณ์และกายภาพยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ เพราะสภาวะแบบนี้ช่วยให้ผมมีคำถามกับสังคมฝรั่งจากมุมมองของคนนอกได้แทบทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และมีคำถามกับสังคมไทยจากมุมมองของคนนอกไปอีกแบบได้ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งเช่นกัน ผมกลับดีใจว่าผมโตมากับสังคมไทยมากพอ มีประสบการณ์ที่ต้องถือว่าหาได้ยาก ซึ่งหล่อหลอมฐานทางปัญญาของผมในแบบที่อาจจะต่างจากอีกหลายๆ คน แล้วยังมีโอกาสได้มาอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขทางปัญญาอีกแบบที่ช่วยให้ผมสามารถคิดข้ามวัฒนธรรมเป็นชีวิตประจำวัน ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องนี้หลายครั้ง เก็บโน้ตไว้เต็มไปหมด ทั้งเรื่องโลกวิชาการข้ามวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมองจากข้ามวัฒนธรรม ไปจนถึงชีวิตประจำวัน การเมือง และสารพัดเรื่องจากมุมมองข้ามวัฒนธรรม แต่ลงท้ายผมไม่ได้เขียนสักที เพราะแค่นี้ก็โดนหาว่าเป็นฝรั่งไม่รู้จักสังคมไทยมากพอแล้ว

ออกนอกเรื่องมายืดยาว ขอตอบข้อนี้ปิดท้ายว่า เพื่อนฝรั่งที่ศึกษาเรื่องไทยมา 30 กว่าปีแล้ว แต่งงานกับคนไทย อยู่เมืองไทยปีละ 2-3 เดือน เคยบอกผมว่า Siam Mapped มีรสชาติ (flavor) ที่รู้ได้ชัดๆ ว่าคนเขียนไม่ใช่ฝรั่ง

 

ฟ้าเดียวกัน : ในการสัมมนาไทยศึกษานานาชาติที่ผ่านมา ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้ประสานงานจัดวงสัมมนาเรื่อง “The Monarchy: Accessories, Lèse Majesté, and One Book” ซึ่งมีทั้งการนำเสนอบทความวิชาการ การเสวนาเกี่ยวกับหนังสือ The King Never Smiles ถ้าให้ประเมินอาจารย์คิดว่าปัจจุบันการศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มีความก้าวหน้าหรือจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง และจุดเปลี่ยนนั้นๆ มีความสำคัญต่อการศึกษาเรื่องไทยอย่างไร

ธงชัย วินิจจะกูล : ฝรั่งที่ศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็มี แต่ไม่มาก อาจจะมีเรื่องความกลัวไม่ได้วีซ่าด้วย แต่เราคงต้องย้อนกลับไปถามว่ามีฝรั่งทำเรื่องไทยสักกี่คน ประเด็นเกี่ยวกับเมืองไทยมีตั้งมากมาย แต่คนที่เขียนเรื่องนี้เอาเข้าจริงมีอยู่ไม่เยอะ สังคมไทยเองต่างหากที่มีการเขียนเรื่องพระมหากษัตริย์เยอะมาก แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเยอะในแบบไหน งานที่ทำในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งน้อยมาก นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การศึกษาเรื่องไทยแบบไทยๆ แบบปลาอยู่ในอ่าง ไม่ได้แปลว่าเข้าท่าเสมอไป เพราะเราอยู่ในกรอบที่ฝังหัวจนไม่เคยโดนท้าทาย ต่อให้มีผู้วิจารณ์เราก็พยายามแก้ตัวแก้ต่างหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลใหม่ ความคิดใหม่ เพื่อลงกรอบเดิมให้ได้  การจัดวงคุยครั้งนี้ขึ้นมาเพราะผมคิดว่าสังคมไทยน่าจะคุยกันได้ในเรื่องนี้ คุยกันดีๆ เป็นเรื่องเป็นราว 

แน่นอนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นปัญหา ซึ่งในความเห็นผมกฎหมายนี้ควรจะยกเลิกและเปิดให้คุยเรื่องนี้กันได้ แต่แม้ว่ากฎหมายหมิ่นฯ ยังคงอยู่อย่างปัจจุบันนี้ เราก็ยังคุยเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้มากกว่าที่เราคิด จุดประสงค์ของการจัดวงครั้งนี้ขึ้นมาก็เพื่อบอกว่า การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็ยังมีเรื่องให้คุยกันมากกว่าที่บอกว่าเราพูดไม่ได้ หมายความว่าเรามีสิทธิและมีช่องทางจะพูดเรื่องนี้มากขึ้น และแน่นอนนี่คือการส่งสัญญาณว่าสังคมไทยควรจะต้องคุยกันเรื่องนี้ คุยเรื่องนี้กันอย่างรับผิดชอบ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทยในระยะยาวมากกว่า ผมเชื่อว่ายิ่งคุยกันมากขึ้น จะยิ่งช่วยให้สังคมไทยตระหนักว่ากฎหมายหมิ่นฯ เป็นอุปสรรค เป็นเรื่องไม่เข้าท่า และควรยกเลิกซะ การคุยกันเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เร่งด่วนด้วย เพื่อให้สังคมไทยรู้จักคิดรู้จักปรับตัวท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป แทนที่จะหลอกตัวเองอยู่ร่ำไปแล้วรอวันที่จู่ๆ ก็เกิดปัญหาที่ตั้งตัวรับไม่ทัน กฎหมายหมิ่นฯ เป็นกฎหมายที่ก่อปัญหาต่ออนาคตของสังคมไทย

ทำไมถึงอยากจัดให้มีการคุยเกี่ยวกับหนังสือ The King Never Smiles ของพอล แฮนด์ลีย์ ก็เพราะผมเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ควรที่จะมาพูดคุยถกเถียง ไม่ใช่มาห้าม ไม่ต้องกลัวว่าคนไทยจะรักเคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์มากขึ้นหรือน้อยลงเพียงเพราะหนังสือเล่มเดียว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นกรรมของสังคมไทย ที่หนังสือเล่มเดียวสามารถจะก่อผลได้ขนาดนั้น ผมคิดว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะพอที่จะคุยถึงหนังสือเล่มนี้ อาจมีผลไม่พึงประสงค์บ้างก็เป็นเรื่องปกติของการถกเถียงกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะดีกว่าถ้าสังคมไทยเผชิญกับเรื่องพวกนี้ เพื่อจะรู้จักปรับตัวรู้จักเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น แทนที่จะเอาแต่ปกปิดกัน หรือทำให้คนกลัว ซึ่งไม่ช่วยให้สังคมไทยมีวุฒิภาวะ

นี่คือจุดประสงค์ของการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ การศึกษาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในบ้านเรามีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่ใช้ได้มีไม่มาก และโดยมากก็เป็นการยืนยันกรอบเดิมๆ อย่างเป็นวิชาการ หรืออย่างมีเหตุมีผลหนักแน่นกว่าการสรรเสริญเยินยอตามธรรมเนียมที่มีอยู่อย่างดาษดื่น แวดวงวิชาการมีการพูดคุยเรื่องนี้น้อยเกินไป ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะพูดกัน  อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชี้ให้เห็นว่าในวงการนิติศาสตร์แทบไม่มีการถกเถียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนถึงการไม่รับผิดชอบของนักวิชาการ ทั้งที่คุยกันได้ว่ากฎหมายนี้ควรต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร แต่กลับไม่มีการคุยกันเลย

 

ฟ้าเดียวกัน : ในการอภิปรายของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่กล่าวว่าเหตุที่วงวิชาการไทยไม่ศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มี 2 ประเด็นคือ หนึ่ง กลัวเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ อีกประเด็นหนึ่งคือ วงการไทยศึกษาไม่คิดว่าเป็นประเด็นหลักของการศึกษาเรื่องไทย อาจารย์นิธิบอกว่า The King Never Smiles มีคุณค่ามหาศาลต่อการศึกษาเรื่องการเมืองไทย เพราะเป็นการท้าทายต่อกรอบคำอธิบายเดิมๆ ที่ใช้กันมานาน อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่

ธงชัย วินิจจะกูล : ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิในข้อนี้ และเป็นประเด็นสำคัญมาก สถาบันกษัตริย์เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นไปทางสังคมมากมหาศาล แต่เรากลับเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง และยกออกไปไม่นำมาพิจารณาในการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง อย่างนี้ถ้าไม่ใช่ความมืดบอดทางปัญญา ก็ต้องเรียกว่ารู้แต่กลับไม่รับผิดชอบ

สังคมไทยปล่อยให้ชีวิตของสังคมผูกติดกับความเป็นไปของสถาบันกษัตริย์มากเกินไป เรื่องนี้ก็นับว่าแย่มากแล้ว แต่ซ้ำกลับหลอกตัวเอง ไม่ศึกษา ไม่ยอมให้มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีการยกระดับวุฒิภาวะให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง อันนี้แย่มากๆ และอันตราย สังคมที่มีวุฒิภาวะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงคือสังคมที่เปิดให้มีการถกเถียงกัน คนจะค่อยๆ ปรับความคิดปรับตัว รับรู้สิ่งที่ดีสิ่งที่ไม่ดีแล้วตัดสินเอง ผมไม่เชื่อว่าการเปิดให้คุยเรื่องนี้กันแล้วสังคมไทยจะเปลี่ยนความคิดอย่างมหาศาลในเวลาชั่วข้ามคืน

 

ฟ้าเดียวกัน : ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง มองจุดแข็งของหนังสือ The King Never Smiles เล่มนี้อยู่ตรงไหน

ธงชัย วินิจจะกูล : จุดแข็งคือมันเปิดประเด็นที่สังคมไทยไม่กล้าพูด ไม่ยอมพูด แต่เอาเข้าจริงแฮนด์ลีย์ไม่ใช่คนแรกที่ทำ คนไทยซุบซิบนินทาเรื่องแบบนี้ทุกวี่วัน แต่ไม่เขียนไม่ถกเถียงกันให้เป็นเรื่องราว ทั้งเพราะกฎหมายหมิ่น ทั้งเพราะไม่พยายามทำ ไม่อยากลงแรงหาเรื่องเดือดร้อน

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิ ว่าหนังสือเล่มนี้พยายามเสนอกรอบอธิบายต่างไปจากเดิมที่นักวิชาการไทยทำ เป็นกรอบที่นักวิชาการไทยไม่คิด หรือคิดแต่ไม่สามารถทำออกมาได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ประมวลข่าวลือซุบซิบนินทาอย่างที่หลายคนกล่าวหา แต่เป็นการเสนอกรอบความเข้าใจบทบาทของราชสำนัก กลุ่มนิยมเจ้า  พอล แฮนด์ลีย์ พูดถึงเครือข่ายฝ่ายเจ้า (network monarchy) แม้เขาจะไม่ได้ใช้คำนี้โดยตรงดังที่ดันแคน แมคคาร์โก [1] เสนอไว้ก็ตาม หนังสือเล่มนี้พูดถึงกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทางการเมือง เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และมีบทบาทในการเมืองไทย ถ้าสังคมเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองก็ต้องรู้ด้วยว่าฝ่ายเจ้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่เหนือการเมืองเลย เขาเกี่ยวข้องกับการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร อาจารย์นิธิไม่ได้ฟันธงว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหนังสือนี้ แต่เปิดประเด็นให้คุยกันว่าการวิเคราะห์โดยใช้กรอบนี้เข้าท่าไหม จุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน ซึ่งก็เป็นจุดประสงค์หนึ่งที่จัดวงพูดคุยนี้ขึ้นมา

ย้อนกลับไปอีกวงสัมมนาที่ อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล และเดวิด สเตร็กฟัสส์ เสนอเรื่อง “The Lèse Majesté Law in Thailand: Its Prosecution, Victims and Implications of Its Use on Politics and History” ผมชอบมากที่วิทยากรทั้งสองท่านสรุปว่ามีทางออกเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 4 ข้อ [2] ใน 4 ข้อนั้น เขาไม่ได้บอกว่าข้อไหนเป็นทางออก เขาบอกว่าสังคมไทยควรจะคุยกันว่าใน 4 เรื่องนี้จะเอาอย่างไร แต่ละเรื่องก็คุยกันได้จมเลย ส่วนการตัดสินว่าจะเลือกข้อไหนก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องหาคำตอบกันเอาเอง

หนังสือของพอล แฮนด์ลีย์ ถือว่าเปิดกรอบมุมมองต่อเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่เคยพูดกันมาบ้างออกมาอย่างเป็นชุด มีข้อมูลสนับสนุน ผมคิดว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ดีกว่าหนังสือที่เขียนมาก่อนหน้า แม้กระทั่ง The Revolutionary King ของวิลเลียม สตีเวนสัน [3] ซึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์ในหลวง บางคนคิดว่านั่นเป็นจุดแข็ง แต่ผมว่าหนังสือไม่ค่อยมีคุณภาพ ไม่มีสาระสำคัญที่น่าสนใจเลย ถึงแม้พอล แฮนด์ลีย์ไม่ได้สัมภาษณ์ ผมกลับคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีสาระให้ขบคิดอะไรใหม่ๆ ดีกว่าหนังสือของสตีเวนสันมากมาย

 

ฟ้าเดียวกัน : แล้วจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง

ธงชัย วินิจจะกูล : ผมคิดว่าบทแรกๆ ที่อธิบายความคิดเรื่องธรรมราชาโดยย้อนกลับไปสุโขทัยโน่น อธิบายไม่ดีเท่าไหร่ แถมยังอธิบายแบบประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเปี๊ยบเลย ความคิดธรรมราชามีมาแต่โบราณ แต่ไม่ใช่อย่างที่ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมอธิบาย การอธิบายแบบนั้นเป็นผลผลิตของภูมิปัญญาฝ่ายเจ้าสมัยใหม่ ที่ก่อรูปก่อร่างราว 150 ปีมานี้เอง และค่อนข้างลงตัว 60 ปีมานี้เอง ไม่ใช่เรื่องโบร่ำโบราณสมัยสุโขทัย

ผมชอบการอธิบายช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาก แต่ช่วงหลังของหนังสือเอาข่าวลือต่างๆ มาเล่าประกอบมากเหลือเกิน ซึ่งหลายแห่งก็ไม่จำเป็น เพราะสามารถสร้างข้อถกเถียงได้โดยไม่ต้องใช้ข่าวลือพรรค์นั้น แต่ผมต้องยอมรับว่า เขาไม่ได้ใช้ข่าวลือเป็นฐานการวิเคราะห์ แต่ใช้อย่างยอมรับได้ด้วยซ้ำไป คือระบุชัดเจนว่าเป็นข่าวลือ รายละเอียดเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่สะท้อนอะไร ซึ่งมีข้อเท็จจริงสนับสนุนต่างหากอย่างไร

ข้อวิจารณ์ของแอนเนต แฮมิลตัน ในการสัมมนาก็น่าคิด คือแฮนด์ลีย์ทำให้คนไทยดูเป็นพวกล้าหลังงมงายกับสถาบันกษัตริย์อย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้คุณคิดเอาเองแล้วกันว่าแฮนด์ลีย์เป็นฝรั่งที่ดูถูกคนไทย หรือเขาพูดถูกเพราะคนไทยเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ดูเหมือนงมงายก็ต้องการคำอธิบายว่าทำไมจึงกลายเป็นอย่างนั้นไปได้ อีกประเด็นสำคัญคือ ในช่วงครึ่งแรกของหนังสือ ผมว่าเขาอธิบายเครือข่ายของพวกฝ่ายเจ้าได้ดีมาก แต่ช่วงหลังที่ใกล้สมัยปัจจุบันเข้ามากลับกลายเป็นเรื่องของบุคคลมากเข้าทุกที แฮนด์ลีย์ให้เหตุผลว่า เพราะยิ่งนานวันบุคคลยิ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดของเครือข่ายทั้งหมด ผมคิดว่าต่อให้เป็นอย่างนั้นจริง ความสำคัญของเครือข่ายฝ่ายเจ้าในฐานะกลุ่มผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสนใจอยู่ดี ผมไม่ค่อยเชื่อว่าเครือข่ายในฐานะกลุ่มผลประโยชน์นี้ขึ้นต่อหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลไปหมด แฮนด์ลีย์เองก็ตระหนักข้อนี้ ดูจากการที่เขาสะสมข้อมูลเกี่ยวกับองคมนตรี สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย แต่เรื่องพวกนี้กลับจางลงไปในช่วงท้ายๆ ของหนังสือ

 

ฟ้าเดียวกัน : อาจารย์คิดอย่างไรต่อข้อวิจารณ์ของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ในหนังสือ พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย [4] ซึ่งแม้จะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเขียนมาโต้หนังสือ The King Never Smiles ก็ตาม นั่นคืออาจารย์นครินทร์ชี้ว่าแนวคิดที่ว่ากษัตริย์อยู่เบื้องหลังทุกอย่างทางการเมือง ทำให้สถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลเกินจริง

ธงชัย วินิจจะกูล : อาจารย์นครินทร์ต้องเถียงออกมาว่ากษัตริย์ไม่ได้อยู่เบื้องหลังอย่างที่แฮนด์ลีย์เสนอ จะอธิบายว่าเป็นเรื่องของเครือข่ายฝ่ายเจ้าแต่ไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์เอง หรือจะอธิบายว่าไม่ใช่ทั้งนั้น ทั้งบุคคลและเครือข่ายไม่ได้เกี่ยวเลย อธิบายออกมาเลยครับ จะได้มีข้อถกเถียงกันได้ แต่หนังสืออาจารย์นครินทร์ไม่ได้อธิบายตรงนี้ กลับโบ้ยไปอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองแบบเดิมๆ คือสถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ยกเว้นเมื่อประเทศชาติวุ่นวาย แล้วทรงกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติได้ ผมต้องถือว่าอาจารย์นครินทร์ผลิตงานตามกรอบเดิมๆ อีกชิ้น โดยไม่ได้วิจารณ์ตอบโต้แฮนด์ลีย์เลยสักนิด

