การกลับมาของสังคมนิยมในศตวรรษที่ 21
ปิยมิตร ลีลาธรรม
สังคมนิยมเป็นทั้งแนวคิดและปรากฏการณ์ที่แสดงถึงเจตจำนงที่ดีงาม การต่อสู้ทางความคิด ความกล้าหาญสละชีวิตเข้าต่อสู้ของมนุษยชาติท่ามกลางความยอกย้อนคดเคี้ยว ความผันแปรหันเห และความสุดโต่งอย่างน่าตระหนกตกใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สังคมนิยมเพ้อฝันในกลางศตวรรษที่ 19 สังคมนิยมของมาร์กซ์ ปารีสคอมมูน การปฏิวัติรัสเซียในศตวรรษที่ 20 ตามมาด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมที่ล้มเหลวในยุโรป สังคมนิยมแบบสตาลิน การปฏิวัติสังคมนิยมจีน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน การปฏิวัติสังคมนิยมในอินโดจีน กรณีทุ่งสังหารของเขมรแดง จนถึงการล่มสลายของ “กลุ่มประเทศสังคมนิยม” และฟื้นคืนสู่ทุนนิยมในปลายศตวรรษที่ 20 สังคมนิยมจึงจบลงด้วยการสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง
กระนั้นสังคมนิยมยังคงเป็นทางออกที่ได้รับการขานรับจากผู้คนในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางรัฐสวัสดิการที่ถูกบั่นทอนทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ สงครามรุกรานโดยจักรวรรดินิยมในตะวันออกกลาง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียและละตินอเมริกา และวิกฤตการณ์โลกร้อนและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เราได้เห็นการเคลื่อนไหวต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่ของขบวนการแรงงานยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี การเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมของโลกและสมัชชาสังคมโลก การต่อต้านจักรวรรดินิยมและทุนนิยมในละตินอเมริกาโดยเฉพาะที่เวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวยึดที่ดินทำกิน ยึดโรงงาน และยึดสาธารณูปโภคเพื่อจัดการกันเองโดยมวลชนในละตินอเมริกาและแอฟริกา พร้อมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Participatory economy) สังคมนิยมนิเวศวิทยา (Ecosocialism) และสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 (Socialism for 21st Century) ได้กลายเป็นประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างกว้างขวาง
เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดทั้งสามข้างต้น สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวทางที่ทรงพลังมากที่สุดด้วยการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิวัติโบลิวาร์ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลอูโก ชาเวซ และการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะเป็นการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ (nationalization) การจัดตั้งโครงการสวัสดิการสังคม (social welfare) เพื่อมวลชน การเข้าควบคุมกิจการของคนงาน (workers’ control) และการประกาศให้สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของชาติ [1] ปรากฏการณ์เหล่านี้กลายเป็นการแสวงหา รื้อฟื้น และต่อยอดเพิ่มเติมให้กับสังคมนิยมโดยนักคิด นักทฤษฎี และนักเคลื่อนไหวทางสังคมในขณะนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความหมายของการพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยม ปัญหาการพัฒนากับการใช้เทคโนโลยี และบทบาทของคนงานกับการจัดการตนเอง
มนุษย์แบบสังคมนิยม
การพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยมเป็นประเด็นสำคัญของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ผู้ที่ชี้ถึงจุดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์นิยมมาร์กซ์แห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา นาม มิเชเอล เลอโบวิทซ์ (Michael A. Lebowitz) ซึ่งเขียนผลงานชื่อ Build it now: Socialism for the twenty-first century (2006) — สร้างสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เถิด [2]


เลอโบวิทซ์และผลงานของเขาว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21
ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาได้แรงบันดาลใจจากรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 ของเวเนซุเอลาที่ระบุถึงการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ เช่น ในมาตรา 299 ระบุให้มุ่งที่การพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน มาตรา 20 ประกาศว่า มนุษย์ทุกคนพึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพของพวกเขาอย่างเสรี และในมาตรา 102 ชี้ถึงการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ทุกคนและการสำแดงออกซึ่งบุคลิกภาพของพวกเขาในสังคมประชาธิปไตย
