บทสนทนาอันไม่รู้จบ
ฟ้าเดียวกัน
วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชหัตถเลขาช่วยจำเกี่ยวกับปัญหาบางประการของสยามแก่ ฟรานซิส บี. แซยร์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือในปัญหาที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญอยู่หลังพระองค์ทรงครองราชย์มาได้ไม่กี่เดือน
ในพระราชหัตถเลขาดังกล่าว พระปกเกล้าฯ ทรงตั้งคำถามไว้ทั้งหมด 9 ข้อ
สองข้อแรกเกี่ยวพันกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์
ส่วนสองข้อต่อมานั้น เป็นปัญหาสืบเนื่องจากพระราชฐานะอันตกต่ำของกษัตริย์ในรัชสมัยที่เพิ่งสิ้นสุดไป ดังนั้นเพื่อหาทางป้องกันพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ทรงพระปรีชาและให้ราชวงศ์จักรีดำรงอยู่ต่อไปได้ พระองค์จึงทรงหารือแซยร์ว่า
“ประเทศนี้ควรจะมีการปกครองระบบรัฐสภาในวันหนึ่งหรือไม่ และการปกครองระบบรัฐสภาของพวกแองโกลแซกซอนเหมาะสมกับคนตะวันออกหรือไม่” และ “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”
แต่สำหรับประเด็นนี้ พระองค์ทรงมีคำตอบชัดเจนในพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ดังที่ทรงเขียนต่อท้ายคำถามไว้ด้วยว่า “ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”
ความเห็นประการนี้ของพระองค์สอดคล้องกับโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามโดยทั่วไปที่เห็นว่า ระดับความคิดอ่านของราษฎรนั้นยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองระบอบใหม่ และถึงที่สุดแล้ว ระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเองก็ไม่เหมาะกับสังคมตะวันออกอย่างเช่นสยาม
อย่างไรก็ดี อีกเพียง 6 ปีต่อมา ชนชั้นนำสยามก็มิอาจต้านทานกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคณะราษฎรก่อการปฏิวัติ เพื่อนำพาสยามไปสู่ระบอบใหม่ที่ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทว่า การสถาปนาระบอบใหม่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แรงต้านสำคัญมาจากกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมนั่นเอง ขบวนการ “คว่ำปฏิวัติ—โค่นคณะราษฎร” จะเข้มข้นและซ่อนเร้นเช่นไรนั้น ขอเชิญผลิกไปอ่านผลงานของณัฐพล ใจจริง
ผลจากต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายปฏิวัติ 2475 กับขบวนการต่อต้านการปฏิวัติย่อมส่งมอบมรดกมายังปัจจุบันอย่างมิต้องสงสัย
ฉะนั้น พึงตระหนักไว้ด้วยเถิดว่า ปัญหาความเน่าเฟะพิกลพิการของการเมืองไทยนั้น มิได้เป็นผลมาจาก “นักการเมืองเลวๆ” เพียงลำพัง หากแต่มีรากปัญหาทางประวัติศาสตร์แฝงฝังอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาคือว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม ณ ขั้นตอนปัจจุบัน—ซึ่งดูเหมือนจะผลักให้เพื่อนมิตรผู้รักเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพหลายฝ่ายดำรงอยู่ในสภาวะระหว่างเขาควาย เขาหนึ่งคือระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เขาหนึ่งคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”—เราจะฝ่าข้ามไปเช่นไร
จะฝ่าข้ามไปเช่นไรนั้น ขอให้ช่วยกันสังเคราะห์บทเรียนของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญมิใช่การทำให้การเมืองเป็นเรื่องสกปรกด้วยการผลิตซ้ำอุดมการณ์แบบชนชั้นนำ—ที่ยกตนเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมจรรยา อยู่เหนือการเมืองกเฬวรากของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากไพร่ฟ้าผู้มีปัญญาไม่พอเพียง—หากแต่เป็นการสร้างให้การเมืองเป็นเรื่องของสามัญชน ผู้ถูกผิดดีเลวไปตามสภาพเงื่อนไขแวดล้อมของตน เป็นการเมืองที่อนุญาตให้เราทุกคนมีพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เพศ เชื้อชาติ หรือมีอุดมการณ์ใด
“ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”… คำตอบของคุณคืออะไร?
สารบัญฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551)
ปฏิกิริยา คำขบวน ปีกซ้ายไร้ปีก เงินเดินดิน รายงานพิเศษ ถาม-ตอบกับ ธงชัย วินิจจะกูล ทัศนะวิพากษ์ “บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา: โจทย์หลักและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง” วิพากษ์หลักหมายไทยศึกษา หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์
|
โดนมากครับ ฉบับนี้ จะตั้งหน้าตั้งตารอทีเดียว
ด้วยความเคารพ
ฟ้าเดียวกันออนไลน์ » บทสนทนาอันไม่รู้จบ…
ฟ้าเดียวกันฉบับใหม่
วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพร…
น่าสนใจมากๆครับ
แต่ไม่ทราบว่า ที่เชียงใหม่ มีแผงหนังสือไหนวางขายบ้างครับ
ทราบที่เดียว คือ ร้าน”เล่า” แต่เป็นเล่มเก่ากึ๊กเลยอะครับ ไม่มีเล่มใหม่ๆ
ต่อไปก็จะเรียกฉบับนี้ ฉบับ “แบล๊ก เลเบิล”
ชอบน่าปก ออกแบบได้ดี..
