วารสารฟ้าเดียวกัน

ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 : นิติรัฐกับความยุติธรรม
book บทบรรณาธิการ
ความไม่พอเพียงของนิติรัฐ

ย้อนอดีต ชีวิต จาก วัยเด็ก การลงโทษ พ่อแม่ ชีวิตวัยเรียน และ ความเป็นไทย

February 27th, 2008

Download PDF

คุณมาจากไหน ?

ย้อนอดีตแบ๊กกราวน์ชนชั้นกลาง ชีวิตวัยเด็ก ครอบครัว ชีวิตวัยเรียน การให้รางวัลและการลงโทษ และ ความเป็นไทย

1 นี่เป็นความพยายามจะย้อนอดีต ความทรงจำและประสบการณ์รวมหมู่ของชนชั้นกลาง, ซึ่งเป็นชนชั้นของผู้เขียนเอง, เพื่อปะติดต่อภาพว่าโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางมีที่มาจากอะไร ประสบการณ์แบบไหน การสร้างคอนดิชั่นทางสังคมแบบไหน ทำให้ชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นอย่างปัจจุบัน

2 เรื่องนี้เขียนด้วยภาษาแบบคนทำมะดาคุยกัน การสะกดที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนเป็นความตั้งใจของคนเขียนเอง

โปรดนึกถึงตอนเด็กๆ

ลองนึกถึงตัวเองตอนอายุหลักเดียว…

ผู้ใหญ่ รอบๆตัวคุณจะเลี้ยงดูคุณ ดูแลคุณ
คนที่อายุมากกว่าคุณรอบตัวคุณจะล้อเลียนคุณ แกล้งคุณ โกหกคุณ
ใช้อารมณ์ในการบังคับควบคุมคุณ
ลงโทษคุณ ให้รางวัลคุณ เล่นล่อเอาเถิดกับคุณ
แกล้งคุณให้ร้องไห้แล้วบอกว่าอย่าร้องนะ ฯลฯ
คนที่มีอายุมากกว่าคุณ มีอำนาจมากกว่าคุณทุกคนดูจะเอาแน่นอนไม่ได้
บางครั้งก็รักคุณ บางครั้งก็ทำร้ายคุณทางจิตใจและร่างกาย มากบ้างน้อยบ้าง

ยกเว้นคุณโชคดีเกิดในบ้านที่เป็นส่วนน้อยมากๆคุณจะเจอกับสิ่งเหล่านี้น้อยหน่อย
คุณเรียนรู้ว่า คุณมีอำนาจน้อยกว่า และต้องยอม

คุณเรียนรู้ลำดับความสำคัญของตำแหน่งทางสังคม
พี่ น้อง ญาติ
หน้าที่ของผู้หญิง ของผู้ชาย
เมื่อคุณไปโรงเรียน คุณจะต้องถูกล้อชื่อพ่อแม่
แล้วไม่ว่าคุณจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ตาม
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการล้อชื่อพ่อกับแม่เป็นเรื่องเสื่อมเกียรติ
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าคุณต้องปกป้องสิ่งที่ว่านี้เอาไว้

อันนี้คงจะเป็นประสบการณ์แรกในการรักษา
อะไรบางอย่างที่มีสัมพันธ์กับคุณในเชิงโครงสร้าง

การรักษาสถาบันอันแรก ?

เมื่อคุณไปโรงเรียน

คุณจะเรียนรู้การตอบสนอง
ให้ถูกใจคนที่มีอำนาจมากว่าคุณ

การทำตามๆไปโดยไม่ต้องคิด

การอดทนที่จะอยู่กับ ครู
ที่ส่วนใหญ่ชอบแสดงความวิปริตทางอารมณ์

ความคลั่งไคล้การลงโทษ การใช้ความรุนแรง

ความปรารถนาที่จะได้ข่ม ได้โอ้อวดความรู้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมี

ความปรารถนาที่จะแสดงอำนาจด้วยการจับผิด เรื่องการแต่งตัว ทรงผม

หรือ การออกกฎบ้าๆบอๆ มาควบคุมนักเรียน

ความไวต่อแรงกระตุ้นทางเพศแบบผิดปกติ
แล้วแสดงออกด้วยการจับผิดการแต่งตัวของเด็กผู้หญิง

ครูแอบจิตที่เกลียด นร.หญิงที่สวยๆ

ครูหื่นที่ชอบลวนลามเด็ก

ครูหัวงูที่ชอบจีบเด็ก

ครูสาวแก่ที่ชอบด่าเด็กผู้หญิงที่สนใจผู้ชาย

ครูทอมที่ชอบทำตัวห้าว เป็นฮีโร่แบบโง่ๆ หรือชอบหลีเด็กผู้หญิง

ทั้งหมดภายใต้คำแก้ตัวว่าหวังดี

คุณเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อหน้าเพื่อได้รางวัลอะไรบางอย่าง
และ นินทาลับหลังเมื่อมีโอกาส

พูดถึงเนื้อหาของสิ่งที่คุณเรียน หลักสูตรมาตรฐานของประเทศนี้จะสอนคุณว่า

ชาติ เป็นสิ่งสำคัญมาก
เจ้าส์ มีบุญคุณกับเรามากมาย
ประเทศไทยอยู่มาได้เพราะเจ้า
พุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทย
คณะราษฏรชิงสุกก่อนห่าม
คอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ
เจ้าไม่เคยมีบทบาททางการเมืองหลัง2475
นักการเมืองเลว ซื้อเสียง
ป๋าเป็นนายกที่คนไทยภูมิใจ
การยกย่องคิงเป็นเรื่องจำเป็น ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
เอ็นจีโอเป็นนายหน้าค้าความจน
คนจนนั้นโง่ น่าสงสาร
ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด มีระเบียบวินัยแล้วชาติจะเจริญ
ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องโง่ในประประเทศนี้
เซ็กเป็นเรื่องเลวร้ายตราบใดที่ไม่ได้จัสติฟายด้วยการแต่งงาน

คนไทยโง่ คนไทย ไม่สามัคคี คนไทยไม่ได้เรื่อง คนไทยขายเสียง
พม่าเป็นศัตรู น่ากลัว ลาวด้อยกว่า
เวียดนาม มาเล สิงคโปร์ เป็นคู่แข่ง
เค้าเก่งกว่าดีกว่า แต่เราโชคดีกว่าที่มีคิง

แต่ทั้งหมดนั้นคุณไม่ได้สนใจมันมากนัก

คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ การแก่งแย่งความเด่นความดัง
อำนาจ และตำแหน่ง เล็กๆน้อยเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของคุณ
และ ความสนุกสนาน

คุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบแข่งขัน
และโดยส่วนใหญ่แล้วคุณไม่ใช่ผู้ชนะ

ถ้าจะมีเลือกตั้งประธานนักเรียน ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัวแทนของคุณถูกคอนโทรลอยางเคร่งครัดจากครู
และพูดอะไรบางอย่างตามแบบที่ครูต้องการ
และคุณก็ไม่สนใจมันจริงๆหรอก

คุณไม่สามรถรวมตัวกันต่อต้านอำนาจอะไรของโรงเรียนได้
โรงเรียนปฏิบัติต่อคุณในลักษณะปัจเจก ดีไวด์แอนด์รูล

ช้าก่อน ถ้าโชคดีหน่อย(?) เรียนในโรงเรียนช่างๆ เทคนิค เทคโน อาจจะได้ยกพวกตีกับโรงเรียนอื่นด้วย
เข้าแก๊งต่างๆ ได้แสดงความรัก “สถาบัน” กันอย่างเป็นรูปธรรม

(ส่วนเด็กแซ๊บ เด็กแว๊น เด็กสก๊อย อย่าน้อยใจไป คนสำคัญในประเทศนี้ก็เคยรักการขับรถซิ่งมาก่อน)

ในประสบการณ์คุณ
แทบไม่มีอะไรที่ตัดสินด้วยการโหวต

คุณไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เสมอ ที่บ้านและโรงเรียน
คุณรู้ว่าพูดอย่างทำอย่างไรจะได้รางวัลเสมอ
ก็แค่ พูด ตอบ อย่างที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าคุณคาดหวังให้คุณตอบ ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรก็ตาม
และคุณหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพราะคุณมีอำนาจไม่พอที่จะต่อกรกับผู้ใหญ่
อย่างมาก คุณก็หาเรื่องใครที่มีอำนาจน้อยกว่าคุณ
คุณไม่ได้สังเกตหรอกว่าทำอย่างนั้นไปทำไม

คุณอาจจะต่อต้านสิ่งเหล่านี้

ต่อต้านในลักษณะของปัจเจก
หรือแก๊งกับโครงสร้างของอำนาจในโรงเรียน
อุดมการณ์ ที่ว่าการไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่ต้องทำ

การต่อต้านนี้มีหลายรูปแบบเป็นไปโดยธรรมชาติ
ไม่มีอุดมการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่าง อาจจะทำโดยแก๊งหรือปัจเจก
รูปแบบของการต่อต้านนี้ มีลักษณะรวมกันอย่างหนึ่งคือการต่อต้านอำนาจของสถานศึกษา
มีความสร้างสรรค์ในกระบวนการต่อต้านอยู่มาก

ฟังดูดี เหมือนที่พวกสนับสนุนอะนาคิสชอบพูด

แต่การต่อต้านทั้งหมดล้มเหลว…..

เพราะการต่อต้านทั้งหมด
ไม่สามารถสร้างอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์หลักของโรงเรียนขึ้นมาได้

จบจากโรงเรียน

คุณจะพยามมองกลับไปแล้วเลือกสิ่งที่ดีๆ เพราะใครก็สอนไว้ว่า มองแต่แง่ดี
ในสังคมไทยนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ คุณต้องพยายามมองในแง่ดี แง่ไม่ดีนั้นคุณห้ามพูด แม้แต่คิดก็อาจบาป
อุ๊ป…น่ากัวจางเยย
แม้แต่พุทธทาส ซึ่งเวลาสอนก็มักพูดเรื่องไม่ดีของปุถุชนคนธรรมดาในสายตาแก
ก็บอกว่ามองแต่แง่ดีเถิด

โซ ยู ก้อเลย ภาคภูมิใจ ซึ้งกับ โรงเรียนของคุณ

มองกลับไปอย่าง”อดีตผู้แพ้ที่เข้าใจโลก”
และบอกว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

เพราะคุณอยู่นอกสถานการณ์นั้นแล้วในขณะที่คุณพูด
อยู่ในอีกสถานภาพหนึ่ง ที่ต่างไปอย่าสิ้นเชิง

ไม่ว่าคุณจะมองอย่างไร
โรงเรียนประสบความสำเร็จในการทำให้คุณเชื่อในเรื่องส่วนใหญ่ที่สตรัคเจอร์ต้องการ
กลับไปมอง”เด็ก”ที่เป็นเหมือนคุณว่า ไร้เดียงสา และจะได้เรียนรู้เอง
คุณพูดสิ่งที่คุณเคยได้ยินมาบ่อยๆ วิ่งที่คนมีอำน่จมากกว่าคุณพูดให้ได้ยินตอนเด็กว่า

“พอโตแล้วก็เลยเข้าใจ”

แหละนี่ก็เป็น
ประสบการณ์ที่สองที่คุณ”มีส่วนร่วม”ในการรีโปรดิ๊ว โครงสร้างเชิงสถาบัน ของกระบวนการศึกษา

เอาล่ะ เข้ามหาลัยแระ

คุณเริ่มมีอำนาจมากขึ้น อำนาจแรกของคุณในการระบายออกถึงสิ่งที่คุณเคย

คุณชอบรับน้อง มันสะใจ….

ไม่รู้ล่ะ
เอาเป็นว่าคุณชอบ

คุณจึงปกป้องครั้งแรกที่คุณได้เป็น”ผู้ใหญ่”

การเป็นผู้ใหญ่ในแง่นี้คือการที่คุณได้คอนโทรลคนอื่น
ทำให้คนอื่นอยู่ใต้อำนาจคุณ
โดยมีอุดมการณ์บางอย่างรับรอง
คุณรู้สึกถึงการจัสติฟายอำนาจโดยอ้างอาวุโสแล้ว
เหมือนที่คุณเคยถูกผู้ใหญ่กว่าคุณทำมาตลอดชีวิต อืม…

เป็นไงล่ะ นี่ล่ะคือการลองชิมสุดยอดของความเป็นไทย

คุณเรียนรู้การมีอำนาจตามลำดับขั้น

มีคนที่คุณต้องเคารพ มีคนที่เคารพคุณ

นี่คือความเป็นไทย ของจริง
ความเป็นไทยที่กระซวงวัดทะนะทำไม่ค่อยอยากพูดถึง

คุณเรียนรู้วิธีที่จะเล่นพรรคเล่นพวก
จากกระบวนการนี้

คุณอยู่กับกลุ่มเพื่อนของคุณ
คุณไม่มีกิจกรรมอะไรมากนักกับสังคม
คุณคุ้นเคยกับสังคมแก๊งกลุ่มเล็กๆ จนคุณโต
คุณมีรุ่นน้องให้คุณวางอำนาจเล่น
รุ่นน้องที่ให้คุณเล่มเกมกดดันทางจิตเล่นๆ
คุณมีรุ่นพี่ให้เคารพ

( เมิงจะเอาอะไรอีกล่ะ ? )

และคุณก็อยู่ในมหกรรม โพรพากันด้าแบบย่อย
ในการปกป้อง ความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของมหาลัย
คุณได้เป็นลมหายใจของการระบบเส้นสาย สี

และ

ที่จริงมันมีเหตผล ในการปกป้องชื่อเสียงของมหาลัยคุณ
เพราะมันมันต้นทุนในการทำมาหากินของคุณในอนาคต
เป็นความภาคภูมิใจของคุณ

และใครที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ชาวบ้าน “คนไม่มีการสึกสา” ก็ย่อมดูด้อยกว่าคุณ
นี่เป็น ประสบการณ์ที่สามในการรักษาสถาบัน….

และเราต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางการเรียนรู้เกี่ยวกับอำนาจของคุณที่นี่

บรรดา อาจาน ทั้งหลายก็ยังคงมีสถานะเหนือกว่าคุณ ชี้เป็นชี้ตายให้กับคุณได้
และคุณก็เรียนรู้การแกล้งๆ เคารพในแบบไทยมามากพอที่จะดีลกับบรรดาอาจานเหล่านี้ได้
บางกรณีคุณอาจเชื่อว่าอาจานเหล่านี้บางคนมีความรู้มากกว่าคุณ มีความเหนือกว่าทางออโธริตี้มากกว่าคุณจริงๆ บางกรณีอาจจะไม่ แต่ช่างมันเถอะ……

เมื่อคุณออกจากมหาลัย

…เดี๋ยวๆๆๆๆ ก่อน! ในวันที่คุณดีใจที่สุด “ท่าน”ก็มาอยู่กับคุณด้วย

แหม๋ๆๆ ชิปหายแระ
ช่างน่าปลาบปลื้มจริงๆ

แล้วคุณก็ไปทำงาน
คุณมีโอกาสมากกว่า
คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้แล้ว

ไชโย !

ทำงาน

คุณทำงานภายใต้ ระบบออโธริทาเรี่ยนเต็มรูปแบบ
อำนาจคือความถูกต้อง ไม่มียูเนี่ยนเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตก็เหมือนเดิม เพื่อนเปลี่ยนจากหมาลัยเป็นเพื่อนที่ทำงาน
แต่คุณพอจะมีโอกาสตักตวงอะไรจากระบบนี้ได้บ้าง
คุณมีคนที่คุณข่มได้
คุณอยู่เหนือ ชาวบ้านคนไม่มีการศึกษา
บางทีคุณก็จ้างเค้าด้วยค่าจ้างถูกๆ
ค่าจ้างที่คุณไม่มีทางยอมให้ตัวเองได้รับ

แต่ไม่เป็นไรมันเป็นเรื่องปกติ
ศาสนาบอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อย่าคิดมากดีกว่า
เราเป็นคนไทย
ยังไงเราก็โชคดีที่มีในหลวง

บางคุณอาจประสบความสำเร็จ
รวย หรือมีการงานดี
ยินดีด้วยนะ.
..ไอ้ชิปหาย

เอาล่ะ ย้อนมาดู กันดีกว่า คุณมีอะไรบ้าง

คุณมีครอบครัว
เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน
แฟน

คุณมี “สังคม” ที่กว้างกว่ากลุ่มคนที่คุณรู้จักไหม
คุณมีพื้นที่สาธารณะที่คุณมีความสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์เหมือนกับคนอื่น เท่าๆกับคนอื่น โดยไม่ต้องมี
ความสัมพันธ์กันอย่างสนิทสนม( ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาวโส หรือ ระบบอุปถัมภ์ ) หรือเป็นกลุ่ม แก๊ง ที่ปิดตัวเองออกจากคนหมู่มาก) สังคมที่คุณเรียนรู้การเมืองในความหมายกว้าง
ในทางสร้างสรรรค์ เช่น การโหวต การทำงานร่วมกัน การใช้สิทธิ ฯลฯ

คำตอบส่วนใหญ่ คือ ไม่ หรือ ไม่น่าจะมี

คุณมีอะไรอีก คุณมีบทบาททางการเมืองไหม อาจจะ แต่ส่วนอยู่ในรูปแบบของ แฟนคลับดารา

สส. เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณไหม ส่วนใหญ่ไม่
แต่ สส เลว ส่วนใหญ่เลว สื่อบอกคุณอย่างนั้น การศึกษาบอกคุณอย่างนั้น

ส่วนภาษี คุณไม่ได้จ่ายภาษีให้สังคม คุณจ่ายให้รัฐ
ไม่ใช่สิ คุณไม่เต็มใจจ่าย แต่อำนาจบางอย่างบังคับให้คุณจ่าย
และอย่างน้อยคุณก็ใช้มันโอ้อวดได้ว่าคุณจ่ายภาษีมากกว่าชาวบ้าน

แล้วคุณมี ศาสนาไหม ?

มีสิ โอ้ จ๊อช ตราบใดที่คุณต้องการ ศาสนาจะคอยปลอบใจคุณ
ศาสนาช่วยให้คุณสบายใจ ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเวลาคุณเห็นความอยุติธรรม
เวลาคุณรู้สึกสงสัยว่าทำไมโลกนี้มันเอี้ยจังวะ ศาสนาจะคอยปลอบประโลมคุณ
ทำให้คุณลืมปัญหา ด้วยวิธีต่างๆกัน

นอกจากนั้นล่ะ
มีอย่างอื่นที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับศาสนาไหม

มีสิ

ชาติ และ เจ้า ยังไงหละ

ทั้งหมดนี้แบบเดียวกันคือคุณ
มีความสัมพันธ์ กับ ไอคอนนั้น
แล้วคุณก็รู้สึกดีขึ้น

โดยผ่าน โปรปะกันด้าที่บอกว่า

ชาติ กับ เจ้า

เป็น พ่อแม่ ของคุณ

เป็น ที่เคารพบูชาของคุณ

เมื่อตอนเด็กคุณเคยต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณ
คุณต้องปกป้อง “สถาบัน”การศึกษา ของคุณใช่ไหม

พวกนั้นกลายเป็นตัวตนของคุณใช่ไหม

ตอนนี้ คุณก็แค่ปัดฝุ่นกลับมาใช้อีกครั้งนึง

คุณเคยปกป้องพ่อแม่ของคุณ ศาสนาของคุณ โรงเรียนของคุณ มหาลัยของคุณ อาชีพการงานของคุณ และชาติของคุณ

ตอนนี้”เจ้า”เป็นเหมือนทั้งหมด

เป็น “เจ้าของ”คุณ

คุณเชื่อมั่นในตัวเองโดยไม่ต้องไอเดนทิฟายตัวเองกับข้างบนไหม

ไม่

ทั้งหมดนี้เพราะคุณไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเอง

แทนที่จะภาคภูมิใจในความเป็นคนธรรมดา
คุณถูกทำให้เชื่อว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย
ที่ทั้งโง่ เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีระเบียบวินัย
อย่างที่คุณเคยได้รับการสอนใน โรงเรียน และสื่อก็กรอกหูคุณอ้อมๆบ่อยๆ
แต่คุณไม่เป็นอ่ะ และก็ไม่อยากให้ใครย้ำเรื่องนี้

และ ทั้งมีน้ำใจ รู้จักให้อภัย เป็นเมืองพุทธ อยู่ใต้พระบารมี มีสัมมาคารวะ มีความกตัญญู ซึ่งคุณก็มีลักษณะนี้ เรื่องนี้ต้องเน้นมากๆ ใช่มั๊ยครับ
คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อคุณมองคนอื่นที่ลำบากมากกว่า จนกว่า ฯลฯ
แทนที่คุณจะรู้สึกว่านั่นเป็นปัญหาที่คุณควรต้องแก้ไข
หรือสงสัยว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไหม หรือคุณจะทำอะไรได้บ้าง

คุณมองไปที่เค้าแล้วคุณรู้สึก
ดี ขึ้น ใช่ไหม ถามตัวเองซิ
ใช่ไหม ?

ถ้าใช่ คุณหมกมุ่นกับตัวเองมากจริงๆ
ถ้าใช่ ลึกๆแล้วคุณเห็นด้วยกับการมีใครบางคนต้องคงความจนเอาไว้
เพราะคุณต้องการรักษาคนจนไว้เปรียบเทียบกับคุณเพื่อคุณจะได้มีคนที่คุณรู้สึกเหรือกว่า

คุณอยู่ในสังคมที่เชื่อว่ามนุษย์ ไม่มีความเท่าเทียม และเสมอภาค
มันจะเสมอภาคได้ยังไง ในชีวิตคุณคุณต้องโพสิชั่นตัวเองเหนือว่าหรือต่ำกว่าคนอื่นตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษย์คนอื่นๆได้
แถมคนไทยคนอื่นๆก็ ไม่ดีเอาซะเลย อย่างที่คุณเคยได้รับการบอกมา อย่างที่คุณเจอมา คุณก็เจอแต่คนที่
ชอบวางอำนาจไม่ใช้เหตุผล ทำไมนะ คงเพราะคนไทยนี้มันสันดานไม่ดีกระมัง ?

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนทั้งโลก(เพราะคุณถูกทำให้เป็นไทย)

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะรู้สึกว่าคนทั้งโลกเป็นคนเหมือนๆกันๆ
แชร์ความดีและความไม่ได้เรื่องเหมือนๆกัน
เพราะคุณกลายเป็นปัจเจกชนที่อยู่ในโครงสร้างลำดับขั้น

คุณไม่สามารถภูมิใจกับความเป็นคนธรรมดาแบบที่ไม่ต้องอิงกับอะไร
เพราะคุณต้องคิดถึงมนุษย์ในลักษณะลำดับขั้น

คุณไม่มีสังคมที่คุณใช้อำนาจได้จริงผ่านการเลือกตั้ง การโหวต
ประสบการณ์เหล่านี้สำหรับคุณเป็นรูปแบบไม่ใช่สาระ

ไม่ต้องห่วง คุณมี “ท่าน”
คุณมีความสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้
ในฐานะของปัจเจกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ

“ท่าน”ไม่เหมือน พ่อแม่แท้ๆของคุณซึ่งเป็นคนธรรมดา มีงี่เง่าให้เห็น
ไอคอนเหล่านี้ สำหรับคุณ เป็นเรื่องเล่า
เป็นจินตนาการพร้อมภาพและเสียงมีชีวิต
ซึ่งสามารถ แต่งให้เป็นเรื่องไม่มีทางทำอะไรผิดได้
หรืออีกนัยหนึ่งคุณต้องการเรื่องเล่าที่ทำให้คุณ

ความเชื่อนี้ ให้ความรู้สึกซาบซึ้ง กับคุณ
คุ้นกับความรู้สึกว่า มีคนสำคัญ มีบุณบาระมี มารักคุณ
หวังดีกับคุณท่ามกลางประเทศ และเพื่อนร่วมชาติที่ห่วยแตกนี้

เมื่อคุณแต่งงาน มีลูก

เมื่อคุณมีลูกคุณจะกลายป็นเทวดา
(พุทธศาสนาในไทยบอกไว้อย่างนั้น พ่อแม่เป็นเทวดา เป็นอรหันต์ เป็นพรหมของลูก บอกมาตั้งแต่ยุคที่พวกเจ้าอยุธา สุโขทัย ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ พ่อแม่ฆ่าลูกฆ่าญาติ
แย่งบัลลังก์กันเป็นปกติ …. สาธุ ช่างเปนพระบารมียิ่ง ถ้าท่าน-พวกเจ้าสมัยนั้น-ไม่ฆ่ากันชิปหายในครอบครัวอย่างนั้นพวกเราคงไม่แผ่นดินอยู่….จริงๆนะ ไม่เชื่อก็ลอง
ไปอ่านประหวัดสาดเวอชั่นฮิตๆดูสิ )

เมื่อคุณจะได้ทำในสิ่งเดียวกับที่เคยถูกทำแล้ว

คุณลืมห่าไปหมดแล้วว่าความทุกข์ของเด็กเปนไง
คุณทำสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด

แต่ส่วนใหญ่แย่กับเด็ก T-T

เอาน่า
อย่างน้อยที่สุดคุณทำได้ไม่แย่ไปกว่าคนรุ่นพ่อแม่คุณแน่นอน

แต่ส่วนใหญ่แล้ว
คุณพยายามสอนเด็กทุกอย่าง ควบคุมเด็กทุกอย่าง เหมือนที่คุณเคยได้รับมา

คุณมีอำนาจที่จะบอกว่า คุณเป็นพ่อ แม่ พ่อแม่เกิดก่อน หวังดี และ ถูกเสมอ

ประชาธิปไตยเหรอ
ประชาธิปไตยพ่อมึงดิ
ไม่ใช่เรื่องของกู
ไอ้ชิปหาย

แล้วเด็กคนนั้นก็จะมีประสบการณ์คล้ายๆกับคุณ
นั่นเอง….

สาธุ….

หมายเหตุ 1

แรงบันดาลใจบางส่วน
มาจากคุณ กิ๊กผม …เธอเป็นยอดมนุษย์ ( โดยเฉพาะ “ไอ้ชิปหาย” ทั้งหมด )

หมายเหตุ 2

รวมศัพท์

รีโปรดิ๊ว = reproduce, reproduction
จัสติฟาย = justify
อะนาคิส = anarchism
โปรปากันด้า = propaganda
ออโธริตี้ = authority
ออโธริทาเรี่ยน =authoritharian
ไอเดนติฟาย = identify
ระบบอาวุโส = ระบบอาวุโสแบบไทยๆ
ท่าน = ท่าน (ก็ท่านไง)

“สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ”

February 20th, 2008

ดาวน์โหลด PDF

ผู้ดำเนินการอภิปราย ผู้อภิปราย ผู้รับฟังการอภิปราย และสื่อมวลชนทุกท่าน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากผู้จัดงานและนิตยสารประชาทรรศน์ให้ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ ด้วยเหตุที่ว่านิตยสารประชาทรรศน์เป็นสื่อเพียงไม่กี่สื่อที่กล้าหาญลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยามาตั้งแต่แรกๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผู้ประกาศตนว่าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อน้ำดีทั้งหลาย ต่างก้มหัวให้กับรัฐประหาร ๑๙ กันยาและระบอบขุนศึก-ขุนนาง และอำมาตยาธิปไตย

จากหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ “สู่ประชาธิปไตย ต้องยกเลิกกฎหมายท็อปบู๊ตทมิฬ” ผมขออนุญาตแบ่งการอภิปรายของผมเป็น ๔ ประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก การแทรกแซงของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญโดยกลไกทางกฎหมาย ประเด็นนี้ ผมต้องการฉายภาพให้เห็นว่าทำไมหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารและพวกจึงต้องผลิตกลไกทางกฎหมายเป็นจำนวนมาก ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้อง “วางยา” กลไกทางกฎหมายมากมายซึ่งส่งผลกระทบทางการเมืองในปัจจุบันนี้ ทำไมถึงมีกฎหมายซึ่งเป็น “ซาก” ของคณะรัฐประหารหลงเหลือจำนวนมาก กล่าวให้ถึงที่สุด ผมต้องการตอบคำถามว่าเหตุใดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องแทรกแซงการเมืองในระบบโดยยืมมือ “กฎหมาย”

ประเด็นที่สอง ความชอบธรรมของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย” ประเด็นนี้ ผมจะอธิบายถึงประกาศ คำสั่ง ของคณะรัฐประหาร ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นว่ามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ควรถือเป็นกฎหมายหรือไม่ มีความชอบธรรมหรือไม่ อย่างไร โดยพิจารณาทั้งทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานของศาลไทย

ประเด็นที่สาม กฎหมายที่เป็น “ซาก” ตกค้างจากคณะรัฐประหารและพวก ประเด็นนี้ ผมจะลองสำรวจอย่างคร่าวๆว่ามีกฎหมายใดบ้างที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกรับใช้อุดมการณ์บางอย่างและปราบปรามศัตรู

ประเด็นที่สี่ What is to be done? เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องสร้างกลไกทางกฎหมาย ต้องใช้บริการเนติบริกร และพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และกฎหมายที่ สนช ตราขึ้น ตลอดจนไล่รายชื่อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคซึ่งคณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ก็ต้องมาพิจารณาต่อไปว่า “แล้วเราจะทำอะไรกันต่อไป?”

