February 16, 2008

พม่า : การปฏิวัติด้วยชายจีวร?

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี

11.jpg

ณ ใจกลางกรุงย่างกุ้ง ตอนบ่ายของวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 เกือบจะไม่มีใครทันสังเกตเห็นอองถั่น ชายวัย 61 ปี ยืนถือโปสเตอร์แผ่นหนึ่งอยู่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อบอกว่าเขาอยากจะออกไปจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแห่งนี้เสียเหลือเกิน อยากให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและอยากจะกำจัดเผด็จการให้พ้นไปเสียที เขายืนอยู่ได้ไม่นานก็ถูกรวบตัวไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลทหารพม่าพยายามจะปิดปากเขา เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนของปี 2007 เขาถูกจับใกล้ตลาดเต็งยีในกรุงย่างกุ้ง หลังจากเปิดการประท้วงเดี่ยวในบริเวณนั้น แต่ไม่นานหลังได้รับการปล่อยตัว เขาก็ทำอย่างเดิมอีก เขาไม่เคยหลาบจำ ความจริงในปี 2004 เขาเคยถูกจับเพราะการประท้วงเดี่ยวแบบนี้มาแล้ว ตอนนั้นถูกคุมขังถึง 2 ปี พอได้รับการปล่อยตัวออกมาก็ทำอย่างเดิมอีก

อองถั่นไม่ใช่คนบ้า และเขาก็ไม่ใช่คนเดียวในประเทศนี้ที่มีความรู้สึกคับข้องใจกับระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ทั้งทนอยู่กับความอดอยากยากจนอันเกิดจากฝีมือบริหารทางเศรษฐกิจที่ไม่เอาไหนของคณะทหารไม่ไหว ประชาชนชาวพม่าคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน บ้างก็ทำแบบเดียวกับเขา บ้างก็ไปรวมกลุ่มกันแสดงออกถึงความไม่พอใจ

วันเดียวกันนั้น ประชาชนกลุ่มหนึ่งประมาณ 30 คน ก่อการประท้วงที่ดาโกนใต้ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงย่างกุ้ง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันถึงเท่าตัวและราคาก๊าซรวดเดียว 5 เท่า การประท้วงไม่ได้จบแบบสวยงาม เพราะนายอำเภอเมืองนี้เกณฑ์ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งในการจัดตั้งของรัฐบาลออกมาปะทะจนแตกกระเจิงไป ผู้ประท้วง 3 คนถูกจับกุม

ขณะที่ในมาเกวทางภาคกลางของประเทศ ประชาชนประมาณ 50 คนรวมตัวชุมนุมกันอย่างสงบ คราวนี้มีคนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสำคัญของพม่าเข้าร่วมด้วย ไม่มีใครขัดขวางการชุมนุมที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะเลิกรากันไปและนัดชุมนุมใหม่ในวันต่อมาและถัดๆ มา นับแต่นั้นเป็นต้นมาการชุมนุมประท้วงในระดับ 10-20 คนก็เกิดขึ้นในหลายที่ไม่ว่าจะเป็นในกรุงย่างกุ้ง ทางภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันตก และที่อื่นๆ เกือบจะทั่วประเทศ มีการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง กับประชาชนในการจัดตั้งของรัฐบาลบ้าง และผู้ประท้วงถูกจับกุมไปคราวละ 10 คนบ้าง 20 คนบ้าง สื่อมวลชนรายงานข่าวกะปริดกะปรอยพอให้ได้ทราบบ้างในหมู่คนที่สนใจประเทศนี้เป็นการเฉพาะ

ไม่เฉพาะประชาชนคนธรรมดาเท่านั้นที่รู้สึกคับข้องใจกับความเป็นอยู่ของตัวเองภายใต้ระบอบการปกครองของรัฐบาลทหารพม่ามาเป็นเวลานาน หากแต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ทนไม่ได้เหมือนกัน ห้าวันหลังจากที่ประชาชนในย่างกุ้งและในเมืองอื่นๆ ทยอยกันออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน มีคนเห็นพระสงฆ์ประมาณ 200 รูปออกมาเดินประท้วงด้วยอาการสงบในเมืองซิตตเว รัฐอาระกัน ทางภาคตะวันตกของประเทศ บรรดาพระสงฆ์พากันเดินประท้วงอยู่ 2-3 ชั่วโมงในเมืองนั้นก่อนจะสลายตัวไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พระสงฆ์ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ก่อนที่เราจะเห็นพระสงฆ์จำนวนหลายพันรูปปรากฏตัวในการประท้วงในกรุงย่างกุ้งและเมืองอื่นๆ ในช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายน 2007 พระสงฆ์พากันออกมาเดินแถวสวดมนต์ตามท้องถนนพร้อมประกาศคว่ำบาตรไม่รับบิณฑบาตจากทหาร กระทั่งเหตุการณ์บานปลายนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายอย่างน้อยเท่าที่ตัวเลขทางการยอมรับจำนวน 15 คน (รวมทั้งผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น) และถูกจับกุมอีกประมาณ 3,000 คน ส่งผลให้ปัญหาพม่ากลายเป็นประเด็นที่ชาวโลกพูดถึงอย่างเร่งด่วน

22.jpg

ขบวนประท้วงรัฐบาลทหารพม่านำโดยพระสงฆ์เมื่อเดือนกันยายน 2007 ก่อนจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ขึ้นราคาเชื้อเพลิง ปะทุเชื้อไฟ

การลุกฮือประท้วงของพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าในคราวนี้ทำให้เกิดคำถาม 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกเป็นประเด็นเล็กๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนประเด็นที่สองซึ่งใหญ่กว่าและอธิบายยากกว่าเพราะมีปัญหาพ่วงมาอีกมากมาย นั่นคือเมื่อมีการประท้วงแล้วอนาคตทางการเมืองของพม่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร มีหนทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้าง และสุดท้ายประเทศนี้มีความหวังจะหลุดพ้นไปจากการครอบงำของเผด็จการทหารได้หรือไม่ เพียงใด

ในประเด็นแรก การประท้วงคราวนี้ปะทุขึ้นมาได้อย่างไร มีคำตอบง่ายๆ ที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไรนัก เพราะดูง่ายไป นั่นคือเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซหลายเท่าตัวในคราวเดียว ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนนำไปสู่การลุกฮือ แม้ว่าคำตอบจะฟังดูง่ายๆ ทื่อๆ อย่างนั้น แต่ก็มีคนยอมรับเหตุผลนี้ไม่น้อย เนื่องเพราะหากมองจากแง่มุมประวัติศาสตร์ ประเด็นทางเศรษฐกิจเคยเป็นปัญหาทางการเมืองในพม่ามาแล้ว ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือเมื่อ 20 ปีก่อน ในวันที่ 5 กันยายน 1987 เมื่อประชาชนพม่าทั้งมวลตื่นมาพบว่าเงินจั๊ตที่เก็บสะสมมานานกลายเป็นเศษกระดาษที่มีค่าไม่ต่างอะไรกับแบงก์กงเต๊ก เพราะรัฐบาลนายพลเนวินในสมัยนั้นประกาศยกเลิกธนบัตรฉบับราคา 25, 35 และ 75 จั๊ตเสียเฉยๆ นัยว่าเป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงในเวลานั้น ลำพังการประกาศเปลี่ยนแปลงทางการเงินคงไม่ส่งผลอะไรมากนักหากว่ารัฐบาลยอมชดใช้เงินตามจำนวนเดิม แต่นี่กลับยกเลิกไปเสียเฉยๆ โดยไม่มีการชดเชย ปัญหาคือธนบัตรทั้งสามชนิดนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากแต่หมุนเวียนในตลาดเงินพม่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญประชาชนพม่าต่างพากันเก็บเงินสดไว้กับตัว ไม่ได้เอาไปฝากธนาคารก็เลยพากันเดือดร้อนอย่างหนัก [1]

