February 1, 2008

สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลีย์

ฟ้าเดียวกัน

ดาวน์โหลด PDF

king-never-smiles.jpg

นิว แมนดาลา (New Mandala) คือชื่อเว็บไซต์ที่ติดตามประเด็นการเคลื่อนไหวทางวิชาการในภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่สำคัญซึ่งมีทั้งข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่สำคัญ, กระดานสนทนาที่มีนักวิชาการจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนกันแล้ว บทสัมภาษณ์ในนิว แมนดาลา (NM Interviews) คือคอลัมน์ที่ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวในภูมิภาคแห่งนี้ติดตามอย่างใกล้ชิด

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ อาสาเป็นสะพานเชื่อมต่อความเคลื่อนไหวทางวิชาการด้านภูมิภาคอุษาคเนย์มาสู่โลกภาษาไทย ด้วยบทสัมภาษณ์นักเขียนที่ “ร้อน” ที่สุดของวงการไทยศึกษา Paul Handley

สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลีย์

19 กันยายน 2550 โดย นิโคลาส ฟาร์เรลลี

นิโคลาส ฟาร์เรลลี: ผู้อ่านส่วนใหญ่ของ New Mandala รู้จักคุณในฐานะคนเขียน The King Never Smiles แต่ว่าคุณเขียนเรื่องเมืองไทยมานานหลายปีก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ คุณไปเมืองไทยได้ยังไงทีแรก? ทำไมถึงไป?

พอล แฮนด์ลีย์: ผมไปเอเชียทีแรกหลังจากจบมหาวิทยาลัย (International Studies, มหาวิทยาลัยอเมริกันในวอชิงตันดีซี) ไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวันสามปี แล้วก็ได้งานทำกับนิตยสารธุรกิจน้ำมันที่ฮ่องกง ผมถูกส่งไปอินโดนีเซีย มันกลายเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญทีเดียว หลังจากอยู่ที่นั่นสองสามปี ผมมีโอกาสได้ทำงานให้กับ Far Eastern Economic Review พอรัฐบาลซูฮาร์โตไล่ผมออกมาในปี 2529 เพราะไปเขียนเกี่ยวกับธุรกิจของลูกชายของเขา FEER ก็ให้ผมทำงานเต็มเวลาที่ฮ่องกง
หลังจากนั้นสักพัก ผมก็ขอไปประจำที่ไต้หวันหรือไม่ก็เกาหลี แต่เขาส่งผมมากรุงเทพฯ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมไม่ได้เลือก แต่กลายเป็นโอกาสที่ดี วันที่สองที่ไปถึงกรุงเทพฯ ผมเดินลุยน้ำท่วม 1-2 ฟุตจากถนนวิทยุไปสุขุมวิท 49 ก็รักเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

นิโคลาส: ผู้อ่านของเราคงจะอยากรู้ว่าคุณเขียนอะไรบ้างตอนอยู่เมืองไทยช่วงแรกๆ มีอะไรที่เด่นๆ บ้าง?

พอล: ผมไปถึงเมืองไทยเดือนกันยายน 2530 จังหวะที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเริ่มรุ่งพอดี และไทยก็เป็นหัวหอก มันเป็นบทเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ดีมาก และยิ่งดีกว่านั้นอีกเมื่อเศรษฐกิจพังในอีกสิบปีต่อมา
ผมเขียนหลายเรื่อง เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวกับผลจากการเติบโตที่มีต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจและกระบวนการประชาธิปไตยด้วย ปัญหาความขัดแย้งประเภทสนามกอล์ฟกับสิ่งแวดล้อม บริโภคนิยมที่แพร่ไปต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับทุน ความขัดแย้งต่างๆ ผมเขียนเกี่ยวกับเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ จำได้มั้ยเรื่องการจราจรก่อนหน้าที่จะมีรถไฟลอยฟ้า? การดำเนินโครงการต่างๆ ยุ่งเหยิงมากในประชาธิปไตยแบบไทยๆ ผมคิดว่าบทความชิ้นแรกๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการห้ำหั่นกันระหว่างบรรหารกับสมัคร สองคนนี้เป็นคนคดอย่างที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้เลยทีเดียว ผมเขียนเรื่องโครงการต่างๆ เป็นบทความชิ้นใหญ่ให้กับนิตยสาร Institutional Investor และอีกชิ้นหนึ่งให้ Asia Research Center at Murdoch University ทั้งสองชิ้นใช้ตัวอย่างการแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานในปากีสถาน อินเดียจนถึงจีนเพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมโครงการต่างๆ จึงไม่ประสบความสำเร็จและก็จะต้องล้มไปในที่สุด ซึ่งก็ล้มจริงๆ ผมยังคิดว่ามันเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจนัก ของการเมืองและเศรษฐกิจที่หวือหวาของเอเชียในตอนนั้น
เรื่องอื่นๆ ที่เข้มข้นก็มีเรื่องรสช.ในปี 2534 กับพฤษภาทมิฬ 2535 เนื่องจากว่ามีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ ที่ผมไม่เข้าใจ ผมจึงเริ่มมีความคิดจะเขียนหนังสือขึ้นมา