ทั้งหมดเป็น ๔ ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ซึ่งคิดว่าน่าจะครอบคลุมหัวข้อที่ผู้จัดตั้งขึ้น คือ เริ่มตั้งแต่ทำไมคณะรัฐประหารและพวกต้องสร้างกฎหมายมากมาย กฎหมายเหล่านั้นมีสถานะอย่างไร ชอบธรรมหรือไม่ กฎหมายเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และในท้ายที่สุด เราควรจะยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นหรือไม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตย

ผมขอเริ่มที่ประเด็นแรก

๑. อำนาจนอกรัฐธรรมนูญกับการแทรกแซงการเมืองในนามของกฎหมาย

แม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน กล่าวไว้ว่า ความชอบธรรมของการปกครองและการครอบงำเกิดจาก ๓ ช่องทาง ในยุคโบราณ ความชอบธรรมเกิดจากจารีตประเพณี เช่น ความเชื่อในประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานาน หรือความศรัทธาในศาสนาหรือวัด ต่อมาความชอบธรรมย้ายมาตั้งอยู่ที่บารมี เช่น การเคารพเชื่อฟังผู้นำที่เข้มแข็งและมีบารมี จนมาถึงสมัยใหม่ ความชอบธรรมต้องเกิดจากกฎหมาย ในรัฐสมัยใหม่ ความชอบธรรมของการปกครองล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายและความเป็นเหตุเป็นผลทางกฎหมาย

ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ นักกฎหมายเยอรมันได้พัฒนาหลักนิติรัฐขึ้นเพื่อใช้จำกัดอำนาจของรัฐ และเป็นหลักประกันให้กับประชาชนว่าจะไม่ถูกรัฐใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เริ่มแรกหลักนิติรัฐ มีสาระสำคัญอยู่ที่รูปแบบ กล่าวคือ เรียกร้องว่ายามใดที่รัฐต้องการใช้อำนาจ อำนาจนั้นต้องมีที่มาจากกฎหมาย และการใช้อำนาจนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย โดยมีองค์กรตุลาการที่เป็นกลางและอิสระทำหน้าที่ควบคุมว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ภายหลังประสบกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่อ้างว่าการใช้อำนาจของรัฐมีที่มาตามกฎหมายและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ หลักนิติรัฐจึงขยายพรมแดนไปในทางเนื้อหามากขึ้น กล่าวคือ กฎหมายที่เป็นทั้งที่มาและข้อจำกัดของอำนาจรัฐนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ดี ได้สัดส่วน ไม่มีผลย้อนหลัง มีความแน่นอนชัดเจน มีความเสมอภาค

ในทศวรรษที่ ๘๐ หลักนิติรัฐถูกแปรสภาพกลายเป็นวาทกรรมทางการเมือง วาทกรรม “นิติรัฐ” ถูกนำไปใช้กล่าวอ้างเพื่อเป็น “อำนาจ” ในการปกครอง เรียกได้ว่า หากมีรัฐใดประกาศตนว่าเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตย และต้องการสร้างความชอบธรรมในการปกครอง ตลอดจนต้องการให้นานาอารายประเทศยอมรับนับถือแล้ว ก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องประกาศตนเป็น “นิติรัฐ”

กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐ นอกจากจะเป็นหลักที่เกิดขึ้นมาเพื่อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐที่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนแล้ว อีกมุมหนึ่ง หลักนิติรัฐยังกลายเป็นฐานของความชอบธรรมในการปกครองประเทศอีกด้วย “กฎหมาย” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการปกครองในรัฐสมัยใหม่ ในฐานะตัวแทนของความชอบธรรม และในฐานะเครื่องมือของการปกครอง

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” เบ่งบานเช่นนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจเข้าแทรกแซงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยวิธีล้าสมัยแบบเดิมๆ เช่น การใช้อาวุธ การลอบฆ่า การลักพาตัว การยึดทรัพย์โดยคณะรัฐประหาร ตรงกันข้าม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายจำเป็นต้องควานหา “กฎหมาย” มาใช้เป็นฐานของความชอบธรรม ดังปรากฏให้เห็นจากกรณีรัฐประหาร

รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีโทษทางอาญาอีกด้วย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดในโลกที่อนุญาตให้คณะบุคคลใดมีสิทธิก่อการรัฐประหารได้ตามใจชอบ เมื่อรัฐประหารเป็นสิ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วไซร้ หากคณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร

เมื่ออำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่เข้ามาโดยรัฐประหารปราศจากความชอบธรรมทางการเมือง อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องเร่งสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายขึ้นมาแทน ด้วยการ “ล้ม” รัฐธรรมนูญเก่าเพื่อลบล้างความผิด และ “เสก” รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อใช้แปรสภาพอำนาจนอกรัฐธรรมนูญให้กลายเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ เมื่อผสมกับจารีตประเพณีของนักกฎหมายที่ยอมรับกันว่า หากคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คณะรัฐประหารก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตรารัฐธรรมนูญใหม่ ตรากฎหมายต่างๆ และแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งได้ จึงเป็นอันว่าอำนาจนอกรัฐธรรมนูญถูกทำให้สมบูรณ์ในทางกฎหมาย

เมื่อรัฐประหารเป็นไปเพื่อกำจัดรัฐบาลเดิม จึงหลีกหนีไม่พ้นต้องสร้างกลไกปราบปราม หากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญใช้กำลังหรืออำนาจดิบเถื่อน เข้าปรามปรามฝ่ายตรงข้ามโดยตรง สังคมย่อมไม่อาจยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพยายามสร้างกลไกปราบปรามให้มีความเป็นเหตุเป็นผล (rationality) มากขึ้น ด้วยการซ่อนกลไกนั้นให้อยู่ในรูปของกฎหมาย อาจกล่าวได้ว่า อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพยายามแปรสภาพอำนาจที่ “แข็งกระด้าง” ให้เป็นอำนาจที่ “อ่อนนุ่มลง”

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอาจเขียนกฎหมายกำหนดโทษแรงขึ้นและให้มีผลย้อนหลัง เขียนกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆเพื่อทำหน้าที่จัดการรัฐบาลเดิม ตลอดจนเขียนกฎหมายทั้งหลายที่จำเป็นต่อการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และเมื่อมีเสถียรภาพและแรงต่อต้านเริ่มหายไป อำนาจนอกรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่องถ่ายอำนาจการตรากฎหมาย ด้วยการสร้างสภานิติบัญญัติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ “ผลิต” กฎหมายที่ใช้ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามแทนตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตัวบทกฎหมายที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญบรรจงสร้างขึ้น เป็นเพียงตัวอักษรลอยๆ เพื่อให้ตัวบทกฎหมายเหล่านั้นมีผลเป็นรูปธรรม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงต้องพึ่งพาองค์กรตุลาการเพื่อให้นำตัวบทกฎหมายนั้นไปใช้บังคับและวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทให้มีผลเป็นที่สุด

อำนาจนอกรัฐธรรมนูญพยายามผลิตซ้ำ “ตุลาการภิวัตน์” เพื่อสร้างความเชื่อที่ว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก แต่องค์กรตุลาการเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความเป็นกลาง ปราศจากผลประโยชน์ จึงต้องให้อำนาจองค์กรตุลาการควบคุมนักการเมือง และขยายบทบาทขององค์กรตุลาการไปแทรกแซงการเมือง

การยืมมือองค์กรตุลาการในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม นับเป็นอุบายที่แยบคาย เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญสามารถอ้างได้เสมอว่าหลักนิติรัฐเรียกร้องให้มีองค์กรตุลาการทำหน้าที่ควบคุมการใช้อำนาจ และคำวินิจฉัยขององค์กรตุลาการก็ทำให้ข้อพิพาทเป็นที่สุดในตัวเอง อีกทั้งการกระทำขององค์กรตุลาการยังมีเกราะคุ้มกันอย่างข้อหา “หมิ่นศาล” อีกด้วย

การสถาปานาให้กฎหมายเป็นใหญ่ของพวกอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจทำให้ “กฎหมาย” ที่เป็นธรรมเป็นใหญ่ได้ ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นการทำให้ “นักกฎหมาย” เป็นใหญ่มากกว่า เพราะ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพานักกฎหมายเข้าไปเป็น “ช่างเทคนิค” หรือ “เนติบริกร” ช่วย “เสก” กฎหมายเพื่อเป็นฐานความชอบธรรมของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการแทรกแซงการเมืองในระบบ

เมื่อวาทกรรม “นิติรัฐ” “การปกครองโดยกฎหมาย” และ “กฎหมายเป็นใหญ่” ครอบงำสังคม อำนาจนอกรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้อง “ยืมมือ” กฎหมาย ทั้งเพื่อใช้สนับสนุนและผลิตซ้ำอุดมการณ์บางอย่าง ทั้งเพื่อใช้ปราบปรามอุดมการณ์และศัตรูฝ่ายตรงข้าม และทั้งเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจของตน

ในสายตาของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลาย กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อ “ความยุติธรรม” กฎหมายจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อใช้อ้างความชอบธรรมของการใช้อำนาจ และเพื่อใช้สะกดผู้อยู่ใต้อำนาจให้เชื่อฟัง

เมื่อตัวกฎหมายถูกลดสถานะเหลือเพียงเครื่องมือเพื่อค้ำจุน “ระบอบบางระบอบ” กลไกทางกฎหมายจึงบิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น

นี่เป็นผลเสียระยะยาวจากการที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญยุคใหม่ปรารถนาเข้าแทรกแซงการเมืองโดยผ่านกฎหมาย

มาถึงประเด็นที่สอง

๒. ความชอบธรรมและสถานะของผลิตผลของคณะรัฐประหารและพวกที่อ้างว่ามาในรูปของ “กฎหมาย”

แวดวงของวิชานิติปรัชญา มีคำถามหลักคำถามหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของวิชานี้ คือ กฎหมายคืออะไร? หรืออะไรบ้างที่เราถือว่าเป็นกฎหมาย? ในส่วนของผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารนั้น เราจะถือว่ามีสถานะเป็นกฎหมายหรือไม่ ในทางทฤษฎีมีอยู่ ๒ ความเห็น

ความเห็นแรก คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย มีความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ความเห็นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีแรงต่อต้าน คณะรัฐประหารนั้นก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจอธิปไตยรวมศูนย์อยู่ที่คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารย่อมสามารถตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ ดังนั้น คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารทั้งหลายจึงมีสถานะเป็นกฎหมาย

ตามความเห็นนี้ หากคณะรัฐประหารอ้างว่าตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เพราะไม่มีแรงต่อต้านอีกต่อไป ก็สมควรพิจารณาต่อไปด้วยว่า ที่ว่าไม่มีแรงต่อต้านและประชาชนให้การยอมรับนั้น เป็นการยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างแท้จริงหรือจำเป็นต้องยอมรับเพราะคณะรัฐประหารเป็นผู้ถืออาวุธกันแน่

ความเห็นที่สอง รัฐประหารเป็นการทำลายระบบกฎหมายเดิม ในระหว่างที่ยังไม่มีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นใหม่ คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารจึงเป็นเพียงคำสั่งหรือประกาศในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย จนกว่าจะมีการก่อตั้งระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งปรากฏให้เห็นจากการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่าย และคณะรัฐประหารได้ตรากฎหมายขึ้นเพื่อรับรองความสมบูรณ์ทางกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้น

จะเห็นได้ว่า ทั้งสองความเห็นแตกต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ ความเห็นแรก ยืนยันว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีผลเป็นกฎหมายทันที แต่ความเห็นที่สอง เห็นว่าต้องมีการรับรองคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารเสียก่อนจึงจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ทั้งสองความเห็นก็ไม่ได้ปฏิเสธสถานะความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหาร

สมควรกล่าวด้วยว่า ความเห็นทั้งสองความเห็นนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยม ที่พิจารณาแต่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ และไม่นำคุณค่าทางศีลธรรมมาปะปนกับกฎหมายเท่าที่ควร อนึ่ง ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมมีแต่ความเลวร้ายอย่างที่สังคมไทยเข้าใจกัน ซึ่งหากจะอภิปรายทำความเข้าใจสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมเสียใหม่แล้ว คงไม่เหมาะสมกับเวทีวันนี้และเวลาอาจไม่เพียงพอ

ในส่วนของคำพิพากษาของศาลไทย ศาลไทยได้มีคำพิพากษาจำนวนมาก จนอาจถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานไปแล้วว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่กำเนิดโดยคณะรัฐประหารนั้น มีสถานะเป็นกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น…

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕

“เมื่อใน พ.ศ.๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร”

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓

“แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกหรือประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”

มีข้อสังเกตว่า เคยมีคำพิพากษาของศาลไนจีเรียและปากีสถานที่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ศาลไนจีเรียตัดสินว่า “รัฐประหารโดยกองกำลังทหารที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลในปี ๑๙๖๘ เป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจจากรัฐบาลมาสู่คณะรัฐประหารเท่านั้น ไม่ได้เป็นการล้มระบบกฎหมายเดิม อำนาจนิติบัญญัติขององค์กรผู้มีอำนาจนิติบัญญัติใหม่ จึงต้องขึ้นกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญเดิม ประกาศของคณะรัฐประหารไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องถูกยกเลิก” ส่วนศาลปากีสถานตัดสินว่า “ประกาศของคณะรัฐประหารที่ให้อำนาจทหารในการควบคุมตัวบุคคลได้โดยไม่มีกำหนดเวลาย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศดังกล่าวจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผ่านการยอมรับขององค์กรตุลาการและองค์กรนิติบัญญัติ”

นอกจากความเห็นทางทฤษฎีและคำพิพากษาบรรทัดฐานแล้ว มีความเห็นที่น่าสนใจของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ผมพูดไม่ผิดนะครับ ศ.เสน่ห์ คนคนเดียวกันกับที่สนับสนุน ๑๙ กันยา แต่ความเห็นของ ศ.เสน่ห์นี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยผมค้นมาจากหนังสือที่ถือเป็นอนุสารวรีย์ของท่านในชื่อ “การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ”) ท่านเห็นว่า คำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารมีสถานะเทียบเท่ากฎหมายเพียงชั่วคราวเฉพาะในช่วงรัฐประหารนั้นเท่านั้น หากมีการตรารัฐธรรมนูญถาวรขึ้นใหม่ มีกระบวนการนิติบัญญัติและตุลาการตามระบบปกติดังเดิมแล้ว คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารต้องสิ้นสภาพความเป็นกฎหมายทันที

แม้มิติทางกฎหมาย จะมีแนวโน้มไปในทางที่ยอมรับว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารอาจมีสถานะเป็นกฎหมายได้ แต่หากพิจารณามิติทางการเมืองประกอบแล้ว ก็มีปัญหาตามมาว่า คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ตลอดจนกฎหมายที่ สนช.ตราขึ้นมีความชอบธรรมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในรัฐสมัยใหม่ที่ถือหลักประชาธิปไตยและไม่ยอมรับการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาล

๓. กฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหารและพวก

หลังการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหารและพวกประสบความพ่ายแพ้ เพราะผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม ทั้งๆที่กลไกอำนาจรัฐทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้นก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงออกซึ่งการปฏิเสธรัฐประหาร ๑๙ กันยาในรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถ่องแท้ เราจะพบว่าคณะรัฐประหารและพวกไม่ได้พ่ายแพ้ไปอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราตั้งสมมติฐานว่า “ธง” ของคณะรัฐประหารและพวก คือ การกำจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไปจากการเมืองไทย ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งสามารถอ้างว่าตนเองมาจากเสียงข้างมากอย่างแท้จริง ไม่ต้องการผู้นำทางการเมืองในระบบที่ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับผู้มีบารมีนอกระบบ ก็นับได้ว่าคณะรัฐประหารและพวกยังประสบความสำเร็จอยู่ เพราะ กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้นได้ส่งผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และยังคง “ออกดอกผล”ต่อไปในอนาคต

ด้วยเวลาการภิปรายที่มีอย่างจำกัด จะขอยกตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนที่เห็นได้ชัดเจน

๓.๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้บรรดาข้าราชการระดับสูงมีบทบาทและอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังลดทอนอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในสาระสำคัญอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังทำลายความสำคัญของพรรคการเมือง กีดกันโอกาสในการเข้าไปดำเนินนโยบายของพรรคการเมือง ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ตลอดจนมุ่งหมายให้การกำหนดทิศทางประเทศขึ้นอยู่กับกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่ง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จะขอยกตัวอย่างบางส่วน

ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.

ในส่วนของ ส.ส.ระบบแบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ตามจำนวน ส.ส.ที่พึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น นั่นย่อมหมายความว่าผู้มีสิทธิแต่ละคนมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกตั้งอาจเลือกได้ ๑ คนหรือ ๒ คนหรือ ๓ คนแล้วแต่กรณี ซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมกันในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต และอาจจะส่งผลกระทบต่อไปถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ระบบการเมืองไทยประสบมายาวนานและพยายามหลีกเลี่ยง

สำหรับ ส.ส.ระบบสัดส่วนจำนวน ๘๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกบัญชีรายชื่อโดยแบ่งเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด กลุ่มละ ๑๐ คนนั้น ก็ไม่สามารถอธิบายฐานคิดในการกำหนดกลุ่มจังหวัดได้ว่าต้องการให้ผู้แทนตามบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นผู้แทนของกลุ่มประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด และจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งกลุ่มจังหวัด การจัดแบ่งบัญชีรายชื่อเป็น ๘ บัญชีและลดจำนวน ส.ส.ระบบสัดส่วนให้เหลือเพียง ๘๐ คน ได้ทำลายข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ลงโดยไม่มีเหตุผลใดในทางวิชาการรองรับ นอกจากเหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมืองใหญ่ในอดีตที่เคยเข้ายึดครองที่นั่งของ ส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นจำนวนมาก และมีการอ้างตัวเลขคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนเท่านั้น

ที่มาของส.ว.

รัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจแก่วุฒิสภามาก ทั้งการกลั่นกรองร่างกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง แต่กลับกำหนดให้ ส.ว. มีจำนวน ๑๕๐ คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนและจำนวนที่เหลือให้มาจากการสรรหา การผสมสัดส่วนของส.ว.ที่มาจากการสรรหา ไม่อาจตอบปัญหาความเป็นตัวแทนของประชาชนได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอำนาจอันมีอยู่มากของวุฒิสภา ยิ่งกว่านั้น การกำหนดให้จังหวัดแต่ละจังหวัดไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรเท่าใดมี ส.ว.ได้จังหวัดละ ๑ คน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ในทางวิชาการ สำหรับ ส.ว.ซึ่งมีที่มาจากการสรรหานั้น ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งมาจากฝ่ายตุลาการและข้าราชการระดับสูงซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ โดยหาความเชื่อมโยงกับประชาชนมิได้ อันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้คุณค่าแก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออำนาจการตัดสินใจของประชาชน

การรับรองให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้เต็มวาระ

ภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา คณะรัฐประหารได้ออกประกาศและคำสั่งตามมาจำนวนมากที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่ง เป็นการรับรองการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้มีอำนาจหน้าที่ตามเดิมต่อไป อีกส่วนหนึ่ง เป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งไปทั้งคณะ และกำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เป็นทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งคณะ อีกนัยหนึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทั้งสืบสวน สอบสวน ชี้มูลความผิด และลงมติตัดสิน ซึ่งขัดกับลักษณะขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะเห็นได้ว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๒ ได้ทำลายระบบการตรวจเงินแผ่นดินให้เสียสมดุลไปหมดสิ้น แต่แทนที่รัฐธรรมนูญจะเร่งขจัดข้อเสียที่ว่านี้ ตรงกันข้าม กลับรับรองอำนาจของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปอีกตามมาตรา ๓๐๑ วรรคสองที่กำหนดว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน”

นั่นก็หมายความว่า ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คนเดิมและคนเดียว) ซึ่งรับเหมาทำแทนทั้งตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด และทั้งตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีก จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินชุดใหม่

ในส่วนขององค์กรอื่นๆที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่ง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ ๑๙ แต่งตั้งบุคคล ๙ คนให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป.ป.ช. เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ควรกำหนดให้เริ่มกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อขจัดข้อครหาว่าเป็นบุคคลที่คณะรัฐประหารเลือกมา แต่บทบัญญัติในมาตรา ๒๙๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญนี้ กลับรับรองให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าว ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเต็ม ๙ ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

กระบวนการยุบพรรค

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะถูกยุบได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่เป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่น มีอุดมการณ์หรือนโยบายไปในทางเผด็จการหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยุบพพรคการเมืองไม่ใช่เกิดจากสาเหตุเล็กน้อย แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายกลับมีบทบัญญัติที่เอื้อให้การยุบพรรคเป็นไปโดยง่าย เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองอาจถูกยุบได้หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่า หากมีกรรมการบริหารพรรคใดได้รับใบแดงจาก กกต. พรรคการเมืองนั้นก็อาจถูกยุบได้ ความข้อนี้ นับเป็นการทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยแท้

อำนาจของ กกต.ในการแจกใบเหลือง-ใบแดง

การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยได้อย่างชัดเจนที่สุดในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้งแล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยนั้นต้องมีผลทันที โดยไม่มีองค์กรใดมากีดขวาง แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้กกต.เพียง ๕ คน เป็นผู้คั่นกลางในการเลือกตั้ง มีอำนาจประกาศผลการเลือกตั้งหรือให้ใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร อำนาจเช่นว่านี้ยังมีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่อาจมีองค์กรอื่นใดทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ได้

ใบเหลือง-ใบแดง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดการเมือง “ขาวสะอาด” (ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน) ยังกลับกลายเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้การเมืองได้เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น และไม่แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตยจะส่งผลทันที เพราะ กกต.มีอำนาจในการไม่รับรองเสียงที่ประชาชนลงให้ผู้สมัคร

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างละเอียด ครอบคลุมนโยบายเกือบทุกเรื่องและบางเรื่องก็ไม่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายตามที่กำหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ทำให้รัฐบาลไม่มีอิสระในการกำหนนโยบายของตนเองเท่าที่ควร นอกจากนี้ ในมาตรา ๗๗ ยังกำหนดให้รัฐบาลต้องมีนโยบายซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้พอเพียงและทันสมัยอีกด้วย

มาตรา ๓๐๙

มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราขอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” กล่าวโดยสรุปด้วยภาษาง่ายๆ มาตรา ๓๐๙ ได้เสกให้ ๑.) คำสั่ง คปค. ๒.) ประกาศ คปค. ๓.) การปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ และ ๔.) การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับ ๑-๓ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้วจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทุกประการ

๓.๒. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๐

กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจผู้อำนวยการ กอ.รมน.มาก ให้อำนาจรัฐในการออกมาตราการกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้มากมาย อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการแปลงรูปรัฐประหารซึ่งอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบในรูปของกฎหมาย ซึ่งในรายละเอียด เข้าใจว่าคุณหมอเหวงและอาจารย์จรัลจะกล่าวถึงต่อไป

๓.๓. พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม

กฎหมายฉบับนี้ได้ลดทอนอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารระดับสูง รัฐบาลไม่อาจมีอัตวินิจฉัยในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการทหารได้ดังเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลผู้ได้รับมอบอาณัติจากประชาชนกลับไม่สามารถมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายได้ หากเราใช้ภาษาของอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ก็คือ กฎหมายนี้เป็นการสถาปนา “รัฐซ้อนรัฐ” นั่นเอง

นี่เป็นตัวอย่างกลไกทางกฎหมายบางส่วนเท่านั้นที่คณะรัฐประหารและพวกได้ทิ้งเอาไว้ ยังมีกฎหมายอีกหลายๆฉบับ ซึ่งผู้ร่วมอภิปรายท่านอื่นๆจะได้อภิปรายต่อไป

จากนี้ไป เราจะเห็นเกมทางการเมืองที่แปรสภาพให้เป็นเกมทางกฎหมายจำนวนมาก เพราะเมื่อมาในนามของกฎหมาย ย่อมมีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลเป็นที่สุด ให้ทุกคนต้องยอมรับ เราอาจมีโอกาสเห็นเกมทางกฎหมายเช่น การยุบพรรค การแจกใบเหลือง-ใบแดง การเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนรัฐมนตรี ตลอดจนการฟ้องคดีความต่างๆ เพราะ กลไกต่างๆในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆเปิดช่องเอาไว้

๔. ควรทำอะไรต่อไป?

แม้พวกเราจะไม่ยอมรับรัฐประหารและผลิตผลของรัฐประหารทั้งปวง แต่ในความเป็นจริงกลไกของคณะรัฐประหารและพวกก็มีผลและยังคงดำเนินต่อไปอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาในทางปฏิบัติว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

รัฐบาลควรเร่งเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อาจเริ่มต้นจากตั้งคณะกรรมการเพื่อรวบรวมความเห็นกำหนดกรอบและประเด็นที่ควรแก้ไข โดยอาจมีทางเลือกระหว่างรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วกำหนดโครงสร้างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ หรือใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้งและแก้ไขข้อบกพร่องในบางจุด อนึ่ง ดีๆชั่วๆรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็มีที่มาจากประชามติ ซึ่งทำให้ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญนี้สามารถอ้างฐานความชอบธรรมได้มากพอควร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นวาระที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เสมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐

รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการเพื่อนำประกาศ คำสั่งคณะรัฐประหาร และกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราขึ้นทั้งหมด มาพิจารณาดูเนื้อหาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินไปหรือไม่ ตลอดจนเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยคณะกรรมการดังกล่าว ต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายจากทุกๆฝ่าย ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดเป็นกฎหมายที่ดี ก็ควรเสนอให้รัฐสภาลงมติรับรองกฎหมายนั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยในฐานะที่รัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชน ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายใดมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็ควรเสนอให้รัฐสภาแก้ไขหรือยกเลิกเสีย

ในส่วนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ควรรวมตัวกันใช้กลไกทางกฎหมายเท่าที่มีอยู่ (แม้เราไม่เคยยอมรับกลไกตามรัฐธรรมนูญนี้ หรืออาจคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าคงไม่สำเร็จก็ตาม) เพื่อทดสอบว่าผลิตผลทางกฎหมายของคณะรัฐประหารและพวก หรือกฎหมายที่ตราขึ้นโดย สนช. นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือทดสอบมาตรา ๓๐๙ ว่าคุ้มกันคณะรัฐประหารและพวกมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายอาจรณรงค์เข้าชื่อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เป็นมรดกตกทอดจากคณะรัฐประหารและพวก

อนึ่ง นอกจากกฎหมายทั้งหลายแล้ว เราควรตรวจสอบการดำเนินงานของคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยาและองค์กรที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของคณะรัฐประหารและองค์กรลูกหลานของคณะรัฐประหาร เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ดำรงตำแหน่งในหลายๆองค์กร เรื่องการคำนวณงบประมาณที่เสียไปนับแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประจำที่ใช้ไปกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของคณะรัฐประหารและองค์กรต่างๆที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ค่อยได้ถูกเปิดเผยชัดเจนเท่าไรนัก ตลอดจนควรประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

บทสรุป

ประชาธิปไตย คืออะไร อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสำคัญพื้นฐานของมันอยู่ ก็คือ การปกครองโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องเคารพและไม่ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย ในขณะเดียวกันเสียงข้างน้อยต้องอดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มาจากมติของเสียงข้างมาก และอดทน รณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไปเป็นเสียงข้างมาก

แน่ละ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยยังต้องมีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี การมีส่วนร่วมของประชาชน การชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งก็เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการปกครองประชาธิปไตย เราจะมีเครื่องมือใดที่ใช้วัดความนิยมทางการเมืองได้ดีเท่านี้ หรือต้องให้ผู้มีบารมี-คุณธรรมเท่านั้นหรือที่มีสิทธิออกมาบอกได้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นใคร รัฐบาลต้องเป็นใคร?

ตลอด ๖๐ ปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ผมเอาปี ๒๔๙๐ หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ไป ๑ ปีเป็นเกณฑ์ เพราะเป็นปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีรัฐประหาร-วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย และเป็นปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เริ่มถูกกำจัดจนหายไปจากการเมืองไทย) มีความพยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง ให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก มีแต่การซื้อเสียง ประชาชนผู้ลงคะแนนเป็นคนโง่ นักการเมืองเป็นปีศาจ การเมืองแบบผู้แทนเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่เอาชนะคะคานและมุ่งหาผลประโยชน์ ความพยายามเช่นนี้มีเพื่ออะไร? ก็เพราะว่าหากการเลือกตั้งและการเมืองในระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำเตี้ยติดดินแล้ว ย่อมทำให้อำนาจของผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรม มีการศึกษา และผู้ที่อ้างว่าตนไม่อยากไปแปดเปื้อนกับการเมืองสกปรกนั้น สูงเด่นขึ้นมาแทน เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อกับการเมืองในระบบรัฐสภา ก็จะไปเรียกหาผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเข้ามาแทนที่นั่นเอง

โลกสมัยใหม่ ทรัพยากรมีอย่างจำกัดแต่ประชากรมีมากขึ้น ความคิดเห็นแตกต่างกันมากขึ้น คงมีแต่ประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะประสานคนทุกกลุ่ม ทุกความเชื่อ ทุกอุดมการณ์ ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การแลกเปลี่ยน แสดงความเห็น ปรึกษาหารือร่วมกันจนได้มติออกมา ย่อมทำให้มตินั้นมีความชอบธรรมในตัวมันเอง การเผด็จอำนาจของเหล่าผู้อวดอ้างบารมี-คุณธรรมเพื่อสงวนสิทธิขาดชี้เป็นชี้ตายและกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง โดยมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงของคนโง่ซึ่งไม่ควรให้ราคานั้น ย่อมเป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

ณ วันนี้…

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง ประชาธิปไตย หรือ อำมาตยา-อภิชนาธิปไตย

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง อำนาจของประชาชน หรือ อำนาจของอภิชน

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง เสียงของทุกคนมีน้ำหนักเท่าเทียมกัน หรือ เสียงของอภิชนมีค่ามากกว่าคนทั่วไป

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง พลเรือนเป็นใหญ่ หรือ ทหารเป็นใหญ่

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การส่งเสริมคุณค่าของการเลือกตั้งในฐานะเป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดของประชาชน หรือ การลดทอนคุณค่าของการเลือกตั้งให้เป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การเมืองที่ดำเนินไปด้วยมือของประชาชนเอง หรือ การเมืองที่ต้องมีผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเป็นผู้อนุบาล

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง สมานฉันท์ที่หมายถึง ทุกคน ทุกความเห็น มีน้ำหนักเท่าๆกัน สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนและอยู่ด้วยกันได้ หรือ สมานฉันท์ที่หมายถึง พวกเอ็งจงอยู่ในความสงบ ปล่อยให้พวกข้าที่มีคุณธรรมสูงเท่านั้นที่จะมีสิทธิชี้ชะตาบ้านเมือง

เราเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่าง การใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน หรือ การใช้กฎหมายแบบดูหน้าคน ทีเอ็ง ข้าใช้กฎหมาย ทีข้า เอ็งห้ามใช้กฎหมายเพราะข้ามีคุณธรรม

หากเราเลือกทางแรก คงไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่ยังมีกลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกได้วางเอาไว้ ภารกิจสำคัญของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จึงหนีไม่พ้นต้องเร่งกำจัดกลไกทางกฎหมายที่อคติ และฟื้นฟูระบบกฎหมายที่เป็นธรรมและเอื้อต่อพัฒนาการประชาธิปไตยกลับคืนมา

ขอบคุณครับ

Journal of Contemporary Asia – รัฐประหารไทยในวารสารฝรั่ง

February 17th, 2008

Journal Of Contempory Asia

ความสำคัญของ Journal of Contemporary Asia (JCA) เล่มนี้คือการอุทิศทั้งเล่มว่าด้วยเมืองไทยหลังรัฐประหาร

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ เสนอบทความ 7 ชื้นในเล่มสำหรับท่านผู้สนใจดาวน์โหลด

Introduction: Thailand and the ‘‘Good Coup’’
MICHAEL K. CONNORS and KEVIN HEWISON
Download PDF

Article of Faith: The Failure of Royal Liberalism in Thailand
MICHAEL K. CONNORS
Download PDF
Calls for ‘‘royal intervention’’ to end the political crisis that wracked Thailand in 2006 were consistent with the disposition of Thai liberalism. The apparent paradox of liberals seeking a seemingly extra-constitutional solution to end the popular rule of Thaksin Shinawatra’s government stems from the agnosticism of liberalism to majoritarian democracy. The specific challenges that emerged as a consequence of Thaksin’s rise led liberals to mobilise royalist ideas to withstand Thaksin’s assault on the liberally conceived 1997 Constitution. Key among these ideas was the notion of sovereignty as expressed in the relationship between the monarch and the people, or rachaprachasamasai. The failure of ‘‘royal liberalism’’ to bring an end to the crisis, may signal a more general failure of royal liberalism to secure political order in the future.

Review: A Book, the King and the 2006 Coup
KEVIN HEWISON
Download PDF
This article involves an assessment of Paul Handley’s important book, The King Never Smiles. A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej. The article begins with a discussion of the supposed threat the book posed to the monarchy and outlines the attempts to prevent publication. It then outlines Handley’s evaluation of the involvement of King Bhumibol Adulyadej’s palace in Thailand’s modern politics. It uses this approach as a way to examine the clash of elites within Thailand’s ruling class that led to a royalist campaign against the Thaksin Shinawatra government and the 2006 military coup.

The Thai Rak Thai Party and Elections in North-eastern Thailand
SOMCHAI PHATHARATHANANUNTH
Download PDF
Thaksin Shinawatra’s electoral success, through the Thai Rak Thai (TRT) party, has led to a debate: was the party’s electoral landslide based on the appeal of its policies or the power of money? On one side of the debate, the party’s success was seen to result from its policies that reflected the interests of widely divergent sectors of the electorate. On the other side, TRT was held to be no different from ‘‘old-style’’ political parties that relied on money politics (vote buying, buying members of parliament and other kinds of patronage). This article explores the nature of TRT’s successes and failures by examining the operation of TRT in north-eastern Thailand. It is argued that it is wrong to single out policies or money as a source of TRT’s success because the party relied on both strategies to win elections.

