ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม
ภัควดี วีระภาสพงษ์
ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ
สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย
เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”
ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย
ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง
แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?
ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ
ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย
แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ
ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!
ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)
คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”
“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”
จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ
ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!
การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)
แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ
สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!
ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์
ความหลงลืม นี้ ยัง “อำนาจ”ทำให้เป็นอย่างนี้ด้วยนะครับ และอำนาจนี้ต่างหาก “บังคับ”ให้ลืม จึงทำให้การผลิตซ้ำ ดำเนินอย่างเป็นปกติ สิ่งที่น่ากล้ว คือ “การทำให้เป็นปกติ” หรือ “เป็นธรรมชาติ” นี่เอง ความหลงลืมที่เป็นธรรมชาติ มันดูมีเหตุผลในตัวเองจนคน “หลงลืม”จะฉุกคิดครับ
ชอบค่ะ เอาอีกค่ะ สนุกดี
Ha Ha! คุณภัควดีก็มีวิธี “ขายของ” เหมือนกัน และเรื่องที่ว่าเซ็กซ์ขายได้ก็คงเป็นฉันทามติพอสมควร
ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้ดูละครนี้ (แค่ได้ดูโฆษณาของ กกต ก็เลยไปถามเนื้อหามาคร่าวๆ)เลยขอเข้าประเด็น
ประเด็นเซ็กซ์ที่ “แปลกหน้า” ในนิยายรุ่นเก่านี่ไม่แน่ใจว่าเป็นประเด็นหลักหรือเปล่า
หรือเป็นเซ็กซ์ที่ “ได้มายาก” หรือ “เกิดได้ยาก” ผสมกับ fantasy ที่จะไต่บันได social mobility (ส่วนใหญ่โดยฝ่าย ญ)
ถ้าเซ็กซ์ที่ “แปลกหน้า” เป็นจุดที่ประชา ญ ไทยนิยม จริง เรื่องของวัยรุ่นที่ “สะสมแต้ม” ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ขายดีมากกว่า (แน่นอนว่าพวกเขา “สนใจ” ดูสารคดีพวกนี้ แต่ก็บอกว่า “รับไม่ได้”)
จริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าละครพวกนี้คนรุ่นใหม่ (เช่นวัยรุ่น) สนใจแค่ไหน อาจมองว่าดัดจริตเสียด้วยซ้ำไป เซ็กซ์อาจขายได้ไปเรื่อยๆ แต่ละครพวกนี้อาจอยู่อีกไม่นานก็ได้ (ยกเว้นว่ากระบวนการผลิตซ้ำ “ปากว่า ตาขยิบ” และ เซ็กซ์พอเพียง จะยังมีอานุภาพพอ ที่คนรุ่นต่อๆไปจะสนใจ)
ง่าย ๆ ค่ะ บัวแก้วว่า ดูละครไทย หนังไทย ดูเอามันส์ อย่าเอาสาระ หาอะไรที่จะเป็นข้อคิดสอนใจหรือข้อฉุกคิดประเทืองปัญญา ท้าทายความคิด หาได้ยากส์ถึงยากส์ที่สุดดดดดดด ซึ่งมันสื่ออะไรให้เห็นถึงสังคมไทย ความเชื่อไทย ค่านิยมไทยอย่างที่คุณเจ้าของกระทู้ว่าไว้ล่ะมัง
ผมดูละครไทยคัรบพี่ หนังฝรั่งไม่ได้ดูไม่มีตังค์ ถ้าดูดูบิกซีนีม่า มีโฆษณาด้วยไว้พักสายตา
สำหรับละครหลังข่าว จะน้ำเน่าไม่น้ำเน่า จะเปนศิลป์ไม่เปนศิลป์ จะมีอะไรซ่อนเร้น นั้นไม่รู้ แต่คนจนดูกันเอาไว้ผ่อนคลายหลังลุยชีวิตบนโลกจริงที่แทบไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์ยาก
