February 16, 2008

เงินกับธรรมชาติมนุษย์

สฤณี อาชวานันทกุล

เงินกับธรรมชาติของมนุษย์

เมื่อเอ่ยคำว่า “เงิน” หลายคนคงนึกถึงธนบัตรในกระเป๋า ตัวเลขในสมุดเงินฝากธนาคาร บัตรเครดิต ตั๋วจำนำ หรือไม่ก็ตัวเลขบนกระดานหุ้นที่วิ่งขึ้นลงตามแรงซื้อขายของนักลงทุน คนหลายพันล้านคนบนโลกอาจรู้สึกท้อแท้กับการตรากตรำทำงานหนัก เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพียงเพื่อแลกกับเงินพอต่อชีวิตไปวันต่อวัน ในขณะที่คนจำนวนหยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับผู้ยากไร้เหล่านี้กลับสามารถต่อยอดเงินจำนวนมหาศาลที่มีอยู่แล้วให้ทวีคูณขึ้นไปอีกโดยไม่ต้องลงแรงอะไรมาก เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีในแต่ละวันส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเท่านั้น

ไม่ว่าใครจะรักเงิน บูชาเงิน เกลียดเงิน หรือไม่สนใจเงิน ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสมัยใหม่ – ชีวิตยุคโลภาภิวัตน์ที่โลกดูจะหมุนด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วกว่าอัตราการเต้นของหัวใจมนุษย์ผู้อยู่อาศัย ซึ่งเต้นในจังหวะเดิมมากว่า 60,000 ปีแล้ว นับตั้งแต่บรรพบุรุษคนแรกของเผ่าพันธุ์ลืมตาขึ้นมาดูโลกในทวีปแอฟริกา

ในเมื่อเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ ก็ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ “ความเห็นแก่เงิน” มักจะเป็นสาเหตุของการถกเถียง หักหลัง ฉ้อฉล ฆ่าฟัน และสงคราม ตั้งแต่ระดับครอบครัว เรื่อยไปจนถึงระดับประเทศ

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ยิ่งใครยึด “เงิน” เป็นสรณะหนึ่งเดียวหรือเป้าหมายสูงสุดในการดำรงชีวิตเท่าไร การตัดสินใจทำอะไรเพื่อเงินของคนผู้นั้นก็มักเป็นสิ่งที่หยาบ ฉาบฉวย มักง่ายแบบ “จับเสือมือเปล่า” ดีไม่ดีอาจทำให้คนอื่นเสียเงิน ถ้าการ “หาเงิน” นั้นหมายถึงการใช้วิธีคดโกง ยักย้ายถ่ายเทเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาสู่กระเป๋าตัวเอง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล

สถิติหลายประเทศบ่งชี้ว่า สาเหตุหลักข้อหนึ่งที่นำไปสู่การหย่าร้างของคู่สมรสจำนวนไม่น้อยคือ สามีภรรยามีทัศนคติเกี่ยวกับเงินไม่ตรงกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งใจกว้าง มือเติบ มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด อีกฝ่ายหนึ่งตระหนี่ถี่เหนียว อยากออมเงินไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า ไม่ว่าจะรักกันเพียงใดก็ยากยิ่งที่จะอยู่ด้วยกันยืด เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร สมรรถนะในการหาเงินของทั้งสองคนย่อมลดลงเท่านั้น เป็นเชื้อไฟให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก

หลายครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ความตระหนี่ขี้เหนียว” กับ “ความประหยัดมัธยัสถ์” อาจเลือนรางจนแยกจากกันไม่ออก มิพักต้องพูดความจริงที่ว่า ตำแหน่งแห่งที่ของเส้นที่ว่านี้มักเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ขึ้นอยู่กับนิสัยใจคอ ฐานะ และขนาดของหัวใจคนแต่ละคน

มองในแง่ที่ดีที่สุด เงินเป็น “ปีศาจจำเป็น” ในการดำรงชีวิต เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ยากไร้จำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด พยายามไขว่คว้าดิ้นรนหาชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตที่วันนี้ยังเป็นเพียงความฝัน แต่เงินอาจบันดาลให้เป็นจริงก่อนตาย

เพราะถึงแม้ชาติตระกูลอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ไม่มีใครเลือกได้ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเปลี่ยนแปลงฐานะแรกเกิดและสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตได้ ขอเพียงแต่สังคมจะหยิบยื่นเสรีภาพและโอกาสให้ตามสมควรและอย่างเป็นธรรม ประกอบกับการประคองตนให้มีวินัยในการใช้จ่าย มีวิริยะอุตสาหะเป็นที่ตั้ง และถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมีใครถูกวาทกรรมที่ถูกสร้างและสืบทอดด้วยอคติของชนชั้นนำจำนวนมากที่ฝังแน่นผ่านกาลเวลา – จาก “คนจนมีกรรมเก่าต้องก้มหน้ารับ” และ “คนเป็นไพร่ไม่มีวันใช้เงินเป็น” มาจนถึงการโหนกระแสวาทกรรมร่วมสมัยอย่าง “เศรษฐกิจพอเพียง”– กดทับจนหายใจแทบไม่ออก และยัดเยียดความรู้สึกสมยอมและปมด้อยที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง

กลไกและโครงสร้างต่างๆ ในระบบทุนนิยมอาจเอื้ออำนวยให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น แต่นั่นย่อมมิได้หมายความว่าเราควรปฏิเสธ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจ” ของเพื่อนร่วมโลก เสรีภาพที่นักเศรษฐศาสตร์สวัสดิการผู้ยิ่งใหญ่ อมาตยา เซน (Amartya Sen) ประกาศว่าเป็นหนึ่งใน “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ [1]

ในโลกที่คนจำนวนนับไม่ถ้วนหันไปมองหาต้นตอเมื่อได้ยินเสียงเหรียญตกกระทบพื้น แต่ไม่นำพาต่อเสียงใบไม้ลู่ลมหรือเสียงอื่นใดในธรรมชาติ ผู้เขียนคิดว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาสำรวจปฏิสัมพันธ์ที่เรามีต่อเงิน และ “วิธีทำงาน” ของเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ หุ้น ราคา หรือความมั่งคั่ง จากมุมมองของนักการเงิน รวมทั้งทฤษฎีและการค้นพบใหม่ๆ ในโลกวิชาการ ในระดับที่ข้ามพ้นอุดมการณ์ทางการเมืองทั้งมวล

เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย อยู่ตรงกลาง หรือไม่เคยเลือกข้าง ความสุขและความทุกข์ของเราทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเงิน ล้วนมีที่มาที่ไปไม่ต่างกันมากนัก

ในตอนแรกของคอลัมน์นี้ ผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “จิตวิทยาของเงิน” ก่อน

“รวย” หรือ “จน” อยู่ที่คนรอบข้าง

แม้ว่าคำกล่าวทำนอง “รวยหรือจนอยู่ที่ใจ” อาจฟังดูเหมือนคำคุยโวของชนชั้นกลางที่ทำให้ผู้แร้นแค้นที่ไร้ปัจจัยสี่ (ที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่า “คนจนดักดาน” หรือ “คนจนเรื้อรัง”) แค่นหัวเราะใส่ หลักฐานมากมายจากวงการจิตวิทยาและการเงิน โดยเฉพาะจากสาขาบูรณาการแขนงใหม่สองแขนง คือ Happiness Economics (“เศรษฐศาสตร์ความสุข”) และ Behavioral Finance (“การเงินพฤติกรรม”) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยา และนักวิทยาศาสตร์สมอง ชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวนี้มีส่วนถูกมากกว่าผิด

งานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาความรู้สึกเกี่ยวกับ “ฐานะ” (wealth status) ของคน บ่งชี้ว่ามันเป็นความรู้สึกสัมพัทธ์ (relative feeling) ไม่ใช่ความรู้สึกสัมบูรณ์ (absolute feeling)

ความรู้สึกพอใจในฐานะตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นตัวเลขสัมบูรณ์ (absolute เช่น มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน) เท่ากับระดับความมั่งคั่ง เปรียบเทียบ กับระดับความมั่งคั่งของคนรอบตัว เช่น เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมรุ่น ครอบครัว ญาติ ฯลฯ

นัสซิม ตาเลบ (Nassim Taleb) นักสถิติและนักการเงินผู้ยิ่งใหญ่ ยกตัวอย่างในหนังสือเรื่อง Fooled by Randomness [2] (ถูกความไม่แน่นอนหลอก) ว่า โดยเฉลี่ยนักการเงินผู้ร่ำรวยที่อาศัยอยู่คอนโดสุดหรูใจกลางมหานครนิวยอร์ก มักรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขหรือรู้สึกว่า “ประสบความสำเร็จ” ทั้งๆ ที่เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนดังกว่า และมีรายได้ดีกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เหลืออีก 99%

นั่นเป็นเพราะว่าคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรูหลังนั้นมักเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ” เหมือนกัน มีฐานะดีพอๆ กัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ในเมื่อคอนโดหรูใจกลางเมืองนิวยอร์กเป็นแหล่งรวม “ผู้ประสบความสำเร็จ” คือคนที่รวยที่สุด 1% ของนักเรียนแต่ละรุ่น หรือเมืองแต่ละเมือง เช่น ทนายดังๆ ดาราดังๆ หมอดังๆ และในเมื่อความรู้สึกเกี่ยวกับฐานะของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยเปรียบเทียบ ไม่ใช่ปัจจัยสัมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชนชั้นกลางผู้ประสบความสำเร็จจำนวนมากจึงไม่รู้สึกพอใจในฐานะของตัวเอง เมื่อถูกแวดล้อมด้วยคนอื่นๆ ที่มีฐานะทัดเทียมกันหรือเหนือกว่า

ตาเลบบอกว่า ทางออกง่ายๆ ที่น่าจะทำให้นักการเงินคนนั้นมีความสุขมากขึ้น คือการย้ายออกไปอยู่ที่อื่นที่เพื่อนบ้านมีฐานะด้อยกว่า ไม่ใช่ตะเกียกตะกายทำงานหนักกว่าเดิมอีกเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น จะได้หาที่อยู่ใหม่ที่แพงกว่าเดิมอีก – เพราะที่อยู่ใหม่ก็คงจะเต็มไปด้วยคนที่มีฐานะดีกว่าที่เก่า ทำให้รู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเดิม

งานวิจัยและการทดลองหลายชิ้นตอกย้ำการค้นพบข้อนี้ เช่น เมื่อนักเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในวิชาหนึ่งได้รับข้อเสนอให้เลือกระหว่างงานที่ได้เงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ แต่เพื่อนคนอื่นได้ 120,000 เหรียญ กับงานที่ได้เงิน 80,000 เหรียญ แต่เพื่อนคนอื่นได้ 50,000 เหรียญ นักเรียนกว่าค่อนห้องเลือกงานหลัง ทั้งๆ ที่ได้เงินน้อยกว่างานแรก นักเรียนบอกว่า ถึงจะได้เงินน้อยกว่าแต่คิดว่าคงรู้สึกมีความสุขมากกว่า เพราะในกรณีนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันว่าต้อง “ไล่กวด” เพื่อนๆ ที่มีรายได้ดีกว่า (เข้าทำนองคำกล่าวของฝรั่งที่ว่า “catching up with the Jones”)

อคติของผู้อยู่รอด

นอกจากความรู้สึกเรื่องระดับฐานะจะเป็นปัจจัยสัมพัทธ์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่าคนฐานะดีมักจะรู้สึกไม่มีความสุขเมื่อถูกแวดล้อมด้วยคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ยังสะท้อนอคติที่ฝังแน่นอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์อีกข้อหนึ่ง คืออคติที่นักสถิติเรียกว่า “survivorship bias” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “อคติของผู้อยู่รอด”

อคตินี้หมายความว่า มนุษย์เรามักจะ “มองเห็น” แต่ผู้ชนะหรือผู้ประสบความสำเร็จ และพยายามเลียนแบบพฤติกรรมหรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา แต่มองไม่เห็นว่าวงการนั้นมี “ผู้แพ้” ที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกจำนวนมากมายมหาศาล การที่เรามองไม่เห็นบรรดา “ผู้แพ้” ทำให้เราประเมินความเป็นไปได้ที่เราจะประสบความสำเร็จบ้างสูงเกินจริงไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกใฝ่ฝันอยากเป็นดารา เพราะดาราดังมีรายได้มหาศาลจากงานที่ (ดูเหมือนว่าจะ) ไม่ต้องใช้ความสามารถหรือแรงงานมากนักเมื่อเทียบกับเงินที่ได้รับ แต่คนเหล่านั้นมองไม่เห็นว่า เหล่าดาราคือคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว (เราถึงได้เรียกว่า “ดารา”) แต่ทุกๆ 1 คนที่ได้เป็นดาราแล้ว จะมีคนอีกหลายพันหรือหมื่นคนที่ยังเป็น “คนธรรมดาที่อยากเป็นดารา” อยู่ ทำงานรายได้น้อยต่างๆ นานา เช่น เป็นเด็กเสิร์ฟในคาเฟ่หรือร้านอาหาร รอเวลาที่จะได้เป็นดารา ซึ่งก็มักเป็นเรื่องของ “โชค” มากกว่า “ฝีมือ” ในการแสดง

ถ้าทั้งโลกมีดารา 10,000 คน ดาราแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยคนละ 100 ล้านบาทต่อปี มี “คนอยากเป็นดารา” 10,000,000 คน มีรายได้เฉลี่ยคนละ 100,000 บาทต่อปี ก็แปลว่าความน่าจะเป็น (probability) ของการเป็นดารา มีเพียง 10,000 ใน 10,000,000 หรือ 0.1% เท่านั้น

มีอาชีพมากมายในโลกนี้ที่ทำรายได้น้อยกว่าดาราหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมากกว่ารายได้ของ “คนอยากเป็นดารา” หลายเท่า แถมยังมีโอกาสในการได้ทำอาชีพนั้นจริงๆ สูงกว่า 0.1% หลายเท่าด้วย เช่น หมอฟัน ขอเพียงแต่อดทนเรียนจนจบ โอกาสที่จะได้เป็นหมอฟันจริงๆ ก็มีสูงมาก อาจจะสูงเกือบ 100% ด้วยซ้ำ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดโลกเราจึงมีคนอยากเป็นหมอฟันน้อยกว่าคนอยากเป็นดารา? คำตอบอยู่ในอคติของผู้อยู่รอด –คนทั่วไปมองเห็นแต่เหล่าดารา มองไม่เห็น “คนอยากเป็นดารา” สิบล้านคนที่เป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ จึงเชื่อว่าโอกาสของตัวเองที่จะได้เป็นดารานั้นไม่ใช่ 0.1% แต่เป็น 50% หรือสูงกว่านั้น

