“มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง”
ฟ้าเดียวกัน
สัมภาษณ์แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา
การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิชาการซึ่งก่อนหน้านั้นถูกเปรียบเสมือน “หอคอยงาช้าง” ที่ไม่ปฏิสังสรรค์กับสังคม
เว็บไซต์นิวแมนดาลา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของนักวิชาการ 2 ท่านที่มุ่งหวังที่จะนำวิชาการลงมาจาก “หอคอยงาช้าง” ผ่านทางเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นพื่นที่สาธารณะที่สำคัญในการถกเถียงทางวิชาการและประเด็นทางสังคมที่สำคัญในปัจจุบัน
ฟ้าเดียวกันออนไลน์ ได้มีโอกาสสนทนากับ แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา ที่จะมาเล่าความเป็นมาและวัตถุประสงค์
ฟ้าเดียวกัน อยากให้อาจารย์เล่าถึง เว็บไซต์นิวแมนดาลา ความเป็นมาและความมุ่งหวังของการทำเว็บไซต์
แอนดรูว์ วอคเกอร์ นิวแมนดาลาเริ่มช่วงตกลางปี 2549 โดยตัวผมกับนิโคลาส ฟาร์เรลลี ในตอนนั้นเป็นนักศึกษาที่ Australia National University ตอนนี้เรียนปริญญาเอกที่อ็อกซ์ฟอร์ด วัตถุประสงค์ของการทำเว็บไซต์คือการสร้างพื้นที่ออนไลน์สำหรับการแลกเปลี่ยนถกเถียงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย พม่า ลาว และยูนนานภาคใต้ของจีน เรารู้สึกว่าถึงแม้จะมีเวทีการแลกเปลี่ยนถกเถียงเชิงวิชาการในเรื่องเหล่านี้มากอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีเวทีที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงทัศนะที่เป็นทางเลือกจริงๆ และได้ถกเถียงประเด็นที่อ่อนไหวในภูมิภาคนี้
ในแง่ผลกระทบของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่มีต่อโลกวิชาการ ผมว่ายังมีไม่มากเท่าไหร่ เพราะนักวิชาการจำนวนมากยังใช้อินเตอร์เน็ตแบบสื่อที่หยุดนิ่ง (static medium) เผยแพร่ผลงานเหมือนกับการตีพิมพ์ลงหนังสือหรือวารสารเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้อินเตอร์เน็ตมีการสื่อสารโต้ตอบ (interactive) กันมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นจุดแข็งของนิวแมนดาลาหรือเว็บไซต์อื่นๆ อย่าง ฟ้าเดียวกัน คือไม่ใช่เรานำเสนอเนื้อหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ว่ามีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนที่เข้ามาอ่าน จริงๆ แล้วคนจำนวนมากเข้ามานิวแมนดาลาเพื่ออ่านความเห็นมากกว่าที่จะเข้ามาอ่านตัวบทความเสียอีก ดังนั้นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือการส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็น ในแง่หนึ่ง ผมอยากเห็นคนแสดงความเห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเขียน มากกว่าจะมากังวลกับเนื้อหาเฉพาะบางอย่างที่ผมโพสต์ในเว็บไซต์ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกวิชาการ คือลักษณะสื่อสารสองทาง (interactive nature) ของอินเตอร์เน็ต เพราะมันเปิดการถกเถียงทางวิชาการแก่คนทุกประเภท นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักศึกษา ใครก็ตามที่อยากเข้ามาในเว็บไซต์ พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการถกเถียง ดังนั้นผมคิดว่ามันทำให้โลกวิชาการมีความเป็นประชาธิปไตยและมีส่วนร่วมมากขึ้น
ส่วนนิวแมนดาลาประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น คงจะตัดสินยาก ผมว่าเราประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก มันเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่ว่าความคาดหวังของเราก็ตั้งไว้ต่ำมาก ในตอนนี้ มีคนเข้ามาวันละประมาณหนึ่งพันครั้ง (hits) บางวันถ้ามีเรื่องใหญ่ๆ ก็อาจจะเป็นสองพันครั้ง บางวันก็ห้าหกร้อย เรารู้สึกปลื้มใจมากและรู้สึกว่านักวิชาการ นักศึกษา คนสนใจเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเป็นขาประจำของนิวแมนดาลา อีกอย่างที่เราพอใจคือสื่อมวลชน