หน้าปกเจ๋งมาก
อยู่เชียงใหม่เหมือนกัน หาซื้อได้ที่ไหนบ้าง ร้านเล่ามีแต่เล่มเก่าๆ
ทางฟ้าเดียวกันอาจจะคุยกับทางร้านเล่า เพื่อวางแผงวารสารให้เร็วที่สุด
ออกแบบปกได้ดี เนื้อหาน่าสนใจมากๆ
ขอบคุณ ฟ้าเดียวกัน มากครับ
ชอบหน้าปกเหมือนกัน
เนื้อหาก็โดน….
จะติดตามครับ
เจอกันที่งานสัปดาห์หนังสือ
โอ้โห้ ปกสุดจ๊าบ
โค้ก แบล๊ก เมาเร็วนะคะ งวดหน้าคงต้องมี โซดา อิๆ รออ่านเลยค่ะ
ร้าน ‘เล่า’ ที่เชียงใหม่ก็มีเล่มใหม่ๆขายนะครับ
อาจจะวางแผงหลังกรุงเทพนิดหน่อย
จะวางอยู่ที่โต๊ะติดเคาท์เตอร์คิดเงินเลย
แต่ถ้าเข้าไปแล้วไม่เจอที่โต๊ะนั้น แสดงว่า “หมด”
ส่วนที่อยู่ด้านใน(ทางขึ้นเกสต์เฮ้าส์)เป็นเล่มเก่าๆทั้งหมด (ยกเว้น “โค้ก”)
ลองถามพนักงานดูนะครับ
เพราะผมก็ไปซื้อที่นั่นเป็นประจำ
อีกร้านก็คือ ร้านแซงแซวบุ๊ค หน้าม.ช.
ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเอามาขายอยู่หรือเปล่า แต่ฉบับก่อนๆผมก็เคยไปซื้อที่นั่นเหมือนกัน
ถามทีมงานหน่อยครับ ลองเทียวหาเล่มใหม่มาหลายร้านใน ‘เชียงใหม่’ แล้ว [แต่ร้านเล่ายังไม่ได้ไปนะครับ] เค้าว่ายังไม่มี ไม่แน่ใจว่าสายส่งๆ มาถึงที่นี่รึยัง และเป็นไปได้หรือไม่ที่ร้านเล่าจะมีวางขายก่อนหลายอื่นๆ เพราะฉบับก่อนๆ ผมได้จากร้านอื่น ก่อนที่ร้านเล่าจะมีวางเสียอีก
เชียงใหม่หาได้ที่ไหนบ้างครับ
i always support u.
สุราษฏร์ธานี จะหาซื้อได้ที่ไหนบ้างคับ
ผมได้มาแล้วนะครับ เมื่อวานนี้เองจาก ‘ร้านเล่า’ ถนนนิมมานที่ ‘เจียงใหม่’
ที่นี่เป็น website พวกคอมมิวนิสต์ใช่ไหมครับ
ผมว่าประเทศเราก้าวกระโดดเรื่อง ประชาธิปไตยมากเกินไป พวกนักศึกษาหัวใหม่(คณะราช)ที่รวมตัวกันเรียกร้องคำว่า
“ประชาธิปไตย” พวกเค้าเข้าใจกันอยู่เพียงแค่หยิบมือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดความเข้าใจตามไปด้วย
เมื่อพวกเข้าได้ ประชาธิปไตยเข้ามาอยู่ในมือตอนแรก สุดท้ายก็ทำเพื่อประโยชน์ของพวกเขาจนเกิดการ
คอรัปชั่นขึ้น และแน่นอนมันก็ยืดมาจนถึงปัจจุบัน
คำว่าประเทศเรายังไม่พร้อมกับระบบผู้แทน เห็นด้วยในกระบิหนึ่งว่ายังจริงๆ เพราะว่า”ผู้แทน” ในตอนนี้
คือ “ผู้ที่ให้ผลประโยชน์แก่ฉัน” ไม่ใช่ “ผู้ที่ให้ผลประโยคแก่สังคมของฉัน” พูดกันตรงๆว่าใครให้เงิน
ท่านก็เลือก แน่นอนครับมันไม่ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ มันเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ประชาชนท้องหิว (เช่นภาคอีสาน)
พวกเขาไม่ผิดที่เลือกหนทางที่จะทำให้รอดจากความหิว จากความตาย มันคือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ
“อย่าถามถึงประชาธิปไตยในพื้นที่ที่ประชาชนยังต้องกินข้าวกรอกหม้อ” เพื่อนผมเคยพูด
เราเองยังไม่พร้อมที่จะรับประชาธิปไตยมาอยู่ในมือของคนที่ยังไม่มีความรับผิดชอบเพียงพอ
แต่แน่นอนที่คำว่าคอมมิวนิสต์ยิ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง
ผมว่าเราอาจจะรับคำว่าประชาธิปไตยมาเร็วไปสัก 30 ปี ถ้าเป็นปี 2505 แทนที่จะเป็น 2475
โดยระหว่างนั้นสนับสนุน “ดุสิตธานี” พื้นที่ทดลองประชาธิปไตยของร.7 ให้ค่อยๆขยายตัว
ให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กว้างขวางกว่า ณ เวลานั้น
ผลลัพธ์ ณ วันนี้คงจะมีอะไรที่ก้าวเกิน “ความเลอะเทอะทางการเมือง” ไปกว่านี้เยอะก็ได้
แต่ก็นั่นแหละผมจะไปรู้อะไร ผมนำหน้าชื่อด้วย “นาย” หาใช่ อ. หรือ ศจ. ไม่
ไม่มีให้ดาวน์โหลดฟรีเหรอ