Toppling Democracy
THONGCHAI WINICHAKUL
Download PDF
Thailand’s 2006 royalist coup is best understood by reference to the historical context of democratisation. The dominant historiography of Thai democratisation is either a simplistic liberal view of anti-military democracy or a royalist one that is ultimately antidemocratic. This article offers a serial history of democratisation that allows us to see the long duration of layered historical processes. As democratisation is fundamentally a break from the centralised absolute monarchy, the monarchy and the monarchists, despite their up and down political fortunes, have probably played the most significant role in shaping Thai democracy since 1932. Despite that, their role and place in history has been overlooked due to the perception that they are ‘‘above politics.’’ This article argues that, since 1973 in particular, the monarchists have assumed the status of the superior realm in Thai politics that claims the high moral ground above politicians and normal politics. With distaste for electoral politics, and in tacit collaboration with the so-called people’s sector, activists and intellectuals, they have undermined electoral democracy in the name of ‘‘clean politics’’ versus the corruption of politicians. The 2006 coup that toppled democracy was the latest effort of the monarchists to take control of the democratisation process.

A Different Coup d’E´tat?
UKRIST PATHMANAND
Download PDF
The 2006 coup d’e´tat was far more than a simple case of military seizure of power. Rather, the 19 September 2006 coup is connected intimately with the monarchy in various respects. The ‘‘royalist military’’ legitimated the coup by using the royalist discourse that was generated by the anti-Thaksin movement and the massive celebrations of the king’s 60th year on the throne. Having succeeded in overthrowing prime minister Thaksin Shinawatra, the coup makers thought they could secure the throne by ensuring loyal succession to the position of Army Commander-in-Chief in the medium term. To enhance military influence the ‘‘royal military’’ are also revitalising a Cold War relic, the Internal Security Operations Command (ISOC). In line with this political regression, it appears that military want to return Thailand to the years of ‘‘semi-democracy,’’ when the military and bureaucracy had significant power over elected politicians.

The Rural Constitution and the Everyday Politics of Elections in Northern Thailand
ANDREW WALKER
Download PDF
The Thai coup of 19 September 2006 derived ideological legitimacy from the view that the Thaksin government’s electoral mandate was illegitimate because it had been ‘‘bought’’ from an unsophisticated and easily manipulated electorate. There is nothing new about this argument, nor its use in justifying military interference. Political commentators have asserted regularly that the Thai populace lacks the basic characteristics essential for a modern democratic citizenry. Accounts of the deficiencies of rural voters often focus on their parochialism, their lack of political sophistication, the vulnerability to vote buying and the influence of electoral canvassers (hua khanaen). This article challenges this negative portrayal of rural electoral culture. Drawing on ethnographic field work in northern Thailand, it is argued that the everyday politics of elections is informed by a range of different electoral values that shape judgements about legitimate, and illegitimate, political power in electoral contexts. These local values can be usefully thought of as comprising a ‘‘rural constitution.’’

การกลับมาของสังคมนิยมในศตวรรษที่ 21

February 16th, 2008

open

สังคมนิยมเป็นทั้งแนวคิดและปรากฏการณ์ที่แสดงถึงเจตจำนงที่ดีงาม การต่อสู้ทางความคิด ความกล้าหาญสละชีวิตเข้าต่อสู้ของมนุษยชาติท่ามกลางความยอกย้อนคดเคี้ยว ความผันแปรหันเห และความสุดโต่งอย่างน่าตระหนกตกใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สังคมนิยมเพ้อฝันในกลางศตวรรษที่ 19 สังคมนิยมของมาร์กซ์ ปารีสคอมมูน การปฏิวัติรัสเซียในศตวรรษที่ 20 ตามมาด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมที่ล้มเหลวในยุโรป สังคมนิยมแบบสตาลิน การปฏิวัติสังคมนิยมจีน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน การปฏิวัติสังคมนิยมในอินโดจีน กรณีทุ่งสังหารของเขมรแดง จนถึงการล่มสลายของ “กลุ่มประเทศสังคมนิยม” และฟื้นคืนสู่ทุนนิยมในปลายศตวรรษที่ 20 สังคมนิยมจึงจบลงด้วยการสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

กระนั้นสังคมนิยมยังคงเป็นทางออกที่ได้รับการขานรับจากผู้คนในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์ในต้นศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางรัฐสวัสดิการที่ถูกบั่นทอนทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ สงครามรุกรานโดยจักรวรรดินิยมในตะวันออกกลาง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียและละตินอเมริกา และวิกฤตการณ์โลกร้อนและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เราได้เห็นการเคลื่อนไหวต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่ของขบวนการแรงงานยุโรป โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี การเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมของโลกและสมัชชาสังคมโลก การต่อต้านจักรวรรดินิยมและทุนนิยมในละตินอเมริกาโดยเฉพาะที่เวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวยึดที่ดินทำกิน ยึดโรงงาน และยึดสาธารณูปโภคเพื่อจัดการกันเองโดยมวลชนในละตินอเมริกาและแอฟริกา พร้อมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Participatory economy) สังคมนิยมนิเวศวิทยา (Ecosocialism) และสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 (Socialism for 21st Century) ได้กลายเป็นประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างกว้างขวาง

เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดทั้งสามข้างต้น สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวทางที่ทรงพลังมากที่สุดด้วยการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิวัติโบลิวาร์ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลอูโก ชาเวซ และการเคลื่อนไหวทางสังคมในเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะเป็นการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ (nationalization) การจัดตั้งโครงการสวัสดิการสังคม (social welfare) เพื่อมวลชน การเข้าควบคุมกิจการของคนงาน (workers’ control) และการประกาศให้สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 เป็นแนวนโยบายของรัฐบาลและรัฐธรรมนูญของชาติ [1] ปรากฏการณ์เหล่านี้กลายเป็นการแสวงหา รื้อฟื้น และต่อยอดเพิ่มเติมให้กับสังคมนิยมโดยนักคิด นักทฤษฎี และนักเคลื่อนไหวทางสังคมในขณะนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความหมายของการพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยม ปัญหาการพัฒนากับการใช้เทคโนโลยี และบทบาทของคนงานกับการจัดการตนเอง

มนุษย์แบบสังคมนิยม

การพัฒนามนุษย์แบบสังคมนิยมเป็นประเด็นสำคัญของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ผู้ที่ชี้ถึงจุดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์นิยมมาร์กซ์แห่งมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา นาม มิเชเอล เลอโบวิทซ์ (Michael A. Lebowitz) ซึ่งเขียนผลงานชื่อ Build it now: Socialism for the twenty-first century (2006) — สร้างสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เถิด [2]

Lebowitzว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21
เลอโบวิทซ์และผลงานของเขาว่าด้วยสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21

ในงานเขียนชิ้นนี้ เขาได้แรงบันดาลใจจากรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 ของเวเนซุเอลาที่ระบุถึงการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ เช่น ในมาตรา 299 ระบุให้มุ่งที่การพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน มาตรา 20 ประกาศว่า มนุษย์ทุกคนพึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาบุคลิกภาพของพวกเขาอย่างเสรี และในมาตรา 102 ชี้ถึงการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ทุกคนและการสำแดงออกซึ่งบุคลิกภาพของพวกเขาในสังคมประชาธิปไตย

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของรัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนามนุษย์เช่นนี้ก็คือ เศรษฐกิจเชิงสังคม (Social economy) ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2003 ว่า แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะของมนุษย์กับงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนทำงานกับครอบครัวของพวกเขา หรือก็คือมวลมนุษย์นั่นเอง ผู้ซึ่งเมื่อลงแรงกายทำการผลิตสรรพสิ่งร่วมกันแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะนำผลผลิตทั้งมวลนั้นมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และยกระดับความรู้สึกนึกคิดให้สูงขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้มนุษย์ต้องสามารถเป็นเจ้าของดอกผลในทุกด้านของโลกร่วมกัน เป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต และเป็นผู้กระจายดอกผลที่สมบูรณ์พูนผลนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง โดยอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่เป็นประชาธิปไตย

ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหม่นี้ย่อมแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้ ทุนนิยมทำให้มนุษย์คนทำงานส่วนข้างมากของสังคมไม่สามารถเข้าถึงผลผลิตซึ่งเป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของสังคมได้ เพราะตัวของพวกเขาเองถูกผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้นให้พลังแรงงานส่วนบุคคลของตนกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ส่วนผลผลิตที่เป็นดอกผลแห่งการใช้แรงงานของพวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้สอยตอบสนองความต้องการของตนได้ ก็ต้องมีเงินตรามาแลกเปลี่ยน ในกระบวนการที่มนุษย์ต้องขายกำลังแรงงานของตนให้ผู้อื่นนี้เองที่พวกเขาลงแรงทำงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนหรือเงินตราค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนที่เกินมานี้ปนอยู่ในสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาและทำกำไรเป็นเงินตราให้กับนายทุน

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจเชิงสังคมจึงมุ่งเน้นไม่ใช่ที่การได้กำไรทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) หากเป็นมูลค่าใช้สอย (use-value) เป็นสำคัญ เป้าหมายของสิ่งนี้คือ การก่อร่างสร้างตัวขึ้นของมนุษย์และสังคมใหม่ด้วยการเข้าถึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่งที่ถูกผลิตได้โดยตรง โดยไม่จำต้องมีตัวกลางการแลกเปลี่ยนใดๆ มาขวางกั้น ผลผลิตที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป

แนวคิดเศรษฐกิจเชิงสังคมจึงปฏิเสธตรรกะของทุนที่ใช้กำไรเป็นตัวชี้วัด และต่อต้านการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับการแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วแทนที่ด้วยการแลกเปลี่ยนกิจกรรมที่ตั้งอยู่บนความต้องการและเป้าประสงค์ของชุมชนโดยตรง ดังเช่นที่ประธานาธิบดีชาเวซกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 2005 ว่า เราต้องสร้างระบบชุมชนทั้งด้านการผลิตและการบริโภคจากพื้นฐานของมวลชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนผ่านองค์กรชุมชน สหกรณ์ การจัดการตนเอง หรือรูปแบบใดๆ

ดังนั้น ในกระบวนการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน และประสานสัมพันธ์กันทั้งการผลิตและการบริโภค โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก กรรมสิทธิ์ของสังคม (social property) หรือการที่สังคมเป็นเจ้าของในปัจจัยการผลิต เป้าหมายของปัจจัยนี้อยู่ที่การพัฒนาความสามารถในการผลิตของชุมชนและสังคมได้อย่างเสรี สิ่งนี้แตกต่างจากการตั้งเป้าการพัฒนาเพื่อสนองตอบความต้องการส่วนบุคคลของนายทุนเป็นสำคัญ หรือของกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะในรูปของรัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งสถานประกอบการที่คนงานเฉพาะกลุ่มยึดครองเพื่อเก็บรับผลประโยชน์มาเป็นของกลุ่มตน ฉะนั้นการที่สังคมเป็นเจ้าของจึงมีความหมายถึงประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง โดยประชาชนมีหน้าที่ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตเท่านั้น หากยังเป็นสมาชิกของสังคมด้วย

ประการที่สอง การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน (social production organized by workers) ที่ความสมานฉันท์และร่วมมือกันในการผลิตนั้นมุ่งไปสู่การไม่แบ่งแยกการทำงานระหว่างคนใช้แรงกายกับคนใช้สมองดังที่ปรากฏในสังคมทุนนิยม การไม่แบ่งแยกนี้จะนำให้มนุษย์หลุดพ้นจากชีวิตที่แปลกแยกและถูกหั่นแตกเป็นเสี้ยวส่วน โดยแรงงานถูกครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของนายทุนเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ

ประการที่สาม การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน (production for the needs of communities) ความพึงพอใจที่เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้รับการตอบสนองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจและสื่อสารต่อกัน ดังนั้นเงื่อนไขนี้จึงต้องอาศัยการพัฒนาสถาบันประชาธิปไตยในทุกระดับชุมชนเพื่อสามารถสะท้อนความต้องการของสังคมได้ เช่น การผลิตจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลและการตัดสินใจที่ไหลขึ้นมาจากข้างล่าง

สำหรับความสัมพันธ์ทางสังคมแบบสังคมนิยมแล้ว ความต้องการเบื้องต้นของมนุษย์ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกชนที่จะบริโภคโดยปราศจากข้อจำกัด แต่เป็นความต้องการพัฒนาตนเองของคนงาน โดยที่การพัฒนาตนนี้จะเป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่นทั้งหมดได้พัฒนาด้วยเช่นกัน หมายความว่า เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมและจัดการการผลิตและการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยและมีระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น ย่อมเป็นโอกาสที่ตัวมนุษย์แต่ละคนจะได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน มนุษย์ที่พัฒนาแล้วแต่ละคนย่อมมีผลไปพัฒนาการผลิต การบริโภค การใช้ชีวิต และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์คนอื่นๆ ด้วย สิ่งนี้กลายเป็นผลสะเทือนที่มีต่อกันและกัน นำพาชุมชนให้ก้าวหน้าและผาสุก เพราะการกระทำการใด ๆ ได้รับการไตร่ตรองใคร่ครวญอย่างมีเหตุผล เป็นประชาธิปไตย และมีศีลธรรมของผู้คนในชุมชน

ฉะนั้น การผลิตเพื่อความต้องการของสังคมจึงต้องอาศัยกรรมสิทธิ์ของสังคม และการตัดสินใจของคนทำงานต่อความต้องการของสังคมเป็นพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ พื้นฐานนี้จะก้าวหน้าหรือล้าหลังก็ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของประชาชนและความต้องการของพวกเขา

เพื่อที่จะสร้างสังคมนิยมให้เป็นจริง ต้องสร้างในสิ่งที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญคือ แนวคิดเรื่องปฏิบัติการที่ปฏิวัติ (revolutionary practice) ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน โดยในการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งปวง มนุษย์เป็นทั้งผู้กระทำการและผลิตผลของสิ่งที่ตนกระทำลงไปด้วย สิ่งนี้เองที่รัฐธรรมนูญโบลิวาร์ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการและการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะเป็นหนทางที่บรรลุถึงการพัฒนาทั้งปัจเจกชนและกลุ่ม

ในทางกลับกัน การทำความเข้าใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีส่วนทำให้มนุษย์เป็นคนแบบใดนั้นชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มนุษย์กระทำการในสังคมเก่านั้นล้วนเป็นกระบวนการผลิตซ้ำซึ่งทัศนคติและความคิดเก่าในชีวิตประจำวันด้วย เช่น การยอมรับการกำหนดเป็นลำดับชั้นจากเบื้องบน การขาดความสามารถในการตัดสินใจทั้งในที่ทำงานและในสังคม การเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการสมานฉันท์ของสังคม

ดังนั้น ด้วยการตระหนักถึงการพัฒนามนุษย์ จึงเกิดคำถามสำคัญสองประการคือ หนึ่ง การพัฒนามนุษย์จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สังคมเก่าสร้างตกทอดมาได้อย่างไร? และ สอง การพัฒนามนุษย์จะช่วยก่อให้เกิดผู้กระทำการที่ปฏิวัติ ผู้ซึ่งได้พัฒนาความสามารถของตนขึ้นได้อย่างไร?

การจัดการตนเองของคนงาน

เลอโบวิทซ์ชี้ว่า ประสบการณ์ของการสร้างสังคมใหม่ในเวเนซุเอลาให้คำตอบแก่คำถามข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการเคลื่อนไหวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปการณ์ของการจัดการตนเอง

เรื่องนี้เลอโบวิทซ์เห็นว่า การจัดการตนเองของคนงาน (workers’ self management) เป็นปัจจัยที่ขาดเสียมิได้ในการสร้างสรรค์สังคมนิยม ในรัฐธรรมนูญโบลิวาร์ฉบับปี 1999 กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 62 ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยที่จำเป็นเพื่อบรรลุซึ่งการพัฒนาทั้งตนเองและส่วนรวม เช่น การวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตย การจัดทำงบประมาณอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับชั้น

ในมาตรา 70 ยิ่งเน้นถึงการจัดการตนเอง การบริหารงานร่วมกัน และระบบสหกรณ์ในรูปแบบต่างๆ ว่าเป็นตัวอย่างของการมาสมาคมกันที่นำโดยคุณค่าแห่งความร่วมมือและความสมานฉันท์ ส่วนข้อกำหนดในมาตราที่ 135 ถึงกับระบุว่า คุณธรรมแห่งการสมานฉันท์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพึ่งพาอาศัยกันฉันเพื่อนมนุษย์ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่พึงปฏิบัติตามความสามารถของตน

เลอโบวิทซ์ยังชี้อีกว่า สิ่งเหล่านี้คือแนวคิดของสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องต่อสู้ให้ปรากฏเป็นจริง ข้อเรียกร้องในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในขบวนการแรงงานเวเนซุเอลาแล้ว ดังในการเดินขบวนเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลเดือนพฤษภาคมปี 2005 สหภาพแรงงานแห่งชาติ UNT (Unión Nacional de Trabajadores—National Union of Workers) ชูคำขวัญว่า “การบริหารร่วมกัน (co-management) คือการปฏิวัติ และคนงานเวเนซุเอลากำลังสร้างสรรค์สังคมนิยมโบลิวาร์ขึ้นแล้ว” ทว่าใน UNT ก็มีความแตกแยกในหมู่ผู้นำแรงงาน ทำให้เรื่องการจัดการตนเองของคนงานไม่ได้รับการเรียนรู้ต่อมากนัก

UNT

ขบวนแถวของ UNT ในวันกรรมกรสากล กลางกรุงคารากัส

การจัดการตนเองของคนงานต้องการความชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์ของสังคม การผลิตทางสังคมที่ถูกจัดตั้งโดยคนงาน และการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยม (the elementary triangle of socialism) อันแตกต่างไปจากสามเหลี่ยมพื้นฐานของทุนนิยม คือ กรรมสิทธิ์เอกชน การขูดรีดแรงงาน และการผลิตเพื่อกำไร

เลอโบวิทซ์กล่าวถึงบทเรียนของการจัดการตนเองของคนงานยูโกสลาเวียในทศวรรษ 1970 ว่า ถึงแม้ว่ากิจการต่างๆ จะถูกยึดเป็นของรัฐ และถูกมองว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสังคมแล้ว ทว่ากิจการเหล่านี้กลับดำเนินไปตามความต้องการของตลาดและรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มคนงานในแต่ละโรงงานเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โรงงานเหล่านี้ยกระดับรายได้ของกลุ่มคนงานของโรงงานตนด้วยการลงทุนในระบบหุ่นยนต์ (automation) เพื่อช่วยเพิ่มการผลิต แทนที่จะขยายรับคนงานใหม่เพิ่ม ขณะที่ในปี ค.ศ. 1971 อัตราการว่างงานในยูโกสลาเวียมีสูงถึงร้อยละ 7 ของกำลังแรงงาน และมีคนงานอีกร้อยละ 20 ของกำลังแรงงานที่อพยพไปหางานทำในแถบยุโรปตะวันตก ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน

ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยการผลิตคือโรงงานที่ดูเหมือนว่ากลายเป็นของสังคมแล้ว แต่คนในสังคมไม่มีโอกาสได้ใช้สอยและเกิดประโยชน์โภชผลกับชีวิตของตนเลย

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนในกระบวนการผลิตของโรงงานเหล่านี้ก็เป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม กลุ่มผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคผูกขาดความรับรู้ด้านการผลิต การตลาด การลงทุน การธนาคาร และการสร้างเครือข่าย ขณะที่คนงานไม่ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถให้เข้ามาบริหารจัดการโรงงานของตน ผลก็คือ การแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกายยังคงดำรงอยู่ คนงานยังคงต้องพึ่งพาผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค แม้ว่าจะมีองค์กรบริหารที่ดูเป็นประชาธิปไตยคือ สภาคนงานที่มีอำนาจตัดสินใจในทางกฎหมายด้วย ทว่ามันเป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น และในหลายกรณีสะท้อนผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนงานของโรงงานตนมากกว่าของคนงานทั้งประเทศ

เลอโบวิทซ์จึงย้ำถึงสามเหลี่ยมพื้นฐานของสังคมนิยมว่า ในกระบวนการสร้างสรรค์สังคมนิยม ทุกแง่มุมต้องได้รับการต่อสู้และสร้างขึ้นมาให้มีผลต่อกัน ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นผลด้านลบกระทบกระเทือนต่อกัน นั่นคือ สังคมนิยมต้องมีการจัดการตนเองของคนงาน การพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง และประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประเด็นนี้มีตัวอย่างการจัดการตนเองในละตินอเมริกาที่น่าสนใจดังนี้

ที่อาร์เจนตินา สหพันธ์สหกรณ์คนงานจัดการตนเอง FACTA (Federación Argentina de Cooperativas de Trabajadores Autogestionados—Federation of Self-Managed Worker Cooperatives) ที่ก่อตั้งขึ้นจากคนงานและสหภาพแรงงานเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2002 โดยคนงานเข้าไปยึดกิจการที่ล้มละลายจนบัดนี้มีโรงงานที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วจำนวน 220 แห่ง สามารถสร้างงานได้ 2,000 คน และสร้างรายได้ในปีนี้ได้ 300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ผู้นำเครือข่ายสรุปว่า คนงานไม่เพียงสามารถบริหารจัดการโรงงานได้เท่านั้น หากยังจัดการเศรษฐกิจในทิศทางที่ยุติธรรมกว่าที่ทุนนิยมกระทำเสียอีก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้มาจากการที่สหกรณ์คนงานเป็นอิสระ สามารถต้านทานการแทรกแซงของพรรคการเมืองและอำนาจรัฐได้

Autogestión

Autogestión หมายถึง การจัดการตนเอง ยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการแรงงานอาร์เจนตินาหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้แรงสนับสนุนทางสากลยังมีส่วนช่วยให้การจัดการตนเองของคนงานเป็นไปได้ เช่น รัฐบาลเวเนซุเอลาสนับสนุนกิจการของเครือข่ายสหกรณ์คนงานเสรีด้วยการสั่งซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 2,000 คัน และสนับสนุนกิจการผลิตพลาสติกในเซาเปาโลของบราซิลที่คนงานบริหารจัดการอยู่ คือโรงงาน Flasco โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เวเนซุเอลาแลกวัตถุดิบกับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับการสร้างบ้านจากกิจการของบราซิล

ในเรื่องค่าจ้าง ที่โรงงานพลาสติกในบราซิล คนงานใช้ระบบจ่ายค่าจ้างตามทักษะแรงงานที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้แรงงานมีฝีมืออยู่ทำงานให้ สิ่งนี้แตกต่างจากของสหกรณ์คนงานเสรีที่อาร์เจนตินา ซึ่งจ่ายค่าแรงคนงานในอัตราเท่ากันหมด

ส่วนที่โรงงาน Industria Venezolana Endógena de Válvulas (Inveval) ในเวเนซุเอลา การจัดการตนเองของคนงานอยู่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของสภาคนงานกับกรรมาธิการด้านต่างๆ เช่น การเงิน สังคม การเมือง เทคนิค เป็นต้นซึ่งได้รับเลือกให้อยู่ในสภาคนงานด้วย และพร้อมจะถูกถอดถอนได้ทุกเมื่อจากสภาคนงานเช่นกัน

ในการจัดการกับปัญหาการแบ่งแยกระหว่างแรงงานสมองกับแรงงานกาย ที่นี่ใช้ระบบหมุนเวียนตำแหน่งงาน (rotation) ร่วมกับการแลกเปลี่ยนภายในสภาคนงาน การให้การศึกษา และการฝึกฝนทางเทคนิคไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สภาคนงานของโรงงานนี้ยังเชื่อมโยงกับสภาชุมชนท้องถิ่น (communal council) อีกด้วย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษา รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดำเนินการของชุมชนผ่านสภา โดยการแลกเปลี่ยนตัวแทนสภาคนงานกับสภาชุมชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาของกันและกัน โครงการเช่นนี้จะมีส่วนสร้างอำนาจประชาชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โรงงาน ไปจนถึงระดับชาติได้อีกด้วย

inveval.jpg

freteco.jpg

คนงาน Inveval ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแนวร่วมของคนงานปฏิวัติ Freteco

ขณะที่ผู้นำแรงงานใน UNT ของเวเนซุเอลายังคงแตกแยก และไม่ได้สนับสนุนการจัดการตนเองเท่าที่ควร แต่ที่โรงงาน Inveval สภาคนงานได้พัฒนาการรวมตัวข้ามพ้นจิตสำนึกแบบสหภาพแรงงานแล้วด้วยการจัดตั้ง “แนวร่วมคนงานปฏิวัติของโรงงานที่ถูกยึดและบริหารร่วมกัน” หรือ Freteco (El Frente Revolucionario de Empresas en Cogestión y Tomadas—Revolutionary Front of Workers in Occupied and Co-managed Factories) เพื่อสนับสนุนการเข้ายึดกิจการโรงงานของคนงาน แนวร่วม Freteco ได้จัดการประชุมใหญ่ไปครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2006 โดยมีผู้แทนคนงานจากโรงงานที่ถูกยึดกิจการจำนวน 15 แห่ง และกลุ่มคนงานที่กำลังต่อสู้เพื่อยึดกิจการอีก 20 แห่ง

ประสบการณ์ของรัฐวิสาหกิจถลุงอะลูมิเนียม Aluminio del Caroní, S.A. (ALCASA) ที่ถูกคนงานยึดกิจการเป็นครั้งแรกในเวเนซุเอลาอันนำไปสู่การบริหารร่วมกันด้วยการเลือกตั้งตัวแทนจากคนงาน ปรากฏว่าคนงานร้อยละ 95 ของคนงานทั้งหมด 2,700 คนเข้าร่วมเลือกตั้ง และเมื่อได้สภาคนงานขึ้นมาแล้ว ก็เกิดการต่อสู้ภายในหมู่ผู้แทนว่าจะเลือกหนทางให้สมดุลอย่างไรระหว่างการหารายได้ทำเงินกับการสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิมของคนงาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการกับแรงกดดันที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ต้องสัมพันธ์กันในเชิงการผลิตกับรัฐวิสาหกิจอื่นที่ยังไม่ถูกคนงานเข้าร่วมบริหาร และยังคงตกอยู่ในมือข้าราชการ

Poster
โปสเตอร์สนับสนุนการควบคุมจัดการ ALCASA โดยคนงานเอง

เลอโบวิทซ์ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์เหล่านี้คือกระบวนการต่อสู้ที่ย่อมต้องมีขั้นตอนการพัฒนาของมัน สหกรณ์ก็ดี การจัดการตนเองในกิจการของรัฐหรือเอกชนก็ดี เป็นโรงเรียนฝึกฝนอันสำคัญยิ่งของการสร้างสังคมนิยม การเปลี่ยนย้ายจากการยึดติดผลประโยชน์ของคนงานเฉพาะกลุ่มไปสู่ผลประโยชน์ของมวลชนคนงานทั้งปวง คือ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ การขาดสิ่งนี้ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงดังกรณี UNT สหภาพแรงงานระดับชาติในเวเนซุเอลาที่ยังคงยึดอยู่กับแนวคิดเศรษฐกิจนิยมและผลประโยชน์เฉพาะของคนงาน จนขาดความเข้าใจในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมไป สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เพื่อสังคมนิยม ไม่เพียงแต่ต้องมีอำนาจรัฐที่ปฏิวัติเท่านั้น ยังต้องการสหภาพแรงงานที่ปฏิวัติด้วย

การกลับมาของสังคมนิยม

สังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 ที่ขับเคลื่อนจากประสบการณ์ของเวเนซุเอลา และกลายเป็นแนวคิดนำเสนอของเลอโบวิทซ์สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้เพื่อสังคมนิยมยังเป็นกระบวนการอันยาวนาน กว่าที่อุดมคติที่มุ่งเห็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้มีโอกาสพัฒนาตนอย่างรอบด้านจากผลิตผลที่ตนได้ร่วมสร้างสรรค์ขึ้นจะปรากฏเป็นจริง ยังมีขั้นตอนรอคอยอยู่มากมาย สิ่งที่เลอโบวิทซ์นำเสนอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการกลับมาของสังคมนิยมเท่านั้น

เราต้องไม่ลืมว่า สังคมนิยมที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว อันเป็นผลมาจากแนวทางของพวกนิยมสตาลินและพวกที่นับถือตามกันมานั้น บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การต้องขจัดไปให้สิ้นซึ่งแนวทางนิยมการกระทำแทน (substitutionism) ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่เข้าทำการยึดอำนาจแทนที่คนงาน และใช้อำนาจผูกขาดนั้นดำเนินการต่อสังคมอย่างไร้ซึ่งประชาธิปไตยด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้ที่เห็นต่าง ในทางตรงกันข้าม ต้องเชิดชูในสิ่งที่มาร์กซ์เองได้วางรากฐานไว้ดีและตรงแล้วคือ การปลดปล่อยคนงานจะต้องเป็นภารกิจของมวลคนงานด้วยการต่อสู้และการจัดตั้งตนเองของคนงานเอง กระทั่งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง รัฐบาล และกลไกรัฐ แม้จะเป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้ที่คนงานจะต้องใช้ในกระบวนการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม ก็จักต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของการเคลื่อนไหวและการจัดตั้งตนเองของคนงาน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนงานอย่างแท้จริง ที่ปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในทุกกรณี เช่นนี้เองที่เราจะพลอยชื่นชมในความพยายามต่อสู้เพื่อการจัดการตนเองของคนงานในละตินอเมริกา และช่วยกันกระทำการใดๆ เพื่อให้ขบวนการแรงงานในทวีปอื่นๆ ได้เดินรอยตาม

เรายังคงต้องเตือนกันและกันว่า สังคมนิยมที่ดีและตรงนั้นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระดับสากล คือ เกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหากประเทศเหล่านี้มีพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เจริญมาอย่างยาวนานแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผลแห่งการพัฒนานั้นพอจะเป็นหลักประกันในการแสดงถึงความเหนือกว่าของสังคมนิยมต่อทุนนิยมได้ ทั้งในการผลิต การบริโภค การปกครอง การมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และการมีศีลธรรมจรรยา ดังนั้นเราจึงไม่เพียงพึงหวังกับเวเนซุเอลา หรือกระทั่งแค่ทวีปละตินอเมริกา ตรงกันข้าม พึงหวังปฏิสัมพันธ์ของการปฏิวัติสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นติดต่อกันในวงจรการต่อสู้ทางชนชั้นในทุกแห่งหนที่เป็นไปได้ และสามารถวางใจเป็นอุเบกขาได้ในผลเท่าที่ได้ของการปฏิวัตินั้นตามเหตุปัจจัย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความล้มเหลวของแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระทำโดยพรรคการเมืองปีกขวา พรรคสังคมประชาธิปไตย พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม หรือกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และแอฟริกา อาทิ รัฐสวัสดิการและดอกผลที่คนงานได้รับกำลังถูกลิดรอนไปในแทบทุกประเทศ การกดขี่ขูดรีดยังคงดำเนินไปในทุกพื้นที่ และสงครามกำลังขยายตัวออกไปอย่างตึงเครียด สิ่งเหล่านี้นับวันจะพิสูจน์เบื้องหน้าคนงานว่า แม้สังคมนิยมในอดีตไม่น่าเชื่อถือแล้ว ทุนนิยมนั้นเล่าก็ไม่ใช่ทางออก พวกเขาจำต้องหาทางออกใหม่ ซึ่งในเบื้องต้นพวกเขาต้องต่อสู้กับความเคยชินที่ชอบเคลื่อนไหวประเด็นเดียว เฉพาะผลประโยชน์อันคับแคบ ไปสู่ประเด็นที่เชื่อมโยงกันและกัน บนผลประโยชน์ของมนุษยชาติมากขึ้น เมื่อนั้นสังคมนิยมจะกลับมาสู่การเรียนรู้อย่างมีพลัง

เชิงอรรถ

ผู้สนใจการประเมินสิ่งที่รัฐบาลชาเวซได้ทำไปเกี่ยวกับสังคมนิยมของศตวรรษที่ 21 โปรดอ่าน ปิยะมิตร ลีลาธรรม, “อูโก ชาเวซ กับการปฏิรูปจากเบื้องบนลงมา,” ฟ้าเดียวกัน, 5: 1 (ม.ค.-มี.ค. 2550), หน้า 196-200

งานเขียนที่ลือชื่อของเขาก่อนหน้านี้อีกชิ้นหนึ่งคือ Beyond Capital: Marx’s Political Economy of the Working Class (2003)—ก้าวข้ามพ้นทุน: เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยชนชั้นคนงานของมาร์กซ์ ซึ่งชนะเลิศรางวัล Isaac Deutscher memorial prize ประจำปี 2004

บรรณานุกรม

Janicke, Kiraz. 2007. “Without Workers Management, There Can Be No Socialism.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2784

Lebowitz, Michael A. 2007. “Without Worker – Management, There is no Socialism, pt. 2.” http://www.venezuelanalysis.com/analysis/2864

—————————. 2007. “Marxism for the 21st Century – a revolutionary tool or more scholasticism?.” Radical Notes. Aug., 13. http://radicalnotes.com/content/view/54/39/

—————————. 2006.”Going Beyond Survival: Making the Social Economy a Real Alternative.” เอกสารนำเสนอในการประชุม the 4th International Meeting of the Solidary Economy ณ มหาวิทยาลัย Sao Paulo ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 21-23 ก.ค. www.poli.usp.br/p/augusto.neiva/nesol

—————————. 2006. Build it now: Socialism for the Twenty-First Century. New York: Monthly Review Press.