ถึงแม้จะมองเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์และตระหนักในตัวเลข 0.1% คนทั่วไปก็มักจะประเมินโอกาสของ “ตัวเอง” ว่าสูงกว่านั้นมาก เพราะแต่ละคนมักจะปักใจเชื่อว่า “ฉันไม่ใช่คนทั่วไป” เช่น ฉันหน้าตาดีกว่าคนอื่น ฉันแสดงหนังเก่งกว่าคนอื่น ฉันโชคดีกว่าคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ฯลฯ

ตัวอย่างหนึ่งในประเทศไทยที่ผู้เขียนคิดว่าแสดงอคติของผู้อยู่รอดได้ดีมาก คือความนิยมของหมอดู กล่าวคือ เวลาเราไปดูหมอ เรามักจะกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังอย่างตื่นเต้นถ้าเราคิดว่าหมอดูคนนั้น “แม่น” เมื่อได้ยินอย่างนั้น เพื่อนของเราก็อาจจะอยากไปหาหมอดูคนนั้นบ้าง และถ้าเพื่อนของเราคิดว่าหมอดู “แม่น” อย่างที่เราบอก ถึงตอนนี้ทั้งเราและเพื่อนอาจจะคิดว่าหมอดูคนนั้นไม่ได้ฟลุก แต่ดูดวงเก่งจริงๆ และหลังจากนั้นเราก็จะไปบอกเพื่อนคนอื่นๆ ให้ไปหาบ้าง

ถ้าหมอดูไม่แม่น เราคงเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองหรืออย่างมากก็บ่นให้เพื่อนฟังว่าเสียดายเงิน ไม่ตื่นเต้นพอที่จะไปโพนทะนาให้ใครฟังในวงกว้าง

“กรณีที่ดูแม่น” ของหมอดูจึงกลายเป็นข่าว ในขณะที่ “กรณีที่ดูไม่แม่น” ไม่เป็นข่าว ทั้งๆ ที่กรณีหลังอาจมีมากกว่ากรณีแรกหลายสิบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า “ความแม่น” ของหมอดูอาจไม่ได้เกิดจากฝีมือหรือสัมผัสที่หกอะไรทั้งนั้น แต่โชคช่วยให้บังเอิญพูด “ถูก” มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของหมอดูส่วนใหญ่ที่คนว่า “แม่น” ในเมืองไทย ก็มีเค้าว่าจะเกิดขึ้นจากการกระจายข่าวปากต่อปากของกรณีที่คนคิดว่า “แม่น” ต่างๆ ในขณะที่ไม่มีใครนอกจากตัวหมอดูเองเคยรู้ (หรือสนใจจะรู้) ว่า อัตราความแม่น (หมายถึง จำนวนคนที่บอกว่า “แม่น” ต่อจำนวนลูกค้าทั้งหมดของหมอดู) นั้นเป็นเช่นใด เพราะไม่มีใครรู้จำนวนลูกค้าทั้งหมดที่หมอดูเคยให้บริการ

สมมุติว่าหมอดูเคยดูดวงให้ลูกค้า 100 คน ในจำนวนนี้ 5 คนเชื่อว่า “แม่น” และคนเหล่านี้ทุกคนจึงไปโฆษณาด้วยความตื่นเต้นให้คนอื่นมาใช้บริการ ถึงแม้ว่าสถิติความแม่นของหมอดูคนนี้จะมีเพียง 5/100 = 5% (ซึ่งเป็นระดับต่ำจนสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่า “พูดมั่วๆ ก็ได้แค่นี้แล้ว”) แต่ถ้าในลูกค้าผู้โชคดี 5 คนนั้นแต่ละคนสามารถโน้มน้าวให้คนอีก 20 คนมาใช้บริการ หมอดูคนนั้นก็จะมีลูกค้าใหม่ถึง 5 x 20 = 100 คน เท่ากับเมื่อก่อน แปลว่าน่าจะรักษาชื่อเสียงว่า “ดูแม่น” ได้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครสงสัยหรือระแคะระคายว่าความสำเร็จของหมอดูอาจมาจากโชคล้วนๆ

เนื่องจากหมอดูได้เงินจากคนที่มาดูดวงไม่ว่าจะดูแม่นหรือไม่แม่น ไม่ใช่ได้เงินจากคนที่บอกว่าแม่นกลุ่มเดียว หมอดูจึงไม่ต้องสนใจว่าดูแม่นหรือเปล่า ขอให้ได้เงินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมก็คงจะดีใจแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หมอดูคนไหนที่อยากยืนยันความ “แม่น” ของตัวเองจริงๆ ก็น่าจะกล้าเก็บสถิติความแม่นและประกาศสถิตินั้นให้ลูกค้าใหม่ได้รับรู้!

ใน Fooled by Randomness ตาเลบชี้ให้เห็นว่า โลกธุรกิจและตลาดการเงิน ซึ่งเป็นโลกที่มีโชคเป็นองค์ประกอบสำคัญ เป็นพื้นที่หนึ่งที่อคติของผู้อยู่รอดมีให้เราเห็นมากมาย อคตินี้ทำให้นักลงทุน ผู้จัดการกองทุน และผู้บริหารของบริษัทต่างๆ สำคัญตัวผิดว่าเป็นอัจฉริยะ ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจเป็นเพียง “ผู้โชคดี” เท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงคือ ทุกคนสามารถทำกำไรในตลาดการเงินเพียงเพราะโชคช่วยเท่านั้น

ตาเลบยกตัวอย่างอคติของผู้อยู่รอดในตลาดการเงินดังนี้: สมมุติว่ามีผู้จัดการกองทุน 10,000 คนที่ไม่มีทักษะใดๆ ทั้งสิ้น ความสำเร็จของพวกเขาขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ ในแต่ละปี ผู้จัดการเหล่านี้ครึ่งหนึ่งจะเป็นผู้ชนะ อีกครึ่งหนึ่งจะเป็นผู้แพ้ ตัดสินด้วยการโยนเหรียญ (เช่น ออกหัวชนะ ออกก้อยแพ้) ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดปีแรก ผู้จัดการกองทุน 5,000 คนที่เป็นฝ่ายแพ้จะถูกไล่ออก เมื่อจบปีที่ 2 ก็โยนเหรียญอีกครั้ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 5 เราก็จะมีผู้จัดการกองทุน 313 คนที่ “ชนะ” มาตลอดทั้งห้าปี

ตาเลบบอกให้เราลองจินตนาการว่า หนังสือพิมพ์และนักวิเคราะห์หุ้นจะชื่นชมผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชนะอย่างไร เขาคงได้รับคำชมว่า “…มีสไตล์การลงทุนที่สุดยอด มันสมองปราดเปรื่อง …นักวิเคราะห์บางคนอาจบอกด้วยว่าความสำเร็จของพวกเขามาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก”