นักศึกษาเป็นกลุ่มแรกที่แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจนโยบายของรัฐบาล เพราะเงินทองที่พ่อแม่ส่งเสียมาเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในการศึกษาของพวกเขาพลอยอันตรธานหายไปในพริบตาเหมือนกัน ประกอบกับเดือนกันยายนนั้นครบกำหนดที่นักศึกษาต้องจ่ายค่าเทอมพอดี ปรากฏว่าในตอนนั้นมีนักศึกษาประมาณ 500-1,000 คนก่อเหตุจลาจล พากันทำลายข้าวของตามร้านรวงต่างๆ ในกรุงย่างกุ้งและเมืองใหญ่ ในเวลานั้นร้านค้าส่วนใหญ่ก็เป็นร้านของรัฐ และนั่นนับเป็นการจุดเชื้อความไม่พอใจแก่รัฐบาลทหารพม่า ก่อนจะพัฒนามาเป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ในอีก 1 ปีถัดมา เพราะบรรดานักศึกษาที่ไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ได้พากันก่อเหตุแบบเดียวกันหลายครั้ง รัฐบาลทหารพม่าก็เที่ยวไล่จับบรรดานักศึกษากลุ่มต่างๆ แต่จุดพลาดสำคัญในปีนั้นอยู่ตรงที่รัฐบาลทหารพม่ามองทุกเรื่องเป็นการเมืองไปเสียหมด แม้แต่การทะเลาะวิวาทเล็กๆ น้อยๆ ก็เห็นเป็นเรื่องการเมือง นั่นคือมีการจับกุมนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ก่อเหตุวิวาทกันที่ร้านน้ำชาในกรุงย่างกุ้ง ความจริงต้นเหตุของมันมาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ เพราะนักศึกษากลุ่มนี้ไปนั่งในร้านน้ำชาหน้าวิทยาลัยเทคนิคย่างกุ้ง ร้านนั้นก็บังเอิญชื่อ ซานดาวิน ซึ่งพ้องกับชื่อลูกสาวเนวิน (ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน) นักศึกษากลุ่มนั้นเอาเทปคาสเซตต์ ของ ชาย ตีเส่ง ซึ่งเป็นนักร้องเพลงเพื่อชีวิต เทียบกับยุคก่อนก็ บ๊อบ ดีแลน ของพม่า หรือไม่ก็หงา คาราวาน แห่งพม่าอะไรทำนองนั้นไปเปิด แต่พอดีว่าคนอื่นๆ ในร้านที่สูงวัยกว่าไม่ชอบเพลงแนวนี้ก็เลยทะเลาะกัน ตำรวจมาถึงก็จับไปขังคุกอินเส่งทันที นักศึกษาคนอื่นๆ ในวิทยาลัยเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็เลยตามไปประท้วง เกิดปะทะกับตำรวจปราบจลาจลซึ่งใช้กระสุนจริงยิงนักศึกษาที่มีเพียงมือเปล่า

มองในแง่นี้ คำอธิบายเรื่องความคับข้องใจทางเศรษฐกิจก็มีน้ำหนักอยู่มาก เพราะประชาชนชาวพม่าอยู่อย่างแร้นแค้นมานาน แต่ความแร้นแค้นในทางเศรษฐกิจอาจจะไม่แปรเป็นพลังในการต่อต้านรัฐบาลก็ได้หากไม่ผสมปนเปกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลทหารในการจัดการเศรษฐกิจที่ประกอบเข้ากับการไม่ยอมรับความล้มเหลวของตัวเองอีก ตัวเลขในรายงานทางเศรษฐกิจของพม่าที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) นำมาอ้างอิงต่อในรายงานประจำปี 2007 แสดงอย่างโอ้อวดว่า เศรษฐกิจพม่าเมื่อวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แล้วขยายตัวมากถึง 13.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006 การขยายตัวดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างมากในภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และพลังงาน [2] ซึ่งการให้ภาพทางเศรษฐกิจจากรายงานของรัฐบาลนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่อย่างมาก

รัฐบาลใดๆ อาจจะประสบความสำเร็จและเอาตัวรอดได้ด้วยการโกหกพกลมทางการเมือง แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่โกหกและปิดบังซ่อนเร้นได้ยาก เพราะสภาพที่แท้จริงมันฟ้อง รัฐบาลจะพูดว่าเศรษฐกิจดีอยู่ได้อย่างไรเมื่อประชาชนส่วนใหญ่อดอยาก ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลทหารพม่ามีปัญหาอย่างยิ่งในการเฉลี่ยกระจายทรัพยากร เป็นความจริงที่ว่าภาคการผลิตบางภาคส่วนของพม่า โดยเฉพาะภาคพลังงานขยายตัวอย่างมาก แต่ความมั่งคั่งเช่นว่านั้นไม่เคยตกถึงมือประชาชนเลย

ในเร็วๆ นี้จีนจะจ่ายเงินให้พม่าเป็นจำนวนทั้งสิ้น 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับค่าเช่าพื้นที่วางท่อส่งแก๊ส และน้ำมันข้ามประเทศจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเข้าสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แน่นอนว่าจีนคงจะไม่จ่ายให้พม่าทั้งหมดงวดเดียว แต่รับประกันได้ว่ารัฐบาลทหารพม่าจะได้รับเงินอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งก็นับว่ามากโขทีเดียว

เงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเช่าวางท่อแก๊สและน้ำมัน 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกเป็นค่าเช่าวางท่อแก๊สซึ่งต่อมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเพื่อผ่านดินแดนพม่าส่งเข้าไปจีน อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าเช่าพื้นที่วางท่อแก๊สเพื่อลำเลียงแก๊สจากอ่าวเมาะตะมะของพม่าเอง ซึ่งหมายความว่าจีนจะซื้อแก๊สจากพม่าด้วย โดยเฉพาะจากแหล่งแก๊สที่ชื่อว่า Shwe ที่คาดว่ามีปริมาณสำรองอยู่ค่อนข้างมาก

เงินค่าธรรมเนียมการให้เช่าพื้นที่วางท่อแก๊สนั้นจะว่ามากก็มาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับมูลค่าแก๊สทั้งหมดของพม่าก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เฉพาะแหล่ง Shwe แหล่งเดียวนั้นคาดว่าน่าจะทำเงินให้พม่าไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จะมากหรือน้อยกว่านี้เท่าใดก็ขึ้นอยู่กับว่าทางการพม่าสามารถต่อรองค่าภาคหลวงและค่าสัมปทานได้เท่าไหร่) ยิ่งไปกว่านั้น การที่ราคาแก๊สในตลาดโลกกำลังพุ่งขึ้นสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็น่าจะทำให้รัฐบาลทหารพม่าสามารถหารายได้จากการนี้ได้มากกว่านี้อีก เพราะในแหล่ง Shwe ที่กล่าวถึงนั้นคาดว่าจะมีปริมาณแก๊สสำรองทั้งสิ้น 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้แล้วพม่ายังมีสัญญาขายแก๊สให้กับไทยในมูลค่าอีกประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยไทยนำเข้าแก๊สจากพม่าในปริมาณ 32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันเพื่อป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าราชบุรี ความจริงพม่ายังมีสัญญาซื้อขายแก๊สกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์และมาเลเซีย

ธุรกิจและอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่พม่ากำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า ประเทศนี้ร่ำรวยทรัพยากรและมีโอกาสจะหารายได้จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มหาศาล แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่น่าประหลาดว่า ประชาชนพม่ายังคงยากจนอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของทรัพยากรที่มี และเมื่อพิจารณาต่อไปก็ยิ่งพบความน่าประหลาดมากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่พม่ามีแหล่งพลังงานใหญ่โตมหาศาลที่สามารถส่งไปป้อนโรงงานไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านให้สว่างไสวได้ แต่ในประเทศตัวเองกลับมีไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ในกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่า ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศกลับมีไฟฟ้าใช้กันวันหนึ่งๆ แค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น

ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ มีรายงานเชิงเปรียบเทียบออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในขณะที่เมืองเนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ที่อยู่ใจกลางของประเทศมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนหนทางมีไฟฟ้าส่องสว่างอยู่ตลอดทุกค่ำคืน แม้ว่าเมืองใหม่จะไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งบนถนนสักเท่าใดก็ตาม แถมตามอาคารของกระทรวงและหน่วยงานของรัฐต่างๆ ก็มีไฟฟ้าประดับประดาส่องสว่าง ผิดกับที่ย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศซึ่งยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญ แต่กลับไม่มีไฟฟ้าให้ใช้อย่างเพียงพอเลย และประชาชนที่นั่นก็กำลังประสบกับความทุกข์ระทม