ผมกลับคิดด้วยว่ากฎหมายและวาทกรรมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนฉลาดอย่างอาจารย์นครินทร์ที่อยากจะออกมาตอบโต้แฮนด์ลีย์กลับไม่สามารถทำได้ถนัด ผมเชื่อว่าอาจารย์นครินทร์รู้และอยากจะพูดอยากจะเขียน อยากจะฉะกับแฮนด์ลีย์อย่างตรงไปตรงกว่านี้ แต่กลับไม่สามารถทำได้อย่างที่คิด เพราะการอภิปรายเชิงวิพากษ์วิจารณ์แม้จะลงท้ายเป็นการสรรเสริญเชิดชูก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ คุณดูตัวอย่างงานของอาจารย์กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร [5] ก็ได้ ผมคิดว่าให้อาจารย์กอบเกื้อเขียนเป็นภาษาไทยก็คงไม่ง่ายนัก ทั้งๆ ที่เป็นงานที่มีนัยตรงข้ามกับแฮนด์ลีย์ลิบลับ กลายเป็นว่าคนที่อยากจะยกย่องเชิดชูเจ้าอย่างวิพากษ์วิจารณ์ก็เกร็งเพราะกลัวจะล้ำเส้นเช่นกัน งานของอาจารย์นครินทร์ก็เลยออกมาเป็นงานวิชาการสำนัก “กษัตริย์นิยมประชาธิปไตย” 2550 ทำนองเดียวกับอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิชและอีกหลายคนที่ออกมาช่วงประมาณปี 2510 ต้นๆ

 

ฟ้าเดียวกัน : ในงานวิจัยชิ้นล่าสุด “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา: จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี), 2519-2549″ ทำให้ความเข้าใจเรื่องฝ่ายขวาไทยของอาจารย์เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง มีอะไรที่เข้าใจมากขึ้น หรืออะไรที่ยังไม่เข้าใจ

ธงชัย วินิจจะกูล : งานเรื่องความทรงจำของฝ่ายขวาที่ผมนำเสนอเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อใหญ่เรื่องความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลา ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาฝ่ายขวา ความเงียบเกี่ยวกับ 6 ตุลา มีหลายแบบหลายประเภท ฝ่ายขวาเป็นแบบหนึ่ง ประเภทหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับฝ่ายขวาเป็นสาระสำคัญที่สุด ผมตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องแวดล้อมกับความเงียบของพวกเขา ทำไมพวกเขาเงียบไป ทำไมไม่พูด เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไร ทำไมจึงถูกทำให้เงียบลงไป แน่นอน ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับฝ่ายขวา แต่มีหลายแง่หลายมุมสำคัญที่ผมยังไม่ได้แตะเลยถ้าหากประเด็นใหญ่เป็นเรื่องของฝ่ายขวาโดยเฉพาะ แม้กระทั่งการเลือกว่าจะสนใจใคร คุยกับใคร ก็ถือเอาเป้าหมายเรื่องความทรงจำเป็นสำคัญ ถ้าผมต้องการศึกษาฝ่ายขวาเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะ ผมต้องเลือกคนอีกแบบ คำถามอีกแบบ

 

ฟ้าเดียวกัน : พอพูดถึงงานในซีกที่ศึกษาขวาไทยที่ไม่ได้ศึกษาในฐานะเป็นปกติ ยังมีประเด็นที่น่าทำอีกเยอะ แล้วในความเห็นของอาจารย์ ถ้าจัดลำดับก่อน-หลังของความจำเป็น (priority) มีประเด็นอะไรน่าทำมากๆ ที่จะเปิดพื้นที่การศึกษาเรื่องนี้

ธงชัย วินิจจะกูล : ผมยังไม่ได้คิด ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เช่นเรื่องสถาบันกษัตริย์ เรายังศึกษากันน้อย เรายังวิพากษ์วิจารณ์กันน้อย แต่ผมไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้ศึกษาเผยแพร่ข่าวลือทั้งหลายซึ่งไม่เป็นเรื่องเป็นราว ย้อนกลับมาที่งานสัมมนาไทยศึกษา ตอนผมได้อ่านงานศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ [6] ปรากฏว่ามันน่าตื่นเต้นมาก แล้วถามว่างานศึกษาเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เรื่องเดียวเพียงพอแล้วหรือ ไม่พอแน่นอน หรือเรื่องการผลิตเรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 เกี่ยวข้องอย่างไรกับสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด โดยเฉพาะปัจจุบัน [7] เราก็ไม่ค่อยได้คิด จริงอยู่มีการพูดเรื่องลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 มาพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังสามารถตั้งคำถามใหม่ๆ ได้ อีกตัวอย่างหนึ่งในวงสัมมนา มีการเสนอบทความของแฮนด์ลีย์เรื่ององคมนตรี [8] ตัวบทความทำหน้าที่บอกข้อมูล ข้อมูลเหล่านั้นทำให้เราคิดอะไรได้อีกมากมายที่เอาไปศึกษาได้

ตัวผมเองสนใจเรื่องความคิด ภูมิปัญญา ผมสนใจเรื่องชาตินิยมของไทย ความเป็นไทย เพราะผมคิดว่าภูมิปัญญาพรรค์นี้เป็นฐานของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ดูเหมือนจะอยู่ต่อไปอีกนาน ความเข้าใจที่ว่าชาตินิยมที่อันตรายและไม่ดีคือความคิดแบบเชื้อชาตินิยมนั้น ผมว่าไม่พอ ผมไม่ค่อยแน่ใจด้วยซ้ำว่าเชื้อชาตินิยมของไทยเป็นเรื่องของเชื้อชาติจริงๆ ผมคิดว่าชาตินิยมของไทยดูคล้ายกับเป็นเรื่องของเชื้อชาติ แต่ที่จริงมีองค์ประกอบอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ เพราะความรู้เรื่องเชื้อชาติแบบฝรั่งคิดกันไม่เคยมีฐานในสังคมไทยเลย ความรู้มานุษยวิทยากายภาพมีน้อยมากในสังคมไทย วาทกรรมเชื้อชาติในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมมาตลอด ชาตินิยมไทยเป็นชาตินิยมเชิงการเมืองวัฒนธรรมมาตลอด แต่การต่อสู้ช่วงชิงความหมายชาตินิยมเชิงวัฒนธรรมก็มีมาตลอดเช่นกัน ผมคิดเรื่องนี้มา 20 กว่าปี แต่ยอมรับว่ามีอีกหลายประเด็นที่ยังคิดไม่ชัดเจนอยู่ดี ที่เพิ่งกล่าวไปก็ยังฟังดูชอบกล คงต้องค่อยว่ากันอีกทีในโอกาสอื่น

 

ฟ้าเดียวกัน : แล้วหนังสือ The King Never Smiles ทำไมต้องรอให้ฝรั่งมาเขียน ทั้งที่หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่สังคมไทยรู้กันอยู่มิใช่หรือ

ธงชัย วินิจจะกูล : นั่นน่ะสิ เวลาคนชอบว่าฝรั่งไม่เข้าใจสังคมไทย ผมอยากจะตอบอย่างที่คุณถาม คุณก็เขียนสิ กล้าที่จะเขียน กล้าที่จะค้นสิ ถ้าคุณไม่กล้าที่จะค้น ไม่กล้าที่จะเขียน หรือทำไม่ได้ คุณก็อย่าไปต่อว่าฝรั่งที่เขาคิด เขาค้นแล้วเขาเขียนออกมา ความรู้เป็นของใครก็ได้ แล้วการที่คนอื่นเขาค้น เขาเขียน คุณไม่เห็นด้วย คุณก็เขียนโต้ออกมาสิ คุณก็เถียงเขาไปสิ ความรู้จากมุมข้างนอกจากมุมข้างใน เราเห็นต่างกัน ก็เขียนออกมาสิ ถามว่าเขียนได้ยังไง เดือดร้อนเปล่าๆ ผมว่ายังมีประเด็นและช่องทางให้เขียนได้อีกมากมายโดยไม่เดือดร้อน และยิ่งพูดยิ่งทำก็จะยิ่งท้าทายกฎหมายหมิ่นฯ เรื่องอะไรจะปล่อยให้กฎหมายหมิ่นฯ เป็นฝ่ายกระทำต่อเราอยู่ข้างเดียว เราน่าจะสู้ push the limits ท้าทายกฎหมายหมิ่นฯ ด้วยในระดับที่ทำได้แล้วค่อยๆ เขยิบมากขึ้น

 

เชิงอรรถ 

[1] ดูเพิ่มเติม Duncan McCargo, “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” Pacific Review, 18: 4 (December 2005), pp. 499-519.

[2] ข้อเสนอต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 4 ข้อนั้นคือ  1. ให้กฎหมายหมิ่นฯ ไม่ครอบคลุมการแสดงออกตามเจตนาของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  2. ให้ยกเลิกความผิดฐาน ‘ดูหมิ่น’ ซึ่งมีความหมายและกระบวนการพิสูจน์ความผิดต่างจากความผิดฐาน ‘หมิ่นประมาท’  3. ให้จำกัดอำนาจการฟ้องร้องและผู้ฟ้องตามกฎหมายนี้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้เสียหายหรือสำนักพระราชวัง เป็นต้น 4. ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ดูเพิ่มเติมใน กองบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน, “รายงาน : ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติที่ธรรมศาสตร์,” ประชาไท, 21 มกราคม 2551)

[3] William Stevenson, The Revolutionary King: The True-life Sequel to The King and I. (Robinson Publishing, 2001)

[4] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย: 60 ปี สิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย (กรุงเทพฯ: มติชน, 2549)

[5] Kobkua Suwannathat-Pian, Kings, Country and Constitutions: Thailand’s Political Development 1932-2000 (London: Routledge Curzon, 2003)

[6] Porphant Ouyyanont, “How did the Crown Property Bureau Survive the 1997 Economic Crisis?,”

[7] Irene Stengs, “Celebrating Kingship, Worrying about the Monarchy,”

[8] Paul Handley, “Princes, Politicians, Bureaucrats, Generals: The Evolution of the Privy Council under the Constitutional Monarchy,” นำเสนอโดย Chris Baker

ตามข่าว “โชติศักดิ์” ในหน้าสื่อ

April 23rd, 2008

หลังจากที่โชติศักดิ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน และได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจประเด็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่นำมาใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม/ คู่แข่งทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสื่อมวลชนมาทำข่าวกรณีโชติศักดิ์ แต่ก็ใช่ว่าข่าวนี้จะได้ลงหนังสือพิมพ์หรือปรากฏในหน้าสื่อ เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้กันทั่วไป  ทางฟ้าเดียวกันจึงติดตามข่าวที่เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่ออินเตอร์เน็ต  เพราะกลัวว่า คนต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลเหตุการณ์กลับได้รับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ แต่คนในประเทศไทยอาจจะตกข่าว เพราะสื่อไทยนั้นเลือกที่จะ ”เงียบ” ท่ามกลางวัฒนธรรมแบบ “ไทยๆ” ในการเซนเซอร์ตัวเอง 

ข่าวกรณี “โชติศักดิ์” ที่ปรากฏในสื่อ (วันที่ 23 เมษายน 2551)

ประชาไท
 
bangkokpost (หน้า 1)
 
ประชาทรรศน์ (หน้า 1)
 
reuters

ผู้จัดการออนไลน์ (ไม่ปรากฏข่าวนี้ในผู้จัดการรายวัน)

the Nation <แปลไทย> (ข่าวโดยประวิตร โรจนพฤกษ์ แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์) –โดยเวบประชาไท

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน” กรณีถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

April 21st, 2008

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

ร่วมให้กำลังใจ “นายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน”
กรณีถูกตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี”

สืบเนื่องจากกรณีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อน ได้ถูกนายนวมินทร์ วิทยากุล ทำร้ายร่างกายและแจ้งความว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”) เนื่องจากทั้งคู่ไม่ยืนแสดงความเคารพ “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2550

จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2551 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าทั้งสองมีความผิดฐาน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันอังคารที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 13.30 ณ สน.ปทุมวัน

พวกเราที่มีรายนามข้างล่างมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. เราขอให้กำลังใจนายโชติศักดิ์ อ่อนสูงและเพื่อนในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
2. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาปิดกั้นการแสดงออกของปัจเจกบุคคล ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นเป็น อาชญากร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3. เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มีความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมือง ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าความคิด/อุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเราเชื่อว่า ความคิดเห็น/อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรักษาไว้

ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม

…………………………….

 

Support Petition to “Chotisak and his friend”
On the case of being charged with Lese Majeste for expressing
freedom of expression by sitting down during “Royal Anthem”

This is relating to the incident which Mr. Chotisak Oonsoong and his friend was harassed and charge under the article 112 of the criminal code regarding lese majeste. The article says “anyone insults or expresses vengeance to the King, the Queen, the crown prince and princesses will be persecuted with three to fifteen years imprisonment”. This is after the express their freedom of expression by sitting during the “Royal Anthem”, which happened on 20 September 2007.
On 5 April 2008, the related police department informed them of being charged of the lese majeste law and appoints them to listen to the charge on Tuesday 22 April 2008 at 1.30 pm at Pathumwan Precinct.

We, the undersigned, would like to express regarding this case:

1. We fully support Mr. Chotisak and his friend to fight this case until the end.
2. We disagree with the use of lese majeste law to prohibit the individual’s freedom of expression, as if they are criminals as is happening now.
3. We disagree with the use of violence and harassment on those with different thoughts/ political ideologies, not matter what they think. The beauty of democracy is that people can have the rights to think differently, which should be respected and preserved.

Those do not stand are not criminals. Thinking differently is not a crime.

—————————–

ลงชื่อให้กำลังใจได้ที่นี่

—————————–

อ่านประกอบ : สัมภาษณ์ “โชติศักดิ์” ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง (ประชาไท)

เรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงมหรสพ

April 21st, 2008

 โดย เจ้าน้อย

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสชวาเป็นครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2439 ได้ทรงเห็นการผลิตภาพยนตร์ที่ตำหนักเฮอริเคนเฮาส์ ณ เมืองสิงคโปร์ ซึ่งทรงบรรยายไว้ในจดหมายรายวันว่า

“เป็นรูปถ่ายติดๆ กันเป็นม้วนยาวๆ เอาเข้าไปในเครื่องไฟฟ้าหมุนไป แลเห็นเหมือนรูปนั้นกระดิกได้ ม้วนหนึ่งใช้รูปถึง 1,400 ท่า”
 
และในขณะที่ประทับอยู่ ณ เมืองสิงคโปร์ ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง “God Save the Queen” เป็นเพลงบรรเลงในการรับเสด็จ จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จบ้าง และทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งคำร้องเพื่อประกอบทำนองเพลงเป็นโคลง และให้นายปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurorsky) แต่งทำนองเพลงตามอย่างเพลง “God Save the Queen” ซึ่งภายหลังก็คือเพลงสรรเสริญพระบารมีนั่นเอง (เรื่อง นายชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือไม่นั้น ยังแบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่ายโดยดูได้จากความเห็นของ ดร.สุพจน์ที่โต้แย้งว่า ชูรอฟสกี้ ไม่ใช่ผู้แต่ง จากบทความเรื่อง “เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติไทย” และ ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้เสนอว่า ชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญฯ ดูได้ที่หนังสือ “99 ปีเพลงสรรเสริญพระบารมี”)
 
ภายหลังเมื่อมีภาพยนตร์เข้ามาฉายในสยาม ซึ่งมีแตรวงบรรเลงประกอบ และยังได้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อถวายความเคารพพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อภาพยนตร์ฉายจบ ธรรมเนียมการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ น่าจะมีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะที่โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกในสยาม และเป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดิน
 
อาจเชื่อได้ว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้ได้แบบอย่างมาจากเมืองสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งจะทำการฉายพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ และบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อจบการฉายภาพยนตร์ โดยให้ผู้ชมยืนถวายความเคารพต่อเจ้ากรุงอังกฤษ
 
การให้วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อจบการฉายภาพยนตร์นั้น ในสมัยแรกได้ปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียมไปทั่วทุกโรงภาพยนตร์ในสยาม โดยมิได้มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด
 
จนมาถึงในรัชกาลที่ 6 ช่วงต้นรัชกาล การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ยังมีการบรรเลงหลังจากฉายภาพยนตร์จบดังแบบแผ่นดินที่แล้วอยู่ ตามที่ปรากฏในบทความของ หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ บางกอกไตมส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับสำคัญของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5, 6 และ 7

ในบทความที่ชื่อ OUR CINEMA. (ลงพิมพ์ในฉบับวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2465) ในส่วนท้ายของบทความได้มีการกล่าวถึงเรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อจบการฉายภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
 
“แต่แล้วก็มีคำประกาศปรากฏบนจอความว่า ‘ตอนต่อไปของหนังระทึกขวัญเรื่องนี้จะฉายพรุ่งนี้’ แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควรแห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนังทางช่องประตูเล็กๆ ช่องเดียว อันเป็นกับดักแห่งมฤตยูแท้ๆ หากเกิดอัคคีภัยขึ้น ทั้งนี้เพื่อออกมาสู่บรรยากาศเย็นลมยามดึก” (วารสารหนังไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2544)
 