ทีนี้สมมุติว่าในปีที่ 6 ผู้จัดการคนนั้นกลายเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์และนักวิเคราะห์ “จะเริ่มอธิบายว่านั่นเป็นเพราะวินัยในการทำงานของเขาหย่อนยานลง หรือวิถีชีวิตของเขาเริ่มฟุ้งเฟ้อมากเกินไปจนไม่สนใจงาน พวกเขาจะพยายามหาอะไรสักอย่างที่ผู้จัดการคนนี้เคยทำก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ และบอกว่านั่นคือสาเหตุของความล้มเหลว ในขณะที่เหตุผลที่แท้จริงคือ โชคของเขาหมดแล้วก็เท่านั้น”

ปัญหาคือผู้ชนะในเกมนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า พวกเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมพอที่จะรักษาความสำเร็จนั้นไปได้เรื่อยๆ หลายครั้งพวกเขาเอาเงินของคนอื่นไปลงทุน ไม่ใช่เงินของตัวเอง ปัญหาความสับสนระหว่าง “โชค” กับ “ความสามารถ” เป็น “โรคระบาด” ชนิดหนึ่งที่แพร่ไปในตลาดการเงินทุกแห่งในโลก โดยเฉพาะนักค้าหุ้น ตราสารหนี้ และตราสารอนุพันธ์ ซึ่งหลายคนประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับ (เรียกว่า “blow up” หรือ “ระเบิด” ในสำนวนการเงิน) หลังจากที่เพิ่งทำกำไรได้มหาศาลไปไม่ทันไร กรณีตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การ “ระเบิด” ของกองทุนเก็งกำไรระยะสั้น (hedge fund) ชื่อ Long-Term Capital Management (LTCM) ซึ่งมีนักการเงินระดับ “ซูเปอร์สตาร์” ร่วมเป็นผู้บริหารมากที่สุดในโลก รวมทั้ง “พ่อมดการเงิน” รางวัลโนเบลสองคนคือ ไมรอน โชลส์ (Myron Scholes) และโรเบิร์ต เมอร์ตัน (Robert Merton) การล่มสลายของ LTCM ในปี ค.ศ. 1998 ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ต้องยื่นมือเข้าแทรกแซงด้วยการจัดเงินกู้มูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่ความเสียหายจะทำให้ระบบการเงินโลกเป็นอัมพาตไปด้วย

ธรรมชาติมนุษย์กับความน่าจะเป็น

กฎธรรมชาติเรื่องความน่าจะเป็นสอนเราว่า มีเหตุการณ์มากมายนับไม่ถ้วนที่อาจเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่ความน่าจะเป็นไม่ใช่ศูนย์ แม้ว่ามันจะเป็นตัวเลขที่น้อยมากๆ เช่น ถ้าจับเอาลิงตัวหนึ่งมานั่งอยู่หน้าเครื่องพิมพ์ดีด ให้มันเคาะแป้นแบบส่งเดชไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งลิงตัวนี้อาจพิมพ์ตัวหนังสือที่เรียงต่อกันเป็นนิยายอมตะเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ก็ได้

เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดไม่ได้ แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว เรามักจะมองหาสาเหตุอื่นที่ฟังดูดีกว่า “กฎความน่าจะเป็น” ในกรณีของลิงพิมพ์ดีด เราอยากจะเชื่อว่า นี่ต้องเป็นลิงอัจฉริยะ หรือยาขอบกลับชาติมาเกิดเป็นลิง มากกว่าจะคิดว่านี่เป็นความบังเอิญอย่างที่มันเป็นจริงๆ

นั่นเป็นเพราะนอกจากมนุษย์เราจะมีอคติของผู้อยู่รอด และมักประเมินบทบาทของโชคในความสำเร็จของเราต่ำเกินจริง (และประเมินบทบาทของความสามารถส่วนตัวสูงเกินจริง) ธรรมชาติของมนุษย์ยังมีปัญหาใหญ่อีกสองประการเกี่ยวกับเหตุผล ความเสี่ยง และความน่าจะเป็น ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกเกี่ยวกับเงินด้วย กล่าวคือ:

1. เรามักจะมองหา “ความเป็นเหตุเป็นผล” (causality) มากเกินจริง โดยเฉพาะในสิ่งบังเอิญที่ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลเลยแม้แต่น้อย เช่น เชื่อว่าลิงเป็นยาขอบกลับชาติมาเกิด หรือเชื่อว่าพระเจ้าปรากฏโฉมให้เราเห็นในก้อนเมฆ แทนที่จะคิดว่าเมฆบังเอิญเรียงตัวกันเป็นหน้าชายแก่ที่ดูเหมือนรูปของพระเจ้าที่เคยเห็นในหนังสือเรียน

2. เรามักจะมองโลกว่ามัน “อธิบายได้” (explainable) คิดว่าอดีตเป็นเครื่องทำนายอนาคตได้ดีที่สุดในหลายๆ กรณี (เช่น ดัชนีตลาดหุ้น) ทั้งๆ ที่เหตุการณ์หลายอย่างไม่มีเหตุผล เป็นเพียงผลจากความบังเอิญล้วนๆ และอดีตก็ใช้เป็นเครื่องทำนายไม่ได้

พฤติกรรมของนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้นเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง เบอร์ตัน มัลคีล (Burton Malkiel) นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน อธิบายอย่างชัดเจนในหนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง A Random Walk Down Wall Street [3] ว่า วิธีการวิเคราะห์หุ้นด้วยการมองแบบแผนการปรับตัวของราคาในอดีต เพื่อประเมินทิศทางของราคาในอนาคต ที่เรียกว่า “การวิเคราะห์เชิงเทคนิค” (technical analysis) นั้น เป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือประโยชน์เท่าไรนัก มัลคีลใช้วิธีโยนเหรียญ เอาผลที่ออกหัวก้อยไปสร้างกราฟและชี้ให้เห็นว่ากราฟเหล่านี้มี “แบบแผน” (patterns) เหมือนกับแบบแผนที่นักวิเคราะห์เชิงเทคนิคบอกว่าใช้พยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยเชิงวิชาการมากมายชี้ให้เห็นความไร้ประโยชน์ของการวิเคราะห์เชิงเทคนิค นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็ยังเชื่อมั่นในวิธีนี้อยู่นั่นเอง

แต่มัลคีลไม่ได้หยุดการวิเคราะห์ของเขาอยู่แค่นั้น เขาเขียนด้วยว่า “การวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานก็ให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเท่าไร ในแง่ของการส่งมอบผลตอบแทนเหนืออัตราตลาดให้กับนักลงทุน” คำประกาศข้อนี้ของมัลคีลน่ากังวลกว่าคำกล่าวว่าการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะมี “นักลงทุนเน้นมูลค่า” (value investors) จำนวนมากที่ลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลกว่าการมองหาแบบแผนจากกราฟราคาในอดีต พวกเขาลงทุนด้วยการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท แนวโน้มธุรกิจ สภาวะเศรษฐกิจ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม มัลคีลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าราคาหุ้นในอนาคตมักขึ้นอยู่กับ “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” ที่ยากต่อการล่วงรู้ภายหน้า ธุรกิจพลังงานเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่นี้ ในทศวรรษ 1970 หุ้นในธุรกิจนี้พุ่งแรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากมาตรการของโอเปค ต่อมาในทศวรรษ 1980 ก็ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงไม่แพ้กันหลังจากเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เกาะ Three Mile ต่อมาในทศวรรษ 1990 หุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็พุ่งสวนทางอีกรอบหลังรัฐบาลประกาศนโยบายเปิดเสรี และต่อมาในทศวรรษ 2000 ก็กลับไปดิ่งเหวอีกครั้งหนึ่งเมื่อเกิดกรณีล้มละลายของบริษัทเอนรอน (Enron)