—————————. 2006. “New Wings for Socialism.” Monthly Review. Vol. 58, No. 11. http://www.monthlyreview.org/0407lebowitz.htm

—————————. 2005. “Building Socialism of the 21st Century.” MRZine. July, 28. http://mrzine.monthlyreview.org/lebowitz280705.html

พม่า : การปฏิวัติด้วยชายจีวร?

February 16th, 2008

11.jpg

ณ ใจกลางกรุงย่างกุ้ง ตอนบ่ายของวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 เกือบจะไม่มีใครทันสังเกตเห็นอองถั่น ชายวัย 61 ปี ยืนถือโปสเตอร์แผ่นหนึ่งอยู่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อบอกว่าเขาอยากจะออกไปจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแห่งนี้เสียเหลือเกิน อยากให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและอยากจะกำจัดเผด็จการให้พ้นไปเสียที เขายืนอยู่ได้ไม่นานก็ถูกรวบตัวไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลทหารพม่าพยายามจะปิดปากเขา เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนของปี 2007 เขาถูกจับใกล้ตลาดเต็งยีในกรุงย่างกุ้ง หลังจากเปิดการประท้วงเดี่ยวในบริเวณนั้น แต่ไม่นานหลังได้รับการปล่อยตัว เขาก็ทำอย่างเดิมอีก เขาไม่เคยหลาบจำ ความจริงในปี 2004 เขาเคยถูกจับเพราะการประท้วงเดี่ยวแบบนี้มาแล้ว ตอนนั้นถูกคุมขังถึง 2 ปี พอได้รับการปล่อยตัวออกมาก็ทำอย่างเดิมอีก

อองถั่นไม่ใช่คนบ้า และเขาก็ไม่ใช่คนเดียวในประเทศนี้ที่มีความรู้สึกคับข้องใจกับระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ทั้งทนอยู่กับความอดอยากยากจนอันเกิดจากฝีมือบริหารทางเศรษฐกิจที่ไม่เอาไหนของคณะทหารไม่ไหว ประชาชนชาวพม่าคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน บ้างก็ทำแบบเดียวกับเขา บ้างก็ไปรวมกลุ่มกันแสดงออกถึงความไม่พอใจ

วันเดียวกันนั้น ประชาชนกลุ่มหนึ่งประมาณ 30 คน ก่อการประท้วงที่ดาโกนใต้ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงย่างกุ้ง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันถึงเท่าตัวและราคาก๊าซรวดเดียว 5 เท่า การประท้วงไม่ได้จบแบบสวยงาม เพราะนายอำเภอเมืองนี้เกณฑ์ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งในการจัดตั้งของรัฐบาลออกมาปะทะจนแตกกระเจิงไป ผู้ประท้วง 3 คนถูกจับกุม

ขณะที่ในมาเกวทางภาคกลางของประเทศ ประชาชนประมาณ 50 คนรวมตัวชุมนุมกันอย่างสงบ คราวนี้มีคนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสำคัญของพม่าเข้าร่วมด้วย ไม่มีใครขัดขวางการชุมนุมที่นี่ก่อนที่พวกเขาจะเลิกรากันไปและนัดชุมนุมใหม่ในวันต่อมาและถัดๆ มา นับแต่นั้นเป็นต้นมาการชุมนุมประท้วงในระดับ 10-20 คนก็เกิดขึ้นในหลายที่ไม่ว่าจะเป็นในกรุงย่างกุ้ง ทางภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันตก และที่อื่นๆ เกือบจะทั่วประเทศ มีการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง กับประชาชนในการจัดตั้งของรัฐบาลบ้าง และผู้ประท้วงถูกจับกุมไปคราวละ 10 คนบ้าง 20 คนบ้าง สื่อมวลชนรายงานข่าวกะปริดกะปรอยพอให้ได้ทราบบ้างในหมู่คนที่สนใจประเทศนี้เป็นการเฉพาะ

ไม่เฉพาะประชาชนคนธรรมดาเท่านั้นที่รู้สึกคับข้องใจกับความเป็นอยู่ของตัวเองภายใต้ระบอบการปกครองของรัฐบาลทหารพม่ามาเป็นเวลานาน หากแต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ทนไม่ได้เหมือนกัน ห้าวันหลังจากที่ประชาชนในย่างกุ้งและในเมืองอื่นๆ ทยอยกันออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน มีคนเห็นพระสงฆ์ประมาณ 200 รูปออกมาเดินประท้วงด้วยอาการสงบในเมืองซิตตเว รัฐอาระกัน ทางภาคตะวันตกของประเทศ บรรดาพระสงฆ์พากันเดินประท้วงอยู่ 2-3 ชั่วโมงในเมืองนั้นก่อนจะสลายตัวไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พระสงฆ์ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ก่อนที่เราจะเห็นพระสงฆ์จำนวนหลายพันรูปปรากฏตัวในการประท้วงในกรุงย่างกุ้งและเมืองอื่นๆ ในช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายน 2007 พระสงฆ์พากันออกมาเดินแถวสวดมนต์ตามท้องถนนพร้อมประกาศคว่ำบาตรไม่รับบิณฑบาตจากทหาร กระทั่งเหตุการณ์บานปลายนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายอย่างน้อยเท่าที่ตัวเลขทางการยอมรับจำนวน 15 คน (รวมทั้งผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น) และถูกจับกุมอีกประมาณ 3,000 คน ส่งผลให้ปัญหาพม่ากลายเป็นประเด็นที่ชาวโลกพูดถึงอย่างเร่งด่วน

22.jpg

ขบวนประท้วงรัฐบาลทหารพม่านำโดยพระสงฆ์เมื่อเดือนกันยายน 2007 ก่อนจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ขึ้นราคาเชื้อเพลิง ปะทุเชื้อไฟ

การลุกฮือประท้วงของพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าในคราวนี้ทำให้เกิดคำถาม 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกเป็นประเด็นเล็กๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนประเด็นที่สองซึ่งใหญ่กว่าและอธิบายยากกว่าเพราะมีปัญหาพ่วงมาอีกมากมาย นั่นคือเมื่อมีการประท้วงแล้วอนาคตทางการเมืองของพม่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร มีหนทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้าง และสุดท้ายประเทศนี้มีความหวังจะหลุดพ้นไปจากการครอบงำของเผด็จการทหารได้หรือไม่ เพียงใด

ในประเด็นแรก การประท้วงคราวนี้ปะทุขึ้นมาได้อย่างไร มีคำตอบง่ายๆ ที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไรนัก เพราะดูง่ายไป นั่นคือเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซหลายเท่าตัวในคราวเดียว ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนนำไปสู่การลุกฮือ แม้ว่าคำตอบจะฟังดูง่ายๆ ทื่อๆ อย่างนั้น แต่ก็มีคนยอมรับเหตุผลนี้ไม่น้อย เนื่องเพราะหากมองจากแง่มุมประวัติศาสตร์ ประเด็นทางเศรษฐกิจเคยเป็นปัญหาทางการเมืองในพม่ามาแล้ว ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือเมื่อ 20 ปีก่อน ในวันที่ 5 กันยายน 1987 เมื่อประชาชนพม่าทั้งมวลตื่นมาพบว่าเงินจั๊ตที่เก็บสะสมมานานกลายเป็นเศษกระดาษที่มีค่าไม่ต่างอะไรกับแบงก์กงเต๊ก เพราะรัฐบาลนายพลเนวินในสมัยนั้นประกาศยกเลิกธนบัตรฉบับราคา 25, 35 และ 75 จั๊ตเสียเฉยๆ นัยว่าเป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงในเวลานั้น ลำพังการประกาศเปลี่ยนแปลงทางการเงินคงไม่ส่งผลอะไรมากนักหากว่ารัฐบาลยอมชดใช้เงินตามจำนวนเดิม แต่นี่กลับยกเลิกไปเสียเฉยๆ โดยไม่มีการชดเชย ปัญหาคือธนบัตรทั้งสามชนิดนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากแต่หมุนเวียนในตลาดเงินพม่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญประชาชนพม่าต่างพากันเก็บเงินสดไว้กับตัว ไม่ได้เอาไปฝากธนาคารก็เลยพากันเดือดร้อนอย่างหนัก [1]

นักศึกษาเป็นกลุ่มแรกที่แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจนโยบายของรัฐบาล เพราะเงินทองที่พ่อแม่ส่งเสียมาเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในการศึกษาของพวกเขาพลอยอันตรธานหายไปในพริบตาเหมือนกัน ประกอบกับเดือนกันยายนนั้นครบกำหนดที่นักศึกษาต้องจ่ายค่าเทอมพอดี ปรากฏว่าในตอนนั้นมีนักศึกษาประมาณ 500-1,000 คนก่อเหตุจลาจล พากันทำลายข้าวของตามร้านรวงต่างๆ ในกรุงย่างกุ้งและเมืองใหญ่ ในเวลานั้นร้านค้าส่วนใหญ่ก็เป็นร้านของรัฐ และนั่นนับเป็นการจุดเชื้อความไม่พอใจแก่รัฐบาลทหารพม่า ก่อนจะพัฒนามาเป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ในอีก 1 ปีถัดมา เพราะบรรดานักศึกษาที่ไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ได้พากันก่อเหตุแบบเดียวกันหลายครั้ง รัฐบาลทหารพม่าก็เที่ยวไล่จับบรรดานักศึกษากลุ่มต่างๆ แต่จุดพลาดสำคัญในปีนั้นอยู่ตรงที่รัฐบาลทหารพม่ามองทุกเรื่องเป็นการเมืองไปเสียหมด แม้แต่การทะเลาะวิวาทเล็กๆ น้อยๆ ก็เห็นเป็นเรื่องการเมือง นั่นคือมีการจับกุมนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ก่อเหตุวิวาทกันที่ร้านน้ำชาในกรุงย่างกุ้ง ความจริงต้นเหตุของมันมาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ เพราะนักศึกษากลุ่มนี้ไปนั่งในร้านน้ำชาหน้าวิทยาลัยเทคนิคย่างกุ้ง ร้านนั้นก็บังเอิญชื่อ ซานดาวิน ซึ่งพ้องกับชื่อลูกสาวเนวิน (ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน) นักศึกษากลุ่มนั้นเอาเทปคาสเซตต์ ของ ชาย ตีเส่ง ซึ่งเป็นนักร้องเพลงเพื่อชีวิต เทียบกับยุคก่อนก็ บ๊อบ ดีแลน ของพม่า หรือไม่ก็หงา คาราวาน แห่งพม่าอะไรทำนองนั้นไปเปิด แต่พอดีว่าคนอื่นๆ ในร้านที่สูงวัยกว่าไม่ชอบเพลงแนวนี้ก็เลยทะเลาะกัน ตำรวจมาถึงก็จับไปขังคุกอินเส่งทันที นักศึกษาคนอื่นๆ ในวิทยาลัยเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็เลยตามไปประท้วง เกิดปะทะกับตำรวจปราบจลาจลซึ่งใช้กระสุนจริงยิงนักศึกษาที่มีเพียงมือเปล่า

มองในแง่นี้ คำอธิบายเรื่องความคับข้องใจทางเศรษฐกิจก็มีน้ำหนักอยู่มาก เพราะประชาชนชาวพม่าอยู่อย่างแร้นแค้นมานาน แต่ความแร้นแค้นในทางเศรษฐกิจอาจจะไม่แปรเป็นพลังในการต่อต้านรัฐบาลก็ได้หากไม่ผสมปนเปกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลทหารในการจัดการเศรษฐกิจที่ประกอบเข้ากับการไม่ยอมรับความล้มเหลวของตัวเองอีก ตัวเลขในรายงานทางเศรษฐกิจของพม่าที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) นำมาอ้างอิงต่อในรายงานประจำปี 2007 แสดงอย่างโอ้อวดว่า เศรษฐกิจพม่าเมื่อวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แล้วขยายตัวมากถึง 13.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006 การขยายตัวดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างมากในภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และพลังงาน [2] ซึ่งการให้ภาพทางเศรษฐกิจจากรายงานของรัฐบาลนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่อย่างมาก

รัฐบาลใดๆ อาจจะประสบความสำเร็จและเอาตัวรอดได้ด้วยการโกหกพกลมทางการเมือง แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่โกหกและปิดบังซ่อนเร้นได้ยาก เพราะสภาพที่แท้จริงมันฟ้อง รัฐบาลจะพูดว่าเศรษฐกิจดีอยู่ได้อย่างไรเมื่อประชาชนส่วนใหญ่อดอยาก ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลทหารพม่ามีปัญหาอย่างยิ่งในการเฉลี่ยกระจายทรัพยากร เป็นความจริงที่ว่าภาคการผลิตบางภาคส่วนของพม่า โดยเฉพาะภาคพลังงานขยายตัวอย่างมาก แต่ความมั่งคั่งเช่นว่านั้นไม่เคยตกถึงมือประชาชนเลย

ในเร็วๆ นี้จีนจะจ่ายเงินให้พม่าเป็นจำนวนทั้งสิ้น 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับค่าเช่าพื้นที่วางท่อส่งแก๊ส และน้ำมันข้ามประเทศจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเข้าสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แน่นอนว่าจีนคงจะไม่จ่ายให้พม่าทั้งหมดงวดเดียว แต่รับประกันได้ว่ารัฐบาลทหารพม่าจะได้รับเงินอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งก็นับว่ามากโขทีเดียว

เงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเช่าวางท่อแก๊สและน้ำมัน 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกเป็นค่าเช่าวางท่อแก๊สซึ่งต่อมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเพื่อผ่านดินแดนพม่าส่งเข้าไปจีน อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าเช่าพื้นที่วางท่อแก๊สเพื่อลำเลียงแก๊สจากอ่าวเมาะตะมะของพม่าเอง ซึ่งหมายความว่าจีนจะซื้อแก๊สจากพม่าด้วย โดยเฉพาะจากแหล่งแก๊สที่ชื่อว่า Shwe ที่คาดว่ามีปริมาณสำรองอยู่ค่อนข้างมาก

เงินค่าธรรมเนียมการให้เช่าพื้นที่วางท่อแก๊สนั้นจะว่ามากก็มาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับมูลค่าแก๊สทั้งหมดของพม่าก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เฉพาะแหล่ง Shwe แหล่งเดียวนั้นคาดว่าน่าจะทำเงินให้พม่าไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จะมากหรือน้อยกว่านี้เท่าใดก็ขึ้นอยู่กับว่าทางการพม่าสามารถต่อรองค่าภาคหลวงและค่าสัมปทานได้เท่าไหร่) ยิ่งไปกว่านั้น การที่ราคาแก๊สในตลาดโลกกำลังพุ่งขึ้นสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็น่าจะทำให้รัฐบาลทหารพม่าสามารถหารายได้จากการนี้ได้มากกว่านี้อีก เพราะในแหล่ง Shwe ที่กล่าวถึงนั้นคาดว่าจะมีปริมาณแก๊สสำรองทั้งสิ้น 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้แล้วพม่ายังมีสัญญาขายแก๊สให้กับไทยในมูลค่าอีกประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยไทยนำเข้าแก๊สจากพม่าในปริมาณ 32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันเพื่อป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าราชบุรี ความจริงพม่ายังมีสัญญาซื้อขายแก๊สกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์และมาเลเซีย

ธุรกิจและอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่พม่ากำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า ประเทศนี้ร่ำรวยทรัพยากรและมีโอกาสจะหารายได้จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มหาศาล แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่น่าประหลาดว่า ประชาชนพม่ายังคงยากจนอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของทรัพยากรที่มี และเมื่อพิจารณาต่อไปก็ยิ่งพบความน่าประหลาดมากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่พม่ามีแหล่งพลังงานใหญ่โตมหาศาลที่สามารถส่งไปป้อนโรงงานไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านให้สว่างไสวได้ แต่ในประเทศตัวเองกลับมีไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ในกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่า ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศกลับมีไฟฟ้าใช้กันวันหนึ่งๆ แค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น

ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ มีรายงานเชิงเปรียบเทียบออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในขณะที่เมืองเนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ที่อยู่ใจกลางของประเทศมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนหนทางมีไฟฟ้าส่องสว่างอยู่ตลอดทุกค่ำคืน แม้ว่าเมืองใหม่จะไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งบนถนนสักเท่าใดก็ตาม แถมตามอาคารของกระทรวงและหน่วยงานของรัฐต่างๆ ก็มีไฟฟ้าประดับประดาส่องสว่าง ผิดกับที่ย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศซึ่งยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญ แต่กลับไม่มีไฟฟ้าให้ใช้อย่างเพียงพอเลย และประชาชนที่นั่นก็กำลังประสบกับความทุกข์ระทม

ในบรรดานักเศรษฐกิจกำหนด (economic determinism) อาจจะพึงพอใจกับคำอธิบายเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจข้างต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีประเด็นอื่นที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดการลุกฮือเที่ยวนี้อีก นั่นคือ ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เพราะหลายกลุ่มหลายคณะที่มีส่วนร่วมในการประท้วงรัฐบาลทหารในห้วงเดือนสิงหาคมและกันยายน 2007 ล้วนแล้วแต่เคยมีประสบการณ์ผ่านการประท้วงใหญ่ในเดือนสิงหาคม 1988 หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองพม่าและบรรดานักเคลื่อนไหวว่าเป็นคนในรุ่น 8888 (การเคลื่อนไหวในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988) บรรดาคนที่มีส่วนร่วมในการประท้วงในกรุงย่างกุ้งมาตั้งแต่ต้น เช่น ซู ซู นวย, มีมี, นิลา เต็ง และเทกวย ล้วนแล้วแต่เป็นคนในรุ่นนั้นทั้งสิ้น [3] แม้ว่านักศึกษาในรุ่นนั้นจำนวนไม่น้อยจะหนีออกนอกประเทศหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ในปีนั้น แต่ก็อีกไม่น้อยเช่นกันที่ปัจจุบันเข้าสู่วัยฉกรรจ์และยังเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศพม่า

ยิ่งกว่านั้น กลุ่มพระสงฆ์ที่มีส่วนสำคัญในการลุกฮือประท้วงครั้งนี้ ยังเป็นกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนาน ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเมื่อครั้งพม่ากำลังก่อร่างสร้างตัวด้วยการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ พระสงฆ์เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ พระสงฆ์รูปที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์พม่าคือ อู โอตตามะ ที่จีวรร้อนตั้งแต่อังกฤษบุกยึดมัณฑะเลย์ ก่อนจะแหกผ้าเหลืองออกมารวบรวมไพร่พลต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษตั้งแต่ปี 1886 ในการต่อสู้คราวหนึ่งโอตตามะสามารถรวบรวมกำลังพลได้มากถึง 5,000 คน [4] บุกยึดฐานที่มั่นของกองทัพอังกฤษได้ก่อนที่จะถูกจับกุมและถูกลงโทษด้วยการแขวนคอในปี 1889 กระนั้นก็ได้ทิ้งตำนานการต่อสู้เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่นักบวชรุ่นหลัง ตัวอย่างเช่น พระอู วิสาละ ซึ่งต่อสู้ด้วยการอดอาหารประท้วงเป็นเวลานานถึง 166 วันและถูกจับขังคุกจนมรณภาพในคุกเมื่อปี 1929

หลังจากได้รับเอกราชแล้ว พระสงฆ์และสถาบันพุทธศาสนายังคงมีบทบาทอยู่ในสมัยที่อูนุเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอูนุเองเป็นคนที่มีศรัทธาในศาสนาพุทธและเคยบวชหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยใช้พระสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน

แต่หลังจากการยึดอำนาจของนายพลเนวินในปี 1962 พระสงฆ์และสถาบันสงฆ์ขัดแย้งกับรัฐบาลอย่างสูง เพราะเนวินเองมองว่าพระเป็นกลุ่มการเมืองที่มีพลังมาก และหากพระต่อต้านเขาเสียแล้วจะเป็นเรื่องน่ากลัว ทั้งนี้สิ่งที่เนวินทำไม่ใช่การเอาพระเป็นพวก แต่พยายามจะควบคุมพระโดยการสั่งยุบพุทธสังฆสภาและออกคำสั่งขึ้นทะเบียนพระสงฆ์ทั่วประเทศให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ปรากฏว่าพวกพระพากันต่อต้านคำสั่งนี้จนนำไปสู่การประท้วงในเดือนเมษายน 1965 มีพระถูกจับกุมในคราวนั้น 22 รูป และทำให้กิจกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์พม่าต้องหยุดลง กระทั่งเมื่อปี 1974 เมื่อเกิดการประท้วงอีกครั้งเกี่ยวกับการฝังศพของอูถั่น [5] เนวินสามารถกำราบพระได้อีกครั้งในปี 1980 เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการสังคายนาควบคุมพฤติกรรมพระสงฆ์และเปิดการรณรงค์เพื่อดิสเครดิตพระโดยการกล่าวหาพระดังรูปหนึ่งคือ เต็ง พยู ซายาดอว์ ว่าเสพเมถุนและทำการจับสึกเสีย [6] การรณรงค์เพื่อควบคุมพระสงฆ์นี้มีอยู่ตลอดสมัยการปกครองของเนวินแต่ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

การลุกฮือในปี 1988 นั้นพระสงฆ์เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ มีพระสงฆ์หลายรูปเสียชีวิตระหว่างการประท้วง การปราบปรามพระสงฆ์เป็นไปอย่างโจ่งแจ้งมาก คาดว่ามีพระสงฆ์ประมาณ 300 รูปทั่วประเทศถูกจับสึกและถูกจำคุก วัดหลายแห่งถูกสั่งปิดเพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หลังการปราบปรามประชาชนในเดือนสิงหาคมปีนั้นพวกพระชั้นผู้ใหญ่ในพม่าออกมาแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน แต่ที่ทำให้นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเสียใจมากตอนนั้นคือการที่พวกพระผู้ใหญ่กลับพากันสรรเสริญว่ากองทัพทำถูกแล้วที่ปราบปรามประชาชนและเนวินเป็นผู้ปกครองที่ดี [7]

อย่างไรก็ตาม ขบวนการสงฆ์ก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกภาพอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด เพราะในวันที่ 30 สิงหาคม 1988 ไม่กี่วันหลังการปราบปรามประชาชน พระสงฆ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระรุ่นหนุ่มจำนวนประมาณ 1,500 รูป ออกเดินขบวนรอบๆ กรุงย่างกุ้งและไปรวมตัวกันที่โรงพยาบาลกลางย่างกุ้ง แล้วสวดเมตตาสูตรให้แก่คนงาน นักศึกษาที่เสียชีวิต และพระสงฆ์อีกจำนวนหนึ่งที่มรณภาพและได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ส่วนพระสงฆ์ในเมืองอื่นๆ เช่นมัณฑะเลย์ ต่างพากันประกาศ “ปณิธานโฆษณาการ” คือการคว่ำบาตรไม่รับภัตตาหารและกิจนิมนต์จากคณะทหาร การประกาศในคราวนั้นถือว่าขลังมาก เรื่องที่คนยังจดจำอยู่คือเมื่อตอนที่พลตรีตุนจี ผู้บัญชาการภาคมัณฑะเลย์ (ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ฯ) นิมนต์พระสงฆ์ไปทำบุญหลังเกิดเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาไม่มีพระรูปใดปรากฏตัวในงานนั้นเลย พระบางรูปถือเอาเป็นธุระกระทั่งปัจจุบันว่าจะไม่รับบิณฑบาตจากทหารเพราะว่าคณะสงฆ์ไม่เคยได้รับคำขอโทษหรือการแสดงความเสียใจจากคณะผู้ปกครองอย่างเป็นทางการเลยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา

คณะทหารที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันเข้าใจดีถึงพลังของพระสงฆ์ในทางการเมือง และพยายามปฏิบัติต่อพระสงฆ์ทั้งในแง่ปัจเจกและองค์กรสงฆ์ให้ดีกว่าที่เนวินเคยทำ คณะทหารชุดนี้ที่นำโดยพลเอกอาวุโสตันฉ่วยพยายามแสดงให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขาทำหน้าที่ปกป้องพระศาสนามากกว่าผู้ปกครองชุดผ่านๆ มาที่เลื่อมใสในหนทางสังคมนิยมและแสดงความรังเกียจศาสนา กล่าวคือ คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐพม่า (State Peace and Development Council- SPDC) [8] ซึ่งอาศัยจังหวะที่ประชาชนลุกฮือต่อต้านเนวิน เพื่อสถาปนาอำนาจตัวเองขึ้นมานั้นพยายามจะซื้อใจพระสงฆ์ด้วยการทำนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ มีพระบางส่วนยอมร่วมสังฆกรรมกับคณะทหารแต่บางส่วนก็ไม่ยอม ทำให้ขบวนการสงฆ์ในพม่าปัจจุบันไม่สู้จะเป็นเอกภาพเท่าใดนัก ทว่าเรื่องแบบนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ ขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนมักจะถูกแบ่งแยกแบบนี้เสมอๆ ในส่วนที่ไม่ยอมขายตัวให้กับคณะทหารก็มักจะถูกกล่าวหาเสมอๆ ว่ายืนอยู่ข้างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี แม้ว่าคณะทหารจะไม่ต้องการเห็นพวกฝ่ายค้านกับขบวนการของพระสงฆ์ใกล้ชิดกันเกินไปนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก หลายต่อหลายครั้งในระยะ 20 ปีที่ผ่านมานับแต่คณะทหารชุดปัจจุบันขึ้นสู่อำนาจ พวกนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลหลายคนได้อาศัยเขตขัณฑสีมาของวัดเป็นที่หลบภัยทางการเมืองจากการไล่ล่าของฝ่ายรัฐบาล จนอาจกล่าวได้ว่าพระสงฆ์พม่าไม่เคยเหินห่างจากการเมืองพอๆ กับการที่คณะทหารพม่าไม่เคยคิดจะออกจากการเมืองเช่นกัน เช่นนั้นแล้วการต่อสู้ในปี 2007 นี้อาจมีความต่อเนื่องจากปี 1988 ก็ว่าได้

กล่าวโดยย่นย่อแล้ว วิกฤตการณ์ทางการเมืองในพม่าคราวนี้เกิดขึ้นทั้งจากอัตวิสัยและภววิสัยร่วมกัน กล่าวคือในแง่ของอัตวิสัยนั้นขบวนการต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นประชาชน คนงาน นักศึกษา และแม้แต่พระสงฆ์ ไม่ใช่เพิ่งจะลุกขึ้นมาประท้วงกันในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2007 เท่านั้น แต่มีการสั่งสมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพมานานพอสมควรแล้ว เราสามารถสืบเสาะหาความสัมพันธ์ของการต่อสู้กลับไปได้ตลอดช่วงระยะเวลาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของพม่า อย่างน้อยที่สุดอาจกล่าวได้ว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ยังอยู่ในการต่อสู้ทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษนับแต่การลุกฮือต่อต้านระบอบเนวินและเผชิญกับการปราบปรามอย่างรุนแรงจากคณะทหารในปี 1988

ในทางภววิสัยนั้น เห็นได้ชัดว่าสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นอันเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจของคณะทหาร เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้ประชาชนมองเห็นว่าพวกเขาไม่อาจทนอยู่ภายใต้การบริหารงานของคณะผู้ปกครองทหารชุดนี้ได้อีกต่อไป ยังไม่นับการกดขี่และการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่มีช่องทางจะระบายความคับข้องใจนั้นได้เลย เพราะระบอบการเมืองพม่าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีพรรคการเมืองแต่ก็ไม่มีการเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีแล้วนับแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยได้รับชัยชนะแต่คณะทหารไม่ยอมส่งมอบอำนาจการปกครองให้ เพราะฉะนั้นแรงกดดันทางการเมืองที่มาจากผู้ปกครองจึงตกอยู่บนบ่าของประชาชนทั้งหมด

การลุกฮือเมื่อเดือนสิงหาคมถึงกันยายนปีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ถ้าหากไม่คำนึงถึงภาพบาดตาบาดใจที่พระสงฆ์และประชาชนมือเปล่าถูกทุบตีและฆ่าฟัน ซึ่งนักเคลื่อนไหว (มากกว่าพวกสื่อมวลชน) อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งออกมาให้ดูอย่างชนิดทันทีทันควันแล้ว การเคลื่อนไหวคราวนี้จัดได้ว่าอยู่ในระดับปกติธรรมดา และอยู่ในระดับที่น้อยกว่าปี 1988 ทั้งในแง่ของจำนวนคนเข้าร่วม ความรุนแรงของการปราบปราม และผลของมัน

เมื่อ 20 ปีก่อน การประท้วงที่มีนักศึกษาเป็นหัวหอกและการปราบปรามอย่างรุนแรงทำให้มีคนเสียชีวิตถึง 3,000 คน สร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้อย่างหนึ่งคือ ทำให้ระบอบการปกครองของเนวินที่อยู่มา 26 ปีพังทลายลง แต่ไม่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองพม่ามากมายนัก เพราะคณะปกครองคณะใหม่ที่ขึ้นมาแทนนั้นแทบไม่แตกต่างกันมากในสาระสำคัญ กล่าวคือเป็นทหารเหมือนกัน ผิดกันเล็กน้อยตรงที่ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน เนวินพาประเทศไปในแนวทางสังคมนิยม แต่คณะทหารชุดใหม่ภายใต้การนำของซอหม่องในเวลานั้นและสืบต่อมาเป็นตันฉ่วยในเวลานี้เปลี่ยนมาเป็นแนวทางทุนนิยม แต่ผลที่เกิดขึ้นแทบไม่ต่างกันคือยังคงทำให้พม่าตกอยู่ในความยากจนทั้งคู่

32.jpg

ค้นหาประชาสังคม

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการลุกฮือทางการเมืองของประชาชนพม่าจึงไม่อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรมากไปกว่าเปลี่ยนโฉมหน้าผู้ปกครอง กระทั่งในคราวนี้ก็เช่นกันที่ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คำตอบคือพม่าขาดสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ในพม่านั้นมีเพียงรัฐทหารที่แข็งตัวและเข้มแข็งมาก ส่วนที่อยู่นอกรัฐส่วนใหญ่แล้วอ่อนแอและไร้การจัดตั้ง ความพยายามที่จะท้าทายรัฐจากภาคส่วนนี้จึงถูกปราบปราบลงอย่างง่ายดายเสมอมา