ในบรรดานักเศรษฐกิจกำหนด (economic determinism) อาจจะพึงพอใจกับคำอธิบายเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจข้างต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีประเด็นอื่นที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดการลุกฮือเที่ยวนี้อีก นั่นคือ ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เพราะหลายกลุ่มหลายคณะที่มีส่วนร่วมในการประท้วงรัฐบาลทหารในห้วงเดือนสิงหาคมและกันยายน 2007 ล้วนแล้วแต่เคยมีประสบการณ์ผ่านการประท้วงใหญ่ในเดือนสิงหาคม 1988 หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองพม่าและบรรดานักเคลื่อนไหวว่าเป็นคนในรุ่น 8888 (การเคลื่อนไหวในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988) บรรดาคนที่มีส่วนร่วมในการประท้วงในกรุงย่างกุ้งมาตั้งแต่ต้น เช่น ซู ซู นวย, มีมี, นิลา เต็ง และเทกวย ล้วนแล้วแต่เป็นคนในรุ่นนั้นทั้งสิ้น [3] แม้ว่านักศึกษาในรุ่นนั้นจำนวนไม่น้อยจะหนีออกนอกประเทศหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ในปีนั้น แต่ก็อีกไม่น้อยเช่นกันที่ปัจจุบันเข้าสู่วัยฉกรรจ์และยังเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศพม่า

ยิ่งกว่านั้น กลุ่มพระสงฆ์ที่มีส่วนสำคัญในการลุกฮือประท้วงครั้งนี้ ยังเป็นกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนาน ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเมื่อครั้งพม่ากำลังก่อร่างสร้างตัวด้วยการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ พระสงฆ์เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ พระสงฆ์รูปที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์พม่าคือ อู โอตตามะ ที่จีวรร้อนตั้งแต่อังกฤษบุกยึดมัณฑะเลย์ ก่อนจะแหกผ้าเหลืองออกมารวบรวมไพร่พลต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษตั้งแต่ปี 1886 ในการต่อสู้คราวหนึ่งโอตตามะสามารถรวบรวมกำลังพลได้มากถึง 5,000 คน [4] บุกยึดฐานที่มั่นของกองทัพอังกฤษได้ก่อนที่จะถูกจับกุมและถูกลงโทษด้วยการแขวนคอในปี 1889 กระนั้นก็ได้ทิ้งตำนานการต่อสู้เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่นักบวชรุ่นหลัง ตัวอย่างเช่น พระอู วิสาละ ซึ่งต่อสู้ด้วยการอดอาหารประท้วงเป็นเวลานานถึง 166 วันและถูกจับขังคุกจนมรณภาพในคุกเมื่อปี 1929

หลังจากได้รับเอกราชแล้ว พระสงฆ์และสถาบันพุทธศาสนายังคงมีบทบาทอยู่ในสมัยที่อูนุเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอูนุเองเป็นคนที่มีศรัทธาในศาสนาพุทธและเคยบวชหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยใช้พระสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน

แต่หลังจากการยึดอำนาจของนายพลเนวินในปี 1962 พระสงฆ์และสถาบันสงฆ์ขัดแย้งกับรัฐบาลอย่างสูง เพราะเนวินเองมองว่าพระเป็นกลุ่มการเมืองที่มีพลังมาก และหากพระต่อต้านเขาเสียแล้วจะเป็นเรื่องน่ากลัว ทั้งนี้สิ่งที่เนวินทำไม่ใช่การเอาพระเป็นพวก แต่พยายามจะควบคุมพระโดยการสั่งยุบพุทธสังฆสภาและออกคำสั่งขึ้นทะเบียนพระสงฆ์ทั่วประเทศให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ปรากฏว่าพวกพระพากันต่อต้านคำสั่งนี้จนนำไปสู่การประท้วงในเดือนเมษายน 1965 มีพระถูกจับกุมในคราวนั้น 22 รูป และทำให้กิจกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์พม่าต้องหยุดลง กระทั่งเมื่อปี 1974 เมื่อเกิดการประท้วงอีกครั้งเกี่ยวกับการฝังศพของอูถั่น [5] เนวินสามารถกำราบพระได้อีกครั้งในปี 1980 เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการสังคายนาควบคุมพฤติกรรมพระสงฆ์และเปิดการรณรงค์เพื่อดิสเครดิตพระโดยการกล่าวหาพระดังรูปหนึ่งคือ เต็ง พยู ซายาดอว์ ว่าเสพเมถุนและทำการจับสึกเสีย [6] การรณรงค์เพื่อควบคุมพระสงฆ์นี้มีอยู่ตลอดสมัยการปกครองของเนวินแต่ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

การลุกฮือในปี 1988 นั้นพระสงฆ์เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ มีพระสงฆ์หลายรูปเสียชีวิตระหว่างการประท้วง การปราบปรามพระสงฆ์เป็นไปอย่างโจ่งแจ้งมาก คาดว่ามีพระสงฆ์ประมาณ 300 รูปทั่วประเทศถูกจับสึกและถูกจำคุก วัดหลายแห่งถูกสั่งปิดเพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หลังการปราบปรามประชาชนในเดือนสิงหาคมปีนั้นพวกพระชั้นผู้ใหญ่ในพม่าออกมาแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน แต่ที่ทำให้นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเสียใจมากตอนนั้นคือการที่พวกพระผู้ใหญ่กลับพากันสรรเสริญว่ากองทัพทำถูกแล้วที่ปราบปรามประชาชนและเนวินเป็นผู้ปกครองที่ดี [7]

อย่างไรก็ตาม ขบวนการสงฆ์ก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกภาพอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด เพราะในวันที่ 30 สิงหาคม 1988 ไม่กี่วันหลังการปราบปรามประชาชน พระสงฆ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระรุ่นหนุ่มจำนวนประมาณ 1,500 รูป ออกเดินขบวนรอบๆ กรุงย่างกุ้งและไปรวมตัวกันที่โรงพยาบาลกลางย่างกุ้ง แล้วสวดเมตตาสูตรให้แก่คนงาน นักศึกษาที่เสียชีวิต และพระสงฆ์อีกจำนวนหนึ่งที่มรณภาพและได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ส่วนพระสงฆ์ในเมืองอื่นๆ เช่นมัณฑะเลย์ ต่างพากันประกาศ “ปณิธานโฆษณาการ” คือการคว่ำบาตรไม่รับภัตตาหารและกิจนิมนต์จากคณะทหาร การประกาศในคราวนั้นถือว่าขลังมาก เรื่องที่คนยังจดจำอยู่คือเมื่อตอนที่พลตรีตุนจี ผู้บัญชาการภาคมัณฑะเลย์ (ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ฯ) นิมนต์พระสงฆ์ไปทำบุญหลังเกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาไม่มีพระรูปใดปรากฏตัวในงานนั้นเลย พระบางรูปถือเอาเป็นธุระกระทั่งปัจจุบันว่าจะไม่รับบิณฑบาตจากทหารเพราะว่าคณะสงฆ์ไม่เคยได้รับคำขอโทษหรือการแสดงความเสียใจจากคณะผู้ปกครองอย่างเป็นทางการเลยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

