วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 : ประวัติศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี
book บทบรรณาธิการ
“ราชประสงค์” ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย

ดีไซน์ คัลเจอร์

March 26th, 2008

ad-front-design_culture.gif

ในสังคมไทย “ดีไซน์” หรือการออกแบบ มักจะถูกจัดวางไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการมัณฑนากร สถาปนิก หรือกราฟิกดีไซน์ ผลของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ ทำให้ “ดีไซน์” อยู่นอกเหนือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ต่างจากชุดความรู้ของวิชาชีพเฉพาะทางหรือ “ช่าง” ในสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือแม้แต่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เมื่อคอลัมน์ดีไซน์ คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ เริ่มปรากฏในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 มองเผินๆ คอลัมน์นี้ก็คงเป็นเพียงเรื่องราวของคนในวิชาชีพออกแบบโฆษณา เพราะผู้เขียนก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และเรื่องราวที่เขียนถึงก็คือความเป็นไปในวงการโฆษณา

แต่เมื่ออ่านให้ลึกลงไป เราจะพบว่าดีไซน์ คัลเจอร์ มิได้เป็นเพียงข้อเขียนเกี่ยวกับเทคนิค วิธีการในการทำงานด้านการออกแบบของผู้มีประสบการณ์เท่านั้น หากดีไซน์ คัลเจอร์ พยายามจะบอกเราว่าในการทำงานสร้างสรรค์นั้น วิธีคิด วิธีมองโลกที่อยู่เบื้องหลังย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าการรู้เทคนิควิธีการที่ดี หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีที่พร้อมสรรพใดๆ โดยเฉพาะหากคำนึงถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีหรือ “จับใจ” ผู้คน นอกจากนี้ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังพาดพิงไปถึงข้อคำนึงเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของศิลปะอันเป็นประเด็นสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าศิลปะควรจะดำรงอยู่เพื่อศิลปะเอง หรือควรจะเป็นไปเพื่อสิ่งอื่นๆ นอกเหนือตัวศิลปะด้วย (เป็นต้นว่า สังคม) กล่าวคือในเรื่องปัญหาความสมดุลระหว่างความงามกับจุดหมายหรือรูปแบบกับเนื้อหานั่นเอง เช่นเราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” กับ “พาณิชย์” ของงานกราฟิกดีไซน์

ดีไซน์ คัลเจอร์ ยังชี้ชวนให้เราเห็นถึงสิ่งที่กว้างไกลไปกว่าเรื่องของการออกแบบ โดยมองผ่านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนึกเกี่ยวกับตัวตน การสร้างความรับรู้และรูปการณ์จิตสำนึก มิติของอุดมการณ์ การเมืองและวัฒนธรรม ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการวิเคราะห์สังคมอย่างลุ่มลึกโดยมองผ่านงานดีไซน์ และเมื่ออ่านข้อเขียนเหล่านี้จบลง เราก็อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า ดีไซน์มีผลต่อความคิดของเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

ตัวอย่างการวิเคราะห์เชื่อมโยงที่ทั้งน่าทึ่งและโต้ตอบโดยตรงต่อสังคมไทยในปัจจุบันสมัย คือคำอธิบายเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่หันกลับมา “คืนดี” กับกองทัพ โดยเฉพาะพฤติกรรม “มอบดอกไม้ ถ่ายรูปกับรถถัง” บทความ “รถถัง : ปลดปล่อยหรือปราบปราม” ได้ให้บริบททางประวัติศาสตร์ของภาพลักษณ์ “รถถัง” ที่ถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นยุคสงครามเย็น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อมาอยู่ในบริบทของการรัฐประหาร 19 กันยา รถถังก็ได้กลายเป็น “สัญญะ” ให้ผู้ที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐประหารได้หยิบฉวยใช้อย่างไร

ในฐานะสำนักพิมพ์ หากความหมายของดีไซน์จะสามารถอ่านได้แต่เพียงในทางเทคนิค ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องพิมพ์เป็นหนังสือออกมาให้คนทั่วไปพยายามปีนบันไดเข้าใจศัพท์แสงของวงการนี้แต่อย่างใด

แต่ด้วยธรรมชาติของการสร้างงานดีไซน์ ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องมีความเฉพาะตัวในความหมายของการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา และต้องอาศัยสัมผัสที่ไวต่อการจับอารมณ์ความรู้สึกหรือวิธีคิดของสังคมในช่วงนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป็นชิ้นงานที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของความงามที่สัมพัทธ์ปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัย และในแง่ของสารที่หวังผลในการชักจูงใจ

การสามารถย้อนกลับมาอ่านให้แตกว่า งานดีไซน์หนึ่งๆ มีรากที่มาอย่าไร ถูกหยิบใช้และส่งผลสะเทือนอย่างไร จึงไม่ใช่อะไรนอกจากการอ่านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้อย่างลุ่มลึก แยบคาย ทว่าอาจตรงไปตรงมา และปราศจากการครอบงำเสียยิ่งกว่าการอ่านตำราประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฉบับทางการก็เป็นได้

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

จุลสารสหาย ฉ.1 : ร่วมไว้อาลัยในความมืด

March 21st, 2008

sahaymag1.jpg

จุลสารสหาย ฉบับปฐมฤกษ์ : ร่วมไว้อาลัยในความมืด

 

เรื่องจากปก : เมื่อความมืดเข้าครอบงำสังคมไทย ก็ย่อมถึงเวลาไว้อาลัยปัญญา
ศิลป์สหาย : บทเพลง อันแฝงไว้ซึ่งการเสียดสี
ถึงสหายเยาวชน : ก่อนเจ้าจะเป็นปัญญาชน
ตามใจปากกาท่าน : คำรำพึงจากสหายคนหนึ่งแด่ “สหายปรีชา”
เกร็ดการเมือง : To Mourn, Or Not To Mourn?

ดาวน์โหลดที่นี่

บทสนทนาอันไม่รู้จบ

March 21st, 2008

cover-fah-v21.gif

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชหัตถเลขาช่วยจำเกี่ยวกับปัญหาบางประการของสยามแก่ ฟรานซิส บี. แซยร์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือในปัญหาที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญอยู่หลังพระองค์ทรงครองราชย์มาได้ไม่กี่เดือน

ในพระราชหัตถเลขาดังกล่าว พระปกเกล้าฯ ทรงตั้งคำถามไว้ทั้งหมด 9 ข้อ

สองข้อแรกเกี่ยวพันกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์

ส่วนสองข้อต่อมานั้น เป็นปัญหาสืบเนื่องจากพระราชฐานะอันตกต่ำของกษัตริย์ในรัชสมัยที่เพิ่งสิ้นสุดไป ดังนั้นเพื่อหาทางป้องกันพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ทรงพระปรีชาและให้ราชวงศ์จักรีดำรงอยู่ต่อไปได้ พระองค์จึงทรงหารือแซยร์ว่า

“ประเทศนี้ควรจะมีการปกครองระบบรัฐสภาในวันหนึ่งหรือไม่ และการปกครองระบบรัฐสภาของพวกแองโกลแซกซอนเหมาะสมกับคนตะวันออกหรือไม่” และ “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”

แต่สำหรับประเด็นนี้ พระองค์ทรงมีคำตอบชัดเจนในพระราชหฤทัยอยู่แล้ว ดังที่ทรงเขียนต่อท้ายคำถามไว้ด้วยว่า “ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”

ความเห็นประการนี้ของพระองค์สอดคล้องกับโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามโดยทั่วไปที่เห็นว่า ระดับความคิดอ่านของราษฎรนั้นยังไม่พร้อมสำหรับการปกครองระบอบใหม่ และถึงที่สุดแล้ว ระบอบประชาธิปไตยโดยตัวมันเองก็ไม่เหมาะกับสังคมตะวันออกอย่างเช่นสยาม

อย่างไรก็ดี อีกเพียง 6 ปีต่อมา ชนชั้นนำสยามก็มิอาจต้านทานกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคณะราษฎรก่อการปฏิวัติ เพื่อนำพาสยามไปสู่ระบอบใหม่ที่ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ทว่า การสถาปนาระบอบใหม่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แรงต้านสำคัญมาจากกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมนั่นเอง ขบวนการ “คว่ำปฏิวัติ—โค่นคณะราษฎร” จะเข้มข้นและซ่อนเร้นเช่นไรนั้น ขอเชิญผลิกไปอ่านผลงานของณัฐพล ใจจริง

ผลจากต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายปฏิวัติ 2475 กับขบวนการต่อต้านการปฏิวัติย่อมส่งมอบมรดกมายังปัจจุบันอย่างมิต้องสงสัย

ฉะนั้น พึงตระหนักไว้ด้วยเถิดว่า ปัญหาความเน่าเฟะพิกลพิการของการเมืองไทยนั้น มิได้เป็นผลมาจาก “นักการเมืองเลวๆ” เพียงลำพัง หากแต่มีรากปัญหาทางประวัติศาสตร์แฝงฝังอยู่ด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาคือว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม ณ ขั้นตอนปัจจุบัน—ซึ่งดูเหมือนจะผลักให้เพื่อนมิตรผู้รักเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพหลายฝ่ายดำรงอยู่ในสภาวะระหว่างเขาควาย เขาหนึ่งคือระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เขาหนึ่งคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”—เราจะฝ่าข้ามไปเช่นไร

จะฝ่าข้ามไปเช่นไรนั้น ขอให้ช่วยกันสังเคราะห์บทเรียนของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญมิใช่การทำให้การเมืองเป็นเรื่องสกปรกด้วยการผลิตซ้ำอุดมการณ์แบบชนชั้นนำ—ที่ยกตนเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมจรรยา อยู่เหนือการเมืองกเฬวรากของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากไพร่ฟ้าผู้มีปัญญาไม่พอเพียง—หากแต่เป็นการสร้างให้การเมืองเป็นเรื่องของสามัญชน ผู้ถูกผิดดีเลวไปตามสภาพเงื่อนไขแวดล้อมของตน เป็นการเมืองที่อนุญาตให้เราทุกคนมีพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เพศ เชื้อชาติ หรือมีอุดมการณ์ใด

“ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน”… คำตอบของคุณคืออะไร?

สารบัญฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551)

 

ปฏิกิริยา 
บทตอบปฏิกิริยา อ่านผิดหรือมายาคติบังตา ? 
บุญเลิศ วิเศษปรีชา

คำขบวน
Horizontalidad วิถีระนาบ
ภัควดี วีระภาสพงษ์

ปีกซ้ายไร้ปีก
ลาว : สำรองพลังทางเศรษฐกิจเพื่อความจำเริญของไทย
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

เงินเดินดิน
หนี้ – วงจรอุบาทว์หรือปีศาจจำเป็น?
สฤณี อาชวานันทกุล

รายงานพิเศษ
ความรุนแรง: “ซ่อน-หา”  สังคมไทย

ถาม-ตอบกับ ธงชัย วินิจจะกูล
“การคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้”
ท่ามกลางบรรยากาศเฉลิมฉลองในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ต่อเนื่องมาถึงกระแสเสื้อเหลือง สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยมหาศาล แต่เหตุใดการคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ในทางสาธารณะจึงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม พบกับ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการ “คนนอก” จะมาไขปริศนาดังกล่าวพร้อมตอบคำถามว่าด้วยสถานภาพไทยศึกษาในปัจจุบัน การศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย และข้อวิจารณ์ต่อหนังสือเล่มร้อนแรงที่สุดแห่งปี

ทัศนะวิพากษ์
“คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” : การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”  
ณัฐพล ใจจริง
หลังการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร การสถาปนาระบอบใหม่มิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ณัฐพลได้ปะติดปะต่อให้เราเห็นภาพของ “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” ของกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยม ในด้านการเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง ทั้งในและนอกกฎหมาย เพื่อกลับคืนสู่อำนาจ และในด้านปฏิบัติการทางการเมืองวัฒนธรรมผ่านการช่วงชิงความหมายและสร้างเรื่องเล่า เพื่อบ่อนทำลายความชอบธรรมของการปฏิวัติ 2475 กระทั่งนำไปสู่การสถาปนา “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ซ้อนเร้นอยู่ในรูปของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการเซ็นเซอร์ตัวเองของหนังสือพิมพ์กระแสหลัก 
ประวิตร โรจนพฤกษ์
แม้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะถือกำเนิดจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยนกฎหมายหมิ่นฯ กลับหาได้ลดความสำคัญลงไม่ ยิ่งในสมัยเผด็จการทหารจะพบว่ามีการเพิ่มโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้รุนแรงขึ้น จวบจนวันนี้กฎหมายหมิ่นฯ ได้กลายมาเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองและอุปสรรคสำคัญต่อแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนย่อมต้องเผชิญการต่อต้าน สมชาย ปรีชาศิลปกุล และประวิตร โรจนพฤกษ์ จะแสดงให้เห็นกำเนิด ปฏิบัติการ และการต่อต้านกฎหมายดังกล่าว 

“บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา: โจทย์หลักและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง”
วิโรจน์ ณ ระนอง
ทำไมเราต้องสร้าง “รัฐสวัสดิการ” ในสังคมไทย?
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

วิพากษ์หลักหมายไทยศึกษา
การอ่านและการวิจารณ์ ตั้งคำถามกับ ปากไก่และใบเรือ
วีรศักดิ์ กีรติวรนันท์

ในกระแส
พรรคต่อต้านทุนและการรวมกำลังแนวร่วมในฝรั่งเศส
ปิยะมิตร ลีลาธรรม

หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์ 
ปฏิวัติ 2475 ในสายตา “คณะคอมมูนิสต์สยาม”
ธนาพล อิ๋วสกุล  ชัยธวัช ตุลาฑล
ในบรรดางานเขียนเกี่ยวกับ 2475 ถ้าไม่เป็นงานเขียนที่มุ่งยกย่องคณะราษฎรในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสยามให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยก็มักจะเป็นงานเขียนที่ประณามคณะราษฎรที่ “ชิงสุกก่อนห่าม” “หน้าซ้ายในประวัติศาสตร์” ขอแนะนำใบปลิวของคณะคอมมิวนิสต์สยาม 2 ชิ้นที่แสดงจุดยืน “2 ไม่เอา”-ไม่เอาทั้งคณะราษฎรและฝ่ายนิยมเจ้า

 

Orientalism(book) : ลัทธิบูรพนิยม(หนังสือ) โดยเอ็ดวาร์ด ซาอิด

March 20th, 2008

แนะนำหนังสือ หลังอาณานิคมศึกษา เรื่อง Orientalism, Edward Said
Orientalism(book) : ลัทธิบูรพนิยม(หนังสือ) โดยเอ็ดวาร์ด ซาอิด
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

Orientalism: Author Edward Said
Country United States, Language English, Subject(s) Postcolonial studies
Genre(s) Non-fiction. Publisher Vintage Books, Publication date 1978
ISBN ISBN 0-394-74067-X

00000bbb999701.jpg

งานชิ้นนี้ ใช้สารานุกรมวิกกีพิเดียเป็นหลักในการเรียบเรียง และได้มีการค้นคว้าเพิ่มเติมเชิงอรรถตามสมควร
เนื้อหาของบทเรียบเรียง กล่าวถึงหนังสือลัทธิบูรพนิยม ซึ่งได้แบ่งออกเป็น ๓ บท ประกอบด้วย
บทที่ ๑ ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
บทที่ ๒ โครงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่ (Orientalist Structures and Restructures)
บทที่ ๓ ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน (Orientalism Now)

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงอิทธิพลของหนังสือเล่มดังกล่าวที่ส่งผลต่อหลังอาณานิคมศึกษาต่อมา
พร้อมวิจารณ์หนังสือเล่มนี้โดยผู้เชี่ยวชาญลัทธิบูรพนิยมหลายคน อาทิ Bernard Lewis,
George Landow, Robert Irwin ซึ่งนักวิจารณ์บางคนเห็นว่าเป็นหนังสือแนวตลาด
โดยพยายามย่อยปัญหาที่ซับซ้อนในตะวันออกกลางให้เป็นเรื่องง่ายๆ นอกจากนี้ ยังละเลยการ
อ้างถึงนักวิชาการอาหรับอื่นๆ ที่สำคัญหลายคน ด้วยเหตุนี้ ความบกพร่องทั้งหมดของของหนังสือ
จึงตกเป็นบาปและความรับผิดชอบของเอ็ดวาร์ด ซาอิด แต่เพียงผู้เดียว

หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1978 เขียนโดย เอ็ดวาร์ด ซาอิด
ถือเป็นหมุดหมายการเริ่มต้นของหลังอาณานิคมศึกษา (postcolonial studies) เนื้อหาภายในบทความนี้ประกอบด้วย

1. ภาพรวมเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยม
2. ใจความโดยสรุปของหนังสือ

2.1 บทที่ 1 ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม
2.2 บทที่ 2 โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่
2.3 บทที่ 3 ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน

3. อิทธิพล
4. การวิจารณ์
หนังสืออ้างอิง

00000bbb999702.jpg

1. Overview : ภาพรวมเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยม

หนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)ของซาอิด เสนอว่า วาทกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวาทกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่น เดิมทีเป็นไปในลักษณะอุดมคติ ด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้ให้ความเอาใจใส่เกี่ยวกับวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ของเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งจะต้องดำรงอยู่ในกรอบงานนั้นโดยเฉพาะ เพราะโครงสร้างทั้งหมดถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อลักษณะที่เป็นอุดมคติ. ซาอิดได้สร้างข้อถกเถียงของเขาในขอบเขตของลัทธิบูรพนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการศึกษาเชิงวิชาการและในเชิงวาทกรรมทางการเมือง รวมถึงวรรณกรรมรายรอบโลกอาหรับ, อิสลาม, และตะวันออกกลาง ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และต่อมาในสหรัฐอเมริกา

สิ่งที่เอ็ดวาร์ด ซาอิด พยายามแสดงให้เห็นคือ วาทกรรมดังกล่าว อันที่จริง มันได้สร้างการแบ่งแยกอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นการสำรวจหรืออธิบาย ระหว่าง “ตะวันออก” กับ “ตะวันตก”. ด้วยการแบ่งแยกนี้ เขาได้ให้ตัวอย่างต่างๆ ตลอดทั้งเล่ม เกี่ยวกับการวางวัฒนธรรมตะวันตกเอาไว้ในฐานะที่อยู่เหนือกว่าวัฒนธรรมตะวันออก. ซาอิดเสนอว่า นี่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเมืองการปกครอง เมื่อประเทศทั้งหลาย อย่างเช่น ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ พยายามที่จะทำให้ประเทศตะวันออกซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตกเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น อียิปต์, อินเดีย, อัลจีเรีย, และประเทศอื่นๆ

วาทกรรมดังกล่าวที่ดำรงอยู่รายรอบประเทศเหล่านั้น ได้รับการใส่ระหัส, ซาอิดกล่าว, โดยความเหนือกว่านั้นไม่จำเป็นต้องสะท้อนให้เห็นในความเป็นจริงต่างๆ ของประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย. เมื่อผู้คนในตะวันตกพยายามที่จะศึกษาตะวันออก โดยแบบแผนแล้ว พวกเขากระทำเช่นนนั้นโดยผ่านวาทกรรมที่ถูกเข้าระหัสเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุดังนั้น ซาอิดจึงกล่าวว่า การศึกษาพื้นที่บางแห่งที่เรียกว่า “ตะวันออก” และประชากรบางท้องถิ่นที่ถูกรู้จักในฐานะ “ชนชาวอาหรับ” จึงประสบกับความล้มเหลวเพราะไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญ หรือไตร่ตรองถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับอาณาบริเวณดังกล่าว อย่างที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกันกับบางพื้นที่ของตะวันตก. ประเทศและผู้คนอื่นๆ ที่มีความแตกต่างออกไป ไม่ควรได้รับการมองเช่นเดียวกับวาทกรรมตะวันออกนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่การศึกษา “คนอื่น” (others)ด้วยภาพดังกล่าวโดยกมลสันดาน จึงเป็นหนึ่งในการศึกษาวัฒนธรรมที่ด้อยกว่า เมื่อมีการหยิบฉวยเอาวาทกรรมตะวันออกมาใช้เพื่ออธิบายมัน

2. Summary : ใจความโดยสรุปของหนังสือ

เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้สรุปผลงานของเขาว่า “ในความเห็นที่เป็นไปในเชิงโต้แย้งคือ ลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) โดยพื้นฐานแล้ว เป็นหลักทฤษฎีทางการเมืองที่มีเจตจำนงเหนือโลกตะวันออก เพราะตะวันออกอ่อนแอกว่าตะวันตก ซึ่งเป็นการมองข้ามความแตกต่างของตะวันออกในความอ่อนแอกว่าอันนั้น… ลัทธิบูรพนิยม ในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรม ดังนั้น ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของความก้าวร้าว เป็นกิจกรรมที่มีการกำหนดเจตจำนงต่อความจริงและความรู้” (Orientalism, p. 204). เขายังเขียนต่อไปว่า…

“ประเด็นของผมทั้งหมดเกี่ยวกับระบบคิดนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องการแสดงออก หรือการเป็นตัวแทนที่ผิดพลาดเกี่ยวกับแก่นแท้ของตะวันออก – ซึ่งผมไม่เชื่อเช่นนั้น – แต่มันเป็นปฏิบัติการต่างๆ ในฐานะการเป็นตัวแทนที่กระทำกันอย่างปกติ เพื่อวัตถุประสงค์, เพื่อดำเนินตามนโยบายในการจัดฉากประวัติศาสตร์ขึ้นมาโดยเฉพาะ, ทั้งทางด้านสติปัญญา, และการเข้าไปจัดการทางเศรษฐกิจ” (p. 273).