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของรัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนามนุษย์เช่นนี้ก็คือ เศรษฐกิจเชิงสังคม (Social economy) ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2003 ว่า แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะของมนุษย์กับงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนทำงานกับครอบครัวของพวกเขา หรือก็คือมวลมนุษย์นั่นเอง ผู้ซึ่งเมื่อลงแรงกายทำการผลิตสรรพสิ่งร่วมกันแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะนำผลผลิตทั้งมวลนั้นมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และยกระดับความรู้สึกนึกคิดให้สูงขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้มนุษย์ต้องสามารถเป็นเจ้าของดอกผลในทุกด้านของโลกร่วมกัน เป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต และเป็นผู้กระจายดอกผลที่สมบูรณ์พูนผลนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง โดยอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่เป็นประชาธิปไตย
ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหม่นี้ย่อมแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้ ทุนนิยมทำให้มนุษย์คนทำงานส่วนข้างมากของสังคมไม่สามารถเข้าถึงผลผลิตซึ่งเป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของสังคมได้ เพราะตัวของพวกเขาเองถูกผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้นให้พลังแรงงานส่วนบุคคลของตนกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ส่วนผลผลิตที่เป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของพวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้สอยตอบสนองความต้องการของตนได้ ก็ต้องมีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ในกระบวนการที่มนุษย์ต้องขายกำลังแรงงานของตนให้ผู้อื่นนี้เองที่พวกเขาลงแรงทำงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนหรือเงินตราค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนที่เกินมานี้ปนอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาและทำกำไรเป็นเงินตราให้กับนายทุน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจเชิงสังคมจึงมุ่งเน้นไม่ใช่ที่การได้กำไรทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) หากเป็นมูลค่าใช้สอย (use-value) เป็นสำคัญ เป้าหมายของสิ่งนี้คือ การก่อร่างสร้างตัวขึ้นของมนุษย์และสังคมใหม่ด้วยการเข้าถึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่งที่ถูกผลิตได้โดยตรง โดยไม่จำต้องมีตัวกลางการแลกเปลี่ยนใดๆ มาขวางกั้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป
แนวคิดเศรษฐกิจเชิงสังคมจึงปฏิเสธตรรกะของทุนที่ใช้กำไรเป็นตัวชี้วัด และต่อต้านการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วแทนที่ด้วยการแลกเปลี่ยนกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนความต้องการและเป้าประสงค์ของชุมชนโดยตรง ดังเช่นที่ประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 2005 ว่า เราต้องสร้างระบบชุมชนทั้งด้านการผลิตและการบริโภคจากพื้นฐานของมวลชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนผ่านองค์กรชุมชน สหกรณ์ การจัดการตนเอง หรือรูปแบบใดๆ
ดังนั้น ในกระบวนการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน และประสานสัมพันธ์กันทั้งการผลิตและการบริโภค โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่
ประการแรก กรรมสิทธิ์ของสังคม (social property) หรือการที่สังคมเป็นเจ้าของในปัจจัยการผลิต เป้าหมายของปัจจัยนี้อยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการผลิตของชุมชนและสังคมได้อย่างเสรี สิ่งนี้แตกต่างจากการตั้งเป้าการพัฒนาเพื่อสนองตอบความต้องการส่วนบุคคลของนายทุนเป็นสำคัญ หรือของกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะในรูปของรัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งสถานประกอบการที่คนงานเฉพาะกลุ่มยึดครองเพื่อเก็บรับผลประโยชน์มาเป็นของกลุ่มตน ฉะนั้นการที่สังคมเป็นเจ้าของจึงมีความหมายถึงประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง โดยประชาชนมีหน้าที่ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตเท่านั้น หากยังเป็นสมาชิกของสังคมด้วย