นิโคลาส: แล้วเมื่อไหร่ที่คุณตัดสินใจจะเขียนจริงๆ ? หลายปีที่อยู่เมืองไทยมีอิทธิพลต่อหนังสือยังไงบ้าง?

พอล: ผมลาออกจาก FEER ในปี 2537 และกำลังคิดจะไปจากประเทศไทย ผมคิดว่าผมอยากจะเขียนบทความขนาดยาวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมไทย หลังจากที่อยู่มาหลายปี ผมเริ่มค้นคว้า เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ต่างๆ ในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมืองในยุคสมัยใหม่ ยิ่งค้นคว้าก็พบว่ายิ่งน่าสนใจ จนถลำลึกเสียจนถอนตัวไม่ขึ้น มันจึงใช้เวลานานและต้องเริ่มใหม่อยู่สองสามครั้งเพื่อเรียบเรียงเรื่องทั้งหมด

นิโคลาส: ตั้งแต่พิมพ์ออกมาในปี 2549 หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม หลายคนสนับสนุนประเด็นของคุณ ที่ New Mandala ที่เดียว มีความเห็นเป็นร้อยๆ ความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ แน่นอนว่าหลายคนวิจารณ์งานค้นคว้าของคุณและพยายามชี้ให้เห็นว่าคุณมี “วาระ” อะไร แรงจูงใจของคุณคืออะไร? ตอนที่คุณเริ่มเขียน คุณได้นึกมั้ยว่าจะได้รับปฏิกริยาแบบนี้?

พอล: ผมถูกตั้งคำถามจากผู้คนทุกประเภท ตั้งแต่นักการทูตชั้นนำที่เฉลียวฉลาดของไทยไปจนถึงนักวิชาการที่ใครๆ ก็นึกว่าน่าจะรู้ดีกว่า “ทำไมคุณถึงเขียนหนังสือเล่มนี้?” คำตอบคือ จริงๆ แล้ว ทำไมถึงไม่มีใครเขียนก่อนผม? คุณมีประมุขของประเทศที่ครองตำแหน่งมายาวนานที่สุดในโลกและยังมีชีวิตอยู่ เป็นกษัตริย์ที่ประชาชนเทิดทูนเหนือกว่าใคร เป็นสถาบันกษัตริย์ที่อิงอยู่กับระบบความเชื่อแบบพุทธ ฯลฯ แล้วไม่เคยมีใครนั่งลงแล้วเขียนถึงเคล็ดลับในความสำเร็จของพระองค์ ปรัชญาของพระองค์ วิธีการทำงานของพระองค์ ผลงานที่พระองค์ทำประโยชน์แก่โลก เป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับความนิยมและเทิดทูนมาเป็นเวลาหกทศวรรษ มีอะไรที่จะน่าเขียนถึงมากไปกว่านี้อีกไหม? ผมยอมรับว่าผมไม่เคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่มี “วาระ” อะไร และผมก็เปลี่ยนทัศนะของผมที่มีต่อพระองค์หลายครั้งหลายหนในกระบวนการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้
สำหรับปฏิกริยา แทบไม่มีอะไรนอกเหนือความคาดหมาย มีแปลกใจอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือความบังเอิญประจวบเหมาะของเหตุการณ์ หนังสือเสร็จสมบูรณ์พร้อมตีพิมพ์ในช่วงเวลาเดียวกับที่ทักษิณกำลังถูกมวลชนเสื้อเหลืองไล่ลงจากอำนาจ ในวาระการครองราชย์ 60 ปีของพระองค์

นิโคลาส: จากคำบรรยายของสำนักพิมพ์ เป็นหนังสือที่ “มีการค้นคว้าอย่างละเอียดกว้างขวาง รวบรวมข้อเท็จจริงตั้งแต่ยังทรงเยาว์และพัฒนาการของพระองค์ การเสด็จขึ้นครองราชย์ การจัดการทางการเมืองที่มีทักษะ และความพยายามทำให้ไทยเป็นราชอาณาจักรพุทธ” อยากให้คุณเล่าถึงการค้นคว้าของคุณว่าทำยังไง ใช้วิธีการ (methodology) อะไร?