จากบทความนี้ทำให้เราเห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2465 นั้น การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ยังบรรเลงกันหลังจากฉายภาพยนตร์จบ แต่ที่สำคัญผมถูกใจในความตรงไปตรงมาของนักข่าวผู้เขียนบทความนี้ ก็ตรงที่เขาบอกว่า “แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควรแห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนัง” นั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในสมัยนั้น ก็ไม่มีใครอยากที่จะมัวมานั่งสรรเสริญพระบารมีกัน ต่างคนก็ต่างที่จะรีบกลับบ้านกันทั้งนั้น
 
อาจจะเป็นตรงนี้เองที่ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงได้มีคำสั่งว่า ก่อนที่จะเล่นมหรสพทุกครั้งให้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ  แรกๆ ก็เป็นพวกการแสดงลิเก ต่อมาก็รวมไปถึงการแสดงละครต่างๆ จนสุดท้ายก็รวมถึงในโรงภาพยนตร์ด้วย  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 อะไรหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นการสรรเสริญ ยกยอปอปั้นเจ้าก็ลดน้อยถอยลงไปเช่นกัน  ในสมัยนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยกเลิกการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ในโรงมหรสพไปทีหนึ่ง โดยให้มายืนเคารพ “ท่านผู้นำ” แทน เพื่อต้องการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมและเทิดทูนผู้นำ จึงให้มีการเปิดเพลงให้ประชาชนเคารพตนเองในฐานะผู้นำประเทศ
 
ในปี พ.ศ. 2478 ได้มีระเบียบออกมาว่าด้วยเรื่องให้ยืนตรงทำความเคารพเมื่อได้ยินเพลงชาติและเพลงสรรเสริญฯ โดยที่ยังไม่มีการกำหนดโทษ แล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 จึงได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติ 2485 ซึ่งได้กำหนดใน มาตรา 6 ว่า
 
“บุคคลทุกคนจักต้องเคารพตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณี คือ (๑) เคารพธงชาติ(๓) เคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่นๆ ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการ ในงานสังคม หรือในโรงมหรสพ”

ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหาร เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ จึงได้เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอ่อนแอลงมากหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และได้เปลี่ยนแปลงการเปิดเพลงเคารพผู้นำในการมหรสพต่างๆ ให้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อถวายความเคารพต่อกษัตริย์แทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
ในระยะแรกนั้นจะเป็นการเปิดเพลงเพลงสรรเสริญฯ หลังจากที่มีการฉายภาพยนตร์จบแล้ว ต่อมาถึงได้มาเปลี่ยนเป็นเปิดเพลงเพลงสรรเสริญฯ ก่อนที่หนังจะฉายเมื่อไม่ถึง 17-18 ปีมานี้เอง
 
โดยที่เพลงสรรเสริญฯ ในสมัยแรกๆ ที่เปิดกันในโรงหนังนั้นด้วยเทคโนโลยียังไม่ดีนัก มีแค่เฟดอัปเฟดดาวน์เท่านั้น มีภาพขึ้นมาสองภาพ ตอนนั้นเป็นแบบภาพสีซีเปียก็คือเป็นภาพที่มีทั่วไปของในหลวงตั้งแต่สมัยทรงพระเยาว์จนมาถึงในเรื่องของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ

 

พัฒนาการของเพลงสรรเสริญฯ ในโรงภาพยนตร์ *


 
โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ เพลงสรรเสริญฯ เวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ชื่อชุด ‘นิทรรศการ’ เปิดมาเป็นคำถวายพระพร เป็นฉากเด็กยืนถวายพระพรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ตัดเป็นภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภาคต่างๆ ภาพที่พระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในเรื่องการเกษตรเช่นเรื่องฝนเทียม ตอนท้ายภาพพสกนิกรมากมายยืนไหว้ถวายพระพร ภาพจะตัดสลับระหว่างภาพในหลวงกับประชาชน ภาพในหลวงจากพื้นดินแห้งแล้ง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภาพในหลวง พื้นดินแห้งแล้ง มาเป็นภาพฝนตก
 
(เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัดทำร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้เรียบเรียงดนตรี คือ บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2538 จัดทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้ในโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 4 เวอร์ชัน)
 
เอสเอฟ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2542 ได้เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ ทั้งหมดทั้งสิ้น 2 เวอร์ชัน ชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘หยาดฝน’ ที่เป็นเสียงดนตรีไทย ผู้เรียบเรียงดนตรีคือ บรูซ แกสตัน
 
เซ็นจูรี่ เครือใหม่ เปิดมาได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์ได้มองเห็นอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กฯ เพลงสรรเสริญฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊ซเป็นดนตรีหลัก และไม่มีเสียงร้อง เรื่องการดำเนินภาพจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ ซึ่งหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพที่ในหลวงทรงกำลังเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย เสียงเป่าแซ็กฯ โดยเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค
 
ลิโด้, สยาม, สกาล่า เป็นโรงหนังในเครือเดียวกันเปิดทำการมาไล่เลี่ยกัน โดยเปิดมาได้ประมาณ 40 ปีแล้ว เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ มาแค่เพียง 2 เวอร์ชันเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘จิ๊กซอว์’ ที่มีภาพออกมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญฯ มีภาพในหลวงขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์มาต่อกัน จะมีภาพพระองค์ท่านเสด็จไปสถานที่ต่างๆ แล้วภาพจะค่อยๆ เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง ผู้เรียบเรียงดนตรี บรูซ แกสตัน
 
โรงหนังเฮาส์ เพิ่งเปิดมาได้ปีครึ่ง เพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับของโรงหนังลิโด้,สยาม และสกาล่า
 
สำหรับเครืออีจีวี ฟิล์มเพลงสรรเสริญฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำเป็นกราฟิก ในหลวงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในรูปแบบต่างๆ ภาพการขึ้นครองราชย์ ท้ายสุดเป็นภาพเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ เสียงร้องเพลงสรรเสริญฯ นี้มาจากบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย อาทิ เจริญ วรรธนะสิน, อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส, ดร.อ้อ-กฤติกา คงสมพงษ์ และดีเจพีเค ซึ่งจะร้องกันคนละท่อน แล้วมีเสียงประสานของ นักร้องอินดี้อย่าง แพม-ลลิตา ตะเวทิกุล เป็นแบ็กกราวนด์ 

หมายเหตุ
* ผู้เขียนเป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ เพราะได้ตัดมาแต่ข้อความบางส่วนในบทความของคุณภัททิรา ชิงนวรรณ์ โดยที่ชื่อของบทความเต็มนั้นคือ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ เพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง” 

องค์กรตุลาการกับประชาธิปไตย

April 17th, 2008

รัฐใดที่ประกาศตนเป็นนิติรัฐ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะยอมรับบทบาทขององค์กรตุลาการ ในฐานะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ การควบคุมฝ่ายบริหาร ก็ได้แก่ การควบคุมการความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง ในขณะที่การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ได้แก่ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา

องค์กรตุลาการในนิติรัฐสมัยใหม่จึงมีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่บทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ และการปกปักรักษาประชาธิปไตยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทอันกว้างขวางขององค์กรตุลาการเช่นนี้ นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเองกับคำว่าประชาธิปไตย กล่าวคือ ด้านหนึ่ง นิติรัฐ-ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ก็เรียกร้องให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และควบคุมไม่ให้เกิดการปกครองที่เสียงข้างมากใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น เมื่อองค์กรตุลาการเข้าไปควบคุมการใช้อำนาจรัฐเข้า ก็เกิดการเผชิญหน้ากันกับองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่องค์กรตุลาการปราศจากความชอบธรรมทางการเมืองเช่นว่า

ความขัดแย้งดังกล่าว จะมีวิธีการประสานกันอย่างไร?

แน่นอนที่สุด หากเราตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการออกไป นิติรัฐนั้นก็กลายเป็นนิติรัฐที่ไม่สมประกอบ เพราะปราศจากซึ่งองค์กรที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่นกัน หากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็คงไม่เหมาะสมเป็นแน่ เพราะ จะทำให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไปเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา วิธีเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง

วิธีที่จะพอแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้ คือ การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรตุลาการและการดำรงตนขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ในรายละเอียด ผู้เขียนขอแบ่งเป็น ๖ ประการ ดังนี้

ประการแรก ความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ

โดยทั่วไป รัฐธรรมนูญในรัฐเสรีประชาธิปไตยต่างรับรองความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการเอาไว้ เช่น การจัดตั้งศาลต้องทำโดยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา การจัดตั้งศาลเฉพาะเพื่อคดีใดคดีหนึ่งไม่อาจกระทำได้ การโยกย้ายผู้พิพาษาต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิพากษานั้นด้วย การแต่งตั้งและโยกย้ายตลอดจนการดำเนินการทางวินัยเป็นอำนาจของคณะกรรมการตุลาการ การบริหารงบประมาณของศาลเป็นไปอย่างอิสระ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษาสูงกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นต้น

อาจสงสัยกันว่าความเป็นอิสระของผู้พิพากษานี้ปราศจากความรับผิดชอบใดๆเลยหรือ? แน่นอน ในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่มีองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐใดที่ใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบขององค์กรตุลาการนั้นแตกต่างจากองค์กรนิติบัญญัติและบริหารซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองโดยแท้ กล่าวคือ องค์กรตุลาการไม่อาจถูกฝ่ายการเมืองแต่งตั้งโยกย้ายหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาไม่ได้มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน ตรงกันข้าม องค์กรตุลาการรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยผ่านเหตุผลประกอบคำพิพากษานั่นเอง ด้วยการให้สังคมได้มีโอกาสวิจารณ์คำพิพากษาอย่างเต็มที่

บางครั้งอาจมีกรณีตอบโต้การใช้อำนาจระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรตุลาการ หรือองค์กรบริหารกับองค์กรตุลาการ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติอาจตรากฎหมายที่มีผลเป็นการ “ลบ” หลักการที่คำพิพากษาของศาลได้วางบรรทัดฐานเอาไว้ หรือในฝรั่งเศส สมัยวิกฤติแอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลเร่งผลักดันรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลทหารพิเศษในดินแดนแอลจีเรียเป็นการเฉพาะ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารพิเศษเพียงไม่นาน (โปรดดูบทความของผู้เขียน, ฝ่ายการเมืองปะทะฝ่ายตุลาการ : ประสบการณ์จากฝรั่งเศส, เผยแพร่ครั้งแรกในประชาชาติธุรกิจ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ หรือดูได้ในhttp://www.onopen.com/2006/01/822)

ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวหรือการทุจริต ก็มีคณะกรรมการตุลาการเป็นผู้ดูแลและมีจริยธรรมวิชาชีพกำกับไว้ หรืออาจมีกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่สอง ความเป็นกลางขององค์กรตุลาการและความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา

องค์กรตุลาการต้องดำรงตนอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติ ในกระบวนพิจารณาคดี ต้องให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ผู้พิพากษามีส่วนได้เสียกับประเด็นแห่งคดีที่ตนจะพิจารณา ผู้พิพากษานั้นต้องถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี ดังสุภาษิตในภาษาละตินที่ว่า “Nemo in propria causa judex” ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นกันว่าผู้พิพากษาทั้งหลายไม่ควรเข้าไป “เล่น” การเมืองด้วยการไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ไปร่างรัฐธรรมนูญ ไปร่างกฎหมาย หากเข้าไปแล้วก็ไม่ควรกลับมาเป็นผู้พิพากษาใหม่ เพราะในวันข้างหน้าเป็นไปได้ว่า อาจมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเคยเข้าไปเกี่ยวข้อง

ความเป็นกลางของผู้พิพากษาจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษา เหตุผลประกอบคำพิพากษาเกิดจากการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมาย มิใช่นำรสนิยมทางการเมืองส่วนตัว ความเชื่อทางศาสนา ความนิยมชมชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสิน คำพิพากษาต้องไม่เกิดจากการตั้งธงคำตอบไว้ล่วงหน้า จากนั้นจึงค่อยหาเหตุผลเพื่อนำไปสู่ธงคำตอบนั้น ความเป็นภาววิสัยของคำพิพากษาย่อมทำให้บุคคลซึ่งแม้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา เหตุผลของคำพิพากษา หรือผลของคำพิพากษา แต่บุคคลนั้นก็ยังคงยอมรับนับถือคำพิพากษาอยู่ดี

คำพิพากษาต้องผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาอย่างลึกซึ้งของผู้พิพากษา โดยใช้เหตุผลทางกฎหมายประกอบ คำพิพากษาต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายและความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายไปพร้อมๆกัน ที่ว่าต้องสนับสนุนความชอบด้วยกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลทางกฎหมายและการเคารพกฎหมายตามแนวทางกฎหมายเป็นใหญ่ของหลักนิติรัฐ ส่วนที่ว่าต้องสนับสนุนความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมาย ก็เพื่อสร้างความเชื่อไว้วางใจต่อระบบกฎหมาย ความสม่ำเสมอต่อเนื่องของกฎเกณฑ์ และบุคคลสามารถคาดการณ์ได้ว่าการกระทำของตนและผู้อื่นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

บางกรณีทั้งสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนทำให้การหาจุดสมดุลของสองเรื่องนี้เป็นไปโดยยากและอาจต้องเอียงไปในทางใดทางหนึ่งมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องใช้เหตุผลมาอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความชอบด้วยกฎหมายมากกว่า และมีวิธีการเยียวยาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายอย่างไร หรือเหตุใดจึงตัดสินใจรักษาความมั่นคงแน่นอนและชัดเจนของกฎหมายมากกว่า และมีวิธีเยียวยาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คำพิพากษาที่ให้ใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นผลร้ายแก่บุคคลโดยไม่ได้มีการอธิบายเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไร้มาตรฐานและไม่สมเหตุสมผล

 

ประการที่สาม ความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อองค์กรตุลาการ

ความน่าเชื่อถือและความศรัทธาต่อศาล ทั้งในแง่ตัวองค์กรและตัวบุคคล หาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการ หมิ่น ศาลหรือละเมิดอำนาจศาล หรือการอ้างว่าผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธย” ไม่ ตรงกันข้าม เกิดจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภาววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษา

คำพิพากษาจะมีคุณค่า นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ยังต้องอาศัยความเชื่อถือของประชาชนประกอบด้วย จริงอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนทุกคนเห็นด้วยกับเนื้อหาของคำพิพากษาทั้งหมด แต่อย่างน้อยวิญญูชนพิจารณาดูแล้ว ก็ต้องยอมรับในเหตุผลที่ประกอบคำพิพากษานั้น และเห็นว่าคำพิพากษานั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน

การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจของสังคมต่อผู้พิพากษา ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องทำตนเป็นที่นิยมของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องยอมกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและสามัญสำนึกของตนเพียงเพื่อความพอใจของสาธารณชน ไม่ได้หมายความว่าผู้พิพากษาต้องตัดสินโดยฟังกระแสสังคม นี่เรียกว่า ความนิยม (Popularité) ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความเชื่อถือไว้วางใจ (Confiance) ความเชื่อถือไว้วางใจนั้น เป็นความเชื่อถือที่มีต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ความเป็นกลางของผู้พิพากษา ความยุติธรรมของผู้พิพากษา และความเคารพในจริยธรรมวิชาชีพของผู้พิพากษา

นอกจากนี้ ความเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้พิพากษา ยังอาจเกิดจากวัตรปฏิบัติของผู้พิพากษาเอง เช่น การรู้ถึงขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด การยอมรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ และการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยิ่งทระนงว่าตนยิ่งใหญ่ ไม่อหังการ-มมังการ เพราะ “หัวโขน” ผู้พิพากษา หรือเพราะคำอ้างที่ว่าตนกระทำการในนามกษัตริย์

 

ประการที่สี่ การตระหนักถึงขอบเขตอำนาจของตนเอง

นิติรัฐ-ประชาธิปไตยเรียกร้องเรื่องการแบ่งแยกอำนาจให้เกิดดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐในแขนงต่างๆ องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองมีอำนาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง

การพิพากษาของศาลมิใช่กระทำได้อย่างพร่ำเพรื่อหรือปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคำพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทำตามรูปแบบหรือไม่ ฟ้องภายในอายุความหรือไม่ ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาหรือไม่ จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมอีก ในท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน ก็ยังต้องพิจารณาอีกว่าคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลเป็นการทั่วไปหรือมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ มีผลย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคต

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการเป็นผู้เล่นหลักคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ (Acteur politique) อย่างไรเสียองค์กรตุลาการก็ต้องมีบทบาทางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้น ต้องกระทำผ่านคำพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น อนึ่ง แม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคำพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอำนาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาล หรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการก็จำต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อำนาจของตนเองลง เช่น การยุบสภา การประกาศสงคราม การเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี

ในบางกรณี รัฐบาลอาจดำเนินนโยบายตามที่รณรงค์หาเสียงกับประชาชนไว้ในช่วงเลือกตั้ง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้วจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับอาณัติจากประชาชนในการดำเนินนโยบายดังกล่าว ประเด็นปัญหานี้ องค์กรตุลาการอาจเข้าไปควบคุมได้แต่เพียงเฉพาะ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ของมาตรการตามนโยบายเท่านั้น องค์กรตุลาการไม่อาจเข้าไปก้าวล่วงถึง “ความเหมาะสม” ของนโยบาย อีกนัยหนึ่ง คือ องค์กรตุลาการต้องใช้ “กฎหมาย” เป็นมาตรวัดนั่นเอง