โดยหลักการ การศึกษาวาทกรรมวรรณคดีในคริสตศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลอย่างเข้มแข็งจากผลงานของบรรดานักคิดอย่าง Chomsky, Foucault และ Gramsci, ผลงานของซาอิด มีความผูกพันกับความจริงร่วมสมัยดังกล่าว และมีนัยชัดเจนเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองด้วย. บ่อยทีเดียว ลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) ได้ถูกจัดชั้นไปเข้าพวกกับผลงานหลังสมัยใหม่และหลังอาณานิคม ที่ได้มีส่วนร่วมในข้อสงสัยในหลายๆ ระดับ เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนในตัวของมันเอง (แม้ว่าไม่กี่เดือนที่เขาจะถึงแก่กรรม ซาอิดกล่าวว่า เขามองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นขนบจารีตของ “การวิจารณ์เชิงมนุษยศาสตร์” [humanistic critique] และเป็นเรื่องของยุคสว่างแห่งพุทธิปัญญา [the Enlightenment])

สำหรับหนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) ได้แบ่งออกเป็น 3 บทดังต่อไปนี้:

บทที่ 1 ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
บทที่ 2 โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่ (Orientalist Structures and Restructures)
บทที่ 3 ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน (Orientalism Now)

บทที่ ๑ ขอบเขตเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม (The Scope of Orientalism)
ในส่วนแรก เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้วางกรอบข้อถกเถียงของตัวเขาด้วยการเตือนว่า อาจมีข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องบางอย่างขึ้นได้ เขากล่าวว่า มันไม่ได้รวมเอาการพูดถึงลัทธิบูรพนิยมรัสเซียนเข้ามาไว้ และได้กันเอาลัทธิบูรพนิยมเยอรมันออกไปด้วยการจงใจ ซึ่งเขาคิดว่ามันมีอดีตต่างออกไปอย่างชัดเจน (Said 1978: 2&4), และหวังว่าจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปในอนาคต.

ซาอิดยังเสนอว่า มิใช่วาทกรรมทางวิชาการทั้งหมดในตะวันตกต้องเป็นแนวคิดบูรพนิยมโดยเจตนาหรือตั้งใจ แต่จำนวนมากมักเป็นเช่นนั้น เขายังได้กล่าวต่อด้วยว่า วัฒนธรรมทั้งมวลมีมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมอื่น ซึ่งอาจจะแปลกไปจากปกติ และในบางระดับไม่มีอันตรายใดๆ แต่ไม่ใช่ทัศนะเช่นนี้ที่เเขาโต้เถียงหรือคัดค้าน และเมื่อทัศนะอันนี้ได้ถูกนำไปใช้โดยวัฒนธรรมที่ครอบงำ อย่างกองทัพ หรือในทางเศรษฐกิจต่ออีกวัฒนธรรมหนึ่ง นั่นแหละที่มันสามารถจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในเชิงวิบัติหรือก่อให้เกิดความย่อยยับได้

ซาอิดได้ดึงคำวิจารณ์และข้อคิดเห็นเชิงประวัติศาสตร์ทั้งจากงานเขียนและคำพูด โดยชาวตะวันตกบางคน อย่างเช่น Arthur James Balfour, Napoleon, Chaucer, Shakespeare, Byron, Henry Kissinger, Dante และคนอื่นๆ มาประกอบ ซึ่งได้บรรยายภาพ “ตะวันออก” ในฐานะที่เป็นอื่น และด้อยกว่า. ภาพตัวแทนที่ดูคมคายชิ้นหนึ่งที่ซาอิดยกมา คือกวีบทหนึ่งโดย Victor Hugo เรื่อง “Lui” ที่เขียนให้กับกษัตริย์นโปเลียน:

ที่แม่น้ำไนล์ ข้าพเจ้าพบกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
อียิปต์ส่องสว่างด้วยกองเพลิงต่างๆ ในการปรากฏตัวขึ้นของพระองค์
วงวานจักรวรรดิของพระองค์ถือกำเนิดขึ้นในตะวันออก
ผู้ชนะ, ผู้มีความกระตือรือร้น, และการระเบิดที่สัมฤทธิผล
สิ่งมหัศจรรย์, พระองค์ทรงทำให้ผืนแผ่นดินแห่งความมหัศจรรย์งงงวย
บรรดาชีค ผู้นำศาสนาอาวุโสทั้งหลายต่างทำความเคารพคนหนุ่ม และประมุขที่สุขุมคัมภีรภาพ
ประชาชนต่างเกรงกลัวอาวุธต่างๆ ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน;
ความสูงส่ง, พระองค์ทรงปรากฏพระวรกายต่อหน้าชนเผ่าต่างๆ ที่น่าพิศวง
คล้ายดั่งศาสดามุฮัมหมัดของโลกตะวันตก (Orientalism pg. 83)

บทที่ ๒ โครงงสร้างลัทธิบูรพนิยม และการรื้อโครงสร้างใหม่
ในบทที่ 2 ซาอิดได้วางกรอบให้เห็นว่า วาทกรรมตะวันออกได้ถูกถ่ายทอดจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างไร และถูกถ่ายเทจากผู้นำทางการเมืองสู่นักประพันธ์อย่างไร เขาเสนอว่าวาทกรรมหรือคำอธิบายที่มีอำนาจนี้ ได้รับการสร้างขึ้นในฐานะที่เป็นรากฐานสำหรับการศึกษาต่อมาทั้งหมด (หรือส่วนใหญ่) และมันเป็นวาทกรรมที่ทรงพลังของชาวตะวันตก. เขาระบุว่า

“ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่อธิบายเรื่องนี้คือ

1. การแผ่ขยาย (expansion)
2. การเผชิญหน้าทางประวัติศาสตร์ (historical confrontation)
3. ความเห็นอกเห็นใจ (sympathy)
4. การจำแนกหมวดหมู่ (classification)

มันเป็นกระแสหรือแนวโน้มทางความคิดในคริสตศตวรรษที่ 18 ของการดำรงอยู่ทางด้านสติปัญญาและโครงสร้างสถาบัน โดยเฉพาะลัทธิบูรพนิยมจะต้องพึ่งพา”(120)

โดยการดึงข้อมูลจำนวนมากมาจากการสำรวจของชาวยุโรปในคริสตศตวรรษที่ 19 อย่างเช่น Sir Richard Francis Burton (*) และ Chateaubriand (**), ซาอิดเสนอว่า วาทกรรมใหม่อันนี้เกี่ยวกับตะวันออกได้รับการวางหรือกำหนดกรอบภายใต้เรื่องเก่าๆ เรื่องหนึ่ง นักประพันธ์และบรรดานักวิชาการทั้งหลาย อย่างเช่น Edward William Lane (***), ซึ่งใช้ชีวิตเพียงแค่ 2-3 ปีในอียิปต์ แต่ได้หวนกลับสู่ยุโรปด้วยหนังสือที่เขียนขึ้นอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเทศนั้น (เรื่อง Manners and Customs of the Modern Egyptians) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เผยแพร่และกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง มันถูกอ่านในฐานะที่เป็นความจริงทั่วทั้งทวีปยุโรป รวมถึงคนอย่าง Burton ซึ่งต่อมา ได้วางรากฐานการศึกษาของพวกเขาลงบนตะวันตกศึกษาก่อนหน้านั้นทั้งหมด

(*)Sir Richard Francis Burton KCMG FRGS (March 19, 1821 – October 20, 1890) was an English explorer, translator, writer, soldier, orientalist, ethnologist, linguist, poet, hypnotist, fencer and diplomat. He was known for his travels and explorations within Asia and Africa as well as his extraordinary knowledge of languages and cultures. According to one count, he spoke 29 European, Asian, and African languages.

(**)Francois-Rene, vicomte de Chateaubriand (September 4, 1768 – July 4, 1848) was a French writer, politician and diplomat. He is considered the founder of Romanticism in French literature.

(***)Edward William Lane (September 17, 1801, Hereford, England-August 10, 1876, Worthing, Sussex) was a noted scholar of the Arabic language and Arabic literature. He sailed to Egypt in 1825. While in Egypt, he devoted himself to the study of Arabic, Arabic literature, and Islam, observed Egyptian manners and customs, and adopted the dress and habits of an Egyptian man of learning.

He returned to England in 1828, with the draft of a travel book embellished with his own drawings. After many rejections, he finally found a publisher — however, rather than putting the book through the press in its original form, he insisted on revisiting Egypt in 1833 to check or expand his earlier observations. The resulting book, Manners and Customs of the Modern Egyptians, was published in 1836 and became a surprise best-seller.