ประการที่สอง การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน (social production organized by workers) ที่ความสมานฉันท์และร่วมมือกันในการผลิตนั้นมุ่งไปสู่การไม่แบ่งแยกการทำงานระหว่างคนใช้แรงกายกับคนใช้สมองดังที่ปรากฏในสังคมทุนนิยม การไม่แบ่งแยกนี้จะนำให้มนุษย์หลุดพ้นจากชีวิตที่แปลกแยกและถูกหั่นแตกเป็นเสี้ยวส่วน โดยแรงงานถูกครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของนายทุนเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ
ประการที่สาม การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน (production for the needs of communities) ความพึงพอใจที่เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้รับการตอบสนองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจและสื่อสารต่อกัน ดังนั้นเงื่อนไขนี้จึงต้องอาศัยการพัฒนาสถาบันประชาธิปไตยในทุกระดับชุมชนเพื่อสามารถสะท้อนความต้องการของสังคมได้ เช่น การผลิตจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลและการตัดสินใจที่ไหลขึ้นมาจากข้างล่าง
สำหรับความสัมพันธ์ทางสังคมแบบสังคมนิยมแล้ว ความต้องการเบื้องต้นของมนุษย์ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกชนที่จะบริโภคโดยปราศจากข้อจำกัด แต่เป็นความต้องการพัฒนาตนเองของคนงาน โดยที่การพัฒนาตนนี้จะเป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่นทั้งหมดได้พัฒนาด้วยเช่นกัน หมายความว่า เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมและจัดการการผลิตและการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยและมีระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น ย่อมเป็นโอกาสที่ตัวมนุษย์แต่ละคนจะได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน มนุษย์ที่พัฒนาแล้วแต่ละคนย่อมมีผลไปพัฒนาการผลิต การบริโภค การใช้ชีวิต และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์คนอื่นๆ ด้วย สิ่งนี้กลายเป็นผลสะเทือนที่มีต่อกันและกัน นำพาชุมชนให้ก้าวหน้าและผาสุก เพราะการกระทำการใด ๆ ได้รับการไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล เป็นประชาธิปไตย และมีศีลธรรมของผู้คนในชุมชน
ฉะนั้น การผลิตเพื่อความต้องการของสังคมจึงต้องอาศัยกรรมสิทธิ์ของสังคม และการตัดสินใจของคนทำงานต่อความต้องการของสังคมเป็นพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ พื้นฐานนี้จะก้าวหน้าหรือล้าหลังก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของประชาชนและความต้องการของพวกเขา
เพื่อที่จะสร้างสังคมนิยมให้เป็นจริง ต้องสร้างในสิ่งที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญคือ แนวคิดเรื่องปฏิบัติการที่ปฏิวัติ (revolutionary practice) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน โดยในการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งปวง มนุษย์เป็นทั้งผู้กระทำการและผลิตผลของสิ่งที่ตนกระทำลงไปด้วย สิ่งนี้เองที่รัฐธรรมนูญโบลิวาร์ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการและการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะเป็นหนทางที่บรรลุถึงการพัฒนาทั้งปัจเจกชนและกลุ่ม
ในทางกลับกัน การทำความเข้าใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีส่วนทำให้มนุษย์เป็นคนแบบใดนั้นชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มนุษย์กระทำการในสังคมเก่านั้นล้วนเป็นกระบวนการผลิตซ้ำซึ่งทัศนคติและความคิดเก่าในชีวิตประจำวันด้วย เช่น การยอมรับการกำหนดเป็นลำดับชั้นจากเบื้องบน การขาดความสามารถในการตัดสินใจทั้งในที่ทำงานและในสังคม การเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการสมานฉันท์ของสังคม
ดังนั้น ด้วยการตระหนักถึงการพัฒนามนุษย์ จึงเกิดคำถามสำคัญสองประการคือ หนึ่ง การพัฒนามนุษย์จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สังคมเก่าสร้างตกทอดมาได้อย่างไร? และ สอง การพัฒนามนุษย์จะช่วยก่อให้เกิดผู้กระทำการที่ปฏิวัติ ผู้ซึ่งได้พัฒนาความสามารถของตนขึ้นได้อย่างไร?