แม้องค์กรตุลาการจะมีอำนาจในการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอำนาจในการพิพากษาคดีความให้มีผลเป็นที่สุด (res judicata) แต่องค์กรตุลาการก็ไม่ได้มีอำนาจอย่างปราศจากขอบเขต ด้วยธรรมชาติและลักษณะพิเศษขององค์กรตุลาการที่ต้องการความเป็นอิสระทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนและสังคม แต่องค์กรตุลาการกลับมีอำนาจควบคุมการใช้อำนาจรัฐ กฎหมายจึงต้องออกแบบระบบไม่ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตด้วยการวางกลไกวิธีพิจารณาคดี ในขณะเดียวกันองค์กรตุลาการก็ต้องจำกัดการใช้อำนาจของตนเอง ไม่เข้าไปรุกล้ำในเรื่องที่เป็นนโยบายหรือการเมืองโดยแท้

นี่เป็นหลักการพื้นฐานขององค์กรตุลาการในรัฐเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งแอบอ้างเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเข้าไป “เพ่นพ่าน” ในสนามการเมือง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ การดำรงตำแหน่งในองค์กรเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามศัตรู การดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตลอดจนการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งสำคัญ

 

ประการที่ห้า คำพิพากษา “สาธารณะ”

จริงอยู่ ในทางกฎหมาย คำพิพากษาอาจมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความหรืออาจมีผลผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพิพากษามีผลกระทบออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้และตีความกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพหรือวางเงื่อนไขการใช้อำนาจรัฐมักเขียนด้วยถ้อยคำกว้างๆ เปิดโอกาสให้ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี การใช้และตีความกฎหมายเหล่านี้โดยศาลผ่านทางคำพิพากษาในแต่ละคดีต่างหากที่ “แปล-ขยาย” ความเหล่านั้นให้มีผลชัดเจนและจับต้องได้ เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันซ้ำเข้ามากๆในคดีก่อนๆ ก็กลายเป็นบรรทัดฐานที่ศาลต้องเดินตามในคดีหลัง นอกเสียจากศาลจะมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอและรับฟังได้ หรือบริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ศาลก็อาจเปลี่ยนแนวจากคำพิพากษาบรรทัดฐานนั้น ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ทำให้สำนักคิดกฎหมายสัจนิยม โดยเฉพาะเซอร์ โอลิเวอร์ เวนเดล โฮล์มส์ ถึงกับประกาศว่า “กฎหมายในความเห็นของข้าพเจ้า คือการพยากรณ์ต่อการกระทำของศาลในความเป็นจริง ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากนี้”

ด้วยอานุภาพของการใช้และตีความกฎหมายของศาลดังกล่าว ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคดีนั้นเท่านั้น คำพิพากษาจึงไม่ควรมีขึ้นเพียงเพื่อให้ผู้พิพากษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอ่าน ตรงกันข้ามคำพิพากษาต้องพยายามสร้าง “การสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม”

ผู้พิพากษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยต้องตระหนักเสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้น ไม่ได้เขียนอธิบายความและเหตุผลให้แก่คู่ความเท่านั้น แต่เป็นการให้เหตุผลแก่บุคคลทั่วไปด้วย คำพิพากษาที่ดีจึงต้องสามารถให้การศึกษาแก่สังคม นำมาซึ่งการศึกษาค้นคว้า วิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ทั้งในหมู่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไป ในกรณีที่เป็นข้อบกพร่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ เนื้อหาของคำพิพากษาต้องกระตุ้นเตือนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย

คำพิพากษา “สาธารณะ” จึงต้องประกอบไปด้วย ๒ ปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรก การเข้าถึงคำพิพากษาต้องเป็นไปโดยง่าย ภายหลังอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว คำพิพากษาต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีโอกาสวิจารณ์ ปัจจัยที่สอง ผู้พิพากษาต้องคิดอยู่เสมอว่าการเขียนคำพิพากษานั้นเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างองค์กรตุลาการกับสังคม ไม่ใช่เขียนเพียงเพื่อตัดสินคดีให้แล้วเสร็จไป

 

ประการที่หก การยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์

โดยธรรมชาติขององค์กรตุลาการนั้นเป็นองค์กร “ปิด” และมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยกว่าองค์กรของรัฐอื่นทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ ลักษณะดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรตุลาการกลายเป็น “แดนสนธยา” ได้ง่ายขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องสร้างระบบการวิจารณ์การทำงานของศาล นั่นก็คือ การวิจารณ์คำพิพากษานั่นเอง

การลำพองตนของผู้พิพากษาว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในนามของกษัตริย์ ตนมีพระราชดำรัสของกษัตริย์ที่สนับสนุนและให้กำลังใจ เป็นอุปสรรคและไม่ส่งเสริมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา และอาจทำให้ผู้พิพากษา “หลง” อำนาจจนละเลยสังคมและไม่ใส่ใจความเห็นขององคาพยพอื่นๆในสังคม เช่นกัน การสงวน “คำพิพากษา” ไว้ให้เฉพาะผู้พิพากษา ทนายความ หรือคู่ความก็ดี การพยายามสร้างความเชื่อที่ว่า คำพิพากษาเป็นเรื่องกฎหมาย มีแต่นักกฎหมายด้วยกันเท่านั้นที่เข้าใจก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างทัศนคติที่คับแคบในหมู่นักกฎหมายว่าในโลกนี้มีแต่นักกฎหมายที่เป็นใหญ่ และผูกขาด “ความจริง” ในนามของกฎหมาย

ในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการกฎหมาย สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปได้วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ต่อคำพิพากษานั้น ย่อมทำให้คำพิพากษาและศาลได้การยอมรับนับถือ และสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้กับคำพิพากษาและผู้พิพากษานั้นด้วย การวิจารณ์คำพิพากษาโดยสาธารณชนยังช่วยสร้างกระบวนการประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้นตามแนวทาง “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันและขยายต่อจาก “ประชาธิปไตยทางตรง” “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” และ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

ด้วยเหตุนี้ การ “ใช้” หรือการ “ข่มขู่ว่าจะใช้” กฎหมายที่มีบทลงโทษเกี่ยวกับข้อหา “หมิ่นศาล” หรือ “ละเมิดอำนาจศาล” จึงล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ

 

……………………..

 

ในรัฐเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ องค์กรตุลาการมีพันธกิจ ๔ เรื่องหลักๆ ได้แก่ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย การสร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมายผ่านทางการใช้และตีความกฎหมายในคำพิพากษา และการเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุพันธกิจทั้งสี่นี้ ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยอันเป็นคุณค่าพื้นฐานที่รัฐเสรีประชาธิปไตยยึดถือ

แนวทางทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นการสนับสนุนองค์กรตุลาการให้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธบทบาทขององค์กรตุลาการในการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้า แต่การตัดสินอย่างก้าวหน้าควรประกอบด้วยเหตุผลที่มีความเป็นภาววิสัย มีหลักกฎหมายรองรับ และอธิบายให้สังคมยอมรับนับถือได้ เป็นความกล้าปฏิเสธอำนาจนอกระบบและรัฐประหาร เป็นความกล้าตัดสินเพื่อแก้ “วิกฤติ” ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบจากจิตสำนึกของผู้พิพากษาและยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการตัดสินที่ “คิดว่า” ก้าวหน้าเพื่อแก้ “วิกฤต” เพราะมีใครคนใดคนหนึ่งออกมากระตุ้นให้องค์กรตุลาการต้องตัดสิน หรือ เพราะต้องการปราบปรามศัตรูทางอุดมการณ์ทางการเมือง

จริงอยู่ ในนิติรัฐ หลักการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ และหลักความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ เป็นหลักการสำคัญอันขาดเสียมิได้ แต่หลักการดังกล่าวไม่ได้มีคุณค่าหรือสถานะสูงสุดเหนือกว่าหลักการอื่น จนทำให้องค์กรตุลาการมีอำนาจล้นฟ้าและปราศจาการตรวจสอบถ่วงดุล ตรงกันข้าม หลักการเหล่านี้เป็นหลักการในทางกลไกเพื่อพิทักษ์รักษาหลักการที่มีคุณค่าสูงสุด คือ หลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุด อำนาจและความอิสระที่นิติรัฐหยิบยื่นให้องค์กรตุลาการนั้น ก็เพื่อให้นำมาใช้ปกป้องนิติรัฐและประชาธิปไตยนั่นเอง หาใช่ให้เพื่อนำมาใช้ทำลายนิติรัฐและประชาธิปไตยไม่

ต้องไม่ลืมว่า องค์กรตุลาการไม่ได้อยู่เหนือประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และการสำนึกอยู่เสมอว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในประชาธิปไตยและมีหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้องค์กรตุลาการสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมสมัยใหม่ และสร้างความชอบธรรมให้องค์กรตุลาการในการเข้าไปตรวจสอบอำนาจรัฐ

ในทางกลับกัน หากองค์กรตุลาการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอคติ ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือยอมพลีตนรับใช้อุดมการณ์บางอย่างด้วยการเป็นกลไกปราบปรามศัตรูแล้ว ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการย่อมลดน้อยถอยลง จนในท้ายที่สุด อาจไม่เหลือซึ่งการยอมรับคำพิพากษาของศาล

หากเป็นเช่นนั้น นอกจากองค์กรตุลาการจะไม่บรรลุพันธกิจปกป้องนิติรัฐ-ประชาธิปไตยแล้ว กลับกลายเป็นว่าองค์กรตุลาการนั่นแหละที่เป็นผู้ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตยเสียเอง

งานสัมมนา ความรุนแรง “ซ่อน-หา” สังคมไทย

April 14th, 2008

ขอเชิญดาวน์โหลดบทความงานสัมมนาโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)

สันติวิธี ความรุนแรง และสังคมไทย (Nonviolence, Violence, and Thai Society)

โครงการวิจัยปีที่ 2
ความรุนแรง “ซ่อน-หา” สังคมไทย
วันจันทร์ที่19 และวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2550
ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

สิทธิที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือเหตุผลของรัฐต่อความชอบธรรมทางการเมือง
ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ปฏิบัติการสงคราม” ของการรณรงค์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย
ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดาว์นโหลด PDF ส่วนที่ 1
ดาว์นโหลด PDF ส่วนที่ 2

ภูมิทัศน์วิชาการความรุนแรงทางการเมือง: การถกเถียงและข้อค้นพบจากทศวรรษ 1970-ปัจจุบัน
อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดาว์นโหลด PDF

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม: มายาการความรุนแรงทางการศึกษา
ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ และ ดร.ศรีชัย พรประชาธรรม กระทรวงศึกษาธิการ
ดาว์นโหลด PDF

เพศสภาพแห่งความรุนแรง
ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทสะท้อน “ความรุนแรง” จากมุมมองขบวนการท้องถิ่นด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กฤษฏา บุญชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดาว์นโหลด PDF

ความตาย ณ ชายขอบ: ความตายของชายขอบ?
ดร.เดชา ตั้งสีฟ้า คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กระแสโลกาภิวัตน์และการลงโทษประหารชีวิตในรัฐไทย
ร.ต.อ.หญิงธัญญรัตน์ ทิวถนอม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดาว์นโหลด PDF

6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา: จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี), 2519-2549
ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
ดาว์นโหลด PDF

อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา

April 14th, 2008

ในโอกาสสัมมนาวิชาการเปิดตัวหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา: รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2550 ณ ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมกับคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนหนึ่งของงานจะมีการ สนทนากับ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มธ. ผ่านบทความ อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา ในเวลา 15.30?- 17.00 น.

ในโอกาสนี้ทางกองบก. ขอนำบทความของอ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยาฯ มาเผยแพร่ เพื่อเชิญชวนทุกท่านมา สนทนา กับ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในวันและเวลาดังกล่าว

อริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยา
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Download PDF

คำวิจารณ์
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Download PDF

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน

April 10th, 2008

เพลงฝ่ายซ้ายยุคเก่าๆ ของนักร้องเพลงโฟล์คอเมริกัน
รีบดูนะขอบอก ก่อนที่ยูทิวบ์จะโดนกระซวงไอซีทีแฮกตามที่ท่านได้โนติสไว้

ในไทย เวลาพูดถึงนักดนตรีโฟล์คฝรั่ง เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้ซักเท่าไรนัก เพราะรู้จักกันบ้างก็แต่ บ็อบ ดีแลน, นีล ยัง, ครอสบี, สติลส์, แนช & ยัง ซึ่งเป็นขวัญใจ คาราวาน หรือวงเพื่อชีวิตใครหว่าของเมืองไทย และยังเป็นขวัญใจพวกนักร้องเพลงโฟล์คแนวสายลมแสงแดดคนอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งคุณสามารถหาฟังได้จากเว็บไซต์ต่างๆ [ดูได้ที่เว็บนี้]

แต่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นล้นพ้นที่เสด็จแม่ยูทิวบ์ (ที่เรียก’เด็จแม่เพราะเว็บไซท์น่าจะเป็นผู้หญิง อันนี้ว่ากันตามกระแสลัทธิบูชาเสด็จพ่อในเว็บฟ้าเดียวกัน) ได้เมตตาเก็บคลิปของสองคนนี้ ซึ่งเค้า, อย่าถามว่าเค้าคือใคร, ว่ากันว่าเป็นแม่แบบของดนตรีโปรเทสต์ของอเมริกา

(อะ๑ คำว่า “โปรเทสต์” นี้ ดูคลับคล้ายคลับคลาว่ามีรากศัพท์เดียวกับคำว่า “โปรแตสแตนท์” ทำให้ดูเหมือนว่าคำนี้ในความรู้สึกฝรั่งมีความหมายไปในทางดี อย่างนี้ฝรั่งคงเรียกว่าดี เรียกว่าถูกต้องกระมัง?, ต่างจากคำว่า “ประท้วง” ในภาษาไทย ซึ่งทำเกิดความรู้สึกไปในทางไม่ใครจะดี อย่างนี้เราคนไทยเรียกว่า “ไม่ดี ไม่ถูก”)

กลับมาที่เรื่องเดิม สองคนที่ว่านี้คือ พีท ซีเกอร์ และ วูดดี้ กัทธรี ซึ่งในนี้คงไม่มีประวัติอะไร เพราะ

1. ขี้เกียจค้นและแปล
2. ไม่เน้นไอเดียบูชาฮีโร่ สนใจเนื้อหาที่เค้านำเสนอมากกว่า
3. ถ้าคุณอยากรู้ก็ย่อมค้นเองได้

ฉะนั้น เราฟังเพลงกันดีกว่า

เริ่มจากเพลงที่คนไทยรู้จักก่อน


Where Have All The Flowers Gone – Pete Seeger 1968 Stockholm


pete seeger which side are you on


Pete Seeger – What Did You Learn In School?


Solidarity Forever (Pete Seeger)

เพลงนี้คุณจะต้องคุ้นมาก ^^

อันนี้ คือ Marlene Dietrich : Where Have All the Flowers Gone? 1963
เพลงเดียวกัน

และ นี่ เด็ดจริงๆ


Pete Seeger This Land Is Your Land The Sidewalk Sessions

พีท ซีเกอร์ตอนแก่แล้ว ไปจัดกิ๊กคอนเสิร์ทร้องเพลงประท้วงอยู่ริมถนน
อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับนักแต่งเพลงเพื่อชีวิตของไทย อิอิ
(มีความเห็นนึงในยูทิวบ์บอกว่า แหม ถ้า only the world could see this part of America more… )

เพลง This Land Is Your Land นี้เป็นเพลงที่แต่งโดย วูดดี้ กัทธรี

เรามาดูอีกเพลงของ วู้ดดี้ กัน


Woody Guthrie – So long it’s been good to know you


และ Bruce Springsteen: THIS LAND IS YOUR LAND

ยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคับ

ฟ้าเดียวกันขอเชิญท่านร่วมเป็น 1 ใน 10,000 รายชื่อที่เสนอร่างพ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ

April 9th, 2008

คุณรู้ไหมว่า… มีคนงานเจ็บป่วยพิการล้มตายเพราะโรคจากสารเคมีและสิ่งแวดล้อมปีละเกือบ 2 แสนราย

คุณยังจำได้ไหม… เมื่อ 15 ปีที่แล้วในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเคเดอร์ ขณะที่คนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวกำลังผลิตตุ๊กตาเพื่อส่งไปขายทั่วโลก เพลิงได้ลุกไหม้จนทำให้ตึกถล่ม พรากชีวิตคนงานไป 188 คนและบาดเจ็บกว่า 469 คน

คุณเคยไหม… ที่หายใจเอาควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์เข้าไป นั่นยังน้อยกว่ามากถ้าเทียบกับคนงานในโรงงานทอผ้าที่สูดหายใจเอาฝุ่นฝ้ายเข้าปอดจนเป็นโรคปอดอักเสบ แต่พวกเขากลับเข้าไม่ถึงสิทธิ์ในการรักษา

15 ปี กว่าจะเป็นวันนี้

หลังจากกรณีโศกนาฏกรรมเคเดอร์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ผู้ใช้แรงงานได้รวมตัวกันเพื่อร่างและผลักดันกฎหมายด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีส่วนร่วม แต่กระทรวงแรงงานเองกลับเสนอร่างพ.ร.บ. ตีคู่ออกมา เพื่อต้องการตัดสาระสำคัญที่ผู้ใช้แรงงานมีเจตจำนงร่วมกันให้ก่อตั้ง “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับการดูแลของกระทรวงแรงงานและให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการด้วย สถาบันนี้จะมีหน้าที่พัฒนาการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย จัดการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาวินิจฉัยโรค พิจารณาการจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

ฟ้าเดียวกันขอเชิญท่านร่วมเป็น 1 ใน 10,000 รายชื่อที่เสนอร่าง พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …
[ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายและร่างพ.ร.บ.]