บรรดานักเดินทางและนักวิชาการต่อๆ มาเกี่ยวกับตะวันออก พึ่งพาอาศัยวาทกรรมหรือคำอธิบายชุดนี้สำหรับการศึกษาของพวกเขา และด้วยวาทกรรมบูรพนิยมของชาวตะวันตกที่มีอยู่เกี่ยวกับตะวันออก ได้ถูกส่งต่อผ่านบรรดานักเขียนตะวันตกและนักการเมืองทั้งหลาย (ด้วยเหตุนี้ มันจึงได้ขยายไปทั่วทั้งยุโรป)

บทที่ ๓ ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน
บทนี้วางกรอบที่ลัทธิบูรพนิยมที่ดำเนินต่อมา นับจากกรอบประวัติศาสตร์ที่ซาอิดได้วางโครงเอาไว้ในบทก่อน หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1978 ดังนั้นมันจึงครอบคลุมสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในช่วงวันดังกล่าวเท่านั้น ซาอิดเสนอว่า การค้นพบน้ำมันในคาบสมุทรอาราเบียน และการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการเมืองในระดับภูมิภาค จากอังกฤษและฝรั่งเศสไปสู่สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้ตัดแต่งรูปร่างและปรับทิศทางความคิดเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง. ซาอิดแสดงความคิดว่า จิตสำนึกอาณานิคมกับการรับรู้ต่างๆ ของคนอังกฤษและฝรั่งเศสเกี่ยวกับตะวันออก ได้ปรุงแต่งรูปร่างความสำนึกและทัศนคติของคนอเมริกันเกี่ยวกับภูมิภาคนี้เป็นอันมากด้วย

ในบทสุดท้ายนี้ ซาอิดระบุว่า ความเชื่อทั้งหลายเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมได้ถูกตีความใหม่อีก โดยผู้คนจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งได้ไปอยู่ในตะวันตกเพื่อศึกษาต่อ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยซาอุดิที่ไปศึกษายังสหรัฐฯ อาจหวนกลับมาสู่ซาอุดิ อาราเบีย ด้วยการตีความความคิดความเชื่อใหม่เกี่ยวกับตัวเขาเอง ซึ่งได้ถูกวางอยู่ภายในกรอบวาทกรรมลัทธิบูรพนิยมของตะวันตก

ในบทท้ายสุดนี้ ซาอิดได้นำเสนอข้อความทั้งหมดของเขาเกี่ยวกับวาทกรรมทางวัฒนธรรมว่า “คนๆ หนึ่งสามารถแสดงตนหรือเป็นตัวแทนวัฒนธรรมอื่นได้อย่างไร? อะไรคืออีกวัฒนธรรมหนึ่ง? ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง(หรือเชื้อชาติ, หรือประชากรพลเมืองที่ต่างไป) เป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริงหรือ หรือมันมักจะเกี่ยวพันกับการแสดงความยินดีและชื่นชมกับตนเองมากกว่า (เมื่อได้พูดถึงตัวเอง) หรือการแสดงความก้าวร้าวในฐานะการเป็นเจ้าบ้านกันแน่ (เมื่อพูดดถึงคนอื่น) ? (325).

ขณะเดียวกัน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับหนังสือลัทธิบูรพนิยมเล่มนี้ของซาอิด ตัวผู้ประพันธ์เอง ยอมรับในจุดอ่อนข้อด้อยอีกครั้งในบททนี้ รวมทั้งในบทที่ 1 และในคำนำของเขา

อิทธิพล (Influence)

ลัทธิบูรพนิยม (Orientalism) แน่นอน เป็นผลงานหนังสือของเอ็ดวาร์ด ซาอิด ที่ทรงอิทธิพลอย่างสำคัญเล่มหนึ่ง และมันได้รับการแปลแล้ว อย่างน้อยที่สุด 36 ภาษา มันได้รับการเพ่งความสนใจไปที่ปัญหาข้อโต้แย้งจำนวนมาก ที่สำคัญมากก็คือกับ Bernard Lewis (*) (นักประวัติศาสตร์บูรพนิยม, นักวิจารณ์การเมือง, ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน), ผลงานของเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนสุดท้ายของหนังสือ ในชื่อบทว่า “ลัทธิบูรพนิยมปัจจุบัน: สถานการณ์ล่าสุด” (Orientalism Now: The Latest Phase)ในเดือนตุลาคม 2003 หนึ่งเดือนหลังจากการถึงแก่กรรมของซาอิด, เบอร์นาร์ด เลวิส ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ Lebanese ว่า “บรรดานักวิจารณ์ซาอิดในหนังสือบูรพนิยม ต่างเห็นพ้องต้องกันกับผู้ที่ชื่นชมเขาว่า เขาได้มีอิทธิพลและส่งผลต่อการปฏิวัติทางด้านการศึกษาตะวันออกกลางคดี(Middle Eastern studies )แต่เพียงผู้เดียวในสหรัฐอเมริกา”. Lewis อ้างถึงนักวิจารณ์คนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า นับจากการตีพิมพ์หนังสือลัทธิบูรพนิยม “ตะวันออกกลางศึกษาในสหรัฐฯ ก็ได้ถูกยึดครองโดยกระบวนทัศน์หลังอาณานิคมศึกษาของซาอิดไปเลยทีเดียว”(Daily Star, ตุลาคม 20, 2003). กระทั่งบรรดาคนที่โต้แย้งเกี่ยวกับข้อสรุปต่างๆ ของหนังสือ ละวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นวิชาการ อย่าง George P. Landow แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ยังเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า”งานสำคัญชิ้นหนึ่ง” (**)(*)Bernard Lewis (born May 31, 1916 in London, England) is a British-American historian, Orientalist, and political commentator. He is the Cleveland E. Dodge Professor Emeritus of Near Eastern Studies at Princeton University. He specializes in the history of Islam and the interaction between Islam and the West, and is especially famous in academic circles for his works on the history of the Ottoman Empire. Lewis is a widely-read expert on the Middle East, and has been described as the West’s leading specialist on that region.

(**)George Landow is Professor of English and Art History at Brown University. He is one of the leading authorities on Victorian literature, art, and culture, as well as a pioneer in criticism and theory of Electronic literature, hypertext and hypermedia. He is also the founder and current webmaster of The Victorian Web, The Contemporary, Postcolonial, & Postimperial Literature in English web, and The Cyberspace, Hypertext, & Critical Theory web.

แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) ไม่ได้เป็นหนังสือเล่มแรกที่เสนอคำวิจารณ์เกี่ยวกับความรู้ตะวันตกในเรื่องของตะวันออก และเกี่ยวกับนักวิชาการตะวันตก: ‘Abd-al-Rahman al Jabarti, นักบันทึกเหตุการณ์ชาวอียิปต์ และพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์การรุกรานอียิปต์ของพระเจ้านโปเลียน ในปี ค.ศ. 1798 เป็นตัวอย่าง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า การสำรวจดังกล่าวได้กลายเป็นญานวิทยา(ทฤษฎีความรู้) อย่างรวดเร็ว เท่าๆ กันกับการมีชัยชนะของกองทัพ. กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ (1963, 1969 & 1987) งานเขียนและงานวิจัยของ V.G. Kiernan, Bernard S. Cohn และ Anwar Abdel Malek ได้สืบสาวร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองของชาวยุโรป กับการเสนอภาพแทนต่างๆ

ลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) อย่างไรก็ตาม ถือเป็นผลงานที่ได้ให้รายละเอียดและมีอิทธิพลต่อการศึกษาเรื่องราวของตะวันออก เพราะดังที่ Talal Asad ได้ให้เหตุผลว่า มันไม่เพียงเป็นบันทึกรายการเกี่ยวกับอคติต่างๆ ของตะวันตกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ในการเสนอภาพแทนที่ผิดพลาดเกี่ยวกับโลกอาหรับและโลกมุสลิม แต่มันยังเป็นการสืบสวนและวิเคราะห์ไปถึงโครงสร้างหลักฐานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับวาทกรรมตะวันออก – ซึ่งมีลักษณะปิด, มีการใช้หลักฐานส่วนตัว, ใช้การยืนยันของตนเองเกี่ยวกับวาทกรรมที่แตกต่าง ซึ่งได้ผลิตซ้ำ(ครั้งแล้วครั้งเล่า) โดยผ่านตำราทางวิชาการ, บทบรรยายเชิงการท่องเที่ยว, งานเขียนต่างๆ ที่เป็นไปในลักษณะจินตนาการ, และรวมถึงสุภาษิต ข้อคิดความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของผู้คนทั้งชายหญิง. อันที่จริง หนังสือดังกล่าวได้อรรถาธิบายว่า ภาพอันดูศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับตะวันออกมันมีลักษณะเคร่งครัดแบบจารีต อันมิได้ผูกพันกับโลก และชุ่มโชกไปด้วยความลี้ลับของต้นฉบับตัวเขียนและภาษาต่างประเทศ ซึ่งได้เข้ายึดครองความหม่นมืด ในฐานะเรื่องราวอันมืดมัวเคลือบคลุมของการปกครองและครอบงำ ซึ่งปัจจุบันได้สร้างฉากหนุนเสริมของความมีแก่นสารและมีอำนาจในความเป็นวิชาการขึ้นมา

การวิจารณ์ (Criticism)

ในหนังสือของ Robert Irwin นักประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร เรื่อง Dangerous Knowledge (ความรู้ที่อันตราย), เขาได้วิจารณ์บทสรุปของซาอิดว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของยุโรป “ชนยุโรปทุกคน ในสิ่งที่เขาอาจพูดเกี่ยวกับตะวันออก เป็นเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ, เรื่องของจักรวรรดินิยม, และเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องการยึดถือศูนย์กลางชาติพันธุ์หนึ่งเอาไว้โดยเฉพาะ(ethnocentric)”. Irwin ได้ชี้ออกมาว่า นานมาแล้วก่อนหน้าความคิดความเชื่ออย่างลัทธิโลกที่สาม(third-worldism)(*) และลัทธิหลังอาณานิคม(post-colonialism)ได้เข้ามาสู่แวดวงวิชาการ, บรรดานักบูรพนิยมต่างมีข้อผูกพันในการเป็นทนายแก้ต่าง หรือให้การสนับสนุนมูลเหตุอันเป็นชนวนทางการเมืองในโลกอาหรับและอิสลาม

(*) Third-worldism is a tendency within left wing political thought to regard the division between developed, classically liberal nations and developing, or “third world” ones as of primary political importance. Third-worldism tends to involve support for Third World nation states or national liberation movements against Western nations or their proxies in conflicts where the particular Third World state or movement. The thought behind this view is often that contemporary capitalism can be characterised principally as imperialism. Hence, third-worldists say, resistance to capitalism must principally be resistance to the predations of advanced capitalist nations upon others.