การจัดการตนเองของคนงาน
เลอโบวิทซ์ชี้ว่า ประสบการณ์ของการสร้างสังคมใหม่ในเวเนซุเอลาให้คำตอบแก่คำถามข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการเคลื่อนไหวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปการณ์ของการจัดการตนเอง
เรื่องนี้เลอโบวิทซ์เห็นว่า การจัดการตนเองของคนงาน (workers’ self management) เป็นปัจจัยที่ขาดเสียมิได้ในการสร้างสรรค์สังคมนิยม ในรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 62 ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยที่จำเป็นเพื่อบรรลุซึ่งการพัฒนาทั้งตนเองและส่วนรวม เช่น การวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย การจัดทำงบประมาณอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น
ในมาตรา 70 ยิ่งเน้นถึงการจัดการตนเอง การบริหารงานร่วมกัน และระบบสหกรณ์ในรูปแบบต่างๆ ว่าเป็นตัวอย่างของการมาสมาคมกันที่นำโดยคุณค่าแห่งความร่วมมือและความสมานฉันท์ ส่วนข้อกำหนดในมาตราที่ 135 ถึงกับระบุว่า คุณธรรมแห่งการสมานฉันท์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพึ่งพาอาศัยกันฉันเพื่อนมนุษย์ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่พึงปฏิบัติตามความสามารถของตน
เลอโบวิทซ์ยังชี้อีกว่า สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องต่อสู้ให้ปรากฏเป็นจริง ข้อเรียกร้องในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในขบวนการแรงงานเวเนซุเอลาแล้ว ดังในการเดินขบวนเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลเดือนพฤษภาคมปี 2005 สหภาพแรงงานแห่งชาติ UNT (Unión Nacional de Trabajadores—National Union of Workers) ชูคำขวัญว่า “การบริหารร่วมกัน (co-management) คือการปฏิวัติ และคนงานเวเนซุเอลากำลังสร้างสรรค์สังคมนิยมโบลิวาร์ขึ้นแล้ว” ทว่าใน UNT ก็มีความแตกแยกในหมู่ผู้นำแรงงาน ทำให้เรื่องการจัดการตนเองของคนงานไม่ได้รับการเรียนรู้ต่อมากนัก
ขบวนแถวของ UNT ในวันกรรมกรสากล กลางกรุงคารากัส
การจัดการตนเองของคนงานต้องการความชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์ของสังคม การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน และการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยม (the elementary triangle of socialism) อันแตกต่างไปจากสามเหลี่ยมพื้นฐานของทุนนิยม คือ กรรมสิทธิ์เอกชน การขูดรีดแรงงาน และการผลิตเพื่อกำไร
เลอโบวิทซ์กล่าวถึงบทเรียนของการจัดการตนเองของคนงานยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ว่า ถึงแม้ว่ากิจการต่างๆ จะถูกยึดเป็นของรัฐ และถูกมองว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสังคมแล้ว ทว่ากิจการเหล่านี้กลับดำเนินไปตามความต้องการของตลาดและรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคนงานในแต่ละโรงงานเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล่านี้ยกระดับรายได้ของกลุ่มคนงานของโรงงานตนด้วยการลงทุนในระบบหุ่นยนต์ (automation) เพื่อช่วยเพิ่มการผลิต แทนที่จะขยายรับคนงานใหม่เพิ่ม ขณะที่ในปี ค.ศ. 1971 อัตราการว่างงานในยูโกสลาเวียมีสูงถึงร้อยละ 7 ของกำลังแรงงาน และมีคนงานอีกร้อยละ 20 ของกำลังแรงงานที่อพยพไปหางานทำในแถบยุโรปตะวันตก ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน
ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยการผลิตคือโรงงานที่ดูเหมือนว่ากลายเป็นของสังคมแล้ว แต่คนในสังคมไม่มีโอกาสได้ใช้สอยและเกิดประโยชน์โภชผลกับชีวิตของตนเลย