กรอกแบบฟอร์มและแนบสำเนาบัตรประชาชน ส่งมาที่
สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
32 ม.2 ซ.ทรายทอง 22 ถ.ติวานนท์ 45 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ / โทรสาร 02-9513037, 02-9512710
http://www.wept.org, E-mail: wept_somboon@hotmail.com

ความคิดของหยุด แสงอุทัย ในปรัชญากฎหมาย

April 5th, 2008

ปรัชญากฎหมายไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

………………..

อย่างไรก็ตาม ระแสความคิดทางกฎหมายแบบธรรมนิยมที่คงปรากฏตัวอย่างให้พบเห็นข้างต้น นอกจากจะมิใช่เป็นความคิดที่เป็นทางการแบบเก่าแล้ว ยังเป็นกระแสรองทางความคิดที่นับวันจะอ่อนแรงลง คล้ายเป็นตำนานความคิดเก่าๆ ที่แฝงความล้าสมัยในทรรศนะของนักกฎหมายหลายๆคน ในสภาพที่ไม่มีปรัชญากฎหมายที่เป็นทางการ หรือปรัชญากฎหมายของรัฐเหมือนเช่นอดีตโบราณ ปรัชญาแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็กลับได้รับการเผยแพร่เป็นระลอกๆสืบต่อกันมา ดังอาทิ ในข้อเขียนหรือตำราคำบรรยายกฎหมายของ รัตน์ จามรมาน, วัน จามรมาน, เอกูต์, ขุนประเสริฐศุภมาตรา, หลวงสุทธิวาท นฤพุฒิ หรือ หยุด แสงอุทัย ….. ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรัชญากฎหมายของตะวันตกแบบปฏิฐานนิยมก็เข้ามามีอิทธิพลเบียดขับหรือบดบังกระแสการเปลี่ยนแปลงปรัชญากฎหมายแบบเก่า จนอาจมองได้ว่าเป็นความล้มเหลวของปรัชญากฎหมายแบบธรรมนิยมที่พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ภายใต้คาวมคิดแบบมนุษยนิยมหรือเหตุผลนิยม นอกจากนี้ ภายหลังความตกเสื่อมในความเชื่อถือต่อคัมภีร์พระธรรมศาสตร์และการสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดูเหมือนหลักคุณค่าเรื่องทศพิธราชธรรมในฐานะเป็นหลักอุดมคติแห่งปรัชญากฎหมายไทยก็พลอยเสื่อมบทบาทไปด้วย เหลือเพียงฐานะเป็นเสมือนคุณธรรมส่วนพระองค์ที่ควรเป็นของกษัตริย์เท่านั้น โดยที่ในช่วงนั้นยังไม่ปรากฏการตีความหมายของทศพิธราชธรรมให้เป็นหลักคุณธรรมของผู้ปกครองทั่วไป ซึ่งมิได้จำกัดอยู่ในกรอบแห่งระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น

เมื่อมองถึงการเติบโตของปรัชญากฎหมายแบบปฏิฐานนิยม แม้จุดเริ่มต้นของการนำเข้าซึ่งความคิดนี้มีมาตั้งแต่ยุคปฏิรูปกฎหมายของรัฐ แต่โดยสภาพที่เป็นจริง ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายก็หาได้เข้ามาเป็นปรัชญากฎหมายของรัฐหรือปรัชญากฎหมายของทางการ แทนที่ปรัชญากฎหมายแบบพุทธธรรมนิยมของเดิมไม่ ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ ถึงแม้แนวคิดที่มองกฎหมายในแง่เป็นคำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์จะมีการกล่าวถึงเพิ่มขึ้นทุกที ดังกล่าวมาข้างต้น แต่การถ่ายทอดความคิดดังกล่าวหลายครั้งก็มักประกอบด้วยประเด็นวิจารณ์หรือข้อสังเกตประกอบคู่กันด้วย ดังแม้แต่ครั้งที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์นำทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ขึ้นมาเผยแพร่ พระองค์ก็ทรงกล่าวถึง “ความจริง 3 อย่าง” ที่เป็นข้อบกพร่องในตัวทฤษฎีนี้ขึ้นกล่าวประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีก็มีอยู่เช่นกันที่นักนิติศาสตร์บางท่านได้เสนอประเด็นถกเถียงเชิงวิจารณ์ต่อทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ หากท้ายสุดก็ดูเหมือนยังยอมรับต่อความหนักแน่นมั่นคงของทฤษฎีนี้อยู่ กระนั้น นับวันที่มีนักกฎหมายไทยสำเร็จการศึกษากฎหมายจากตะวันตกเพิ่มมากขึ้น การเผยแพร่แนวคิดทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกก็ขยายกว้างขึ้น มิได้จำกัดเฉพาะแต่ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หากเรื่องอิทธิพลหรือการยอมรับในปรัชญากฎหมายสกุลต่างๆของตะวันตกก็อาจเป็นอีกประเด็นหนึ่ง การอ้างอิงหรือถ่ายทอดความคิดทางกฎหมายของนักปราชญ์ตะวันตก ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นับแต่งานเขียน “หัวข้อเล็คเชอร์ธรรมศาสตร์” ของพระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ ในปี พ.ศ.2466 ตำรากฎหมายในชื่อเรื่อง “ธรรมศาสตร์” หรือ “ว่าด้วยกฎหมาย” ของนักกฎหมายอีกหลายๆท่านก็มีบทบาทถ่ายทอดความคิดทางกฎหมายของตะวันตกสู่การรับรู้ของนักกฎหมายไทยอย่าต่อเนื่อง งานเขียนที่สมควรย้ำความเป็นพิเศษเพิ่มเติมน่าจะเป็น บทความเรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” ของ ดร.สายหยุด แสงอุทัย ในปีพ.ศ. 2483 ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการเผยแพร่ความหลากหลายของแนวคิดกฎหมายตะวันตกที่ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง[1] น่าสนใจที่ในเวลาเดียวกันผู้เขียนก็กล่าวถึง “ประวัติการณ์ความคิดกฎหมายในกฎหมายไทย” ไว้ย่อๆด้วย ผู้เขียนยอมรับว่าสืบแต่ประเทศไทยยอมรับเอากฎหมายของมโนสาราจารย์มาเป็นกฎหมายของไทย ดังนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า “เราไม่ได้เข้มงวดในหลักที่ว่ากฎหมายจะต้องมาจากรัฐาธิปัตย์”[2] ในอีกด้านหนี่ง ดร.สายหยุด แสงอุทัย ยังวิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” หรือทฤษฎีคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ว่า “ใช้ไม่ได้เลย” เพราะอธิบายที่มาแห่งกฎหมายเพียงแห่งเดียว (รัฐาธิปัตย์) โดยละลืมความสำคัญของกฎหมายจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาที่เป็นบันทัดฐานของศาลสูง การยึดมั่นต่อ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ยังสร้างผลร้ายคือ[3]

“จะมีคำพิพากษาที่วินิจฉียคดีผิดจากความรู้สึกของราษฎรอย่างมากมาย ซึ่งที่จริงเมื่ออธิปตัยเป็นของราษฎรที่เป็นส่วนรวมแล้ว ก็ควรจะยกย่องความคิดเห็นของราษฎรที่เป็นส่วนรวมนี้และถ้าถือว่ากฎหมายคือข้อบังคับของรัฐาธิปัตย์อย่างเดียว จะเรียกข้อบังคับซึ่งศาลยกขึ้นปรับแก่คดีในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติชัดแจ้งว่าอย่างไร…ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ย่อมทำให้กฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วไม่เหมาะสมกับกาลสมัย โลกกำลังเจริญก้าวหน้าไปโดยไม่หยุดหย่อนและมีพฤติการณ์มากหลายซึ่งรัฐาธิปัตย์ในขณะบัญญัติกฎหมายไม่รู้จัก… นอกจากนี้การยอมให้แก้ตัวว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดี รัฐาธิปัตย์ต้องบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่นั้นฟังดูไม่สนิทนัก ผู้พิพากษาควรจะร่วมมือกันช่วยให้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เป็นผลดี ช่วยคิดค้นหาหลักเกณฑ์ในทางกฎหมาย เป็นการแผ้วทางไว้สำหรับผู้บัญญัติกฎหมายในเวลาภายหลัง ไม่ควรเคร่งครัดกับกฎหมายจนเกินไป”

ข้อวิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ของ ดร.สายหยุด ข้างต้นจัดเป็นเรื่องน่าใส่ใจอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่วิจารณ์เชื่อมโยงกับระบบประชาธิปไตย (“เมื่ออธิปตัยเป็นของราษฎรทีเป็นส่วนรวมแล้ว….”) และปัญหาเรื่อง “กฎหมายไม่ดี” ที่รัฐาธิปัตย์อาจบัญญัติขึ้นมาได้ นับว่า “ในขณะนั้น” (พ.ศ.2483) ผู้เขียนได้สะท้อนจุดยืนประชาธิปไตยผ่านข้อวิจารณ์ทางปรัชญากฎหมายนี้อย่างค่อนข้างชัดเจน เราจะพูดถึงประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่งต่อไป เมื่อกล่าวถึงเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกาที่รับรองความเป็นกฎหมายของประกาศของคณะปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ เมื่อกล่าวถึงการเผยแพร่ (และวิจารณ์) ความคิดทางกฎหมายของตะวันตก น่าสังเกตว่าแม้นักนิติศาสตร์ไทยจะวิจารณ์ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายควบคู่ไปกับการแพร่หลายของความคิดนี้ สิ่งนี้ก็มิได้หมายความว่าความคิดในทางกฎหมายที่เป็นปรปักษ์ต่อปฏิฐานนิยมทางกฎหมายจะได้รับการยอมรับเชิดชูแทนที่ ปรัชญาหรือความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติของตะวันตกก็ไม่วายถูกวิจารณ์ด้วยเช่นกัน ในแง่ความไม่สมจริง ไม่เป็นความคิดวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่นำเอาคำว่า “กฎหมายธรรมชาติ” มาบังหน้า เพื่อจุดประสงค์ทางส่วนตัวและสังคมการเมือง[4]

กล่าวโดยรวมความแล้ว นับหลังจากความตกเสื่อมของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมหรือการเลิก/ลดความเชื่อถือต่อกรอบความคิดในพระธรรมศาสตร์ต่อเรื่อยมาถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย การถ่ายทอดหรือแพร่หลายปรัชญากฎหมายในสำนักคิดต่างๆของตะวันตกเป็นไปอย่างสืบเนื่องโดยเฉพาะปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของเบนแธมและอสสติน ทว่าการรับเอาปรัชญากฎหมายของตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในวงวิชาการกฎหมายดังกล่าวก็เป็นไปอย่างวิพากษ์พอสมควร ข้อนี้ย่อมชวนให้คิดได้ว่าไม่มีปรัชญากฎหมายของตะวันตกสำนักใดที่เข้ามาครอบงำความคิดของนักกฎหมายไทยโดยทั่วไปได้ “โดยสิ้นเชิง” พิจารณาจากสภาพการณ์ที่ในยุคแรกๆนั้น วิชาธรรมศาสตร์หรือนิติปรัชญาไม่ค่อยมีการสอนหรือการเขียนตำราที่ละเอียดลงเป็นระบบอย่างจริงจังด้วยแล้ว เรายิ่งย่อมอนุมานได้ถึงความจำกัดในการรับรู้และความเข้าใจอันถ่องแท้ของนักกฎหมายไทยเกี่ยวกับปรัชญากฎหมายต่างๆทั้งของตะวันตกและของไทยโบราณ อย่างไรก็ตามในสภาพการณ์ของการรู้ไม่จริงต่อเรื่องปรัชญากฎหมายนั้น เป็นไปได้ทีนักกฎหมายจำนวนหนึ่งอาจยึดมั่นในปรัชญากฎหมายของตะวันตกบางสำนัก เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดความคิดดังกล่าวอย่างจงใจจากผู้สอน โดยที่ตนเองไม่ได้มีโอกาสศึกษาอย่างละเอียดดีพอ อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับที่ดูเหมือนสนับสนุนแนวคิดนั้นๆด้วย ข้อสำคัญที่สุดคือ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นสภาพความระส่ำระสายทางการเมืองที่มีการช่วงชิงอำนาจรัฐกันมาโดยตลอด แนวคิดทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกบางสำนักได้รับการหยิบยืมเข้ามาอธิบายความชอบธรรมของการใช้อำนาจผู้ปกครองทีได้อำนาจมาโดยการใช้กำลัง การเปลี่ยนสภาพปรัชญากฎหมายให้มีชีวิตขึ้นจริงจังในทางปฏิบัติย่อมจัดเป็นวิถีทางสำคัญหนึ่งในกาสร้างการยอมรับต่อปรัชญากฎหมายนั้นๆ ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่ด้วยก็ตามที 

บทบาทของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายภายใต้บริบททางสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยม

หากพิจารณาถึงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากฎหมายกับสภาพสังคมการเมืองไทยภายหลังปี 2475 ถึงแม้ความรู้ความเข้าใจในทางปรัชญากฎหมายจะมีข้อจำกัดข้างต้น หากกล่าวโดยนัยแล้ว ข้อพิจารณาเชิงปรัชญากฎหมาย กลับกลายเป็นประเด็นความคิดที่อยู่เบื้องหลังลึกๆของการโต้แย้งทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยและเป็นไปอย่างจริงจัง นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เปิดศักราฃใหม่ของระบบประชาธิปไตยครั้งแรกในสังคมไทย หลักการเกี่ยวกับความเสมอภาคของบุคคลและเสรีภาพในด้านต่างๆที่เปิดกว้างด้านสนับสนุนให้มีการตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจทางด้านกฎหมายของผู้ปกครอง ผิดกับยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่บุคคลทั่วไปหาอาจตั้งคำถามว่าพระมหากษัตริย์ทรงตรากฎหมายโดยยึดมั่นในพระธรรมศาสตร์หรือไม่ หากกระนั้นเงื่อนไขผลักดันที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ปัญหาเกี่ยวกับการตรากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหรือกฎหมายที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ปัญหาเรื่องกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองที่มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐมาโดยตลอด นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังเราย่อมทราบกันดีเกี่ยวกับปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารทีอุบัติขึ้นเป็นระยะๆถึง 9 ครั้งในช่วง 60 ปีของประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับตั้งแต่ปี 2475 จนถึงช่วงทศวรรษปัจจุบัน มีการออกกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคลที่ผลัดเปลี่ยนกันมาขึ้นครองอำนาจรัฐทั้งที่เป็นรัฐบาลพลเรือนและรัฐบาลทหาร ลักษณะของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้นก็มีหลายรูปการ นับตั้งแต่การบัญญัติตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาพิพากษาปรปักษ์ทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังต่อบุคคล การตัดรอนสิทธิเสรีภาพจำเลยในการตั้งทหนายขึ้นต่อสู้คดี รวมทั้งการตัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา การตรากฎหมายมอบอาจตุลาการหรือนิติบัญญัติแก่ฝ่ายบริหาร เปิดช่องให้มีการจับกุมคุมขังหรือเนรเทศได้โดยพลการ, การตรากฎหมายให้อำนาจสูงสุดแก่นายกรัฐมนตรีในการลงโทษบุคคลโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรม, การลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพิมพ์หรือการโฆษณา, การจำกัดสิทธิเสรีภาพด้านแรงงานรวมทั้งการออกกฎหมายต่อต้านการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในการต่อสู้หรือวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น ฐานแห่งเหตุผลโต้แย้งโดยทั่วไปก็ยังอยู่กับแนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม (The Rule of Law) และอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ซึ่งต่างล้วนเป็นแนวคิดอุดมคติทางกฎหมายและสังคมของตะวันตก อย่างไรก็ตาม แนวคิดต่างๆนี้ดูเป็นเรื่องใหม่ค่อนข้างมากในสังคมไทย ทั้งในแวดวงนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ปัญหาเรื่องความเข้าใจ, การยอมรับ และความมีพลังในตัวความคิดจึงเป็นข้อจำกัดสำคัญในแง่บทบาทของความคิดนี้ในการใช้ต่อสู้วิพากษ์วิจารณ์พร้อมๆกับบทบาทในเชิงบวกของแนวคิดจากตะวันตกดังกล่าว แนวคิดเชิงปรัชญากฎหมายสกุลหนึ่งของตะวันตก ก็กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บทบาทเชิงลบที่สนับสนุนความไม่เป็นธรรมของการใช้อำนาจรัฐ

ในบรรดาปรัชญากฎหมายจากตะวันตกที่นำเข้ามาแพร่หลาย ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายนับเป็นจำเลยทีถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษโดยเฉพาะภายหลังความขัดแย้งทางความคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับปัญหาการวินิจฉัยสถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติที่มีผู้เห็นว่าไม่เป็นธรรม

ภายหลังการกระทำรัฐประหาร 2490 ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยนโค้งที่สำคัญหนึ่งสืบแต่ปีกความคิดฝ่ายก้าวหน้าของคณะราษฎร 2475 (กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์) ถูกทำลายอำนาจลงโดยเด็ดขาด กลุ่มเผด็จการทางทหารได้ขึ้นครองอำนาจต่อเนื่องมาเกือบสองทศวรรษ ในระหว่างช่วงนี้เองที่ปัญหาเกี่ยวกับความชอบของคณะรัฐประหารในการออกกฎหมายหรือเรื่องสถานภาพของ “ประกาศคณะปฏิวัติ” ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงทางนิติปรัชญาที่สำคัญ