พอล: ผมเป็นนักหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ของผมจะนอกตำราอยู่สักหน่อย ก็อ่านประวัติศาสตร์กับเรื่องราวต่างๆ ที่แพร่หลายก่อน แล้วค่อยอ่านเอกสารหนังสือหนักๆ บางอันเพิ่งจะเขียนในตอนนั้นโดยนักประวัติศาสตร์จริงๆ ผมอ่านหนังสือกับนิตยสารเก่าๆ เยอะ ทั้งไทยและอังกฤษ เอกสารที่เป็นทางการต่างๆ จำนวนมาก หนังสือรำลึกในวาระต่างๆ ทุกอย่างที่หาได้ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์ ในห้องสมุด ตามแผงขายหนังสือเก่าที่จตุจักร ในบ้านคนอื่น ผมศึกษาภาพถ่ายและวันเวลา ทำเส้นเวลาลำดับเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วก็เห็นว่าไม่ได้ตรงกับเรื่องราวฉบับที่เป็นทางการเสมอไป อย่างเช่น มีเอกสารทางการจำนวนมากที่บอกว่าพระองค์ทรงเริ่มสร้างเขื่อน หรือเริ่มเลี้ยงปลานิลในเวลาเท่านั้นเท่านี้ แต่คุณก็มาเห็นรูปภาพและคำบรรยายในนิตยสารที่แสดงว่ามันมีมาห้าปีก่อนหน้านั้นแล้ว บางอย่างก็ไม่มีนัยยะอะไร แต่บางอย่างก็มีความหมาย ด้วยเหตุผลนี้ ก็เลยอาจจจะมีการเน้นเรื่องวันเวลาต่างๆ มากสักหน่อยในหนังสือที่ผมเขียน แต่ก็เป็นประเด็น ภาพของพระองค์ท่านคือมักทรงงานอยู่ตลอดเวลา การเสด็จไปเยือนอเมริกากับยุโรปในปี 2503 ก็เป็นเรื่องงานทั้งหมด ไม่มีอะไรผิดในเรื่องนี้ แค่ว่าในฉบับที่เป็นทางการพระองค์ทรงไม่เคยพักผ่อนเลย
กระบวนการถอดรื้อ-ประกอบใหม่ (deconstruction-reconstruction) นี้ทำให้ผมใช้เวลานานมาก แล้วผมก็ศึกษาบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดมากขึ้น แล้วก็ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยและสถาบันกษัตริย์ที่ช่วยก่อรูปมุมมอง และแน่นอนคุยกับทุกคนที่คุยได้ในเมืองไทย หลายครั้งก็ถามเรื่องนี้ตอนสัมภาษณ์ในเรื่องอื่นอยู่ ผมบอกใครต่อใครไม่ได้ว่ากำลังเขียนหนังสือเรื่องนี้
และผมก็ไปสัมผัสบรรยากาศพระราชพิธีต่างๆ เมื่อมีโอกาส ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ ชมผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อจะได้ซึมซับความรู้สึก ผมยังสามารถทำอย่างนั้นไปได้อีกเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดและลงมือเขียน

นิโคลาส: คุณพยายามยังไงบ้างในการที่จะขอพระราชทานสัมภาษณ์กับพระองค์และบุคคลอื่นในพระราชสำนัก? มีการตอบสนองอยางไร?

พอล: นี่คือจุดอ่อนที่ชัดเจนของหนังสือเล่มนี้ พอเห็นปฏิกริยาตื่นตกใจจากคนไทยที่มีต่อโครงการนี้ของผม ซึ่งรวมนักวิชาการสองสามคนที่ผู้อ่านของคุณก็รู้จัก ทำให้ผมสรุปว่าผมไม่สามารถติดต่อใครในพระราชสำนักจนกว่าจะถึงตอนท้ายสุด แต่พอถึงตอนที่ผมได้ร่างเป็นรูปเป็นร่างและได้ผู้ตีพิมพ์แล้ว ผมตัดสินใจว่าคงไม่มีประโยชน์และอาจจะมีผลยุ่งยากต่อการตีพิมพ์ พระราชสำนักไม่ใคร่จะให้สัมภาษณ์แก่ใคร และอาจจะขอดูต้นฉบับเป็นเงื่อนไขก่อนที่จะพิจารณาว่าจะให้ผมพบหรือไม่เสียด้วยซ้ำ หลังจากปรึกษาสำนักพิมพ์กับผู้เชี่ยวชาญเรื่องไทยหลายคนแล้ว ผมตัดสินใจว่าไม่มีโอกาสสำเร็จ และเป็นไปได้มากว่ารัฐบาลอาจจะขัดขวางไม่ให้หนังสือได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

นิโคลาส: ข้อวิจารณ์หลักประการหนึ่งต่อหนังสือเล่มนี้คือ มันอ้าง “ข่าวซุบซิบ” กับ “ข่าวลือ” คุณว่ายังไง?