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนในกระบวนการผลิตของโรงงานเหล่านี้ก็เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม กลุ่มผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคผูกขาดความรับรู้ด้านการผลิต การตลาด การลงทุน การธนาคาร และการสร้างเครือข่าย ขณะที่คนงานไม่ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถให้เข้ามาบริหารจัดการโรงงานของตน ผลก็คือ การแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกายยังคงดำรงอยู่ คนงานยังคงต้องพึ่งพาผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค แม้ว่าจะมีองค์กรบริหารที่ดูเป็นประชาธิปไตยคือ สภาคนงานที่มีอำนาจตัดสินใจในทางกฎหมายด้วย ทว่ามันเป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น และในหลายกรณีสะท้อนผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนงานของโรงงานตนมากกว่าของคนงานทั้งประเทศ
เลอโบวิทซ์จึงย้ำถึงสามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยมว่า ในกระบวนการสร้างสรรค์สังคมนิยม ทุกแง่มุมต้องได้รับการต่อสู้และสร้างขึ้นมาให้มีผลต่อกัน ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นผลด้านลบกระทบกระเทือนต่อกัน นั่นคือ สังคมนิยมต้องมีการจัดการตนเองของคนงาน การพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง และประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประเด็นนี้มีตัวอย่างการจัดการตนเองในละตินอเมริกาที่น่าสนใจดังนี้
ที่อาร์เจนตินา สหพันธ์สหกรณ์คนงานจัดการตนเอง FACTA (Federación Argentina de Cooperativas de Trabajadores Autogestionados—Federation of Self-Managed Worker Cooperatives) ที่ก่อตั้งขึ้นจากคนงานและสหภาพแรงงานเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2002 โดยคนงานเข้าไปยึดกิจการที่ล้มละลายจนบัดนี้มีโรงงานที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วจำนวน 220 แห่ง สามารถสร้างงานได้ 2,000 คน และสร้างรายได้ในปีนี้ได้ 300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ผู้นำเครือข่ายสรุปว่า คนงานไม่เพียงสามารถบริหารจัดการโรงงานได้เท่านั้น หากยังจัดการเศรษฐกิจในทิศทางที่ยุติธรรมกว่าที่ทุนนิยมกระทำเสียอีก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้มาจากการที่สหกรณ์คนงานเป็นอิสระ สามารถต้านทานการแทรกแซงของพรรคการเมืองและอำนาจรัฐได้
Autogestión หมายถึง การจัดการตนเอง ยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการแรงงานอาร์เจนตินาหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
นอกจากนี้แรงสนับสนุนทางสากลยังมีส่วนช่วยให้การจัดการตนเองของคนงานเป็นไปได้ เช่น รัฐบาลเวเนซุเอลาสนับสนุนกิจการของเครือข่ายสหกรณ์คนงานเสรีด้วยการสั่งซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 2,000 คัน และสนับสนุนกิจการผลิตพลาสติกในเซาเปาโลของบราซิลที่คนงานบริหารจัดการอยู่ คือโรงงาน Flasco โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เวเนซุเอลาแลกวัตถุดิบกับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับการสร้างบ้านจากกิจการของบราซิล
ในเรื่องค่าจ้าง ที่โรงงานพลาสติกในบราซิล คนงานใช้ระบบจ่ายค่าจ้างตามทักษะแรงงานที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้แรงงานมีฝีมืออยู่ทำงานให้ สิ่งนี้แตกต่างจากของสหกรณ์คนงานเสรีที่อาร์เจนตินา ซึ่งจ่ายค่าแรงคนงานในอัตราเท่ากันหมด
ส่วนที่โรงงาน Industria Venezolana Endógena de Válvulas (Inveval) ในเวเนซุเอลา การจัดการตนเองของคนงานอยู่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของสภาคนงานกับกรรมาธิการด้านต่างๆ เช่น การเงิน สังคม การเมือง เทคนิค เป็นต้นซึ่งได้รับเลือกให้อยู่ในสภาคนงานด้วย และพร้อมจะถูกถอดถอนได้ทุกเมื่อจากสภาคนงานเช่นกัน
ในการจัดการกับปัญหาการแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกาย ที่นี่ใช้ระบบหมุนเวียนตำแหน่งงาน (rotation) ร่วมกับการแลกเปลี่ยนภายในสภาคนงาน การให้การศึกษา และการฝึกฝนทางเทคนิคไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น สภาคนงานของโรงงานนี้ยังเชื่อมโยงกับสภาชุมชนท้องถิ่น (communal council) อีกด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษา รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดำเนินการของชุมชนผ่านสภา โดยการแลกเปลี่ยนตัวแทนสภาคนงานกับสภาชุมชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาของกันและกัน โครงการเช่นนี้จะมีส่วนสร้างอำนาจประชาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โรงงาน ไปจนถึงระดับชาติได้อีกด้วย
คนงาน Inveval ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแนวร่วมของคนงานปฏิวัติ Freteco
ขณะที่ผู้นำแรงงานใน UNT ของเวเนซุเอลายังคงแตกแยก และไม่ได้สนับสนุนการจัดการตนเองเท่าที่ควร แต่ที่โรงงาน Inveval สภาคนงานได้พัฒนาการรวมตัวข้ามพ้นจิตสำนึกแบบสหภาพแรงงานแล้วด้วยการจัดตั้ง “แนวร่วมคนงานปฏิวัติของโรงงานที่ถูกยึดและบริหารร่วมกัน” หรือ Freteco (El Frente Revolucionario de Empresas en Cogestión y Tomadas—Revolutionary Front of Workers in Occupied and Co-managed Factories) เพื่อสนับสนุนการเข้ายึดกิจการโรงงานของคนงาน แนวร่วม Freteco ได้จัดการประชุมใหญ่ไปครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 โดยมีผู้แทนคนงานจากโรงงานที่ถูกยึดกิจการจำนวน 15 แห่ง และกลุ่มคนงานที่กำลังต่อสู้เพื่อยึดกิจการอีก 20 แห่ง
ประสบการณ์ของรัฐวิสาหกิจถลุงอะลูมิเนียม Aluminio del Caroní, S.A. (ALCASA) ที่ถูกคนงานยึดกิจการเป็นครั้งแรกในเวเนซุเอลาอันนำไปสู่การบริหารร่วมกันด้วยการเลือกตั้งตัวแทนจากคนงาน ปรากฏว่าคนงานร้อยละ 95 ของคนงานทั้งหมด 2,700 คนเข้าร่วมเลือกตั้ง และเมื่อได้สภาคนงานขึ้นมาแล้ว ก็เกิดการต่อสู้ภายในหมู่ผู้แทนว่าจะเลือกหนทางให้สมดุลอย่างไรระหว่างการหารายได้ทำเงินกับการสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิมของคนงาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการกับแรงกดดันที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ต้องสัมพันธ์กันในเชิงการผลิตกับรัฐวิสาหกิจอื่นที่ยังไม่ถูกคนงานเข้าร่วมบริหาร และยังคงตกอยู่ในมือข้าราชการ

โปสเตอร์สนับสนุนการควบคุมจัดการ ALCASA โดยคนงานเอง
เลอโบวิทซ์ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์เหล่านี้คือกระบวนการต่อสู้ที่ย่อมต้องมีขั้นตอนการพัฒนาของมัน สหกรณ์ก็ดี การจัดการตนเองในกิจการของรัฐหรือเอกชนก็ดี เป็นโรงเรียนฝึกฝนอันสำคัญยิ่งของการสร้างสังคมนิยม การเปลี่ยนย้ายจากการยึดติดผลประโยชน์ของคนงานเฉพาะกลุ่มไปสู่ผลประโยชน์ของมวลชนคนงานทั้งปวง คือ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ การขาดสิ่งนี้ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงดังกรณี UNT สหภาพแรงงานระดับชาติในเวเนซุเอลาที่ยังคงยึดอยู่กับแนวคิดเศรษฐกิจนิยมและผลประโยชน์เฉพาะของคนงาน จนขาดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมไป สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เพื่อสังคมนิยม ไม่เพียงแต่ต้องมีอำนาจรัฐที่ปฏิวัติเท่านั้น ยังต้องการสหภาพแรงงานที่ปฏิวัติด้วย
การกลับมาของสังคมนิยม
สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่ขับเคลื่อนจากประสบการณ์ของเวเนซุเอลา และกลายเป็นแนวคิดนำเสนอของเลอโบวิทซ์สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้เพื่อสังคมนิยมยังเป็นกระบวนการอันยาวนาน กว่าที่อุดมคติที่มุ่งเห็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้มีโอกาสพัฒนาตนอย่างรอบด้านจากผลิตผลที่ตนได้ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นจะปรากฏเป็นจริง ยังมีขั้นตอนรอคอยอยู่มากมาย สิ่งที่เลอโบวิทซ์นำเสนอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการกลับมาของสังคมนิยมเท่านั้น
เราต้องไม่ลืมว่า สังคมนิยมที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว อันเป็นผลมาจากแนวทางของพวกนิยมสตาลินและพวกที่นับถือตามกันมานั้น บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การต้องขจัดไปให้สิ้นซึ่งแนวทางนิยมการกระทำแทน (substitutionism) ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่เข้าทำการยึดอำนาจแทนที่คนงาน และใช้อำนาจผูกขาดนั้นดำเนินการต่อสังคมอย่างไร้ซึ่งประชาธิปไตยด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง ในทางตรงกันข้าม ต้องเชิดชูในสิ่งที่มาร์กซ์เองได้วางรากฐานไว้ดีและตรงแล้วคือ การปลดปล่อยคนงานจะต้องเป็นภารกิจของมวลคนงานด้วยการต่อสู้และการจัดตั้งตนเองของคนงานเอง กระทั่งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง รัฐบาล และกลไกรัฐ แม้จะเป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้ที่คนงานจะต้องใช้ในกระบวนการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม ก็จักต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของการเคลื่อนไหวและการจัดตั้งตนเองของคนงาน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนงานอย่างแท้จริง ที่ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในทุกกรณี เช่นนี้เองที่เราจะพลอยชื่นชมในความพยายามต่อสู้เพื่อการจัดการตนเองของคนงานในละตินอเมริกา และช่วยกันกระทำการใดๆ เพื่อให้ขบวนการแรงงานในทวีปอื่นๆ ได้เดินรอยตาม
เรายังคงต้องเตือนกันและกันว่า สังคมนิยมที่ดีและตรงนั้นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระดับสากล คือ เกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากประเทศเหล่านี้มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เจริญมาอย่างยาวนานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผลแห่งการพัฒนานั้นพอจะเป็นหลักประกันในการแสดงถึงความเหนือกว่าของสังคมนิยมต่อทุนนิยมได้ ทั้งในการผลิต การบริโภค การปกครอง การมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และการมีศีลธรรมจรรยา ดังนั้นเราจึงไม่เพียงพึงหวังกับเวเนซุเอลา หรือกระทั่งแค่ทวีปละตินอเมริกา ตรงกันข้าม พึงหวังปฏิสัมพันธ์ของการปฏิวัติสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นติดต่อกันในวงจรการต่อสู้ทางชนชั้นในทุกแห่งหนที่เป็นไปได้ และสามารถวางใจเป็นอุเบกขาได้ในผลเท่าที่ได้ของการปฏิวัตินั้นตามเหตุปัจจัย
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความล้มเหลวของแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระทำโดยพรรคการเมืองปีกขวา พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม หรือกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา อาทิ รัฐสวัสดิการและดอกผลที่คนงานได้รับกำลังถูกลิดรอนไปในแทบทุกประเทศ การกดขี่ขูดรีดยังคงดำเนินไปในทุกพื้นที่ และสงครามกำลังขยายตัวออกไปอย่างตึงเครียด สิ่งเหล่านี้นับวันจะพิสูจน์เบื้องหน้าคนงานว่า แม้สังคมนิยมในอดีตไม่น่าเชื่อถือแล้ว ทุนนิยมนั้นเล่าก็ไม่ใช่ทางออก พวกเขาจำต้องหาทางออกใหม่ ซึ่งในเบื้องต้นพวกเขาต้องต่อสู้กับความเคยชินที่ชอบเคลื่อนไหวประเด็นเดียว เฉพาะผลประโยชน์อันคับแคบ ไปสู่ประเด็นที่เชื่อมโยงกันและกัน บนผลประโยชน์ของมนุษยชาติมากขึ้น เมื่อนั้นสังคมนิยมจะกลับมาสู่การเรียนรู้อย่างมีพลัง