การต่อสู้ทางความคิดมีขึ้นเนื่องจากมีฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งคณะรัฐประหารมีการออกคำสั่งหรือประกาศใช้บังคับเป็นปฏหมายต่อประชาชนหลายๆเรื่อง ที่มีลักษณะไม่ชอบธรรมหรือขัดต่อมาตรฐานทางความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตย

การโต้แย้งโดยทั่วไปดูเหมือนไม่ประสบผลสำเร็จ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 ฝ่ายผู้ก่อการก็เคยออกแถลงการณ์ยืนยันความชอบธรรมของตนเองทั้งในแง่การเป็นองค์รัฐาธิปัตย์และอาจในการนิติบัญญัติโดยสมบูรณ์ ตรรกะที่ฝ่ายรัฐประหารนำมาอ้างสนับสนุนก็คือเรื่องความสำเร็จในการยึดครองอำนาจรัฐหรือสถานะของความเป็นรัฐาธิปัตย์อันแท้จริง[5] ข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อข้อพิพากทเกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้อำนาจในแง่กฎหมายของคณะรัฐประหารขึ้นสู่การพิจารณาของสถาบันตุลาการ ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาตัดสินรับรองความชอบธรมของอำนาจคณะรัฐประหารและสถานภาพทางกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏต่อเนื่องจนคล้ายเป็นบรรทัดฐานประเพณีไปแล้ว มี อาทิ

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 : “…การล้มล้างรัฐบาลเก่าตั้งเป็นรัฐบาลใหม่โดยใช้กำลังนั้นในตอนต้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจนกว่าประชาชนจะได้ยอมรับนับถือแล้ว เมื่อเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือหมายความว่าประชาชนได้ยอมรับนับถือแล้ว ผู้ก่อการกบฏล้มล้างรัฐบาลดังกล่าวก็ต้องเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 102…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 : “…ข้อเท็จจริงได้ความว่าในพ.ศ.2490 คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารประเทศชาติในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ เพือ่บริหารประเทศชาติต่อไป มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งด้วยความสงบไม่ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2490 จึงเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1512-1515/2497 : “…คำว่า “รัฐบาล” ตามที่กล่าวไว้ในกฎหมายลักษณะอาญานั้น ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์ไว้ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า “องค์การปกครองบ้านเมือง…รัฐบาลที่โจทก์หาว่าพวกจำเลยจะล้มล้างนั้นเป็นรัฐบาลที่ได้ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นคือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ประกาศใช้ในกรณีที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่ดำรงอยู่ก่อน รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ ได้เข้าครอบครองและบริหารราชการแผ่นดินด้าวยความสำเร็จเด็ดขาด และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศไว้ได้ และตลอดมาเป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่าเป็นรัฐบาลอันสมบุรณ์มาช้านจนบัดนี้ ศาลไม่เห็นมีเหตุใดที่จะไม่ถือว่าเป็นรัฐบาลอันไม่ชอบธรรมตามความเป็นจริง อันปรากฏประจักษ์แจ้งอย่างชัดเจน”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2505 : “ศาลฏีกาเห็นว่า เมื่อในพ.ศ.2501 คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยความแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ดังนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ดังนั้นประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 (บุคคลอันธพาล) ซึ่งประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติบังคับแก่ประชาชนดังกล่าวข้างต้นเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองเช่นนั้นได้…”

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 : “…แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่…”

การรับรองความเป็นกฎหมายของประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ หาได้จำกัดเฉพาะแต่ในสถาบันศาลสถิตยุติธรรมไม่ แม้สถาบันสำคัญทางกฎหมายอื่น อาทิ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เคยตีความในลักษณะเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น กระทั่งรัฐสภาสถาบันทางด้านนิติบัญญัติที่เกิดขึ้นตามกระบวนการประชาธิปไตยก็ปฏิบัติต่อประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติในลักษณะที่ยอมรับต่อสถานะความเป็นกฎหมายดังปรากฏจากตราพระราชบัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศคณะปฏิวัติฉบับต่างๆในภายหลัง

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคำพิพากษาบรรทัดฐานข้างต้นเมื่อพิจารณากันโดยละเอียดสะท้อนถึงอิทธิพลของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่เน้นความสมบูรณ์ ในตัวธรรมชาติกฎหมายเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นรัฐาธิปัตย์หรือผู้ถืออำนาจปกครองสูงสุดในแผ่นดิน และข้อสำคัญยังประกอบด้วยอิทธิพลทางความคิดและการตีความของ เคลเซ่น (Hans Kelsen) ซึ่งเป็นนักทฤษฎ๊ปฏิฐานนิยมรุ่นใหม่อีกท่านหนึ่ง ก่อนหน้าปี 2495 ไม่ปรากฏชัดว่ามีการเผยแพร่ทฤษฎีกฎหมายของเคลเซ่นในวงการกฎหมายของไทย หากนับหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153-1154/2495 และโดยเฉพาะในบันทึกท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ซึ่ง ดร.สายหยุด แสงอุทัย ได้เขียนขยายความถึงเหตุผลสนับสนุนคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว โดยอ้างอิงถึงแนวคำพิพากษาฎีกาของเยอรมัน อิทธิพลทางความคิดของเคลเซ่นในแง่ทฤษฎีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิวัติก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนถึงแม้จะมีการเอ่ยถึงชื่อเขาก็ตามที

กำเนิดแห่งการยอมรับในความเป็นกฎหมายของประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติได้สร้างประเด็นถกเถียงเชิงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากในหมู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ในระยะหลังๆ นักวิชาการบางท่านถึงกับยืนยันว่าคำพิพากษาฎีกาทีเป็นต้นบรรทัดฐาน (Leading case) ข้างต้น “ได้มีผลอันล้ำลึกและกว้างไกลไม่เพียงแต่ในทฤษฎีและระบบกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการกำหนดวิถีทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยตลอดระยะเวลา 30 ปีเศษที่ผ่านมาด้วย” ในแง่หนึ่งก็มองได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่สนับสนุนการใช้อำนาจของฝ่ายเผด็จการหรือสะท้อนลักษณะที่สถาบันตุลาการตกอยู่ภายใต้กระแสอำนาจนิยมโดยตลอด และอีกแง่หนึ่งก็อาจมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วงการนักกฎหมายไทยไม่มีส่วนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเนื่องจากติดยึดอยู่กับแนวคิดทางปรัชญากฎหมายดังกล่าว

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ข้างต้นมากน้อยเพียงใด การประเมินบทบาทหรือผลกระทบของการปรับใช้ปรัชญาปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายคงต้องกระทำโดยรอบคอบและข้อสำคัญต้องคำนึงถึงสภาพทั่วไปของความคิดความเข้าใจทางนิติปรัชญาในสังคมไทย หลายท่านอาจเข้าใจว่าคำพิพากษาฎีกาที่รับรองความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ เป็นการสะท้อนถึงการครอบงำของปรัชญากฎหมายแบบปฏิฐานนิยม หรือบางท่านก็อาจพอใจสรุปว่าแท้จริงปรัชญากฎหมายดังกล่าว หรือกล่าวโดยเฉพาะก็คือทฤษฎีกฎหมายของเคลเซ่นเป็นเพียงเครื่องมือทางทฤษฎีอย่างหนึ่งของฝ่ายตุลาการในการสนับสนุนหรือรับใช้ระบอบปฏิวัติเท่านั้น ในคำอภิปรายเรื่อง “ชำแหละกฎหมายหมายเผด็จการ” ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนนักวิจารณ์สังคมคนสำคัญก็ได้วิพากษ์ประเด็นนี้อย่างรุนแรงดังความตอนหนึ่ง[6]

“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร คตินี้เป็นคติที่ศาลฎีการับอยู่ตลอดเวลาครับ เป็นคติสกุลกฎหมายเยอรมัน ซึ่งถือว่าใครยึดอำนาจได้ คนนั้นมีสิทธิอันชอบธรรมในการปกครอง เป็นคติซึ่งแม้ทางฝ่ายพราหมณ์ก็ไม่ยอมรับ สำคัญมากนะครับ นักกฎหมายเยอรมันเข้ามามิอิทธิพลมากในเมืองไทย…โดยเฉพาะในสมัยที่ท่านผู้พิพากษา…..พูดว่า ในยุคที่จอมพล ป พิบูลสงครามเป็นใหญ่ คุณ….. นั่นเป็นด๊อกเตอร์กฎหมายเยอรมัน แล้วพวกนักกฎหมาย…เหล่านี้มาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะไม่เข้าใจหลักนิติศาสตร์เดิมของไทย ไม่เข้าใจตัวธรรมะเดิมของไทย และตีตัวธรรมะของฝรั่งเองก็ไม่แตก…”

ในทางเป็นจริง คงต้องยอมรับว่าในยุคก่อนการรัฐประหาร 2490 หรือก่อนหน้าที่จะมีคำพิพากษาบรรทัดฐานในปี 2495-2496 ความรู้หรือความคิดในเชิงปรัชญากฎหมายของไทยเราอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างรวนเร, อ่อนแอ ไม่มั่นคง และไม่มีลักษณะแพร่หลายมากนัก ส่วนนี้จะมองว่าเกี่ยวพันกับปัญหาความด้อยพัฒนาในด้าปรัชญากฎหมายของไทยก็คงไม่ผิดนัก อย่างไรก็ตาม ความรวนเรหรืออ่อนแอดังว่า ดูเหมือนออกจะตกหนักแก่ปรัชญากฎหมายแบบธรรมนิยม มากกว่าปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายมาหลายสิบปีเช่นกัน แถลงการณ์ฉบับที่ 15 ของคณะรัฐประหาร 2490 ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มสำคัญของการก่ออิทธิพลสำคัญในทฤษฎีกฎหมายว่าด้วยการรัฐประหาร ก่อนที่จะยกระดับความชอบธรรมจนมีสถานภาพของการรับรองเชิงกฎหมายในคำพิพากษาฎีกาช่วงปี 2495-2496 แน่ละว่าโดยสถานะความศักดิ์สิทธิ์ในระดับหนึ่งของคำพิพากษาฎีกาทั่วไป กำเนิดแห่งคำพิพากษาฎีกาเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดอิทธิพลในด้านความเชื่อหรือการยอมรับหรือจำยอมต่อแนวคิดทางกฎหมายดังกล่าวในหมู่นักกฎหมายหรือประชาชนพอสมควร เราจะมองว่าเป็นจุดสูงสุดของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในวัฒนธรรมกฎหมายของไทยหรือไม่ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่ แม้กระนั้นหากจะสรุปให้เป็นเรื่องถึงขนาดเป็นการครอบงำอย่างหมดจดของปรัชญากฎหมายดังกล่าวก็ดูเป็นเรื่องรวบรัดเกินไป ประเด็นความรวนเรไม่เป็นเอกภาพในสถานะแห่งความคิดในเชิงปรัชญากฎหมายของไทย เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ เช่นเดียวกับข้อวิจารณ์ทฤษฎีคำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์ก็มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ข้อสำคัญคำพิพากษาศาลฎีกาหลายต่อหลายเรื่องก็มิได้ยึดถ้อยคำอักษรกฎหมายโดยเคร่งครัด หากเพ่งเล็ง ถือสิ่งที่เป็นความยุติธรรมอันแท้จริงมากกว่า เราไม่ควรลืมเรื่องคำพิพากษาของกรรมการฎีกาที่ 455/121 ในคดีมรดกสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็เห็นคล้อยด้วยในประเด็นความยุติธรรม เช่นเดียวกับคำพิพากษาฎีกาบรรทัดฐานบางเรื่องในกฎหมายครอบครัว มรดกเกี่ยวกับเรื่องบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ศาลฎีกาก็ตัดสินโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในความเป็นจริงมากกว่าการยึดตามแบบแผนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ฎ. 1601/2492) ข้อสำคัญแม้ยุคหลังที่ระบอบปฏิวัติรัฐประหารเติบใหญ่มากขึ้น ก็ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่ตัดสินความในลักษณะปกป้องเยียวยาสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการคุกคามละเมิดสิทธิโดยประกาศคณะปฏิวัติบางฉบับ

คำอธิบายต่อการกำเนิดและสืบเนื่องของคำพิพากษาฎีกาบรรทัดฐานทีรับรองความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาถึงเหตุปัจจัยหลายๆประการประกอบกัน นอกเหนือจากเหตุปัจจัยด้านคาวมอ่อนแดรวนเรของปรัชญากฎหมายไทย ความด้อยพัฒนาด้านปรัชญากฎหมายของไทย หรืออิทธิพล (ในระดับหนึ่ง) ของปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่แทรกตัวเข้ามาเป็นคำตอบของการใช้อำนาจรัฐปฏิวัติในสถานการณ์ทีเป็นใจ เราอาจต้องมองเลยออกไปถึงบทบาทของนักกฎหมายหรือนักวิชาการทางกฎหมายที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายปฏิวัติ อันรวมทั้งปัญหาเรื่องจิตสำนึก, ค่านิยมหรือจรรยาบรรณในวิชาชีพนักกฎหมาย สถาบันการศึกษาหรือระบบค่านิยมโดยรวมของสังคมมีส่วนต้องรับผิดชอบในความล้มเหลวด้านการปลูกสร้างจิตสำนึกเพียงใด น่าคิดอยู่ หากถือว่าปรัชญากฎหมายไทยในยุคก่อน พ.ศ.2490 อยู่ในสภาพรวนเร, ไม่มั่นคง หรือไม่แพร่หลาย เหตุใดผู้ตัดสินคดีในคำพิพากษาฎีกาที่ 1153-115482495 จึงหยิบยกเอาแนวคิดระบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายมาใช้เป็นเหตุผลรองรับ เบื้องหลังแถลงการณ์คณะรัฐประหาร 2490 มีนักกฎหมายท่านใดช่วยให้เหตุผล ทำไมผู้บันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496 จึงหยิบยกเอาแนวคิดหรือคำพิพากษาฎีกาของเยอรมันมาอ้างสนับสนุน ในลักษณะที่ดูไม่สอดคล้องกับแนวคิดของตนก่อนหน้านี้[7] ในประเด็นพิจารณาเหล่านี้มีลักษณะการศึกษาปัญหาในแง่ของ “พฤติกรรมนิยมเชิงตุลาการ” (Judicial Behaviourism) หรือ “นิติศาสตร์เชิงการเมือง” (Political Jurisprudence) นับเป็นแง่มุมการศึกษาที่สามารถนำไปสู่การตอบคำถามข้างต้นได้ หากคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าศาสตร์ในลักษณะนี้จะเติบโตหรือพัฒนาขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพในวงการนิติศาสตร์ไทย ในชั้นนี้เราเพียงกล่าวทิ้งไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ทำการศึกษาวิจัยต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะที่เรายังไม่มีคำตอบอันเที่ยงตรงว่าแนวคิดหรือคำพิพากษาที่สนับสนุนอำนาจปฏิวัติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลใดกันแน่นับตั้งแต่ความเชื่อมั่นหรือความจำเป็นทางวิชาการ, คาวมเกรงกลัวต่ออำนาจในลักษณะลู่ตามลม (“เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็เงียบเสียง”) หรือการมุ่งหวังเอาใจผู้ถืออำนาจเพื่อผลแลกเปลี่ยนในเชิงลาภยศสรรเสริญ ข้อคิดหนึ่งที่ชวนให้รับฟังคือความจำเป็นที่ “ต้องปลดปล่อยให้หลักการนิติธรรมและอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากอาณัติของเผด็จการทหาร” [8] ในฐานะเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเพื่อยกฐานะรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดอันแท้จริงที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม แม้กรณีแนวตัดสินของศาลฎีกาอาจจะโน้มนำอยู่มากให้รู้สึกถึงความไม่เป็นอิสระของศาลจากระบบเผด็จการดังว่า กรณีก็มีเรื่องให้คิดเชิงเปรียบเทียบกับท่าทีของตุลาการต่อการใช้อำนาจปฏิวัติในกรณีอื่นที่ปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม ดังมีผู้ตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้าน “ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 299” (พ.ศ.2515) หรือ “กฎหมายโบว์ดำ” อย่างจริงจังเปิดเผยถึงขนาดมีการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงและเฉียบขาดโดยที่สาระของประกาศคณะปฏิวัตินั้นเป็นเรื่องกระทบต่อระบบการควบคุมบุคคลากรของฝ่ายตุลาการโดยเฉพาะ ข้อโต้แย้งที่สำคัญของฝ่ายตุลาการคือ “ประกาศฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ไม่เหมาะสม เพราะทำให้ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเข้าควบคุมฝ่ายตุลาการอย่างไม่พึงกระทำในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย…” [9] การชุมนุมประท้วงที่รุนแรงเช่นนี้ มีผลให้คณะปฏิวัติต้องยกเลิกประกาศฯดังกล่าวอย่างรวดเร็วเพียง 2 สัปดาห์ต่อมา นับเป็นกรณีตัวอย่างของบทบาทตุลาการในการคัดค้าน “กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม” ได้สำเร็จทั้งๆที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีลักษณะ “น้ำเชี่ยวขวางเรือ” น่าสังเกตที่การคัดค้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงเช่นนี้ของฝ่ายตุลาการกลับไม่ปรากฏต่อกฎหมายหรือประกาศคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรมฉบับอื่นๆ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการคือฝ่ายตุลาการที่คัดค้านก็มิได้ปฏิเสธสภาพความ “เป็นกฎหมาย” ของประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวเสียทีเดียว

ความจริงแล้วประเด็นเรื่องสถานภาพแห่งการเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัตินับเป็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอย่างมากหนึ่งในนิติปรัชญาของไทย ผู้เขียนเองคงไม่ลงรายละเอียดมากนัก เพราะเคยกล่าวไว้แล้วในงานเขียนชิ้นอื่น กล่าวโดยสรุป ก็มีทั้งฝ่ายที่ยอมรับและไม่ยอมรับสภาพความเป็นกฎหมายของประกาศของคณะปฏิวัติ ฝ่ายที่ยึดมั่นในปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายหรือผู้ที่ยอมรับในพลังอำนาจของฝ่ายปฏิวัติต่างก็ยืนยันว่าประกาศของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์ ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็ใช้เหตุผลหลายหลากในการปฏิเสธโดยมีระดับการปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติอยู่หลายชั้นหลายความเห็น นับเนื่องตั้งแต่

- การปฏิเสธความเป็นกฎหมายในประกาศของคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรมโดยสิ้นเชิง จากจุดยืนความคิดในเชิงอุดมคตินิยมหรือการอ้างหลักกฎหมายธรรมชาติ

- การยอมรับสภาพความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติอย่างมีเงื่อนไขในระหว่งที่ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ศาลเป็นผู้วางเงื่อนไข และให้ประกาศคณะปฏิวัติที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นมูลฐานสิ้นผลไป เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว

- การกำหนดให้ประกาศของคณะปฏิวัติมีศักดิ์เทียบเท่ากฎหมายเฉพาะกาลในสถานการณ์ปฏิวัติเท่านั้น โดยต้องหมดสภาพความเป็นกฎหมายทันที เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว

- การยอมรับความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติแต่ละฉบับเป็นกรณีๆไป โดยให้ศาลสถิตยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย บนพื้นฐานของการเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลักนิติธรรม

ท่าทีที่มีต่อประกาศคณะปฏิวัติต่างๆข้างต้นย่อมจัดเป็นข้อเสนอทางความคิดที่น่าสนใจ หากประเด็นปัญหาจริงๆคงอยู่ทีว่าใครจะสามารถหรือกล้านำอาข้อเสนอนี้มาแปรสภาพเป็นข้อปฏิบัติที่ยอมรับกันได้ทั่วไป โดยเฉพาะฝ่ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ผุ้ก่อการฯถึงขนาดออกประกาศห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเข้ามาพิจารณาตรวจสอบเรื่องความสมบูรณ์ถูกต้องของประกาศใดๆที่ออกโดยรัฐบาลทหาร, ออกประกาศให้คำพิพากษาของศาลที่ปฏิเสธความสมบูรณ์ของประกาศคณะปฏิวัติ ตกเป็นโมฆะ หรือมีกระทั่งออกประกาศยุบเลิกศาลยุติธรรมเป็นต้น ทางออกที่น่าสนใจหนึ่งคือการเสนอให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาในการตราพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติเสียทันทีที่เกิดมีรัฐสภาขึ้นใหม่ โดยอ้างหลักที่ถือว่าประกาศคณะปฏิวัติมีผลบังคับเฉพาะกาลในระหว่างที่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หากก็น่าคิดอยู่มาก ว่ารัฐสภาที่เกิดใหม่ภายหลังสถานการณ์ปฏิวัติจะมีความกล้าหาญเป็นตัวของตัวเองมากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นเอกภาพของพรรคการเมืองต่างๆก็เป็นปัญหาใหญ่ในระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศคณะปฏิวัติที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมากภายใต้บริบททางการเมืองของไทยที่ยังไม่อาจตัดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารให้สิ้นสูญได้ คำตอบของการแก้ไขปัญหาคงมิได้ยุติเพียงที่มิติการพิจารณาเชิงปรัชญากฎหมาย หากต้องกินความถึงการแก้ไขปัญหาเชิงระบบหรือโครงสร้างการเมืองโดยรวมด้วย แม้ในช่วงสถานการณ์ปกติ ที่มีสภาผู้แทนฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนและระบบการเมืองก็มีความมั่นคงในระดับหนึ่งในแง่ของการเป็นประชาธิปไตยที่สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลานับ 10 ปี ก่อนหน้าการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีความพยายามอยู่หลายครั้งที่จะทำการสังคายนาทั้งเนื้อหาและรูปแบบของประกาศคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารใดๆก่อนหน้านี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ท้ายสุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เพียงใด ภารกิจในการชำระสะสางมรดกทางอำนาจหรือกฎหมายของคณะรัฐประหารจึงคงตกหนักแก่นักกฎหมายและประชาชนที่รักความเป็นธรรมต่อไป  

เชิงอรรถ 

[1] นายสายหยุด แสงอุทัย, “ความคิดในทางกฎหมาย”, นิติสาส์น พฤษภาคม 2483, หน้า 203-222 ผู้เขียนอธิบายถึงแนวคิดทางปรัชญากฎหมายหลายๆแนวของตะวันตก นับตั้งแต่ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย), ความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติ, ความคิดในทางกฎหมายที่อิสระ, ความคิดในทางกฎหมายที่อาศัยถ้อยคำ ความคิดในทางกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ต่างๆ และความคิดในทางกฎหมายเป็นระเบียบๆไป

[2] เพิ่งอ้าง, หน้า 204 ความที่กฎหมายโบราณเป็นสิ่งหวงห้ามมิให้ราษฎรคัดลอกไปอ่านดู อีกทั้งมีความไม่แน่นอนในกฎหมายของรัฐ รวมถึงในยุคปฏิรูปกฎหมายใหม่ๆ ก็มีการยอมรับกฎหมายของอังกฤษมาใช้เหมือนเป็นกฎหมายไทย ผู้เขียนจึงสรุปว่า “ความคิดในทางกฎหมายของประเทศไทย ได้ถือว่ากฎหมายคือข้อบังคับซึ่งราษฎรเห็นจริงว่าเป็นกฎหมาย และกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนี้ย่อมใช้คู่เคียงไปกับกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งรัฐาธิปัตย์ประกาศใช้ในรัฐ” (หน้า 205)

[3] เพิ่งอ้าง หน้า 209-210 (ความที่เน้นกระทำโดยผู้เขียนตำรา)

[4] อาทิ ในงานเขียนเรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” ของ ดร.สายหยุด ที่เพิ่งอ้างถึงวิจารณ์ว่า “ความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติไม่ถูกต้อง เพราะความจริงไม่มีข้อบังคับซึ่งเกิดจากเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของมนุษย์ กฎหมายธรรมชาตินั้นเป็นเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างอิง เพื่อแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ที่ล่วงพ้นสมัย และจำกัดการใช้อำนาจของผู้ทรงอำนาจในสมัยที่มีความคิดเช่นนั้นเท่านั้น แต่ข้อบังคับเช่นว่านี้ มิได้มีอยู่ตามความจำเป็นแต่ประการใด” (หน้า 211) หรือในงานเขียนของ ขุนประเสริฐศุภมาตรา …..

[5] แถลงการณ์ฉบับที่ 15 ของคณะรัฐประหาร 2490 มีความสำคัญตอนหนึ่ง ดังนี้“หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2490 ได้กล่าวถึงปัญหาในระหว่างที่เกิดรัฐประหาร กล่าวคือ การลาออกของรัฐบาลเก่าและการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีรัฐประหารทุกกรณี การกระทำรัฐประหารนั้นในขั้นแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เมื่อได้กระทำรัฐประหารสำเร็จจนผู้กระทำรัฐประหารได้เข้าครองอำนาจอันแท้จริงในรัฐแล้ว ผู้กระทำรัฐประหารก็เป็นรัฐาธิปัตย์มีอำนาจเลิกล้มรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ได้ และอาจออกรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ได้ บรรดาการกระทำที่ได้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่เดิมย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อไป…” อ้างใน เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรนูญ, หน้า 268.

[6] ส.ศิวรักษ์, หกทศวรรษประชาธิปไตย ในทัศนะ ส.ศิวรักษ์ (กรุงเทพ: บริษัทธรรมสารการพิมพ์จำกัด, 2535), หน้า 66.

[7] ในแง่กรณีศึกษาขอให้ศึกาเปรียบเทียบพัฒนาการด้านความคิดทางปรัชญากฎหมายของ ดร.หยุด แสงอุทัย ในงานเขียนของ ดร.หยุดเอง ตั้งแต่เรื่อง “ความคิดในทางกฎหมาย” (นิติสาส์น, พฤษภาคม 2483), บันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496 และบทความเรื่อง “กฎหมายคืออะไร” (วารสารธรรมศาสตร์, แผนกสามัญ 1, ตุลาคม 2505, หน้า 820-831) บทความในปี 2483 ผู้เขียนได้วิพากษ์วิจารณ์ “ความคิดในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด” หรือแนวคิดแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย โดยกล่าวถึงผลร้ายของการยึดถือในความคิดดังกล่าวที่จะทำให้ “คำพิพากษาที่วินิจฉัยคดีผิดจากความรู้สึกของราษฎรอย่างมากมาย” พร้อมกับยืนยันว่า “ถ้ากฎหมายไม่ดี…ผู้พิพากษาควรจะร่วมมือกันช่วยให้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เป็นผลดี…ไม่ควรคิดเคร่งครัดกับกฎหมายจนเกินไป” ขณะที่บันทึกฯในปี 2496 ผู้เขียนได้หยิบยกเอาความคิดแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายมาสนับสนุนความเป็นกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ ส่วนบทความในปี 2505 ผู้เขียนปฏิเสธความคิดที่เชื่อว่า มี “หลักแห่งความยุติธรรมนอกเหนือไปจากกฎหมาย” และยืนยันการใช้กฎหมายตามถ้อยคำอย่างเคร่งครัด “…ถ้าถ้อยคำของกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว และไม่ปรากฏเจตนารมย์เป็นอย่างอื่น การใช้กฎหมายตามถ้อยคำ และตามเจตนารมย์ของกฎหมายนั่นแหละคือความยุติธรรม”

[8] ในทรรศนะของเสน่ห์ จามริก การสร้างฐานะความเป็นกฎหมายสูงสุดที่ศักดิ์สิทธิ์ และยืนยงสถาพรในกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ต้องกระทำผ่านการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย 2 ประการ คือ 1.ต้องจัดการให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน แทนที่จะถูกกำหนดหรือกำกับมาจากเบื้องบน และ 2.ต้องปล่อยให้หลักการนิติธรรมและอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากอาณัติเผด็จการทหาร ความละเอียดปรากฏใน ศ.เสน่ห์ จามริก, “รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” หนังสือ รพี 35 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กรุงเทพ: บริษัทบพิธการพิมพ์, 2535), หน้า 32.

[9] อ้างใน เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, หน้า 278-279.

หมายเหตุ

คัดลอกมาจากบอร์ดฟ้าเดียวกัน ที่ http://www.sameskybooks.net/board/index.php?showtopic=6931 โพสต์โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ข้อความจากหนังสือ ปรัชญากฎหมายไทย (Thai Legal Philosophy), จรัญ โฆษณานันท์, สำนักพิพม์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2543 (ข้อความเหล่านี้ อยู่ระหว่างหน้า 417-432) ได้ตัดส่วนที่เป็นเชิงอรรถที่ไม่ใช่ หยุด, สุลักษณ์ และเสน่ห์ ออก และใส่ตัวเลขเชิงอรรถใหม่

แด่หยุด แสงอุทัย

April 4th, 2008

หยุด แสงอุทัย

หยุด แสงอุทัย

 วันที่ ๘ เมษายน ปีนี้ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ผู้มีคุณูปการต่อวงการกฎหมายไทย

หยุด เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๑ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนมัธยมโฆษิตสโมสร เนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สำเร็จปริญญาเอกกฎหมายขั้นเกียรตินิยมชั้นสูง (Magna Cumlaude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในอดีต เคยรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการร่างกฎหมาย จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๑ จึงเกษียณอายุราชการ นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นอีก เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายลักษณะต่างๆ แทบทุกลักษณะวิชาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงอื่นๆ ด้วย หยุดแต่งตำราทางกฎหมาย เขียนบทความทางกฎหมายและบันทึกท้ายคำพิพากษาฎีกาไว้เป็นจำนวนมาก หยุด ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

หยุดเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแทบทุกประเภท แต่ที่ได้การยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก คือ กฎหมายอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้หยุดยังเขียนตำราคลาสสิก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” ซึ่งปัจจุบันยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หยุดเข้าไปมีบทบาททางการเมืองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยตำแหน่งของหยุดแล้วก็เปรียบเสมือนเป็น “มือกฎหมาย” ของรัฐบาลนั่นเอง จากบทบาทดังกล่าว ส่งผลให้หยุดต้องรับวิบากกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของจอมพล ป. (ดูรายละเอียดได้ในบทความ “กรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๒๔๙๙” ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html และ http://midnightuniv.org/midnight2545/document9542.html)

จากการศึกษาตำรากฎหมายของรัฐธรรมนูญของหยุด บทความ หรือคำอภิปรายต่างๆ เรายืนยันได้ว่า หยุด มีความคิดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพื่อมิให้กษัตริย์ต้องรับผิด ตามคำกล่าวที่ว่า “The King Can Do No Wrong” จึงต้องมิให้กษัตริย์กระทำการใดๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นผู้กระทำอย่างแท้จริง

ดังปรากฏให้เห็น เช่น

“ในขณะนี้ปรากฏว่าได้มีการวิพาษ์วิจารณ์การกระทำของพระมหากษัตริย์ในที่ชุมนุมสาธารณะหรือในทางหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นในทางรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนพระองค์” และ “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”(ในบทความชื่อ “อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย” อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙)(หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๕. หน้า ๔๖-๔๗)

“ในเวลานี้ ในประเทศไทยยังมีรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือ มักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้น ไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำเช่นนั้น อาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าจะเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่าแสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าและรับสนองพระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือตักเตือนของพระมหากษัตริย์ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้น ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์ และจะทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือนไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการนำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง” และ “… ในกรณีที่ไม่ทรงเห็นด้วย ก็จะทรงทักท้วงตักเตือนให้เห็นภยันตรายของการดำเนินตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องประชุม ปรึกษาหารือกันใหม่ คณะรัฐมนตรีอาจยืนยันความเห็นเดิมก็ได้ และเมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันตามความเห็นเดิม พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงยอม เพราะคณะรัฐมนตรีต่างหากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…”

ผู้เขียนได้รับความรู้ทางกฎหมายจากตำราของหยุด และได้รับอิทธิพลทางความคิดของหยุดในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมาพอสมควร และเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของหยุด แสงอุทัย ผู้เขียนจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ของฟ้าเดียวกันในการเผยแพร่บทความบางส่วนของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการอุทิศแด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้แก่

๑. พระราชอำนาจ การลงพระปรมาภิไธย และการสนองพระบรมราชโองการ
๒. พระราชดำรัสของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
๓. อะไรคือ ตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”
๔. การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์
๕. กฎมณเฑียรบาลกับรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง บทความเหล่านี้ เคยเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะในหลายๆที่มาก่อน หากผู้ใดเคยอ่านมาแล้ว ผู้เขียนต้องขออภัยที่นำ “ของเก่า” มา “ขายใหม่” และหากจะก่อให้เกิดประโยชน์โภชผล ผู้เขียนขออุทิศให้แด่ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย

  

รวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์กรณีหยุด แสงอุทัยถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หมายเหตุ
ผู้เขียนตัดตอนข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยที่มุ่งโจมตีหยุด แสงอุทัยกรณีถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อกระทบต่อไปยังจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเราจะได้ทบทวนสถานการณ์การนำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นอาวุธทางการเมืองทิ่มแทงต่อกันในสมัยนั้น ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่าอาวุธเช่นว่า ก็ยังคงปรากฏให้เห็นในสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

ข่าวหนังสือพิมพ์เหล่านี้อยู่ในบทความขนาดยาวมากซึ่งผู้เขียนค้นหาเจอในเว็บไซต์ บทความนี้ไม่ปรากฏชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่งหรือผู้เป็นเจ้าของบทความแต่อย่างใด คาดเดาว่าอาจอยู่ในหนังสือเล่าประวัติการเมืองไทยสักเล่มหนึ่ง แล้วมีผู้นำบางส่วนมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนจึงต้องขออภัยผู้แต่งและผู้ค้นคว้าข้อมูลตัวจริงที่ไม่ได้แจ้งที่มาของข้อมูล เพราะผู้เขียนไม่ทราบแหล่งที่มาจริงๆ

เมื่ออ่านข่าวเหล่านี้จบแล้ว อาจฉุกคิดขึ้นได้ว่า แม้เหตุการณ์ผ่านไป ๕๐ ปีเศษ สื่อมวลชนที่นำข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาใช้ทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย

………………………………………

  

๑. ประชาธิปไตย วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ละเมิดพระมหากษัตริย์

 

เรื่องที่มีราษฎรร้องต่อตำรวจว่ามีผู้หมิ่นในหลวงเข้าแล้ว โดยบังอาจกล่าวคำวิพากษ์วิจารณ์พระราชดำรัสเรื่องจะเข้าในกฎหมายอาญาเป็นผิดหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะผู้กล่าววิพากษ์วิจารณ์เป็นข้าราชการประจำ เมื่อกระทำผิดรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทยในมาตราหนึ่ง “พระมหากษัตริย์ย่อมเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และเมื่อมีผู้ละเมิดขึ้นเช่นนี้ ผู้ละเมิดเป็นข้าราชการก็น่าจะได้มีการพิจารณาลงโทษ ปลดไล่ออกหรือด้วยประการใดๆตามวินัยไปก่อนโดยไม่ชักช้า ส่วนทางคดีอาญานั้น ทางตำรวจก็พิจารณาและดำเนินต่อไปทางโรงศาล