Goldziher (*) ได้ให้การหนุนหลัง Urabi (**) ทำการปฏิวัติเพื่อต่อต้านการควบคุมอียิปต์ของชาวต่างชาติ. นักวิชาการอิหร่านศึกษา Edward Granville Browne แห่ง Cambridge กลายเป็นหนึ่งในนักล็อบบี้เพื่ออิสรภาพของเปอร์เชีย ช่วงปฏิวัติรัฐธรรมนูญของอิหร่านในราวต้นคริสตศตวรรษที่ 20. เจ้าชาย Leone Caetani, นักวิชาการอิสลามศึกษาชาวอิตาลี คัดค้านการยึดครองของประเทศตนต่อลิเบีย ซึ่งผลจากการนี้ พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า “เตอร์ก”. และ Massignon (***) อาจเป็นคนแรกของชาวฝรั่งเศสที่ให้การสนับสนุนการก่อเกิดขึ้นของ”อาหรับปาเลสติเนียน”

(*)Ignac (Yitzhaq Yehuda) Goldziher (June 22, 1850 – November 13, 1921), was a Hungarian orientalist and is widely considered among the founders of modern Islamic studies in Europe.

(**) Colonel Ahmed Orabi or Ahmed Urabi (April 1, 1841 – September 21, 1911), was an Egyptian army officer and later an army general who revolted against the khedive and European domination of Egypt in 1879 in what has become known as the Urabi Revolt.

(***) Louis Massignon (July 25, 1883-October 31, 1962) was a French scholar of Islam and its history. Although a Catholic himself, he tried to understand Islam from within and thus had a great influence on the way Islam was seen in the West; among other things, he paved the way for a greater openness inside the Catholic Church towards Islam as it was documented in the pastoral Vatican II declaration Nostra Aetate.

George P. Landow เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อังกฤษและประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งมหาวิทยาลัย Brown สหรัฐอเมริกา. ตามความคิดของ Landow, หนังสือเรื่องลัทธิบูรพนิยม(Orientalism) แน่นอน มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อทฤษฎีหลังอาณานิคม นับจากที่มันได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1978 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายผุดขึ้นจากถ้อยแถลงต่างๆ ของซาอิด. นอกจากนี้ Landow, ยังตรวจสอบค้นหาการขาดความเป็นวิชาการของซาอิด และตำหนิซาอิดในการเพิกเฉยต่อประเทศเอเชียอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหรับ, ลัทธิจักรวรรดินิยมที่ไม่ใช่ตะวันตก, รวมไปถึงความคิดต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิอัสดงคต(the occidentalist ideas) ที่ดกดื่นมีอยู่อย่างหนาแน่นในตะวันออกเกี่ยวกับเรื่องตะวันตก, ทั้งนี้ยังรวมไปถึงประเด็นปัญหาเพศสภาพในหนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)ด้วย

Landow ยังทำการตรวจสอบการเพ่งความสนใจลงไปที่เรื่องการเมืองของหนังสือเล่มนี้ด้วย ซึ่งเขาคิดว่าเป็นอันตรายต่อนักศึกษาทางด้านวรรณคดี จากการที่มันน้อมนำไปสู่การศึกษาเรื่องการเมืองในวรรณคดี ซึ่งอันที่จริงแล้ว นักศึกษาควรให้ความสนใจของพวกเขาไปกับประเด็นปัญหาทางปรัชญา, ทางวาทศิลป์ และเรื่องของการประพันธ์มากกว่า. Landow ชี้ออกมาว่า ข้อถกเถียงในเชิงเหตุผลของซาอิด ถูกทำขึ้นมาโดยการให้ความเอาใจใส่เพียงเรื่องของตะวันออกกลางเท่านั้น โดยไม่ให้ความใส่ใจต่อจีน, ญี่ปุ่น, และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย

ขณะที่ซาอิดได้วิพากษ์วิจารณ์การทำให้ตะวันออกเป็นเนื้อเดียวกันหรือเหมือนกันกับตะวันตก ตัวเขาเองก็พูดคลุมๆ ในลักษณะทั่วๆ ไปเกี่ยวกับ”ตะวันออก” โดยจำกัดข้อถกเถียงของตนอยู่กับภูมิภาคหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น. ยิ่งไปกว่านั้น Landow ยังกล่าวต่อไปว่า ซาอิดล้มเหลวที่จะจับเอาสาระสำคัญเกี่ยวกับตะวันออกกลาง มีไม่น้อยที่ซาอิดได้มองข้ามหรือเพิกเฉยต่อผลงานชิ้นสำคัญๆ โดยบรรดานักวิชาการอียิปต์และอาหรับต่างๆ. นอกจากนั้น ซาอิดยังขัดสนในความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุโรป และลัทธิจักรวรรดินิยมที่ไม่ใช่ตะวันตก

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นคำวิจารณ์ของ Landow คือ ซาอิด เฝ้ามองแต่อิทธิพลของตะวันตกที่มีต่อตะวันออกผ่านลัทธิอาณานิคมเท่านั้น, ซึ่ง Landow ได้ให้เหตุผลว่า อิทธิพลเหล่านี้มิใช่เป็นไปในทิศทางเดียวเสมอไป อันที่จริงมันเป็นการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม และนั่นคือสิ่งที่ซาอิดละเลยที่จะพิจารณา หรือคำนึงถึงสังคมอื่น หรือปัจจัยองค์ประกอบต่างๆ ในตะวันออก

Landow ยังวิจารณ์ข้ออ้างทั้งหลายของซาอิดด้วยที่ว่า นักวิชาการชาวยุโรปหรืออเมริกันทั้งหมดพยายามที่จะรู้จักกับตะวันออก แต่อันที่จริงแล้วตามทัศนะของเขา สิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้ทำ เท่าที่ปรากฏคือ การสร้างการกดขี่เท่านั้น. ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในข้ออ้างที่เป็นหลักสำคัญของ Landow คือ ซาอิดไม่ยินยอมให้ทัศนะของนักวิชาการอื่นๆ เด่นขึ้นมาในการวิเคราะห์ของเขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อ “บาปทางวิชาการอันยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว” (the greatest single scholarly sin) ในหนังสือลัทธิบูรพนิยม(Orientalism)นี้

ส่วนนักวิจารณ์คนอื่นๆ ได้พูดถึงเบื้องหลัง-ชีวประวัติของซาอิด เมื่อพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับทัศนะและความสามารถของเขาในการประเมินความสมดุลทางวิชาการเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม. เอ็ดวาร์ด ซาอิดถือกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ที่อยู่ในอาณัติของอังกฤษในครอบครัวผู้มีฐานะมั่งคั่ง ซึ่งได้ส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียน Anglican school of St George ในกรุงเยรูซาเร็ม ถัดจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อที่วิทยาลัยวิคตอเรีย ในกรุงไคโร ซึ่งซาอิดเองอ้างว่า ได้รับการออกแบบขึ้นมาโดยสหราชอาณาจักรเพื่อบ่มเพาะและให้การศึกษาแก่ชนอาหรับรุ่นหนึ่ง โดยมีความผูกพันอย่างเป็นธรรมชาติกับอังกฤษ. หลังจากเล่าเรียนที่วิทยาลัยวิคตอเรียเขาได้เดินทางไปอยู่ในอเมริกาเมื่อตอนอายุ 15 ปี และจากนั้นได้ศึกษาต่ออีกหลายสถาบันมาก นักวิจารณ์หลายคนอ้างถึงเรื่องราวเหล่านี้เพื่อที่จะวางเขาเอาไว้นอกประเด็นปัญหาที่เขาเขียนในหนังสือของเขา. เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนพิเศษที่ถือเป็นข้อยกเว้น จากมุมมองทางการเงินที่ได้รับการอุดหนุนโดยพ่อของเขา ผู้ซึ่งซาอิดอธิบายว่า “เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ และไม่พูดไม่จา” ในหนังสือของเขาเรื่อง “Out of Place” (1999).

การอบรมเลี้ยงดูดังกล่าว ได้กำหนดบุคลิกของซาอิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้ก่อรูปความสนใจและความใส่ใจเรื่องราวหลายๆ ประเด็นลงในหนังสือของเขา และได้พรรณาถึงลัทธิบูรพนิยมในฐานะสิ่งอำนวยความสะดวกต่อสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ในการปฏิบัติภารกิจของคนขาวซึ่งต้องแบกรับโลกอาหรับเอาไว้. Bernard Lewis, ในงานตีพิมพ์ของเขาเรื่อง Islam and the West, ได้เน้นสิ่งที่เขาพิจารณาว่าเป็นความผิดพลาดมากมายทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และจริยธรรมและการละเลยเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ของซาอิด และยังเน้นถึงเสียงกระซิบกระซาบทางการเมืองด้วย. Lewis ได้ยกตัวอย่างถึงงานพิมพ์เผยแพร่ต่างๆ ของบรรดาผู้ปกครองของจักรวรรดินิยม ที่อ้างว่าเป็นงานวิชาการเกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยมเพื่อวาดภาพสมมุติฐานต่างๆ ของซาอิด. นอกจากนี้ Lewis ยังวิจารณ์ต่อเกี่ยวกับข้อสรุปที่ว่า ทำไมเขาจึงรู้สึกว่าผลงานของซาอิดจึงเป็นที่นิยมกันมาก…

“อย่างที่ทุกคนซึ่งอ่านงานแบบผ่านๆ ในร้านหนังสือตามมหาวิทยาลัยรู้ๆ กันคือ มันเป็นงานตลาด และเป็นเรื่องราวที่ทำให้ง่ายลงเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน” นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นที่ Lewis ยกมากอ้างในงานวิจารณ์ของเขา คือ:

- การโดดเดี่ยวอาหรับศึกษา จากบริบททางประวัติศาสตร์และปรัชญา (ทั้งนี้เพราะ ซาอิดกำหนดวันเวลาพัฒนาการหลักๆ ของอาหรับศึกษาในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส และกำหนดวันเวลาหลังจากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แผ่ขยายอิทธิพลของตนออกไป)

- การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ของซาอิด เพื่อทำให้มันเข้ากับข้อสรุปของเขา (ยกตัวอย่างเช่น เขาอ้างว่า สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ครอบงำเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกจากประมาณปลายคริสตศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวบรรดาพ่อค้าและนักเดินทางอังกฤษและฝรั่งเศสที่จะสามารถไปเยี่ยมเยือนดินแดนอาหรับได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของสุลต่านเท่านั้น) (p 190)

- ชนชั้นนำจำนวนมากเกี่ยวกับอาหรับศึกษา และอิสลามศึกษาชาวอังกฤษและฝรั่งเศส ผู้ซึ่งเปิดตัวว่าเป็นผู้มีความสนใจในเรื่องราวดังกล่าวอย่างเด่นชัด ไม่ได้รับการกล่าวถึงเลย ยกตัวอย่างเช่น Claude Cahen (*), Henri Corbin (**), Marius Canard เป็นต้น

- การไม่ให้ความสนใจของซาอิดเกี่ยวกับนักวิชาการเชื้อสายอาหรับ และงานเขียนอื่นๆ

(*)Claude Cahen (1909 – 1991) was a French orientalist. He specialized in the studies of the Islamic Middle Ages, Muslim sources about the Crusades, and social history of the medieval Islamic society (works on Futuwa orders). Claude Cahen was born to a French Jewish family. Cahen was married and had six children, including the historian Michel Cahen who wrote a biography of his father. Cahen was a member of the French Communist Party from the 1930s until 1960, and remained an active Marxist afterwards. Despite his origins, he neither self-identified as Jewish, nor supported the State of Israel.