เหนตัวอิจฉาจัดจ้านแล้วมันดี ในโลกจริงหาคนแบบนี้ยาก และสะใจตอนสุดท้ายที่มันไม่ตอนก็เปนบ้า เพราะในโลกจริงคนไม่ดีตายและเปนบ้ายาก
เข้าข้างพะเอกนางเอกกันเพราะอยากเปนแบบเขา ละครมันเดาง่ายอย่างว่าใคชนะ ในชีวิตจริงคนจนแพ้เยอะมาก มาดูละครเชียร์คนพะเอกนางเอกยังไงก็ชนะตอนท้าย
มีคติธรรมสอนให้ทำดีด้วย ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ท่านยันตระสุขสบายไปแล้ว
ช่วงหลังพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ที่ไม่รู้เรื่องเพราะบ้านเมืองแตกแยก เข้าใจว่าที่แตกแยกเพราะคนไทยพูดจาไม่รู้เรื่อง เราเองก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ละครไทยต้องดู เพราะของไทยนั้นดี ดีกว่าของฝรั่ง ที่ดีนั้นเพราะเราอาจจะแตกแยกไปบ้าง ทำให้เราพูไม่รู้เรื่อง แต่ก่อนจะดูละครหลังข่าวต้องดูโคตรเหง้าศักราชเราก่อน แล้วเราจะพูดไม่รู้เรื่อง(แล้วเมื่อไหร่มึงจะพูดรู้เรื่องไอ้สาดท่านผู้นั้น)
รักท่านผู้นั้น ห่วงลูกหลาน ช่วยกันต้าน คอมมูนิสต์
ชุมแพมันมาก ตอนอวสานคนแถวบ้านไม่ไปไหนเลย รอลุ้นกัน อา ฉลองจะทำทองภาคเก้ามาแล้วครับ ความมันส์ของคนจนๆ
เมื่อเฟมินิสต์ มาดูละครเรื่อง จำเลยรัก
http://www.oknation.net/blog/lang/2008/01/30/entry-1
มองสังคมผ่านโฆษณาไมโล(ที่ยิงจุดโทษ)
http://www.oknation.net/blog/lang/2008/02/13/entry-1
จุดยืนของละครไทย ที่เข้มแข็งมากกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของพวกหัวขวา-ซ้าย
http://www.oknation.net/blog/lang/2008/02/13/entry-2
ไม่บอกว่าใคร แวะมาอ่านหลายรอบแล้ว
เชิญคุณลงทัณฑ์ตามบัญชา ฯ
อย่าลืม กราบสามี หลัง วันสตรีสากล เจี๊ยกกกก!!!
อยาก มีเมีย จัง อิๆ
จะเอาๆ จะเอาๆ น้องแอ๊ฟ แหว่ว แหว่วๆ
ล้อเล่น น่า
ปกติก็มาอ่านอย่างเดียว แหละ ฮิๆๆๆๆ
ผมว่าบทวิเคราะห์ของ Roland Barthes เรื่อง “โลกของมวยปล้ำ” หากนำมาจับกับ “ละครไทย” คำอธิบายที่ได้คงไม่ต่างกัน
Barthes กล่าวว่า “สิ่งที่ผู้ชมต้องการคือภาพของอารมณ์ มิใช่ตัวอารมณ์จริง ทั้งในมวยปล้ำและในละคร ความจริงหรือความลวงมิใช่ประเด็นปัญหา เพราะสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังก็คือ การแสดงสถานการณ์เชิงคุณค่าให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งในสังคมจริง สถานการณ์ทำนองนี้มักจะเพียงปรากฎในลักษณะแฝงเร้น…” (จาก Mythologie แปลโดย วรรณพิมล อังคศิริสรรพ)
ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ความดีเลวยากที่จะแยกแยะ พระเอกผู้ร้ายสับสนปนเปกันอย่างแยกไม่ออก แต่ละครสามารถสร้างโลกที่แบ่งแยกความดีเลวไว้อย่างชัดเจน ไม่มีนัยยะใดๆ แอบแฝง ทำให้คนดูพึงว่าใจว่าพวกเขาสามารถ “เข้าใจ” โลกที่ปรากฎตรงหน้าได้ และไม่รู้สึกสับสนคลุมเครือเหมือนโลกแห่งความเป็นจริง
เปิดพื้นที่ใหม่ได้เฉียบมากเลยครับ เป็นมุมมองที่กระตุ้นให้คิดต่อไปถึงเรื่องอื่นๆ รอบตัวเราด้วย ขอบคุณสำหรับทัศนะและเวลาที่คุณภัคให้แก่ตรงนี้จริงๆ
เข้าไปอ่านตามลิงค์ที่ให้มาบ้างแล้วค่ะ
ในความคิดเห็นส่วนตัว ในละครไทย ผู้หญิงไม่ได้เป็นฝ่ายถูกกระทำหรือเป็นวัตถุทางเพศฝ่ายเดียวหรอกค่ะ ผู้ชายก็เป็นเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาอั้มมาเล่้นเป็นพระเอกหรือ ถ้าจะให้ฝ่ายหญิงถูกกระทำแบบเพียว ๆ ฝ่ายเดียว นี่ค่ะ ต้องเอาแบบโหน่งเชิญยิ้มมาเล่นเป็นพระเอกสิ!