ข้อที่ว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่นั้น เราจำได้ว่าสมัยหนึ่ง จะเป็น พ.ศ. ๒๔๘๐ หรือ ๒๔๘๑ ไม่แน่ใจ ขณะนั้นพระยามานวราชเสวี ประธานสภา พระยาพหลฯเป็นนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลครั้งนั้น ในหลวงได้มากระทำพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีดำรัสต่อสภา กล่าวถึงกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติในระหว่างเปิดสมัยประชุมในทางดีงามต่างๆ เมื่อสภาได้เปิดประชุมปรึกษาเป็นครั้งแรกในสมัยนั้น นายอรุณ แสงสว่างวัฒนะ ส.ส. นครสวรรค์ ได้เสนอญัตติให้เปิดอภิปรายกิจการงานที่รัฐบาลได้ปฏิบัติไปในสมัยเปิดประชุมนั้นว่าได้เป็นไปในทางดีงามต่างๆเหมือนกับที่รัฐบาลได้ไปกราบทูลในหลวง และในหลวงได้นำมาดำรัสเล่าให้สภาทราบนั้นหรือไม่ มีอภิปรายกันมาก ผู้สนใจคงจะค้นดูกันได้จากรายงานการประชุมสภา และจำได้ว่ารัฐบาลสมัยนั้นได้ค้าน ไม่ยอมให้มีการอภิปรายโดยให้เห็นว่าถ้ามีการอภิปรายก็จะต้องพาดพิงไปถึงกระแสพระราชดำรัสนั้น เมื่อมีการกล่าวพาดพิงถึงก็จะเป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์ผิดรัฐธรรมนูญ

ตามหลักฐานที่กล่าวมาแล้วนี้ แม้ในสภาซึ่งได้รับเอกสิทธิคุ้มครอง รัฐบาลอันประกอบด้วยจอมพล ป.พิบูลสงครามในครั้งนั้นยังเห็นว่าเป็นการละเมิด ก็สำมะหาอะไร ข้าราชการผู้ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าววิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้จะไม่เป็นการละเมิด

ส่วนที่มีข่าวว่าได้มีการสับเปลี่ยนฉบับอันเป็นหลักฐานการพูดที่กรมประชาสัมพันธ์เสียนั้นก็ไม่ประหลาดอะไร ถ้ามีอำนาจในรัฐบาลนี้จะดำเนินการตรงไปตรงมา รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบ ก็จะสอบสวนได้โดยไม่ลำบาก การกล่าวคำหมิ่นประมาทด้วยวาจาต่อคนที่ได้ยินเพียง ๓ – ๔ คน ก็ยังเข้าคุกเข้าตารางมาแล้วตั้งมากมาย ที่พูดทางวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาล คนได้ยินนับหมื่นนับแสน จะเอาแน่ว่าพูดอย่างไรไม่ได้เชียวหรือ ถ้ามีการสับเปลี่ยนต้นฉบับจริง ก็น่าจะมีการสอบสวนทางอาญาถึงผู้เกี่ยวข้องต่างๆที่พยายามทำลายหลักฐานได้อีกตั้งหลายกระทง

ถ้าจอมพล ป.ผู้ซึ่งกล่าวเสมอถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้คนใกล้ชิดของท่านทำผิดรัฐธรรมนูญได้ก็น่าจะเป็นที่อเน็จอนาถใจไม่น้อยเลย

๒. ประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ฉบับพิเศษ

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินพากันเศร้าสลดใจในพฤติกรรมของบุคลลผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชน กล่าวคือ เมื่อคืนวันอังคารที่แล้วมา กระบอกเสียงของรัฐบาลได้กระจายเสียงออกอากาศภาคบทความของนายหยุด แสงอุทัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) สังกัดในสำนักคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าโดยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยว่า “องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใด ที่เป็นปัญหาหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” และกล่าวคำอื่น ๆ อีกที่เพียรพยายามจะแสดงให้เกิดความเข้าใจกันว่าองค์พระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคือ “หุ่น” ที่รัฐบาลจะเชิดเท่านั้นเอง

กรณีเหตุที่ทำให้บรรยากาศเกี่ยวกับองค์พระประมุขของชาติ โดยมีบุคคลได้กระทำการดูหมิ่นขึ้นนั้นก็เนื่องด้วยที่ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานในวันกองทัพบกว่า “ให้ทหารรู้จักหน้าที่ในความเป็นทหาร ทหารไม่บังควรเล่นการเมือง” เป็นต้น

คำกล่าวด้วยความทะนงองอาจของบุคคลผู้หนึ่งครั้งนี้ เป็นการกล่าวถ้อยคำในฐานะที่เป็นข้าราชการ และได้นำไปออกอากาศกระจายเสียงที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นสำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและบังคับบัญชากันในทางราชการนั้น บุคคลผู้นี้ได้สังกัดขึ้นตรงต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย นับว่าเป็นสายบังคับบัญชางานขึ้นตรงโดยเฉพาะและบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ข้าราชการผู้น้อยชั้นถ่อยแต่เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ซึ่งรัฐบาลคณะนี้ยกย่องถึงขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นที่ปรึกษาทั่วไปในทางกฎหมายประจำทำเนียบของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำอันเป็นการดูหมิ่นด้วยความทะนงองอาจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประมุขของชาติเช่นนี้ จึงอาจที่จะบิดเบือนเป็นอื่นไปได้ที่ว่าจะกล่าวขึ้นด้วยความโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ โดยเฉพาะรัฐบาลจะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

อนึ่ง เมื่อวันเสาร์ซึ่งมีเพรสคอนเฟอรเรนซ์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กล่าวชี้แจงแก้แทนนายหยุด แสงอุทัย ในคำกล่าวหานั้นว่า “ไม่มีผิด” และนายหยุด แสงอุทัย ก็ได้นำคำมากล่าวย้ำอีกว่า กษัตริย์อังกฤษนั้นไม่กระทำการใดๆที่ไม่มีรัฐมนตรีรับสนอง ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณากันดูเอาเองเถิด และก็ควรจะได้พิจารณากันให้ลึกซึ้งด้วยว่าข้าราชการในอังกฤษซึ่งอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายหยุด แสงอุทัยได้มีผู้แนะนำความอันเกี่ยวกับอังกฤษมากล่าวย้ำสั่งสอนพระราชาของเขาทำนองนี้บ้างหรือไม่

การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๙๘ ได้บัญญัติไว้มีความว่า “ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระราชเทวีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันจำคุกไม่เกิน ๗ ปี และปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง”

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ได้มีเหตุการณ์ขึ้นเรื่องหนึ่งคือ ชายผู้หนึ่งจะนำหนังสือเข้าทูลเกล้าถวายฎีกาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ บุคคลผู้นั้นได้ปาหนังสือตรงไปยังรถพระที่นั่ง แม้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น เจ้าพนักงานฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองก็ได้จับคนผู้นั้นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและให้ศาลได้ลงโทษจำเลยผู้นั้นไปแล้วโดยให้จำคุก เมื่อได้นำเอากรณีดังกล่าวแล้ว มาเทียบกับพฤติการณ์แห่งความทะนงองอาจของนายหยุด แสงอุทัย ที่ได้กระทำขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ประมุขของชาติคราวนี้เป็นการทะนงองอาจใหญ่ยิ่งกว่ากันหลายเท่านัก หากบุคคลที่ได้ขว้างปาเอกสารเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ แต่นายหยุด แสงอุทัยเป็นบุคคลพิเศษอยู่ในฐานะใกล้กับรัฐบาลคณะนี้ จึงยังไม่ปรากฎว่าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจได้ดำเนินการกับนายหยุด แสงอุทัยประการใดเลย ซึ่งคดีดังกล่าวนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจจะดำเนินการได้ทันทีไม่พักให้ต้องมีผู้นำความมาแจ้งและร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานนั้น คงไม่มีประเทศใดในโลกนี้เขาทำกันหรอกและก็ทำให้สงสัยว่าอาจจะเงียบกันต่อไป เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามได้แก้แทนเสียแล้วว่า “ไม่ผิด”

ทางที่ถูกต้องเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจจะต้องเข้าดำเนินการสอบสวนพิจารณาองค์การของรัฐบาลคือเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ยอมให้นายหยุด แสงอุทัยนำข้อความไปอ่านออกอากาศกระจายเสียงโฆษณาต่อประชาชนทั้งประเทศนั้นว่า ได้มีความเห็นสอดคล้องต้องด้วยหรืออย่างไร กับเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องตั้งตนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองเกรงกลัวผู้มีอำนาจบาทใหญ่ ต้องการกระทำการสอบสวนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหยุด ด้วยว่าได้มีส่วนรู้เห็นเจตนาจงใจร่วมกับนายหยุด แสงอุทัยให้กระทำขึ้นเพื่อลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เช่นนั้นด้วยหรือไม่

ประชาชนทั้งเมืองต่างเอาใจใส่กับเหตุการณ์ที่เกิดนี้โดยทั่วกัน และก็ใคร่จะได้ฟังคำปฏิบัติการของเจ้าพนักงานทุกฝ่ายว่ากระทำการกันฉันใด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้กระทำให้เป็นที่หวั่นไหวต่อจิตใจของพสกนิกรที่เคารพรักพระมหากษัตริย์อยู่โดยทั่วหน้าเพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงโดยแจ้งชัด

  

๓. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ดร. หยุด แสงอุทัย ไปอาบน้ำมนต์ล้างซวยครางอ๋อยว่าหมอดูแล้วว่าจะซวย เตรียมไปพูดวันอื่นแต่ต้องการพูดแทน

 

ดร.หยุด แสงอุทัยต้องการให้พระรดน้ำมนต์ล้างซวยให้ ในกรณีที่เขียนบทความไปพูดทางวิทยุ จนกระทั่งถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงกับส.ส.ฝ่ายสนับสนุนต้องเสนอเรื่องให้ตำรวจจัดการในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดร.เยอรมันครวญว่า “……มันเป็นคราวซวยของผมเอง ก่อนเกิดเรื่องหมอดูได้ทำนายไว้แล้วทีเดียวว่า ผมกำลังเคราะห์ร้ายมากจะต้องรดน้ำมนต์ถึง ๗ วัดจึงจะหายซวย”

หลังจากที่นายสงวน ศิริสว่าง ส.ส.เชียงใหม่ได้ทำบันทึกยืนยันไปยังอธิบดีกรมตำรวจให้ดำเนินคดีกับดร.หยุด แสงอุทัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับที่ไปบรรยายบทความทางวิทยุกระจายเสียงเรื่องอำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย ตอน ๒ เมื่อคืนวันที่ ๗ เดือนนี้นั้น ซึ่งมีข้อความบางตอนเป็นการหมิ่นในหลวง และอธิบดีตำรวจก็ได้ส่งเรื่องให้แก่กองคดีวินิจฉัยเพื่อความแจ่มแจ้งต่อไปนั้น ดร.หยุด แสงอุทัยกล่าวว่า ถึงแม้ขณะนี้ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่ผิด ผมพูดตามหลักวิชาการ และเคยพูดแบบนี้ทางวิทยุกระจายเสียงมา ๗ ครั้งแล้ว เช่น ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันฉัตรมงคล มีข้อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรแต่คราวนี้กลับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปได้ก็ประหลาดเหมือนกัน

ดร.หยุด แสงอุทัย กล่าวต่อไป “ผมมันซวยจริงๆ ความจริงบทความเรื่องนี้ของผมตามรายการกระจายเสียงแล้วจะต้องพูดในวันที่ ๒๑ เดือนนี้ แต่บังเอิญคุณโอภาส ชัยนาม เจ้าหน้าที่ทางสาขาเนติธรรมเหมือนกันเขาจะพูดทางรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย แต่เขาเขียนไม่ทัน เขาก็เอารายการของผมเข้ามาแทน ถ้าหากผมไปพูดในรายการเดิมคือวันที่ ๒๑ เข้าใจว่าคงจะไม่มีเรื่อง แต่บังเอิญถึงคราวซวยของผม เลยได้จังหวะกันพอดี”

เกี่ยวกับที่มีข่าวว่าต้นฉบับที่แจกให้ครั้งหลังนี้อาจจะไม่ตรงกันกับวันที่อ่านทางวิทยุกระจายเสียงคืนนั้น ดร.หยุด บอกว่า “ผมไม่บ้าอย่างนั้นหรอก” ว่าแล้วก็จัดการล้วงต้นฉบับที่เขียนซึ่งมีการขีดฆ่าต่อเติมให้ดู “คุณตรวจดูซิว่าตรงกับที่แจกให้ไหม”

“ส่วนที่ว่าผมกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะฟ้องคุณสงวนและหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรื่องนี้นะหรือ ตราบใดที่ผมยังเป็นข้าราชการอยู่ ตราบนั้นผมจะไม่ฟ้องใครในฐานหมิ่นประมาทเลยเป็นอันขาด เพราะผมถือว่าใครทำดีทำชั่วคนเขารู้เอง สำหรับเรื่องที่ว่าผมหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ผมสู้เต็มที่ ผมก็เป็นคนที่รักในหลวงคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมรักพระองค์ท่าน ผมจึงไม่ต้องการให้ใครเอาในหลวงเป็นเครื่องมือ”

การที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีออกรับแทนในเพรสคอนเฟอร์เรนซ์เมื่อวันเสาร์นั้น ดร.หยุด ไม่ตอบโดยตรง แต่ซักตัวอย่างให้ฟังว่า “สมมุติว่าคุณเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง มีคนเข้ามาเตะหมาของคุณ คุณเป็นเจ้าของคุณจะไม่ป้องกันหมาของคุณหรือ”

ดร.หยุด กล่าวในที่สุดว่า “เมื่อเช้านี้ ผมได้ให้ท่านมหาประจวบที่วัดมหาธาตุรดน้ำมนต์ให้แล้ว เพื่อจะได้หายซวยเสียที หรือจะเป็นเพราะความขลังของน้ำมนต์ก็ไม่รู้ที่ส่งคุณให้มาพบกับผม” กล่าวจบก็หัวเราะ

  

๔. ประชาธิปไตย วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙

ควงวิพากษ์วิจารณ์ ดร.หยุด ครื้นเครงจอมพลไปออกรับแทนก็ยิ่งผิดใหญ่ คนไปที่บ้านเจริญพรกันเปิงไปเลย

 

หลังจากที่ ดร.หยุด แสงอุทัย ถูกส.ส.สงวน ศิริสว่างแจ้งให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจจัดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า ได้ส่งบทความของดร.หยุด ให้กองคดีกรมตำรวจวินิจฉัย ในที่สุดกองคดีพิจารณาแล้วปรากฏว่าบทความของดร.หยุดไม่ผิดและไม่มีการหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดนั้น

จากการพบกับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า “ดร.หยุด เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญของรัฐบาลเสียเปล่ ถึงจะพูดถูกหรือไม่ถูกก็ตาม ทำให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด ใครที่ได้ฟังวิทยุในคืนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง แล้วมันก็ใช้ได้ที่ไหน”

นายควงยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เหมือนอย่างครูเหมือนกัน ถึงแม้จะเก่งหรือวิเศษสักปานใด แต่สอนแล้วนักเรียนไม่เข้าใจ ครูคนนั้นก็ใช้ไม่ได้ อย่างดร.หยุด ที่จอมพล ป.คิดว่าเป็นนักกฎหมายที่เก่งและดีมาก แต่อย่าลืมนะว่าเป็นดีคนเดียว ไปอยู่ในหมู่คนบ้าก็กลายเป็นบ้าเหมือนกัน ไม่เชื่อใครก็ได้ไปหาลูกน้องหมอฝนที่หลังคาแดงปากคลองสานซิ พวกนั้นจะหาว่าบ้าทั้งนั้น และก็ดร.หยุด เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย อุตส่าห์เขียนมาอ่านให้คนฟังเข้าใจผิดกันทั้งเมืองก็แปลกเต็มทน”

เกี่ยวกับจอมพลที่เข้าข้าง ดร.หยุดโดยออกรับแทนในที่ประชุมหนังสือพิมพ์ นายควงกล่าวว่า “นั่นแหละจอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ดร.หยุดพูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป.ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป.ก็ผิดเต็มประตู แต่ถ้าดร.หยุด ไม่พูดหมิ่นในหลวง จอมพลเป็นคนอนุญาตให้พูด ทำให้คนเข้าใจผิดกันทั้งเมือง จอมพล ป.ก็ผิดอีก ไม่ใช่แต่เพียงหนังสือพิมพ์หรือ ส.ส.สงวนที่เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นในหลวง คนอื่นๆทั้งที่มีสติปัญญาและไม่มีสติปัญญา เขาก็เข้าใจอย่างนั้นทั้งสิ้น ใคร ๆ ที่มาหาผมถามว่าคืนนั้นฟังวิทยุหรือเปล่า ผมบอกว่าเปล่า เขาบอกว่าที่ดร.หยุดพูดนั้นหมิ่นพระมหากษัตริย์จริง ๆ แล้วก็ด่ากันเปิงไปหมด เขายังบอกต่อไปอีกว่าต้นฉบับที่แจกหนังสือพิมพ์วันนั้นไม่ตรงกับที่จ่ายทางวิทยุ เมื่อดร.หยุดพูดให้คนเข้าใจผิดกันหมดอย่างนี้ จะเลี่ยงได้ไหม?“ นายควงกล่าวในที่สุด