ประเด็นสำคัญที่คนมักจะมองข้ามคือ เหตุการณ์บังเอิญเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของทั้งตลาดการเงินและชีวิตมนุษย์ ความจริงที่ว่าอะไรไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้แปลว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้ ก่อนหน้าที่หุ้นดาวโจนส์จะทำสถิติตกถล่มทลายถึง 508 จุด หรือ 23% ในวันเดียวคือ 19 ตุลาคม 1987 ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่แล้วมันก็เกิดขึ้น (สาเหตุที่แท้จริงของ “วันจันทร์ทมิฬ” [Black Monday] ดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่สิ้นสุด แต่นักการเงินส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นผลลัพธ์โดยรวมจากความกลัวว่ารัฐบาลอเมริกันจะประกาศลดค่าเงิน ความกลัวว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นจากความร้อนแรงของเศรษฐกิจอเมริกัน พายุลูกใหญ่ในกรุงลอนดอนในวันศุกร์ก่อนหน้านั้นคือ 16 ตุลาคม [ซึ่งทำให้นักค้าหลักทรัพย์จำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปออฟฟิศเพื่อปิดพอร์ตของตัวเองได้ สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต] ตลอดจนการใช้อนุพันธ์แบบ futures ประกันพอร์ตลงทุน [portfolio insurance] มากเกินไป ทำให้เร่งอัตราการตกของตลาดหุ้นมากกว่าเดิม) และในทำนองเดียวกัน ก่อนหน้าวันที่ 11 กันยายน 2001 ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเครื่องบินสองลำจะทำลายตึกที่สูงที่สุดสองตึกในกรุงนิวยอร์ก

ตาเลบยกตัวอย่างของ “ตรรกะผิดๆ” ทางสถิติที่นักลงทุนจำนวนมากชอบใช้ในกรณีสมมุติสุดล้อเลียนที่ผู้เขียนชอบมากดังต่อไปนี้: “ผมเพิ่งจะวิเคราะห์ชีวิตที่ผ่านมาของท่านประธานาธิบดีบุชจบไปในเชิงสถิตินะครับ ใน 58 ปีที่ผ่านมา ผ่านการสุ่มตัวอย่างกว่า 21,000 ครั้ง ไม่มีวันไหนที่ท่านตายเลย ดังนั้นผมจึงขอประกาศว่า ท่านเป็นอมตะ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่สูงมาก”

openmoney1-2.jpg

ความ “ไร้เหตุผล” ของมนุษย์ ในทฤษฎี Prospect ของคาห์เนมานและเวอร์สกี

สิ่งที่ทำให้ความบกพร่องของสมองเราเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่ในการดำรงชีวิต คือข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่สำคัญๆ ในโลกเราไม่ได้มีความน่าจะเป็นที่สม่ำเสมอ เช่น โอกาส 50:50 เหมือนโอกาสที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อย แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็นแบบ “สุดขั้ว” (skewed distribution) มากกว่า เช่น 99:1 – โอกาส 99 ใน 100 ที่จะได้เงินไม่มาก แต่โอกาส 1 ใน 100 ที่จะต้องสูญเสียเงินออมทั้งหมด

เพื่อให้เราเข้าใจปัญหาของสมองมากขึ้น ลองทำแบบทดสอบต่อไปนี้:

สมมุติว่าดินสอกับปากกามีราคารวมกันสองอย่าง 1.10 บาท ปากกามีราคามากกว่าดินสอ 1 บาท ดินสออย่างเดียวราคาเท่าไหร่? (ถ้าอยากคิดเอง อย่าเพิ่งอ่านบรรทัดต่อไป)

แทบทุกคนคงจะอยากตอบว่า “10 สตางค์” เพราะเราเห็นภาพว่าผลรวมคือ 1.10 บาทนั้นแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 1 บาท และ 10 สตางค์

แต่คำตอบที่ถูกต้องคือ ดินสอมีราคา 5 สตางค์ (ถ้าดินสอราคา 10 สตางค์ ก็เท่ากับว่าปากกาจะต้องมีราคา 0.10 + 1 = 1.10 บาท เพื่อให้แพงกว่าดินสอ 1 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าผลรวมของราคาของทั้งสองอย่างคือ 1.10 บาท ไม่ใช่ 1.10 + 0.10 = 1.20 บาท ดังนั้นดินสอต้องมีราคา 5 สตางค์ และปากกามีราคา 0.05 + 1 = 1.05 บาท จึงจะบวกกันได้ 1.05 + 0.05 = 1.10 บาท ตามโจทย์)

ดาเนียล คาห์เนมาน (Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 จากงานวิจัยของเขาในสาขา Behavioral Finance ร่วมกับ อามอส เวอร์สกี (Amos Tversky) [4] บอกว่าโดยเฉลี่ยคนกว่าครึ่งที่ถูกถามคำถามนี้จะตอบผิดว่า 10 สตางค์ เพราะคนทั่วไปไม่คุ้นเคยกับการใช้ความคิดอย่างจริงจัง คนเรามักจะเชื่อในความคิดชั่ววูบที่ “ฟังเผินๆ เหมือนจะถูก” แวบแรกที่มันแล่นเข้ามาในหัว

คาห์เนมานและเวอร์สกีทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตให้กับการศึกษาพฤติกรรม “ไร้เหตุผล” ของผู้คนในทำนองนี้ พวกเขาพบว่าแม้แต่คนที่ฉลาดเฉลียวคิดเลขเก่งยังมักจะคำนวณหลายเรื่องผิดพลาด และตัดสินใจหลายเรื่องด้วยการใช้ตรรกะผิดๆ ผลงานวิจัยของคาห์เนมานและเวอร์สกีนับเป็นการ “ปฏิวัติ” วงการเศรษฐศาสตร์และการเงินครั้งใหญ่ เพราะแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อในความ “มีเหตุมีผล” (rational) ของมนุษย์ ที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และการเงินกระแสหลักใช้เป็นสมมุติฐานพื้นฐานของทฤษฎีต่างๆ นั้น มีขีดจำกัด ข้อบกพร่อง และปัญหาอะไรบ้าง พวกเขาพบว่า ความไร้เหตุผลของมนุษย์ในหลายแง่มุม เป็น “สันดานธรรมชาติ” ที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น หากเป็นเรื่องปกติที่ธรรมชาติมอบให้

คาห์เนมานและเวอร์สกีพบว่า มนุษย์เราเวลาตัดสินใจเรื่องเงินและเรื่องความเสี่ยง มีหลายสิ่งหลายอย่างในลักษณะของตรรกะที่เราใช้ที่ไม่สอดคล้องกันเลย (inconsistent logic) โดยเฉพาะการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปเมื่อโจทย์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง คาห์เนมานและเวอร์สกีพบว่า คนส่วนใหญ่บอกว่าจะขับรถไปอีกฟากหนึ่งของเมืองเพื่อซื้อเครื่องคิดเลขราคา 15 เหรียญสหรัฐ ที่ถูกกว่าร้านเก่า 5 เหรียญ แต่กลับบอกว่าจะอยู่บ้านเฉยๆ เมื่อถามว่าจะไปอีกฟากหนึ่งเพื่อซื้อเสื้อหนาวราคา 125 เหรียญที่ถูกกว่าร้านเก่า 5 เหรียญหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถเซฟเงินได้ 5 เหรียญเท่ากันในทั้งสองกรณี (ถึงแม้ว่าของสองชิ้นจะมีราคาไม่เท่ากัน)

หนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของคาห์เนมานและเวอร์สกี คือการแสดงให้เห็นว่าทัศนคติและมุมมองของคนต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ “ผลกำไร” อาจไม่เหมือนกับทัศนคติและมุมมองต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ “ผลขาดทุน” ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเสนอระหว่าง ก. ได้เงิน 1,000 เหรียญชัวร์ๆ กับ ข. มีโอกาส 50% ที่จะได้เงิน 2,500 เหรียญ (หมายถึงมีโอกาส 50% ที่จะไม่ได้เงินเลย) คนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ ก. ทั้งๆ ที่ถ้าว่ากันตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว กรณี ข. มีโอกาสจะได้เงิน 50% x $2,500 = $1,250 ซึ่งสูงกว่า ก. การตัดสินใจของคนในกรณีนี้สอดคล้องกับทัศนคติที่เรียกว่า “กลัวความเสี่ยง” (risk aversion) ซึ่งนักการเงินคุ้นเคยดี

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคนกลุ่มเดียวกันได้รับข้อเสนอใหม่ ระหว่าง ก. เสียเงิน 1,000 เหรียญชัวร์ๆ กับ ข. มีโอกาส 50% ที่จะเสียเงิน 2,500 เหรียญ (และ 50% ที่จะไม่เสียเงินเลย) พวกเขากลับเลือกข้อ ข. ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า และสอดคล้องกับทัศนคติที่นักการเงินเรียกว่า “เข้าหาความเสี่ยง” (risk-seeking) คาห์เนมานและเวอร์สกีชี้ว่า ความไม่สอดคล้องของการตัดสินใจในกรณีแบบนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าคนเรา “ไร้เหตุผล” แต่บอกให้เรารู้ว่า เราต้องตระหนักว่าการตัดสินใจของคนนั้นอาจมีลักษณะไม่เสมอภาค (asymmetry) ก็ได้

งานวิจัยของคาห์เนมานและเวอร์สกีบอกเราว่า คนทั่วไปจะอยากได้เงินแบบ “ชัวร์ๆ” คือไม่อยากเสี่ยง แต่จะกล้าเสี่ยงในกรณีที่อาจต้องเสียเงินจำนวนเดียวกันตราบใดที่เห็นโอกาสว่าอาจไม่ต้องเสียเงินเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจแสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับเงินของเรานั้นแตกต่างกันระหว่างกรณี “ได้” กับ “เสีย” อย่างไร คือข้อสังเกตของผู้เขียนว่า ความเสียใจที่เรารู้สึกเมื่อเสียเงินที่มีอยู่แล้ว มักจะมีระดับสูงกว่าความรู้สึกดีใจที่ได้เงินจำนวนเดียวกัน เช่น ถ้าอยู่ดีๆ เราหาแบงก์พันในกระเป๋าไม่เจอ เราอาจจะนอนไม่หลับ กระวนกระวายไปหลายวัน คอยคิดว่าเราจะงดค่าใช้จ่ายอะไรเพื่อชดเชยเงินที่เสียไป แต่ถ้าอยู่ดีๆ เราเก็บแบงก์พันได้จากทางเท้า เราดีใจมากก็จริงแต่ไม่นานก็เลิกดีใจ (อาจจะหลังจากที่เอาแบงก์พันใบนั้นไปเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ)

เรามักจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง สมมุติว่า 10,000 บาท ที่เราได้มาฟรีๆ เช่น เก็บได้ หรือชนะพนันในบ่อน อย่าง “มือเติบ” และไม่คิดมาก ไม่เหมือนเงิน 10,000 บาทที่เราหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ที่ทำให้เราคิดหนักว่าจะบริหารอย่างไร ระหว่างเก็บออมกับใช้จ่าย ทั้งๆ ที่ไม่ว่าเราจะได้เงินนั้นมาอย่างไร มันก็มีค่า 10,000 บาทเท่ากัน ดังนั้นถ้าหากเราทำทุกอย่างด้วยเหตุผลจริงๆ เราก็ไม่ควรใช้เงินในทางที่แตกต่างกันตาม “ที่มา” ของเงิน

การที่เราใช้เงินจำนวนเดียวกันไม่เหมือนกัน ตามแต่ “ที่มา” ของเงิน เป็นหลักฐานอีกข้อหนึ่งที่พิสูจน์ว่า เราไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน

การที่คนอยากได้เงินแบบ “ชัวร์ๆ” มากกว่าเสี่ยง เมื่อมีตัวเลือกสองตัว คือได้ชัวร์กับได้จากการเสี่ยงโชค ไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปไม่ชอบเสี่ยงโชคเลย เพราะในชีวิตจริง ตัวเลือกที่จะได้เงินมาฟรีๆ แบบ “ชัวร์ๆ” นั้นมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย

ตราบใดที่คนยังมีความหวัง ตราบนั้นการเสี่ยงโชคก็ยังจะอยู่คู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปอีกนานเท่านาน ไม่ว่าจะเป็นบ่อน หวย หรือหุ้น และไม่ว่าหวยจะขึ้นมาอยู่บนดินหรือไม่

สิ่งที่ผลักดันนักการพนัน คนเล่นหวย และคนเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรจำนวนนับไม่ถ้วนให้ทุ่มเงินไปเรื่อยๆ กับการเสี่ยงโชค ทั้งๆ ที่เสียเงินไปแล้วมากมาย คือความเชื่อทำนองว่า สักวันโชคจะต้องเข้าข้างฉัน และเมื่อโชคเข้าข้างฉันแล้วครั้งหนึ่ง มันก็ต้องมีครั้งหน้าแน่ๆ ฉะนั้นฉันจะหยุดเล่นทำไม (ยกเว้นโชคจะเข้าข้างอย่างจังจนได้เงินมหาศาลจนไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เช่น ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง แต่ก็เป็นตลกร้ายที่ในบรรดาคนที่โชคดีขนาดนี้ คนจำนวนมากมักบริหารเงินที่ได้แบบ “บุญหล่นทับ” ไม่เป็น จนต้องสูญเสียเงินไปในเวลาไม่นาน ถ้าไม่ถูกญาติๆ และเพื่อนๆ บีบบังคับให้แบ่งให้จนหมด ก็เอาเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในสิ่งที่ไม่เกิดดอกออกผล)

สาเหตุหลักที่ทำให้เจ้ามือในบ่อนพนันรวยกว่าคนเล่น ไม่ใช่เพราะความน่าจะเป็น (odds) ทั้งหลายของเกมแทบทุกเกมเข้าข้างเจ้ามือตั้งแต่แรกอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนเล่นไม่ยอมหยุดเล่นหลังจากที่เสียเงินไปแล้วหลายตาเพื่อหยุดผลขาดทุน (cut loss) แต่กลับทุ่มเงินลงไปอีกเพราะหวังจะเอาทุนคืน ครั้นพอเล่นจนได้กำไรอีกรอบหนึ่งแล้วก็ไม่ยอมหยุดเล่นอีก เพราะคิดว่าตัวเองกำลัง “มือขึ้น” (ถ้าโชคเข้าข้างฉันแล้วครั้งหนึ่ง ก็น่าจะเข้าข้างฉันไปอีกหน่อย) เมื่อคิดอย่างนี้ก็เล่นไปเรื่อยๆ จนกำไรกลายเป็นเท่าทุน กลายเป็นขาดทุน กลายเป็นจุดที่เปลี่ยนเป้าหมายในการเล่นไปเป็นการเล่นต่อเพื่อเอาทุนคืนอีก เป็นวงจรอุบาทว์เรื่อยไปจนหมดหน้าตัก