พอล: ข่าวลือซุบซิบบางอย่างก็เป็นประโยชน์แก่พระราชสำนัก ยกตัวอย่าง ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีคำเล่าลือแพร่หลายว่าในหลวงทรงขับรถในกรุงเทพฯ โดยปกปิดพระองค์เพื่อทรงสัมผัสรสชาติของการจราจรที่ติดขัด ทุกคนได้ยินเรื่องนี้ ทุกคนเชื่อในเรื่องนี้ ว่าพระองค์ก็ทรงลำบากลำบนเหมือนอย่างที่พวกเขาประสบ ไม่มีใครที่ผมรู้จักจะได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลย มันเป็นข่าวลือ ข่าวลือในแง่ดี
คนวิจารณ์จะเน้นเฉพาะข่าวลือในแง่ลบที่ผมนำมารวบรวมไว้ ส่วนใหญ่เป็นข่าวลือที่มีทั้งที่ผมเชื่อว่าจริงและอาจจะไม่จริงแต่ถึงยังไงก็มีผลสำคัญต่อภาพพจน์ที่ประชาชนมองสถาบันกษัตริย์และพระราชวงศ์ จะบวกหรือลบก็ตาม สิ่งที่ประชาชนเชื่อเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นที่เคารพเทิดทูนมาก และเกี่ยวกับพระราชวงศ์ที่อาจจะเป็นที่เคารพเทิดทูนน้อยกว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จและปัญหาในรัชสมัยของพระองค์

นิโคลาส: ตั้งแต่หนังสือออกมา คุณสามารถกลับไปเมืองไทยได้ไหม? คุณอยากกลับไปไหม? คุณเคยได้รับการเตือนหรือกล่าวโทษอย่างเป็นทางการจากทางการไทยไหม? หรือโดยใครอื่น?

พอล: แน่นอน ผมอยากกลับไป เมืองไทยมีเสน่ห์ ผมมีเพื่อนที่นั่น มันเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผม 13 ปีประมาณนั้น คุณจะหาอาหารไทยอร่อยๆ ได้ที่ไหนนอกเมืองไทย? แต่ผมเข้าใจว่าการเขียนหนังสือเล่มนี้คงทำให้ผมไม่ได้กลับไปอีก ผมไม่ได้รับคำเตือนหรือคำขู่อะไร ผมไม่ได้ตรวจสอบว่าพวกเขาขึ้นบัญชีดำผมไว้หรือเปล่า ผมไม่ได้ยินว่ามีการตั้งข้อกล่าวหาอะไรต่อตัวผม คือว่า ทัศนะทางการที่มีต่อหนังสือของผมคือ ไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ในโลก ดังนั้นการตั้งข้อหากล่าวโทษผมจะเท่ากับเป็นการยอมรับว่ามีหนังสือเล่มนี้อยู่ ยังไม่มีใครมาข่มขู่ผม ผมคิดว่าใครๆ ก็พากันโทษทักษิณกันหมด เขาแย่งซีนไปหมดเลย

นิโคลาส: คุณมีแผนการอะไรต่อจากนี้? ผมเข้าใจว่าการเกษียณตัวเองไปอยู่เงียบๆ ในรีสอร์ทริมหาดในไทยคงเป็นไปไม่ได้แล้ว คุณมีโครงการอะไรอีกบ้างไหม?

พอล: ผมมีงานที่ไม่น่าตื่นเต้นในสำนักข่าวที่วอชิงตันดีซี ผมกำลังฝันว่าจะได้ไปประจำที่อื่น กลับมาเอเชียได้ก็จะเยี่ยมมาก หนังสือเล่มเดียวก็พอเพียงแล้วสำหรับในตอนนี้…

แท็ก: ,

โพสต์ในกลุ่ม ฟ้าเดียวกันออนไลน์, สัมภาษณ์

10 Responses to “สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลีย์”

  1. 1
    Paul Handley interview in Thai Says:

    [...] of The King Never Smiles: A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej, has been recently translated by Fa Deow Gan.  I expect the translation will be of interest to many [...]