คณะทหารที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันเข้าใจดีถึงพลังของพระสงฆ์ในทางการเมือง และพยายามปฏิบัติต่อพระสงฆ์ทั้งในแง่ปัจเจกและองค์กรสงฆ์ให้ดีกว่าที่เนวินเคยทำ คณะทหารชุดนี้ที่นำโดยพลเอกอาวุโสตันฉ่วยพยายามแสดงให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขาทำหน้าที่ปกป้องพระศาสนามากกว่าผู้ปกครองชุดผ่านๆ มาที่เลื่อมใสในหนทางสังคมนิยมและแสดงความรังเกียจศาสนา กล่าวคือ คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐพม่า (State Peace and Development Council- SPDC) [8] ซึ่งอาศัยจังหวะที่ประชาชนลุกฮือต่อต้านเนวิน เพื่อสถาปนาอำนาจตัวเองขึ้นมานั้นพยายามจะซื้อใจพระสงฆ์ด้วยการทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ มีพระบางส่วนยอมร่วมสังฆกรรมกับคณะทหารแต่บางส่วนก็ไม่ยอม ทำให้ขบวนการสงฆ์ในพม่าปัจจุบันไม่สู้จะเป็นเอกภาพเท่าใดนัก ทว่าเรื่องแบบนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ ขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนมักจะถูกแบ่งแยกแบบนี้เสมอๆ ในส่วนที่ไม่ยอมขายตัวให้กับคณะทหารก็มักจะถูกกล่าวหาเสมอๆ ว่ายืนอยู่ข้างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี แม้ว่าคณะทหารจะไม่ต้องการเห็นพวกฝ่ายค้านกับขบวนการของพระสงฆ์ใกล้ชิดกันเกินไปนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก หลายต่อหลายครั้งในระยะ 20 ปีที่ผ่านมานับแต่คณะทหารชุดปัจจุบันขึ้นสู่อำนาจ พวกนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลหลายคนได้อาศัยเขตขัณฑสีมาของวัดเป็นที่หลบภัยทางการเมืองจากการไล่ล่าของฝ่ายรัฐบาล จนอาจกล่าวได้ว่าพระสงฆ์พม่าไม่เคยเหินห่างจากการเมืองพอๆ กับการที่คณะทหารพม่าไม่เคยคิดจะออกจากการเมืองเช่นกัน เช่นนั้นแล้วการต่อสู้ในปี 2007 นี้อาจมีความต่อเนื่องจากปี 1988 ก็ว่าได้

กล่าวโดยย่นย่อแล้ว วิกฤตการณ์ทางการเมืองในพม่าคราวนี้เกิดขึ้นทั้งจากอัตวิสัยและภววิสัยร่วมกัน กล่าวคือในแง่ของอัตวิสัยนั้นขบวนการต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นประชาชน คนงาน นักศึกษา และแม้แต่พระสงฆ์ ไม่ใช่เพิ่งจะลุกขึ้นมาประท้วงกันในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2007 เท่านั้น แต่มีการสั่งสมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพมานานพอสมควรแล้ว เราสามารถสืบเสาะหาความสัมพันธ์ของการต่อสู้กลับไปได้ตลอดช่วงระยะเวลาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของพม่า อย่างน้อยที่สุดอาจกล่าวได้ว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ยังอยู่ในการต่อสู้ทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษนับแต่การลุกฮือต่อต้านระบอบเนวินและเผชิญกับการปราบปรามอย่างรุนแรงจากคณะทหารในปี 1988

ในทางภววิสัยนั้น เห็นได้ชัดว่าสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นอันเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจของคณะทหาร เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้ประชาชนมองเห็นว่าพวกเขาไม่อาจทนอยู่ภายใต้การบริหารงานของคณะผู้ปกครองทหารชุดนี้ได้อีกต่อไป ยังไม่นับการกดขี่และการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่มีช่องทางจะระบายความคับข้องใจนั้นได้เลย เพราะระบอบการเมืองพม่าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีพรรคการเมืองแต่ก็ไม่มีการเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีแล้วนับแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยได้รับชัยชนะแต่คณะทหารไม่ยอมส่งมอบอำนาจการปกครองให้ เพราะฉะนั้นแรงกดดันทางการเมืองที่มาจากผู้ปกครองจึงตกอยู่บนบ่าของประชาชนทั้งหมด

การลุกฮือเมื่อเดือนสิงหาคมถึงกันยายนปีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ถ้าหากไม่คำนึงถึงภาพบาดตาบาดใจที่พระสงฆ์และประชาชนมือเปล่าถูกทุบตีและฆ่าฟัน ซึ่งนักเคลื่อนไหว (มากกว่าพวกสื่อมวลชน) อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งออกมาให้ดูอย่างชนิดทันทีทันควันแล้ว การเคลื่อนไหวคราวนี้จัดได้ว่าอยู่ในระดับปกติธรรมดา และอยู่ในระดับที่น้อยกว่าปี 1988 ทั้งในแง่ของจำนวนคนเข้าร่วม ความรุนแรงของการปราบปราม และผลของมัน

เมื่อ 20 ปีก่อน การประท้วงที่มีนักศึกษาเป็นหัวหอกและการปราบปรามอย่างรุนแรงทำให้มีคนเสียชีวิตถึง 3,000 คน สร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้อย่างหนึ่งคือ ทำให้ระบอบการปกครองของเนวินที่อยู่มา 26 ปีพังทลายลง แต่ไม่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองพม่ามากมายนัก เพราะคณะปกครองคณะใหม่ที่ขึ้นมาแทนนั้นแทบไม่แตกต่างกันมากในสาระสำคัญ กล่าวคือเป็นทหารเหมือนกัน ผิดกันเล็กน้อยตรงที่ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน เนวินพาประเทศไปในแนวทางสังคมนิยม แต่คณะทหารชุดใหม่ภายใต้การนำของซอหม่องในเวลานั้นและสืบต่อมาเป็นตันฉ่วยในเวลานี้เปลี่ยนมาเป็นแนวทางทุนนิยม แต่ผลที่เกิดขึ้นแทบไม่ต่างกันคือยังคงทำให้พม่าตกอยู่ในความยากจนทั้งคู่

32.jpg

ค้นหาประชาสังคม

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการลุกฮือทางการเมืองของประชาชนพม่าจึงไม่อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรมากไปกว่าเปลี่ยนโฉมหน้าผู้ปกครอง กระทั่งในคราวนี้ก็เช่นกันที่ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คำตอบคือพม่าขาดสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ในพม่านั้นมีเพียงรัฐทหารที่แข็งตัวและเข้มแข็งมาก ส่วนที่อยู่นอกรัฐส่วนใหญ่แล้วอ่อนแอและไร้การจัดตั้ง ความพยายามที่จะท้าทายรัฐจากภาคส่วนนี้จึงถูกปราบปราบลงอย่างง่ายดายเสมอมา

นักวิชาการที่คร่ำหวอดในเรื่องพม่ามายาวนานอย่างเดวิด สไตน์เบิร์ก (David I. Steinberg) เสนอว่าภาคประชาสังคมเท่านั้นที่จะมีบทบาทสำคัญและเป็นพื้นฐานสำหรับการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และรวมไปถึงประชาธิปไตยในพม่า เขาเห็นว่านับแต่ปี 1988 เป็นต้นมา ภาคประชาสังคมในพม่าได้เติบโตขึ้นเป็นลำดับ [9] แต่ปัญหาคือประชาสังคมในพม่าคือใครและอยู่ที่ไหนกันบ้าง

เวลาพูดถึงประชาสังคม (civil society) เรามักจะประสบปัญหาเรื่องคำนิยามกันมาก ในระยะสองศตวรรษที่ผ่านมาคำนิยามเรื่องนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ในยุคแรกๆ ประชาสังคมหมายถึงกลุ่มทางสังคมและเศรษฐกิจที่อยู่นอกรัฐ ซึ่งในความหมายแบบนี้ สมาคมอาสาสมัครและสมาคมธุรกิจก็จัดได้ว่าเป็นประชาสังคม ในยุคศตวรรษที่ 19 พวกมาร์กซิสต์ได้ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับประชาสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) ที่ได้เสนอว่า ประชาสังคมต้องเป็นสิ่งที่อยู่นอกภาครัฐและภาคเศรษฐกิจด้วย ในความหมายนี้ กรัมชีได้แยกโครงสร้างรัฐออกเป็นภาคสังคมการเมือง (political society) และภาคประชาสังคม (civil society) โดยที่ในภาคการเมืองนั้นมีภาคเศรษฐกิจอยู่ด้วย ดังนั้นคนที่อ่านกรัมชีส่วนใหญ่จึงนิยมตีความประชาสังคมของเขาว่าคือกลุ่มก้อนของสังคมที่อยู่นอกภาครัฐและนอกภาคเศรษฐกิจ การตีความแบบนี้ก็ยังกว้างอยู่มากทำให้เกิดปัญหาเวลานำมาใช้ Quintin Hoare และ Geoffrey Nowell Smith คนที่ช่วยกันคัดสรรผลงานของกรัมชีช่วงที่ติดคุกในงานที่โด่งดังมากคือ Prison Notebooks ยอมรับในบทนำที่เขาเขียนให้กับหนังสือเล่มนี้ว่า กรัมชีไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักในการสร้างเอกภาพในแนวความคิดเกี่ยวกับประชาสังคม (และเรื่องรัฐ) ของเขาเอง อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว กรัมชีมักจะมองประชาสังคมในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐโดยองค์รวม และรูปแบบของรัฐในห้วงเวลาใดห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็คือผลผลิตของการต่อสู้กันระหว่างภาคสังคมการเมืองกับภาคประชาสังคม [10] ในลักษณะที่ว่า ชนชั้นที่ครอบงำ (dominant class) มักจะสถาปนาการครองความเป็นใหญ่หรือมีอำนาจนำ (hegemony) ในรัฐ ส่วนภาคประชาสังคมส่วนใหญ่แล้วมักจะตกเป็นรอง

นักคิดในยุคหลังพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับประชาสังคมในลักษณะที่เรียวแคบลง จนกระทั่งสามารถนิยามกลุ่มคนได้ชัดเจนมากขึ้นว่าใครบ้างที่อยู่ในประชาสังคม บางคนสามารถนิยามได้ว่าเป็นเพียงองค์กรเอกชน (non-governmental organization – NGOs) หรือองค์กรประชาชนที่ไม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง [11] และประการสำคัญมักนิยมเอาความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของประชาสังคมไปผูกกับระดับดีกรีของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย

ในบริบทของพม่า ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสอย่างเดวิด สไตน์เบิร์ก ดูเหมือนจะยอมรับนิยามประชาสังคมแบบแคบๆง่ายๆ ในการวิเคราะห์ปัญหาพม่าในงานชิ้นล่าสุดของเขา [12] โดยเขามองว่าประชาสังคมนั้นสามารถมองได้จาก 4 มุมมองหลักๆ คือ ประการแรก เป็นการรวมกันของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไว้วางใจกัน และกลุ่มก้อนแบบนี้อาจจะแปรไปสู่องค์กรทางการเมืองได้ ในมุมมองที่สอง ประชาสังคมต้องเกี่ยวกับพหุนิยม (pluralism) ทางการเมือง และนี่เป็นแก่นสารของประชาธิปไตย ประการที่สาม ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อที่ผ่านมา ประชาสังคมจะต้องส่งเสริมความหลากหลายของผลประโยชน์ ไม่ใช่ยึดมั่นหรือมีความจงรักภักดีอยู่กับกลุ่มหรือบุคคล และในมุมมองสุดท้าย ประชาสังคม โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นต้องสามารถให้บริการที่รัฐให้ไม่ได้หรือล้มเหลวที่จะให้

ถ้าหากจะใช้มุมมองอย่างที่สไตน์เบิร์กเสนอเข้าไปสำรวจประชาสังคมในพม่า บางทีเราอาจจะเจออะไรไม่มากไปกว่าองค์กรประเภทเอ็นจีโอระหว่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่างานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ในกรณีที่เราเจอรัฐราชการ (ทหาร) ที่แข็งกระด้างแบบพม่า การย้อนกลับไปหาแนวคิดประชาสังคมแบบที่กรัมชีเสนออาจจะช่วยให้มองเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้น ประชาสังคมในความหมายที่เราควรจะมองหาคือ องค์กรหรือกลุ่มก้อนของสังคม ที่เป็นอิสระจากรัฐ (และทุน) ในกรณีของพม่า เราอาจจะมองเห็นตัวตนของทุนน้อยกว่ารัฐ เพราะว่าทุนก็คือบริวารของกลุ่มชนที่ควบคุมอำนาจรัฐอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่

ในพม่านั้นมีกลุ่มองค์กรจัดตั้งอยู่เช่นกัน ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย องค์กรจัดตั้งมวลชนที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ใต้องคาพยพของรัฐ เรียกชื่อว่า Union Solidarity and Development Association-USDA เป็นองค์กรจัดตั้งมวลชนที่อาจจะเหนียวแน่นและมีโครงสร้างชัดเจนกว่าองค์กรฝ่ายขวาอย่างลูกเสือชาวบ้านในประเทศไทย พลเอกอาวุโสตันฉ่วยเป็นคนสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา และปัจจุบันมอบหมายให้พลโทเต็งเส่ง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล องค์กรนี้มีเครือข่ายจัดตั้งในระดับทั่วประเทศ และแสดงบทบาททางการเมืองหลายครั้งในลักษณะที่เป็นปรปักษ์กับฝ่ายค้าน เช่น พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ในการประท้วงเมื่อเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา องค์กรนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการยกพวกเข้าห้ำหั่นหรือขัดขวางผู้ประท้วงรัฐบาล และองค์กรนี้อีกเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญในการระดมคนไปต่อต้านอองซานซูจีและโจมตีคณะของเธอจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นเมื่อปี 2003 ก่อนที่อองซานซูจีจะถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายและถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านกระทั่งปัจจุบัน เชื่อกันว่าคณะทหารได้เตรียมเปลี่ยนสภาพให้ USDA เป็นพรรคการเมืองเพื่อแข่งกับพรรคฝ่ายค้านหากว่าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีการเลือกตั้งในอนาคต

กลุ่มถัดมาที่อยู่ใกล้ชิดจนเกือบจะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเลยคือภาคธุรกิจ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปในพม่าค่อนข้างมาก มีกลุ่มนักธุรกิจในพม่าที่สะสมทุนได้ร่ำรวยขึ้นมามาก บางคนก็เคยเป็นคนที่ทำมาหากินกับรัฐวิสาหกิจ หรือเคยเป็นนายหน้าค้าต่างประเทศให้กับรัฐวิสาหกิจซึ่งส่วนใหญ่บริหารโดยพวกนายพลที่ไม่ประสีประสาเรื่องการค้ามากกว่าเรื่องนอนกินหัวคิวจึงเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลนอกภาครัฐเข้ามาเสริมช่องว่างเหล่านี้และสะสมทุนขึ้นมา แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชีย นักลงทุนต่างประเทศส่วนหนึ่งต้องหยุดการลงทุน ทำให้ตัดโอกาสนักลงทุนท้องถิ่นของพม่าด้วย และอีกประการหนึ่ง หลังการปราบปรามกลุ่มที่สนับสนุนขิ่นยุ้นต์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในข้อหาคอร์รัปชั่นในปี 2004 ทำให้กลุ่มธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องสลายตัวหรือหลบหน้าไป

กลุ่มทุนในพม่าปัจจุบันที่ยังคงอยู่รอดได้จะเหลืออยู่แต่เฉพาะพวกที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มอำนาจในสายพลเอกอาวุโสตันฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่าเท่านั้น และกลุ่มทุนพวกนี้สร้างเนื้อสร้างตัวสะสมทุนมาจากการแอบอิงอำนาจ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ต่อต้านอำนาจทหารที่ปกครองประเทศในปัจจุบัน ยกตัวอย่างกลุ่มของ เทซา นักธุรกิจใหญ่ที่เชื่อกันว่า เขาน่าจะเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในพม่าเวลานี้ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครอบครัวของพลเอกอาวุโสตันฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่า กลุ่มบริษัทสำคัญของเขาได้แก่ บาโว เทรดดิ้ง แอร์พุกาม โฮลดิ้ง และ ทู วูดโปรดักส์ บริษัททั้งหมดนั้นอยู่ในเครือทูกรุ๊ป (Htoo Group) นอกจากสายการบินแอร์พุกามแล้ว บริษัทพวกนี้ส่วนใหญ่ส่งออกไม้จากพม่าทั้งสิ้น บริษัททูนั้นตั้งขึ้นมา 17 ปีแล้ว แรกๆ ก็เป็นบริษัทไร้ชื่อเสียง ไม่มีใครใส่ใจ ถ้ากลับไปเปรียบเทียบในยุคที่เกิดมาใหม่ๆ ตอนที่กลุ่มเต็งทุน นายทุนรุ่นก่อนปี 1997 ที่สะสมทุนจากการค้าต่างประเทศยังรุ่งเรืองอยู่นั้น กลุ่มเทซาเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย

เทซา อายุ 43 ปี ได้ชื่อว่าเป็นพวกสาลิกาลิ้นทอง คือเขามีพรสวรรค์ในการพูดจาหว่านล้อมผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้มองเห็นความสำคัญของธุรกิจและโครงการที่เขาเสนอได้ง่ายๆ และเขาสามารถดึงลูกชายของฉ่วยมานน์ นายพลชั้นอัศวิน คนที่กุมอำนาจในกองทัพพม่าเวลานี้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัททูกรุ๊ปได้ ซึ่งสะท้อนลักษณะการสร้างเครือข่ายบริวารของทหารที่กุมอำนาจ เราไม่สามารถนับกลุ่มทุนพวกนี้ว่าเป็นประชาสังคมได้ เพราะพวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจได้แล้ว

สำหรับกลุ่มสื่อมวลชนนั้น ในประเทศอื่นเราอาจจะมองสื่อมวลชนว่าเป็นสมาชิกของประชาสังคม แต่ในกรณีของพม่า ไม่มีนักวิเคราะห์คนใดเสียเวลาศึกษาบทบาทของสื่อมวลชน เพราะพวกเขาเป็นกระบอกเสียงของรัฐ มีบางรายร่วมทุนกับเอกชนบ้างเช่น กรณีหนังสือพิมพ์ Myanmar Times แต่ก็ไม่เคยเขียนอะไรที่แตกต่างไปจากความเห็นของรัฐบาล [13]

ในซีกที่อยู่นอกรัฐหรือแสดงตัวเป็นอิสระจากรัฐนั้น กลุ่มแรกที่ต้องนับเข้ามาคือพรรคการเมือง ซึ่งปัจจุบันเหลือที่ยังมีชีวิตจริงๆ แค่พรรคเดียวคือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) นำโดยอองซานซูจี บุตรสาวของนายพลอองซาน บิดาและวีรบุรุษแห่งชาติของพม่ายุคใหม่ ที่ปัจจุบันเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าไปแล้ว พรรคเอ็นแอลดีมีสมาชิกเป็นพวกอดีตนายพลที่ต่อต้านเนวินอยู่ด้วยและเริ่มบทบาททางการเมืองหลังการประท้วงใหญ่ในปี 1988 และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นในปี 1990 โดยได้รับเลือกตั้งถึง 392 ที่นั่งจากทั้งหมด 485 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร พรรคที่ทหารหนุนหลังพ่ายแพ้หมดรูป แต่พรรคเอ็นแอลดีกลับไม่มีโอกาสได้บริหารประเทศเพราะรัฐบาลทหารไม่ยอมส่งมอบอำนาจ โดยพลเอกซอหม่อง ประธานสภาทหารเวลานั้นบอกว่าจะไม่มีการมอบอำนาจโดยเร็ว เพราะพม่าต้องร่างรัฐธรรมนูญก่อน และการร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลา [14] พรรคเอ็นแอลดีเคยมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในระยะแรกก่อนที่จะถอนตัวในปี 1995 เพราะเห็นว่าคณะทหารร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ และในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญก็จับกุมฝ่ายค้านไปด้วย ทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปัจจุบันพรรคเอ็นแอลดีถูกควบคุมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถูกบอนไซ เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ สำนักงานสาขาถูกปิด เหลือเฉพาะสำนักงานใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง สมาชิกจำนวนมากถูกจับกุม และแม้ถูกปล่อยตัวออกมาก็ต้องยอมจำนนในเงื่อนไขว่าจะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้นำพรรคอย่างอองซานซูจีไม่มีเสรีภาพใดๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้พบใครแม้แต่สมาชิกในครอบครัว [15] โรเบิร์ต เทย์เลอร์ (Robert Taylor) อดีตศาสตราจารย์จาก SOAS (School of Oriental and Africa Studies) คนที่ลงความเห็นว่าอองซานซูจีไม่ควรทำปริญญาเอกที่นั่นเพราะคะแนนปริญญาตรีไม่ค่อยดี วิจารณ์พรรคเอ็นแอลดีว่าไม่สู้จะมีอนาคตสักเท่าไหร่ ความหวังในการต่อต้านทหารหลังจากผ่านไปเกือบสองทศวรรษกลายเป็นเรื่องเสแสร้งแกล้งทำมากเข้าไปทุกที [16] นั่นคือมันห่างไกลความจริงไปเรื่อยๆ

ในพม่านั้น พวกที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่าชนิดเอาเป็นเอาตายมากที่สุดคือพวกชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าจัดพวกนี้เข้าไปไว้ในประชาสังคม เพราะว่าพวกเขาต่อสู้ด้วยอาวุธ อันที่จริงก็ไม่เห็นมีกฎข้อห้ามใดๆ ว่าประชาสังคมต่อสู้ด้วยอาวุธไม่ได้ ชนกลุ่มน้อยมีแนวทางในการต่อสู้ชัดเจนมากคือต้องการเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐพม่า ไม่ว่าจะเป็นอิสระในลักษณะปกครองตนเอง (autonomy) หรือแยกตัวจากพม่า (independence) ก็ตาม ชนกลุ่มน้อยที่ยังจับอาวุธสู้กับพม่าอยู่ในเวลานี้เหลืออยู่ไม่มากนัก แต่กระจัดกระจายกันทั่วไป ที่เหลือพอนับได้ เช่น กะเหรี่ยงภายใต้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union) ซึ่งอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ นับแต่การเสียฐานที่มั่นใหญ่ในมาเนอร์ปลอในปี 1995 และการเสียชีวิตของนายพลโบเมียะเมื่อเดือนธันวาคม 2006 นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติกะเหรี่ยง เพราะโบเมียะเป็นผู้นำในการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้มานานกว่า 50 ปีนับแต่พม่าได้เอกราชจากอังกฤษ ผลจากความสูญเสียดังกล่าวทำให้กองกำลังนี้ไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับกองทัพพม่าได้ ในส่วนกองกำลังอื่นๆ เช่น ไทใหญ่ กะยา อาระกัน ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่ากะเหรี่ยงเลย ไม่นับว่ามีกำลังชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก เช่น มอญ ว้า ไทใหญ่บางกลุ่ม ได้เข้าสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารพม่า ยุติการต่อสู้อย่างมีนัยสำคัญไปแล้ว

พวกชนกลุ่มน้อยที่ใช้แนวทางการต่อสู้ทางการเมือง รวมตัวจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 1990 ก็มีเช่นพรรค Shan Nationalities League for Democracy – SNLD นำโดยขุนตุนอู ซึ่งประสบความสำเร็จตามสมควรโดยได้รับเลือกตั้งมากเป็นอันดับสอง แม้ว่าคะแนนจะทิ้งห่างจากอันดับหนึ่งอย่างพรรคเอ็นแอลดีของคนเชื้อสายพม่าก็ตาม แต่ทว่าในเวลาต่อมาผู้นำชนกลุ่มน้อยที่เคลื่อนไหวการเมืองถูกจับกุมทั้งหมด ด้วยข้อหาติดต่อกับกองกำลังติดอาวุธเชื้อชาติเดียวกัน ทำให้หมดโอกาสเคลื่อนไหวในทางการเมืองโดยสิ้นเชิง

อีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงคือกลุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบเนวินในปี 1988 (เปรียบเทียบได้กับคนเดือนตุลาในบริบทสังคมไทย) พวกนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป จำนวนไม่น้อยหนีออกนอกประเทศ แรกๆ ก็มาพักพิงในประเทศไทย บ้างก็มีโอกาสไปอาศัยอยู่ในประเทศที่สาม มีโอกาสได้ศึกษาต่อในสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย บางส่วนยังติดค้างอยู่ในประเทศไทยกระทั่งปัจจุบัน หลายคนได้รวมกันตั้งเป็นองค์กรเอกชนรับทุนจากต่างประเทศเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพม่า หรือจับประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน ส่วนมากแล้วจะเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยและแถบใกล้เคียง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไปแล้วไปลับไม่กลับมา ส่วนที่ยังอยู่ในพม่าต่อไปนั้นก็ไปช่วยงานพรรคฝ่ายค้านอย่างเอ็นแอลดีบ้าง หรือไม่ก็ประกอบอาชีพส่วนตัว เฝ้าติดตามเหตุการณ์ในบ้านเมืองอย่างเงียบๆ เพราะเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก

กลุ่มสุดท้ายที่จะต้องกล่าวถึงอย่างยิ่งคือ พระสงฆ์ เพราะเป็นหัวหอกสำคัญในการลุกฮือขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าในปี 2007 แน่นอนทีเดียว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขบวนการพระสงฆ์ในพม่าไม่ได้เพิ่งจะอุบัติขึ้นมาในห้วงเวลานี้ แต่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เอาแค่สมัยที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษ บรรดาพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์ก็สร้างประวัติศาสตร์และวีรกรรมเอาไว้มากมาย

ไม่มีคำตอบที่น่าพึงพอใจเลยว่า ทำไมพระสงฆ์จึงได้ออกมาประท้วงในคราวนี้แทนที่จะเป็นพวกนักศึกษา คนงาน หรือพวกนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เหมือนเมื่อคราวปี 1988 นักสังเกตการณ์บางคนอธิบายว่า พวกพระไม่ได้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ แต่ออกมาประท้วงเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อดอยากหิวโหย [17] พระบางรูปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างการประท้วงถึงวัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันและค่าครองชีพให้กับประชาชน นอกจากนี้ก็มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองปนมาด้วยคือ ต้องการให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเพื่อความปรองดองแห่งชาติ [18]

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลหลายแหล่งที่แสดงให้เห็นว่า มีความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มอดีตนักศึกษาปี 1988 และกลุ่มพระโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระหนุ่มที่ได้ตกลงวางแผนกันก่อนหน้านี้แล้วว่า จะให้พระเป็นหัวหอกในการประท้วงในคราวนี้ ซิน ลินน์ อดีตบรรณาธิการและนักโทษการเมืองสมัยปี 1988 ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีข่าวสารให้กับรัฐบาลพลัดถิ่นพม่า (National Coalition Government of the Union of Burma – NCGUB) ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การเปลี่ยนผู้นำการประท้วงจากพวกนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นพวกพระนั้นมีการวางแผนอย่างดีในหมู่คนหนุ่มที่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่อยากจะเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง [19] มีการวางแผนร่วมกันอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่านี่เอง พระอู โกวิดา พระหนุ่มที่ได้ร่วมประท้วงแล้วหนีเข้ามาฝั่งไทยบอกว่า ได้ร่วมกับอดีตนักเคลื่อนไหวปี 1988 วางแผนเคลื่อนไหวเมื่อสบโอกาสที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนั่นเป็นความชอบธรรมที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมาก

สาเหตุที่ต้องเคลื่อนไหวกันช่วงนี้ เพราะว่ารัฐบาลทหารพม่ากำลังเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกระบวนการขั้นที่สองในเจ็ดขั้นสู่ความเป็นประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติ [20] ตามที่พลเอกขิ่นยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรีได้วางเอาไว้ตั้งแต่ปี 2003 ก่อนที่ตัวเขาเองจะถูกปลดออกจากตำแหน่งในปีถัดมา ประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็นแน่นอน แต่แผนการ 7 ขั้นของคณะทหารนั้นเป็นหนทางแห่งการสืบทอดอำนาจอย่างถาวรมากกว่าเป็นหนทางสู่ประชาธิปไตยจริงๆ เพราะในแนวทางจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นดูเหมือนจะเป็นการเขียนพิมพ์เขียวสำหรับการให้ทหารคงอยู่ในการเมืองพม่าได้ตลอดไป และกีดกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านอย่างที่สุด

ในคราวนี้การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ใช้มาตรการเหมือนดังเช่นที่ผ่านๆ มาในอดีต คือไม่เพียงออกมาเดินประท้วงบนท้องถนนอย่างสงบเท่านั้น หากแต่ยังทำการคว่ำบาตรไม่รับบิณฑบาตจากพวกทหารอีกด้วย การคว่ำบาตรเป็นมาตรการรุนแรงที่สุดเท่าที่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาพึงจะกระทำได้ในการแสดงออกถึงความไม่พอใจและไม่ต้องการร่วมบุญกุศลกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ ในพม่าหรือประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ บางทีความชอบธรรมทางการเมืองอาจจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยผลงานรัฐบาล ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง หรือปัญหาเรื่องการใช้อำนาจโดยชอบและมิชอบตามขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น หากแต่ชาวพุทธนำเอาเรื่องบาปบุญคุณโทษมาเป็นสิ่งอธิบายและค้ำจุนความชอบธรรมด้วย นั่นเป็นสิ่งที่จะอธิบายว่าทำไมองค์กรสงฆ์ในพม่าจึงมีความสำคัญ

มองด้วยสายตาแบบกรัมชีเราอาจจะเห็นว่าพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์เป็นตัวแทนของประชาสังคมทั้งมวลในการปะทะสังสรรค์กับรัฐโดยตรง แต่ปัญหาคือความเป็นตัวแทนภาคประชาสังคมของพระสงฆ์จะจีรังยั่งยืนเพียงใด ถ้าหากพิจารณาจากข้อสังเกตที่กรัมชีเคยให้ไว้ว่า ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ “โบสถ์กับรัฐดูเหมือนจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้ระหว่างประชาสังคมในทางโลกกับโบสถ์ซึ่งกลายไปเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของรัฐและของสังคมการเมืองที่ถูกผูกขาดโดยพวกอภิสิทธิ์ชน โดยที่พวกอภิสิทธิ์ชนได้ดูดกลืนเอาโบสถ์เข้าไปเสริมอำนาจผูกขาดของตัวเองเพื่อแสวงหาการสนับสนุนที่ดีจากประชาสังคม ซึ่งมีโบสถ์ (หรือศาสนา) นั่นเองเป็นตัวแทน” [21] พูดให้ง่ายเข้า ในบริบทของพม่า คณะทหารพยายามหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่จะดึงพระมาเป็นพวก ในช่วงระยะเวลา 20 ปีภายใต้การปกครองของคณะทหารชุดนี้ก็ญาติดีกับพระมาโดยตลอด และพยายามนิยามตัวเองเข้ากับพระพุทธศาสนา ทำตัวเป็นผู้ปกป้องพระศาสนามาโดยตลอด คณะทหารที่นำโดยพลเอกอาวุโสตันฉ่วยก็ทำเหมือนคนอื่นๆ สร้างวัดสร้างโบสถ์และเข้าวัดฟังธรรม เป็นที่ทราบดีในหมู่ชาวพม่าว่าตันฉ่วยผู้นำสูงสุดนั้นเป็นคนที่เข้าวัดและทำบุญมากที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1999 รัฐบาลทหารเคยเอาใจพระสงฆ์และสังฆสภาครั้งใหญ่ด้วยการระดมงบประมาณและเงินบริจาคทำการบูรณะซ่อมแซมพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ด้วยการชุบทององค์เจดีย์ใหม่ เปลี่ยนฉัตร 7 ชั้นบนยอดเจดีย์ ซึ่งในอดีตมีเพียงพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่จะทำแบบนี้ ตอนที่ย้ายฉัตรออกนั้นคนพม่าลือกันอย่างขนานใหญ่ว่าบ้านเมืองอาจจะเกิดอาเพศ เพราะคนที่ทำการนี้บารมีไม่ถึง และในที่สุดมันก็พิสูจน์ว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์ชเวดากองก็ไม่ได้ทำให้สถานะของรัฐบาลทหารพม่าดีขึ้นแต่อย่างใด

srw.jpg

สัญลักษณ์ที่ออกแบบโดยกลุ่ม Saffron Revolution Worldwide (SRW) เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งถูกนำไปใช้ในการรณรงค์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของคณะทหารยังไม่ประสบผลมากนัก มีเพียงพระรุ่นอาวุโสเท่านั้นที่จะพลอยเห็นดีเห็นงามไปกับรัฐบาลทหาร ส่วนพระรุ่นหนุ่มนั้นยังไม่ถูกซื้อ จึงได้ออกมาเป็นหัวหอกในการประท้วงรัฐบาลดังที่เห็น สิ่งที่น่าสนใจที่จะต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในขณะนี้คือ พวกพระจะเป็นตัวแทนประชาสังคมในทางโลกได้นานสักเพียงใด และนานพอจะเป็นพลังโอบล้อมรัฐทหารให้อ่อนตัวลงได้หรือไม่ คำตอบที่มีมาในประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าพระจะมีบทบาทมากเพียงใด กระตือรือร้นและเข้มแข็งเพียงใด ขบวนการนี้ก็ไม่จีรังพอที่จะเป็นแกนนำการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมที่สมบูรณ์ได้