ความรู้ว่าควรจะ “หยุด” เสี่ยงโชคเมื่อไร เป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเล่นพนันหรือคนเล่นหุ้น เพราะสมองของเราคำนวณความน่าจะเป็นผิดเพี้ยนไปจากความน่าจะเป็นที่แท้จริงมาก มิหนำซ้ำการกระทำเกือบทุกอย่างของเราในชีวิตประจำวันก็ตั้งอยู่บนอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่ใช่หลักตรรกะหรือความมีเหตุมีผล เรามักจะหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำของเรา ภายหลัง (ex post) จากที่ทำมันลงไปแล้ว มากกว่าที่จะคิดตรึกตรองถึงเหตุผลอย่างรอบคอบ ก่อน (ex ante) ที่จะลงมือทำสิ่งนั้นลงไปจริงๆ

ยกตัวอย่างเช่น คนทั่วไปมักเชื่อว่าความเสี่ยงที่จะตายจากเครื่องบินตก มีสูงกว่าความเสี่ยงที่จะตายจากรถชนบนถนน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงจากสถิติกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม (จากสถิติทั่วโลกที่ผ่านมา โอกาสที่คนจะตายจากเครื่องบินตกคือ 1 ใน 250,000 ในขณะที่โอกาสที่คนจะตายจากรถชนคือ 1 ใน 5,000 คือน้อยกว่ากัน 50 เท่า) แต่เรามักจะกลัวการนั่งเครื่องบินมากกว่าการนั่งรถ เพราะเครื่องบินตกเป็นข่าวใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าอุบัติเหตุบนท้องถนน และถึงแม้ว่าโอกาสที่เครื่องบินจะตกมีน้อยกว่าโอกาสที่รถจะชนกันบนถนน โอกาสที่เราจะ รอดชีวิต ในกรณีรถชนนั้นมีสูงกว่ากรณีเครื่องบินตก

กล่าวโดยสรุปคือ สาเหตุหนึ่งที่สมองของเราประเมินความน่าจะเป็นให้เราไม่ค่อยได้ เป็นเพราะมันมองเห็นแต่โอกาส “ชั้นเดียว” เช่น “โอกาสที่จะรอดชีวิต ถ้าสมมุติว่า เกิดเครื่องบินตกหรือรถชนขึ้นแล้ว” ไม่ใช่โอกาส “สองชั้น” ที่อธิบายความเสี่ยงในหลายๆ กรณีได้ครบถ้วนกว่า เช่น “โอกาสที่เครื่องบินจะตกหรือรถจะชน x โอกาสที่จะรอดชีวิต ถ้าสมมุติว่าเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว” (หลักการสถิติง่ายๆ ข้อหนึ่งคือ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ใดก็ตาม มีค่าเท่ากับผลคูณของความน่าจะเป็นของทุกๆ เงื่อนไขที่นำไปสู่เหตุการณ์นั้น เช่น สมมุติถ้าสถิติชี้ว่าไก่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกในอัตรา 1 ใน 100 ตัว และในบรรดาไก่ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกนั้น มีอัตราการตายเท่ากับ 20 ใน 100 ตัว ก็หมายความว่าความน่าจะเป็นของไก่ที่จะ ตาย จากไข้หวัดนกมีค่าเท่ากับ [1/100] x [20/100] = 0.2% หรือเท่ากับ 2 ใน 1,000 ตัว แต่สมองเรามักจะมองเห็นความน่าจะเป็นชั้นเดียว คือเห็นแค่อัตราการตายของไก่ 20 ใน 100 ตัวที่ป่วยเป็นโรค ทำให้ประเมินค่าความน่าจะเป็นสูงกว่าค่าที่แท้จริงคือ 0.2% ไปมาก)

พฤติกรรมของมนุษย์ในบ่อนการพนันเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะบ่อนเป็นสถานที่ซึ่งอาจสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเงินที่เป็น “ธรรมชาติ” (หรือถ้าจะมองในแง่ลบก็อาจเรียกว่า “สันดาน”) ที่สุด เพราะเงินในบ่อนส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่ไม่ต้องออกแรง ขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ และในเมื่อมันเป็นเงินที่ได้มา “ง่ายๆ” (ในแง่ของพลังงานที่ต้องใช้ ไม่ใช่ในแง่ของความน่าจะเป็นว่าสูงหรือต่ำ) คนที่ได้เงินจากบ่อนก็มักจะใช้เงินนั้นอย่าง “ง่ายๆ” ตามไปด้วย เพราะมองว่าเป็นเงิน “ได้เปล่า”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอันใด ที่บ่อนการพนันทุกแห่งในลาสเวกัส “สวรรค์ของนักพนัน” ที่โด่งดังที่สุดในโลก จะเรียงรายด้วยร้านขายสินค้าราคาแพงทุกชนิด ตั้งแต่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ไปจนถึงรถสปอร์ต รอให้นักพนันผู้โชคดีเดินเข้ามาแปลงเงินเป็นสินทรัพย์กลับบ้าน

บางทีปัญหาของเราอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกนี้เป็นโลกที่ไร้เหตุผล หากอยู่ที่มันเป็นโลกที่ เกือบ จะมีเหตุผล แต่บทบาทของโชคและความบังเอิญก็ทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้นทีเดียวนัก ดังที่ จี.เค. เชสเตอร์ตัน (G.K. Chesterton) กล่าวไว้กว่าสองร้อยปีที่แล้วว่า:

“…ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ไร้ตรรกะ แต่มันก็เป็นหลุมพรางสำหรับนักตรรกวิทยาทั้งหลาย มันเพียงแต่ดูเหมือนจะมีเหตุผลอธิบายทางคณิตศาสตร์และมีความสม่ำเสมอมากกว่าที่มันเป็นจริง คุณสมบัติที่มีความแน่นอนนั้นเป็นเรื่องชัดเจน แต่คุณสมบัติที่ไม่แน่นอนนั้นถูกซ่อนเร้น ความผันผวนของชีวิตรอให้เราค้นพบ…” [5]

คอลัมน์นี้ตอนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องของ “หนี้” ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของเงินที่เราคุ้นเคยที่สุด เหตุใดคนเราจึงเป็นหนี้? หนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและไม่จำเป็นจริงหรือ? “ลูกหนี้ดี” กับ “ลูกหนี้เลว” แตกต่างกันอย่างไร? เราจะแยกแยะระหว่าง “เจ้าหนี้ดี” กับ “เจ้าหนี้เลว” ได้ด้วยหรือไม่? ใครเป็นคนกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้? ดอกเบี้ยเท่าไหร่ถึงควรจะเรียกว่า “แพงมหาโหด”? หนี้คนรวยกับหนี้คนจนแตกต่างกันหรือไม่?

โปรดติดตามตอนต่อไป.