  2. 2
    Homo erectus Says:

    “การห้ำหั่นกันระหว่างบรรหารกับสมัคร สองคนนี้เป็นคนคดอย่างที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้เลยทีเดียว”

    คนต่างชาติอย่างพอล เห็นว่าบรรหารกับสมัครคดที่สุดแล้วหรือเนี่ย ผมว่าคดกว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะนะ แต่สงสัยคนไทยอย่างเราๆจะเคยชินกับคนลักษณะแบบนี้ไปแล้ว ฝรั่งคิดแบบนี้ไม่รู้สมัครกับบรรหารมาอ่านจะว่าไง?

    ป.ล. ขอบคุณฟ้าเดียวกันกับรูปแบบใหม่นี้ น่าสนใจมากทีเดียวครับ

  3. 3
    Tilda Swinderton Says:

    Great piece, wonderful translation.

    Paul gave a very interesting interview. I feel he’s pretty frank on the issues.

    Two thumbs up.

    P.S. Banhan and Samak are undoubtedly ones of the crooked politicians in Thai politics. Please note that Paul didn’t suggest they are the worst. I’m sure there are more crooked Thai politicina idiots.

  4. 4
    fallingangels Says:

    เห็นด้วยกับคุณ Homo Erectus ครับ ผมเองก็คิดว่า ไทยมีคนคดโกงมากกว่าบรรหาร และสมัครไม่น้อยทีเดียว (ซึ่งน่าจะรวมคนที่คุณพอลเขียนถึเขา เป็นเล่มทีเดียวด้วย)

    ด้วยความเคารพ

  5. 5
    สามีของบิดาคุณ บก Says:

    เวบนี้จ้องจะลบล้าง ทำลายสถาบันเหรอ เห็นใน forum แต่ละกระทุ้นี้แทบอ่านไม่ได้เลย อ่านแล้วจะอ้วก สงสารประเทศไทย ในอนาคตที่มีโคตรพ่อโคตรแม่เป็นคนอย่างพวกคุณ
    ถามว่าถ้า หมาทักษิณ ซึ่งคิดว่ามันคนจ้างพวกคุณ ให้ทำอย่างนี้ ถ้ามันจ้างพวกคุณให้เลียตูด กินขี้มัน คุณก็คงทำ ได้เป็นประธานาธิบดี พวกคุณคงมีความสุขมากเลยสินะ พวกคุณได้ผลประโยชน์ตอนนี้ แล้วประเทศชาติหล่ะ จะพัฒนาไปทางไหน
    พอพวกสกุลชินวัตรมาสูบเลือดสูบเนื้อประเทศไทยแล้ว มันก็คงไม่สนใจหรอกว่าคนไทยจะโง่ ฉลาด แค่เลี้ยงไว้เล่น ๆ เหมือนสัตว์ ก็พอแล้วมั้ง

    คุณอยากให้ลูกหลานพวกคุณเป็น สัตว์ พวกนั้นใช่หรือเปล่า
    คุณ บก และสมาชิกเวบนี้ทั้งหลาย

  6. 6
    Pete Says:

    พอพวกกษัตริย์ต่างๆ มาสูบเลือดสูบเนื้อประเทศไทยแล้ว Kingมันก็คงไม่สนใจหรอกว่าคนไทยจะโง่ ฉลาด แค่เลี้ยงไว้เล่น ๆ เหมือนสัตว์ ก็พอแล้วมั้ง
    the poor don’t go to hospital

  7. 7
    Nick Law Says:

    Hmm, the translation is unfortunately haphazard. The translator translates some passages in a way that misrepresents or glosses over some of his important points. Some of what I consider the important passages have disappeared altogether. A good thing to happen, but lacking. Anyway, I’m a Thai student who has been in Canada for a while now. I find the the majority of the Thai population to be stupid sheep, incapable of being critical and rational. How there can be proper public debate in this atmosphere I don’t know, and don’t forget the censorship laws…. I should disseminate the book through my friends in the Thai universities. Anyway moderators, if you want a better translator in the future, e-mail me. (I would type in Thai, but it takes too long.}

  8. 8
    1 Says:

    Paul เขียนได้ดีแม้บางส่วนอาจไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ แต่บางเรื่องก็เปิดหูเปิดตา ได้บ้าง Royalism จะได้หมดๆๆไป

  9. 9
    วี Says:

    เมื่อไรพวกควาย ฟ้าเดียวกัน จะตื่นสักทีโง่แต่อวดฉลาด

  10. 10
    พ่อมืง Says:

    ไอ้สัตว์นรกฟ้าเดียวกัน

Leave a Reply