วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

รวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง”

March 13th, 2008

ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง” (พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๐) เป็นผลงานเล่มที่ ๒ ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในชุดกวีนิพนธ์ งานกวีนิพนธ์ในช่วงนี้เป็นงานในช่วงรอยต่อทางความคิดของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยุคที่จิตรตั้งข้อสงสัย เป็นยุคผ่าน (ส่วนมากเป็นงานที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘) และเมื่อคิดว่าได้ข้อสรุป (คืองานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) เนื้องานของกวีนิพนธ์จึงเข้มข้นเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่จะมีเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย พัฒนากลายเป็นการเปิดโปง และชี้ให้ตระหนักเห็นพลังของตัวเอง และการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นหากใครต้องการเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกว่านี้มากๆ ก็ควรต้องหา “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” ที่เป็นเล่ม ๑ ของชุดนี้มาอ่านปูพื้นฐานด้วย

จิตร ภูมิศักดิ์ ใน พ.ศ. นี้ เริ่มถีบตัวออกห่างจากความต้องการเป็น “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” และไม่ดำเนินรอยตามบุรพกวีเดิมๆ แล้ว

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “โยนบก” คือการจับ จิตร ภูมิศักดิ์ โยนลงมาจากเวทีหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้เกิดจากงานนิพนธ์ของจิตร ๒ ชิ้น คือ บทกวีที่จิตรเขียนตำหนิหญิงที่ท้องไม่มีพ่อและไปทำแท้งว่า “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” และบทความขนาดยาวที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุนอกรีตในพุทธศาสนาว่าประพฤติตัวประดุจ “ผีตองเหลือง” อันที่จริงจากการศึกษา เรายังพบต้นฉบับบทกวีที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์นอกรีตอีกบทหนึ่งอย่างค่อนข้างรุนแรง คือบทที่ชื่อว่า “แม่จ๋าแม่ แม่จ๋า แม่จ๋าแม่” บทกวีชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ งานเหล่านี้คือข้อยืนยันถึงการตั้งข้อสงสัย การเปิดโปง ต่อความเป็นไปของวงการสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้น

เหตุการณ์ที่จิตรถูกโยนบก ถูกพักการเรียน ประกอบกับเห็นคุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์ ต้องเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินส่งให้จิตรและพี่สาวได้เรียน และจากบทสรุปที่ว่าการทำบุญเข้าวัดเข้าวาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้จิตรทุ่มเทค้นคว้าศึกษาทั้งปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์และปัญหาสังคมมากขึ้น จากการค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จิตรได้รับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ไทยในอีกด้านหนึ่ง มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นศักดินาที่มีต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ การศึกษาความเป็นไปของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งการได้รับรู้ถึงการปลดแอก มีการก่อตั้งประเทศสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดทำให้จิตรมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไป

การศึกษา ค้นคว้า ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมด้วยตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลักษณะการเข้ากลุ่ม สังกัดกลุ่ม มีการศึกษารวมกลุ่ม มีหน่วยนำ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ จิตรประพันธ์เพลงมารฺชขึ้นหลายเพลง อย่างมารฺชเยาวชนไทย มารฺชกรรมกร มารฺชธรรมศาสตร์ – จุฬา สามัคคี และ มารฺชแอนตี้จักรวรรดินิยม ล้วนแต่เป็นลักษณะการประพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และน่าจะอยู่ในการแนะนำของหน่วยนำ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จิตรเพิ่งเริ่มมาใช้ความสามารถของตัวเองในฐานะนักแปล โดยแปล บทกวีต่างประเทศเป็นพากย์ไทยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นี้เอง บทกวีแปลบทแรกก็คือ “ความสว่างและความมืด” หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ก็มีบทกวีแปลออกมาอีกหลายบท ทั้งแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สันสกฤต และภาษาจีน สำหรับภาษาจีนในช่วงระยะเวลานั้น จิตรคงใช้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาจีนอีกทอดหนึ่งก่อน แต่ต่อมาจิตรก็เขียนภาษาจีน เรามีลายมือภาษาจีนของจิตรประกอบบทกวีแปลให้ดูด้วย

พูดถึงบทกวีแปลของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายๆ บทในหนังสือเล่มนี้ ได้นำมาจากบทความหลายๆ บทของเขาที่เขาแปลใช้ประกอบบทความ จิตรเป็นคอลัมนิสต์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือที่จุฬาฯ เชื่อว่าบทกวีแปลหลายๆ บทคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในห้องเรียนโดยอาจจะมองความหมายกันคนละมุม และบางบทคงเป็นบทเด่นที่ประทับใจนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ จึงปรากฏว่าหลายบทที่จิตรแปลก็มีนิสิตอื่นแปลด้วย โดยใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างออกไป บทกวีที่จิตรเขียนเองที่ชื่อ “มองจุ่งพ้นฉากเข้ม” (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้มาจากการศึกษาวรรณคดีอังกฤษ เป็นเรื่องมุมมองที่อาจารย์ได้ให้นิสิตในชั้นเรียนได้ถกกัน หรือบทกวี “ดนตรีแห่งฤดูใบไม้ร่วง” (พ.ศ. ๒๕๐๐) ของ ปอล แวร์แลน กวีฝรั่งเศสยุคทศวรรษที่ ๑๙ ม.ร.ว. นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ ในนามปากกา “นิตยเกษม” เพื่อนของจิตรก็ได้แปลงานเขียนชุดดังกล่าวลงใน อักษรานุสรณ์ ปี พ.ศ.๒๔๙๖ บทกวี “เมื่อพรรษพรำฉ่ำหวานสู่ดานดิน” (พ.ศ. ๒๕๐๐) บทกวีฝรั่งเศสของ ปอล แวร์แลน เช่นกัน ก็ปรากฏมีผู้แปลเป็นโคลงลงใน อักษรานุสรณ์ รับน้องใหม่อักษร – ครุศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในนามปากกาว่า “ปากกา ณ เมืองแกลง” จึงเชื่อได้ว่าคงเป็นบทกวีบทเด่นที่อาจารย์ให้นิสิตได้ถกเถียงหรือประลองฝีมือถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในชั่วโมงเรียนวรรณคดีภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งโศลกภาษาสันสกฤตในคัมภีร์ฤคเวทที่ใช้สวดสรรเสริญ อ้อนวอน “อุษะ” เทพีแห่งรุ่งอรุณ ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนศึกษากันในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง

ส่วนหนึ่งของคำนำบรรณาธิการ
วิชัย นภารัศมี