ในละครไทยมันเป็นเรื่องกามารมณ์ล้วน ๆ สำหรับทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพียงแต่ผู้หญิงต้องโดนกระทำรุนแรงหน่อย เพื่อให้ผู้หญิงไม่รู้สึกผิด
แต่มันก็ทำให้กามารมณ์ผูกพันกับความรุนแรงอย่างลึกซึ้งในสังคมไทย
ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ คราวนี้เลยไม่รู้ว่า เขียนครั้งหน้าจะขายออกแบบนี้หรือเปล่า อิอิ
สภาพบังคับทำให้ต้องดูละครเรื่องนี้
ส่วนตัวเห็นว่า
ทางผู้จัดพยายามใส่ประเด็นต่างๆ ลงไปในละคร ซึ่งก็ดี
(แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อเพลิดเพลิน)
ผมว่ามันมีชีวิตของคนในสังคมนี้หลายๆ คนอยู่ในนั้นนะ
ไอ้ใบ้ ที่เล่นเวอร์ชั่นช่องเจ็ดเล่นได้ดีกว่าหนุ่ม คงกระพัน(2 ครั้ง ตอนลิขิต กับ จอห์น เป็นนายหัว)
คนที่ชอบเล่นจักรจักรวงศ์วงศ์ ของสามเศียรโปรโมชั่น
เล่นได้ดี เล่นได้ถูกต้อง เราดูแล้วล่ำมาก
มาติดตามอ่านงานของคุณภัควดี ครับ
(หนึ่งในนักแปลในดวงใจ)
ไม่ค่อยได้ดู รู้แต่ว่าเป็นละครทำมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว ละครแม่บ้านนิยมดู ผู้หญิงดู ผู้หญิงบ่น ผู้ชายถูกด่า
ผมขอเห็นต่างนิดหนึ่งนะครับ
ที่พูดถึง “เพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า” ในละครไทย นั้น ผมกลับไม่ได้มองว่า เขาแปลกหน้ากันจริงๆ ครับ เพราะ หลังจากตัวละครเจอกันตอนแรก อาจจะเกลียดกัน ไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่ในใจลึกๆ แล้ว ตัวละครนางเอกกบพระเอกมักจะแอบชอบพอกันอยู่เงียบๆ ครับ จะเห็นได้จาก ก่อนจะถึงฉากเพศสัมพันธ์ จะต้องมีฉากประมาณว่า
- ตัวอิจฉา (หรือภาษาชาวบ้านเรียก นางกะแหร่ง (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า)มาอี๊อ๋อออเซาะพระเอกต่อหน้านางเอก ก็จะมีฉากนางเอกไม่ค่อยพอใจ งอนออกมาบ้าง
หรือ
- ผู้ชายที่มาพัวพันกับนางเอก (ที่ไม่ใช่พระเอก)ขับรถมารับนางเอก มาเยี่ยมนางเอกที่บ้าน หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แต่ต้องให้พระเอกเห็น เพื่อให้พระเอกหึง
สองฉากนี้ก็ถือเป็นฉากมาตราฐานหลักของละครไทยเช่นกัน เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า นางเอกกับพระเอกต่างมีใจให้แก่กัน ก่อนจะไปสู่ความสัมพันธ์ทางเพศ หรือ การบอกรักในตอนจบ
ดังนั้น ผมจึงว่า พระเอกกับนางเอก แม้จะเพิ่งรู้จักกัน แต่เขาก็ตกหลุมรักกันมาตั้งแต่ตอนแรกๆ ของละครแล้วครับ เพียงแต่ว่ายังไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาเท่านั้น