นักวิชาการที่คร่ำหวอดในเรื่องพม่ามายาวนานอย่างเดวิด สไตน์เบิร์ก (David I. Steinberg) เสนอว่าภาคประชาสังคมเท่านั้นที่จะมีบทบาทสำคัญและเป็นพื้นฐานสำหรับการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และรวมไปถึงประชาธิปไตยในพม่า เขาเห็นว่านับแต่ปี 1988 เป็นต้นมา ภาคประชาสังคมในพม่าได้เติบโตขึ้นเป็นลำดับ [9] แต่ปัญหาคือประชาสังคมในพม่าคือใครและอยู่ที่ไหนกันบ้าง

เวลาพูดถึงประชาสังคม (civil society) เรามักจะประสบปัญหาเรื่องคำนิยามกันมาก ในระยะสองศตวรรษที่ผ่านมาคำนิยามเรื่องนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ในยุคแรกๆ ประชาสังคมหมายถึงกลุ่มทางสังคมและเศรษฐกิจที่อยู่นอกรัฐ ซึ่งในความหมายแบบนี้ สมาคมอาสาสมัครและสมาคมธุรกิจก็จัดได้ว่าเป็นประชาสังคม ในยุคศตวรรษที่ 19 พวกมาร์กซิสต์ได้ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับประชาสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายชาวอิตาลี อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) ที่ได้เสนอว่า ประชาสังคมต้องเป็นสิ่งที่อยู่นอกภาครัฐและภาคเศรษฐกิจด้วย ในความหมายนี้ กรัมชีได้แยกโครงสร้างรัฐออกเป็นภาคสังคมการเมือง (political society) และภาคประชาสังคม (civil society) โดยที่ในภาคการเมืองนั้นมีภาคเศรษฐกิจอยู่ด้วย ดังนั้นคนที่อ่านกรัมชีส่วนใหญ่จึงนิยมตีความประชาสังคมของเขาว่าคือกลุ่มก้อนของสังคมที่อยู่นอกภาครัฐและนอกภาคเศรษฐกิจ การตีความแบบนี้ก็ยังกว้างอยู่มากทำให้เกิดปัญหาเวลานำมาใช้ Quintin Hoare และ Geoffrey Nowell Smith คนที่ช่วยกันคัดสรรผลงานของกรัมชีช่วงที่ติดคุกในงานที่โด่งดังมากคือ Prison Notebooks ยอมรับในบทนำที่เขาเขียนให้กับหนังสือเล่มนี้ว่า กรัมชีไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักในการสร้างเอกภาพในแนวความคิดเกี่ยวกับประชาสังคม (และเรื่องรัฐ) ของเขาเอง อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว กรัมชีมักจะมองประชาสังคมในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐโดยองค์รวม และรูปแบบของรัฐในห้วงเวลาใดห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็คือผลผลิตของการต่อสู้กันระหว่างภาคสังคมการเมืองกับภาคประชาสังคม [10] ในลักษณะที่ว่า ชนชั้นที่ครอบงำ (dominant class) มักจะสถาปนาการครองความเป็นใหญ่หรือมีอำนาจนำ (hegemony) ในรัฐ ส่วนภาคประชาสังคมส่วนใหญ่แล้วมักจะตกเป็นรอง

นักคิดในยุคหลังพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับประชาสังคมในลักษณะที่เรียวแคบลง จนกระทั่งสามารถนิยามกลุ่มคนได้ชัดเจนมากขึ้นว่าใครบ้างที่อยู่ในประชาสังคม บางคนสามารถนิยามได้ว่าเป็นเพียงองค์กรเอกชน (non-governmental organization – NGOs) หรือองค์กรประชาชนที่ไม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง [11] และประการสำคัญมักนิยมเอาความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของประชาสังคมไปผูกกับระดับดีกรีของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย

ในบริบทของพม่า ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสอย่างเดวิด สไตน์เบิร์ก ดูเหมือนจะยอมรับนิยามประชาสังคมแบบแคบๆง่ายๆ ในการวิเคราะห์ปัญหาพม่าในงานชิ้นล่าสุดของเขา [12] โดยเขามองว่าประชาสังคมนั้นสามารถมองได้จาก 4 มุมมองหลักๆ คือ ประการแรก เป็นการรวมกันของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไว้วางใจกัน และกลุ่มก้อนแบบนี้อาจจะแปรไปสู่องค์กรทางการเมืองได้ ในมุมมองที่สอง ประชาสังคมต้องเกี่ยวกับพหุนิยม (pluralism) ทางการเมือง และนี่เป็นแก่นสารของประชาธิปไตย ประการที่สาม ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อที่ผ่านมา ประชาสังคมจะต้องส่งเสริมความหลากหลายของผลประโยชน์ ไม่ใช่ยึดมั่นหรือมีความจงรักภักดีอยู่กับกลุ่มหรือบุคคล และในมุมมองสุดท้าย ประชาสังคม โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นต้องสามารถให้บริการที่รัฐให้ไม่ได้หรือล้มเหลวที่จะให้

ถ้าหากจะใช้มุมมองอย่างที่สไตน์เบิร์กเสนอเข้าไปสำรวจประชาสังคมในพม่า บางทีเราอาจจะเจออะไรไม่มากไปกว่าองค์กรประเภทเอ็นจีโอระหว่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่างานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ในกรณีที่เราเจอรัฐราชการ (ทหาร) ที่แข็งกระด้างแบบพม่า การย้อนกลับไปหาแนวคิดประชาสังคมแบบที่กรัมชีเสนออาจจะช่วยให้มองเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้น ประชาสังคมในความหมายที่เราควรจะมองหาคือ องค์กรหรือกลุ่มก้อนของสังคม ที่เป็นอิสระจากรัฐ (และทุน) ในกรณีของพม่า เราอาจจะมองเห็นตัวตนของทุนน้อยกว่ารัฐ เพราะว่าทุนก็คือบริวารของกลุ่มชนที่ควบคุมอำนาจรัฐอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่

ในพม่านั้นมีกลุ่มองค์กรจัดตั้งอยู่เช่นกัน ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย องค์กรจัดตั้งมวลชนที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ใต้องคาพยพของรัฐ เรียกชื่อว่า Union Solidarity and Development Association-USDA เป็นองค์กรจัดตั้งมวลชนที่อาจจะเหนียวแน่นและมีโครงสร้างชัดเจนกว่าองค์กรฝ่ายขวาอย่างลูกเสือชาวบ้านในประเทศไทย พลเอกอาวุโสตันฉ่วยเป็นคนสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา และปัจจุบันมอบหมายให้พลโทเต็งเส่ง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล องค์กรนี้มีเครือข่ายจัดตั้งในระดับทั่วประเทศ และแสดงบทบาททางการเมืองหลายครั้งในลักษณะที่เป็นปรปักษ์กับฝ่ายค้าน เช่น พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ในการประท้วงเมื่อเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา องค์กรนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการยกพวกเข้าห้ำหั่นหรือขัดขวางผู้ประท้วงรัฐบาล และองค์กรนี้อีกเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญในการระดมคนไปต่อต้านอองซานซูจีและโจมตีคณะของเธอจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นเมื่อปี 2003 ก่อนที่อองซานซูจีจะถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายและถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านกระทั่งปัจจุบัน เชื่อกันว่าคณะทหารได้เตรียมเปลี่ยนสภาพให้ USDA เป็นพรรคการเมืองเพื่อแข่งกับพรรคฝ่ายค้านหากว่าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีการเลือกตั้งในอนาคต

กลุ่มถัดมาที่อยู่ใกล้ชิดจนเกือบจะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเลยคือภาคธุรกิจ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปในพม่าค่อนข้างมาก มีกลุ่มนักธุรกิจในพม่าที่สะสมทุนได้ร่ำรวยขึ้นมามาก บางคนก็เคยเป็นคนที่ทำมาหากินกับรัฐวิสาหกิจ หรือเคยเป็นนายหน้าค้าต่างประเทศให้กับรัฐวิสาหกิจซึ่งส่วนใหญ่บริหารโดยพวกนายพลที่ไม่ประสีประสาเรื่องการค้ามากกว่าเรื่องนอนกินหัวคิวจึงเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลนอกภาครัฐเข้ามาเสริมช่องว่างเหล่านี้และสะสมทุนขึ้นมา แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชีย นักลงทุนต่างประเทศส่วนหนึ่งต้องหยุดการลงทุน ทำให้ตัดโอกาสนักลงทุนท้องถิ่นของพม่าด้วย และอีกประการหนึ่ง หลังการปราบปรามกลุ่มที่สนับสนุนขิ่นยุ้นต์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในข้อหาคอร์รัปชั่นในปี 2004 ทำให้กลุ่มธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องสลายตัวหรือหลบหน้าไป

กลุ่มทุนในพม่าปัจจุบันที่ยังคงอยู่รอดได้จะเหลืออยู่แต่เฉพาะพวกที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มอำนาจในสายพลเอกอาวุโสตันฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่าเท่านั้น และกลุ่มทุนพวกนี้สร้างเนื้อสร้างตัวสะสมทุนมาจากการแอบอิงอำนาจ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ต่อต้านอำนาจทหารที่ปกครองประเทศในปัจจุบัน ยกตัวอย่างกลุ่มของ เทซา นักธุรกิจใหญ่ที่เชื่อกันว่า เขาน่าจะเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในพม่าเวลานี้ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครอบครัวของพลเอกอาวุโสตันฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่า กลุ่มบริษัทสำคัญของเขาได้แก่ บาโว เทรดดิ้ง แอร์พุกาม โฮลดิ้ง และ ทู วูดโปรดักส์ บริษัททั้งหมดนั้นอยู่ในเครือทูกรุ๊ป (Htoo Group) นอกจากสายการบินแอร์พุกามแล้ว บริษัทพวกนี้ส่วนใหญ่ส่งออกไม้จากพม่าทั้งสิ้น บริษัททูนั้นตั้งขึ้นมา 17 ปีแล้ว แรกๆ ก็เป็นบริษัทไร้ชื่อเสียง ไม่มีใครใส่ใจ ถ้ากลับไปเปรียบเทียบในยุคที่เกิดมาใหม่ๆ ตอนที่กลุ่มเต็งทุน นายทุนรุ่นก่อนปี 1997 ที่สะสมทุนจากการค้าต่างประเทศยังรุ่งเรืองอยู่นั้น กลุ่มเทซาเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย

เทซา อายุ 43 ปี ได้ชื่อว่าเป็นพวกสาลิกาลิ้นทอง คือเขามีพรสวรรค์ในการพูดจาหว่านล้อมผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้มองเห็นความสำคัญของธุรกิจและโครงการที่เขาเสนอได้ง่ายๆ และเขาสามารถดึงลูกชายของฉ่วยมานน์ นายพลชั้นอัศวิน คนที่กุมอำนาจในกองทัพพม่าเวลานี้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัททูกรุ๊ปได้ ซึ่งสะท้อนลักษณะการสร้างเครือข่ายบริวารของทหารที่กุมอำนาจ เราไม่สามารถนับกลุ่มทุนพวกนี้ว่าเป็นประชาสังคมได้ เพราะพวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจได้แล้ว

สำหรับกลุ่มสื่อมวลชนนั้น ในประเทศอื่นเราอาจจะมองสื่อมวลชนว่าเป็นสมาชิกของประชาสังคม แต่ในกรณีของพม่า ไม่มีนักวิเคราะห์คนใดเสียเวลาศึกษาบทบาทของสื่อมวลชน เพราะพวกเขาเป็นกระบอกเสียงของรัฐ มีบางรายร่วมทุนกับเอกชนบ้างเช่น กรณีหนังสือพิมพ์ Myanmar Times แต่ก็ไม่เคยเขียนอะไรที่แตกต่างไปจากความเห็นของรัฐบาล [13]

ในซีกที่อยู่นอกรัฐหรือแสดงตัวเป็นอิสระจากรัฐนั้น กลุ่มแรกที่ต้องนับเข้ามาคือพรรคการเมือง ซึ่งปัจจุบันเหลือที่ยังมีชีวิตจริงๆ แค่พรรคเดียวคือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) นำโดยอองซานซูจี บุตรสาวของนายพลอองซาน บิดาและวีรบุรุษแห่งชาติของพม่ายุคใหม่ ที่ปัจจุบันเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าไปแล้ว พรรคเอ็นแอลดีมีสมาชิกเป็นพวกอดีตนายพลที่ต่อต้านเนวินอยู่ด้วยและเริ่มบทบาททางการเมืองหลังการประท้วงใหญ่ในปี 1988 และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นในปี 1990 โดยได้รับเลือกตั้งถึง 392 ที่นั่งจากทั้งหมด 485 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร พรรคที่ทหารหนุนหลังพ่ายแพ้หมดรูป แต่พรรคเอ็นแอลดีกลับไม่มีโอกาสได้บริหารประเทศเพราะรัฐบาลทหารไม่ยอมส่งมอบอำนาจ โดยพลเอกซอหม่อง ประธานสภาทหารเวลานั้นบอกว่าจะไม่มีการมอบอำนาจโดยเร็ว เพราะพม่าต้องร่างรัฐธรรมนูญก่อน และการร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลา [14] พรรคเอ็นแอลดีเคยมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในระยะแรกก่อนที่จะถอนตัวในปี 1995 เพราะเห็นว่าคณะทหารร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ และในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญก็จับกุมฝ่ายค้านไปด้วย ทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปัจจุบันพรรคเอ็นแอลดีถูกควบคุมหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถูกบอนไซ เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ สำนักงานสาขาถูกปิด เหลือเฉพาะสำนักงานใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง สมาชิกจำนวนมากถูกจับกุม และแม้ถูกปล่อยตัวออกมาก็ต้องยอมจำนนในเงื่อนไขว่าจะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้นำพรรคอย่างอองซานซูจีไม่มีเสรีภาพใดๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้พบใครแม้แต่สมาชิกในครอบครัว [15] โรเบิร์ต เทย์เลอร์ (Robert Taylor) อดีตศาสตราจารย์จาก SOAS (School of Oriental and Africa Studies) คนที่ลงความเห็นว่าอองซานซูจีไม่ควรทำปริญญาเอกที่นั่นเพราะคะแนนปริญญาตรีไม่ค่อยดี วิจารณ์พรรคเอ็นแอลดีว่าไม่สู้จะมีอนาคตสักเท่าไหร่ ความหวังในการต่อต้านทหารหลังจากผ่านไปเกือบสองทศวรรษกลายเป็นเรื่องเสแสร้งแกล้งทำมากเข้าไปทุกที [16] นั่นคือมันห่างไกลความจริงไปเรื่อยๆ

ในพม่านั้น พวกที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่าชนิดเอาเป็นเอาตายมากที่สุดคือพวกชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าจัดพวกนี้เข้าไปไว้ในประชาสังคม เพราะว่าพวกเขาต่อสู้ด้วยอาวุธ อันที่จริงก็ไม่เห็นมีกฎข้อห้ามใดๆ ว่าประชาสังคมต่อสู้ด้วยอาวุธไม่ได้ ชนกลุ่มน้อยมีแนวทางในการต่อสู้ชัดเจนมากคือต้องการเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐพม่า ไม่ว่าจะเป็นอิสระในลักษณะปกครองตนเอง (autonomy) หรือแยกตัวจากพม่า (independence) ก็ตาม ชนกลุ่มน้อยที่ยังจับอาวุธสู้กับพม่าอยู่ในเวลานี้เหลืออยู่ไม่มากนัก แต่กระจัดกระจายกันทั่วไป ที่เหลือพอนับได้ เช่น กะเหรี่ยงภายใต้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union) ซึ่งอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ นับแต่การเสียฐานที่มั่นใหญ่ในมาเนอร์ปลอในปี 1995 และการเสียชีวิตของนายพลโบเมียะเมื่อเดือนธันวาคม 2006 นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติกะเหรี่ยง เพราะโบเมียะเป็นผู้นำในการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้มานานกว่า 50 ปีนับแต่พม่าได้เอกราชจากอังกฤษ ผลจากความสูญเสียดังกล่าวทำให้กองกำลังนี้ไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับกองทัพพม่าได้ ในส่วนกองกำลังอื่นๆ เช่น ไทใหญ่ กะยา อาระกัน ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่ากะเหรี่ยงเลย ไม่นับว่ามีกำลังชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก เช่น มอญ ว้า ไทใหญ่บางกลุ่ม ได้เข้าสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารพม่า ยุติการต่อสู้อย่างมีนัยสำคัญไปแล้ว

พวกชนกลุ่มน้อยที่ใช้แนวทางการต่อสู้ทางการเมือง รวมตัวจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 1990 ก็มีเช่นพรรค Shan Nationalities League for Democracy – SNLD นำโดยขุนตุนอู ซึ่งประสบความสำเร็จตามสมควรโดยได้รับเลือกตั้งมากเป็นอันดับสอง แม้ว่าคะแนนจะทิ้งห่างจากอันดับหนึ่งอย่างพรรคเอ็นแอลดีของคนเชื้อสายพม่าก็ตาม แต่ทว่าในเวลาต่อมาผู้นำชนกลุ่มน้อยที่เคลื่อนไหวการเมืองถูกจับกุมทั้งหมด ด้วยข้อหาติดต่อกับกองกำลังติดอาวุธเชื้อชาติเดียวกัน ทำให้หมดโอกาสเคลื่อนไหวในทางการเมืองโดยสิ้นเชิง

อีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงคือกลุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบเนวินในปี 1988 (เปรียบเทียบได้กับคนเดือนตุลาในบริบทสังคมไทย) พวกนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป จำนวนไม่น้อยหนีออกนอกประเทศ แรกๆ ก็มาพักพิงในประเทศไทย บ้างก็มีโอกาสไปอาศัยอยู่ในประเทศที่สาม มีโอกาสได้ศึกษาต่อในสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย บางส่วนยังติดค้างอยู่ในประเทศไทยกระทั่งปัจจุบัน หลายคนได้รวมกันตั้งเป็นองค์กรเอกชนรับทุนจากต่างประเทศเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพม่า หรือจับประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน ส่วนมากแล้วจะเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยและแถบใกล้เคียง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไปแล้วไปลับไม่กลับมา ส่วนที่ยังอยู่ในพม่าต่อไปนั้นก็ไปช่วยงานพรรคฝ่ายค้านอย่างเอ็นแอลดีบ้าง หรือไม่ก็ประกอบอาชีพส่วนตัว เฝ้าติดตามเหตุการณ์ในบ้านเมืองอย่างเงียบๆ เพราะเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก

กลุ่มสุดท้ายที่จะต้องกล่าวถึงอย่างยิ่งคือ พระสงฆ์ เพราะเป็นหัวหอกสำคัญในการลุกฮือขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าในปี 2007 แน่นอนทีเดียว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขบวนการพระสงฆ์ในพม่าไม่ได้เพิ่งจะอุบัติขึ้นมาในห้วงเวลานี้ แต่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เอาแค่สมัยที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษ บรรดาพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์ก็สร้างประวัติศาสตร์และวีรกรรมเอาไว้มากมาย

ไม่มีคำตอบที่น่าพึงพอใจเลยว่า ทำไมพระสงฆ์จึงได้ออกมาประท้วงในคราวนี้แทนที่จะเป็นพวกนักศึกษา คนงาน หรือพวกนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เหมือนเมื่อคราวปี 1988 นักสังเกตการณ์บางคนอธิบายว่า พวกพระไม่ได้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ แต่ออกมาประท้วงเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อดอยากหิวโหย [17] พระบางรูปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างการประท้วงถึงวัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันและค่าครองชีพให้กับประชาชน นอกจากนี้ก็มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองปนมาด้วยคือ ต้องการให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเพื่อความปรองดองแห่งชาติ [18]

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลหลายแหล่งที่แสดงให้เห็นว่า มีความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มอดีตนักศึกษาปี 1988 และกลุ่มพระโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระหนุ่มที่ได้ตกลงวางแผนกันก่อนหน้านี้แล้วว่า จะให้พระเป็นหัวหอกในการประท้วงในคราวนี้ ซิน ลินน์ อดีตบรรณาธิการและนักโทษการเมืองสมัยปี 1988 ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีข่าวสารให้กับรัฐบาลพลัดถิ่นพม่า (National Coalition Government of the Union of Burma – NCGUB) ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การเปลี่ยนผู้นำการประท้วงจากพวกนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นพวกพระนั้นมีการวางแผนอย่างดีในหมู่คนหนุ่มที่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่อยากจะเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง [19] มีการวางแผนร่วมกันอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่านี่เอง พระอู โกวิดา พระหนุ่มที่ได้ร่วมประท้วงแล้วหนีเข้ามาฝั่งไทยบอกว่า ได้ร่วมกับอดีตนักเคลื่อนไหวปี 1988 วางแผนเคลื่อนไหวเมื่อสบโอกาสที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนั่นเป็นความชอบธรรมที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมาก

สาเหตุที่ต้องเคลื่อนไหวกันช่วงนี้ เพราะว่ารัฐบาลทหารพม่ากำลังเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกระบวนการขั้นที่สองในเจ็ดขั้นสู่ความเป็นประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติ [20] ตามที่พลเอกขิ่นยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรีได้วางเอาไว้ตั้งแต่ปี 2003 ก่อนที่ตัวเขาเองจะถูกปลดออกจากตำแหน่งในปีถัดมา ประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็นแน่นอน แต่แผนการ 7 ขั้นของคณะทหารนั้นเป็นหนทางแห่งการสืบทอดอำนาจอย่างถาวรมากกว่าเป็นหนทางสู่ประชาธิปไตยจริงๆ เพราะในแนวทางจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นดูเหมือนจะเป็นการเขียนพิมพ์เขียวสำหรับการให้ทหารคงอยู่ในการเมืองพม่าได้ตลอดไป และกีดกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านอย่างที่สุด

ในคราวนี้การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ใช้มาตรการเหมือนดังเช่นที่ผ่านๆ มาในอดีต คือไม่เพียงออกมาเดินประท้วงบนท้องถนนอย่างสงบเท่านั้น หากแต่ยังทำการคว่ำบาตรไม่รับบิณฑบาตจากพวกทหารอีกด้วย การคว่ำบาตรเป็นมาตรการรุนแรงที่สุดเท่าที่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาพึงจะกระทำได้ในการแสดงออกถึงความไม่พอใจและไม่ต้องการร่วมบุญกุศลกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ ในพม่าหรือประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ บางทีความชอบธรรมทางการเมืองอาจจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยผลงานรัฐบาล ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง หรือปัญหาเรื่องการใช้อำนาจโดยชอบและมิชอบตามขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น หากแต่ชาวพุทธนำเอาเรื่องบาปบุญคุณโทษมาเป็นสิ่งอธิบายและค้ำจุนความชอบธรรมด้วย นั่นเป็นสิ่งที่จะอธิบายว่าทำไมองค์กรสงฆ์ในพม่าจึงมีความสำคัญ

มองด้วยสายตาแบบกรัมชีเราอาจจะเห็นว่าพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์เป็นตัวแทนของประชาสังคมทั้งมวลในการปะทะสังสรรค์กับรัฐโดยตรง แต่ปัญหาคือความเป็นตัวแทนภาคประชาสังคมของพระสงฆ์จะจีรังยั่งยืนเพียงใด ถ้าหากพิจารณาจากข้อสังเกตที่กรัมชีเคยให้ไว้ว่า ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ “โบสถ์กับรัฐดูเหมือนจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้ระหว่างประชาสังคมในทางโลกกับโบสถ์ซึ่งกลายไปเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของรัฐและของสังคมการเมืองที่ถูกผูกขาดโดยพวกอภิสิทธิ์ชน โดยที่พวกอภิสิทธิ์ชนได้ดูดกลืนเอาโบสถ์เข้าไปเสริมอำนาจผูกขาดของตัวเองเพื่อแสวงหาการสนับสนุนที่ดีจากประชาสังคม ซึ่งมีโบสถ์ (หรือศาสนา) นั่นเองเป็นตัวแทน” [21] พูดให้ง่ายเข้า ในบริบทของพม่า คณะทหารพยายามหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่จะดึงพระมาเป็นพวก ในช่วงระยะเวลา 20 ปีภายใต้การปกครองของคณะทหารชุดนี้ก็ญาติดีกับพระมาโดยตลอด และพยายามนิยามตัวเองเข้ากับพระพุทธศาสนา ทำตัวเป็นผู้ปกป้องพระศาสนามาโดยตลอด คณะทหารที่นำโดยพลเอกอาวุโสตันฉ่วยก็ทำเหมือนคนอื่นๆ สร้างวัดสร้างโบสถ์และเข้าวัดฟังธรรม เป็นที่ทราบดีในหมู่ชาวพม่าว่าตันฉ่วยผู้นำสูงสุดนั้นเป็นคนที่เข้าวัดและทำบุญมากที่สุดคนหนึ่ง ในปี 1999 รัฐบาลทหารเคยเอาใจพระสงฆ์และสังฆสภาครั้งใหญ่ด้วยการระดมงบประมาณและเงินบริจาคทำการบูรณะซ่อมแซมพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ด้วยการชุบทององค์เจดีย์ใหม่ เปลี่ยนฉัตร 7 ชั้นบนยอดเจดีย์ ซึ่งในอดีตมีเพียงพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่จะทำแบบนี้ ตอนที่ย้ายฉัตรออกนั้นคนพม่าลือกันอย่างขนานใหญ่ว่าบ้านเมืองอาจจะเกิดอาเพศ เพราะคนที่ทำการนี้บารมีไม่ถึง และในที่สุดมันก็พิสูจน์ว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์ชเวดากองก็ไม่ได้ทำให้สถานะของรัฐบาลทหารพม่าดีขึ้นแต่อย่างใด

srw.jpg

สัญลักษณ์ที่ออกแบบโดยกลุ่ม Saffron Revolution Worldwide (SRW) เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งถูกนำไปใช้ในการรณรงค์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของคณะทหารยังไม่ประสบผลมากนัก มีเพียงพระรุ่นอาวุโสเท่านั้นที่จะพลอยเห็นดีเห็นงามไปกับรัฐบาลทหาร ส่วนพระรุ่นหนุ่มนั้นยังไม่ถูกซื้อ จึงได้ออกมาเป็นหัวหอกในการประท้วงรัฐบาลดังที่เห็น สิ่งที่น่าสนใจที่จะต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในขณะนี้คือ พวกพระจะเป็นตัวแทนประชาสังคมในทางโลกได้นานสักเพียงใด และนานพอจะเป็นพลังโอบล้อมรัฐทหารให้อ่อนตัวลงได้หรือไม่ คำตอบที่มีมาในประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าพระจะมีบทบาทมากเพียงใด กระตือรือร้นและเข้มแข็งเพียงใด ขบวนการนี้ก็ไม่จีรังพอที่จะเป็นแกนนำการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมที่สมบูรณ์ได้

สรุป

นักวิชาการที่เชี่ยวชาญปัญหาพม่าหลายต่อหลายคนให้ความสนใจประชาสังคมในพม่าค่อนข้างมากว่าจะเป็นกลุ่มหรือปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ได้ โรเบิร์ต เทย์เลอร์ เคยเพ่งเล็งไปที่กลุ่มทางเศรษฐกิจว่าจะเป็นแนวหน้าที่จะบีบล้อมรัฐทหารให้ยอมผ่อนคลาย เป็นความเชื่อที่ยังโต้แย้งกันได้มากว่าถ้าหากอนุญาตให้ทุนนิยมขยายตัวในรัฐเผด็จการทหารแล้วไม่นานมันจะบีบบังคับให้รัฐยอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของการสะสมทุนซึ่งมันต้องการบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ คนที่เชื่อแนวทางนี้อาศัยประสบการณ์ของประเทศไทยในทศวรรษ 1970 เป็นแหล่งอ้างอิง เทย์เลอร์เองก็พูดเรื่องนี้หลายครั้ง แต่กระทั่งปัจจุบันยังไม่มีนายทุนใดในพม่ามีอิทธิพลเหนือรัฐเผด็จการทหารเลย

เดวิด สไตน์เบิร์ก ฝากความหวังเอาไว้กับองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ (NGOs) เขาอ้างว่าเขาเห็นพวกนี้เติบโตขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 1988 ไม่ว่าจะเป็นเพราะรัฐบาลทหารพม่าอับจนจนไม่อาจจะให้บริการประชาชนได้เลยต้องพึ่งเอ็นจีโอ หรือว่าพม่ามีต้นทุนทางสังคมเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากความเติบโตของชุมชนก็ตาม ประชาสังคมกลุ่มนี้เป็นตัวนำไปสู่การเปิดกว้างและลักษณะพหุนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า องค์กรสาธารณกุศลและองค์กรทางด้านมนุษยธรรมนั้นจะเป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าได้อย่างไร สไตน์เบิร์กก็ไม่ได้ให้ข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์แต่อย่างใดเลยว่าพวกนี้พัฒนาไปอย่างที่เขาได้กล่าวอ้าง

การลุกฮือประท้วงในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2007 ที่นำโดยพระสงฆ์เรียกความสนใจจากนักสังเกตการณ์เรื่องพม่าได้ค่อนข้างมาก แต่เราอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ประชาสังคมในสายวัฒนธรรมนี้จะขึ้นมาเป็นหัวหอกที่นำการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้ เราไม่สงสัยในโครงสร้างการจัดตั้งที่เข้มแข็ง แต่เรามีสิทธิที่จะสงสัยในเรื่องอุดมการณ์ว่า พระสงฆ์และองค์กรสงฆ์จะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ทางโลกได้อย่างไร แม้ว่าพระบางรูปจะได้พูดระหว่างการประท้วงว่า เผด็จการทหารไม่ทำให้ศาสนาพุทธเจริญงอกงาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเผด็จการทหารและศาสนาจะไปกันไม่ได้ ถ้าหากเผด็จการทหารค้นพบจุดที่จะลงรอยกับศาสนาพุทธได้เมื่อใด บางทีวันนั้นศาสนาอาจจะย้ายเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในรัฐก็เป็นได้

เชิงอรรถ

[1] Justin Wintel, Perfect Hostage: A Life of Aung San Suu Kyi (London: Hutchinson, 2007), pp. 237-238.
[2] Asian Development Bank, “Asian Development Outlook 2007,” www.adb.org/Documents/Books/ADO/2007/MYA.asp.
[3] Irrawaddy, “Burma Crisis: What’s next?,” http://www.irrawaddy.org/protests/Aug23-31.php.
[4] Ni Ni Myint, Burma’s Struggle Against British Imperialism, (1885-1895) (Yangoon: Department of Higher Education, 1985), p. 209.
[5] Robert H. Taylor, The State in Burma (Honolulu: University of Hawaii Press, 1987), p. 357.
[6] Aung Zaw, “The Power Behind the Robe,” Irrawaddy, No. 10 (October 2007), p. 27.
[7] Ibid.
[8] ชื่อเดิมตอนขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ คือ สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council – SLORC) แต่ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน[9] David I. Steinberg, “Civil Society and Legitimacy: The Basis for National Reconciliation in Burma/Myanmar,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2006), pp. 149-176.
[10] Antonio Gramsci, Prison Notebook (Selections), 11th edition (New York: International Publishers, 1992), p.245.
[11] Karl Dorning, “Creating an Environment for Participation: International NGOs and the Growth of Civil Society in Burma/Myanmar,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation, pp. 188-217.
[12] David I. Steinberg, “Civil Society and Legitimacy: The Basis for National Reconciliation in Burma/Myanmar”.
[13] ถ้าอยากรู้ว่าสื่อมวลชนพม่าเชื่องขนาดไหนเวลาอยู่ต่อหน้าคณะทหารก็ให้ดูสื่อมวลชนไทยแสดงเวลาอยู่ต่อหน้ากษัตริย์ ฉันใดก็ฉันนั้น
[14] Bertil Lintner, Burma in Revolt: Opium and Insurgency Since 1948 (Bangkok: White Lotus, 1994), p.379. และคำกล่าวเช่นนั้นก็เป็นจริง การร่างรัฐธรรมนูญของพม่านับว่ามาราธอน เริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนป่านนี้ยังร่างไม่เสร็จ
[15] United States Charge d’Affaries to Burma Shari Villarosa ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่กรุงเทพฯ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2007
[16] Robert H. Taylor, “One day, One Fathom, Bagan Won’t Move: On the Myanmar Road to a Constitution,” in Trevor Wilson, ed., Myanmar’s Long Road to National Reconciliation, p 13.
[17] Charles London, “Myanmar: Monks and the Military,” The Nation (US), October 25, 2007, http://www.thenation.com/doc/20071112/london.
[18] British Broadcast Corporation, “Monks return to street of Burma,” http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7070551.stm.
[19] Seth Mydans, “Karma Power: What Makes a Monk Mad,” The New York Times, September 30, 2007, http://www.nytimes.com/2007/09/30/weekinreveiw/30mydans.html.
[20] “Myanmar’s Monks, 1988 Activists linked,” USA Today, October 26, 2007, http://www.usatoday.com/news/world/2007-10-26-3644391194_x.htm.
[21] Antonio Gramsci, Prison Notebook (Selections), p. 245.