เชิงอรรถ
ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200
งานเขียนที่ลือชื่อของเขาก่อนหน้านี้อีกชิ้นหนึ่งคือ Beyond Capital: Marx’s Political Economy of the Working Class (2003)—ก้าวข้ามพ้นทุน: เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยชนชั้นคนงานของมาร์กซ์ ซึ่งชนะเลิศรางวัล Isaac Deutscher memorial prize ประจำปี 2004
บรรณานุกรม
Janicke, Kiraz. 2007. “Without Workers Management, There Can Be No Socialism.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2784
Lebowitz, Michael A. 2007. “Without Worker - Management, There is no Socialism, pt. 2.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2864
—————————. 2007. “Marxism for the 21st Century - a revolutionary tool or more scholasticism?.” Radical Notes. Aug., 13. http://radicalnotes.com/content/view/54/39/
—————————. 2006.”Going Beyond Survival: Making the Social Economy a Real Alternative.” เอกสารนำเสนอในการประชุม the 4th International Meeting of the Solidary Economy ณ มหาวิทยาลัย Sao Paulo ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 21-23 ก.ค. www.poli.usp.br/p/augusto.neiva/nesol
—————————. 2006. Build it now: Socialism for the Twenty-First Century. New York: Monthly Review Press.
—————————. 2006. “New Wings for Socialism.” Monthly Review. Vol. 58, No. 11. http://www.monthlyreview.org/0407lebowitz.htm
—————————. 2005. “Building Socialism of the 21st Century.” MRZine. July, 28. http://mrzine.monthlyreview.org/lebowitz280705.html
โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์



March 5th, 2008 at 6:47 pm
“…เราต้องไม่ลืมว่า สังคมนิยมที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว อันเป็นผลมาจากแนวทางของพวกนิยมสตาลินและพวกที่นับถือตามกันมานั้น บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การต้องขจัดไปให้สิ้นซึ่งแนวทางนิยมการกระทำแทน (substitutionism) ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่เข้าทำการยึดอำนาจแทนที่คนงาน และใช้อำนาจผูกขาดนั้นดำเนินการต่อสังคมอย่างไร้ซึ่งประชาธิปไตยด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง…”
สังวรให้จงหนักเเถอดสหาย
March 12th, 2008 at 2:58 pm
“ส่วนผลผลิตที่เป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของพวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้สอยตอบสนองความต้องการของตนได้ ก็ต้องมีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ในกระบวนการที่มนุษย์ต้องขายกำลังแรงงานของตนให้ผู้อื่นนี้เองที่พวกเขาลงแรงทำงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนหรือเงินตราค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนที่เกินมานี้ปนอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาและทำกำไรเป็นเงินตราให้กับนายทุน”
การขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ยังใช้ได้อยู่มากน้อยแค่ไหน อยากรู้สถานะของมันครับ อ.สมศักดิ์เคยอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังคร่าวๆ หากผมเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนว่ามันจะใช้อธิบายไม่ค่อยได้แล้ว กำไรจากสินค้าที่ผลิตออกมา = แรงงานที่ถูกขูดรีดไป???