สรุป

นักวิชาการที่เชี่ยวชาญปัญหาพม่าหลายต่อหลายคนให้ความสนใจประชาสังคมในพม่าค่อนข้างมากว่าจะเป็นกลุ่มหรือปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ได้ โรเบิร์ต เทย์เลอร์ เคยเพ่งเล็งไปที่กลุ่มทางเศรษฐกิจว่าจะเป็นแนวหน้าที่จะบีบล้อมรัฐทหารให้ยอมผ่อนคลาย เป็นความเชื่อที่ยังโต้แย้งกันได้มากว่าถ้าหากอนุญาตให้ทุนนิยมขยายตัวในรัฐเผด็จการทหารแล้วไม่นานมันจะบีบบังคับให้รัฐยอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของการสะสมทุนซึ่งมันต้องการบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ คนที่เชื่อแนวทางนี้อาศัยประสบการณ์ของประเทศไทยในทศวรรษ 1970 เป็นแหล่งอ้างอิง เทย์เลอร์เองก็พูดเรื่องนี้หลายครั้ง แต่กระทั่งปัจจุบันยังไม่มีนายทุนใดในพม่ามีอิทธิพลเหนือรัฐเผด็จการทหารเลย

เดวิด สไตน์เบิร์ก ฝากความหวังเอาไว้กับองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ (NGOs) เขาอ้างว่าเขาเห็นพวกนี้เติบโตขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 1988 ไม่ว่าจะเป็นเพราะรัฐบาลทหารพม่าอับจนจนไม่อาจจะให้บริการประชาชนได้เลยต้องพึ่งเอ็นจีโอ หรือว่าพม่ามีต้นทุนทางสังคมเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากความเติบโตของชุมชนก็ตาม ประชาสังคมกลุ่มนี้เป็นตัวนำไปสู่การเปิดกว้างและลักษณะพหุนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า องค์กรสาธารณกุศลและองค์กรทางด้านมนุษยธรรมนั้นจะเป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าได้อย่างไร สไตน์เบิร์กก็ไม่ได้ให้ข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์แต่อย่างใดเลยว่าพวกนี้พัฒนาไปอย่างที่เขาได้กล่าวอ้าง

การลุกฮือประท้วงในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2007 ที่นำโดยพระสงฆ์เรียกความสนใจจากนักสังเกตการณ์เรื่องพม่าได้ค่อนข้างมาก แต่เราอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ประชาสังคมในสายวัฒนธรรมนี้จะขึ้นมาเป็นหัวหอกที่นำการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้ เราไม่สงสัยในโครงสร้างการจัดตั้งที่เข้มแข็ง แต่เรามีสิทธิที่จะสงสัยในเรื่องอุดมการณ์ว่า พระสงฆ์และองค์กรสงฆ์จะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ทางโลกได้อย่างไร แม้ว่าพระบางรูปจะได้พูดระหว่างการประท้วงว่า เผด็จการทหารไม่ทำให้ศาสนาพุทธเจริญงอกงาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเผด็จการทหารและศาสนาจะไปกันไม่ได้ ถ้าหากเผด็จการทหารค้นพบจุดที่จะลงรอยกับศาสนาพุทธได้เมื่อใด บางทีวันนั้นศาสนาอาจจะย้ายเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในรัฐก็เป็นได้

เชิงอรรถ

[1] Justin Wintel, Perfect Hostage: A Life of Aung San Suu Kyi (London: Hutchinson, 2007), pp. 237-238.
[2] Asian Development Bank, “Asian Development Outlook 2007,” www.adb.org/Documents/Books/ADO/2007/MYA.asp.
[3] Irrawaddy, “Burma Crisis: What’s next?,” http://www.irrawaddy.org/protests/Aug23-31.php.
[4] Ni Ni Myint, Burma’s Struggle Against British Imperialism, (1885-1895) (Yangoon: Department of Higher Education, 1985), p. 209.
[5] Robert H. Taylor, The State in Burma (Honolulu: University of Hawaii Press, 1987), p. 357.
[6] Aung Zaw, “The Power Behind the Robe,” Irrawaddy, No. 10 (October 2007), p. 27.
[7] Ibid.
[8] ชื่อเดิมตอนขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ คือ สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council – SLORC) แต่ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน[9] David I. Steinberg, “Civil Society and Legitimacy: The Basis for National Reconciliation in Burma/Myanmar,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2006), pp. 149-176.
[10] Antonio Gramsci, Prison Notebook (Selections), 11th edition (New York: International Publishers, 1992), p.245.
[11] Karl Dorning, “Creating an Environment for Participation: International NGOs and the Growth of Civil Society in Burma/Myanmar,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation, pp. 188-217.
[12] David I. Steinberg, “Civil Society and Legitimacy: The Basis for National Reconciliation in Burma/Myanmar”.
[13] ถ้าอยากรู้ว่าสื่อมวลชนพม่าเชื่องขนาดไหนเวลาอยู่ต่อหน้าคณะทหารก็ให้ดูสื่อมวลชนไทยแสดงเวลาอยู่ต่อหน้ากษัตริย์ ฉันใดก็ฉันนั้น
[14] Bertil Lintner, Burma in Revolt: Opium and Insurgency Since 1948 (Bangkok: White Lotus, 1994), p.379. และคำกล่าวเช่นนั้นก็เป็นจริง การร่างรัฐธรรมนูญของพม่านับว่ามาราธอน เริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนป่านนี้ยังร่างไม่เสร็จ
[15] United States Charge d’Affaries to Burma Shari Villarosa ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่กรุงเทพฯ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2007
[16] Robert H. Taylor, “One day, One Fathom, Bagan Won’t Move: On the Myanmar Road to a Constitution,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation, p 13.
[17] Charles London, “Myanmar: Monks and the Military,” The Nation (US), October 25, 2007, http://www.thenation.com/doc/20071112/london.
[18] British Broadcast Corporation, “Monks return to street of Burma,” http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7070551.stm.
[19] Seth Mydans, “Karma Power: What Makes a Monk Mad,” The New York Times, September 30, 2007, http://www.nytimes.com/2007/09/30/weekinreveiw/30mydans.html.
[20] “Myanmar’s Monks, 1988 Activists linked,” USA Today, October 26, 2007, http://www.usatoday.com/news/world/2007-10-26-3644391194_x.htm.
[21] Antonio Gramsci, Prison Notebook (Selections), p. 245.

โพสต์ในกลุ่ม คอลัมนิสต์ออนไลน์

13 Responses to “พม่า : การปฏิวัติด้วยชายจีวร?”

Pages: [2] 1 » Show All

  1. 13
    สุภลักษณ์ Says:

    มีภาษาไทยเหรอ ไม่เห็นมีใครเขียน บทความยังหายาก อย่าว่าแต่หนังสือเลย

  2. 12
    Film Says:

    อยากได้หนังสือที่เกี่ยวกับ “พระสงฆ์กับบทบาททางการเมืองในพม่า กรณ๊ในเดือยสิงหาคม-กันยายน 2007″ ที่เป็นภาษาไทย อ่ะคับ

    ช่วยหน่อยนะคับ

  3. 11
    Film Says:

    เรียน คุณ Kaew
    ฟิล์มต้องส่งงานวันอังคารนี้(11 มีนาคม 2551)แล้วคับ ไงช่วยติดต่อมาที่ sono_filmacy@hotmail.com นะคับ

    ป.ล. หากแอด e-mail แล้ว รบกวนคุณ Kaew มาเขียนบอกที่นี่ที่นะคับ

Pages: [2] 1 » Show All

Leave a Reply