นักข่าวจำนวนมากดูเหมือนจะติดตามนิวแมนดาลา เราได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์ ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อมวลชน จากที่พูดมา ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จ จุดแข็งก็อย่างที่บอกคือการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่เข้มข้น มีคนแสดงความเห็นและถกเถียงกันมากมาย บางทีก็ถกกันอย่างเอาจริงเอาจังและตรงไปตรงมา ข้อเสียอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องยากสำหรับเว็บไซต์ของเรา และกับเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันคือ ประเด็นการปกปิดตัวตนของผู้แสดงความเห็น ผมคิดว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือคนสามารถพูดอย่างที่เขาต้องการจะพูด โดยไม่ต้องกังวลถึงผลลบที่จะเกิดขึ้น แต่บางทีผมก็คิดว่ามันทำให้บางคนไม่มีความรับผิดชอบต่อความเห็นของตัวเอง บางทีมันก็ง่ายที่จะวิจารณ์คนอื่นแรงๆ หรือแสดงความเห็นสุดโต่งเวลาไม่เปิดเผยชื่อ แต่ถ้าหากคุณใส่ชื่อเวลาแสดงความคิดเห็น คุณก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสิ่งที่คุณเขียน ผมคิดว่าประเด็นการปกปิดตัวตนนี้เป็นประเด็นที่ยากมากสำหรับเว็บไซต์วิชาการ เพราะในโลกวิชาการปกติแล้วคุณเขียนอะไรคุณก็ลงชื่อ แน่นอนว่าเราไม่อยากเอาลักษณะการปกปิดตัวตนนี้ออกไปจากเว็บไซต์ อย่างที่บอก ผมว่ามันสำคัญสำหรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เราต้องมาคิดหาหนทางที่จะดูแลเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง บางทีเราเจอปัญหามีคนใช้หลายชื่อ บางทีถึงขนาดตั้งกระทู้เองแล้วแสดงความเห็นด้วยกับตัวเองก็มี ดังนั้นมันโอเคในระดับหนึ่ง แต่บางทีมันก็ทำให้การถกเถียงเป็นของปลอม ลดทอนคุณค่าลงไป

ฟ้าเดียวกัน ในความเป็นจริง เว็บไซต์ที่มีลักษณะสื่อสารโต้ตอบกันอย่างนี้ก็ไม่ได้มีแต่การถกเถียงทางวิชาการกันล้วนๆ ไม่ทราบว่าคุณมีประเด็นอะไรในใจก่อนที่ก่อตั้งเว็บไซต์หรือเปล่า?
แอนดรูว์ วอคเกอร์ ตอนแรกเราคิดว่าเว็บไซต์เราจะค่อนไปทางวิชาการกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนนิวแมนดาลาไปเลยก็คือการรัฐประหารในเมืองไทย เราเริ่มเปิดนิวแมนดาลาในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2549 แล้วในเดือนกันยายนก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ดังนั้นจู่ๆ เราก็มาคลุกอยู่กับการถกเถียงทางการเมืองอย่างเข้มข้นเกินกว่าที่เรานึกไว้ในตอนแรก จุดมุ่งหมายเดิมของเราคือเป็นเวทีทางวิชาการ แต่ตอนนี้กลายเป็นเวทีถกเถียงเรื่องการเมือง แต่เราก็ยังพยายามที่จะให้มีการถกเถียงเรื่องการเมืองในแนววิชาการอยู่ อย่างตัวผมเป็นนักมานุษยวิทยา ผมทำงานในชนบทของไทย ก็พยายามนำมุมมองจากชนบทเข้ามาสู่การพูดคุยเรื่องการเมืองระดับชาติ
ฟ้าเดียวกัน แล้วมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?
แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมว่าเป็นเรื่องดีที่มีการคุยกันเรื่องการเมือง มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง ผมคิดว่าการทำเว็บไซต์ในลักษณะนี้ขึ้นมาแล้วพอเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างรัฐประหารหรือเหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อปีที่แล้ว มันก็จะนำเราไปสู่เวทีสาธารณะแล้วมาถกเถียงร่วมกัน ในฐานะนักวิชาการ บางทีก็อิหลักอิเหลื่ออยู่บ้างที่จะถูกลากมาพัวพันด้วย แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องดีที่เราอยู่ในจุดนี้ ซึ่งเสมือนมีแรงผลักดันให้ต้องเข้ามาพัวพันกับการถกเถียงสาธารณะที่เข้มข้นมากขึ้น
ฟ้าเดียวกัน เว็บไซต์นี้เป็นของแอนดรูว์ วอคเกอร์ (– กับนิโคลาส ฟาร์เรลลี) มีคนติดตามผลงานของคุณมานานก่อนที่จะมีนิวแมนดาลา คุณคิดว่าความสำเร็จของนิวแมนดาลาเป็นเพราะผลงานของคุณหรือเปล่า