เชิงอรรถ
[1] Amartya Sen, Development as Freedom (New York: Knopf, 2000).
[2] Nassim Taleb, Fooled by Randomness (New York: Texere, 2001).
[3] Burton Malkiel, A Random Walk Down Wall Street (New York: W.W. Norton & Company, 1996).
[4] รวบรวมใน Daniel Kahneman, Paul Slovic and Amos Tversky, Judgment Under Uncertainty: Heuristics and Biases (Cambridge: Cambridge University Press, 1982).
[5] G.K. Chesterton, Orthodoxy (1908, หมดอายุลิขสิทธิ์แล้ว สามารถดาวน์โหลดฟรีได้จาก http://www.gutenberg.org/etext/130)

โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์

4 Responses to “เงินกับธรรมชาติมนุษย์”

  1. 1
    ธัญลักษณ์ Says:

    การนำเสนอเรื่องของ “เงิน”ที่ผูกติดอยู่กับความคิดเชิงจำนวนในทางคณิตศาสตร์ เมื่อไปเจอกับวิธีคิดในทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ค่อยแข็งแรง อาจทำให้อ่านบทนี้ได้ค่อนข้างสนุก แต่สังเกตให้ดีๆจะพบว่าเนื้อหาโดยส่วนมากกลับเป็นการนำเสนอปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่มักตกหลุมพรางกับวิธีคิดเชิงจำนวนอันเกิดจากการด้อยทักษะในทางคณิตศาสตร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเสียมากกว่า โดยยกตัวอย่างในเรื่องของจำนวนผ่านสิ่งที่เรียกว่า เงิน
    มีนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งทีเดียวที่สนใจว่าทำไมมนุษย์ถึงสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบจำนวนและตรรกะทางคณิตศาสตร์ได้ แต่เวลาผันให้เป็นคำถามในทำนองปัญหาทางคณิตศาสตร์คนส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่ายาก ทั้งๆที่ตรรกะทางคณิตศาสตร์กับตรรกะในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้นเป็นหลักการอันเดียวกัน(ดูกรณี WASON TEST) หรือนักจิตวิทยาบางคนอย่างเช่น Keith Devlin ถึงขนาดบอกว่ามนุษย์นั้นมี Math Gene เลยทีเดียว กลับมาสู่เนื้อหาในบทความผมจึงมีความรู้สึกว่าสำหรับบทนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาของจำนวนครับ มิใช่จิตวิทยาของเงิน แต่ถ้าหากเราพูดถึงจำนวนแล้วยกตัวอย่างเรื่องของเงิน นั่นก็เป็นเพียงคุณลักษณะหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าเงินเท่านั้น หากลองมองเงินให้กว้างกว่าจำนวนในเชิงคณิตศาสตร์ หรือหากย้อนกลับไปในสังคมบุพกาลที่มีการแยกจำนวนเพียง มีหนึ่งเดียวกับมีจำนวนมาก คำถามคือเราจะอธิบายเงินในเชิงจิตวิทยาในแบบที่เป็นคณิตศาสตร์เชิงจำนวนนี้ได้อย่างไร
    สำหรับผมตอนนี้เท่าที่คิดได้คำอธิบายที่น่าจะคลาสสิกในเชิงจิตวิทยาสำหรับ เงิน ก็คือเงิน คือสิ่งที่เป็นความมั่นคงในการแลกเปลี่ยนครับ ตราบใดที่สิ่งที่คุณครอบครองมีความมั่นคงในการแลกเปลี่ยนได้นั่นแหละคือจิตวิญญาณและสารัตถะของเงิน ดังนั้นเศรษฐกิจมนุษย์ในเชิงจิตวิทยาแล้ว แสวงหาความมั่นคงในการแลกเปลี่ยน เขาถือครองศักยภาพในการแลกเปลี่ยนนี่คือความหมายของเงินตรา ทั้งนี้เรายังไม่ได้พูดถึงว่าความมั่นคงในการแลกเปลี่ยนนั้นเกิดจากกลไกอะไรบ้างซึ่งอาจมีจากปัจจัยในเชิงจิตวิทยานั้นเองก็ส่วนหนึ่ง รัฐเองก็ส่วนหนึ่ง ความเป็นสถาบันก็ส่วนหนึ่ง ขอร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ก่อนครับ อันที่จริงก็น่าจะรออ่านตอนต่อไปก่อนแต่เห็นกำลังจะไปในอีกหัวข้อ เลยขอแสดงความเห็นก่อนก็แล้วกันครับ ขอสารภาพด้วยความจริงใจว่าเขียนแล้วอ่านได้สนุกมาก

  2. 2
    สฤณี อาชวานันทกุล Says:

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆ ค่ะ ยอมรับว่าไปๆ มาๆ กลายเป็นเขียนเรื่องจิตวิทยาของจำนวนมากกว่าเงิน แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ในสาขา behavioral finance ก็ยึดโยงอยู่กับประเด็นความสามารถในการคิดเลข คำนวณความน่าจะเป็น ฯลฯ ของสมองคนจริงๆ เพราะมันเป็นทักษะพื้นฐานที่่ส่งผลต่่อพฤติกรรมเกี่ยวกับเงิน อีกส่วนก็คงอย่่างที่คุณว่า “จำนวน” กับ “เงิน” แยกจากกันไม่ได้ และยิ่งเงินเป็นเรื่อง abstract มากขึ้นเืท่าไหร่ (เช่น ตัวเลขในบัญชี ไม่ใช่ธนบัตรที่จับต้องได้) จิตวิทยาของเงินก็อาจจะใกล้เีคียงกับจิตวิทยาของจำนวนมาก (ต่างกันหลักๆ ตรงที่เรารู้สึก “ผูกพัน” กับจำนวนที่เป็นเงินมากกว่า)

    ถ้ามีโอกาสเขียนขยายความเรื่องนี้อีก จะพยายามเพิ่มเติมเรื่องจิตวิทยาของเงินจริงๆ ไม่เกี่ยวกับจำนวน (เช่น “ความรู้สึกมั่นคงในการแลกเปลี่ยน”) ให้มากกว่านี้ แต่คิดว่าเรื่องนั้นไม่สนุกเท่ากับเรื่องเลขๆ เนี่ยค่ะ เพราะถ้าว่ากันตามจริง ใครๆ เมื่อมีเงินก็ย่อมอยากให้มันอยู่กับตัวหรืองอกเงย ไม่ว่าโครงสร้างสถาบัน ฯลฯ จะเป็นยังไง ถ้าัฝังเงินใส่ตุ่มเก็บไว้หลังบ้านก็คงมั่นคงพอแล้ว :D (อันนี้เขียนเล่นๆ นะคะ)

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเห็นและข้อติชม :)

  3. 3
    ธนาพล Says:

    ขอบคุณสำหรับความเห็นดี ๆ จากคุณธัญลักษณ์ ครับ
    ขอแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจคณิตศาสตร์ คุณธัญลักษณ์เป็นผู้ก่อตั้ง
    นิตยสาร MY MATHS

    ซึ่งเป็นนิตยสารรายเดือน วางแผงฉบับแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2548 เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้มีใจรักคณิตศาสตร์ ต้องการ
    เห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่อุดมด้วยปัญญา เพิ่มจำนวนผู้รักคณิตศาสตร์ไปสู่จุดเท่าที่มันควรจะมี

    เข้าไปเยี่ยมเยือนได้

    http://mymathsmag.net/home.html

  4. 4
    Prometheus Says:

    เขียนได้น่าอ่านดีครับ

Leave a Reply