เงินกับธรรมชาติมนุษย์

February 16th, 2008

เงินกับธรรมชาติของมนุษย์

เมื่อเอ่ยคำว่า “เงิน” หลายคนคงนึกถึงธนบัตรในกระเป๋า ตัวเลขในสมุดเงินฝากธนาคาร บัตรเครดิต ตั๋วจำนำ หรือไม่ก็ตัวเลขบนกระดานหุ้นที่วิ่งขึ้นลงตามแรงซื้อขายของนักลงทุน คนหลายพันล้านคนบนโลกอาจรู้สึกท้อแท้กับการตรากตรำทำงานหนัก เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพียงเพื่อแลกกับเงินพอต่อชีวิตไปวันต่อวัน ในขณะที่คนจำนวนหยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับผู้ยากไร้เหล่านี้กลับสามารถต่อยอดเงินจำนวนมหาศาลที่มีอยู่แล้วให้ทวีคูณขึ้นไปอีกโดยไม่ต้องลงแรงอะไรมาก เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีในแต่ละวันส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเท่านั้น

ไม่ว่าใครจะรักเงิน บูชาเงิน เกลียดเงิน หรือไม่สนใจเงิน ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสมัยใหม่ – ชีวิตยุคโลภาภิวัตน์ที่โลกดูจะหมุนด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วกว่าอัตราการเต้นของหัวใจมนุษย์ผู้อยู่อาศัย ซึ่งเต้นในจังหวะเดิมมากว่า 60,000 ปีแล้ว นับตั้งแต่บรรพบุรุษคนแรกของเผ่าพันธุ์ลืมตาขึ้นมาดูโลกในทวีปแอฟริกา

ในเมื่อเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ ก็ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ “ความเห็นแก่เงิน” มักจะเป็นสาเหตุของการถกเถียง หักหลัง ฉ้อฉล ฆ่าฟัน และสงคราม ตั้งแต่ระดับครอบครัว เรื่อยไปจนถึงระดับประเทศ

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ยิ่งใครยึด “เงิน” เป็นสรณะหนึ่งเดียวหรือเป้าหมายสูงสุดในการดำรงชีวิตเท่าไร การตัดสินใจทำอะไรเพื่อเงินของคนผู้นั้นก็มักเป็นสิ่งที่หยาบ ฉาบฉวย มักง่ายแบบ “จับเสือมือเปล่า” ดีไม่ดีอาจทำให้คนอื่นเสียเงิน ถ้าการ “หาเงิน” นั้นหมายถึงการใช้วิธีคดโกง ยักย้ายถ่ายเทเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาสู่กระเป๋าตัวเอง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล

สถิติหลายประเทศบ่งชี้ว่า สาเหตุหลักข้อหนึ่งที่นำไปสู่การหย่าร้างของคู่สมรสจำนวนไม่น้อยคือ สามีภรรยามีทัศนคติเกี่ยวกับเงินไม่ตรงกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งใจกว้าง มือเติบ มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด อีกฝ่ายหนึ่งตระหนี่ถี่เหนียว อยากออมเงินไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า ไม่ว่าจะรักกันเพียงใดก็ยากยิ่งที่จะอยู่ด้วยกันยืด เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร สมรรถนะในการหาเงินของทั้งสองคนย่อมลดลงเท่านั้น เป็นเชื้อไฟให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก

หลายครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ความตระหนี่ขี้เหนียว” กับ “ความประหยัดมัธยัสถ์” อาจเลือนรางจนแยกจากกันไม่ออก มิพักต้องพูดความจริงที่ว่า ตำแหน่งแห่งที่ของเส้นที่ว่านี้มักเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ขึ้นอยู่กับนิสัยใจคอ ฐานะ และขนาดของหัวใจคนแต่ละคน

มองในแง่ที่ดีที่สุด เงินเป็น “ปีศาจจำเป็น” ในการดำรงชีวิต เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ยากไร้จำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด พยายามไขว่คว้าดิ้นรนหาชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตที่วันนี้ยังเป็นเพียงความฝัน แต่เงินอาจบันดาลให้เป็นจริงก่อนตาย

เพราะถึงแม้ชาติตระกูลอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ไม่มีใครเลือกได้ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเปลี่ยนแปลงฐานะแรกเกิดและสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตได้ ขอเพียงแต่สังคมจะหยิบยื่นเสรีภาพและโอกาสให้ตามสมควรและอย่างเป็นธรรม ประกอบกับการประคองตนให้มีวินัยในการใช้จ่าย มีวิริยะอุตสาหะเป็นที่ตั้ง และถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมีใครถูกวาทกรรมที่ถูกสร้างและสืบทอดด้วยอคติของชนชั้นนำจำนวนมากที่ฝังแน่นผ่านกาลเวลา – จาก “คนจนมีกรรมเก่าต้องก้มหน้ารับ” และ “คนเป็นไพร่ไม่มีวันใช้เงินเป็น” มาจนถึงการโหนกระแสวาทกรรมร่วมสมัยอย่าง “เศรษฐกิจพอเพียง”– กดทับจนหายใจแทบไม่ออก และยัดเยียดความรู้สึกสมยอมและปมด้อยที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง

กลไกและโครงสร้างต่างๆ ในระบบทุนนิยมอาจเอื้ออำนวยให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น แต่นั่นย่อมมิได้หมายความว่าเราควรปฏิเสธ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจ” ของเพื่อนร่วมโลก เสรีภาพที่นักเศรษฐศาสตร์สวัสดิการผู้ยิ่งใหญ่ อมาตยา เซน (Amartya Sen) ประกาศว่าเป็นหนึ่งใน “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ [1]

ในโลกที่คนจำนวนนับไม่ถ้วนหันไปมองหาต้นตอเมื่อได้ยินเสียงเหรียญตกกระทบพื้น แต่ไม่นำพาต่อเสียงใบไม้ลู่ลมหรือเสียงอื่นใดในธรรมชาติ ผู้เขียนคิดว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาสำรวจปฏิสัมพันธ์ที่เรามีต่อเงิน และ “วิธีทำงาน” ของเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ หุ้น ราคา หรือความมั่งคั่ง จากมุมมองของนักการเงิน รวมทั้งทฤษฎีและการค้นพบใหม่ๆ ในโลกวิชาการ ในระดับที่ข้ามพ้นอุดมการณ์ทางการเมืองทั้งมวล

เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย อยู่ตรงกลาง หรือไม่เคยเลือกข้าง ความสุขและความทุกข์ของเราทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเงิน ล้วนมีที่มาที่ไปไม่ต่างกันมากนัก

ในตอนแรกของคอลัมน์นี้ ผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “จิตวิทยาของเงิน” ก่อน

“รวย” หรือ “จน” อยู่ที่คนรอบข้าง

แม้ว่าคำกล่าวทำนอง “รวยหรือจนอยู่ที่ใจ” อาจฟังดูเหมือนคำคุยโวของชนชั้นกลางที่ทำให้ผู้แร้นแค้นที่ไร้ปัจจัยสี่ (ที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่า “คนจนดักดาน” หรือ “คนจนเรื้อรัง”) แค่นหัวเราะใส่ หลักฐานมากมายจากวงการจิตวิทยาและการเงิน โดยเฉพาะจากสาขาบูรณาการแขนงใหม่สองแขนง คือ Happiness Economics (“เศรษฐศาสตร์ความสุข”) และ Behavioral Finance (“การเงินพฤติกรรม”) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยา และนักวิทยาศาสตร์สมอง ชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวนี้มีส่วนถูกมากกว่าผิด

งานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาความรู้สึกเกี่ยวกับ “ฐานะ” (wealth status) ของคน บ่งชี้ว่ามันเป็นความรู้สึกสัมพัทธ์ (relative feeling) ไม่ใช่ความรู้สึกสัมบูรณ์ (absolute feeling)

ความรู้สึกพอใจในฐานะตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นตัวเลขสัมบูรณ์ (absolute เช่น มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน) เท่ากับระดับความมั่งคั่ง เปรียบเทียบ กับระดับความมั่งคั่งของคนรอบตัว เช่น เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมรุ่น ครอบครัว ญาติ ฯลฯ

นัสซิม ตาเลบ (Nassim Taleb) นักสถิติและนักการเงินผู้ยิ่งใหญ่ ยกตัวอย่างในหนังสือเรื่อง Fooled by Randomness [2] (ถูกความไม่แน่นอนหลอก) ว่า โดยเฉลี่ยนักการเงินผู้ร่ำรวยที่อาศัยอยู่คอนโดสุดหรูใจกลางมหานครนิวยอร์ก มักรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขหรือรู้สึกว่า “ประสบความสำเร็จ” ทั้งๆ ที่เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนดังกว่า และมีรายได้ดีกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เหลืออีก 99%

นั่นเป็นเพราะว่าคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในคอนโดหรูหลังนั้นมักเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ” เหมือนกัน มีฐานะดีพอๆ กัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ในเมื่อคอนโดหรูใจกลางเมืองนิวยอร์กเป็นแหล่งรวม “ผู้ประสบความสำเร็จ” คือคนที่รวยที่สุด 1% ของนักเรียนแต่ละรุ่น หรือเมืองแต่ละเมือง เช่น ทนายดังๆ ดาราดังๆ หมอดังๆ และในเมื่อความรู้สึกเกี่ยวกับฐานะของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยเปรียบเทียบ ไม่ใช่ปัจจัยสัมบูรณ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชนชั้นกลางผู้ประสบความสำเร็จจำนวนมากจึงไม่รู้สึกพอใจในฐานะของตัวเอง เมื่อถูกแวดล้อมด้วยคนอื่นๆ ที่มีฐานะทัดเทียมกันหรือเหนือกว่า

ตาเลบบอกว่า ทางออกง่ายๆ ที่น่าจะทำให้นักการเงินคนนั้นมีความสุขมากขึ้น คือการย้ายออกไปอยู่ที่อื่นที่เพื่อนบ้านมีฐานะด้อยกว่า ไม่ใช่ตะเกียกตะกายทำงานหนักกว่าเดิมอีกเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น จะได้หาที่อยู่ใหม่ที่แพงกว่าเดิมอีก – เพราะที่อยู่ใหม่ก็คงจะเต็มไปด้วยคนที่มีฐานะดีกว่าที่เก่า ทำให้รู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเดิม

งานวิจัยและการทดลองหลายชิ้นตอกย้ำการค้นพบข้อนี้ เช่น เมื่อนักเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในวิชาหนึ่งได้รับข้อเสนอให้เลือกระหว่างงานที่ได้เงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ แต่เพื่อนคนอื่นได้ 120,000 เหรียญ กับงานที่ได้เงิน 80,000 เหรียญ แต่เพื่อนคนอื่นได้ 50,000 เหรียญ นักเรียนกว่าค่อนห้องเลือกงานหลัง ทั้งๆ ที่ได้เงินน้อยกว่างานแรก นักเรียนบอกว่า ถึงจะได้เงินน้อยกว่าแต่คิดว่าคงรู้สึกมีความสุขมากกว่า เพราะในกรณีนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันว่าต้อง “ไล่กวด” เพื่อนๆ ที่มีรายได้ดีกว่า (เข้าทำนองคำกล่าวของฝรั่งที่ว่า “catching up with the Jones”)

อคติของผู้อยู่รอด

นอกจากความรู้สึกเรื่องระดับฐานะจะเป็นปัจจัยสัมพัทธ์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่าคนฐานะดีมักจะรู้สึกไม่มีความสุขเมื่อถูกแวดล้อมด้วยคนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ยังสะท้อนอคติที่ฝังแน่นอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์อีกข้อหนึ่ง คืออคติที่นักสถิติเรียกว่า “survivorship bias” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “อคติของผู้อยู่รอด”

อคตินี้หมายความว่า มนุษย์เรามักจะ “มองเห็น” แต่ผู้ชนะหรือผู้ประสบความสำเร็จ และพยายามเลียนแบบพฤติกรรมหรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา แต่มองไม่เห็นว่าวงการนั้นมี “ผู้แพ้” ที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกจำนวนมากมายมหาศาล การที่เรามองไม่เห็นบรรดา “ผู้แพ้” ทำให้เราประเมินความเป็นไปได้ที่เราจะประสบความสำเร็จบ้างสูงเกินจริงไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกใฝ่ฝันอยากเป็นดารา เพราะดาราดังมีรายได้มหาศาลจากงานที่ (ดูเหมือนว่าจะ) ไม่ต้องใช้ความสามารถหรือแรงงานมากนักเมื่อเทียบกับเงินที่ได้รับ แต่คนเหล่านั้นมองไม่เห็นว่า เหล่าดาราคือคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว (เราถึงได้เรียกว่า “ดารา”) แต่ทุกๆ 1 คนที่ได้เป็นดาราแล้ว จะมีคนอีกหลายพันหรือหมื่นคนที่ยังเป็น “คนธรรมดาที่อยากเป็นดารา” อยู่ ทำงานรายได้น้อยต่างๆ นานา เช่น เป็นเด็กเสิร์ฟในคาเฟ่หรือร้านอาหาร รอเวลาที่จะได้เป็นดารา ซึ่งก็มักเป็นเรื่องของ “โชค” มากกว่า “ฝีมือ” ในการแสดง

ถ้าทั้งโลกมีดารา 10,000 คน ดาราแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยคนละ 100 ล้านบาทต่อปี มี “คนอยากเป็นดารา” 10,000,000 คน มีรายได้เฉลี่ยคนละ 100,000 บาทต่อปี ก็แปลว่าความน่าจะเป็น (probability) ของการเป็นดารา มีเพียง 10,000 ใน 10,000,000 หรือ 0.1% เท่านั้น

มีอาชีพมากมายในโลกนี้ที่ทำรายได้น้อยกว่าดาราหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมากกว่ารายได้ของ “คนอยากเป็นดารา” หลายเท่า แถมยังมีโอกาสในการได้ทำอาชีพนั้นจริงๆ สูงกว่า 0.1% หลายเท่าด้วย เช่น หมอฟัน ขอเพียงแต่อดทนเรียนจนจบ โอกาสที่จะได้เป็นหมอฟันจริงๆ ก็มีสูงมาก อาจจะสูงเกือบ 100% ด้วยซ้ำ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดโลกเราจึงมีคนอยากเป็นหมอฟันน้อยกว่าคนอยากเป็นดารา? คำตอบอยู่ในอคติของผู้อยู่รอด –คนทั่วไปมองเห็นแต่เหล่าดารา มองไม่เห็น “คนอยากเป็นดารา” สิบล้านคนที่เป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ จึงเชื่อว่าโอกาสของตัวเองที่จะได้เป็นดารานั้นไม่ใช่ 0.1% แต่เป็น 50% หรือสูงกว่านั้น

ถึงแม้จะมองเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์และตระหนักในตัวเลข 0.1% คนทั่วไปก็มักจะประเมินโอกาสของ “ตัวเอง” ว่าสูงกว่านั้นมาก เพราะแต่ละคนมักจะปักใจเชื่อว่า “ฉันไม่ใช่คนทั่วไป” เช่น ฉันหน้าตาดีกว่าคนอื่น ฉันแสดงหนังเก่งกว่าคนอื่น ฉันโชคดีกว่าคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ฯลฯ

ตัวอย่างหนึ่งในประเทศไทยที่ผู้เขียนคิดว่าแสดงอคติของผู้อยู่รอดได้ดีมาก คือความนิยมของหมอดู กล่าวคือ เวลาเราไปดูหมอ เรามักจะกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังอย่างตื่นเต้นถ้าเราคิดว่าหมอดูคนนั้น “แม่น” เมื่อได้ยินอย่างนั้น เพื่อนของเราก็อาจจะอยากไปหาหมอดูคนนั้นบ้าง และถ้าเพื่อนของเราคิดว่าหมอดู “แม่น” อย่างที่เราบอก ถึงตอนนี้ทั้งเราและเพื่อนอาจจะคิดว่าหมอดูคนนั้นไม่ได้ฟลุก แต่ดูดวงเก่งจริงๆ และหลังจากนั้นเราก็จะไปบอกเพื่อนคนอื่นๆ ให้ไปหาบ้าง

ถ้าหมอดูไม่แม่น เราคงเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองหรืออย่างมากก็บ่นให้เพื่อนฟังว่าเสียดายเงิน ไม่ตื่นเต้นพอที่จะไปโพนทะนาให้ใครฟังในวงกว้าง

“กรณีที่ดูแม่น” ของหมอดูจึงกลายเป็นข่าว ในขณะที่ “กรณีที่ดูไม่แม่น” ไม่เป็นข่าว ทั้งๆ ที่กรณีหลังอาจมีมากกว่ากรณีแรกหลายสิบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า “ความแม่น” ของหมอดูอาจไม่ได้เกิดจากฝีมือหรือสัมผัสที่หกอะไรทั้งนั้น แต่โชคช่วยให้บังเอิญพูด “ถูก” มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของหมอดูส่วนใหญ่ที่คนว่า “แม่น” ในเมืองไทย ก็มีเค้าว่าจะเกิดขึ้นจากการกระจายข่าวปากต่อปากของกรณีที่คนคิดว่า “แม่น” ต่างๆ ในขณะที่ไม่มีใครนอกจากตัวหมอดูเองเคยรู้ (หรือสนใจจะรู้) ว่า อัตราความแม่น (หมายถึง จำนวนคนที่บอกว่า “แม่น” ต่อจำนวนลูกค้าทั้งหมดของหมอดู) นั้นเป็นเช่นใด เพราะไม่มีใครรู้จำนวนลูกค้าทั้งหมดที่หมอดูเคยให้บริการ

สมมุติว่าหมอดูเคยดูดวงให้ลูกค้า 100 คน ในจำนวนนี้ 5 คนเชื่อว่า “แม่น” และคนเหล่านี้ทุกคนจึงไปโฆษณาด้วยความตื่นเต้นให้คนอื่นมาใช้บริการ ถึงแม้ว่าสถิติความแม่นของหมอดูคนนี้จะมีเพียง 5/100 = 5% (ซึ่งเป็นระดับต่ำจนสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่า “พูดมั่วๆ ก็ได้แค่นี้แล้ว”) แต่ถ้าในลูกค้าผู้โชคดี 5 คนนั้นแต่ละคนสามารถโน้มน้าวให้คนอีก 20 คนมาใช้บริการ หมอดูคนนั้นก็จะมีลูกค้าใหม่ถึง 5 x 20 = 100 คน เท่ากับเมื่อก่อน แปลว่าน่าจะรักษาชื่อเสียงว่า “ดูแม่น” ได้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครสงสัยหรือระแคะระคายว่าความสำเร็จของหมอดูอาจมาจากโชคล้วนๆ

เนื่องจากหมอดูได้เงินจากคนที่มาดูดวงไม่ว่าจะดูแม่นหรือไม่แม่น ไม่ใช่ได้เงินจากคนที่บอกว่าแม่นกลุ่มเดียว หมอดูจึงไม่ต้องสนใจว่าดูแม่นหรือเปล่า ขอให้ได้เงินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมก็คงจะดีใจแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หมอดูคนไหนที่อยากยืนยันความ “แม่น” ของตัวเองจริงๆ ก็น่าจะกล้าเก็บสถิติความแม่นและประกาศสถิตินั้นให้ลูกค้าใหม่ได้รับรู้!

ใน Fooled by Randomness ตาเลบชี้ให้เห็นว่า โลกธุรกิจและตลาดการเงิน ซึ่งเป็นโลกที่มีโชคเป็นองค์ประกอบสำคัญ เป็นพื้นที่หนึ่งที่อคติของผู้อยู่รอดมีให้เราเห็นมากมาย อคตินี้ทำให้นักลงทุน ผู้จัดการกองทุน และผู้บริหารของบริษัทต่างๆ สำคัญตัวผิดว่าเป็นอัจฉริยะ ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจเป็นเพียง “ผู้โชคดี” เท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงคือ ทุกคนสามารถทำกำไรในตลาดการเงินเพียงเพราะโชคช่วยเท่านั้น

ตาเลบยกตัวอย่างอคติของผู้อยู่รอดในตลาดการเงินดังนี้: สมมุติว่ามีผู้จัดการกองทุน 10,000 คนที่ไม่มีทักษะใดๆ ทั้งสิ้น ความสำเร็จของพวกเขาขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ ในแต่ละปี ผู้จัดการเหล่านี้ครึ่งหนึ่งจะเป็นผู้ชนะ อีกครึ่งหนึ่งจะเป็นผู้แพ้ ตัดสินด้วยการโยนเหรียญ (เช่น ออกหัวชนะ ออกก้อยแพ้) ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดปีแรก ผู้จัดการกองทุน 5,000 คนที่เป็นฝ่ายแพ้จะถูกไล่ออก เมื่อจบปีที่ 2 ก็โยนเหรียญอีกครั้ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 5 เราก็จะมีผู้จัดการกองทุน 313 คนที่ “ชนะ” มาตลอดทั้งห้าปี

ตาเลบบอกให้เราลองจินตนาการว่า หนังสือพิมพ์และนักวิเคราะห์หุ้นจะชื่นชมผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชนะอย่างไร เขาคงได้รับคำชมว่า “…มีสไตล์การลงทุนที่สุดยอด มันสมองปราดเปรื่อง …นักวิเคราะห์บางคนอาจบอกด้วยว่าความสำเร็จของพวกเขามาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก”

ทีนี้สมมุติว่าในปีที่ 6 ผู้จัดการคนนั้นกลายเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์และนักวิเคราะห์ “จะเริ่มอธิบายว่านั่นเป็นเพราะวินัยในการทำงานของเขาหย่อนยานลง หรือวิถีชีวิตของเขาเริ่มฟุ้งเฟ้อมากเกินไปจนไม่สนใจงาน พวกเขาจะพยายามหาอะไรสักอย่างที่ผู้จัดการคนนี้เคยทำก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ และบอกว่านั่นคือสาเหตุของความล้มเหลว ในขณะที่เหตุผลที่แท้จริงคือ โชคของเขาหมดแล้วก็เท่านั้น”

ปัญหาคือผู้ชนะในเกมนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า พวกเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมพอที่จะรักษาความสำเร็จนั้นไปได้เรื่อยๆ หลายครั้งพวกเขาเอาเงินของคนอื่นไปลงทุน ไม่ใช่เงินของตัวเอง ปัญหาความสับสนระหว่าง “โชค” กับ “ความสามารถ” เป็น “โรคระบาด” ชนิดหนึ่งที่แพร่ไปในตลาดการเงินทุกแห่งในโลก โดยเฉพาะนักค้าหุ้น ตราสารหนี้ และตราสารอนุพันธ์ ซึ่งหลายคนประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับ (เรียกว่า “blow up” หรือ “ระเบิด” ในสำนวนการเงิน) หลังจากที่เพิ่งทำกำไรได้มหาศาลไปไม่ทันไร กรณีตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การ “ระเบิด” ของกองทุนเก็งกำไรระยะสั้น (hedge fund) ชื่อ Long-Term Capital Management (LTCM) ซึ่งมีนักการเงินระดับ “ซูเปอร์สตาร์” ร่วมเป็นผู้บริหารมากที่สุดในโลก รวมทั้ง “พ่อมดการเงิน” รางวัลโนเบลสองคนคือ ไมรอน โชลส์ (Myron Scholes) และโรเบิร์ต เมอร์ตัน (Robert Merton) การล่มสลายของ LTCM ในปี ค.ศ. 1998 ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ต้องยื่นมือเข้าแทรกแซงด้วยการจัดเงินกู้มูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่ความเสียหายจะทำให้ระบบการเงินโลกเป็นอัมพาตไปด้วย

ธรรมชาติมนุษย์กับความน่าจะเป็น

กฎธรรมชาติเรื่องความน่าจะเป็นสอนเราว่า มีเหตุการณ์มากมายนับไม่ถ้วนที่อาจเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่ความน่าจะเป็นไม่ใช่ศูนย์ แม้ว่ามันจะเป็นตัวเลขที่น้อยมากๆ เช่น ถ้าจับเอาลิงตัวหนึ่งมานั่งอยู่หน้าเครื่องพิมพ์ดีด ให้มันเคาะแป้นแบบส่งเดชไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งลิงตัวนี้อาจพิมพ์ตัวหนังสือที่เรียงต่อกันเป็นนิยายอมตะเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ก็ได้

เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดไม่ได้ แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว เรามักจะมองหาสาเหตุอื่นที่ฟังดูดีกว่า “กฎความน่าจะเป็น” ในกรณีของลิงพิมพ์ดีด เราอยากจะเชื่อว่า นี่ต้องเป็นลิงอัจฉริยะ หรือยาขอบกลับชาติมาเกิดเป็นลิง มากกว่าจะคิดว่านี่เป็นความบังเอิญอย่างที่มันเป็นจริงๆ

นั่นเป็นเพราะนอกจากมนุษย์เราจะมีอคติของผู้อยู่รอด และมักประเมินบทบาทของโชคในความสำเร็จของเราต่ำเกินจริง (และประเมินบทบาทของความสามารถส่วนตัวสูงเกินจริง) ธรรมชาติของมนุษย์ยังมีปัญหาใหญ่อีกสองประการเกี่ยวกับเหตุผล ความเสี่ยง และความน่าจะเป็น ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกเกี่ยวกับเงินด้วย กล่าวคือ:

1. เรามักจะมองหา “ความเป็นเหตุเป็นผล” (causality) มากเกินจริง โดยเฉพาะในสิ่งบังเอิญที่ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลเลยแม้แต่น้อย เช่น เชื่อว่าลิงเป็นยาขอบกลับชาติมาเกิด หรือเชื่อว่าพระเจ้าปรากฏโฉมให้เราเห็นในก้อนเมฆ แทนที่จะคิดว่าเมฆบังเอิญเรียงตัวกันเป็นหน้าชายแก่ที่ดูเหมือนรูปของพระเจ้าที่เคยเห็นในหนังสือเรียน

2. เรามักจะมองโลกว่ามัน “อธิบายได้” (explainable) คิดว่าอดีตเป็นเครื่องทำนายอนาคตได้ดีที่สุดในหลายๆ กรณี (เช่น ดัชนีตลาดหุ้น) ทั้งๆ ที่เหตุการณ์หลายอย่างไม่มีเหตุผล เป็นเพียงผลจากความบังเอิญล้วนๆ และอดีตก็ใช้เป็นเครื่องทำนายไม่ได้

พฤติกรรมของนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้นเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง เบอร์ตัน มัลคีล (Burton Malkiel) นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน อธิบายอย่างชัดเจนในหนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง A Random Walk Down Wall Street [3] ว่า วิธีการวิเคราะห์หุ้นด้วยการมองแบบแผนการปรับตัวของราคาในอดีต เพื่อประเมินทิศทางของราคาในอนาคต ที่เรียกว่า “การวิเคราะห์เชิงเทคนิค” (technical analysis) นั้น เป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือประโยชน์เท่าไรนัก มัลคีลใช้วิธีโยนเหรียญ เอาผลที่ออกหัวก้อยไปสร้างกราฟและชี้ให้เห็นว่ากราฟเหล่านี้มี “แบบแผน” (patterns) เหมือนกับแบบแผนที่นักวิเคราะห์เชิงเทคนิคบอกว่าใช้พยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยเชิงวิชาการมากมายชี้ให้เห็นความไร้ประโยชน์ของการวิเคราะห์เชิงเทคนิค นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็ยังเชื่อมั่นในวิธีนี้อยู่นั่นเอง

แต่มัลคีลไม่ได้หยุดการวิเคราะห์ของเขาอยู่แค่นั้น เขาเขียนด้วยว่า “การวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานก็ให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเท่าไร ในแง่ของการส่งมอบผลตอบแทนเหนืออัตราตลาดให้กับนักลงทุน” คำประกาศข้อนี้ของมัลคีลน่ากังวลกว่าคำกล่าวว่าการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะมี “นักลงทุนเน้นมูลค่า” (value investors) จำนวนมากที่ลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลกว่าการมองหาแบบแผนจากกราฟราคาในอดีต พวกเขาลงทุนด้วยการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัท แนวโน้มธุรกิจ สภาวะเศรษฐกิจ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม มัลคีลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าราคาหุ้นในอนาคตมักขึ้นอยู่กับ “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” ที่ยากต่อการล่วงรู้ภายหน้า ธุรกิจพลังงานเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่นี้ ในทศวรรษ 1970 หุ้นในธุรกิจนี้พุ่งแรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากมาตรการของโอเปค ต่อมาในทศวรรษ 1980 ก็ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงไม่แพ้กันหลังจากเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เกาะ Three Mile ต่อมาในทศวรรษ 1990 หุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็พุ่งสวนทางอีกรอบหลังรัฐบาลประกาศนโยบายเปิดเสรี และต่อมาในทศวรรษ 2000 ก็กลับไปดิ่งเหวอีกครั้งหนึ่งเมื่อเกิดกรณีล้มละลายของบริษัทเอนรอน (Enron)

ประเด็นสำคัญที่คนมักจะมองข้ามคือ เหตุการณ์บังเอิญเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของทั้งตลาดการเงินและชีวิตมนุษย์ ความจริงที่ว่าอะไรไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้แปลว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้ ก่อนหน้าที่หุ้นดาวโจนส์จะทำสถิติตกถล่มทลายถึง 508 จุด หรือ 23% ในวันเดียวคือ 19 ตุลาคม 1987 ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่แล้วมันก็เกิดขึ้น (สาเหตุที่แท้จริงของ “วันจันทร์ทมิฬ” [Black Monday] ดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่สิ้นสุด แต่นักการเงินส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นผลลัพธ์โดยรวมจากความกลัวว่ารัฐบาลอเมริกันจะประกาศลดค่าเงิน ความกลัวว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นจากความร้อนแรงของเศรษฐกิจอเมริกัน พายุลูกใหญ่ในกรุงลอนดอนในวันศุกร์ก่อนหน้านั้นคือ 16 ตุลาคม [ซึ่งทำให้นักค้าหลักทรัพย์จำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปออฟฟิศเพื่อปิดพอร์ตของตัวเองได้ สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต] ตลอดจนการใช้อนุพันธ์แบบ futures ประกันพอร์ตลงทุน [portfolio insurance] มากเกินไป ทำให้เร่งอัตราการตกของตลาดหุ้นมากกว่าเดิม) และในทำนองเดียวกัน ก่อนหน้าวันที่ 11 กันยายน 2001 ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเครื่องบินสองลำจะทำลายตึกที่สูงที่สุดสองตึกในกรุงนิวยอร์ก