นอกจากนี้ ในแง่คนดู คนดูทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ใครเป็นพระเอกกับนางเอก ดังนั้นพฤติกรรม ชิงสุกก่อนห่าม ของนางเอกกับพระเอก จึงเป็นที่ยอมรับได้ เพราะคนดูรู้อยู่แก่ใจดีว่าคนทั้งคู่ได้ถูกชะตาฟ้าลิขิตให้มาคู่กันอยู่แล้ว
ส่วนเรื่อง คนแปลกหน้า กับ sexual fantasy อันนี้ ก็เห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะถ้ามองดูจากหนังโป๊ ก็ชอบใช้พล็อตการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า แต่ขณะเดียวกัน ผมก็สังเกตได้ว่า คนแปลกหน้าเหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่ดูดี เซ็กซี ล่ำ คือ สรุปว่าแม้เขาจะแปลกหน้า แต่หน้าของเขาจะไม่แปลกครับ
ดังนั้น เงื่อนไข ของ sexual fantasy ของคนส่วนใหญ่ ทั้งในละคร และหนังโป๊ จึงไม่ได้มีเพียง การอยากจะมีอะไรกับคนแปลกหน้าเท่านั้น แต่ คนแปลกหน้าคนนั้นจะต้องดูดี เซ็กซี่ ล่ำ (เหมือนที่คุณภัควดีว่าไว้ ต้องเป็นคุณอั้ม เท่านั้น ไม่ใช่ คุณโหน่ง)
ชอบที่คุณภัควดีเขียนถึงสัตยาจิต เรย์ ครับ แต่ก็มีข้อสังเกตหนึ่งอย่างก็คือ หากคุณได้มีโอกาสดูหนังบอลลีวู้ด คือหนังอินเดียสำหรับคนอินเดีย (ที่ต้องมีแต่งรำ ร้องเพลง ความยาวมากกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง)จะพบว่า
จริงอยู่ครับ หนังอินเดียเหล่านี้จะไม่มีฉากจูบระหว่างนางเอกกับพระเอกเลยครับ (เพราะถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างมาก)แต่ ชุดแต่งกายของนางเอกโดยเฉพาะในฉากเต้นรำ ล้วนแล้วแต่แต่งตัวโชว์พุง…เอ้ย… หน้าท้อง หรือสาหรี่แหวกๆ หรือเนื้อผ้าทะลุแสง ให้เห็นขาอ่อนนิดๆ แพลมๆ และท่าทางการเต้น หลายครั้งก็ยังมีลักษณะยั่วยวนออกไปทางเซ็กซ์พอสมควร ดูไปบางทีผมก็แอบคิดว่ามันดูเซ็กซี่กว่าฉากเพศสัมพันธ์แบบเปิดเผยเสียอีก
ซึ่งทำให้ผมพอสรุปได้ว่า ไอ้กามารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในหนังในละครเนี่ยนะครับ มันจะผันแปรไปตามระดับความต้องห้ามของเรื่องเพศในสังคมนั้นๆ ที่ใดก็ตามที่เรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้ามมากๆๆๆ ระดับการซ่อนกามารมณ์ก็จะมีอยู่อย่างสูงๆ
เพราะอย่างว่าแหละครับ ยิ่งห้ามก็ยิ่ง “เสียว” ที่จะได้แอบดู อันนี้ก็ถือเป็นการตอบสนอง sexual fantasy เหมือนกันครับ
ขอบคุณมากครับ
คุณสังเกตไหมคะว่า ในหนังอินเดียหรือ MV เพลงอินเดียหลาย ๆ อันที่ดิฉัีนเคยดู
ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายยั่วผู้ชาย แล้วผู้ชายต้องแสดงความเข้มแข็งของจิตใจด้วยการปฏิเสธ
คิดว่าเป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมมาก ๆ
ถ้าเป็นประเทศอื่น ผู้ชายปฏิเสธคงเสียเชิงชาย 5555
ในบทพระเอกโง่ นิพัทธ์พร เสนอว่า พระเอกหนังไทยจะเหมือนพระพุทธเจ้า คือ จะต้องถูกยั่วยวนด้วยกิเลสตัณหาต่างๆ ซึ่งจะมาในรูปแบบของนางร้าย ซึ่งจะยั่วยวน ใช้เล่ห์กล หลอกพระเอกต่างๆ นานา แต่พระเอกก็ยังคงบื้ออยู่ และไม่เคยคิดจะด่าว่าตัวร้าย เลยดูเหมือน พระเอกหนัง-ละครไทยเลยโง่
ไม่แน่ใจว่า คำอธิบายนี้จะพอครอบคลุมถึงหนังละครอินเดียหรือไม่
แต่ก็แปลกอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะว่า การแสดงความเข้มแข็งทางจิตใจ ก็เหมือนกับการพยายามจะบอกใบ้ว่า พระเอกเป็นคนดีมาก ไร้ซึ่งกิเลสตัณหา ใดๆ
แต่เมื่อไรก็ตาม ที่พระเอกอยู่กับนางเอก พระเอกที่ไร้กิเลสตัณหาก็ดูเหมือน จะกลายเป็นคนบ้าราคะขึ้นมาทันที ทำได้แม้กระทั่ง ข่มขืนนางเอก (ช่วงหลังๆ นี่ ข่มขืนบ่อยมาก)
แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็น พระเอกอินเดียขมขืนนางเอกในหนังหรือละครสักที
สงสัยงานนี้ พระเอกไทยคงมี “เชิงชาย” มากกว่า พระเอกอินเดีย ครับ 5555
ไม่รู้จะดูไปทำไม เพราะในโลกความเป็นจริง ผมก็มีความสุขดีอยู่ แล้ว เมื่อใจไม่ยึดถือยึดมั่น ก็มิอาจมีสิ่งใดมาทำให้ทุกข์ได้
แทนที่จะทำละครแบบที่ผู้ชมกระแสหลักในสังคมคาดหวัง สะท้อนสังคม สังคมแย่อย่างไร ก็สะท้อนและตอกย้ำความแย่ๆเหล่านั้นออกมา โดยไม่จุดประกายหนทางที่ดีกว่าให้สังคม สะท้อนอย่างนี้กันอยู่ทุกวี่ทุกวันไปใย
ไม่ว่าในแง่ธุรกิจ หรือในเชิงวัฒนธรรมและจริยธรรม การจะทำละครที่แปลกไปจากเดิมๆ แต่สามารถทำให้ผู้ชมดูแล้วรู้สึกว่า “โอ แบบนี้ดีนะ ไม่เคยได้ดูแบบนี้มาก่อนเลย” เพราะระดับปัญญาผู้ชมเหล่านั้นไม่เคยจินตนาการ ละครแบบนี้ออกมาได้เลย
ลองเทียบวงการธุรกิจผลิตสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น ข้าวของเครื่องใช้ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ มีลักษณะที่ต้องทำของใหม่ๆออกมาเสมอ ไม่งั้นแพ้คู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ก็สามารถพบเห็นการผลิตละครหรือรายการอื่นๆในเชิงสร้างสรรค์ ได้อยู่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการผลิตละครแบบไม่สร้างสรรค์ โดยหวัง rating และเิงินเยอะๆนั้น อาจเป็นไปเพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทโดยรวมให้อยู่รอด ก็หวังว่าถ้าไม่เดือดร้อนการเงินเกินไปก็อย่าทำออกมาอีกเลย ทำละครที่พี่ป้าน้าอาดูแล้วฉลาดขึ้น หรือดูแล้วไม่ปล่อยชีวิตตัวเองไปตามยถากรรมจะดีกว่า