แอนดรูว์ วอคเกอร์ ที่พูดเรื่องวัตถุประสงค์ ผมยังพูดไม่หมด วัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งคือว่า ส่วนหนึ่งเป็นการโปรโมทตัวเอง ในโลกวิชาการ คุณต้องโฆษณาตัวเอง ไม่มีใครมาทำให้คุณ ดังนั้นสำหรับทั้งนิค ฟาร์เรลลีและตัวผม วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งคือการเผยแพร่ผลงานของเราให้กว้างขวางขึ้น ผมคิดว่าที่ผ่านมางานของผมก็ได้รับความสนใจพอสมควรในเมืองไทยกับในแวดวงนักวิชาการต่างประเทศ ผมว่านิวแมนดาลาทำให้มีคนรู้จักงานผมมากขึ้นมาก ผมได้รับคำถาม อีเมล์ การติดต่อต่างๆ มากมายจากข้อเขียนที่ผมลงในนิวแมนดาลา มากกว่าที่จะได้รับจากการเขียนบทความวิชาการที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเสียอีก
ใน 6-8 เดือนที่ผ่านมา เรามีบทความของคนอื่นลงในนิวแมนดาลาหลายชิ้น เราก็ไม่อยากให้มีแต่ทัศนะของเราเท่านั้นที่ลงในนิวแมนดาลา
ฟ้าเดียวกัน นอกจากนิวแมนดาลา ปรากฏการณ์อย่างบล็อกบางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) ที่มีประเด็นแหลมคมและสามารถนำมาใช้ในวงวิชาการหรือการถกเถียงแลกเปลี่ยน พัฒนาการนี้สะท้อนหรือบ่งบอกอะไรในโลกวิชาการ โลกสื่อมวลชนและโลกอินเตอร์เน็ต อีกทั้งการแสดงความเห็นใน Bangkok pundit ก็มีการปกปิดตัวตน
แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมคิดว่าที่นิวแมนดาลาทำต่างจาก Bangkok Pundit มาก ผมว่า Bangkok Pundit มีบทบาทสำคัญในการติดตามดูสื่อและคอยแสดงความเห็นเกี่ยวกับสื่อในไทย ในแง่นั้น การที่ Bangkok Pundit จะปกปิดตัวตนหรือไม่ไม่สำคัญมากนัก เพราะเป็นการจับตาสื่อและให้ความเห็น ขณะที่เราเน้นไปที่การให้มุมมองการวิเคราะห์ทางเลือก
โพสต์ในกลุ่ม ฟ้าเดียวกันออนไลน์, สัมภาษณ์
March 4th, 2008 at 10:42 am
เขาพูดไทยได้หรือเปล่านั่น ?
, ดูจากหน้าต่าง สัมภาษณ์บนร้านอาหารชั้นสองโรงอาหาร มธ
เขามาเที่ยวหรือมาพูดงานไหน ?
March 4th, 2008 at 11:17 am
พูดภาษาอังกฤษครับ ทางฟ้าเดียวกันถอดเทปแล้วส่งไปให้เจ้าตัวอ่านอีกครั้ง
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 งานไทยศึกษาครับ
แต่นั้นไม่เท่ากับเนื้อหา อยากฟังความเห้นเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ด้วยครับ
ปล.
นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ใหญ่ ที่เนื้อหามากกว่านี้แต่จะลงในวารสารฟ้าเดียวกันครับ
March 4th, 2008 at 6:48 pm
เห็นด้วยมากๆ เรื่องที่นักวิชาการเอาแต่คุยกันเอง ด้วยภาษาเทวดา ไม่ค่อนออกมาสื่อสารโต้ตอบกับผู้คนทั่วๆไปในสังคม สนับสนุนเต็มที่ไม่ว่าเขาจะเปิดเผยหรือปกปิดตัวตน แต่ควรเข้ามาในพื้นที่ถกเถียงสาธารณะเพิ่มขึ้น
March 4th, 2008 at 9:20 pm
ตอนแรกอ่านเสร็จก็นึกว่า เอ๊ะ เหมือนบทสัมภาษณ์ยังไม่จบนี่หว่า มันหายไปไหน ตอนนี้เข้าใจแล้วอ่ะ แล้วจะรออ่านฉบับเต็มในวารสารจ้ะ
March 7th, 2008 at 3:54 am
[...] at Fa Deow Gan there is an extract from an interview with New Mandala co-founder, Andrew Walker. The full Thai-language translation of the interview [...]
March 7th, 2008 at 7:35 pm
ผมคิดว่าวิธีนี้ดีนะครับ ดังที่ว่าคือได้ตอบโต้ระหว่างผู้อ่านและเขียน (ในกรณีนี้ทั้งทาง ฟดก. และนิวแมนดาลา) แต่การทำอย่างนี้ยังช่วยโปรโมตตัววารสาร ฟดก. ด้วยครับ เพราะอยากจะทำให้อ่านมากยิ่งขึ้น…จะรออ่านครับ
ด้วยความเคารพ
March 16th, 2008 at 11:08 pm
เห็นด้วยกับทัศนคติดีดีแบบนี้ครับ
นักวิชาการส่วนใหญ่ก็อยู่กับตำรา และยึดสิ่งที่ทำเป็นอาชีพ
ส่วนมากจะมีความเชี่ยวชาญด้านเดียว และอยู่กันเป็นวงสังคมซึ่งค่อนข้างปิด
มุมมองจากคนทำงาน ความเชี่ยวชาญหลากหลาย พื้นฐานสังคมและแนวคิดที่แตกต่าง ที่กระจายกันอยู่ และรับรู้สถานการณ์เป็นไปล่าสุดจากที่พบเห็น
น่าจะช่วยทำให้ คุณภาพของการอภิปรายมีมากขึ้น
(แม้แต ความคิดเห็ฯ ่อันที่ไม่สร้างสรรค์เราก็สามารถใช้เป็นตัวอย่างอธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้)