ตาเลบยกตัวอย่างของ “ตรรกะผิดๆ” ทางสถิติที่นักลงทุนจำนวนมากชอบใช้ในกรณีสมมุติสุดล้อเลียนที่ผู้เขียนชอบมากดังต่อไปนี้: “ผมเพิ่งจะวิเคราะห์ชีวิตที่ผ่านมาของท่านประธานาธิบดีบุชจบไปในเชิงสถิตินะครับ ใน 58 ปีที่ผ่านมา ผ่านการสุ่มตัวอย่างกว่า 21,000 ครั้ง ไม่มีวันไหนที่ท่านตายเลย ดังนั้นผมจึงขอประกาศว่า ท่านเป็นอมตะ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่สูงมาก”

openmoney1-2.jpg

ความ “ไร้เหตุผล” ของมนุษย์ ในทฤษฎี Prospect ของคาห์เนมานและเวอร์สกี

สิ่งที่ทำให้ความบกพร่องของสมองเราเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่ในการดำรงชีวิต คือข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่สำคัญๆ ในโลกเราไม่ได้มีความน่าจะเป็นที่สม่ำเสมอ เช่น โอกาส 50:50 เหมือนโอกาสที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อย แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็นแบบ “สุดขั้ว” (skewed distribution) มากกว่า เช่น 99:1 – โอกาส 99 ใน 100 ที่จะได้เงินไม่มาก แต่โอกาส 1 ใน 100 ที่จะต้องสูญเสียเงินออมทั้งหมด

เพื่อให้เราเข้าใจปัญหาของสมองมากขึ้น ลองทำแบบทดสอบต่อไปนี้:

สมมุติว่าดินสอกับปากกามีราคารวมกันสองอย่าง 1.10 บาท ปากกามีราคามากกว่าดินสอ 1 บาท ดินสออย่างเดียวราคาเท่าไหร่? (ถ้าอยากคิดเอง อย่าเพิ่งอ่านบรรทัดต่อไป)

แทบทุกคนคงจะอยากตอบว่า “10 สตางค์” เพราะเราเห็นภาพว่าผลรวมคือ 1.10 บาทนั้นแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 1 บาท และ 10 สตางค์

แต่คำตอบที่ถูกต้องคือ ดินสอมีราคา 5 สตางค์ (ถ้าดินสอราคา 10 สตางค์ ก็เท่ากับว่าปากกาจะต้องมีราคา 0.10 + 1 = 1.10 บาท เพื่อให้แพงกว่าดินสอ 1 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเรารู้ว่าผลรวมของราคาของทั้งสองอย่างคือ 1.10 บาท ไม่ใช่ 1.10 + 0.10 = 1.20 บาท ดังนั้นดินสอต้องมีราคา 5 สตางค์ และปากกามีราคา 0.05 + 1 = 1.05 บาท จึงจะบวกกันได้ 1.05 + 0.05 = 1.10 บาท ตามโจทย์)

ดาเนียล คาห์เนมาน (Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 จากงานวิจัยของเขาในสาขา Behavioral Finance ร่วมกับ อามอส เวอร์สกี (Amos Tversky) [4] บอกว่าโดยเฉลี่ยคนกว่าครึ่งที่ถูกถามคำถามนี้จะตอบผิดว่า 10 สตางค์ เพราะคนทั่วไปไม่คุ้นเคยกับการใช้ความคิดอย่างจริงจัง คนเรามักจะเชื่อในความคิดชั่ววูบที่ “ฟังเผินๆ เหมือนจะถูก” แวบแรกที่มันแล่นเข้ามาในหัว

คาห์เนมานและเวอร์สกีทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตให้กับการศึกษาพฤติกรรม “ไร้เหตุผล” ของผู้คนในทำนองนี้ พวกเขาพบว่าแม้แต่คนที่ฉลาดเฉลียวคิดเลขเก่งยังมักจะคำนวณหลายเรื่องผิดพลาด และตัดสินใจหลายเรื่องด้วยการใช้ตรรกะผิดๆ ผลงานวิจัยของคาห์เนมานและเวอร์สกีนับเป็นการ “ปฏิวัติ” วงการเศรษฐศาสตร์และการเงินครั้งใหญ่ เพราะแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อในความ “มีเหตุมีผล” (rational) ของมนุษย์ ที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และการเงินกระแสหลักใช้เป็นสมมุติฐานพื้นฐานของทฤษฎีต่างๆ นั้น มีขีดจำกัด ข้อบกพร่อง และปัญหาอะไรบ้าง พวกเขาพบว่า ความไร้เหตุผลของมนุษย์ในหลายแง่มุม เป็น “สันดานธรรมชาติ” ที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น หากเป็นเรื่องปกติที่ธรรมชาติมอบให้

คาห์เนมานและเวอร์สกีพบว่า มนุษย์เราเวลาตัดสินใจเรื่องเงินและเรื่องความเสี่ยง มีหลายสิ่งหลายอย่างในลักษณะของตรรกะที่เราใช้ที่ไม่สอดคล้องกันเลย (inconsistent logic) โดยเฉพาะการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปเมื่อโจทย์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง คาห์เนมานและเวอร์สกีพบว่า คนส่วนใหญ่บอกว่าจะขับรถไปอีกฟากหนึ่งของเมืองเพื่อซื้อเครื่องคิดเลขราคา 15 เหรียญสหรัฐ ที่ถูกกว่าร้านเก่า 5 เหรียญ แต่กลับบอกว่าจะอยู่บ้านเฉยๆ เมื่อถามว่าจะไปอีกฟากหนึ่งเพื่อซื้อเสื้อหนาวราคา 125 เหรียญที่ถูกกว่าร้านเก่า 5 เหรียญหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถเซฟเงินได้ 5 เหรียญเท่ากันในทั้งสองกรณี (ถึงแม้ว่าของสองชิ้นจะมีราคาไม่เท่ากัน)

หนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของคาห์เนมานและเวอร์สกี คือการแสดงให้เห็นว่าทัศนคติและมุมมองของคนต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ “ผลกำไร” อาจไม่เหมือนกับทัศนคติและมุมมองต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ “ผลขาดทุน” ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเสนอระหว่าง ก. ได้เงิน 1,000 เหรียญชัวร์ๆ กับ ข. มีโอกาส 50% ที่จะได้เงิน 2,500 เหรียญ (หมายถึงมีโอกาส 50% ที่จะไม่ได้เงินเลย) คนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ ก. ทั้งๆ ที่ถ้าว่ากันตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว กรณี ข. มีโอกาสจะได้เงิน 50% x $2,500 = $1,250 ซึ่งสูงกว่า ก. การตัดสินใจของคนในกรณีนี้สอดคล้องกับทัศนคติที่เรียกว่า “กลัวความเสี่ยง” (risk aversion) ซึ่งนักการเงินคุ้นเคยดี

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคนกลุ่มเดียวกันได้รับข้อเสนอใหม่ ระหว่าง ก. เสียเงิน 1,000 เหรียญชัวร์ๆ กับ ข. มีโอกาส 50% ที่จะเสียเงิน 2,500 เหรียญ (และ 50% ที่จะไม่เสียเงินเลย) พวกเขากลับเลือกข้อ ข. ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า และสอดคล้องกับทัศนคติที่นักการเงินเรียกว่า “เข้าหาความเสี่ยง” (risk-seeking) คาห์เนมานและเวอร์สกีชี้ว่า ความไม่สอดคล้องของการตัดสินใจในกรณีแบบนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าคนเรา “ไร้เหตุผล” แต่บอกให้เรารู้ว่า เราต้องตระหนักว่าการตัดสินใจของคนนั้นอาจมีลักษณะไม่เสมอภาค (asymmetry) ก็ได้

งานวิจัยของคาห์เนมานและเวอร์สกีบอกเราว่า คนทั่วไปจะอยากได้เงินแบบ “ชัวร์ๆ” คือไม่อยากเสี่ยง แต่จะกล้าเสี่ยงในกรณีที่อาจต้องเสียเงินจำนวนเดียวกันตราบใดที่เห็นโอกาสว่าอาจไม่ต้องเสียเงินเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจแสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับเงินของเรานั้นแตกต่างกันระหว่างกรณี “ได้” กับ “เสีย” อย่างไร คือข้อสังเกตของผู้เขียนว่า ความเสียใจที่เรารู้สึกเมื่อเสียเงินที่มีอยู่แล้ว มักจะมีระดับสูงกว่าความรู้สึกดีใจที่ได้เงินจำนวนเดียวกัน เช่น ถ้าอยู่ดีๆ เราหาแบงก์พันในกระเป๋าไม่เจอ เราอาจจะนอนไม่หลับ กระวนกระวายไปหลายวัน คอยคิดว่าเราจะงดค่าใช้จ่ายอะไรเพื่อชดเชยเงินที่เสียไป แต่ถ้าอยู่ดีๆ เราเก็บแบงก์พันได้จากทางเท้า เราดีใจมากก็จริงแต่ไม่นานก็เลิกดีใจ (อาจจะหลังจากที่เอาแบงก์พันใบนั้นไปเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ)

เรามักจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง สมมุติว่า 10,000 บาท ที่เราได้มาฟรีๆ เช่น เก็บได้ หรือชนะพนันในบ่อน อย่าง “มือเติบ” และไม่คิดมาก ไม่เหมือนเงิน 10,000 บาทที่เราหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ที่ทำให้เราคิดหนักว่าจะบริหารอย่างไร ระหว่างเก็บออมกับใช้จ่าย ทั้งๆ ที่ไม่ว่าเราจะได้เงินนั้นมาอย่างไร มันก็มีค่า 10,000 บาทเท่ากัน ดังนั้นถ้าหากเราทำทุกอย่างด้วยเหตุผลจริงๆ เราก็ไม่ควรใช้เงินในทางที่แตกต่างกันตาม “ที่มา” ของเงิน

การที่เราใช้เงินจำนวนเดียวกันไม่เหมือนกัน ตามแต่ “ที่มา” ของเงิน เป็นหลักฐานอีกข้อหนึ่งที่พิสูจน์ว่า เราไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน

การที่คนอยากได้เงินแบบ “ชัวร์ๆ” มากกว่าเสี่ยง เมื่อมีตัวเลือกสองตัว คือได้ชัวร์กับได้จากการเสี่ยงโชค ไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปไม่ชอบเสี่ยงโชคเลย เพราะในชีวิตจริง ตัวเลือกที่จะได้เงินมาฟรีๆ แบบ “ชัวร์ๆ” นั้นมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย

ตราบใดที่คนยังมีความหวัง ตราบนั้นการเสี่ยงโชคก็ยังจะอยู่คู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปอีกนานเท่านาน ไม่ว่าจะเป็นบ่อน หวย หรือหุ้น และไม่ว่าหวยจะขึ้นมาอยู่บนดินหรือไม่

สิ่งที่ผลักดันนักการพนัน คนเล่นหวย และคนเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรจำนวนนับไม่ถ้วนให้ทุ่มเงินไปเรื่อยๆ กับการเสี่ยงโชค ทั้งๆ ที่เสียเงินไปแล้วมากมาย คือความเชื่อทำนองว่า สักวันโชคจะต้องเข้าข้างฉัน และเมื่อโชคเข้าข้างฉันแล้วครั้งหนึ่ง มันก็ต้องมีครั้งหน้าแน่ๆ ฉะนั้นฉันจะหยุดเล่นทำไม (ยกเว้นโชคจะเข้าข้างอย่างจังจนได้เงินมหาศาลจนไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เช่น ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง แต่ก็เป็นตลกร้ายที่ในบรรดาคนที่โชคดีขนาดนี้ คนจำนวนมากมักบริหารเงินที่ได้แบบ “บุญหล่นทับ” ไม่เป็น จนต้องสูญเสียเงินไปในเวลาไม่นาน ถ้าไม่ถูกญาติๆ และเพื่อนๆ บีบบังคับให้แบ่งให้จนหมด ก็เอาเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในสิ่งที่ไม่เกิดดอกออกผล)

สาเหตุหลักที่ทำให้เจ้ามือในบ่อนพนันรวยกว่าคนเล่น ไม่ใช่เพราะความน่าจะเป็น (odds) ทั้งหลายของเกมแทบทุกเกมเข้าข้างเจ้ามือตั้งแต่แรกอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนเล่นไม่ยอมหยุดเล่นหลังจากที่เสียเงินไปแล้วหลายตาเพื่อหยุดผลขาดทุน (cut loss) แต่กลับทุ่มเงินลงไปอีกเพราะหวังจะเอาทุนคืน ครั้นพอเล่นจนได้กำไรอีกรอบหนึ่งแล้วก็ไม่ยอมหยุดเล่นอีก เพราะคิดว่าตัวเองกำลัง “มือขึ้น” (ถ้าโชคเข้าข้างฉันแล้วครั้งหนึ่ง ก็น่าจะเข้าข้างฉันไปอีกหน่อย) เมื่อคิดอย่างนี้ก็เล่นไปเรื่อยๆ จนกำไรกลายเป็นเท่าทุน กลายเป็นขาดทุน กลายเป็นจุดที่เปลี่ยนเป้าหมายในการเล่นไปเป็นการเล่นต่อเพื่อเอาทุนคืนอีก เป็นวงจรอุบาทว์เรื่อยไปจนหมดหน้าตัก

ความรู้ว่าควรจะ “หยุด” เสี่ยงโชคเมื่อไร เป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเล่นพนันหรือคนเล่นหุ้น เพราะสมองของเราคำนวณความน่าจะเป็นผิดเพี้ยนไปจากความน่าจะเป็นที่แท้จริงมาก มิหนำซ้ำการกระทำเกือบทุกอย่างของเราในชีวิตประจำวันก็ตั้งอยู่บนอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่ใช่หลักตรรกะหรือความมีเหตุมีผล เรามักจะหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำของเรา ภายหลัง (ex post) จากที่ทำมันลงไปแล้ว มากกว่าที่จะคิดตรึกตรองถึงเหตุผลอย่างรอบคอบ ก่อน (ex ante) ที่จะลงมือทำสิ่งนั้นลงไปจริงๆ

ยกตัวอย่างเช่น คนทั่วไปมักเชื่อว่าความเสี่ยงที่จะตายจากเครื่องบินตก มีสูงกว่าความเสี่ยงที่จะตายจากรถชนบนถนน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงจากสถิติกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม (จากสถิติทั่วโลกที่ผ่านมา โอกาสที่คนจะตายจากเครื่องบินตกคือ 1 ใน 250,000 ในขณะที่โอกาสที่คนจะตายจากรถชนคือ 1 ใน 5,000 คือน้อยกว่ากัน 50 เท่า) แต่เรามักจะกลัวการนั่งเครื่องบินมากกว่าการนั่งรถ เพราะเครื่องบินตกเป็นข่าวใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าอุบัติเหตุบนท้องถนน และถึงแม้ว่าโอกาสที่เครื่องบินจะตกมีน้อยกว่าโอกาสที่รถจะชนกันบนถนน โอกาสที่เราจะ รอดชีวิต ในกรณีรถชนนั้นมีสูงกว่ากรณีเครื่องบินตก

กล่าวโดยสรุปคือ สาเหตุหนึ่งที่สมองของเราประเมินความน่าจะเป็นให้เราไม่ค่อยได้ เป็นเพราะมันมองเห็นแต่โอกาส “ชั้นเดียว” เช่น “โอกาสที่จะรอดชีวิต ถ้าสมมุติว่า เกิดเครื่องบินตกหรือรถชนขึ้นแล้ว” ไม่ใช่โอกาส “สองชั้น” ที่อธิบายความเสี่ยงในหลายๆ กรณีได้ครบถ้วนกว่า เช่น “โอกาสที่เครื่องบินจะตกหรือรถจะชน x โอกาสที่จะรอดชีวิต ถ้าสมมุติว่าเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว” (หลักการสถิติง่ายๆ ข้อหนึ่งคือ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ใดก็ตาม มีค่าเท่ากับผลคูณของความน่าจะเป็นของทุกๆ เงื่อนไขที่นำไปสู่เหตุการณ์นั้น เช่น สมมุติถ้าสถิติชี้ว่าไก่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกในอัตรา 1 ใน 100 ตัว และในบรรดาไก่ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกนั้น มีอัตราการตายเท่ากับ 20 ใน 100 ตัว ก็หมายความว่าความน่าจะเป็นของไก่ที่จะ ตาย จากไข้หวัดนกมีค่าเท่ากับ [1/100] x [20/100] = 0.2% หรือเท่ากับ 2 ใน 1,000 ตัว แต่สมองเรามักจะมองเห็นความน่าจะเป็นชั้นเดียว คือเห็นแค่อัตราการตายของไก่ 20 ใน 100 ตัวที่ป่วยเป็นโรค ทำให้ประเมินค่าความน่าจะเป็นสูงกว่าค่าที่แท้จริงคือ 0.2% ไปมาก)

พฤติกรรมของมนุษย์ในบ่อนการพนันเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะบ่อนเป็นสถานที่ซึ่งอาจสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเงินที่เป็น “ธรรมชาติ” (หรือถ้าจะมองในแง่ลบก็อาจเรียกว่า “สันดาน”) ที่สุด เพราะเงินในบ่อนส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่ไม่ต้องออกแรง ขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ และในเมื่อมันเป็นเงินที่ได้มา “ง่ายๆ” (ในแง่ของพลังงานที่ต้องใช้ ไม่ใช่ในแง่ของความน่าจะเป็นว่าสูงหรือต่ำ) คนที่ได้เงินจากบ่อนก็มักจะใช้เงินนั้นอย่าง “ง่ายๆ” ตามไปด้วย เพราะมองว่าเป็นเงิน “ได้เปล่า”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอันใด ที่บ่อนการพนันทุกแห่งในลาสเวกัส “สวรรค์ของนักพนัน” ที่โด่งดังที่สุดในโลก จะเรียงรายด้วยร้านขายสินค้าราคาแพงทุกชนิด ตั้งแต่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ไปจนถึงรถสปอร์ต รอให้นักพนันผู้โชคดีเดินเข้ามาแปลงเงินเป็นสินทรัพย์กลับบ้าน

บางทีปัญหาของเราอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกนี้เป็นโลกที่ไร้เหตุผล หากอยู่ที่มันเป็นโลกที่ เกือบ จะมีเหตุผล แต่บทบาทของโชคและความบังเอิญก็ทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้นทีเดียวนัก ดังที่ จี.เค. เชสเตอร์ตัน (G.K. Chesterton) กล่าวไว้กว่าสองร้อยปีที่แล้วว่า:

“…ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ไร้ตรรกะ แต่มันก็เป็นหลุมพรางสำหรับนักตรรกวิทยาทั้งหลาย มันเพียงแต่ดูเหมือนจะมีเหตุผลอธิบายทางคณิตศาสตร์และมีความสม่ำเสมอมากกว่าที่มันเป็นจริง คุณสมบัติที่มีความแน่นอนนั้นเป็นเรื่องชัดเจน แต่คุณสมบัติที่ไม่แน่นอนนั้นถูกซ่อนเร้น ความผันผวนของชีวิตรอให้เราค้นพบ…” [5]

คอลัมน์นี้ตอนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องของ “หนี้” ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของเงินที่เราคุ้นเคยที่สุด เหตุใดคนเราจึงเป็นหนี้? หนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายและไม่จำเป็นจริงหรือ? “ลูกหนี้ดี” กับ “ลูกหนี้เลว” แตกต่างกันอย่างไร? เราจะแยกแยะระหว่าง “เจ้าหนี้ดี” กับ “เจ้าหนี้เลว” ได้ด้วยหรือไม่? ใครเป็นคนกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้? ดอกเบี้ยเท่าไหร่ถึงควรจะเรียกว่า “แพงมหาโหด”? หนี้คนรวยกับหนี้คนจนแตกต่างกันหรือไม่?

โปรดติดตามตอนต่อไป.

เชิงอรรถ
[1] Amartya Sen, Development as Freedom (New York: Knopf, 2000).
[2] Nassim Taleb, Fooled by Randomness (New York: Texere, 2001).
[3] Burton Malkiel, A Random Walk Down Wall Street (New York: W.W. Norton & Company, 1996).
[4] รวบรวมใน Daniel Kahneman, Paul Slovic and Amos Tversky, Judgment Under Uncertainty: Heuristics and Biases (Cambridge: Cambridge University Press, 1982).
[5] G.K. Chesterton, Orthodoxy (1908, หมดอายุลิขสิทธิ์แล้ว สามารถดาวน์โหลดฟรีได้จาก http://www.gutenberg.org/etext/130)

Globalization โลกาภิวัตน์

February 15th, 2008

global.jpg

คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่

โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์

ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)

grassroots.jpg

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)

ลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์

การพยายามนิยามความหมายและลักษณะของ “โลกาภิวัตน์” มีมากมายอย่างยิ่ง แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว โลกาภิวัตน์มีลักษณะดังนี้คือ

ประการแรก โลกาภิวัตน์มีลักษณะของ “การลดความสำคัญของอาณาเขตประเทศ” (deterritorialization)

ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์คือ “การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน” (interconnectedness) ของสังคมโดยข้ามพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์และการเมือง

ประการที่ 3 โลกาภิวัตน์มีนัยยะที่บ่งบอกถึง “ความเร็ว” (velocity) ของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์

ประการที่ 4 แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่มากว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลายาวนาน

ประการที่ 5 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ด้าน (เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม)

การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์

นับตั้งแต่แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์แพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 มีการถกเถียงโต้แย้งกันมากเกี่ยวกับคำคำนี้ และสิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษก็คือ การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์มักเป็นการวิวาทะทางวิชาการที่เจือปนไปกับความขัดแย้งของแนวคิดและจุดยืนทางการเมือง เราอาจแบ่งหัวข้อการวิวาทะหลักๆ เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้คือ:

1. ความหมาย: กระบวนการที่เกิดขึ้นเอง หรือ การวางแผนโดยเจตนา

ทัศนะทั่วๆ ไปมักมองว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง โดยมีนักคิดชื่อดังที่ตอกย้ำแนวคิดแบบนี้ เช่น โธมัส ฟรีดแมน เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม นักวิชาการและนักกิจกรรมสังคมบางกลุ่มมองว่า โลกาภิวัตน์เป็นแผนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ เป็นการวางแผนที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อทำให้รัฐและปัจเจกบุคคลตกอยู่ภายใต้อำนาจของตลาดเสรี

2. การตีความ: ยุคใหม่ หรือ ไม่มีอะไรใหม่

นักคิดฝ่ายหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์คือความแปลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก เพราะมันทำให้โลกกลายเป็น “สถานที่เดียวกัน” อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน มนุษย์กำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคโลกานิยม” (“global age”) ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐชาติและการเกิดขึ้นของระเบียบโลกยุคใหม่ ส่วนฝ่ายที่คิดตรงข้ามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเห็นว่า ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ โลกาภิวัตน์เป็นแค่การขยายลัทธิจักรวรรดินิยมออกไปตามตรรกะของระบบทุนนิยม มันเป็นแค่ชัยชนะของทุนเหนือระบอบประชาธิปไตยและรัฐชาติเท่านั้นเอง กลุ่มที่สองเห็นว่า รัฐบาลยังคงมีความเข้มแข็งและระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ กลุ่มสุดท้ายเห็นว่า โลกไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่แตกแยกเป็นค่ายอารยธรรมที่ขัดแย้งกัน นักคิดที่โด่งดังในกลุ่มสุดท้ายนี้มีอาทิ Samuel Huntington เป็นต้น

3. การประเมิน: ดี หรือ ไม่ดี

ในสายตาของฝ่ายที่มองโลกาภิวัตน์ในทางที่ดี สิ่งที่ควรเฉลิมฉลองในยุคหมู่บ้านโลกก็คือ เสรีภาพ เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพทางการค้า เสรีภาพทางความคิด แต่เมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อาการเฉลิมฉลองเริ่มซาลง มีเสียงพูดมากขึ้นที่แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปสำหรับประชากรโลกหลายๆ กลุ่ม ปัญหาอำนาจอธิปไตยของชาติ ความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และอิทธิพลที่มากเกินไปของสหรัฐอเมริกา

4. การอธิบาย: แง่ร้าย หรือ แง่ดี

หลายคนเห็นว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์เป็นแค่การแสวงหาผลประโยชน์ทางวัตถุของมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่มาปั้นแต่งโลกตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ส่วนอีกฟากหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดสำนึกถึงการอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกัน

anti-wto1.jpg

anti-wto2.jpg

5. การเมือง: จุดจบ หรือ การฟื้นคืนชีพของรัฐชาติ

ฝ่ายที่เห็นว่าโลกาภิวัตน์คือจุดจบของรัฐชาติ ให้เหตุผลว่า หลักการการค้าเสรีจำกัดรัฐชาติในการสร้างนโยบายเพื่อคุ้มครองการผลิตของท้องถิ่น การเคลื่อนย้ายของทุนทำให้รัฐสวัสดิการมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง อีกทั้งองค์กรโลกบาล อาทิ IMF และ WTO มีอิทธิพลเหนือรัฐชาติมากเกินไป ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า รัฐชาติในโลกน่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะมันมีบทบาทพิเศษในการสร้างเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นความเติบโตและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ รัฐชาติจะเป็นผู้เล่นสำคัญในองค์กรและสนธิสัญญาต่างๆ ที่มุ่งแก้ปัญหาระดับโลก

6. วัฒนธรรม: ความเหมือน หรือ ความแตกต่าง

ข้อวิจารณ์ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ก็คือ มันนำไปสู่สภาพทางวัฒนธรรมที่เหมือนกันหมด โลกใบเดียวกันหมายถึงการลดทอนความแตกต่าง ค่านิยมของโลกเข้ามาแทนที่คุณค่าของท้องถิ่น และที่สำคัญคือการเป็นจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา แต่ฝ่ายที่โต้แย้งเห็นว่า โลกาภิวัตน์จะนำไปสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมต่างหาก การมีปฏิสัมพันธ์ในระดับโลกจะนำไปสู่การผสมผสานใหม่ๆ ทางวัฒนธรรม หรือทำให้ท้องถิ่นปกป้องวัฒนธรรมของตนเองอย่างเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม วัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสามารถในการตีความค่านิยมใหม่ให้สอดคล้องกับจารีตของตัวเองอยู่แล้ว อีกทั้งค่านิยมระดับโลกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นย้ำคุณค่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั่นเอง

งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์มีมากมายนับไม่ถ้วน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวคิดบางประการเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ

อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (“Globalization or The Age of Transition?,” 1999) เขียนถึงแนวโน้มหลักสามประการที่เป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน อันนำไปสู่วิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ระบบทุนนิยมต้องปรับตัวไปสู่โลกาภิวัตน์และระบบเสรีนิยมใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มทั้งสามประการดังกล่าว

แนวโน้มแรกคือระดับค่าจ้างที่แท้จริงที่คิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต แน่นอนยิ่งค่าจ้างต่ำเท่าไร กำไรก็ยิ่งสูงเท่านั้น สิ่งที่เป็นตัวกำหนดระดับค่าจ้างที่แท้จริงก็คือการต่อสู้ทางชนชั้น (การบอกว่ากลไกตลาดเป็นตัวกำหนดระดับค่าแรงเป็นแค่ภาพลวงตา) เนื่องจากการรวมตัวจัดตั้งของคนงานเพื่อต่อสู้ทางการเมืองมีแนวโน้มเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก ระบบทุนนิยมจึงต้องหาทางจำกัดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการย้ายฐานการผลิตไปสู่เขตอื่นๆ ในโลกที่ค่าแรงต่ำกว่า

การที่พื้นที่ใดๆ ในโลกจะมีค่าแรงต่ำนั้น เกิดมาจากสาเหตุหลักพื้นฐานที่สุดคือ การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวชนบทเข้ามาขายแรงงาน เกิดเป็นตลาดแรงงานแห่งใหม่ขึ้นมา แรงงานเกิดใหม่เหล่านี้ยอมรับค่าแรงต่ำด้วยเหตุผลสองประการคือ ประการแรก รายได้สุทธิที่พวกเขาได้รับสูงกว่ารายได้สุทธิที่พวกเขาเคยได้รับในชนบท ประการที่สอง เพราะพวกเขากลายเป็นคนไร้รากทางสังคม ไม่มีฐานอำนาจทางการเมืองที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจต่อรองทางการเมืองของคนงานย่อมเพิ่มขึ้น และทุนต้องแก้ปัญหาด้วยการย้ายฐานการผลิตต่อไปอีก หากดูจากเหตุผลของวอลเลอร์สไตน์ในแง่นี้ จึงไม่แปลกที่จีนกลายเป็นตลาดแรงงานค่าแรงต่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะนอกจากประชากรในชนบทที่มีเป็นจำนวนมากแล้ว ระบบการปกครองของจีนยังสามารถกดขี่ไม่ให้แรงงานรวมตัวเป็นกลุ่มพลังทางการเมือง อย่างน้อยก็ในปัจจุบันและอีกระยะหนึ่งข้างหน้า

แนวโน้มประการที่สองคือต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ต้นทุนไม่ใช่แค่ราคาที่บริษัทต้องจ่ายในการซื้อวัตถุดิบ แต่ยังหมายถึงต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการนำวัตถุดิบออกมาจากธรรมชาติด้วย ในระบบทุนนิยม การสร้างกำไรสูงสุดเพื่อสะสมทุนทำได้ด้วยการ “ผลักภาระ” (externalizing the cost) ไปให้สังคมภายนอกเป็นผู้แบกรับ แต่การสร้างมลภาวะเพื่อกำไรสูงสุดในซีกโลกเหนือมีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกทีๆ การย้ายฐานการผลิตหรือการแสวงหาทรัพยากรในซีกโลกใต้หรือพื้นที่ที่มีต้นทุนการผลักภาระต่ำสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตต่อไปของระบบทุนนิยม

แนวโน้มประการที่สามคือระบบภาษี เนื่องจากภาษีคือการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางสังคม ระบบทุนนิยมจึงยอมรับต้นทุนนี้ได้หากไม่สูงเกินไป แต่รัฐในปัจจุบันเรียกร้องภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของระบบรักษาความมั่นคง (กองทัพ ตำรวจ) และระบบราชการ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐสมัยใหม่มีขนาดและหน้าที่ขยายใหญ่โตมากขึ้น

ถึงแม้ขนาดของรัฐที่ใหญ่โตช่วยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและควบคุมความไม่พอใจของชนชั้นล่างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบทุนนิยมต้องการ แต่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศอุตสาหกรรมกลายเป็นข้อจำกัดต่อการสะสมทุน การเรียกร้องและกดดันให้ตัดลดสวัสดิการสังคมในซีกโลกเหนือ การเสนอให้ลดขนาดของรัฐลง และแสวงหาฐานการผลิตที่มีระดับการเก็บภาษีต่ำในซีกโลกใต้จึงเกิดขึ้น

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทจึงหมายถึงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุนการเงิน ฐานการผลิต ทรัพยากร แต่จำกัดการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานเอาไว้

global_climate-brazil.jpg

global_climate-italy.jpg

global_climate-india.jpg

ความตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงถึงจิตสำนึกแบบโลกานิยม ในภาพ (จากซ้าย) คือการรณรงค์ยุติภาวะโลกร้อนในบราซิล อิตาลี และอินเดีย

โลกาภิวัตน์ในเชิงภูมิศาสตร์สังคม

Jan Aart Scholte ใน “The Sources of Neoliberal Globalization” (2005) เห็นว่า โลกาภิวัตน์คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทศะที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ มีทั้งความเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 การเชื่อมต่อระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง การติดต่อสื่อสาร การผลิต การทำธุรกิจ การค้าขายและการเงิน รวมไปจนถึงปัญหาของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ในสมัยก่อน จิตสำนึกแบบโลกานิยมหากจะมีอยู่บ้างก็เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ปัจจุบันจิตสำนึกนี้กลายเป็นความรับรู้ในชีวิตประจำวันของคนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของโลกาภิวัตน์อาจนิยามได้ด้วยคำว่า “ความเหนืออาณาเขต” (supraterritoriality) ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตค่อนข้างแยกขาดจากอาณาเขตในเชิงเทศะ กล่าวคือ สถานที่ที่แน่นอนบนพื้นโลกที่ถูกกำหนดด้วยเส้นรุ้ง เส้นแวง และระดับความสูง ที่ตั้ง ระยะทางและพรมแดนของอาณาเขตในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ของความเคลื่อนไหวระดับโลกในปัจจุบันอีกต่อไป เหมือนที่เคยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีต โลกานิยมในปัจจุบันมีคุณสมบัติของการเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลก (transworld simultaneity) นั่นคือ มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกัน และดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา (transworld instantaneity) นั่นคือ ปรากฏการณ์บางอย่างเคลื่อนไปได้ทุกจุดทั่วโลกในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างเช่น มีคนดื่มเนสกาแฟทั่วโลกรวม 3,000 ถ้วยทุกๆ วินาที และเครือข่ายโทรศัพท์สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารข้ามมหาสมุทรได้เร็วเท่าๆ กับข้ามฟากถนน