พอดีนึกไปถึงละครเกาหลี นึกเปรียบเทียบระหว่างเรื่องที่ชอบและไม่ชอบ
เลยสรุปความเหมือนและแตกต่างที่เป็นลักษณะร่วมกับละครไทยคือ
1) ละครเกือบทั้งหมดสะท้อนแนวคิด ขนบธรรมเนียมประเพณี และชนชั้น
2) ละครเกาหลี จะอธิบายที่มา และสาเหตุแห่ง นิสัยและบุคลิกภาพของตัวละคร โดยเฉพาะตัวร้ายว่าทำไมถึงร้าย ร้ายเพราะแค้น เพราะอ้างว้างถูกทอดทิ้ง หรือสังคมบีบคั้นอย่างไร หรือถูกตามใจเกินเหตุ ซึ่งในละครไทย จะไม่ค่อยแสดงที่มาที่ไป อยู่ๆก็ร้ายอย่างไม่มีเหตุผล แถมร้ายแบบติงต๊องตลกโปกฮาซะส่วนใหญ่ อันนี้มองได้สองทางคือ คนดูของเขามีความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า หรือ ไม่ก็ผู้ผลิตละครมีจิตสำนึกในการปลูกฝังการคิดเป็นเหตุเป็นผล ช่วยชี้นำทิศทางสังคมไปในทางที่ดี
2) * ไม่ชอบ ละครที่ตัวร้ายใช้เงื่อนไขในข้อ 1) กระทำการเบียดเบียนตัวเอกและผู้อื่นตลอดเวลา และตัวเอกฝ่ายดีก็ไม่มีปัญญาหรือกระตือรือร้นตอบโต้ ทำตัวใสซื่อ แต่สุดท้ายด้วยความใสซื่อน่ารักของตัวเอก ทำให้คนดีที่มีปัญญาพอ เข้ามาช่วยแก้ไข ช่วยเหลือ จนสุดท้ายตัวร้ายพ่ายแพ้ไป หรือไม่ก็แพ้ภัยตัวเอง
** ชอบ เรื่องที่ตัวเอกมีมานะ และรู้จักยืดหยุ่นตามสภาพการณ์ แต่ไม่ทำเรื่องขัดแย้งอุดมการณ์และจริยธรรม ตอนไหนเจออุปสรรค เจออำนาจเถื่อน ก็ถอยตั้งหลัก หรือหลบเลี่ยงอย่างมีสติ แล้วแก้ไขต่อไปด้วยความอุตสาหะ จนประสบความสำเร็จ happy ending
อย่าง แดจังกึม หมอโฮจุน อิมซังอ๊ก ที่แฟนละครไทยแรกๆเห็นคำนำเรื่องแล้ว จินตนาการไปว่ามันจะน่าเบื่อสักแค่ไหน แต่เขาก็ทำออกมาได้สนุก แม้จะไม่ได้แนบเนียน 100% คือมีการใช้ความ “บังเอิญ” มาช่วยให้เรื่องดำเนินไปได้อยู่หลายหน แต่ก็ไม่มากไปนัก
ขออีกเรื่องเหอะ ทำไมตัวละครไทย ไม่ค่อยทำมาหาเลี้ยงชีพกัน
ไม่เป็นนักศึกษาที่ว่างมากๆ ก็เป็นเจ้าของกิจการรวยๆ หรือไม่ก็ลูกท่านหลานเธอ วันๆไม่ต้องทำอะไร ให้เงินทำงาน เข้าไป sign เอกสารแล้วไปไหนต่อไหนเรื่อยเปื่อย คนดูที่หาเช้ากินค่ำ ที่ว่าเหนื่อยในชีวิตจริง แล้วมาดูละครคลายเครียด น่ะ ไม่รู้สึกว่าพระเอกนางเอกเหล่านี้ ก็คือชนชั้นหรือกลุ่มคนที่ขี่ที่เบียดเบียนพวกเขาอยู่หรือ