(**)Henry Corbin (14 April 1903 – October 7, 1978) was a philosopher, theologian and professor of Islamic Studies at the Sorbonne in Paris, France.

Lewis และนักวิจารณ์อีกหลายคนเกี่ยวกับผลงานของซาอิด รู้สึกว่า การละเลยและความไม่ถูกต้อง คือความพยายามอันหนึ่งโดยผู้เขียน เพื่อจะถ่ายทอดท่าทีหรือทัศนคติของตนเอง และความรู้สึกต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิบูรพนิยม ในฐานะงานศึกษาทางวิชาการเพื่อเสริมฐานรากความเชื่อและมูลเหตุต่างๆ ที่เป็นส่วนตัวมากเกินไป

หนังสืออ้างอิง (References)

1. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory, Vol. 34, No. 3, p 200.
2. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory , Vol. 34, No. 3, p 200.
3. Asad, T (1980)English Historical Review p648
4. Asad, T (1980)English Historical Review p648
5. Prakash, G (Oct., 1995) “Orientalism Now” History and Theory , Vol. 34, No. 3, pp. 199-200.
6. Dangerous Knowledge by Robert Irwin Martin Kramer reviewing Dangerous Knowledge.
7. Landow, George P. ” Edward W. Said’s Orientalism.” Political Discourse – Theories of Colonialism and Postcolonialism.

สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องลัทธิบูรพนิยมเพิ่ม สามารถหาอ่านหัวข้อดังต่อไปนี้ในสารานุกรมวิกกิพีเดีย

- Postcolonialism
- Michel Foucault
- Robert Graham Irwin
- Subaltern
- Gayatri Chakravorty Spivak
- Occidentalism

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๕๑๑
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๑
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๒.๕ หน้ากระดาษ A4)

รวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง”

March 13th, 2008

ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง

สำหรับหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ เล่ม ๒ “ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง” (พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๐) เป็นผลงานเล่มที่ ๒ ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในชุดกวีนิพนธ์ งานกวีนิพนธ์ในช่วงนี้เป็นงานในช่วงรอยต่อทางความคิดของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยุคที่จิตรตั้งข้อสงสัย เป็นยุคผ่าน (ส่วนมากเป็นงานที่เขียนขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๔๙๘) และเมื่อคิดว่าได้ข้อสรุป (คืองานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) เนื้องานของกวีนิพนธ์จึงเข้มข้นเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่จะมีเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย พัฒนากลายเป็นการเปิดโปง และชี้ให้ตระหนักเห็นพลังของตัวเอง และการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นหากใครต้องการเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนกว่านี้มากๆ ก็ควรต้องหา “ด้นดั้นดุ่มเดี่ยวคนเดียวแด” ที่เป็นเล่ม ๑ ของชุดนี้มาอ่านปูพื้นฐานด้วย

จิตร ภูมิศักดิ์ ใน พ.ศ. นี้ เริ่มถีบตัวออกห่างจากความต้องการเป็น “นักปราชญ์ราชบัณฑิต” และไม่ดำเนินรอยตามบุรพกวีเดิมๆ แล้ว

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับจิตร ภูมิศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ คือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “โยนบก” คือการจับ จิตร ภูมิศักดิ์ โยนลงมาจากเวทีหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นี้เกิดจากงานนิพนธ์ของจิตร ๒ ชิ้น คือ บทกวีที่จิตรเขียนตำหนิหญิงที่ท้องไม่มีพ่อและไปทำแท้งว่า “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” และบทความขนาดยาวที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุนอกรีตในพุทธศาสนาว่าประพฤติตัวประดุจ “ผีตองเหลือง” อันที่จริงจากการศึกษา เรายังพบต้นฉบับบทกวีที่จิตรเขียนวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์นอกรีตอีกบทหนึ่งอย่างค่อนข้างรุนแรง คือบทที่ชื่อว่า “แม่จ๋าแม่ แม่จ๋า แม่จ๋าแม่” บทกวีชิ้นนี้พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ งานเหล่านี้คือข้อยืนยันถึงการตั้งข้อสงสัย การเปิดโปง ต่อความเป็นไปของวงการสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้น

เหตุการณ์ที่จิตรถูกโยนบก ถูกพักการเรียน ประกอบกับเห็นคุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์ ต้องเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดเพื่อหาเงินส่งให้จิตรและพี่สาวได้เรียน และจากบทสรุปที่ว่าการทำบุญเข้าวัดเข้าวาก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้จิตรทุ่มเทค้นคว้าศึกษาทั้งปัญหาทางด้านประวัติศาสตร์และปัญหาสังคมมากขึ้น จากการค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ไทย จิตรได้รับรู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ไทยในอีกด้านหนึ่ง มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นศักดินาที่มีต่อชนชั้นผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ การศึกษาความเป็นไปของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ และการครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งการได้รับรู้ถึงการปลดแอก มีการก่อตั้งประเทศสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ขึ้นในช่วงระยะเวลานั้น การติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดทำให้จิตรมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไป

การศึกษา ค้นคว้า ปัญหาชีวิต ปัญหาสังคมด้วยตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลักษณะการเข้ากลุ่ม สังกัดกลุ่ม มีการศึกษารวมกลุ่ม มีหน่วยนำ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ จิตรประพันธ์เพลงมารฺชขึ้นหลายเพลง อย่างมารฺชเยาวชนไทย มารฺชกรรมกร มารฺชธรรมศาสตร์ – จุฬา สามัคคี และ มารฺชแอนตี้จักรวรรดินิยม ล้วนแต่เป็นลักษณะการประพันธ์แบบมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และน่าจะอยู่ในการแนะนำของหน่วยนำ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จิตรเพิ่งเริ่มมาใช้ความสามารถของตัวเองในฐานะนักแปล โดยแปล บทกวีต่างประเทศเป็นพากย์ไทยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นี้เอง บทกวีแปลบทแรกก็คือ “ความสว่างและความมืด” หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ก็มีบทกวีแปลออกมาอีกหลายบท ทั้งแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สันสกฤต และภาษาจีน สำหรับภาษาจีนในช่วงระยะเวลานั้น จิตรคงใช้ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาจีนอีกทอดหนึ่งก่อน แต่ต่อมาจิตรก็เขียนภาษาจีน เรามีลายมือภาษาจีนของจิตรประกอบบทกวีแปลให้ดูด้วย

พูดถึงบทกวีแปลของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายๆ บทในหนังสือเล่มนี้ ได้นำมาจากบทความหลายๆ บทของเขาที่เขาแปลใช้ประกอบบทความ จิตรเป็นคอลัมนิสต์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือที่จุฬาฯ เชื่อว่าบทกวีแปลหลายๆ บทคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในห้องเรียนโดยอาจจะมองความหมายกันคนละมุม และบางบทคงเป็นบทเด่นที่ประทับใจนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ จึงปรากฏว่าหลายบทที่จิตรแปลก็มีนิสิตอื่นแปลด้วย โดยใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างออกไป บทกวีที่จิตรเขียนเองที่ชื่อ “มองจุ่งพ้นฉากเข้ม” (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้มาจากการศึกษาวรรณคดีอังกฤษ เป็นเรื่องมุมมองที่อาจารย์ได้ให้นิสิตในชั้นเรียนได้ถกกัน หรือบทกวี “ดนตรีแห่งฤดูใบไม้ร่วง” (พ.ศ. ๒๕๐๐) ของ ปอล แวร์แลน กวีฝรั่งเศสยุคทศวรรษที่ ๑๙ ม.ร.ว. นิตยโสภาคย์ เกษมสันต์ ในนามปากกา “นิตยเกษม” เพื่อนของจิตรก็ได้แปลงานเขียนชุดดังกล่าวลงใน อักษรานุสรณ์ ปี พ.ศ.๒๔๙๖ บทกวี “เมื่อพรรษพรำฉ่ำหวานสู่ดานดิน” (พ.ศ. ๒๕๐๐) บทกวีฝรั่งเศสของ ปอล แวร์แลน เช่นกัน ก็ปรากฏมีผู้แปลเป็นโคลงลงใน อักษรานุสรณ์ รับน้องใหม่อักษร – ครุศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในนามปากกาว่า “ปากกา ณ เมืองแกลง” จึงเชื่อได้ว่าคงเป็นบทกวีบทเด่นที่อาจารย์ให้นิสิตได้ถกเถียงหรือประลองฝีมือถ่ายทอดเป็นภาษาไทยในชั่วโมงเรียนวรรณคดีภาษาฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งโศลกภาษาสันสกฤตในคัมภีร์ฤคเวทที่ใช้สวดสรรเสริญ อ้อนวอน “อุษะ” เทพีแห่งรุ่งอรุณ ก็เป็นเรื่องที่ได้เรียนศึกษากันในห้องเรียนคณะอักษรศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนั่นเอง

ส่วนหนึ่งของคำนำบรรณาธิการ
วิชัย นภารัศมี

ตำรับแห่งกามารมณ์และความหลงลืม

March 7th, 2008

jumloeirak.jpg

เวบไซต์จำเลยรัก

ถ้าใครชอบดูทีวีคงรู้ว่าละครเรื่อง “จำเลยรัก” จบไปด้วยเรตติ้งกระฉูด ทั้งๆ ที่ละครเรื่องนี้สร้างมาไม่รู้กี่ครั้ง เนื้อเรื่องมันก็คล้ายๆ ละครไทยหลายเรื่องที่มีบางคนนิยามว่าเป็นละครประเภท “ตบจูบๆ” ทำนอง “ปล้ำกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง” ดูไปกี่เรื่องก็คล้ายๆ กันหมด “จำเลยรัก” จะโดดเด่นอยู่บ้าง ก็ตรงอาศัยความสวยน่ารักของน้องแอ๊ฟนี่แหละ

สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเขียนบทความ 3 ชิ้นลงในนิตยสาร สีสัน สามบทความนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูละครไทยอยู่พักหนึ่ง โดยวิเคราะห์แก่นเรื่องหลักของละครไทยที่มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ พระเอกนางเอกถูกนิยามหรือกำหนดด้วย “สถานะ” มากกว่า “ความดี” (แม้ในละครในพูดปาว ๆ เป็นตรงกันข้าม แต่ในพฤติกรรมที่แสดงออกจริงในละครหาได้เป็นเช่นนั้นไม่) กามารมณ์ที่แอบแฝงในละคร และการเชิดชู “ภาวะแห่งการหลงลืม” ในละครไทย

เนื่องจากต้นฉบับที่เคยมีมันหายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่ตอนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้ดูบางตอนของ “จำเลยรัก” ก็เลยขอเอาประเด็นเรื่องกามารมณ์และความหลงลืมมาเล่าซ้ำเสียหน่อย เพื่อเป็นการโหมโรงเปิดบล็อกของผู้เขียนใน “ฟ้าเดียวกันออนไลน์”

ละครไทยทางโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อย มักมีแนวเรื่องลักษณะเดียวกัน นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กล่าวคือ เป็นคน “แปลกหน้า” ต่อกัน รวมถึงอาจถึงขั้น “ไม่ชอบขี้หน้า” กันด้วย จากนั้นก็ต้องมีเหตุ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล) ให้พระเอกกับนางเอกต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก (ความไม่เต็มใจมักอยู่ฝ่ายนางเอกมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกย่าทวดบังคับให้แต่งงานกัน หรือนางเอกต้องเข้าไปทำงานในบ้านพระเอก หรือนางเอกถูกพระเอกฉุดมา ฯลฯ ก็ตามแต่ แล้วละครก็ดำเนินเนื้อเรื่องไป โดยให้พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันหรือเข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการแตะเนื้อต้องตัวมากบ้างน้อยบ้างไปจนถึงมีเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่ด้วยความไม่เต็มใจของฝ่ายหญิง) จนกระทั่งไปลงเอยด้วยความรักชื่นมื่นในตอนท้าย เป็นอันว่าจบบริบูรณ์ตามละครสไตล์ “ตบจูบ” ทั้งหลาย

ละครประเภทนี้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน สร้างกี่ครั้งคนก็ยังชอบดู เพราะอะไร? เพราะมันมีกามารมณ์แอบแฝงอยู่ในละครประเภทนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า กามารมณ์มักเป็นจุดขายทางการตลาดที่ดี ไม่เชื่อลองนับโฆษณาในทีวีดูสิว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กามารมณ์มาเป็นส่วนประกอบในการขายสินค้า น่าจะเกินครึ่งกระมัง

แต่กามารมณ์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีกันอยู่ทุกวี่วัน ไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไร ทำไมผู้ชมโทรทัศน์ไทยถึงยังนิยมเรื่องซ้ำซากแบบนี้อยู่ได้?

ว่ากันว่าผู้ชมละครไทยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ในสังคมไทยที่มีมาตรฐานเหลื่อมล้ำทางเพศ ผู้หญิงไทยจะมีความสุขทางเพศได้ก็เฉพาะกับ “สามี” เท่านั้น กับ “แฟน” ก็ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวกระทรวงวัฒนธรรมตกใจ

ยิ่งอย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์กับ “คนแปลกหน้า” เลย

แต่ความตื่นเต้นทางกามารมณ์นั้น ความตื่นเต้นสุดยอดมักจะเป็นเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า (ไม่เชื่อคุณไปดูหนัง pornography ทั้งหลายสิ) ทำไมต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ก็เพราะความแปลกหน้าทำให้กิจกรรมทางเพศกลายเป็นเรื่องทางกายภาพล้วนๆ ไม่ต้องมีอารมณ์อย่างอื่นมาขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์ผูกพัน ฯลฯ

ละครไทยประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นจึงทั้งตอบสนองทั้งปลุกเร้าความปรารถนาด้านกามารมณ์ของผู้ชม (ดูเหมือนภาษาวิชาการเขาเรียกว่า “ผลิตซ้ำ”) พระเอกและนางเอกต้องเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อกันในตอนต้นเรื่อง มีเหตุให้ต้องมาอยู่ใกล้ชิดกัน แต่คนเราอยู่ใกล้ชิดกัน มันก็ต้องเกิดความเข้าใจ ความผูกพันกันเป็นธรรมดา ละครไทยรักษา “ความแปลกหน้า” ของพระเอกนางเอกไว้ได้จนจบเรื่องด้วยการให้ทั้งสอง “เกลียด” กันหรือ “ไม่เข้าใจ” กัน ความเกลียดและความไม่เข้าใจมีบทบาทในการผลักพระเอกกับนางเอกห่างไกลกันทางความรู้สึกไปจนจบเรื่อง ก็เพื่อให้ความใกล้ชิดกันทางกายภาพยิ่งน่าตื่นเต้น ดังนั้น พอพระเอกนางเอกรักกันเข้าใจกัน ก็ถึงเวลาให้ละครจบพอดี เพราะไม่มีแก่นเรื่องอะไรจะแสดงอีกแล้ว กามารมณ์จบลงเมื่อความผูกพันเกิดขึ้นและความแปลกหน้าปลาสนาการไป ปิดทีวีแล้วไปถูบ้านทำกับข้าวเสียดี ๆ!

ละครไทยสามารถนำเสนอกามารมณ์กับคนแปลกหน้าโดยยังอยู่ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ ได้ด้วย เพราะตลอดเรื่อง นางเอกไม่เคย “สมยอม” นะคะ นางเอกยังรักษาความเป็นกุลสตรีไทยไว้ได้ครบถ้วน โถ! ก็สถานการณ์มันบังคับ ส่วนการที่ชายไทยจะกระทำการล่วงละเมิดต่อเพศหญิงและรักษาสถานะความเป็นพระเอกไว้ได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ภายในขอบเขตทางศีลธรรมแบบไทยๆ (รมต. มหาดไทยถึงพูดทำนอง เรื่องกิ๊กเป็นเรื่องธรรมชาติ)

คุณสมบัติอีกประการของนางเอกละครไทยก็คือต้องเป็นคนขี้ลืม พระเอกจะร้ายกาจขนาดไหน แม่ผัวนางอิจฉาจะสารเลวขนาดไหน เกิดเป็นนางเอกไทยต้องลืมได้หมด ความหลงลืมแบบในละครไทยนี้ สังคมไทยนิยามว่ามันคือ “การให้อภัย”

“การให้อภัย” = “ความหลงลืม” ดังนั้น “คนดี” = “คนขี้ลืม”

จึงไม่น่าแปลกที่ในรายการข่าวรายการหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีคนเขียน sms เข้ามามากมายเกี่ยวกับประเด็น 6 ตุลาว่า จะขุดคุ้ยกันไปทำไม มองไปข้างหน้าดีกว่า คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ฯลฯ

ความสำเร็จและความก้าวหน้าของสังคมไทยจึงต้องวางพื้นฐานอยู่บนความหลงลืม ไม่เชื่อก็ดูในละครไทยสิ คนไหนยิ่งขี้ลืมก็ยิ่งได้ดี!

การที่ผู้เขียนเปิดบล็อกตัวเองด้วยเรื่องกามารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนสนใจเรื่องเพศสภาพ เพศสถานะ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นพิเศษ อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดประเด็นแบบนี้เท่าไร ยิ่งเดี๋ยวนี้เวลาซื้อนิยายหรือหนังต่างประเทศ ถ้ามีคำโปรยทำนองว่า “languidly erotic…” หรือ “…unafraid of sexuality” หรือ “sensual enigmatic!” อะไรแบบนี้ รับรองว่าได้เงินจากกระเป๋าผู้เขียนยากส์ เพราะจะเสียเงินไปทำไม แค่เปิดทีวีดูก็มีให้เห็นจนเอือนเต็มทีแล้ว! (อันนี้ยกเว้นให้ผู้กำกับหนังเพียงคนเดียว คือ เปโดร อัลโมโดวา)

แต่ที่ผู้เขียนเปิดบล็อกด้วยประเด็นนี้ เพราะเขาว่ากันว่า เรื่องกามารมณ์มักจะดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ

สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งของผู้เขียน เขาเคยเขียนบทความเกี่ยวกับหนังยุโรป เขาบอกว่า บรรดาหนังอินดี้หนังนิวเวฟของยุโรปที่สามารถดึงคนดูเข้ามาดูได้มากพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมหนังใต้กระแสอยู่รอดได้นั้น ก็เพราะหนังพวกนี้สามารถใช้ฉากเซ็กส์เป็นตัวดึงดูดได้ (แน่นอน หนังอินเดียมีข้อจำกัดที่ทำแบบนั้นไม่ได้) เรย์บอกว่า ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู พวกหนังนิวเวฟที่ชอบใช้เทคนิคจั๊มพ์คัทๆ แต่พอถึงฉากเซ็กส์เท่านั้นแหละ ตั้งกล้องแช่ทุกที ไม่เห็นใช้จั๊มพ์คัทกับฉากเซ็กส์เลย!

ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะติดตามอ่าน และหากมีประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

“มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง”

March 4th, 2008

Andrew Walker

สัมภาษณ์แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิชาการซึ่งก่อนหน้านั้นถูกเปรียบเสมือน “หอคอยงาช้าง” ที่ไม่ปฏิสังสรรค์กับสังคม

เว็บไซต์นิวแมนดาลา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของนักวิชาการ 2 ท่านที่มุ่งหวังที่จะนำวิชาการลงมาจาก “หอคอยงาช้าง” ผ่านทางเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นพื่นที่สาธารณะที่สำคัญในการถกเถียงทางวิชาการและประเด็นทางสังคมที่สำคัญในปัจจุบัน

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ ได้มีโอกาสสนทนากับ แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ นิวแมนดาลา ที่จะมาเล่าความเป็นมาและวัตถุประสงค์

ฟ้าเดียวกัน อยากให้อาจารย์เล่าถึง เว็บไซต์นิวแมนดาลา ความเป็นมาและความมุ่งหวังของการทำเว็บไซต์

แอนดรูว์ วอคเกอร์ นิวแมนดาลาเริ่มช่วงตกลางปี 2549 โดยตัวผมกับนิโคลาส ฟาร์เรลลี ในตอนนั้นเป็นนักศึกษาที่ Australia National University ตอนนี้เรียนปริญญาเอกที่อ็อกซ์ฟอร์ด วัตถุประสงค์ของการทำเว็บไซต์คือการสร้างพื้นที่ออนไลน์สำหรับการแลกเปลี่ยนถกเถียงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย พม่า ลาว และยูนนานภาคใต้ของจีน เรารู้สึกว่าถึงแม้จะมีเวทีการแลกเปลี่ยนถกเถียงเชิงวิชาการในเรื่องเหล่านี้มากอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีเวทีที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงทัศนะที่เป็นทางเลือกจริงๆ และได้ถกเถียงประเด็นที่อ่อนไหวในภูมิภาคนี้

ในแง่ผลกระทบของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่มีต่อโลกวิชาการ ผมว่ายังมีไม่มากเท่าไหร่ เพราะนักวิชาการจำนวนมากยังใช้อินเตอร์เน็ตแบบสื่อที่หยุดนิ่ง (static medium) เผยแพร่ผลงานเหมือนกับการตีพิมพ์ลงหนังสือหรือวารสารเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้อินเตอร์เน็ตมีการสื่อสารโต้ตอบ (interactive) กันมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นจุดแข็งของนิวแมนดาลาหรือเว็บไซต์อื่นๆ อย่าง ฟ้าเดียวกัน คือไม่ใช่เรานำเสนอเนื้อหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ว่ามีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนที่เข้ามาอ่าน จริงๆ แล้วคนจำนวนมากเข้ามานิวแมนดาลาเพื่ออ่านความเห็นมากกว่าที่จะเข้ามาอ่านตัวบทความเสียอีก ดังนั้นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือการส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็น ในแง่หนึ่ง ผมอยากเห็นคนแสดงความเห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเขียน มากกว่าจะมากังวลกับเนื้อหาเฉพาะบางอย่างที่ผมโพสต์ในเว็บไซต์ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกวิชาการ คือลักษณะสื่อสารสองทาง (interactive nature) ของอินเตอร์เน็ต เพราะมันเปิดการถกเถียงทางวิชาการแก่คนทุกประเภท นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักศึกษา ใครก็ตามที่อยากเข้ามาในเว็บไซต์ พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการถกเถียง ดังนั้นผมคิดว่ามันทำให้โลกวิชาการมีความเป็นประชาธิปไตยและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ส่วนนิวแมนดาลาประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น คงจะตัดสินยาก ผมว่าเราประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก มันเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่ว่าความคาดหวังของเราก็ตั้งไว้ต่ำมาก ในตอนนี้ มีคนเข้ามาวันละประมาณหนึ่งพันครั้ง (hits) บางวันถ้ามีเรื่องใหญ่ๆ ก็อาจจะเป็นสองพันครั้ง บางวันก็ห้าหกร้อย เรารู้สึกปลื้มใจมากและรู้สึกว่านักวิชาการ นักศึกษา คนสนใจเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเป็นขาประจำของนิวแมนดาลา อีกอย่างที่เราพอใจคือสื่อมวลชน นักข่าวจำนวนมากดูเหมือนจะติดตามนิวแมนดาลา เราได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์ ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อมวลชน จากที่พูดมา ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จ จุดแข็งก็อย่างที่บอกคือการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่เข้มข้น มีคนแสดงความเห็นและถกเถียงกันมากมาย บางทีก็ถกกันอย่างเอาจริงเอาจังและตรงไปตรงมา ข้อเสียอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องยากสำหรับเว็บไซต์ของเรา และกับเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันคือ ประเด็นการปกปิดตัวตนของผู้แสดงความเห็น ผมคิดว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือคนสามารถพูดอย่างที่เขาต้องการจะพูด โดยไม่ต้องกังวลถึงผลลบที่จะเกิดขึ้น แต่บางทีผมก็คิดว่ามันทำให้บางคนไม่มีความรับผิดชอบต่อความเห็นของตัวเอง บางทีมันก็ง่ายที่จะวิจารณ์คนอื่นแรงๆ หรือแสดงความเห็นสุดโต่งเวลาไม่เปิดเผยชื่อ แต่ถ้าหากคุณใส่ชื่อเวลาแสดงความคิดเห็น คุณก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสิ่งที่คุณเขียน ผมคิดว่าประเด็นการปกปิดตัวตนนี้เป็นประเด็นที่ยากมากสำหรับเว็บไซต์วิชาการ เพราะในโลกวิชาการปกติแล้วคุณเขียนอะไรคุณก็ลงชื่อ แน่นอนว่าเราไม่อยากเอาลักษณะการปกปิดตัวตนนี้ออกไปจากเว็บไซต์ อย่างที่บอก ผมว่ามันสำคัญสำหรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เราต้องมาคิดหาหนทางที่จะดูแลเรื่องนี้ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง บางทีเราเจอปัญหามีคนใช้หลายชื่อ บางทีถึงขนาดตั้งกระทู้เองแล้วแสดงความเห็นด้วยกับตัวเองก็มี ดังนั้นมันโอเคในระดับหนึ่ง แต่บางทีมันก็ทำให้การถกเถียงเป็นของปลอม ลดทอนคุณค่าลงไป

Andrew Walker

ฟ้าเดียวกัน ในความเป็นจริง เว็บไซต์ที่มีลักษณะสื่อสารโต้ตอบกันอย่างนี้ก็ไม่ได้มีแต่การถกเถียงทางวิชาการกันล้วนๆ ไม่ทราบว่าคุณมีประเด็นอะไรในใจก่อนที่ก่อตั้งเว็บไซต์หรือเปล่า?

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ตอนแรกเราคิดว่าเว็บไซต์เราจะค่อนไปทางวิชาการกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนนิวแมนดาลาไปเลยก็คือการรัฐประหารในเมืองไทย เราเริ่มเปิดนิวแมนดาลาในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2549 แล้วในเดือนกันยายนก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ดังนั้นจู่ๆ เราก็มาคลุกอยู่กับการถกเถียงทางการเมืองอย่างเข้มข้นเกินกว่าที่เรานึกไว้ในตอนแรก จุดมุ่งหมายเดิมของเราคือเป็นเวทีทางวิชาการ แต่ตอนนี้กลายเป็นเวทีถกเถียงเรื่องการเมือง แต่เราก็ยังพยายามที่จะให้มีการถกเถียงเรื่องการเมืองในแนววิชาการอยู่ อย่างตัวผมเป็นนักมานุษยวิทยา ผมทำงานในชนบทของไทย ก็พยายามนำมุมมองจากชนบทเข้ามาสู่การพูดคุยเรื่องการเมืองระดับชาติ

ฟ้าเดียวกัน แล้วมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมว่าเป็นเรื่องดีที่มีการคุยกันเรื่องการเมือง มันคงจะไม่เข้าท่านักถ้าหากนักวิชาการเอาแต่คุยกับนักวิชาการด้วยกันเอง ผมคิดว่าการทำเว็บไซต์ในลักษณะนี้ขึ้นมาแล้วพอเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างรัฐประหารหรือเหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อปีที่แล้ว มันก็จะนำเราไปสู่เวทีสาธารณะแล้วมาถกเถียงร่วมกัน ในฐานะนักวิชาการ บางทีก็อิหลักอิเหลื่ออยู่บ้างที่จะถูกลากมาพัวพันด้วย แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องดีที่เราอยู่ในจุดนี้ ซึ่งเสมือนมีแรงผลักดันให้ต้องเข้ามาพัวพันกับการถกเถียงสาธารณะที่เข้มข้นมากขึ้น

ฟ้าเดียวกัน เว็บไซต์นี้เป็นของแอนดรูว์ วอคเกอร์ (– กับนิโคลาส ฟาร์เรลลี) มีคนติดตามผลงานของคุณมานานก่อนที่จะมีนิวแมนดาลา คุณคิดว่าความสำเร็จของนิวแมนดาลาเป็นเพราะผลงานของคุณหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ที่พูดเรื่องวัตถุประสงค์ ผมยังพูดไม่หมด วัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งคือว่า ส่วนหนึ่งเป็นการโปรโมทตัวเอง ในโลกวิชาการ คุณต้องโฆษณาตัวเอง ไม่มีใครมาทำให้คุณ ดังนั้นสำหรับทั้งนิค ฟาร์เรลลีและตัวผม วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งคือการเผยแพร่ผลงานของเราให้กว้างขวางขึ้น ผมคิดว่าที่ผ่านมางานของผมก็ได้รับความสนใจพอสมควรในเมืองไทยกับในแวดวงนักวิชาการต่างประเทศ ผมว่านิวแมนดาลาทำให้มีคนรู้จักงานผมมากขึ้นมาก ผมได้รับคำถาม อีเมล์ การติดต่อต่างๆ มากมายจากข้อเขียนที่ผมลงในนิวแมนดาลา มากกว่าที่จะได้รับจากการเขียนบทความวิชาการที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเสียอีก

ใน 6-8 เดือนที่ผ่านมา เรามีบทความของคนอื่นลงในนิวแมนดาลาหลายชิ้น เราก็ไม่อยากให้มีแต่ทัศนะของเราเท่านั้นที่ลงในนิวแมนดาลา

ฟ้าเดียวกัน นอกจากนิวแมนดาลา ปรากฏการณ์อย่างบล็อกบางกอกบัณฑิต (http://bangkokpundit.blogspot.com) ที่มีประเด็นแหลมคมและสามารถนำมาใช้ในวงวิชาการหรือการถกเถียงแลกเปลี่ยน พัฒนาการนี้สะท้อนหรือบ่งบอกอะไรในโลกวิชาการ โลกสื่อมวลชนและโลกอินเตอร์เน็ต อีกทั้งการแสดงความเห็นใน Bangkok pundit ก็มีการปกปิดตัวตน

แอนดรูว์ วอคเกอร์ ผมคิดว่าที่นิวแมนดาลาทำต่างจาก Bangkok Pundit มาก ผมว่า Bangkok Pundit มีบทบาทสำคัญในการติดตามดูสื่อและคอยแสดงความเห็นเกี่ยวกับสื่อในไทย ในแง่นั้น การที่ Bangkok Pundit จะปกปิดตัวตนหรือไม่ไม่สำคัญมากนัก เพราะเป็นการจับตาสื่อและให้ความเห็น ขณะที่เราเน้นไปที่การให้มุมมองการวิเคราะห์ทางเลือก