ดังนั้น ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตจึงไม่สามารถกำหนดลงไปบนตารางของแผนที่ได้ทั้งหมด อาทิเช่น กระแสเงินตราเคลื่อนไหวไปทั่วโลกทั้งในรูปแบบของกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะรูปแบบหลังนี้ยากที่จะกำหนดลงไปในสถานที่เชิงอาณาเขตแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นต้น

การมีลักษณะพิเศษของความเหนืออาณาเขต สิ่งที่โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันก่อให้เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การย่อกาละ-เทศะลงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการย่อกาละ-เทศะลงก็ยังถือว่าเกิดขึ้น ภายใน อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ในขณะที่การเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลกและการดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตาทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่อยู่ เหนือ อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในอดีตกับปัจจุบันจึงเป็นความแตกต่างเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลักษณะเชิงโครงสร้าง

ในอดีตตลอดมาจนถึงค่อนศตวรรษที่ 20 โครงสร้างของระบบอาณาเขตคือสิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ แต่หลังจากความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตแพร่ขยายมาหลายสิบปี ระบบอาณาเขตเริ่มสูญเสียการผูกขาดความหมาย แม้ว่าอาณาเขตยังมีความสำคัญมาก แต่มันไม่ใช่ตัวกำหนดกรอบเทศะมหภาคของเราทั้งหมดอีกต่อไป

ในเชิงรัฐศาสตร์ การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่ (territoriality) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับความเสื่อมถอยของระบบรัฐเป็นใหญ่ (statism) กล่าวคือ สภาพการณ์ในสมัยก่อนที่การกำกับดูแลสังคมตั้งอยู่บนรัฐที่มีอาณาเขตแน่นอนเกือบทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อความเป็นพลเมืองและระบอบประชาธิปไตย การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของลัทธิชาตินิยม อย่างน้อยก็ในแง่ที่ชาติไม่ใช่รากฐานหลักของความสามัคคีของหมู่คณะอีกต่อไป รวมไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานเชิงภววิทยาที่เคยเชื่อว่า ภูมิศาสตร์สังคมย่อมเกี่ยวข้องกับพื้นที่เชิงอาณาเขตเสมอ

กระนั้นก็ตาม การเกิดขึ้นของความเหนืออาณาเขตไม่ได้หมายความว่า พื้นที่เชิงอาณาเขตหมดสิ้นความสำคัญโดยสิ้นเชิง เรายังไม่ได้มีชีวิตอยู่ใน “โลกไร้พรมแดน” จริงๆ พรมแดนยังมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน เช่น การค้าขายระหว่างประเทศและการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน เพียงแต่พรมแดนไม่ได้ผูกขาดอำนาจเหนือกิจกรรมมนุษย์เหมือนเมื่อก่อน อันที่จริงโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันถือเป็นการจัดระบบอาณาเขตใหม่ (reterritorialization) มากกว่า เช่น การรวมเป็นกลุ่มภูมิภาค การขยายตัวของการจ้างงานนอกประเทศ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่จึงยังไม่ใช่การเริ่มต้นของยุคโลกานิยมจริงๆ

เทศะทางสังคมในโลกปัจจุบันมีความเป็นอาณาเขตและเหนืออาณาเขตไปพร้อมๆ กัน คุณสมบัติสองประการนี้เกิดขึ้นร่วมกันเสมอในความสัมพันธ์ทางสังคมทุกวันนี้ อาทิเช่น ทุกครอบครัวในโลกต้องผจญกับสินค้าระดับโลก การเงินระดับโลก การสื่อสารระดับโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มีครอบครัว ท้องถิ่น ชาติหรือภูมิภาคใดที่ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากความเป็นไปในโลก สภาพหลายมิตินี้เองทำให้ภูมิศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่โลกที่เราทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับอาณาเขต-รัฐ-ชาติ กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ความซับซ้อนนี้เองทำให้เราไม่ควรคิดว่า โลกาภิวัตน์มีความหมายเท่ากับการทำให้เหมือนกันหมด (homogenization) อันที่จริงโลกาภิวัตน์กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการผลักดันความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น กรณีที่ชาวพื้นเมืองใช้กลไกสหประชาชาติและสื่อมวลชนอิเล็กทรอนิกส์เผยแพร่อัตลักษณ์ของตน ยิ่งกว่านั้น พื้นที่ที่ขยายระดับโลกย่อมสามารถรองรับพหุนิยมทางวัฒนธรรมได้ ความเชื่อมโยงระดับโลกยังก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย

เราต้องคำนึงด้วยว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราและขอบเขตที่เท่าเทียมกันทั่วโลก แน่นอน เครือข่ายระดับโลกมักหมายถึงประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตกและเอเชียตะวันออกมากกว่าประชากรในพื้นที่อื่น ๆ แม้กระทั่งภายในอาณาเขตเดียวกันยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นและเพศด้วย

ความเหลื่อมล้ำนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางการเมืองของโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับพื้นที่ทางสังคมทุกรูปแบบ ภายในโลกาภิวัตน์ก็มีการจัดสรรอำนาจและการต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองในโลกาภิวัตน์ หรือในนโยบายที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้เพื่อรับมือกับโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ในเชิงกรอบกระบวนทัศน์

Arif Dirlik ในบทความ “Globalization as the End and the Beginning of History” เสนอว่า โลกาภิวัตน์เป็นกรอบกระบวนทัศน์ (paradigm) หรือวาทกรรม (discourse) ที่ใช้ในการมองโลก รวมทั้งเป็นอุดมการณ์เพื่อการปั้นแต่งโลกให้สอดคล้องกับจินตภาพใหม่เกี่ยวกับโลก ซึ่งย่อมรับใช้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่ม

เดอร์ลิคเห็นว่าโลกาภิวัตน์เกิดมาพร้อมกับระบบทุนนิยม ดังนั้นโลกาภิวัตน์ในทัศนะของเขาจึงเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยที่ทุนนิยมไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่โลกาภิวัตน์ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การครองความเป็นใหญ่ของยุโรปและอเมริกา ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในสมัยก่อนกับในปัจจุบันอยู่ที่ความแตกต่างทางการเมืองและวัฒนธรรม กระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในปลายศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นพร้อมกับลัทธิชาตินิยมและลัทธิอาณานิคม ส่วนโลกาภิวัตน์ยุคปัจจุบันมีลักษณะแบบหลังอาณานิคม (postcolonial) และหลังรัฐชาติ (post-national)

ในเชิงวัฒนธรรม โลกาภิวัตน์ยุคก่อนคือโลกาภิวัตน์ของบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกัน ค่านิยมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมของยุโรป-อเมริกันถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของประวัติศาสตร์ กรอบกระบวนทัศน์แบบนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ลัทธิอาณานิคมและลัทธิชาตินิยมเป็นผลผลิตโดยตรงและโดยอ้อมของกระบวนทัศน์นี้ตามลำดับ กล่าวคือ ลัทธิอาณานิคมเป็นการนำเอาบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกันเข้าไปบังคับใช้ในอาณานิคมโดยตรง ส่วนลัทธิชาตินิยมคือการรับเอาบรรทัดฐานแบบรัฐชาติไปใช้แทนระบบการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบปกครองแบบเผ่าไปจนถึงอาณาจักร ประชากรในโลกถูกจัดลำดับใหม่ตามศักยภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของ “อารยธรรม” ยุโรป-อเมริกัน การครองความเป็นใหญ่ของยุโรป-อเมริกันนี่เองที่ทำให้พูดได้เต็มปากถึง “ความเป็นสากล” (universality) เพราะการมีบรรทัดฐานระดับโลกเพียงหนึ่งเดียวนั่นเอง

แต่เมื่อระบบทุนนิยมได้ชัยชนะทุกหนแห่งทั่วโลก การพัฒนาความทันสมัยในสังคมหลายๆ แห่งนอกศูนย์กลางยุโรป-อเมริกัน กลับนำไปสู่การปฏิเสธการครองความเป็นใหญ่ของบรรทัดฐานความสมัยใหม่แบบตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงในสังคมนอกศูนย์กลางเหล่านี้ก่อให้เกิดแบบแผนเชิงสถาบันและอุดมการณ์ที่แตกต่างหลากหลายขึ้น ถึงแม้แบบแผนเหล่านี้มีความสมัยใหม่อย่างชัดเจน แต่มันก็ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากบริบททางวัฒนธรรม จารีตประเพณีและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไป ทำให้เกิดระบบทุนนิยมที่หลากหลายรูปแบบและวัฒนธรรมแบบทุนนิยมที่หลากหลายเช่นกัน

ชัยชนะของระบบทุนนิยม แทนที่จะนำไปสู่โลกที่มีใบเดียว กลับก่อให้เกิดโลกที่แตกแยกเป็นส่วนๆ (fragmentation) ความเฟื่องฟูของทุนนิยมในเอเชียและเอเชียตะวันออกทำให้เกิดสภาพของศูนย์กลางที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีหลายๆ แห่งพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า “decentered center” โลกาภิวัตน์จึงเป็นกรอบกระบวนทัศน์ในการมองโลกที่มาแทนที่ความเป็นสมัยใหม่ หรือกล่าวได้ว่า โลกาภิวัตน์คือกรอบกระบวนทัศน์แบบหลังสมัยใหม่ (postmodern) นั่นเอง

อิทธิพลของแนวคิดโลกาภิวัตน์ต่อขบวนการสังคมใหม่

ความย้อนแย้งของแนวคิดโลกาภิวัตน์จากตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา มีผลสะท้อนชัดเจนต่อลักษณะของขบวนการสังคมใหม่ ดังพอยกตัวอย่างได้ดังนี้คือ

ประการแรก ขบวนการสังคมใหม่สร้างเครือข่ายขึ้นได้ด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก พื้นที่ที่เป็นเวทีหลักของขบวนการจึงอยู่เหนืออาณาเขต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่บนไซเบอร์สเปซ

ประการที่สอง ปฏิบัติการของขบวนการสังคมใหม่มักเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกันและดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา อาทิเช่น ปฏิบัติการต่อต้านสงครามอิรักที่กำหนดวันปฏิบัติการพร้อมกันทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย หรือการลงนามในหนังสือคัดค้านหรือประท้วงก็สามารถกระทำได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดเฉพาะคนในท้องถิ่นที่เผชิญปัญหานั้นๆ

ประการที่สาม ความซ้อนทับของปัญหาระดับโลกและระดับท้องถิ่น ลักษณะสำคัญของขบวนการสังคมใหม่คือ สามารถอธิบายและเชื่อมโยงปัญหาระดับท้องถิ่นและระดับโลกเข้าด้วยกันได้ ดังคำขวัญว่า “คิดระดับโลก ปฏิบัติระดับท้องถิ่น” (think global, act local)

ประการที่สี่ ขบวนการสังคมใหม่เน้นความหลากหลาย การไม่รวมศูนย์ ไม่แสวงหาบรรทัดฐานสากลที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งครองความเป็นใหญ่แบบขบวนการสังคมในอดีต

ประการที่ห้า อิทธิพลทางความคิดของขบวนการสังคมใหม่มักมาจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างจารีตแบบท้องถิ่นหรือชนพื้นเมืองกับแนวคิดแบบสากลนิยมในยุคก่อน ก่อเกิดเป็นแนวคิดที่บางคนเรียกว่า ขบวนการแบบโพสต์โมเดิร์น เช่น ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก ขบวนการ Otpor ในอดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น

ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ ขบวนการสังคมใหม่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำด้วยบรรษัทข้ามชาติ ขบวนการต่างๆ ในขบวนการสังคมใหม่จะมีจุดยืนในเรื่องอื่นๆ แตกต่างกันอย่างไรก็ได้ แต่มีจุดร่วมกันในการต่อต้านโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมหรือลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง

ข้อมูลประกอบการเขียน

Dirlik, Arif. “Globalization as the End and the Beginning of History: The Contradictory Implications of a New Paradigm.” http://www.humanities.mcmaster.ca/~global/workpapers/dirlik.pdf.

http://en.wikipedia.org/wiki/Globalization

http://www.sociology.emory.edu/globalization/debates.html#meaning

Scholte, Jan Aart. “The Sources of Neoliberal Globalization.” http://globalpolicy.igc.org/globaliz/define/2005/10scholte.pdf.

Stanford Encyclopedia of Philosophy http://plato.stanford.edu/

Wallerstein, Immanuel. “Globalization or The Age of Transition?: A Long-Term View of the Trajectory of the World-System.” http://fbc.binghamton.edu/index.htm; 1999.

Arif Dirlik (ค.ศ. 1940- ) ชาวตุรกี นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์จีน เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Duke ระหว่าง ค.ศ. 1971-2001 จากนั้นย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยออรีกอนจนเกษียณใน ค.ศ. 2006 ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนจีนศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง เขามีความสนใจในลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเหมา และลัทธิอนาธิปไตยในช่วงการปฏิวัติของจีน รวมทั้งระบบโลกยุคหลังอาณานิคม

Jan Aart Scholte (ค.ศ.1959- ) เป็นศาสตราจารย์ด้านการเมืองและการศึกษาระหว่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Centre for the Study of Globalisation and Regionalisation ของมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ

Immanuel Maurice Wallerstein (ค.ศ. 1930- ) ชาวอเมริกัน นักสังคมวิทยา นักสังคมศาสตร์ประวัติศาสตร์ และนักวิเคราะห์ระบบโลกที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง เขาสอนที่มหาวิทยาลัย McGill University จนถึง ค.ศ. 1976 ย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยบิงแฮมตันจนเกษียณใน ค.ศ. 1999 และเป็นประธานของ Fernand Braudel Center ซึ่งเน้นการศึกษาด้านเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และอารยธรรม จนถึง ค.ศ. 2005 วอลเลอร์สไตน์ได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกและได้รับรางวัลเกียรติคุณในฐานะนักวิชาการหลายรางวัล

สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลีย์

February 1st, 2008

ดาวน์โหลด PDF

king-never-smiles.jpg

นิว แมนดาลา (New Mandala) คือชื่อเว็บไซต์ที่ติดตามประเด็นการเคลื่อนไหวทางวิชาการในภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่สำคัญซึ่งมีทั้งข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่สำคัญ, กระดานสนทนาที่มีนักวิชาการจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนกันแล้ว บทสัมภาษณ์ในนิว แมนดาลา (NM Interviews) คือคอลัมน์ที่ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวในภูมิภาคแห่งนี้ติดตามอย่างใกล้ชิด

ฟ้าเดียวกันออนไลน์ อาสาเป็นสะพานเชื่อมต่อความเคลื่อนไหวทางวิชาการด้านภูมิภาคอุษาคเนย์มาสู่โลกภาษาไทย ด้วยบทสัมภาษณ์นักเขียนที่ “ร้อน” ที่สุดของวงการไทยศึกษา Paul Handley

สัมภาษณ์พอล แฮนด์ลีย์

19 กันยายน 2550 โดย นิโคลาส ฟาร์เรลลี

นิโคลาส ฟาร์เรลลี: ผู้อ่านส่วนใหญ่ของ New Mandala รู้จักคุณในฐานะคนเขียน The King Never Smiles แต่ว่าคุณเขียนเรื่องเมืองไทยมานานหลายปีก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ คุณไปเมืองไทยได้ยังไงทีแรก? ทำไมถึงไป?

พอล แฮนด์ลีย์: ผมไปเอเชียทีแรกหลังจากจบมหาวิทยาลัย (International Studies, มหาวิทยาลัยอเมริกันในวอชิงตันดีซี) ไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวันสามปี แล้วก็ได้งานทำกับนิตยสารธุรกิจน้ำมันที่ฮ่องกง ผมถูกส่งไปอินโดนีเซีย มันกลายเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญทีเดียว หลังจากอยู่ที่นั่นสองสามปี ผมมีโอกาสได้ทำงานให้กับ Far Eastern Economic Review พอรัฐบาลซูฮาร์โตไล่ผมออกมาในปี 2529 เพราะไปเขียนเกี่ยวกับธุรกิจของลูกชายของเขา FEER ก็ให้ผมทำงานเต็มเวลาที่ฮ่องกง
หลังจากนั้นสักพัก ผมก็ขอไปประจำที่ไต้หวันหรือไม่ก็เกาหลี แต่เขาส่งผมมากรุงเทพฯ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมไม่ได้เลือก แต่กลายเป็นโอกาสที่ดี วันที่สองที่ไปถึงกรุงเทพฯ ผมเดินลุยน้ำท่วม 1-2 ฟุตจากถนนวิทยุไปสุขุมวิท 49 ก็รักเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

นิโคลาส: ผู้อ่านของเราคงจะอยากรู้ว่าคุณเขียนอะไรบ้างตอนอยู่เมืองไทยช่วงแรกๆ มีอะไรที่เด่นๆ บ้าง?

พอล: ผมไปถึงเมืองไทยเดือนกันยายน 2530 จังหวะที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเริ่มรุ่งพอดี และไทยก็เป็นหัวหอก มันเป็นบทเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ดีมาก และยิ่งดีกว่านั้นอีกเมื่อเศรษฐกิจพังในอีกสิบปีต่อมา
ผมเขียนหลายเรื่อง เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวกับผลจากการเติบโตที่มีต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจและกระบวนการประชาธิปไตยด้วย ปัญหาความขัดแย้งประเภทสนามกอล์ฟกับสิ่งแวดล้อม บริโภคนิยมที่แพร่ไปต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับทุน ความขัดแย้งต่างๆ ผมเขียนเกี่ยวกับเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ จำได้มั้ยเรื่องการจราจรก่อนหน้าที่จะมีรถไฟลอยฟ้า? การดำเนินโครงการต่างๆ ยุ่งเหยิงมากในประชาธิปไตยแบบไทยๆ ผมคิดว่าบทความชิ้นแรกๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการห้ำหั่นกันระหว่างบรรหารกับสมัคร สองคนนี้เป็นคนคดอย่างที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้เลยทีเดียว ผมเขียนเรื่องโครงการต่างๆ เป็นบทความชิ้นใหญ่ให้กับนิตยสาร Institutional Investor และอีกชิ้นหนึ่งให้ Asia Research Center at Murdoch University ทั้งสองชิ้นใช้ตัวอย่างการแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานในปากีสถาน อินเดียจนถึงจีนเพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไมโครงการต่างๆ จึงไม่ประสบความสำเร็จและก็จะต้องล้มไปในที่สุด ซึ่งก็ล้มจริงๆ ผมยังคิดว่ามันเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจนัก ของการเมืองและเศรษฐกิจที่หวือหวาของเอเชียในตอนนั้น
เรื่องอื่นๆ ที่เข้มข้นก็มีเรื่องรสช.ในปี 2534 กับพฤษภาทมิฬ 2535 เนื่องจากว่ามีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ ที่ผมไม่เข้าใจ ผมจึงเริ่มมีความคิดจะเขียนหนังสือขึ้นมา

นิโคลาส: แล้วเมื่อไหร่ที่คุณตัดสินใจจะเขียนจริงๆ ? หลายปีที่อยู่เมืองไทยมีอิทธิพลต่อหนังสือยังไงบ้าง?

พอล: ผมลาออกจาก FEER ในปี 2537 และกำลังคิดจะไปจากประเทศไทย ผมคิดว่าผมอยากจะเขียนบทความขนาดยาวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมไทย หลังจากที่อยู่มาหลายปี ผมเริ่มค้นคว้า เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ต่างๆ ในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมืองในยุคสมัยใหม่ ยิ่งค้นคว้าก็พบว่ายิ่งน่าสนใจ จนถลำลึกเสียจนถอนตัวไม่ขึ้น มันจึงใช้เวลานานและต้องเริ่มใหม่อยู่สองสามครั้งเพื่อเรียบเรียงเรื่องทั้งหมด

นิโคลาส: ตั้งแต่พิมพ์ออกมาในปี 2549 หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม หลายคนสนับสนุนประเด็นของคุณ ที่ New Mandala ที่เดียว มีความเห็นเป็นร้อยๆ ความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ แน่นอนว่าหลายคนวิจารณ์งานค้นคว้าของคุณและพยายามชี้ให้เห็นว่าคุณมี “วาระ” อะไร แรงจูงใจของคุณคืออะไร? ตอนที่คุณเริ่มเขียน คุณได้นึกมั้ยว่าจะได้รับปฏิกริยาแบบนี้?

พอล: ผมถูกตั้งคำถามจากผู้คนทุกประเภท ตั้งแต่นักการทูตชั้นนำที่เฉลียวฉลาดของไทยไปจนถึงนักวิชาการที่ใครๆ ก็นึกว่าน่าจะรู้ดีกว่า “ทำไมคุณถึงเขียนหนังสือเล่มนี้?” คำตอบคือ จริงๆ แล้ว ทำไมถึงไม่มีใครเขียนก่อนผม? คุณมีประมุขของประเทศที่ครองตำแหน่งมายาวนานที่สุดในโลกและยังมีชีวิตอยู่ เป็นกษัตริย์ที่ประชาชนเทิดทูนเหนือกว่าใคร เป็นสถาบันกษัตริย์ที่อิงอยู่กับระบบความเชื่อแบบพุทธ ฯลฯ แล้วไม่เคยมีใครนั่งลงแล้วเขียนถึงเคล็ดลับในความสำเร็จของพระองค์ ปรัชญาของพระองค์ วิธีการทำงานของพระองค์ ผลงานที่พระองค์ทำประโยชน์แก่โลก เป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับความนิยมและเทิดทูนมาเป็นเวลาหกทศวรรษ มีอะไรที่จะน่าเขียนถึงมากไปกว่านี้อีกไหม? ผมยอมรับว่าผมไม่เคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่มี “วาระ” อะไร และผมก็เปลี่ยนทัศนะของผมที่มีต่อพระองค์หลายครั้งหลายหนในกระบวนการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้
สำหรับปฏิกริยา แทบไม่มีอะไรนอกเหนือความคาดหมาย มีแปลกใจอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือความบังเอิญประจวบเหมาะของเหตุการณ์ หนังสือเสร็จสมบูรณ์พร้อมตีพิมพ์ในช่วงเวลาเดียวกับที่ทักษิณกำลังถูกมวลชนเสื้อเหลืองไล่ลงจากอำนาจ ในวาระการครองราชย์ 60 ปีของพระองค์

นิโคลาส: จากคำบรรยายของสำนักพิมพ์ เป็นหนังสือที่ “มีการค้นคว้าอย่างละเอียดกว้างขวาง รวบรวมข้อเท็จจริงตั้งแต่ยังทรงเยาว์และพัฒนาการของพระองค์ การเสด็จขึ้นครองราชย์ การจัดการทางการเมืองที่มีทักษะ และความพยายามทำให้ไทยเป็นราชอาณาจักรพุทธ” อยากให้คุณเล่าถึงการค้นคว้าของคุณว่าทำยังไง ใช้วิธีการ (methodology) อะไร?

พอล: ผมเป็นนักหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ของผมจะนอกตำราอยู่สักหน่อย ก็อ่านประวัติศาสตร์กับเรื่องราวต่างๆ ที่แพร่หลายก่อน แล้วค่อยอ่านเอกสารหนังสือหนักๆ บางอันเพิ่งจะเขียนในตอนนั้นโดยนักประวัติศาสตร์จริงๆ ผมอ่านหนังสือกับนิตยสารเก่าๆ เยอะ ทั้งไทยและอังกฤษ เอกสารที่เป็นทางการต่างๆ จำนวนมาก หนังสือรำลึกในวาระต่างๆ ทุกอย่างที่หาได้ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์ ในห้องสมุด ตามแผงขายหนังสือเก่าที่จตุจักร ในบ้านคนอื่น ผมศึกษาภาพถ่ายและวันเวลา ทำเส้นเวลาลำดับเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วก็เห็นว่าไม่ได้ตรงกับเรื่องราวฉบับที่เป็นทางการเสมอไป อย่างเช่น มีเอกสารทางการจำนวนมากที่บอกว่าพระองค์ทรงเริ่มสร้างเขื่อน หรือเริ่มเลี้ยงปลานิลในเวลาเท่านั้นเท่านี้ แต่คุณก็มาเห็นรูปภาพและคำบรรยายในนิตยสารที่แสดงว่ามันมีมาห้าปีก่อนหน้านั้นแล้ว บางอย่างก็ไม่มีนัยยะอะไร แต่บางอย่างก็มีความหมาย ด้วยเหตุผลนี้ ก็เลยอาจจจะมีการเน้นเรื่องวันเวลาต่างๆ มากสักหน่อยในหนังสือที่ผมเขียน แต่ก็เป็นประเด็น ภาพของพระองค์ท่านคือมักทรงงานอยู่ตลอดเวลา การเสด็จไปเยือนอเมริกากับยุโรปในปี 2503 ก็เป็นเรื่องงานทั้งหมด ไม่มีอะไรผิดในเรื่องนี้ แค่ว่าในฉบับที่เป็นทางการพระองค์ทรงไม่เคยพักผ่อนเลย
กระบวนการถอดรื้อ-ประกอบใหม่ (deconstruction-reconstruction) นี้ทำให้ผมใช้เวลานานมาก แล้วผมก็ศึกษาบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดมากขึ้น แล้วก็ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยและสถาบันกษัตริย์ที่ช่วยก่อรูปมุมมอง และแน่นอนคุยกับทุกคนที่คุยได้ในเมืองไทย หลายครั้งก็ถามเรื่องนี้ตอนสัมภาษณ์ในเรื่องอื่นอยู่ ผมบอกใครต่อใครไม่ได้ว่ากำลังเขียนหนังสือเรื่องนี้
และผมก็ไปสัมผัสบรรยากาศพระราชพิธีต่างๆ เมื่อมีโอกาส ฟังเพลงพระราชนิพนธ์ ชมผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อจะได้ซึมซับความรู้สึก ผมยังสามารถทำอย่างนั้นไปได้อีกเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดและลงมือเขียน

นิโคลาส: คุณพยายามยังไงบ้างในการที่จะขอพระราชทานสัมภาษณ์กับพระองค์และบุคคลอื่นในพระราชสำนัก? มีการตอบสนองอยางไร?

พอล: นี่คือจุดอ่อนที่ชัดเจนของหนังสือเล่มนี้ พอเห็นปฏิกริยาตื่นตกใจจากคนไทยที่มีต่อโครงการนี้ของผม ซึ่งรวมนักวิชาการสองสามคนที่ผู้อ่านของคุณก็รู้จัก ทำให้ผมสรุปว่าผมไม่สามารถติดต่อใครในพระราชสำนักจนกว่าจะถึงตอนท้ายสุด แต่พอถึงตอนที่ผมได้ร่างเป็นรูปเป็นร่างและได้ผู้ตีพิมพ์แล้ว ผมตัดสินใจว่าคงไม่มีประโยชน์และอาจจะมีผลยุ่งยากต่อการตีพิมพ์ พระราชสำนักไม่ใคร่จะให้สัมภาษณ์แก่ใคร และอาจจะขอดูต้นฉบับเป็นเงื่อนไขก่อนที่จะพิจารณาว่าจะให้ผมพบหรือไม่เสียด้วยซ้ำ หลังจากปรึกษาสำนักพิมพ์กับผู้เชี่ยวชาญเรื่องไทยหลายคนแล้ว ผมตัดสินใจว่าไม่มีโอกาสสำเร็จ และเป็นไปได้มากว่ารัฐบาลอาจจะขัดขวางไม่ให้หนังสือได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

นิโคลาส: ข้อวิจารณ์หลักประการหนึ่งต่อหนังสือเล่มนี้คือ มันอ้าง “ข่าวซุบซิบ” กับ “ข่าวลือ” คุณว่ายังไง?

พอล: ข่าวลือซุบซิบบางอย่างก็เป็นประโยชน์แก่พระราชสำนัก ยกตัวอย่าง ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีคำเล่าลือแพร่หลายว่าในหลวงทรงขับรถในกรุงเทพฯ โดยปกปิดพระองค์เพื่อทรงสัมผัสรสชาติของการจราจรที่ติดขัด ทุกคนได้ยินเรื่องนี้ ทุกคนเชื่อในเรื่องนี้ ว่าพระองค์ก็ทรงลำบากลำบนเหมือนอย่างที่พวกเขาประสบ ไม่มีใครที่ผมรู้จักจะได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลย มันเป็นข่าวลือ ข่าวลือในแง่ดี
คนวิจารณ์จะเน้นเฉพาะข่าวลือในแง่ลบที่ผมนำมารวบรวมไว้ ส่วนใหญ่เป็นข่าวลือที่มีทั้งที่ผมเชื่อว่าจริงและอาจจะไม่จริงแต่ถึงยังไงก็มีผลสำคัญต่อภาพพจน์ที่ประชาชนมองสถาบันกษัตริย์และพระราชวงศ์ จะบวกหรือลบก็ตาม สิ่งที่ประชาชนเชื่อเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นที่เคารพเทิดทูนมาก และเกี่ยวกับพระราชวงศ์ที่อาจจะเป็นที่เคารพเทิดทูนน้อยกว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จและปัญหาในรัชสมัยของพระองค์

นิโคลาส: ตั้งแต่หนังสือออกมา คุณสามารถกลับไปเมืองไทยได้ไหม? คุณอยากกลับไปไหม? คุณเคยได้รับการเตือนหรือกล่าวโทษอย่างเป็นทางการจากทางการไทยไหม? หรือโดยใครอื่น?

พอล: แน่นอน ผมอยากกลับไป เมืองไทยมีเสน่ห์ ผมมีเพื่อนที่นั่น มันเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผม 13 ปีประมาณนั้น คุณจะหาอาหารไทยอร่อยๆ ได้ที่ไหนนอกเมืองไทย? แต่ผมเข้าใจว่าการเขียนหนังสือเล่มนี้คงทำให้ผมไม่ได้กลับไปอีก ผมไม่ได้รับคำเตือนหรือคำขู่อะไร ผมไม่ได้ตรวจสอบว่าพวกเขาขึ้นบัญชีดำผมไว้หรือเปล่า ผมไม่ได้ยินว่ามีการตั้งข้อกล่าวหาอะไรต่อตัวผม คือว่า ทัศนะทางการที่มีต่อหนังสือของผมคือ ไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ในโลก ดังนั้นการตั้งข้อหากล่าวโทษผมจะเท่ากับเป็นการยอมรับว่ามีหนังสือเล่มนี้อยู่ ยังไม่มีใครมาข่มขู่ผม ผมคิดว่าใครๆ ก็พากันโทษทักษิณกันหมด เขาแย่งซีนไปหมดเลย

นิโคลาส: คุณมีแผนการอะไรต่อจากนี้? ผมเข้าใจว่าการเกษียณตัวเองไปอยู่เงียบๆ ในรีสอร์ทริมหาดในไทยคงเป็นไปไม่ได้แล้ว คุณมีโครงการอะไรอีกบ้างไหม?

พอล: ผมมีงานที่ไม่น่าตื่นเต้นในสำนักข่าวที่วอชิงตันดีซี ผมกำลังฝันว่าจะได้ไปประจำที่อื่น กลับมาเอเชียได้ก็จะเยี่ยมมาก หนังสือเล่มเดียวก็พอเพียงแล้วสำหรับในตอนนี้…